Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)

สดร. ชวนชมฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ 7 พ.ค. นี้

Hits 25 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/pr-news/3876-narit-eta-aquarids-meteor-shower-2562
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, May 3, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชวนชม “ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์” วันที่ 7 พ.ค. 62 เวลาประมาณตี 2 เป็นต้นไป จนถึงรุ่งเช้า อัตราการตกสูงสุดเฉลี่ย 40 ดวงต่อชั่วโมง ช่วงเวลาดังกล่าวปราศจากแสงจันทร์รบกวน เหมาะแก่การสังเกตการณ์ สามารถดูได้ด้วยตาเปล่าทั่วไทย ทางทิศตะวันออก บริเวณกลุ่มดาวกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ แนะชมในที่มืดสนิทจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า “ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์” เป็นฝนดาวตกที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 19 เมษายน - 28 พฤษภาคมของทุกปี สำหรับปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราตกสูงสุดในคืนวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 แต่เนื่องจากในช่วงหัวค่ำ ศูนย์กลางการกระจายตัวในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้า ทำให้ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ จะสามารถสังเกตการณ์ได้ ตั้งแต่เวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 ไปจนถึงรุ่งเช้า ทางทิศตะวันออก บริเวณกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ ประกอบกับคืนดังกล่าวไร้แสงจันทร์รบกวน จึงเหมาะแก่การสังเกตการณ์เป็นอย่างยิ่ง ผู้สนใจสามารถรอชมความสวยงามของปรากฏการณ์ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ได้ในคืนดังกล่าว

นายศุภฤกษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานที่ชมฝนดาวตกควรเป็นสถานที่มืดไม่มีแสงไฟรบกวนหรือห่างจากเมือง แนะนำให้นอนรอชม สำหรับการบันทึกภาพฝนดาวตกนั้น ไม่สามารถระบุทิศทางได้ ต้องอาศัยการคาดเดาและเปิดหน้ากล้องค้างไว้ให้ดาวตกวิ่งผ่านหน้ากล้อง ผู้สนใจสามารถเตรียมตัวและอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับช่วงเวลาดังกล่าว

ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ เกิดจากกระแสธารของเศษหินและเศษฝุ่นขนาดน้อยใหญ่ที่ดาวหางฮัลเลย์ (1P/Halley) ทิ้งไว้ในขณะเคลื่อนผ่านเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน เมื่อโลกโคจรผ่านกระแสธารดังกล่าว สายธารของเศษหินและฝุ่นของดาวหางจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงเข้ามาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเกิดเป็นลำแสงวาบ หรือในบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟที่มีสีสวยงาม (fireball)

งานประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

โทร. 053-121268-9 ต่อ 210-211 , 081-8854353 โทรสาร 053-121250

ประเภทข่าว: 
news

นักวิทยาศาสตร์เผยความสำเร็จในการบันทึกภาพ “หลุมดำยักษ์”

Hits 39 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/3864-the-first-image-of-a-black-hole
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, May 2, 2019
รายละเอียด: 

หน่วยงานดาราศาสตร์แถลงผลงานวิจัยล่าสุดจากเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อีเวนต์ฮอไรซัน (Event Horizon Telescope : EHT) สามารถถ่ายภาพหลุมดำได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นับเป็นความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์อันยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของมวลมนุษยชาติ

“หลุมดำยักษ์ มวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 6,500 ล้านเท่า”

งานวิจัยชิ้นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลุมดำมวลยวดยิ่ง (Supermassive Black Hole) ที่อยู่บริเวณใจกลางกาแล็กซี M87 ซึ่งเป็นกาแล็กซีทรงรีมวลมหาศาล ห่างจากโลกประมาณ 55 ล้านปีแสง อยู่ในบริเวณกลุ่มดาวหญิงสาว

หลุมดำมวลยวดยิ่งแตกต่างจากหลุมดำทั่วไป คือ มวลของหลุมดำประเภทนี้จะอยู่ในระดับล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ และจะพบได้เฉพาะในใจกลางกาแล็กซีเท่านั้น เป็นเสมือนหัวใจหลักของแต่ละกาแล็กซี กาแล็กซี M87 ก็มีหลุมดำยักษ์อยู่ที่ใจกลางกาแล็กซีเช่นกัน ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ทราบเพียงว่า หลุมดำนี้ปลดปล่อยลำอนุภาคพลังงานสูงออกมา แต่ยังไม่เคยมีใครสามารถถ่ายภาพหลุมดำนี้ได้โดยตรง

“เงาของหลุมดำยักษ์ท่ามกลางพลาสมาพลังงานสูง”

ภาพจากเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อีเวนต์ฮอไรซัน เผยให้เห็นสภาพแวดล้อมรอบ ๆ หลุมดำ มวลสารกำลังถูกดึงดูดเข้าสู่ใจกลาง เสียดสีกันจนมีพลังงานสูงและเปล่งแสงสว่างออกมา เกิดเป็นจานพลาสมาหมุนวนรอบหลุมดำ และที่ใจกลางจานพลาสมามีหลุมดำมวลยวดยิ่ง ทำให้แสงไม่สามารถเดินทางออกมาได้ เกิดเป็นบริเวณเงามืดใหญ่ขนาดประมาณ 40,000 ล้านกิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม เงามืดที่เกิดขึ้นนี้ยังไม่ใช่บริเวณที่เรียกว่า “ขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon)” กล่าวคือ ยังไม่ใช่ขนาดที่แท้จริงของหลุมดำ แต่เป็นผลที่เกิดจากความโน้มถ่วงมหาศาล บิดโค้งกาลอวกาศรอบ ๆ หลุมดำ ทำให้ขอบฟ้าเหตุการณ์บิดเบี้ยวไป เกิดเป็นเงามืดที่มีขนาดใหญ่กว่าขอบฟ้าเหตุการณ์ที่ควรจะเป็นถึง 2.5 เท่า

“คุณสามารถอ่านหนังสือพิมพ์ในนิวยอร์คได้จากร้านกาแฟในปารีส”

กล้องโทรทรรศน์อีเวนต์ฮอไรซัน (Event Horizon Telescope: EHT) เป็นเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุความถี่สูง ช่วง 230-450 GHz จากหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุ 8 แห่งทั่วโลก ทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับสัญญานและกำลังแยกภาพ ใช้เทคนิคการแทรกสอดระยะไกล (Very Long Baseline Interferometer : VLBI) เมื่อสังเกตการณ์ร่วมกัน จะเสมือนว่ามีกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่มีขนาดหน้าจานเท่ากับเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก การใช้เทคนิคการแทรกสอดระยะไกล หรือวีแอลบีไอในครั้งนี้ สังเกตการณ์ ณ ช่วงความถี่ 230 GHz เทียบเท่าความยาวคลื่น 1.3 มิลลิเมตร ทำให้ได้ภาพที่มีความละเอียดเชิงมุมระดับ 20 ไมโครอาร์คเซค เปรียบเสมือนมีความละเอียดเพียงพอที่จะอ่านหนังสือพิมพ์ในนิวยอร์คได้จากร้านกาแฟในปารีส ที่ระยะห่างกว่า 6,000 กิโลเมตร

กล้องโทรทรรศน์วิทยุความถี่สูงของหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุ 8 แห่ง ที่ร่วมเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อีเวนต์ฮอไรซัน ได้แก่ 1) Arizona Radio Observatory/Submillimeter-wave Astronomy - ARO/SMT) สหรัฐอเมริกา 2) Atacama Pathfinder EXperiment - APEX ชิลี 3) IRAM 30-meter telescope สเปน 4) James Clerk Maxwell Telescope – JCMT รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา 5) The Large Millimeter Telescope Alfonso Serrano – LMT เม็กซิโก 6) The Submillimeter Array –MA รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา 7) Atacama Large Millimeter/Submillimeter Array – ALMA ชิลี 8) South Pole Telescope –SPT ณ ขั้วโลกใต้ ทวีปแอนตาร์กติกา ข้อมูลมหาศาลทั้งหมดจากการสังเกตการณ์ครั้งนี้ ประมาณ 1 ล้าน กิกะไบต์ ถูกนำมาประมวลผลด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่สถาบันดาราศาสตร์วิทยุมักซ์พลังค์ เยอรมนี และ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

แผนที่แสดงเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ EHT ที่กระจายอยู่ทั่วโลก

“ดาราศาสตร์ งานวิจัยที่ไร้พรมแดน”

ลำพังงบประมาณจากประเทศเดียว ไม่เพียงพอต่องานวิจัยชิ้นนี้ ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของนักวิจัยกว่า 200 ชีวิต จากหน่วยงานดาราศาสตร์ 13 แห่งทั่วโลก เพื่อหวังจะให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สูงที่สุดในการวิจัยด้านดาราศาสตร์วิทยุ การแถลงข่าวในครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในจุดสูงสุดของการร่วมมือดังกล่าว ไม่เพียงแต่เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงจากทฤษฎีของไอน์สไตน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาขีดความสามารถเทคโนโลยีระดับโลกให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ

อ้างอิง : https://eventhorizontelescope.org/

ประเภทข่าว: 
news

สดร. เผย “พายุสุริยะ” ไม่ใช่สาเหตุโลกร้อน วอนคนไทยอย่าตระหนก

Hits 36 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/8094-2019-04-22-09-16-41
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, April 23, 2019
รายละเอียด: 

ตามที่มีข่าวเผยแพร่ทางโลกโซเชียล ในช่วงเช้าวันที่ 22 เมษายน 2562 ประเด็น “พายุสุริยะจะพุ่งปะทะโลกใน 48 ชม. เป็นผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นทั้งในไทยและทั่วโลก” นั้นกรณีดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลวง พายุสุริยะไม่มีผลทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น วอนประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์
ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่มีข่าวเผยแพร่ทางโลกโซเชียล ในประเด็น พายุสุริยะจะพุ่งปะทะโลกใน 48 ชั่วโมง เนื่องจากสนามแม่เหล็กโลกอยู่ในช่วงสลับขั้ว จึงทำให้อ่อนกำลังลง จะส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นทั่วโลก กรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด พายุสุริยะไม่ได้ส่งผลกระทบให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นหรือเกิดอันตรายต่อโลก จะมีผลกระทบเพียงระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียมบ้างเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้การสลับขั้วสนามแม่เหล็กต้องใช้ระยะเวลานับแสนปี ดังนั้น ผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถเกิดขึ้นในระยะเวลาวันหรือสองวัน อาจส่งผลเล็กน้อย เช่น เกิดแสงออโรราบริเวณขั้วโลกมากกว่าปกติเท่านั้น แต่ที่เกิดการเผยแพร่ข่าวในลักษณะเช่นนี้อาจเป็นเพราะการนำข้อมูลเกี่ยวกับดวงอาทิตย์และโลกมาเชื่อมโยงกัน ประกอบกับขณะนี้เมืองไทยอยู่ในช่วงฤดูร้อน ทุกพื้นที่ของประเทศมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศา จึงทำให้เกิดความตื่นตระหนกและวิตกกังวลจากการรับข้อมูลข่าวสารดังกล่าว

ดร.ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดวงอาทิตย์เป็นก้อนแก๊สขนาดใหญ่มีปฏิกิริยาภายในเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ที่บริเวณผิวของดวงอาทิตย์นอกจากจะมีอุณหภูมิสูงมากแล้วยังมีปรากฏการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ ปรากฏการณ์การลุกจ้า (Solar Flare) ปรากฏการณ์การเกิดจุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) ปรากฏการณ์การปลดปล่อยมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์ (Coronal Mass Ejection : CME) เป็นต้น การเกิดปรากฏการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น ในกรณีของการปลดปล่อยมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์ กลุ่มมวลที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะอยู่ในรูป “พลาสมา” หรือสถานะที่อะตอมของธาตุอยู่ในสภาพเป็นไอออน เป็นประจุไฟฟ้าพลังงานสูง หากมีการระเบิดที่รุนแรงขึ้นจนทำให้กลุ่มพลาสมาเหล่านี้มีความเร็วในการเคลื่อนที่สูงมาก เราเรียกกลุ่มพลาสมาเหล่านี้ว่า “พายุสุริยะ” (Solar Storm) การปลดปล่อยมวลโคโรนาจนทำให้เกิดพายุสุริยะจะมีความสัมพันธ์วัฏจักรของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีวงจรประมาณ 11 ปี เมื่อดวงอาทิตย์มีจุดบนดวงอาทิตย์จำนวนมาก (Solar Maximum) สนามแม่เหล็กบริเวณดังกล่าวก็เกิดความปั่นป่วน มีการสะสมพลังงานมากขึ้นจนถึงจุดวิกฤตทำให้เส้นแรงแม่เหล็กที่บิดพันกันเป็นเกลียวขาดออกจากกันและเกิดการปลดปล่อยมวลออกสู่อวกาศ ในทุกทิศทุกทาง ซึ่งความเร็วและรุนแรงของกลุ่มประจุไฟฟ้าพลังงานสูงจะขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงในการระเบิดหรือการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์เอง แต่ในกรณีวันที่ 22 เมษายน นี้ ไม่พบรายงานที่ผิดปกติใดๆ เกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาบนดวงอาทิตย์
ปัจจุบันข้อมูลข่าวสารถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสื่อสังคมออนไลน์ ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว บางครั้งอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง ต้นตอข่าวลือต่างๆ ไม่ได้มาจากไหน แต่วนเวียนอยู่ในโลกไซเบอร์ที่มีทั้งเรื่องจริงและเรื่องที่ต้องอาศัยวิจารณญาณในการรับรู้ จึงขอให้ประชาชนเปิดรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ ศึกษาข้อมูลและความเป็นไปได้ด้วยเหตุและผล ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิง และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง ดร.ศรัณย์ กล่าวปิดท้าย

ข่าวโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ประเภทข่าว: 
news

กล้องโทรทรรศน์วิทยุ

เอกสารประกอบ: 
ชุดหนังสือ: 
Hits 40 ครั้ง

สดร. จัดชมจันทร์เต็มดวงคืนวันวสันตวิษุวัต

Hits 44 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/8041-2019-03-22-02-40-51
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, March 22, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดชม “ดวงจันทร์เต็มดวงคืนวันวสันตวิษุวัต” คืน 21 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกพอดีและตกทางทิศตะวันตกพอดี เรียก “วันวสันตวิษุวัต” นอกจากนี้ยังตรงกับช่วงดวงจันทร์ เต็มดวงมีระยะทางใกล้โลก ห่างประมาณ 360,761 กิโลเมตร จะสังเกตเห็นดวงจันทร์มีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย จึงเชิญชวนประชาชนร่วมส่องดวงจันทร์เต็มดวงผ่านกล้องโทรทรรศน์หลากชนิดและวัตถุท้องฟ้าอื่น ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ โอไรออนเนบิวลา กระจุกดาวลูกไก่ ดาวอังคาร ณ 3 จุดสังเกตการณ์หลักที่หอดูดาว อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก

ข้อมูลโดย : งานประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ประเภทข่าว: 
news

สดร. เผย 21 มีนาคม นี้ กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน

Hits 37 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/8000-21
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, March 14, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผย 21 มีนาคม 2562 เป็นวัน “วสันตวิษุวัต” ช่วงเวลากลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ถือเป็นวันเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเปลี่ยนสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. กล่าวว่า วันที่ 21 มีนาคมนี้ เป็นวัน “วสันตวิษุวัต” (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน “วิษุวัต” (Equinox) ในภาษาสันสกฤตหมายถึง จุดที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี แปลเป็นภาษาไทยว่า “ราตรีเสมอภาค” แต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏในตำแหน่งต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนมา ณ ตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลก ทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดี จึงมีช่วงเวลากลางวันยาวเท่ากับกลางคืน นับเป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้ สำหรับประเทศไทย วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 06:22 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18:28 น. (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร)

นายศุภฤกษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ในหนึ่งปี โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี โลกจึงมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงใกล้ที่สุดประมาณต้นเดือนมกราคม (147 ล้านกิโลเมตร) และช่วงไกลที่สุดประมาณต้นเดือนกรกฎาคม (ระยะห่างเฉลี่ย 152 ล้านกิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะทางใกล้-ไกล ในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก ไม่มีผลต่อการเกิดฤดูกาลแต่อย่างใด แต่การที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจึงรับแสงอาทิตย์ได้ในปริมาณไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีอุณภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่าในฤดูร้อนเวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวัน ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว

ในรอบ 1 ปี เกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ดังนี้
1. วันวสันตวิษุวัต (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มี.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง
2. วันครีษมายัน (ครีด-สะ-มา-ยัน) (Summer Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มิ.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ช่วงกลางวันจะสั้นที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว
3. วันศารทวิษุวัต (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 23 ก.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ
4. วันเหมายัน (เห-มา-ยัน) (Winter Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 22 ธ.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ ช่วงกลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน

ข้อมูลข่าวโดย : งานประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ประเภทข่าว: 
news

โอกาสมาถึงแล้ว !! สำหรับใครที่สนใจอยากเข้าร่วมพัฒนาระบบดาวเทียมของประเทศไทย

Hits 50 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7880-2019-02-07-06-28-29
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, February 8, 2019
รายละเอียด: 

หากคุณเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และสนใจงานทางด้านระบบดาวเทียม โครงการระบบดาวเทียมสำรวจเพื่อการพัฒนา หรือ (THEOS-2) เปิดรับผู้เข้าร่วมโครงการ 18 ตำแหน่ง
เตรียมตัวของคุณให้พร้อม...
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2141 4610

ประเภทข่าว: 
news

สดร. ส่งท้ายกิจกรรมเปิดบ้านหอดูดาวแห่งชาติ สุดประทับใจท่ามกลางความหนาวดาวเต็มฟ้า

Hits 54 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7870-2019-02-04-03-22-34
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, February 6, 2019
รายละเอียด: 

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 - สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดกิจกรรม “เปิดบ้านหอดูดาวแห่งชาติ” รอบสุดท้ายของปี ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา หรือ หอดูดาวแห่งชาติ ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ นำประชาชนผู้สนใจกว่า 120 ชีวิต เยี่ยมชมกล้องโทรทรรศน์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร ใหญ่และทันสมัยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดโอกาสให้ประชาชนดูดาวผ่านช่องมองภาพของกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าว ชมห้องควบคุมการทำงานกล้องโทรทรรศน์ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการนักดาราศาสตร์ นอกจากนี้ยังได้ดูดาวผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กนานาชนิดบริเวณดาดฟ้าอาคาร ครั้งนี้มีนักดาราศาสตร์สมัครเล่นมาร่วมตั้งกล้องโทรทรรศน์อีกด้วย ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก

คืนดังกล่าวสภาพท้องฟ้ามืดสนิทไร้แสงรบกวนจึงได้รับชมวัตถุท้องฟ้าหลากหลาย อาทิ เนบิวลาใหญ่ในกลุ่มดาวนายพราน กาแล็กซีแอนโดรเมดา กระจุกดาวลูกไก่ กระจุกดาวคู่ กระจุกดาวเปิด ดาวซีรีอุส ดาวอังคาร ฯลฯ รวมถึงร่วมฟังบรรยายท้องฟ้าและเรียนรู้วิธีการดูดาวเบื้องต้นกันอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศา ปิดท้ายกิจกรรมเปิดบ้านหอดูดาวแห่งชาติของปีนี้อย่างประทับใจ

สำหรับผู้สนใจติดตามข่าวสารกิจกรรมในปีหน้าได้ทาง www.NARIT.or.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจ NARIT page

ข้อมูลโดย : งานประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ประเภทข่าว: 
news

สดร. ชวนตื่นเช้าชมความงาม “3 ดาวสว่างเด่น” และ “ดาวเคียงเดือน” ส่งท้ายเดือนมกราคมนี้

Hits 59 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7851-most3010202019
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, January 22, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวนตื่นเช้าชมความงาม 3 ดาวสว่างเด่น ได้แก่ ดาวศุกร์ ดาวพฤหัสบดี และดาวแอนทาเรส ช่วงเช้ามืด 22-24 ม.ค. 62 จากนั้นรอชม “ดาวเคียงเดือน” 31 ม.ค. - 1 ก.พ. 62 ดาวพฤหัสบดี - ดาวศุกร์เคียงดวงจันทร์เสี้ยว สังเกตได้ตั้งแต่ 03.45 น. เป็นต้นไปจนถึงรุ่งเช้า ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เห็นชัดด้วยตาเปล่าทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. กล่าวว่า ในช่วงนี้ ดาวศุกร์ และ ดาวพฤหัสบดี 2 ดาวเคราะห์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า จะปรากฏในช่วงเช้ามืด และวันที่ 22-24 มกราคม 2562 จะมีดาวสว่าง 3 ดวง ปรากฏใกล้กัน ได้แก่ ดาวศุกร์ ดาวพฤหัสบดี และดาวแอนทาเรส ซึ่งเป็นดาวฤกษ์สว่างในกลุ่มดาวแมงป่อง สังเกตด้วยตาเปล่าได้ชัดเจนมาก ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่เวลาประมาณ 03.45 น. เป็นต้นไปจนถึงรุ่งเช้า ดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดีจะค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้กันมากที่สุดในช่วงเช้าวันที่ 23 มกราคม 2562 ห่างเพียง 2.5 องศา (การวัดระยะเชิงมุมท้องฟ้า ใช้มือเหยียดสุดแขนขึ้นบนฟ้า ระยะ 2 องศา จะห่างกันประมาณ 1 นิ้วโป้ง)

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ “ดาวเคียงเดือน” ในวันที่ 31 มกราคม 2562 ดาวพฤหัสบดีจะปรากฏบนท้องฟ้าเคียงข้างดวงจันทร์ แรม 10 ค่ำ ห่างกันประมาณ 2.3 องศา หลังจากนั้น วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ดวงจันทร์ แรม 11 ค่ำ จะเคลื่อนมาใกล้ดาวศุกร์ ห่างกันประมาณ 3 องศา ดวงจันทร์จะปรากฏเป็นเสี้ยวบาง สังเกตได้ในช่วงเช้ามืดเช่นกัน ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่เวลาประมาณ 03.45 น. เป็นต้นไปจนถึงรุ่งเช้า

ช่วงเดือนมกราคม ประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูหนาว สภาพท้องฟ้าส่วนใหญ่จึงมีทัศนวิสัยดีเหมาะแก่การดูดาวเป็นอย่างยิ่ง จึงขอเชิญชวนผู้สนใจตื่นเช้าชมความสวยงามของปรากฏการณ์ท้องฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าว สามารถดูได้ด้วยตาเปล่า ไม่จำเป็นต้องมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ นายศุภฤกษ์กล่าวปิดท้าย

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.)

ประเภทข่าว: 
news

19-22 มกราคมนี้ สดร. จัดดูดาว...ชมจันทร์ 4 คืน ร่วมฉลอง 100 ปี สหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ

Hits 31 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7846-most192218012019
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, January 22, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี สหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ ชวนดูดาว...ชมจันทร์ 4 คืน 19-22 มกราคม 2562 เผยคืน 21 มกราคม “ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลก” ดวงจันทร์จะสว่างและมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย เชิญชวนผู้สนใจชมความสวยงามของพื้นผิวดวงจันทร์แบบเต็มตาผ่านกล้องโทรทรรศน์ ณ 3 จุด อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร เชียงใหม่ หอดูดาวภูมิภาค นครราชสีมา และ ฉะเชิงเทรา ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่าย

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า สหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ (International Astronomical Union: IAU) ดำเนินงานมาครบรอบ 100 ปี ในปี 2562 นี้ จึงเชิญชวนเหล่าประเทศสมาชิกร่วมจัดกิจกรรมสังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าในเดือนมกราคม 2562 เฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษดังกล่าว ภายใต้แนวคิด “ครบรอบ 100 ปี : ภายใต้ฟ้าเดียวกัน” สดร. เป็นหนึ่งในสมาชิกระดับประเทศของสหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ จึงกำหนดจัดกิจกรรม ดูดาว...ชมจันทร์ 4 คืน ชวนประชาชนร่วมสังเกตการณ์ดวงจันทร์และวัตถุท้องฟ้าอันหลากหลาย อาทิ ดาวอังคาร ดาวยูเรนัส กระจุกดาวลูกไก่ กระจุกดาวคู่ เนบิวลานายพราน และกาแล็กซีแอนโดรเมดา และร่วมบันทึกประวัติศาสตร์การเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี สหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ ระหว่างวันที่ 19-22 มกราคม 2562 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00 น. ที่ 3 จุดสังเกตการณ์ ณ หอดูดาว อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา ฟรี !! ไม่มีค่าใช้จ่าย

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ในคืนวันที่ 21 มกราคม 2562 ยังเกิดปรากฏการณ์ “ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลก” ห่างจากโลกประมาณ 357,706 กิโลเมตร คืนดังกล่าวแม้ยังไม่ใช่ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี แต่สามารถมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงสว่างและมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย เป็นโอกาสดีที่จะได้ส่องจันทร์เต็มดวง และตื่นตากับพื้นผิวดวงจันทร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ พร้อมบันทึกภาพหลุมดวงจันทร์ผ่านสมาร์ทโฟน ทั้งนี้ ในเดือนถัดไป ดวงจันทร์จะเต็มดวงและเข้าใกล้โลกที่สุดในรอบปี ที่ระยะห่าง 356,836 กิโลเมตร ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 นับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับชาวเชียงใหม่ พบกับกิจกรรมพิเศษ!! ในคืนวันจันทร์ที่ 21 มกราคม 2562 ดูดาว...ชมจันทร์ ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบายเคล้าเสียงดนตรี และร่วมรับฟัง Special Talk ค้นหาคำตอบในหัวข้อ “New Worlds: Are we alone? – ฤาจักรวาลนี้มีเพียงเราเท่านั้น?” โดย “ป๋องแป๋ง” อาจวรงค์ จันทมาศ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ณ หอดูดาว อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ.เชียงใหม่ ลงทะเบียนร่วมงานออนไลน์ล่วงหน้าที่ www.facebook.com/NARITPage ลุ้นรับของที่ระลึก “พวงกุญแจหนัง 100 ปี IAU” (จำนวนจำกัด)
ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ดูดาว...ชมจันทร์ 4 คืน ณ 3 จุดสังเกตการณ์ดังกล่าว ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ที่ www.facebook.com/NARITpage หรือสอบถามที่ หอดูดาว อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ (โทร. 053-121268-9 ต่อ 305 หรือ 081-8854353) หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา (โทร. 086-4291489) และ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา (โทร. 084-0882264)

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.)

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)