Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)

สดร. ชวนตื่นเช้าชมความงาม “3 ดาวสว่างเด่น” และ “ดาวเคียงเดือน” ส่งท้ายเดือนมกราคมนี้

Hits 1 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7851-most3010202019
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, January 22, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวนตื่นเช้าชมความงาม 3 ดาวสว่างเด่น ได้แก่ ดาวศุกร์ ดาวพฤหัสบดี และดาวแอนทาเรส ช่วงเช้ามืด 22-24 ม.ค. 62 จากนั้นรอชม “ดาวเคียงเดือน” 31 ม.ค. - 1 ก.พ. 62 ดาวพฤหัสบดี - ดาวศุกร์เคียงดวงจันทร์เสี้ยว สังเกตได้ตั้งแต่ 03.45 น. เป็นต้นไปจนถึงรุ่งเช้า ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เห็นชัดด้วยตาเปล่าทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. กล่าวว่า ในช่วงนี้ ดาวศุกร์ และ ดาวพฤหัสบดี 2 ดาวเคราะห์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้า จะปรากฏในช่วงเช้ามืด และวันที่ 22-24 มกราคม 2562 จะมีดาวสว่าง 3 ดวง ปรากฏใกล้กัน ได้แก่ ดาวศุกร์ ดาวพฤหัสบดี และดาวแอนทาเรส ซึ่งเป็นดาวฤกษ์สว่างในกลุ่มดาวแมงป่อง สังเกตด้วยตาเปล่าได้ชัดเจนมาก ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่เวลาประมาณ 03.45 น. เป็นต้นไปจนถึงรุ่งเช้า ดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดีจะค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้กันมากที่สุดในช่วงเช้าวันที่ 23 มกราคม 2562 ห่างเพียง 2.5 องศา (การวัดระยะเชิงมุมท้องฟ้า ใช้มือเหยียดสุดแขนขึ้นบนฟ้า ระยะ 2 องศา จะห่างกันประมาณ 1 นิ้วโป้ง)

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ “ดาวเคียงเดือน” ในวันที่ 31 มกราคม 2562 ดาวพฤหัสบดีจะปรากฏบนท้องฟ้าเคียงข้างดวงจันทร์ แรม 10 ค่ำ ห่างกันประมาณ 2.3 องศา หลังจากนั้น วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ดวงจันทร์ แรม 11 ค่ำ จะเคลื่อนมาใกล้ดาวศุกร์ ห่างกันประมาณ 3 องศา ดวงจันทร์จะปรากฏเป็นเสี้ยวบาง สังเกตได้ในช่วงเช้ามืดเช่นกัน ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่เวลาประมาณ 03.45 น. เป็นต้นไปจนถึงรุ่งเช้า

ช่วงเดือนมกราคม ประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูหนาว สภาพท้องฟ้าส่วนใหญ่จึงมีทัศนวิสัยดีเหมาะแก่การดูดาวเป็นอย่างยิ่ง จึงขอเชิญชวนผู้สนใจตื่นเช้าชมความสวยงามของปรากฏการณ์ท้องฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าว สามารถดูได้ด้วยตาเปล่า ไม่จำเป็นต้องมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ นายศุภฤกษ์กล่าวปิดท้าย

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.)

ประเภทข่าว: 
news

19-22 มกราคมนี้ สดร. จัดดูดาว...ชมจันทร์ 4 คืน ร่วมฉลอง 100 ปี สหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ

Hits 1 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7846-most192218012019
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, January 22, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี สหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ ชวนดูดาว...ชมจันทร์ 4 คืน 19-22 มกราคม 2562 เผยคืน 21 มกราคม “ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลก” ดวงจันทร์จะสว่างและมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย เชิญชวนผู้สนใจชมความสวยงามของพื้นผิวดวงจันทร์แบบเต็มตาผ่านกล้องโทรทรรศน์ ณ 3 จุด อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร เชียงใหม่ หอดูดาวภูมิภาค นครราชสีมา และ ฉะเชิงเทรา ฟรี!! ไม่มีค่าใช้จ่าย

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า สหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ (International Astronomical Union: IAU) ดำเนินงานมาครบรอบ 100 ปี ในปี 2562 นี้ จึงเชิญชวนเหล่าประเทศสมาชิกร่วมจัดกิจกรรมสังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าในเดือนมกราคม 2562 เฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษดังกล่าว ภายใต้แนวคิด “ครบรอบ 100 ปี : ภายใต้ฟ้าเดียวกัน” สดร. เป็นหนึ่งในสมาชิกระดับประเทศของสหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ จึงกำหนดจัดกิจกรรม ดูดาว...ชมจันทร์ 4 คืน ชวนประชาชนร่วมสังเกตการณ์ดวงจันทร์และวัตถุท้องฟ้าอันหลากหลาย อาทิ ดาวอังคาร ดาวยูเรนัส กระจุกดาวลูกไก่ กระจุกดาวคู่ เนบิวลานายพราน และกาแล็กซีแอนโดรเมดา และร่วมบันทึกประวัติศาสตร์การเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี สหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ ระหว่างวันที่ 19-22 มกราคม 2562 ตั้งแต่เวลา 18.00 – 22.00 น. ที่ 3 จุดสังเกตการณ์ ณ หอดูดาว อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา ฟรี !! ไม่มีค่าใช้จ่าย

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ในคืนวันที่ 21 มกราคม 2562 ยังเกิดปรากฏการณ์ “ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลก” ห่างจากโลกประมาณ 357,706 กิโลเมตร คืนดังกล่าวแม้ยังไม่ใช่ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี แต่สามารถมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงสว่างและมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย เป็นโอกาสดีที่จะได้ส่องจันทร์เต็มดวง และตื่นตากับพื้นผิวดวงจันทร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ พร้อมบันทึกภาพหลุมดวงจันทร์ผ่านสมาร์ทโฟน ทั้งนี้ ในเดือนถัดไป ดวงจันทร์จะเต็มดวงและเข้าใกล้โลกที่สุดในรอบปี ที่ระยะห่าง 356,836 กิโลเมตร ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 นับเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับชาวเชียงใหม่ พบกับกิจกรรมพิเศษ!! ในคืนวันจันทร์ที่ 21 มกราคม 2562 ดูดาว...ชมจันทร์ ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบายเคล้าเสียงดนตรี และร่วมรับฟัง Special Talk ค้นหาคำตอบในหัวข้อ “New Worlds: Are we alone? – ฤาจักรวาลนี้มีเพียงเราเท่านั้น?” โดย “ป๋องแป๋ง” อาจวรงค์ จันทมาศ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ชื่อดัง ณ หอดูดาว อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม จ.เชียงใหม่ ลงทะเบียนร่วมงานออนไลน์ล่วงหน้าที่ www.facebook.com/NARITPage ลุ้นรับของที่ระลึก “พวงกุญแจหนัง 100 ปี IAU” (จำนวนจำกัด)
ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ดูดาว...ชมจันทร์ 4 คืน ณ 3 จุดสังเกตการณ์ดังกล่าว ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ที่ www.facebook.com/NARITpage หรือสอบถามที่ หอดูดาว อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ (โทร. 053-121268-9 ต่อ 305 หรือ 081-8854353) หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา (โทร. 086-4291489) และ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา (โทร. 084-0882264)

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.)

ประเภทข่าว: 
news

สดร. เผยความคืบหน้าโครงการภาคีฯ อวกาศไทย “ดาวเทียมสัญชาติไทย TSC-1” พร้อมเปิดตัวซูเปอร์คอมพิวเตอร์ “ชาละวัน” ระบบประมวลผลข้อมูลวิจัยดาราศาสตร์

Hits 11 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/34-news-gov/7844-mosttsc1
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, January 18, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยความคืบหน้าโครงการภาคีความร่วมมือพัฒนาความสามารถเทคโนโลยีอวกาศไทย เริ่มออกแบบระบบทัศนศาสตร์กล้องโทรทรรศน์อุปกรณ์หลักของดาวเทียม TSC-1 “ดาวเทียมวิจัยฝีมือคนไทยดวงแรก” พร้อมนำเสนอ “ชาละวัน” ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง สำหรับประมวลผลข้อมูลมหาศาลของงานวิจัยดาราศาสตร์ แก่รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของ สดร. ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา

ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า โครงการภาคีความร่วมมือพัฒนาความสามารถเทคโนโลยีอวกาศไทยเป็นความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันวิจัย ดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) - สดร. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) - สทอภ. และ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) - สซ. เพื่อสร้างดาวเทียมวิจัยขนาดเล็ก น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม ออกแบบและสร้างโดยทีมวิศวกรและบุคลากรของ 3 หน่วยงาน เป็นการสร้างประสบการณ์การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทย

ดร. ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สดร. รับผิดชอบพัฒนาอุปกรณ์วิทยาศาสตร์สำหรับดาวเทียม สทอภ. รับผิดชอบดำเนินการการส่งดาวเทียมขึ้นไปสู่วงโคจร และ สซ. ออกแบบการทดสอบความทนทานของดาวเทียม ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการออกแบบระบบทัศนศาสตร์ของกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 ซม. เป็นอุปกรณ์หลักสำคัญของดาวเทียม ซึ่งต้องทนต่อแรงสั่นสะเทือนขณะขนส่งดาวเทียมออกไปนอกโลกและยังสามารถทำงานในอวกาศได้ และนอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์รอง ได้แก่ อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ สำหรับศึกษาสภาวะ การเปลี่ยนแปลงสภาพอวกาศที่ใกล้กับชั้นบรรยากาศด้านบนสุดของโลกเราได้ คาดว่าจะสามารถส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศได้ภายในปี พ.ศ. 2567

โอกาสเดียวกันนี้ ดร. อุเทน แสวงวิทย์ นักวิจัยชำนาญการ สดร. ได้นำเสนอโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงและระบบศูนย์ข้อมูลงานวิจัยดาราศาสตร์ หรือ Big Data ของ สดร. เนื่องด้วยงานวิจัยดาราศาสตร์ต้องเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล และใช้ความรู้การคำนวนเชิงสถิติมาช่วยประมวลผล จึงจำเป็นต้องมีระบบที่รองรับความซับซ้อนของข้อมูลต่างๆ เป็นที่มาของการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงชื่อ ชาละวัน (Chalawan Cluster) ช่วยให้การสืบค้นและการวิเคราะห์ต่างๆ ง่ายขึ้น

ระบบดังกล่าวนำมาใช้เก็บข้อมูลงานวิจัยดาราศาสตร์ภายในสถาบันฯ งานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ดำเนินงานวิจัยดาราศาสตร์ภายใต้การดูแลของนักวิจัยจาก สดร. รวมถึงงานวิจัยด้านวิทยาการข้อมูล วิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็นต้น และจะเปิดให้นักวิจัยภายนอกและอาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้าใช้ระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลสมรรถนะสูงของ สดร. เพื่อดำเนินงานวิจัยด้าน ดาราศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

ดร. อุเทน กล่าวเพิ่มเติมว่า สดร. มีแผนพัฒนาขีดความสามารถการประมวลผลข้อมูลให้มากขึ้น การพัฒนาดังกล่าวนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัยและนักศึกษาแล้ว ยังช่วยยกระดับศักยภาพของบุคลากรที่พัฒนาระบบ ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ต่อยอดไปในสาขาอื่น ๆ โดยเฉพาะระบบวิเคราะห์ข้อมูลในภาคธุรกิจ เป็นต้น

ด้าน ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวสรุปถึงการติดตาม ความคืบหน้าในวันนี้ว่า ดาวเทียมในโครงการภาคีความร่วมมือพัฒนาความสามารถเทคโนโลยีอวกาศไทย นอกจากจะเป็นดาวเทียมดวงแรกที่คนไทยสร้างเองแล้ว ยังเป็นโครงการที่ช่วยขยายขีดความสามารถของวิศวกรไทย และเพิ่มความเชื่อมั่นในระดับโลก ถือเป็นอีกโครงการที่น่าติดตาม และจะนำมาซึ่งประโยชน์ ก่อให้เกิดมูลค่า ทางเศรษฐกิจในอนาคตด้วย

ดร.สุวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการพัฒนาระบบประมวลผลข้อมูลเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ เป็นการพัฒนาที่ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ สามารถประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกแบบหลักสูตรวิทยาการข้อมูล ซึ่งจะเป็นสาขาที่สำคัญอย่างยิ่งในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร ต่อไปอาจผลักดันหลักสูตรด้านนี้ให้เกิดกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพื่อผลิตนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ซึ่งจะเป็นที่ต้องการของตลาดในอนาคต นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยต่อไป

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ประเภทข่าว: 
news

สดร. เผยภาพ “ฝนดาวตกควอดรานติดส์” ฝนดาวตกแรกรับปีใหม่ 4 ม.ค. 62

Hits 8 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7801-4-62
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Monday, January 7, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยภาพ “ฝนดาวตกควอดรานติดส์” บันทึกในช่วงเช้ามืดวันที่ 4 มกราคม 2562 ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ มีศูนย์กลางการกระจายบริเวณระหว่างกลุ่มดาวเฮอร์คิวลีส กลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ และกลุ่มดาวมังกร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยอิทธิพลของพายุส่งผลให้คืนดังกล่าวพื้นที่ส่วนใหญ่ของไทยมีเมฆมาก จึงสังเกตฝนดาวตกครั้งนี้ได้ค่อนข้างยาก สามารถสังเกตการณ์ได้ด้วยตาเปล่าในบางจังหวัดทางภาคเหนือและภาคกลาง เช่น เชียงใหม่ น่าน กาญจนบุรี ฯลฯ สำหรับภาคใต้เนื่องจากอิทธิพลของพายุจึงไม่สามารถเห็นฝนดาวตกในครั้งนี้ได้

ฝนดาวตกควอดรานติดส์ (Quadrantids Meteor Shower) เกิดในช่วงระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม – 12 มกราคม ของทุกปี สำหรับปี 2562 มีอัตราการตกสูงสุดในคืนวันที่ 3 มกราคม ถึงรุ่งเช้าวันที่ 4 มกราคม เกิดจากเศษอนุภาคที่หลงเหลือของดาวเคราะห์น้อย 2003 อีเอช1 (2003 EH1) ที่โคจรตัดผ่านวงโคจรของโลก เมื่อโลกเคลื่อนที่เข้าใกล้บริเวณดังกล่าว เศษหินและฝุ่นของดาวเคราะห์น้อยจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงเข้ามาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลก เกิดเป็นลำแสงวาบ หรือบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟที่มีสีสวยงาม (fireball)

ข้อมูลโดย : งานประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ประเภทข่าว: 
news

3-4 ม.ค. นี้ชวนชม “ฝนดาวตกควอดรานติดส์” ต้อนรับปีใหม่

Hits 11 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7790-mostak122018
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, January 3, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวนชมฝนดาวตกควอดรานติดส์ ต้อนรับปีใหม่ คืนวันที่ 3 มกราคม 2562 เวลาประมาณ 02.30 น. เป็นต้นไป ถึงรุ่งเช้าวันที่ 4 มกราคม 2562 ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ โอกาสดีไร้แสงจันทร์รบกวน สังเกตได้ด้วยตาเปล่าทั่วไทยในที่มืดสนิท

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. กล่าวว่า ปรากฏการณ์ฝนดาวตกควอดรานติดส์ จะเกิดช่วงระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม – 12 มกราคม ของทุกปี สำหรับปี 2562 มีอัตราการตกสูงสุดในคืนวันที่ 3 มกราคม ถึงรุ่งเช้าวันที่ 4 มกราคม ช่วงที่เหมาะแก่การสังเกตการณ์ที่สุด คือ เวลาประมาณ 02.30 น. เป็นต้นไป ศูนย์กลางการกระจายอยู่ระหว่างกลุ่มดาวเฮอร์คิวลีส กลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ และกลุ่มดาวมังกร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปีนี้คาดมีอัตราการตกสูงสุดถึง 120 ดวงต่อชั่วโมง ประกอบกับคืนดังกล่าวไม่มีแสงจันทร์รบกวนจึงเหมาะแก่การสังเกตการณ์เป็นอย่างยิ่ง ผู้สนใจชมปรากฎการณ์ฝนดาวตกควรเลือกสถานที่ท้องฟ้ามืดสนิทไม่มีแสงไฟรบกวน สามารถดูได้ด้วยตาเปล่า ไม่จำเป็นต้องมองผ่านกล้องโทรทรรศน์

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากในช่วงเดือนมกราคมประเทศไทยอยู่ในช่วงฤดูหนาว สภาพท้องฟ้าส่วนใหญ่จึงมีทัศนวิสัยดีมากเหมาะแก่การดูดาวเป็นอย่างยิ่ง คืนวันที่ 3 มกราคม ถึงรุ่งเช้าวันที่ 4 มกราคม 2562 ยังตรงกับช่วงดวงจันทร์แรม 14 ค่ำ ไร้แสงจันทร์รบกวนจึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ชื่นชมความสวยงามของฝนดาวตกควอนดรานติดส์ต้อนรับเทศกาลปีใหม่นี้

ฝนดาวตกควอดรานติดส์ (Quadrantids Meteor Shower) เกิดจากเศษอนุภาคที่หลงเหลือของดาวเคราะห์น้อย 2003 อีเอช1 (2003 EH1) ที่โคจรตัดผ่านวงโคจรของโลก เมื่อโลกเคลื่อนที่เข้าใกล้บริเวณดังกล่าว เศษหินและฝุ่นของดาวเคราะห์น้อยจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงเข้ามาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเกิดเป็นลำแสงวาบ หรือบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟที่มีสีสวยงาม (fireball) ฝนดาวตกดังกล่าวตั้งชื่อตามกลุ่มดาวควอดแดรนต์ มูราลิส หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากลุ่มดาวเครื่องมือเดินเรือ ซึ่งเป็นกลุ่มดาวที่เคยมีในแผนที่ดาวในช่วงศตวรรษที่ 19 (ปัจจุบันได้ถูกยกเลิกไปแล้ว) ซึ่งอยู่ระหว่างกลุ่มดาวเฮอร์คิวลีส กลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ และกลุ่มดาวมังกร

ข้อมูลโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.)

ประเภทข่าว: 
news

สดร. จับมือมูลนิธิขาเทียมฯ นำเทคโนโลยีงานวิจัยดาราศาสตร์ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการไทย

Hits 8 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7789-longmost20181227
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, January 3, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนรินทราบรมราชชนนี จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือวิจัยและพัฒนากายอุปกรณ์ เพื่อให้ผู้พิการไทยมีโอกาสได้ใช้กายอุปกรณ์ที่ดี ทันสมัย และตอบสนองต่อรูปแบบการใช้งานต่างๆ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 ณ อาคารเรียน ที่ทำการมูลนิธิขาเทียมฯ จังหวัดเชียงใหม่ โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรีและประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิขาเทียม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี

ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า สดร. ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาและสร้างเครื่องมือและอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ด้วยตัวเอง เพื่อยกระดับความสามารถ ด้านงานวิจัยและวิศวกรรม ปรับเปลี่ยนจากการเป็นผู้ซื้อและพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ให้เป็นผู้ออกแบบและสร้างอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ระดับสูง ที่ผ่านมาองค์ความรู้จากงานวิจัยด้านดาราศาสตร์สามารถนำมาปรับใช้ออกแบบเทคโนโลยีและนวัตกรรมในสาขาอื่นๆ มากมาย เช่น อุปกรณ์ของจักษุแพทย์ การสแกนและสร้างภาพ คลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นครั้งแรกที่สดร. ได้นำงานวิจัยเกี่ยวกับการออกแบบและวิเคราะห์ทางกล การขึ้นรูปชิ้นงานอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ การพัฒนาเครื่องมือ ทางดาราศาสตร์ มาต่อยอดประยุกต์ใช้ประโยชน์กับงานออกแบบขาเทียมซึ่งเป็นงานสาขาอื่น และคาดว่า ในอนาคตจะได้ขยายการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยไปยังงานด้านอื่นๆ ต่อไป

รองศาตราจารย์ นายแพทย์วัชระ รุจิเวชพงศธร เลขาธิการมูลนิธิขาเทียมฯ กล่าวถึงที่มาของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า กายอุปกรณ์ เช่น แขนเทียม ขาเทียม จำเป็นต่อการดำรงชีพของผู้ป่วยและผู้พิการเป็นอย่างยิ่ง แม้จะมีการออกแบบโดยเครื่องมือที่มีความเที่ยงตรง แต่ไม่เหมาะกับการใช้งานจริง จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบ ซึ่งในประเทศไทยมีผู้พัฒนางานลักษณะนี้ไม่มากนัก จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติเล็งเห็นความสำคัญของการร่วมมือกันวิจัยและพัฒนากายอุปกรณ์เพื่อผู้ป่วยและ ผู้พิการ โดยใช้อุปกรณ์เครื่องมือและเทคโนโลยีอันทันสมัย รวมถึงความรู้ความสามารถของบุคลากรทั้งสองหน่วยงานมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและผู้พิการไทยให้มีโอกาสได้ใช้กายอุปกรณ์ที่ดี ทันสมัย และตอบสนองต่อการใช้งานในรูปแบบต่างกันได้

นายอภิชาต เหล็กงาม ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการหอดูดาวและวิศวกรรม สดร. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผลงานแรกของสดร. คือการออกแบบขาเทียม เริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาของขาเทียมรูปแบบปัจจุบันโดยโปรแกรมวิเคราะห์ลักษณะโครงสร้าง (Solid Works) พบว่า โครงสร้างเดิมเมื่อได้รับแรงกดจากการใช้งานจริง ขาเทียมจะแตกหักเสียหายหลังการนำไปใช้งานไม่นาน สดร. จึงวิจัยออกแบบโครงสร้างใหม่ โดยใช้เทคโนโลยี การกัดขึ้นรูป แทนการฉีดขึ้นรูปซึ่งเป็นวิธีการมาตรฐานในปัจจุบัน เสริมให้โครงสร้างของชิ้นส่วนขาเทียมแข็งแรงคงทนยิ่งขึ้น สามารถรับแรงได้มากกว่าขาเทียมแบบปัจจุบันถึงสองเท่า ในขณะที่น้ำหนักของขาเทียมลดลงถึง 10% ทั้งยังปรับปรุงวิธีการปรับองศาขาเทียมให้สามารถแยกปรับทีละแนวแกนได้อย่างอิสระ เพื่อให้ง่ายเหมาะสมกับลักษณะการเดินของผู้ป่วยและผู้พิการได้ทุกรูปแบบ และเนื่องจากสดร. มีห้องปฏิบัติการขึ้นรูปชิ้นงานความละเอียดสูงที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ จึงสามารถผลิตชิ้นส่วนขาเทียมโดยใช้เทคโนโลยีการกัดขึ้นรูปที่มี ความละเอียดสูงได้เอง ราคาของขาเทียมจึงลดลง สร้างโอกาสให้ผู้ใช้เข้าถึงได้มากขึ้น

ข้อมูลโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.)

ประเภทข่าว: 
news

สดร. ส่งความสุขผ่าน "ต้นคริสต์มาสแห่งเอกภพ"

Hits 13 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/pr-news/3797-narit-merry-christmas-2018
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, December 26, 2018
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสในสไตล์คนรักดาราศาสตร์ ด้วย "ต้นคริสต์มาสแห่งเอกภพ" ภาพต้นคริสต์มาสสีแดงขนาดใหญ่ที่เกิดจากแก๊สไฮโดรเจนในอวกาศ ประดับด้วยลูกบอลสีฟ้าแวววาวจากแสงของดาวฤกษ์เกิดใหม่ ตกแต่งปลายยอดต้นคริสต์มาสด้วยกรวยสีแดงคล้ำ หนึ่งในผลงานจากกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ของ สดร. ณ ประเทศออสเตรเลีย

ในภาพนี้ คือ NGC 2264 เป็นชื่อเรียกรวมๆ ของเนบิวลาแบบเรืองแสง (Emission Nebula) ขนาดใหญ่ และกระจุกดาวเปิด (Open Cluster) ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ซึ่งเป็นกระจุกดาวอายุน้อยและมีความสว่างมาก อยู่ในกลุ่มดาวยูนิคอร์น (Monoceros) ห่างจากโลกประมาณ 2,600 ปีแสง ลักษณะการเรียงตัวของกระจุกดาวเป็นรูปสามเหลี่ยม คล้ายกับต้นคริสต์มาส จึงเรียกว่า Christmas Tree Cluster มีดาวแปรแสงชื่อ เอส โมโนซีโรทิส (S Monocerotis) หรือ 15 โมโนซีโรทิส (15 Monocerotis) อยู่ในตำแหน่งลำต้นของต้นคริสต์มาส ในขณะที่ดาวแปรแสงอีกดวงหนึ่งซึ่งเป็นดาวยักษ์สีน้ำเงินชื่อ V429 โมโนซีโรทิส (V429 Monocerotis) อยู่ในตำแหน่งยอดต้นไม้ เหนือขึ้นไปเป็นเนบิวลามืดสีแดงคล้ำรูปแท่งกรวย เรียกว่า เนบิวลารูปโคน (Cone Nebula)

ส่วนของเนบิวลารูปโคน และบริเวณโดยรอบกระจุกดาวคือก้อนแก๊สไฮโดรเจนขนาดใหญ่ เฉพาะส่วนที่เป็นรูปโคนคือก้อนแก๊สและฝุ่นในอวกาศที่มีอุณหภูมิต่ำ แก๊สและฝุ่นเหล่านี้ดูดซับแสงเรืองของดวงดาว และเนบิวลาที่อยู่ฉากหลังทำให้มันดูมีสีคล้ำกว่า โครงสร้างรูปกรวยมีลักษณะคล้ายกับแท่นเสาแห่งการกำเนิด (Pillar of Creation) ที่อยู่ในบริเวณเนบิวลานกอินทรี (Eagle Nebula หรือ M16) บริเวณกลุ่มดาวงู (Serpens) เนบิวลารูปโคนที่เป็นแท่งสีคล้ำมีความกว้างประมาณ 7 ปีแสง ส่วนปลายมีกระจุกดาวเปิดประกอบด้วยดาวฤกษ์อายุน้อยแต่สว่างกลุ่มหนึ่ง เรียงตัวในรูปแบบที่คล้ายผลึกหิมะ บางครั้งจึงเรียกว่า สโนว์เฟลคคลัสเตอร์ (Snowflake Cluster)

บันทึกและประมวลผลภาพโดย คุณตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์ และคุณกีรติ คำคงอยู่ ใช้กล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัติโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ติดตั้ง ณ หอดูดาวสปริงบรู๊ค ประเทศออสเตรเลีย

งานประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

โทร. 053-121268-9 ต่อ 210-211 , 081-8854353 โทรสาร 053-121250

E-mail: pr@narit.or.th Website : www.narit.or.th

Facebook : www.facebook.com/NARITpage

Twitter : @N_Earth, Instagram : @NongEarthNARIT

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร. 1313

ประเภทข่าว: 
news

กระทรวงวิทย์ฯ ชวนจับตา “10 เรื่องดาราศาสตร์ที่น่าติดตามในปี 2562” ชูเรื่องเด่นครบรอบเหตุการณ์และการค้นพบสำคัญทางดาราศาสตร์

Hits 14 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/34-news-gov/7775-prmostnarit19122561
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, December 20, 2018
รายละเอียด: 

กระทรวงวิทย์ฯ ชวนจับตา “10 เรื่องดาราศาสตร์ที่น่าติดตามในปี 2562” ชูเรื่องเด่นครบรอบเหตุการณ์และการค้นพบสำคัญทางดาราศาสตร์ อัพเดทข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานดาราศาสตร์ “กล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติ” ขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน พร้อมเดินหน้าสร้าง “ดาวเทียมวิจัย” โดยคนไทย เพื่อคนไทย และเผยปรากฏการณ์ดาราศาสตร์น่าติดตามตลอดปี

เวลา 14.00 น. (19 ธันวาคม 2561) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) จัดงานแถลงข่าว "10 เรื่องดาราศาสตร์น่าติดตามในปี 2562" เพื่อเผยแพร่ข้อมูลปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่สำคัญและความก้าวหน้าทางดาราศาสตร์ของไทย รวมถึงกิจกรรมทางดาราศาสตร์ในปี 2562 โดยมี ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ เป็นผู้แถลงข่าวเชิญชวนให้ร่วมติดตามปรากฏการณ์ที่สำคัญทางดาราศาสตร์ ในปี 2562 ที่จะถึงนี้ ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ เล่าว่า มีหลากหลายประเด็นที่ทาง สดร. ได้นำมาสรุปเป็น 10 เรื่องเด่นที่น่าจับตา ดังนี้

1) ครบรอบ 50 ปี ยานอะพอลโล 11 นำมนุษย์เหยียบบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก (21 กรกฎาคม) ภารกิจที่ก่อให้เกิดความก้าวหน้ามหาศาลทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

2) ครบรอบ 100 ปี สุริยุปราคาเต็มดวงพิสูจน์ทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ (29 พฤษภาคม) การพิสูจน์ที่ทำให้มุมมองของมนุษย์ต่อเอกภพเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

3) เดินหน้าปักหมุดสร้าง “หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติ” ติดตั้ง “กล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติ” ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกหนึ่งโครงสร้าง พื้นฐานทางดาราศาสตร์ของไทย ขยายขีดความสามารถงานวิจัยด้านดาราศาสตร์ในช่วงคลื่นวิทยุ และ เชื่อมเครือข่ายร่วมกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุนานาชาติ เพื่อการพัฒนางานวิจัยระดับโลก

4) เตรียมสร้าง “ดาวเทียมวิจัย” ของคนไทย โดยคนไทย เพื่อคนไทย ผสานภาคี 3 สถาบัน ได้แก่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) หวังใช้ดาราศาสตร์เป็นโจทย์สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ก้าวแรกในการพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอวกาศและดาวเทียมของไทย

5) กลางปีพร้อมเปิด “หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา” หอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชนเต็มรูปแบบ แห่งที่ 3 ของไทย (25 กรกฎาคม) เพื่อบริการวิชาการดาราศาสตร์ สนับสนุนงานวิจัยดาราศาสตร์สำหรับนักเรียน นักศึกษา และสถาบันการศึกษาในภาคใต้ และเป็นศูนย์เรียนรู้ดาราศาสตร์มุสลิมอย่างครบวงจร

6) จันทรุปราคาบางส่วนและสุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย ปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน : 17 กรกฎาคม สังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย ตั้งแต่เวลาประมาณ 01:44 - 06:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วน : 26 ธันวาคม สังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย ตั้งแต่เวลาประมาณ 10:18 - 13:57 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ดวงอาทิตย์ถูกบังมากที่สุดบริเวณภาคใต้ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ประมาณร้อยละ 81

7) ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้-ไกลโลกที่สุดในรอบปี ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี หรือ ซูเปอร์ ฟูลมูน (Super Full Moon) : 19 กุมภาพันธ์ และ ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี หรือ ไมโครฟูลมูน (Micro Full Moon) : 14 กันยายน

8) ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ใกล้โลก ดาวพฤหัสบดีใกล้โลก : 10 มิถุนายน และดาวเสาร์ใกล้โลก : 9 กรกฎาคม โอกาสดีที่จะสังเกตการณ์ได้ยาวนานตลอดคืนตั้งแต่อาทิตย์ตกลับขอบฟ้าจนถึงรุ่งเช้า

9) ฝนดาวตก มีตลอดทั้งปี แต่ที่น่าจับตาได้แก่ ฝนดาวตกควอดรานติดส์ : 3-4 มกราคม (เฉลี่ย 120 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ : 6-7 พฤษภาคม (เฉลี่ย 50 ดวงต่อชั่วโมง) และ ฝนดาวตกเดลต้า-อควอริดส์ : 30-31 กรกฎาคม (เฉลี่ย 25 ดวงต่อชั่วโมง)

10) ชวนชาวไทยจัับตาข้ามปี “ดาวเสาร์เคียงดาวพฤหัสบดี” (The Great Conjunction 2020) ดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีเริ่มขยับเข้าใกล้ตั้งแต่ปลายปี 2561 และจะเข้าใกล้กันที่สุด ในวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ห่างเพียง 0.1 องศา มองด้วยตาจะเห็นเป็นดาวดวงเดียวกัน นับเป็นการเข้าใกล้กันที่สุดในรอบ 397 ปี

ดร. ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจาก 10 เรื่องดาราศาสตร์ที่น่าติดตาม ปี 2562 ยังเป็นปีแห่งวาระพิเศษที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ดำเนินงานครบรอบ 10 ปี การดำเนินงานที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้เน้นการพัฒนาองค์ความรู้ดาราศาสตร์ พัฒนาบุคลากร สร้างความตระหนักและความตื่นตัวทางดาราศาสตร์​ ตลอดจนประสานความร่วมมือกับเครือข่ายดาราศาสตร์ระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ดาราศาสตร์ สร้างแรงบันดาลใจใฝ่รู้วิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชน นับเป็นการเสริมความเข้มแข็งด้านองค์ความรู้ใน ทุกระดับ และสถาบันฯ จะยังคงเดินหน้าใช้เทคโนโลยีดาราศาสตร์เป็นเครื่องมือพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างคนเก่งมาช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติต่อไป ทั้งนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารกิจกรรมพิเศษครบรอบ 10 ปี ในปีหน้าด้วย

ประเภทข่าว: 
news

ยาน Parker Solar Probe เฉียดใกล้ดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรก

Hits 19 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/3737-parker-solar-probe
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, December 7, 2018
รายละเอียด: 

5 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 ที่ผ่านมา ยาน Parker Solar Probe ได้เข้าไปเฉียดใกล้ดวงอาทิตย์ในระยะห่าง 24 ล้านกิโลเมตรซึ้งใกล้กว่าที่ยานอวกาศทุกลำ

ล่าสุดมันก็ได้ติดต่อกลับโลก พร้อมกับคอยส่งข้อมูลต่างๆ กลับมาอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จในการเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ครั้งแรกนี้มีความสำคัญอย่างมาก นอกจากที่ยานอวกาศมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯจะปลอดภัยดีแล้ว ยังเป็นการยืนยันว่าระบบควบคุมยานแบบอัตโนมัติของยานนั้นใช้งานได้ผล ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าในอนาคตอันใกล้เราจะได้ข้อมูลสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับดาวฤกษ์เพียงหนึ่งเดียวในระบบสุริยะนี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่ยาน Parker Solar Probe เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ มีนยังได้สร้างสถิติใหม่ในฐานะยานอวกาศที่เร็วที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา ด้วยความเร็วสูงถึง 342,112 กิโลเมตร/ชั่วโมงสัมพัทธ์กับดวงอาทิตย์ แซงหน้าสถิติของยาน Helios 2 ที่เคยทำไว้เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้วลงไปในทันที

นี่เป็นเพียงแค่การโฉบผ่านครั้งแรกของยานเท่านั้น และยาน Parker Solar Probe ยังมีกำหนดการบินผ่านดวงอาทิตย์อีกอย่างน้อย 23 ครั้ง ตลอดอายุการใช้งานของมัน โดยการบินผ่านครั้งสุดท้ายจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2025 เมื่อยานเข้าไปเฉียดที่ระยะเพียง 6 ล้านกิโลเมตรจากผิวดวงอาทิตย์และอาจทำความเร็วได้สูงถึง 690,000 กิโลเมตร/ชั่วโมงเลยทีเดียว

ยาน Parker Solar Probe มีอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ประกอบไปด้วยกล้องถ่ายภาพ เครื่องตรวจวัดสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ เครื่องตรวจวัดลมสุริยะและอนุภาคในลมสุริยะ โดยมันมีเป้าหมายที่จะตอบสองคำถามที่นักดาราศาสตร์ยังคงสงสัย ว่าทำไมบรรยากาศชั้นโคโรนาของดวงอาทิตย์ถึงร้อนกว่าพื้นผิวของดวงอาทิตย์ และทำไมลมสุริยะถึงถูกเร่งความเร็วออกมาได้

ยาน Parker Solar Probe ถูกตั้งชื่อตามนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ Eugene Parker ผู้ให้คำนิยามของ “ลมสุริยะ” เป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1958 ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ยานอวกาศขององค์การนาซาถูกตั้งชื่อตามบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยยานได้ถูกปล่อยขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 2018 ที่ผ่านมานี้

เรียบเรียงโดย

กรทอง วิริยะเศวตกุล

(ศึกษาอยู่ปีที่ 1 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ)

บรรณาธิการ

อาจวรงค์ จันทมาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารดาราศาสตร์

อ้างอิง

https://www.nasa.gov/feature/goddard/2018/parker-solar-probe-reports-goo...

https://www.nasa.gov/feature/goddard/2018/parker-solar-probe-breaks-reco...

ประเภทข่าว: 
news

สดร. เผยก้าวแรกผลงานวิจัยจากกล้องโทรทรรศน์ ทางไกลอัตโนมัติที่จีน จับมือ นาซา และทีมนักดาราศาสตร์ นานาชาติศึกษา “ดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว”

Hits 17 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7746-mostnasa2018
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, December 4, 2018
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นาซาและทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติร่วมศึกษา “ดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว” ซึ่งหายากและพบเพียงสามดวงเท่านั้น ผ่านกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน จนเกิดเป็นงานวิจัยแรกจากกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

ดร.ศุภชัย อาวิพันธุ์ นักวิจัย สดร. กล่าวว่า สดร. มีเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติติดตั้งอยู่ทั่วโลก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 0.6-0.7 เมตร หนึ่งในนั้นคือกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือที่รู้จักกันในชื่อ TRT-GAO (Thai Robotic Telescope – Gao Mei Gu Observatory) เปิดใช้งานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ นักเรียน นักศึกษา ในประเทศไทยได้ใช้กล้อง TRT-GAO ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวัตถุท้องฟ้าจำนวนมาก ทั้งระบบดาวคู่ ดาวเคราะห์นอกระบบ กระจุกดาว รวมถึงการศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ที่กำลังสลายตัว ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Astronomical Journal เมื่อวัน 26 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา นับเป็นงานวิจัยแรกจากกล้องโทรทรรศน์ TRT-GAO ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

ปัจจุบันดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ถูกค้นพบแล้วกว่า 3,500 ดวง แต่ละดวงมีลักษณะแตกต่างกันออกไป บางดวงดำมืดยิ่งกว่าถ่าน บางดวงมีอุณหภูมิพื้นผิวสูงกว่าดาวฤกษ์ แต่หนึ่งในกลุ่มที่หายากมากคือ กลุ่มดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว (Disintegrating exoplanet) ซึ่งดาวเคราะห์กลุ่มนี้มีลักษณะพิเศษคือ มีหางยาวเกิดจากเศษหินที่หลุดลอยออกมาคล้ายดาวหาง ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ในกลุ่มนี้เพียงแค่สามดวงเท่านั้น ดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัวนั้น เกิดจากดาวเคราะห์มีวงโคจรใกล้ดาวฤกษ์มากจนอุณหภูมิสูงมาก ทำให้พื้นผิวของดาวเคราะห์ระเหิดกลายเป็นแก๊สและฝุ่นละออง โดยฝุ่นละอองที่หลุดลอยมานั้นทำให้เกิดหางของดาวเคราะห์คล้ายการเกิดหางของดาวหาง ปรากฏการณ์นี้จะเกิดในระยะสุดท้ายของช่วงชีวิตและมีระยะเวลาการเกิดสั้นมากเมื่อเทียบกับอายุของดาวเคราะห์ กล่าวคือ ดาวเคราะห์เหล่านี้กำลังอยู่ในระยะโคม่าใกล้ตายแล้วนั่นเอง สาเหตุข้างต้นจึงทำให้ดาวเคราะห์กลุ่มนี้มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ทั้งหมด
ดร.ศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า นักดาราศาสตร์ทราบว่าดาวเคราะห์ดังกล่าวกำลังสลายตัวเนื่องจากเมื่อศึกษาการผ่านหน้าดาวฤกษ์ของดาวเคราะห์ดังกล่าวแต่ละครั้งพบว่า ขนาดของดาวเคราะห์ที่วัดได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีการผ่านหน้าของดาวเคราะห์ทั่วไป จนทำให้ในช่วงแรกมีทฤษฎีว่าขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นเกิดจากสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ต่างดาว แต่ในปัจจุบันนักดาราศาสตร์ทราบว่าขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวเกิดจากการที่ดาวเคราะห์กำลังสลายตัวเป็นเศษหิน ดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัวซึ่งค้นพบโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ เมื่อปี พ.ศ. 2558 มีคาบการโคจรรอบดาวฤกษ์เพียง 9 ชั่วโมง ขณะที่ดาวเคราะห์ดังกล่าวผ่านหน้าดาวฤกษ์ แสงของดาวฤกษ์ลดลง โดยมีค่าการเปลี่ยนแปลงระหว่าง 0% ถึง 1.3% ด้วยข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์นั้นไม่เพียงพอต่อการอธิบายรูปร่างหรือลักษณะของดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b

sdr2

กลุ่มนักดาราศาสตร์นำโดย Knicole Colon จาก NASA Goddard Space Flight Center ร่วมกับทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติ และนักดาราศาสตร์ไทยจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดลและ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงร่วมกันสังเกตการณ์ดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ด้วยกล้องโทรทรรศน์ทั้งหมด 45 ครั้ง ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2560 โดยนักดาราศาสตร์ไทยใช้กล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และกล้องโทรทรรศน์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร ของหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา หรือ หอดูดาวแห่งชาติ ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ร่วมสังเกตการณ์จำนวน 5 ครั้ง

จากการศึกษาพบว่าดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ยังคงแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงขนาดขณะผ่านหน้าดาวฤกษ์แต่ละครั้ง มีค่าการเปลี่ยนแปลงระหว่าง 0% ถึง 1.5% ซึ่งอยู่ในสถานะดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว นอกจากนี้ จากข้อมูลการสังเกตการณ์ของทีมนักดาราศาสตร์พบว่าการผ่านหน้าดาวฤกษ์ของดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ในบางครั้งได้ปลดปล่อยแก๊สออกมาจากภายในดาว ทำให้เกิดแรงผลักให้ดาวเคราะห์เคลื่อนที่ไปด้านหน้าหรือหลังระหว่างการโคจรรอบดาวฤกษ์ ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

งานวิจัยนี้นับเป็นก้าวแรกของผลงานวิจัยจากกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ของ สดร. ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ซึ่งกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของนักดาราศาสตร์ไทยในการศึกษาวิจัยทั้งด้านดาวเคราะห์นอกระบบ และดาราศาสตร์สาขาอื่นๆ คาดว่าจะสร้างงานวิจัยทั้งในระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย และนานาชาติอีกจำนวนมากในอนาคตอันใกล้ ดร.ศุภชัย กล่าวปิดท้าย

ข้อมูลโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.)

เผยแพร่ข่าวโดย : นายวรุฒ กิ่่งเล็ก
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
e-mail : pr@most.go.th
Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313.

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)