Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)

สดร. เปิดบ้านแถลง 10 เรื่องดาราศาสตร์ที่น่าติดตามปี 2563

Hits 12 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/776-10-2563
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, December 27, 2019
รายละเอียด: 

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2562 - สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เปิดบ้านจัดแถลงข่าว “10 เรื่องดาราศาสตร์น่าติดตามในปี 2563” ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ชูเรื่องเด่น “ดาวพฤหัสบดีเคียงดาวเสาร์” ใกล้ที่สุดในรอบ 397 ปี เผยโฉมความคืบหน้าโครงสร้างพื้นฐานดาราศาสตร์และห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีดาราศาสตร์สุดล้ำ จับตาการส่งยานสำรวจสู่ดาวอังคาร และปรากฏการณ์ดาราศาสตร์น่าติดตามตลอดปี

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ชวนติดตาม 10 เรื่องราว ดาราศาสตร์สำคัญในปี 2563 ดังนี้

1) The Great Conjunction 2020 ดาวพฤหัสบดีเคียงดาวเสาร์ใกล้ที่สุดในรอบ 397 ปี (20 - 23 ธันวาคม 2563) ระยะห่างเพียง 0.1 องศาเท่านั้น เมื่อมองด้วยตาเปล่าจะเสมือนเป็นจุดสว่างเพียงจุดเดียว หากใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีกำลังขยายไม่เกิน 200 เท่า จะสามารถมองเห็นดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีอยู่ในช่องมองภาพเดียวกัน นักดาราศาสตร์เรียกปรากฏการณ์ที่ดาวเคราะห์ทั้งสองปรากฏอยู่ใกล้กันมากบนท้องฟ้าว่า “The Great Conjunction”

2) จันทรุปราคาเงามัว และสุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย อุปราคาในปี 2563 ที่สามารถสังเกตเห็นได้ในประเทศไทยมี 4 ครั้ง ได้แก่ จันทรุปราคาเงามัว : 11 มกราคม/ 6 มิถุนายน/ 30 พฤศจิกายน 2563 และสุริยุปราคาบางส่วน : 21 มิถุนายน 2563

- จันทรุปราคาแบบเงามัว เกิดจากดวงจันทร์โคจรเข้าไปในเงามัวของโลกบางส่วน ไม่ได้ผ่านเข้าไปในบริเวณเงามืดของโลก ดวงจันทร์จึงไม่เว้าแหว่ง ยังคงเห็นเป็นดวงจันทร์เต็มดวงแต่ความสว่างลดลง

- 21 มิถุนายน 2563 จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวน แนวคราสวงแหวน พาดผ่านฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา คาบสมุทรอาหรับ เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และมหาสมุทรแปซิฟิก สำหรับประเทศไทยจะเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน ดวงจันทร์จะบดบังดวงอาทิตย์บางส่วน ทำให้มองเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่ง สามารถสังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย แต่ละภูมิภาคจะมองเห็นดวงอาทิตย์ถูกบดบังแตกต่างกัน ดวงอาทิตย์จะถูกบดบังมากที่สุดบริเวณภาคเหนือที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประมาณ 62.70% เวลา 14:42 น.
3) ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้ - ไกลโลกที่สุดในรอบปี

- ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี หรือ Super Full Moon ที่ระยะห่าง 357,022 กิโลเมตร (8 เมษายน 2563) คืนดังกล่าวจะสังเกตเห็นดวงจันทร์เต็มดวงมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย

- ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี หรือ Micro Full Moon ที่ระยะห่าง 406,153 กิโลเมตร (31 ตุลาคม 2563) คืนดังกล่าวจะสังเกตเห็นดวงจันทร์เต็มดวงมีขนาดปรากฏเล็กกว่าปกติเล็กน้อย

4) ดาวเคราะห์ใกล้โลก

- ดาวพฤหัสบดีใกล้โลก (14 กรกฎาคม 2563) ดวงอาทิตย์ โลก และดาวพฤหัสบดี เรียงอยู่ในแนวเดียวกันมีโลกอยู่ตรงกลาง ส่งผลให้ดาวพฤหัสบดีอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบปี ที่ระยะห่างประมาณ 619 ล้านกิโลเมตร ปรากฏเด่นชัดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

- ดาวเสาร์ใกล้โลก (21 กรกฏาคม 2563) ดวงอาทิตย์ โลก และดาวเสาร์ เรียงอยู่ในแนวเดียวกันมีโลกอยู่ตรงกลางส่งผลให้ดาวเสาร์อยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบปี ที่ระยะห่างประมาณ 1,346 ล้านกิโลเมตร ปรากฏเด่นชัดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้หลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

- ดาวอังคารใกล้โลก (6 - 14 ตุลาคม 2563) - วันที่ 6 ตุลาคม 2563 ดาวอังคารจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ที่ระยะห่างประมาณ 62.07 ล้านกิโลเมตร หลังจากนั้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ (ดวงอาทิตย์ โลก และดาวอังคาร เรียงอยู่ในแนวเดียวกัน มีโลกอยู่ตรงกลาง) ห่างจากโลกประมาณ 62.70 ล้านกิโลเมตร ช่วงเวลาดังกล่าวดาวอังคารจะส่องสว่างสุกใส เปล่งประกายสีส้มแดงโดดเด่นบนท้องฟ้าทางทิศตะวันออก

5) ฝนดาวตกมีตลอดทั้งปี แต่ที่น่าจับตาได้แก่ ฝนดาวตกควอดรานติดส์ : 3 - 4 มกราคม (เฉลี่ย 120 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกลีโอนิดส์ : 17-18 พฤศจิกายน (เฉลี่ย 15 ดวงต่อชั่วโมง) และ ฝนดาวตกเจมินิดส์ : 13 - 14 ธันวาคม (เฉลี่ย 150 ดวงต่อชั่วโมง)

6) NASA ส่งยาน MARS 2020 มุ่งสู่ดาวอังคาร ยาน MARS 2020 เป็นรถสำรวจดาวอังคาร ที่องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐอเมริกา (NASA) มีแผนจะส่งขึ้นสู่อวกาศในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 มีภารกิจหลักเพื่อศึกษาดาวอังคารในหลายประเด็น ได้แก่ สภาพแวดล้อมในอดีตบนดาวอังคารในเชิงชีวดาราศาสตร์ กระบวนการทางธรณีวิทยาบนพื้นผิวดาวอังคาร วิวัฒนาการของดาวอังคารในเชิงชีวดาราศาสตร์ เช่น สภาพเอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต (Habitability) ของดาวอังคารในอดีต ความเป็นไปได้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตสมัยดึกดำบรรพ์บนดาวอังคาร การตรวจหาสัญญาณบ่งชี้ถึงสิ่งมีชีวิต (Biosignature) คาดว่ายาน MARS 2020 จะลงสู่พื้นผิวดาวอังคารบริเวณหลุมอุกกาบาตเยเซรอ (Jezero Crater) ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

7) อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร แหล่งเรียนรู้ดาราศาสตร์ครบวงจรแห่งใหม่ของไทย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กำหนดเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร ในวันที่ 27 มกราคม 2563

อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร เป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษา ค้นคว้าวิจัยและพัฒนาทางดาราศาสตร์ของประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแหล่งรวมศิลปวิทยาการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์ เป็นแหล่งค้นคว้า ศึกษาวิจัย บ่มเพาะและสร้างนักวิจัยดาราศาสตร์ เป็นศูนย์บริการข้อมูล ฝึกอบรม ถ่ายทอดเทคโนโลยีดาราศาสตร์ จัดกิจกรรมทางดาราศาสตร์ รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิชาการที่สำคัญของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 54 ไร่ บริเวณตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย อาคารสำนักงานใหญ่ อาคารปฏิบัติการ อาคารท้องฟ้าจำลองและนิทรรศการ ประกอบด้วย ส่วนท้องฟ้าจำลองระบบฟูลโดมดิจิทัล ความละเอียดสูงสุด 8K ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 17 เมตร ความจุ 160 ที่นั่ง และพื้นที่สำหรับรถผู้พิการ อาคารหอดูดาว เป็นอาคารสังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าด้วยกล้องโทรทรรศน์แบบต่างๆ และลานกิจกรรมอเนกประสงค์กลางแจ้ง กำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2563

8) ติดตั้งจานรับสัญญาณกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ณ หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติ

สดร. อยู่ในระหว่างการก่อสร้างหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติ ติดต่อกล้องโทรทรรศน์วิทยุแบบจานเดี่ยว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ภายใต้โครงการพัฒนาเครือข่ายดาราศาสตร์วิทยุและยีออเดซี เพื่อพัฒนางานวิจัยดาราศาสตร์วิทยุและด้านธรณีวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาผลการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเปลือกโลก ซึ่งอาจมีผลต่อการเกิดภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว หรือ สึนามิ เป็นต้น คาดว่าจะดำเนินการยกจานรับสัญญาณ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ติดตั้งบนอาคารฐานรากที่ใช้เป็นอาคารควบคุมการทำงานของกล้องโทรทรรศน์ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2563

9) ปักหมุดหอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชนเต็มรูปแบบ แห่งที่ 4 ของไทย

หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ขอนแก่น เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 คาดว่าจะเปิดให้บริการประมาณปลายปี 2565 หากแล้วเสร็จจะเป็นศูนย์การเรียนรู้ดาราศาสตร์ที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เพื่อบริการวิชาการดาราศาสตร์ สนับสนุนงานวิจัยดาราศาสตร์สำหรับนักเรียน นักศึกษา สถาบันการศึกษาภูมิภาค และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิชาการของชุมชนและท้องถิ่น

10) การพัฒนาเทคโนโลยีดาราศาสตร์ “ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีดาราศาสตร์ขั้นสูง”

นอกจากภารกิจค้นคว้าวิจัย ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางดาราศาสตร์สู่ประชาชนแล้ว สดร. ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบและสร้างอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับการวิจัย และมุ่งใช้ดาราศาสตร์ เป็นส่วนสำคัญเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาคน ยกระดับงานวิจัยและวิศวกรรม ให้สามารถเป็นผู้ออกแบบและสร้างอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ระดับสูงด้วยตัวเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยี จากต่างประเทศ ความรู้ความเชี่ยวชาญที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะงานด้านดาราศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปต่อยอดประยุกต์ในสาขาอื่น ๆ ได้อีกด้วย ปัจจุบัน สดร. มีห้องปฏิบัติการเทคโนโลยี ดาราศาสตร์ขั้นสูง 5 ด้าน ได้แก่ 1) เทคโนโลยีทางทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ (Optics and Photonics) 2) เทคโนโลยีด้านความถี่ในช่วงคลื่นวิทยุ (Radio Frequency Technology) 3) เทคโนโลยีแมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) 4) เทคโนโลยีขึ้นรูปชิ้นงานความละเอียดสูง (High Precision Machining) 5) เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงและวิทยาศาสตร์ข้อมูล (High Performance Computing and Data Science)

ดร.ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนทุกท่านติดตาม 10 เรื่องดาราศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า และขอเชิญชวนทุกคนให้มาเยี่ยมชม เสริมสร้างแรงบันดาลใจทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรียนรู้เรื่องราวดาราศาสตร์ ผ่านท้องฟ้าจำลอง นิทรรศการดาราศาสตร์ และหอดูดาวภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร ที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้าด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจข่าวสารดาราศาสตร์เพิ่มเติม ติดตามได้ที่ www.facebook.com/NARITpage หรือ www.NARIT.or.th

เผยแพร่ข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand
Call Center โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

สดร. ผนึกกำลังโรงเรียนเครือข่ายดาราศาสตร์กว่า 410 แห่ง ทั่วประเทศ จัดชม “สุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย” อย่างปลอดภัย 26 ธันวาคม นี้

Hits 11 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/772-410-26
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, December 26, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ตั้ง 4 จุดสังเกตการณ์ชมสุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทยอย่างปลอดภัย วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม 2562 ณ เชียงใหม่ ฉะเชิงเทรา โคราช สงขลา และระดมโรงเรียนเครือข่ายดาราศาสตร์อีกกว่า 410 แห่งจัดพร้อมกันทั่วประเทศ

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 ธันวาคม 2562 จะเกิดปรากฏการณ์ “สุริยุปราคาวงแหวน” แนวคราสวงแหวนพาดผ่านประเทศอินเดีย ศรีลังกา สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทยจะเห็นเป็น “สุริยุปราคาบางส่วน” ดวงจันทร์จะบดบังดวงอาทิตย์บางส่วน ทำให้มองเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่ง สามารถสังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย แต่ละภูมิภาคจะมองเห็น ดวงอาทิตย์ถูกบดบังแตกต่างกัน ดวงอาทิตย์จะถูกบดบังมากที่สุดบริเวณภาคใต้ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ประมาณร้อยละ 81 ส่วนภาคเหนือที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ดวงอาทิตย์จะถูกบังเพียงร้อยละ 40 กรุงเทพมหานคร ดวงอาทิตย์จะถูกบังประมาณร้อยละ 56

นายศุภฤกษ์กล่าวย้ำว่า ดวงอาทิตย์นอกจากให้ความร้อนแล้ว ยังให้แสงสว่างที่มีความเข้มสูงมาก แม้ขณะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนหรือสุริยุปราคาวงแหวน แสงอาทิตย์ก็ยังเป็นอันตรายต่อสายตาจนส่งผลให้ตาบอดได้ทันที ดังนั้น ห้ามมองดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่า และห้ามมองภาพที่ส่องจากเลนส์กล้องไปยังดวงอาทิตย์โดยตรง ใช้อุปกรณ์กรองแสงช่วยสังเกตการณ์และใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ควรจ้อง ดวงอาทิตย์นานเกิน 5 วินาทีต่อครั้ง ซึ่งการสังเกตการณ์มีหลากหลายวิธีทั้งทางตรงและทางอ้อม

สำหรับความคืบหน้าการจัดกิจกรรม “สุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย” 26 ธันวาคม นี้ สดร. เตรียมพร้อมตั้งจุดสังเกตการณ์สุริยุปราคาอย่างปลอดภัย 4 จุดใหญ่ ได้แก่ เชียงใหม่ - อุทยาน ดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม / ฉะเชิงเทรา - หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา อำเภอแปลงยาว/ นครราชสีมา - หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ สงขลา - หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา อำเภอเมือง แต่ละจุดตั้งกล้องโทรทรรศน์ อุปกรณ์สังเกตการณ์คุณภาพสูง และอุปกรณ์สังเกตการณ์ ดวงอาทิตย์หลากหลายแบบ พร้อมผู้เชี่ยวชาญจาก สดร. คอยให้ความรู้เกี่ยวกับสุริยุปราคา นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายดาราศาสตร์อีกกว่า 410 แห่งทั่วประเทศ ร่วมจัดกิจกรรมสังเกตการณ์สุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย สดร. ได้เตรียมอุปกรณ์สังเกตดวงอาทิตย์อย่างปลอดภัย ให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้ร่วมชมสุริยุปราคาครั้งนี้อย่างเต็มที่ กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป เข้าร่วมฟรี !!! ไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถตรวจสอบจุดสังเกตการณ์ใกล้บ้านท่านได้ที่ www.narit.or.th และเฟซบุ๊คแฟนเพจของ สดร. ที่ www.facebook.com/NARITpage

พิเศษ สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่จุดสังเกตการณ์หลักเชียงใหม่ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร เพียงลงทะเบียนล่วงหน้าที่ http://bit.ly/PartialSocialEclipseTH2019 ลุ้นรับแว่นตาดูดวงอาทิตย์และของรางวัลอื่นๆอีกมากมาย

สำหรับวันที่ 26 ธันวาคม 2562 นี้ ผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางไปสังเกตการณ์ หรืออยู่ในทำเลฟ้าปิด สามารถติดตามถ่ายทอดสดและสุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทยจากจุดสังเกตการณ์หลักทั้ง 4 จุด และสุริยุปราคาวงแหวนจากต่างประเทศ ผ่านเว็บไซต์และเพจของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ นายศุภฤกษ์ กล่าวปิดท้าย ติดตามรายละเอียดปรากฏการณ์สุริยุปราคาและการจัดกิจกรรมสังเกตการณ์เพิ่มเติมได้ที่ www.narit.or.th หรือ www.facebook.com/NARITpage

เผยแพร่ข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand
Call Center โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

สดร. รับสมัครค่ายเยาวชนคนดูดาวภาคอีสาน ประจำปี 2563 ณ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

Hits 13 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/746-2563-2
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, December 20, 2019
รายละเอียด: 

กิจกรรมค่ายเยาวชนคนดูดาวภาคอีสาน ครั้งที่ 5 ประจำปี 2563 จัดขึ้น ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ นครราชสีมา และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 25 - 28 กุมภาพันธ์ 2563 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึง วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563

ค่ายเยาวชนคนดูดาวภาคอีสาน ครั้งที่ 5 (IYC5)
หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา นครราชสีมา
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
รายละเอียดและกำหนดการ
คุณสมบัติของผู้สมัคร
1. เป็นนักเรียน/นักศึกษา ที่กําลังศึกษาในระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า อายุระหว่าง 15 - 19 ปี
2. ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองและครูที่ปรึกษาให้เข้าร่วมค่าย
3. สุขภาพแข็งแรง มีมนุษยสัมพันธ์ดี สามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ กับคนอื่นได้

ค่าใช้จ่าย
หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ นครราชสีมา จะดูแลค่าที่พัก ค่าอาหาร ในระหว่างจัดกิจกรรมค่ายฯ

กําหนดการการรับสมัคร
>> รับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึง วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 12:00 น
>> ประกาศผลรอบแรกในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563
>> ยืนยันสิทธิและจัดส่งเอกสาร ภายใน วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563
>> หากมีผู้สละสิทธิ์ทางผู้จัดจะเรียก ผู้สมัครที่ติดสํารอง ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563

วันเวลาและสถานที่จัดกิจกรรม
การจัดกิจกรรมค่ายเยาวชนคนดูดาวภาคอีสาน ครั้งที่ 5 จัดขึ้น ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ นครราชสีมา และ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 25 - 28 กุมภาพันธ์ 2563

ในเอกสารการสมัครจะต้องเตรียมข้อมูลสำหรับอัพโหลดดังนี้
1. ภาพถ่ายที่คิดว่าเป็นตัวเองที่สุด (ขนาดไม่เกิน 10 MB)
2. วีดิโอแนะนำตัว ความยาวไม่เกิน 1 นาที

สามารถดูรายละเอียดโครงการและดาวโหลดใบสมัครได้ที่ https://forms.gle/YrXR3gvqrb5u4X788

เผยแพร่ข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand
Call Center โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

เรื่อง ประกาศรับสมัครเข้าร่วมกิจกรรมอบรมผู้ช่วยวิทยากร ปีที่ 2

Hits 23 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/pr-news/4068-ska-assistant-2562
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, November 13, 2019
รายละเอียด: 

หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หน่วยงานที่ดำเนินงานทางด้านดาราศาสตร์ในเขตพื้นที่ภาคใต้ เล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ของนักเรียน นักศึกษา และประชาชน จัดกิจกรรมทางด้านดาราศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เช่น จัดกิจกรรมดูดาว ตั้งกล้องโทรทรรศน์ให้ชมปรากฏการทางด้านดาราศาสตร์ ให้บริการวิชาการ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากทุกครั้ง เพื่อส่งเสริมและแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา จึงได้จัดกิจกรรมอบรมผู้ช่วยวิทยากรเป็นปีที่ 2 เสริมทักษะ และประสบการณ์ให้กับนักเรียน นักศึกษา ช่วยงานกิจกรรมของหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา ทำให้ผู้มาเข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้อย่างเต็มที่ และช่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมของหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา อันเป็นแหล่งเรียนรู้ทางดาราศาสตร์

ประเภทข่าว: 
news

สดร. ชวนชมฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ 7 พ.ค. นี้

Hits 83 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/pr-news/3876-narit-eta-aquarids-meteor-shower-2562
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, May 3, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชวนชม “ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์” วันที่ 7 พ.ค. 62 เวลาประมาณตี 2 เป็นต้นไป จนถึงรุ่งเช้า อัตราการตกสูงสุดเฉลี่ย 40 ดวงต่อชั่วโมง ช่วงเวลาดังกล่าวปราศจากแสงจันทร์รบกวน เหมาะแก่การสังเกตการณ์ สามารถดูได้ด้วยตาเปล่าทั่วไทย ทางทิศตะวันออก บริเวณกลุ่มดาวกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ แนะชมในที่มืดสนิทจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า “ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์” เป็นฝนดาวตกที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 19 เมษายน - 28 พฤษภาคมของทุกปี สำหรับปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราตกสูงสุดในคืนวันที่ 6 พฤษภาคม 2562 จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 แต่เนื่องจากในช่วงหัวค่ำ ศูนย์กลางการกระจายตัวในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้า ทำให้ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ จะสามารถสังเกตการณ์ได้ ตั้งแต่เวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 ไปจนถึงรุ่งเช้า ทางทิศตะวันออก บริเวณกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ ประกอบกับคืนดังกล่าวไร้แสงจันทร์รบกวน จึงเหมาะแก่การสังเกตการณ์เป็นอย่างยิ่ง ผู้สนใจสามารถรอชมความสวยงามของปรากฏการณ์ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ได้ในคืนดังกล่าว

นายศุภฤกษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานที่ชมฝนดาวตกควรเป็นสถานที่มืดไม่มีแสงไฟรบกวนหรือห่างจากเมือง แนะนำให้นอนรอชม สำหรับการบันทึกภาพฝนดาวตกนั้น ไม่สามารถระบุทิศทางได้ ต้องอาศัยการคาดเดาและเปิดหน้ากล้องค้างไว้ให้ดาวตกวิ่งผ่านหน้ากล้อง ผู้สนใจสามารถเตรียมตัวและอุปกรณ์ให้พร้อมสำหรับช่วงเวลาดังกล่าว

ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ เกิดจากกระแสธารของเศษหินและเศษฝุ่นขนาดน้อยใหญ่ที่ดาวหางฮัลเลย์ (1P/Halley) ทิ้งไว้ในขณะเคลื่อนผ่านเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน เมื่อโลกโคจรผ่านกระแสธารดังกล่าว สายธารของเศษหินและฝุ่นของดาวหางจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงเข้ามาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเกิดเป็นลำแสงวาบ หรือในบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟที่มีสีสวยงาม (fireball)

งานประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

โทร. 053-121268-9 ต่อ 210-211 , 081-8854353 โทรสาร 053-121250

ประเภทข่าว: 
news

นักวิทยาศาสตร์เผยความสำเร็จในการบันทึกภาพ “หลุมดำยักษ์”

Hits 89 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/3864-the-first-image-of-a-black-hole
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, May 2, 2019
รายละเอียด: 

หน่วยงานดาราศาสตร์แถลงผลงานวิจัยล่าสุดจากเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อีเวนต์ฮอไรซัน (Event Horizon Telescope : EHT) สามารถถ่ายภาพหลุมดำได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ นับเป็นความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์อันยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของมวลมนุษยชาติ

“หลุมดำยักษ์ มวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 6,500 ล้านเท่า”

งานวิจัยชิ้นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลุมดำมวลยวดยิ่ง (Supermassive Black Hole) ที่อยู่บริเวณใจกลางกาแล็กซี M87 ซึ่งเป็นกาแล็กซีทรงรีมวลมหาศาล ห่างจากโลกประมาณ 55 ล้านปีแสง อยู่ในบริเวณกลุ่มดาวหญิงสาว

หลุมดำมวลยวดยิ่งแตกต่างจากหลุมดำทั่วไป คือ มวลของหลุมดำประเภทนี้จะอยู่ในระดับล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ และจะพบได้เฉพาะในใจกลางกาแล็กซีเท่านั้น เป็นเสมือนหัวใจหลักของแต่ละกาแล็กซี กาแล็กซี M87 ก็มีหลุมดำยักษ์อยู่ที่ใจกลางกาแล็กซีเช่นกัน ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ทราบเพียงว่า หลุมดำนี้ปลดปล่อยลำอนุภาคพลังงานสูงออกมา แต่ยังไม่เคยมีใครสามารถถ่ายภาพหลุมดำนี้ได้โดยตรง

“เงาของหลุมดำยักษ์ท่ามกลางพลาสมาพลังงานสูง”

ภาพจากเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อีเวนต์ฮอไรซัน เผยให้เห็นสภาพแวดล้อมรอบ ๆ หลุมดำ มวลสารกำลังถูกดึงดูดเข้าสู่ใจกลาง เสียดสีกันจนมีพลังงานสูงและเปล่งแสงสว่างออกมา เกิดเป็นจานพลาสมาหมุนวนรอบหลุมดำ และที่ใจกลางจานพลาสมามีหลุมดำมวลยวดยิ่ง ทำให้แสงไม่สามารถเดินทางออกมาได้ เกิดเป็นบริเวณเงามืดใหญ่ขนาดประมาณ 40,000 ล้านกิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม เงามืดที่เกิดขึ้นนี้ยังไม่ใช่บริเวณที่เรียกว่า “ขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon)” กล่าวคือ ยังไม่ใช่ขนาดที่แท้จริงของหลุมดำ แต่เป็นผลที่เกิดจากความโน้มถ่วงมหาศาล บิดโค้งกาลอวกาศรอบ ๆ หลุมดำ ทำให้ขอบฟ้าเหตุการณ์บิดเบี้ยวไป เกิดเป็นเงามืดที่มีขนาดใหญ่กว่าขอบฟ้าเหตุการณ์ที่ควรจะเป็นถึง 2.5 เท่า

“คุณสามารถอ่านหนังสือพิมพ์ในนิวยอร์คได้จากร้านกาแฟในปารีส”

กล้องโทรทรรศน์อีเวนต์ฮอไรซัน (Event Horizon Telescope: EHT) เป็นเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุความถี่สูง ช่วง 230-450 GHz จากหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุ 8 แห่งทั่วโลก ทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับสัญญานและกำลังแยกภาพ ใช้เทคนิคการแทรกสอดระยะไกล (Very Long Baseline Interferometer : VLBI) เมื่อสังเกตการณ์ร่วมกัน จะเสมือนว่ามีกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่มีขนาดหน้าจานเท่ากับเส้นผ่านศูนย์กลางของโลก การใช้เทคนิคการแทรกสอดระยะไกล หรือวีแอลบีไอในครั้งนี้ สังเกตการณ์ ณ ช่วงความถี่ 230 GHz เทียบเท่าความยาวคลื่น 1.3 มิลลิเมตร ทำให้ได้ภาพที่มีความละเอียดเชิงมุมระดับ 20 ไมโครอาร์คเซค เปรียบเสมือนมีความละเอียดเพียงพอที่จะอ่านหนังสือพิมพ์ในนิวยอร์คได้จากร้านกาแฟในปารีส ที่ระยะห่างกว่า 6,000 กิโลเมตร

กล้องโทรทรรศน์วิทยุความถี่สูงของหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุ 8 แห่ง ที่ร่วมเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อีเวนต์ฮอไรซัน ได้แก่ 1) Arizona Radio Observatory/Submillimeter-wave Astronomy - ARO/SMT) สหรัฐอเมริกา 2) Atacama Pathfinder EXperiment - APEX ชิลี 3) IRAM 30-meter telescope สเปน 4) James Clerk Maxwell Telescope – JCMT รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา 5) The Large Millimeter Telescope Alfonso Serrano – LMT เม็กซิโก 6) The Submillimeter Array –MA รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา 7) Atacama Large Millimeter/Submillimeter Array – ALMA ชิลี 8) South Pole Telescope –SPT ณ ขั้วโลกใต้ ทวีปแอนตาร์กติกา ข้อมูลมหาศาลทั้งหมดจากการสังเกตการณ์ครั้งนี้ ประมาณ 1 ล้าน กิกะไบต์ ถูกนำมาประมวลผลด้วยซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่สถาบันดาราศาสตร์วิทยุมักซ์พลังค์ เยอรมนี และ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา

แผนที่แสดงเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ EHT ที่กระจายอยู่ทั่วโลก

“ดาราศาสตร์ งานวิจัยที่ไร้พรมแดน”

ลำพังงบประมาณจากประเทศเดียว ไม่เพียงพอต่องานวิจัยชิ้นนี้ ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของนักวิจัยกว่า 200 ชีวิต จากหน่วยงานดาราศาสตร์ 13 แห่งทั่วโลก เพื่อหวังจะให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สูงที่สุดในการวิจัยด้านดาราศาสตร์วิทยุ การแถลงข่าวในครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในจุดสูงสุดของการร่วมมือดังกล่าว ไม่เพียงแต่เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงจากทฤษฎีของไอน์สไตน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการพัฒนาขีดความสามารถเทคโนโลยีระดับโลกให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ

อ้างอิง : https://eventhorizontelescope.org/

ประเภทข่าว: 
news

สดร. เผย “พายุสุริยะ” ไม่ใช่สาเหตุโลกร้อน วอนคนไทยอย่าตระหนก

Hits 66 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/8094-2019-04-22-09-16-41
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, April 23, 2019
รายละเอียด: 

ตามที่มีข่าวเผยแพร่ทางโลกโซเชียล ในช่วงเช้าวันที่ 22 เมษายน 2562 ประเด็น “พายุสุริยะจะพุ่งปะทะโลกใน 48 ชม. เป็นผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นทั้งในไทยและทั่วโลก” นั้นกรณีดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลวง พายุสุริยะไม่มีผลทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น วอนประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์
ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่มีข่าวเผยแพร่ทางโลกโซเชียล ในประเด็น พายุสุริยะจะพุ่งปะทะโลกใน 48 ชั่วโมง เนื่องจากสนามแม่เหล็กโลกอยู่ในช่วงสลับขั้ว จึงทำให้อ่อนกำลังลง จะส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นทั่วโลก กรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด พายุสุริยะไม่ได้ส่งผลกระทบให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นหรือเกิดอันตรายต่อโลก จะมีผลกระทบเพียงระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียมบ้างเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้การสลับขั้วสนามแม่เหล็กต้องใช้ระยะเวลานับแสนปี ดังนั้น ผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถเกิดขึ้นในระยะเวลาวันหรือสองวัน อาจส่งผลเล็กน้อย เช่น เกิดแสงออโรราบริเวณขั้วโลกมากกว่าปกติเท่านั้น แต่ที่เกิดการเผยแพร่ข่าวในลักษณะเช่นนี้อาจเป็นเพราะการนำข้อมูลเกี่ยวกับดวงอาทิตย์และโลกมาเชื่อมโยงกัน ประกอบกับขณะนี้เมืองไทยอยู่ในช่วงฤดูร้อน ทุกพื้นที่ของประเทศมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศา จึงทำให้เกิดความตื่นตระหนกและวิตกกังวลจากการรับข้อมูลข่าวสารดังกล่าว

ดร.ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดวงอาทิตย์เป็นก้อนแก๊สขนาดใหญ่มีปฏิกิริยาภายในเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ที่บริเวณผิวของดวงอาทิตย์นอกจากจะมีอุณหภูมิสูงมากแล้วยังมีปรากฏการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ ปรากฏการณ์การลุกจ้า (Solar Flare) ปรากฏการณ์การเกิดจุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) ปรากฏการณ์การปลดปล่อยมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์ (Coronal Mass Ejection : CME) เป็นต้น การเกิดปรากฏการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น ในกรณีของการปลดปล่อยมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์ กลุ่มมวลที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะอยู่ในรูป “พลาสมา” หรือสถานะที่อะตอมของธาตุอยู่ในสภาพเป็นไอออน เป็นประจุไฟฟ้าพลังงานสูง หากมีการระเบิดที่รุนแรงขึ้นจนทำให้กลุ่มพลาสมาเหล่านี้มีความเร็วในการเคลื่อนที่สูงมาก เราเรียกกลุ่มพลาสมาเหล่านี้ว่า “พายุสุริยะ” (Solar Storm) การปลดปล่อยมวลโคโรนาจนทำให้เกิดพายุสุริยะจะมีความสัมพันธ์วัฏจักรของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีวงจรประมาณ 11 ปี เมื่อดวงอาทิตย์มีจุดบนดวงอาทิตย์จำนวนมาก (Solar Maximum) สนามแม่เหล็กบริเวณดังกล่าวก็เกิดความปั่นป่วน มีการสะสมพลังงานมากขึ้นจนถึงจุดวิกฤตทำให้เส้นแรงแม่เหล็กที่บิดพันกันเป็นเกลียวขาดออกจากกันและเกิดการปลดปล่อยมวลออกสู่อวกาศ ในทุกทิศทุกทาง ซึ่งความเร็วและรุนแรงของกลุ่มประจุไฟฟ้าพลังงานสูงจะขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงในการระเบิดหรือการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์เอง แต่ในกรณีวันที่ 22 เมษายน นี้ ไม่พบรายงานที่ผิดปกติใดๆ เกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาบนดวงอาทิตย์
ปัจจุบันข้อมูลข่าวสารถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสื่อสังคมออนไลน์ ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว บางครั้งอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง ต้นตอข่าวลือต่างๆ ไม่ได้มาจากไหน แต่วนเวียนอยู่ในโลกไซเบอร์ที่มีทั้งเรื่องจริงและเรื่องที่ต้องอาศัยวิจารณญาณในการรับรู้ จึงขอให้ประชาชนเปิดรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ ศึกษาข้อมูลและความเป็นไปได้ด้วยเหตุและผล ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิง และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง ดร.ศรัณย์ กล่าวปิดท้าย

ข่าวโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ประเภทข่าว: 
news

กล้องโทรทรรศน์วิทยุ

เอกสารประกอบ: 
ชุดหนังสือ: 
Hits 99 ครั้ง

สดร. จัดชมจันทร์เต็มดวงคืนวันวสันตวิษุวัต

Hits 94 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/8041-2019-03-22-02-40-51
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, March 22, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดชม “ดวงจันทร์เต็มดวงคืนวันวสันตวิษุวัต” คืน 21 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกพอดีและตกทางทิศตะวันตกพอดี เรียก “วันวสันตวิษุวัต” นอกจากนี้ยังตรงกับช่วงดวงจันทร์ เต็มดวงมีระยะทางใกล้โลก ห่างประมาณ 360,761 กิโลเมตร จะสังเกตเห็นดวงจันทร์มีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย จึงเชิญชวนประชาชนร่วมส่องดวงจันทร์เต็มดวงผ่านกล้องโทรทรรศน์หลากชนิดและวัตถุท้องฟ้าอื่น ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ โอไรออนเนบิวลา กระจุกดาวลูกไก่ ดาวอังคาร ณ 3 จุดสังเกตการณ์หลักที่หอดูดาว อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก

ข้อมูลโดย : งานประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ประเภทข่าว: 
news

สดร. เผย 21 มีนาคม นี้ กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน

Hits 78 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/8000-21
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, March 14, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผย 21 มีนาคม 2562 เป็นวัน “วสันตวิษุวัต” ช่วงเวลากลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ถือเป็นวันเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเปลี่ยนสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. กล่าวว่า วันที่ 21 มีนาคมนี้ เป็นวัน “วสันตวิษุวัต” (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน “วิษุวัต” (Equinox) ในภาษาสันสกฤตหมายถึง จุดที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี แปลเป็นภาษาไทยว่า “ราตรีเสมอภาค” แต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏในตำแหน่งต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนมา ณ ตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลก ทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดี จึงมีช่วงเวลากลางวันยาวเท่ากับกลางคืน นับเป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้ สำหรับประเทศไทย วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 06:22 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18:28 น. (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร)

นายศุภฤกษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ในหนึ่งปี โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี โลกจึงมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงใกล้ที่สุดประมาณต้นเดือนมกราคม (147 ล้านกิโลเมตร) และช่วงไกลที่สุดประมาณต้นเดือนกรกฎาคม (ระยะห่างเฉลี่ย 152 ล้านกิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะทางใกล้-ไกล ในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก ไม่มีผลต่อการเกิดฤดูกาลแต่อย่างใด แต่การที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจึงรับแสงอาทิตย์ได้ในปริมาณไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีอุณภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่าในฤดูร้อนเวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวัน ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว

ในรอบ 1 ปี เกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ดังนี้
1. วันวสันตวิษุวัต (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มี.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง
2. วันครีษมายัน (ครีด-สะ-มา-ยัน) (Summer Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มิ.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ช่วงกลางวันจะสั้นที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว
3. วันศารทวิษุวัต (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 23 ก.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ
4. วันเหมายัน (เห-มา-ยัน) (Winter Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 22 ธ.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ ช่วงกลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน

ข้อมูลข่าวโดย : งานประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)