Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)

นักดาราศาสตร์พบหลักฐานการมีอยู่ของหลุมดำขนาดเล็กนับหมื่นที่ใจกลางทางช้างเผือก

Hits 25 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/3560-new-black-holes-milky-way
แหล่งที่มา: 
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่ชาติ (สดร.)
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, April 24, 2018
รายละเอียด: 

นักดาราศาสตร์พบหลักฐานการมีอยู่ของหลุมดำขนาดเล็กนับหมื่นที่ใจกลางทางช้างเผือก

 

          เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ณ บริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรานั้นเป็นพื้นที่ที่มีดาวฤกษ์อยู่ใกล้ชิดกันมาก อีกทั้งมีฝุ่นแก๊สร้อนจัดมากมายซึ่งเป็นแหล่งก่อตัวสำหรับของดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ที่มีอายุสั้นเมื่อดาวฤกษ์เหล่านั้นสิ้นอายุขัยลงก็จะกลายเป็นหลุมดำจึงกล่าวได้ว่าบริเวณพื้นที่แห่งนี้อาจมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างหลุมดำกับดาวฤกษ์มากมาย

 

 

 

ภาพที่ 1 ภาพแสดงตำแหน่งบริเวณใจกลางทางช้างเผือกที่ซึ่งนักดาราศาสตร์คาดว่าจะพบหลุมดำอีกนับหมื่นแห่ง

บันทึกภาพโดยหอดูดาว Paranalประเทศชิลี

 

          ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ พบว่าบริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกมีหลุมดำมวลมหาศาล(Supermassive black hole) ซึ่งมีมวลมากกว่า 4 ล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์และมันไม่ได้อยู่โดยเดี่ยวแต่อย่างใด ผลการศึกษาบริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยชาร์ลส์ เฮลีย์ (Charles Hailey) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เผยผลงานวิจัยซึ่งได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการที่มีชื่อเสียงชั้นนำของโลกอย่าง Natureเมื่อวันที่4เมษายนที่ผ่านมาทีมนักิจัยพบสัญญาณการมีอยู่ของหลุมดำขนาดเล็กนับ 10,000 แห่งที่ใจกลางทางช้างเผือกซึ่งตรงกับการคาดการณ์ของนักดาราศาสตร์ในอดีตที่ว่าโดยรอบหลุมดำขนาดใหญ่จะมีหลุมดำขนาดเล็กอยู่จำนวนมาก

 

 

          ซึ่งแน่นอนว่าหลุมดำเป็นวัตถุที่ไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรง ทำให้นักดาราศาสตร์ตรวจจับสัญญาณที่มาจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างหลุมดำกับดาวฤกษ์ที่อยู่ข้างเคียงเพราะแรงโน้มถ่วงของหลุมดำจะกลืนกินสสารจากดาวฤกษ์ให้กำลังค่อยๆหมุนวนตกลงสู่หลุมดำ ระหว่างนั้นสสารเหล่านั้นจะมีการปลดปล่อยรังสีเอ็กซ์ออกมาทำให้เราทราบการมีอยู่ของหลุมดำได้

 

 

ชาร์ลส์ เฮลีย์ (Charles Hailey)กล่าวว่า

 

 

        “ทีมเราได้วิเคราะห์ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา (Chandra X-ray Observatory) ขององค์การนาซา(NASA) ที่เฝ้าสังเกตการณ์นานกว่า 12 ปี ซึ่งแต่เดิมนักดาราศาสตร์มองหาหลักฐานของหลุมดำจากการประทุของรังสีเอ็กซ์ที่สว่างวาบออกมาซึ่งเป็นเรื่องยากมากเพราะศูนย์กลางกาแล็กซีทางช้างเผือกนั้นอยู่ห่างไกลจากโลกมากจนปริมาณรังสีเอ็กซ์ไม่เข้มพอที่จะมองเห็นได้และคงต้องใช้เวลานานมากในการตรวจพบซึ่งอาจกินเวลานับร้อยปี” แต่ในครั้งนี้ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์จากแหล่งกำเนิดทั้งหมด 92 แหล่งซึ่งเป็นแหล่งที่ยังไม่ชัดเจนของความยาวคลื่นในย่านรังสีเอกซ์ จึงทำให้ทีมนักวิจัยมองเป็นลักษณะคล้ายจุดของแสงได้ทั้งสิ้น26 จุดภายในบริเวณใกล้เคียงกับหลุมดำมวลยิ่งยวด (Supermassive black hole)ที่ระยะประมาณ3.26 ปีแสง(แสดงดังในภาพที่ 2) โดยที่แต่ละจุดใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีเอกซ์จันทรา(Chandra X-ray Observatory)วัดปริมาณของโฟตอนอย่างน้อย 100โฟตอน ภายใน  12 วัน

 

 

 

ภาพที่ 2 แสดงบริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก

วงกลมสีแดงคือดาวแคระขาวซึ่งปลดปล่อยรังสีเอกซ์พลังงานต่ำ

วงกลมสีฟ้าแสดงถึงวัตถุที่อาจเป็นหลุมดำคู่ซึ่งปลดปล่อยรังสีเอกซ์พลังงานสูงมาก

 

วงกลมสีเหลืองและเขียวมีรัศมี 3และ 0.7 ปีแสงจากหลุมดำ

 

 

          ชาร์ล เฮลีย์ (Charles Hailey)และทีมนักวิจัยได้ยืนยันว่า แหล่งที่มาไม่ได้เป็นสัญญาณของการระเบิดจากดาวนิวตรอน ดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นหลุมดำและถ้าเป็นเช่นนั้น หลุมดำคู่ (binary black holes) เปรียบได้กับส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งและหลุมดำที่อยู่โดดเดียวอาจมีอยู่มากมายนับ10,000 แห่งในศูนย์กลางของทางช้างเผือกซึ่งเราจะไม่สามารถมองเห็นมันได้เลยถ้ามันไม่ได้ทำปฏิสัมพันธ์กับดาวฤกษ์ (แสดงดังในรูปที่ 3) นอกจากนี้สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดคือแหล่งกำเนิดรังสีเอ็กซ์ใหม่เหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลใหม่แต่อยู่ในฐานข้อมูลการค้นพบของกล้องโทรทรรศน์จันทราทั้งสิ้น นอกจากนี้ชาร์ล เฮลีย์ ยังกล่าวอีกว่า “เขากำลังรู้สึกว่า หลุมดำคู่ ยังหลบซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่ง” ซึ่งเป็นเรื่องยากในการค้นหาด้วยต้องต่อสู้กับสัญญาณรังสีเอ็กซ์พื้นหลังที่มาจากแก๊สฝุ่น คงต้องใช้เวลาในการค้นหาเป็นอย่างมากมันจึงไม่แปลกที่สิ่งเหล่านี้จะดึงดูดให้เราเฝ้าค้นหาความลึกลับดังกล่าว 

 

 

          นอกจากนี้ยังมีข้อถกเถียงต่อไปอีกว่าสัญญาณเหล่านี้อาจมาจากซากของดาวฤกษ์ เช่น พัลซาร์(pulsar) ซึ่งหมุนอย่างรวดเร็วในระดับมิลลิวินาทีแทนที่จะเป็นหลุมดำนับว่าเป็นเรื่องยากและคงต้องศึกษากันต่อไปในสิ่งที่เกิดขึ้นนี้และนั่นหมายความว่า จำนวนของหลุมดำที่คาดว่าจะมีนับพันแห่งอาจจะเป็นแค่ในระดับร้อยแห่งถึงกระนั้นก็ยังเป็นเพียงแค่เศษส่วนหนึ่งใน ณ ใจกลางที่เราตรวจพบเมื่อเทียบกับทั้งหมดในพื้นที่อันกว้างใหญ่ของกาแล็กซีทางช้างเผือกเรา

 

 

          นับว่าการศึกษาในครั้งนี้ มีส่วนสำคัญในการยืนยันทฤษฎีการมีอยู่ของหลุมดำรอบใจกลางทางช้างเผือกตลอดจนข้อมูลที่ได้จากการศึกษาดังกล่าวจะเป็นส่วนที่สำคัญในการศึกษาทางด้านดาราศาสตร์วิทยุต่อไปในอนาคตซึ่งอาจจะทำให้เราสามารถแยกแยะระหว่างหลุมดำกับดาวนิวตรอนได้ดีมากยิ่งขึ้น

 

ประเภทข่าว: 
news

สดร. สุดเจ๋ง! สร้างเครื่องตรวจจับรังสีคอสมิกเพื่อการเรียนรู้

Hits 18 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/pr-news/3553-narit-cloud-chamber-cosmic-rays
แหล่งที่มา: 
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่ชาติ (สดร.)
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, April 24, 2018
รายละเอียด: 

สดร. สุดเจ๋ง! สร้างเครื่องตรวจจับรังสีคอสมิกเพื่อการเรียนรู้


          สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สร้างเครื่องตรวจจับรังสีคอสมิกเพื่อการเรียนรู้ จัดแสดงแล้วที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา อนาคตวางแผนติดตั้ง ณ หอดูดาวภูมิภาคทั่วประเทศ หวังให้เป็นสื่อการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยสนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงมุ่งใช้ดาราศาสตร์เป็นส่วนช่วยพัฒนาภาควิศวกรรมและอุตสาหกรรมของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล



          ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยว่า เครื่องตรวจจับรังสีคอสมิก หรือคลาวด์แชมเบอร์ (Cloud Chamber) ถือเป็นหนึ่งในสื่อการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถแสดงให้เห็นและยืนยันถึงการมีอยู่ของรังสีคอสมิก (Cosmic Rays) รังสีที่มีที่มาจากนอกโลก เกิดจากการยุบตัวของใจกลางดาวฤกษ์ขนาดยักษ์หรือหลุมดำมวลยิ่งยวดบริเวณแกนกลางของกาแล็กซี มีพลังงานสูงและเคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้เคียงความเร็วแสง เมื่ออนุภาครังสีคอสมิกชนเข้ากับชั้นบรรยากาศของโลก จะแตกตัวออกเป็นอนุภาคได้อีกหลายชนิดแต่ไม่สามารถมองเห็นได้ ทาง สดร. จึงเกิดแนวคิดนำเครื่องตรวจจับรังสีคอสมิกมาเป็นสื่อการเรียนรู้ให้กับเยาวชน โดยมีเจ้าหน้าที่ของสถาบันเป็นผู้ศึกษาค้นคว้า ทดลอง และลงมือประดิษฐ์เองทุกขั้นตอน


          เครื่องตรวจจับรังสีคอสมิก แสดงให้เห็นอนุภาครังสีคอสมิกได้ด้วยไอระเหยของแอลกอฮอล์ที่อิ่มตัวอยู่ทั่วเครื่องมือ ไอระเหยที่สัมผัสกับความเย็นจะเกิดการควบแน่นเป็นละอองตกลงมาด้านล่าง เมื่ออนุภาครังสีคอสมิกเคลื่อนที่ผ่านละอองเหล่านั้น จะทำให้เกิดการควบแน่นได้เร็วยิ่งขึ้นตามแนวการเคลื่อนที่ของอนุภาค ปรากฏเป็นร่องรอยทิ้งเอาไว้หลากหลายรูปแบบ บ่งบอกถึงอนุภาคที่แตกต่างกันไปในแต่ละชนิด ดังนี้



          Alpha Particles ลักษณะเส้นสั้นและหนา แสดงถึงอนุภาคอัลฟา เกิดจากการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีบนโลก อนุภาคอัลฟามีประจุไฟฟ้าสูงและมีมวลค่อนข้างมาก จึงเคลื่อนที่ช้าและเคลื่อนที่ได้ไม่ไกล สามารถสังเกตทิศทางการเคลื่อนที่ของอนุภาคได้ชัดเจน เนื่องจากเคลื่อนที่ช้ากว่าอนุภาคชนิดอื่น ๆ



          Muons ลักษณะเส้นตรงและยาว เกิดจากอนุภาคมิวออน เป็นอนุภาคที่มีประจุลบและมีมวลมาก เกิดขึ้นเมื่อรังสีคอสมิกเข้าชนกับชั้นบรรยากาศโลก เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากจึงไม่ถูกอนุภาคอื่นๆ เบี่ยงเบียนเส้นทาง และทิ้งร่องรอยไว้เป็นเส้นตรงยาว



          Particles Decays ลักษณะเส้นหัก แตกกิ่ง หรือเปลี่ยนทิศทาง เกิดขึ้นเมื่ออนุภาครังสีคอสมิกอ่อนแรงและกำลังสลายตัวเป็นอนุภาคอื่นๆ 



          Electrons and Positrons ลักษณะเส้นคดงอ เกิดจากอิเล็กตรอนและโพสิตรอน หรือรังสีเบต้า ซึ่งเป็นอนุภาคมวลเบา สามารถชนและสะท้อนกับอนุภาคอื่นๆ ได้ง่าย จึงปรากฏทิศทางที่สะเปะสะปะ คดเคี้ยวไปมา รังสีเบต้าเกิดจากการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี และการชนกันระหว่างรังสีคอสมิกกับโมเลกุลในชั้นบรรยากาศ


         สดร. ดำเนินการให้บริการทางวิชาการและสื่อสารดาราศาสตร์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เยาวชนสนใจวิทยาศาสตร์ ปัจจุบัน สดร. ได้ก้าวไปสู่การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรม ด้วยการพัฒนาบุคลากรชาวไทยให้สามารถออกแบบและสร้างอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ระดับสูงด้วยตัวเองเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่มุ่งขับเคลื่อนให้ภาควิศวกรรมและอุตสาหกรรมของไทยเป็นที่ยอมรับในระดับสากล


         ในอนาคต สดร. มีแผนติดตั้งเครื่องตรวจจับรังสีคอสมิก ณ หอดูดาวภูมิภาคทั่วประเทศ ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา สงขลา ขอนแก่น และพิษณุโลก รวมถึงอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานใหญ่ เบื้องต้นผู้ที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมเครื่องตรวจจับรังสีคอสมิกได้ที่อาคารนิทรรศการ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา ภายในมีนิทรรศการแบบปฏิสัมพันธ์ที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ แสงและสเปกตรัม แบบจำลองการหมุนรอบตัวเองของดาวเคราะห์แก๊ส เฟสและหลุมดวงจันทร์ การชั่งน้ำหนักตัวบนดาวเคราะห์ต่าง ๆ เป็นต้น เปิดบริการวันอังคาร - อาทิตย์ (หยุดวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 084-0882264 หรือ www.NARIT.or.th ,www.facebook.com/NARITPage 


ประเภทข่าว: 
news

การศึกษาล่าสุดของผู้มาเยือนระหว่างดวงดาว Oumuamua

Hits 21 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/3552-interstellar-visitor-oumuamua
แหล่งที่มา: 
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่ชาติ (สดร.)
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Monday, April 23, 2018
รายละเอียด: 

การศึกษาล่าสุดของผู้มาเยือนระหว่างดวงดาว Oumuamua


          Oumuamua เป็นวัตถุระหว่างดวงดาว (Interstellar object) ที่ไม่ได้มีวงโคจรอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของระบบดาวฤกษ์ดวงใดดวงหนึ่ง ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 2017 ที่ผ่านมาโดยRobert Weryk กับทีมนักดาราศาสตร์ที่ทำงานร่วมกับ NASA-funded Panoramic Survey Telescope และ Rapid Response System (Pan-STARRS1) โดยมันเป็นวัตถุจากนอกระบบสุริยะวัตถุแรกที่มนุษย์เราเคยพบ


          ล่าสุดจากการศึกษาของทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จาก NASA’s Goddard Space Flight Center ได้ทำการศึกษาผู้มาเยือนจากนอกระบบสุริยะนี้ เพื่อเติมเต็มความเข้าใจเกี่ยวกับจุดกำเนิดของดาวเคราะห์, ดาวเคราะห์น้อย และดาวหาง ให้มากยิ่งขึ้น



ภาพประกอบของ Oumuamuaโดย European SouthernObservatory/M.Kornmesser


          เมื่อวันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 2017ที่ผ่านมาวัตถุนี้ได้โคจรผ่านดวงอาทิตย์ของเราไปด้วยความเร็วถึง 315,400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเร็วมากพอที่จะหลุดจากอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงจากดวงอาทิตย์ได้และไม่กลับมาอีก โดยปกติแล้ววัตถุที่เดินทางด้วยความเร็วใกล้เคียงกันนี้มักจะเป็นดาวหางที่ประกอบไปด้วยน้ำแข็งซึ่งเดินทางมาจากชั้นนอกของระบบสุริยะ และมันมักจะทิ้งแก๊สและเศษฝุ่นเอาไว้ในขณะที่มันโคจรเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์ แต่ Oumuamua กลับต่างออกไป 


          นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่ามันอาจเป็นดาวเคราะห์น้อยที่เกิดในระบบดาวฤกษ์อื่น 


          แต่ที่น่าแปลกคือ ดาวเคราะห์น้อยนั้นโดยทั่วไปจะเกิดใกล้กับดาวฤกษ์ทำให้มันได้รับความร้อนจากดาวฤกษ์มากพอจนไม่สามารถมีวัตถุน้ำแข็งที่พื้นผิวได้  ส่วนดาวหางซึ่งรอบๆเป็นวัตถุน้ำแข็งจะเกิดห่างจากดาวฤกษ์ออกไปมาก 


          ในเมื่อดาวเคราะห์น้อยเกิดขึ้นใกล้กับดาวฤกษ์อย่างมากเมื่อเทียบกับดาวหาง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่ดาวเคราะห์น้อยจะหลุดออกจากระบบดาวฤกษ์ของมันเอง


          หากคิดตามทฤษฎีการเกิดดาวเคราะห์น้อยที่เรามีในตอนนี้ วัตถุอย่าง Oumuamua ควรจะมีองค์ประกอบหลักเป็นวัตถุน้ำแข็ง ดังนั้นแบบจำลองการเกิดดาวเคราะห์น้อยและดาวเคราะห์ที่นักดาราศาสตร์มีในตอนนี้อาจมีปัญหาบางอย่าง

          ตอนนี้นักดาราศาสตร์เชื่อว่า ระบบที่ Oumuamua เคยอยู่น่าจะมีดาวเคราะห์ยักษ์ใหญ่ เพราะแรงโน้มถ่วงจากดาวเคราะห์ยักษ์ใหญ่นั้นอาจเป็นปัจจจัยสำคัญที่คอยดึงวัตถุที่อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์กว่ามันให้หลุดออกจากระบบดาวฤกษ์ได้ ระบบดาวฤกษ์ที่ไม่มีดาวเคราะห์ยักษ์ใหญ่นั้นยากจะมีวัตถุใดๆหลุดออกมา


ประเภทข่าว: 
news

ดาวฤกษ์ซอมบี้!? นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวฤกษ์ที่สามารถเกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์โนวาได้มากกว่าหนึ่งครั้ง

Hits 50 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/3541-2018-03-26-03-26-38
แหล่งที่มา: 
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่ชาติ (สดร.)
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, March 23, 2018
รายละเอียด: 

ดาวฤกษ์ซอมบี้!? นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวฤกษ์ที่สามารถเกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์โนวาได้มากกว่าหนึ่งครั้ง


          ซูเปอร์โนวาเป็นจุดจบของดาวฤกษ์ที่มีมวลมากซึ่งโดยปกติจะเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียว จนกระทั่งมีการค้นพบดาวฤกษ์ดวงนี้ เป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวฤกษ์ที่สามารถเกิดซูเปอร์โนวาได้มากกว่าหนึ่งครั้ง อาจเรียกได้ว่าเป็นดาวฤกษ์ซอมบี้ที่สามารถฟื้นคืนชีพจากความตายได้ พฤติกรรมที่แปลกประหลาดนี้ทำให้นักดาราศาสตร์เกิดความสงสัยเป็นอย่างมากโดยเฉพาะทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับการสิ้นอายุขัยของดาวฤกษ์ที่มีมวลมาก


ภาพที่ 1 ภาพจำลองของซูเปอร์โนวา แสดงให้เห็นชั้นของฝุ่นและแก๊สที่ระเบิดออกมาจากแก่นของดาวแคระขาว


ภาพที่ 2 กราฟความสว่างของดาวฤกษ์ดังกล่าวในระยะเวลา 2 ปี


          การระเบิดของดาวฤกษ์ดวงนี้มีชื่อว่าซูเปอร์โนวา iPTF14hls ถูกค้นพบครั้งแรกในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 2014 โดย Palomar Transient Factory (PTF) ทีมนักดาราศาสตร์ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสเปกตรัมพบว่าการระเบิดดังกล่าวเป็นซูเปอร์โนวาชนิด II-P ซึ่งโดยทั่วไปแล้วความสว่างลดลงเรื่อยๆหลังจากผ่านการระเบิดไปประมาณ 100 วัน ซึ่งซูเปอร์โนวา iPTF14hls มีความสว่างที่ลดลงหลังจากการระเบิดในปี ค.ศ. 2014 แต่ภายในไม่กี่เดือนต่อมามันก็กลับมาสว่างขึ้นอีกครั้ง และยังมีการเปลี่ยนแปลงความสว่างเพิ่มขึ้นและลดลงที่แตกต่างกันถึง5 ครั้งดังภาพที่ 2


          เมื่อนักดาราศาสตร์พบว่า iPTF14hls เป็นซูเปอร์โนวาที่มีลักษณะพิเศษ พวกจึงเขาตัดสินใจกลับไปค้นหาข้อมูลที่อาจเคยมีการบันทึกไว้และได้พบว่าในปี ค.ศ.1954 มีการระเบิดในตำแหน่งเดียวกันกับ iPTF14hls นั่นหมายความว่ามันเคยเกิดการระเบิดขึ้นแล้วเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ดังภาพที่ 3


ภาพที่ 3ภาพถ่ายโดยPalomar Observatory Sky Survey เผยให้เห็นการระเบิดของซูเปอร์โนวา เมื่อปี ค.ศ. 1954 ในตำแหน่งเดียวกันกับiPTF14hls (ซ้าย) ในขณะที่ภาพถ่ายในปี ค.ศ.1993 ไม่พบการระเบิดใดๆ(ขวา) โดย POSS/DSS/LCO/S. Wilkinson


          จากการวิเคราะห์พบว่าพลังงานที่ปล่อยออกมาจากซูเปอร์โนวานี้สูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ในทางทฤษฎี นอกจากนี้ไฮโดรเจนทั้งหมดควรจะสูญหายไปในระหว่างการระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1954 แต่กลับพบว่ายังคงมีไฮโดรเจนปริมาณมากเกิดขึ้นหลังจากการระเบิดเมื่อปี ค.ศ. 2014 


          แม้ว่านักดาราศาสตร์จะยังไม่สามารถทราบสาเหตุที่ทำให้เกิดซูเปอร์โนวานี้ได้ แต่การศึกษาเกี่ยวกับ Pulsation pair-instability supernova มีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นผลมาจากกระบวนการที่แกนกลางของดาวฤกษ์มวลมากมีอุณหภูมิสูงจนกระทั่งสามารถแปลงพลังงานให้อยู่ในรูปของสสารและปฏิสสารได้ทำให้เกิดความไม่เสถียรอย่างรุนแรงจนนำไปสู่การระเบิดซ้ำได้ จากการคำนวณพบว่าก่อนเกิดการระเบิดครั้งแรกดาวดวงนี้เคยมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ถึง50 เท่าหรือมากกว่า และยังถือเป็นการระเบิดที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมาอีกด้วย


          ในอนาคตนักดาราศาสตร์จะใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ของ LCO ที่มีอยู่ทั่วโลกซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับการสังเกตการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะศึกษาดาวฤกษ์มวลมากว่ามีกระบวนการระเบิดอย่างไรต่อไป


ประเภทข่าว: 
news

20 มีนาคมนี้ “วันวสันตวิษุวัต” กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน

Hits 62 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/pr-news/3532-vernal-equinox-2561
แหล่งที่มา: 
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่ชาติ (สดร.)
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, March 20, 2018
รายละเอียด: 

20 มีนาคมนี้ “วันวสันตวิษุวัต” กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน


          สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผย 20 มีนาคม 2561 ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตร ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ทำให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืน เรียกว่า “วันวสันตวิษุวัต” ถือเป็นวันเปลี่ยนฤดูกาล ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง  



          ดร.ศรัณย์  โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยว่า ในวันที่ 20 มีนาคมนี้ ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรโลก (ละติจูด 0 องศา ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ละติจูด 15 องศา) ทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกและตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดี  จึงมีช่วงเวลากลางวันยาวเท่ากับกลางคืน ภาษาสันสกฤตเรียกว่า “วันวสันตวิษุวัต” (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) “วิษุวัต” (Equinox) หมายถึง จุดที่ดวงอาทิตย์ตรงตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี แปลเป็นภาษาไทยว่า “ราตรีเสมอภาค” นับเป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้  สำหรับประเทศไทยในวันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 06:22 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18:28 น. (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร)


          แต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏในตำแหน่งต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา หลังจากนี้ ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนที่เฉียงไปทางเหนือเรื่อยๆ และหยุดที่จุดเหนือสุดในวันที่ 21 มิ.ย. 61 หรือที่เรียกว่าวันครีษมายัน (ครีด-สะ- มา-ยัน) (Summer Solstice) หลังจากนั้นจะค่อยๆ เคลื่อนที่เฉียงลงมาทางใต้อีกครั้งหนึ่ง และในหนึ่งปีจะมีวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี เพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือ “วันวสันตวิษุวัต” (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) ตรงกับวันที่ 20 หรือ 21 มี.ค. และ “วันศารทวิษุวัต” (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox) ตรงกับวันที่ 22 หรือ 23 ก.ย.


          ดร.ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากแกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศา กับระนาบตั้งฉากวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจึงได้รับแสงอาทิตย์ในปริมาณต่างกัน ทำให้มีอุณภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่า ในฤดูร้อน เวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่า ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว


          การที่แกนโลกเอียงทำมุม 23.5 องศา กับแนวตั้งฉากกับระนาบโคจรของดวงอาทิตย์ ใน 1 ปี ที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ จะเกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ดังนี้


          1. วันวสันตวิษุวัต (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ- วัด) (Vernal Equinox) ตรงกับวันที่ 20 หรือ 21 มี.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือเข้าย่างสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง


          2. วันครีษมายัน (ครีด-สะ- มา-ยัน) (Summer Solstice) ตรงกับวันที่ 21 หรือ 22 มิ.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ช่วงกลางวันจะสั้นที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว 


          3. วันศารทวิษุวัต (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox) ตรงกับวันที่ 22 หรือ 23 ก.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือเข้าย่างสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ


          4. วันเหมายัน (เห-มา-ยัน) (Winter Solstice) ตรงกับวันที่ 21 หรือ 22 ธ.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุดและตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวนานที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า“ตะวันอ้อมข้าว” สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือนับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ ช่วงกลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน


ประเภทข่าว: 
news

ดวงจันทร์เสี้ยวแรก (Hilal) เพื่อกำหนดเดือนรอญับ (Rajap) ฮ.ศ.1439

Hits 104 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/3531-hilal-rajap-1439
แหล่งที่มา: 
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่ชาติ (สดร.)
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Saturday, March 17, 2018
รายละเอียด: 

ดวงจันทร์เสี้ยวแรก (Hilal) เพื่อกำหนดเดือนรอญับ (Rajap) ฮ.ศ.1439

 

          เนื่องจากวันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 ตรงกับวันที่ 1 เดือนญามาดีล อาเคร (Jamadil Akhir เดือนที่ 6 ในปฏิทินอิสลาม) ฮ.ศ.1439 ดังนั้้นวันที่ชาวไทยมุสลิมจะต้องออกมาสังเกตดวงจันทร์เสี้ยวแรก (Hilal) ในครั้งต่อไปคือ ช่วงเวลาเย็นวันที่ 29 เดือนญามาดีล อาเคร ซึ่งในปีนี้จะตรงกับวันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2561 เพื่อที่จะกำหนดวันเวลาเริ่มต้นเดือนรอญับ (Rajap เดือนที่ 7 ในปฏิทินอิสลาม) หากผลการสังเกตดวงจันทร์เสี้ยวแรก (Hilal) ในวันเวลาดังกล่าว มีผู้คนสามารถเห็นดวงจันทร์เสี้ยวแรก (Hilal)  ชาวไทยมุสลิมก็จะกำหนดให้วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2561 เป็นวันเริ่มต้นเดือนรอญับ (Rajap) ฮ.ศ.1439

 

 

 

 

รูปที่ 1 แผนที่การคาดการณ์บริเวณที่จะสามารถสังเกตเห็นจันทร์เสี้ยวแรก (Hilal)

 

วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2561

 

          แต่หากผลการสังเกตดวงจันทร์เสี้ยวแรก (Hilal) ในวันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2561 เวลาหลังดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ไม่มี ผู้คนเห็นดวงจันทร์เสี้ยวแรก (Hilal) ชาวไทยมุสลิมก็จะนับให้วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2561 เป็นวันที่ 30 หรือเป็นวันสุดท้ายของ เดือนญามาดีล อาเคร (Jamadil Akhir เดือนที่ 6 ในปฏิทินอิสลาม) ฮ.ศ.1439 และเมื่อดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าในวันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2561 ก็จะเป็นการสิ้นสุดของเเดือนญามาดีล อาเคร (Jamadil Akhir เดือนที่ 6) และเป็นเวลาเริ่มต้นเดือนใหม่คือ เดือนรอญับ (Rajap) ทันที และจะนับให้วันที่ 1 เดือน   รอญับ (Ra-jap) ฮ.ศ.1439 ตรงกับวันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2561

 

 

          ข้อมูลของดวงจันทร์ในวันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2561 ดวงจันทร์ดับเกิดขึ้นเวลาประมาณ 20:13 น. ดังนั้นในช่วงเวลาทำการสังเกตดวงจันทร์เสี้ยวแรก (Hilal) ในครั้งนี้เป็นการสังเกตการณ์ก่อนการเกิดจันดับ (New Moon) ซึ่งจะทำให้ไม่มีโอกาศที่จะเห็นดวงจันทร์เสี้ยวแรกอย่างแน่นอน ณ ตำแหน่งผู้สังเกตจังหวัดสงขลาดวงอาทิตย์ตกเวลา 18:28 น. ดวงจันทร์ตกเวลา 18:24 น. จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าดวงจันทร์จะตกลับขอบฟ้าก่อนดวงอาทิตย์ตก ประมาณ 4 นาที จึงทำให้การสังเกตดวงจันทร์เสี้ยวแรกในวันดังกล่าวจะไม่มีโอกาสได้เห็นดวงจันทร์เสี้ยวแรกอย่างแน่นอน  

 

 

 

 

รูปที่ 2 ภาพแสดงตำแหน่งของดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก

 

ณ ตำแหน่งอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ใน วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2561 

 

          *หมายเหตุ การกำหนดวันที่ 1 ของเดือนกอมารียะห์ (เดือนของปฏิทินอิสลาม) ให้ยึดผลการสังเกตการณ์ดวงจันทร์เสี้ยวแรก (Hilal) หรือผลประกาศจากสำนักจุฬาราชมนตรีเป็นหลัก

 

ประเภทข่าว: 
news

สดร. ชวนโรงเรียนรับมอบกล้องโทรทรรศน์และสื่อดาราศาสตร์ ปี 61 เสริมแกร่งเครือข่ายดาราศาสตร์ทั่วประเทศ

Hits 108 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/pr-news/3522-narit-sirindhorntelescope-2561
แหล่งที่มา: 
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่ชาติ (สดร.)
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, March 13, 2018
รายละเอียด: 

สดร. ชวนโรงเรียนรับมอบกล้องโทรทรรศน์และสื่อดาราศาสตร์ ปี 61 เสริมแกร่งเครือข่ายดาราศาสตร์ทั่วประเทศ


          สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เชิญชวนโรงเรียนที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการกระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ “77 จังหวัด เปิดฟ้าส่องโลกดาราศาสตร์ เปิดโอกาสเรียนรู้ทั่วหล้า” ประจำปี 2561 รับมอบกล้องโทรทรรศน์พร้อมสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ชุดใหญ่ ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนและจัดกิจกรรมทางดาราศาสตร์ในโรงเรียนและชุมชน เสริมแกร่งเครือข่ายการเรียนรู้ดาราศาสตร์กระจายโอกาสให้ครบ 77 จังหวัด เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 



          ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า สดร. ดำเนินโครงการ ตั้งแต่ปี 2558-2560 ได้คัดเลือกโรงเรียนเข้ารับมอบกล้องโทรทรรศน์และสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ พร้อมจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการใช้กล้องโทรทรรศน์ รวมแล้วกว่า 260 โรงเรียน ใน 72 จังหวัด ที่ผ่านมาโรงเรียนในโครงการ ได้นำกล้องโทรทรรศน์และสื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์ต่าง ๆ ที่ได้รับมอบไปใช้ให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ทั้งการจัดการเรียนการสอนดาราศาสตร์ในโรงเรียน การทำโครงงานวิจัยดาราศาสตร์ การสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ในรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน สนองนโยบายรัฐ “ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้” กล้องโทรทรรศน์ที่มอบให้แก่โรงเรียนจะเป็นอาวุธสำคัญที่จะช่วยจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก ๆ ทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ยังขยายผลการจัดกิจกรรมดาราศาสตร์สู่ชุมชนใกล้เคียง โดยเฉพาะช่วงที่เกิดปรากฏการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์ ทุกโรงเรียนในโครงการ จะร่วมเป็นเครือข่ายจัดกิจกรรมสังเกตการณ์ร่วมกับ สดร. ช่วยส่งเสริม กระตุ้นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ผ่านดาราศาสตร์ สร้างความตระหนักและความตื่นตัวด้านดาราศาสตร์ให้กระจายไปทุกพื้นที่ของประเทศ


          ดร. ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2561 สดร. ยังเดินหน้ารับสมัครโรงเรียนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ โดยเฉพาะโรงเรียนที่ขาดแคลนสื่อและอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์แต่มีความพร้อมและต้องการนำไปใช้สำหรับจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและสังเกตการณ์ท้องฟ้าในโรงเรียนและชุมชนใกล้เคียงได้ด้วยตัวเอง ตั้งเป้าคัดเลือกจำนวนทั้งสิ้น 100 โรงเรียน กระจายโอกาสการเรียนรู้ดาราศาสตร์ให้ครบ 77 จังหวัดภายในปี 2561 


          โรงเรียนที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 มีนาคม 2561 ประกาศผลการคัดเลือกวันที่ 6 เมษายน 2561 ดาวน์โหลดใบสมัครและรายละเอียดได้ที่ www.narit.or.th/sirindhorntelescope สอบถามเพิ่มเติมโทร. 053-121268-9 ต่อ 305 หรือ 088-2524424 (คุณคมสันต์)


ประเภทข่าว: 
news

ยานอวกาศจูโนปฏิวัติความเข้าใจเรื่องดาวพฤหัสฯ

Hits 90 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/3521-juno-on-jupiter
แหล่งที่มา: 
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่ชาติ (สดร.)
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Monday, March 12, 2018
รายละเอียด: 

ยานอวกาศจูโนปฏิวัติความเข้าใจเรื่องดาวพฤหัสฯ


          ยานอวกาศจูโนขององค์การนาซาที่เดินทางไปสำรวจดาวพฤหัสฯ ล่าสุดได้เก็บข้อมูลของดาวพฤหัสฯมากมายมาให้นักดาราศาสตร์ได้วิเคราะห์ จนเกิดงานวิจัย 4 เรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature ซึ่งเป็นวารสารวิชาการอันดับต้นๆของโลก เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 2018


          ภาพรวมของงานวิจัยทั้งหมดคือ ยานอวกาศจูโนค้นพบว่าแก่นของดาวพฤหัสฯนั้นประกอบไปด้วยธาตุหนักที่ไม่ได้มีขอบเขตที่ชัดเจน แต่ค่อยๆกระจายตัวออกมาปะปนกับไฮโดรเจนและฮีเลียมซึ่งเป็นองค์ประกอบภายนอกของดาวพฤหัสฯ การค้นพบพายุไซโคลนที่ขั้วซึ่งมีรูปแบบน่าอัศจรรย์ ความโน้มถ่วงของดาวพฤหัสฯอย่างละเอียด รวมทั้งการไหลของโครงสร้างภายในดาวพฤหัสฯ


          งานวิจัยแรกเป็นเรื่องพายุไซโคลน



พายุที่ขั้วเหนือ


          พายุไซโคลนที่ค้นพบในครั้งนี้ปรากฏที่ขั้วเหนือและใต้ของดาวพฤหัสฯ โดยพายุไซโคลนที่ขั้วเหนือมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4,000 กิโลเมตร ล้อมรอบด้วยพายุเล็กๆอีก 8 ลูก! โดยพายุทั้ง 8 ลูกอาจแบ่งได้สองรูปแบบคือ พวกที่อยู่ห่างจากพายุตรงกลางซึ่งจะมีแขนเกลียว ส่วนอีกพวกที่อยู่ใกล้พายุตรงกลางซึ่งมีความปั่นป่วนกว่า


          ส่วนพายุไซโคลนที่ขั้วใต้ดาวพฤหัสฯนั้นใหญ่กว่าขั้วเหนือเล็กน้อย และถูกล้อมรอบด้วยพายุเล็กๆ 5 ลูก โดยแต่ละลูกใหญ่พอๆกับรัศมีของโลกเรา



ขั้วใต้ของดาวพฤหัสฯ


          พายุทั้งหลายเหล่านี้หมุนรอบตัวเองครบรอบทุกๆ 27-60 ชั่วโมง ที่น่าแปลกคือ ตลอดเวลา 7 เดือน ที่ยานอวกาศจูโนเก็บข้อมูลพายุเหล่านี้แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเลยซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ว่าเหตุใดพวกมันจึงมีเสถียรภาพถึงขนาดนั้นและทำไมพวกมันถึงไม่ไหลมารวมกัน พายุเหล่านี้เกิดขึ้นที่ขั้วนานแล้วหรือเกิดขึ้นที่อื่นแล้วไหลมารวมกัน


          งานวิจัยอีกสามเรื่องกล่าวโดยรวมได้ว่าเป็นการค้นพบว่าความโน้มถ่วงของดาวพฤหัสฯที่ดึงดูดยานอวกาศจูโนไม่ได้มีความสมมาตรกันทั่วทั้งดวง โดยซีกเหนือกับซีกใต้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ความโน้มถ่วงที่แตกต่างนี้เกิดจากกระแสลมความเร็วสูงในชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดผลต่างความดันในชั้นบรรยากาศนำมาซึ่งความหนาแน่นที่แตกต่างกันของบรรยากาศ ความหนาแน่นที่แตกต่างกันนี้เองเป็นเหตุที่ทำให้ความโน้มถ่วงมีความไม่สมมาตร


          ก่อนหน้านี้นักดาราศาสตร์รู้ดีว่า แต่ละส่วนของดาวพฤหัสฯหมุนด้วยอัตราที่ไม่เท่ากัน แต่สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้คือ อัตราการหมุนที่แตกต่างนี้เกิดขึ้นที่ระดับความลึกเท่าใด


          ผลจากข้อมูลของยานจูโนพบว่ากระแสลมพัดจนถึงระดับความลึกราว 3,000 กิโลเมตร ซึ่งลึกกว่าที่นักดาราศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้มาก ที่ระดับความลึกมากกว่านี้ สสารจะเป็นของไหลแต่หมุนด้วยอัตราเดียวกันเหมือนเป็นของแข็ง! นักวิจัยเชื่อว่าที่ระดับความลึกเกินกว่า 3,000 กิโลเมตรนั้นมีความดันสูงจนไฮโดรเจนถูกบีบอัดจนแตกตัวเป็นไอออนทำให้เกิดแรงแม่เหล็กไฟฟ้าที่ดึงไฮโดรเจนรอบๆให้ไปด้วยกันเหมือนของแข็ง


ประเภทข่าว: 
news

สดร. เปิดบ้านใหม่จัด “เปิดฟ้า...ตามหาดาว” ส่งท้ายหนาวนี้ ที่อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร

Hits 265 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/pr-news/3512-narit-stargazingevent-2561-6
แหล่งที่มา: 
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่ชาติ (สดร.)
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, February 23, 2018
รายละเอียด: 

สดร. เปิดบ้านใหม่จัด “เปิดฟ้า...ตามหาดาว” ส่งท้ายหนาวนี้ ที่อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร


          สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวนมา “เปิดฟ้า...ตามหาดาว” ครั้งที่ 6 ประจำปี 2561 ส่งท้ายหนาวนี้ เปิดบ้านให้ประชาชนร่วมสัมผัสประสบการณ์ดาราศาสตร์กับกิจกรรมมากมายเป็นครั้งแรก ณ หอดูดาวแห่งใหม่ใกล้เมือง ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ทั้งดูดาวเคล้าเสียงเพลง ถ่ายภาพวัตถุท้องฟ้า ชมภาพถ่ายดาราศาสตร์อันน่าอัศจรรย์ใจ และเก็บภาพความประทับใจกับ “ดอกกุหลาบแห่งเอกภพ” รับเทศกาลเชียงใหม่เบิกบาน วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 16.00 - 21.00 น. เข้าร่วมฟรี !! ไม่มีค่าใช้จ่าย หวังให้ดาราศาสตร์สร้างแรงบันดาลใจคนไทยเรียนรู้และคิดแบบวิทยาศาสตร์ ใกล้ชิดดาราศาสตร์กันมากขึ้น



          ดร.ศรัณย์  โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า กิจกรรม “เปิดฟ้า...ตามหาดาว” ครั้งสุดท้ายของหนาวนี้ จัดที่หอดูดาว ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร นับเป็นครั้งแรกของการจัดกิจกรรมดูดาวสำหรับประชาชนในบ้านหลังใหม่ ณ สำนักงานใหญ่ของ สดร. ภายในงานพบกับกิจกรรมดาราศาสตร์มากมาย อาทิ แนะนำการดูดาวเบื้องต้น สังเกตวัตถุท้องฟ้าผ่านกล้องโทรทรรศน์หลากหลายชนิด อาทิ ดวงจันทร์ เนบิวลา กาแล็กซี กระจุกดาว เป็นต้น จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายในห้วงอวกาศลึกสุดอัศจรรย์ฝีมือคนไทย และเอาใจผู้ที่รักการถ่ายภาพ สามารถนำกล้องดิจิทัลส่วนตัวมาเชื่อมต่อกับกล้องโทรทรรศน์ภายในงาน เพื่อเก็บภาพวัตถุท้องฟ้าในห้วงอวกาศลึกกลับไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย มี Special Talk คุยเฟื่องเรื่องดวงดาว หัวข้อ “มหัศจรรย์เนบิวลา” โดย พี่ป๋องแป๋ง - อาจวรงค์ จันทมาศ นักสื่อสารดาราศาสตร์/เจ้าหน้าที่สารสรเทศดาราศาสตร์ สดร. และปิดท้ายด้วยการเก็บภาพความประทับใจกับ “ดอกกุหลาบแห่งเอกภพ” ที่จะตราตรึงใจทุกคนไปอีกนาน ท่ามกลางบรรยากาศท้าลมหนาว วิวขุนเขา พร้อมเสียงเพลงอันไพเราะขับกล่อมตลอดงาน


          ดร.ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมในครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลเชียงใหม่เบิกบาน (Chiang Mai Blooms 2018) นำดาราศาสตร์มาผนวกเข้ากับดอกไม้ ชูเนบิวลาดอกกุหลาบเป็นตัวแทนความเบิกบานจากเอกภพ จึงขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมตามวันเวลาดังกล่าว ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย พิเศษ!! ลงทะเบียนออนไลน์ล่วงหน้าทางเฟซบุ๊กที่ www.facebook.com/ NARITpage รับของที่ระลึกสุดเก๋  ‘เข็มกลัดเนบิวลาดอกกุหลาบ’ บริเวณจุดลงทะเบียนหน้างาน นอกจากนี้ ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมยังมีโอกาสลุ้นรับปฏิทินดาราศาสตร์กว่า 200 ชุดและรับของที่ระลึกติดมือกลับบ้านอีกมากมาย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 053-121268-9 ต่อ 210 หรือ 081-8854353


ประเภทข่าว: 
news

2014 MU69 เป้าหมายต่อไปของยาน New Horizons ณ สุดขอบระบบสุริยะ

Hits 149 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/3511-2014-mu69-new-horizons
แหล่งที่มา: 
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่ชาติ (สดร.)
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, February 21, 2018
รายละเอียด: 

2014 MU69 เป้าหมายต่อไปของยาน New Horizons ณ สุดขอบระบบสุริยะ


          ยานอวกาศ New Horizons ของนาซาได้รับความสนใจจากทั่วโลกจากภารกิจบินผ่านดาวพลูโตเมื่อเดือนกรกฏาคม ปี ค.ศ. 2015 ที่ผ่านมา ทำให้มนุษย์เราได้เห็นภาพของดาวพลูโตที่มีรายละเอียดชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา ภารกิจต่อไปของยานลำนี้คือการมุ่งหน้าไปยังวัตถุที่อยู่ไกลออกไปบริเวณขอบของระบบสุริยะที่มีชื่อว่า 2014 MU69 ซึ่งเป็นวัตถุที่เก่าแก่พอที่จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอายุขัยของดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ได้ 



ภาพที่ 1 ภาพจำลองของยาน New Horizons กับวัตถุ 2014 MU69 


           ดาวพลูโตและ 2014 MU69 เป็นวัตถุที่อยู่ในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt Object หรือ KBO) ซึ่งเป็นแถบที่ประกอบไปด้วยวัตถุมากมายอยู่บริเวณส่วนนอกสุดของระบบสุริยะ วัตถุเหล่านี้เป็นวัตถุที่เกิดขึ้นในระบบสุริยะยุคแรกๆ โดยเมื่อเวลาผ่านไปวัตถุเหล่านี้จะถูกแรงโน้มถ่วงของวัตถุที่ใหญ่กว่าอย่างดาวเคราะห์เหวี่ยงออกไปทำให้มีวงโคจรใหม่ 


           การค้นหาเป้าหมายต่อไปของยาน New Horizons เริ่มต้นในปี ค.ศ. 2011 โดยนักดาราศาสตร์ใช้กล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินค้นหา  แต่ก็ยังไม่พบวัตถุใดๆ จนกระทั่งปี ค.ศ. 2014 กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลได้พบวัตถุจำนวน 5 วัตถุที่มีความเป็นไปได้ โดยหนึ่งในนั้นคือ 2014 MU69 ซึ่งในขณะนั้นมีชื่อว่า 1110113Y หลังจากที่มีการตรวจสอบและยืนยันวงโคจรแล้ว ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2015 ทีมภารกิจจึงได้เลือก 2014 MU69 เป็นเป้าหมายต่อไปของยาน New Horizons


           นอกจากนี้ 2014 MU69 ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในด้านการประหยัดเชื้อเพลิงของยานอีกด้วย วัตถุนี้ใช้เชื้อเพลิงในการเดินทางที่น้อยกว่าวัตถุอื่นๆ ซึ่งทำให้สามารถสำรองเชื้อเพลิงไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินได้หากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น อย่างไรก็ตามการที่จะทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงได้นั้นนักดาราศาสตร์จะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายอย่าง เช่น ต้องทราบตำแหน่งที่แน่นอนของยานสำรวจและเป้าหมายตลอดเวลา ตลอดจนคุณสมบัติของวัตถุนั้นๆอย่างขนาดรูปร่างและการสะท้อนของพื้นผิว และต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าวัตถุนี้ไม่ได้อยู่ท่ามกลางเศษฝุ่นในอวกาศที่อาจสร้างความเสียหายให้กับยานสำรวจได้ ทั้งหมดนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์อย่างรูปถ่ายและสเปกตรัมของวัตถุนี้ 


           เมื่อเร็วๆนี้ทีมนักสำรวจ New Horizons เพิ่งได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากดาวฤกษ์พื้นหลังสามดวงซึ่ง 2014 MU69 จะโคจรผ่านไปในประมาณต้นเดือนมิถุนายนจนถึงกลางเดือนกรกฏาคมของปีนี้ ถ้าหากวงโคจรนี้ได้คำนวณไว้อย่างถูกต้องจากการสังเกตการณ์ของฮับเบิลแล้ว ในขณะที่ 2014 MU69 โคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์เหล่านั้นแสงของดาวจะถูกบดบังไปเพียงไม่กี่วินาที ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ทราบถึงขนาดและรูปร่างโดยรวมของเป้าหมายได้ 


           ท้ายที่สุดนี้ในวันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม ปี ค.ศ. 2019 ยานสำรวจจะเดินทางไปใกล้ตำแหน่งของ 2014 MU69 และมันจะกลายเป็นวัตถุที่ไกลที่สุดเท่าที่เคยมียานอวกาศสำรวจไปเยือนมา ภาพรายละเอียดและข้อมูลต่างๆ ที่ได้จะปฏิวัติความเข้าใจของเราเกี่ยวกับ Kuiper Belt และ KBOs ทำให้ทราบถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคแรกเริ่มของระบบสุริยะต่อไป


ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)