Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

วว. เชิญชมนิทรรศการ ร่วมกิจกรรม “TISTR LAND…ดินแดนนวัตกรรมเกษตร สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2562 @ HALL 8 อิมแพค เมืองทองธานี

Hits 5 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/377-tistr-land-2562-hall-8
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, August 14, 2019
รายละเอียด: 

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ขอเชิญชวนเยาวชน ผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมของ วว. ในรูปแบบนิทรรศการและกิจกรรม “TISTR Land…ดินแดนนวัตกรรมเกษตร สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด (Theme) “TISTR Land…ดินแดนแห่งเกษตรสร้างสรรค์” @ Hall 8 ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2562 ซึ่ง กระทรวง อว. โดยการดำเนินงานของ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-25 สิงหาคม 2562 เวลา 09.00-19.00 น. ณ อิมแพค เมืองทอง

โดยน้องๆ เยาวชน ผู้ปกครอง จะได้ร่วมสนุก เพิ่มพูนความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ผลงานวิจัยพัฒนาของ วว. ในงานดังกล่าว ซึ่งจะนำเสนอผ่านสื่อสมัยใหม่ที่ทันสมัยและดึงดูดใจผู้เข้าชม ในรูปแบบนิทรรศการและกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ที่เกี่ยวเนื่องกับความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรและสิ่งแวดล้อมของ วว. ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อาทิ

ต้นกำเนิดเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต นำเสนอการเก็บรักษาพันธุกรรมพืช เพื่อลดความเสี่ยงการสูญพันธุ์และสร้างความตระหนักการมีส่วนร่วมอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

ผลงานวิจัยการเกษตรและสิ่งแวดล้อม นำเสนอความสำเร็จจากการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) สู่การบูรณาการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี/นวัตกรรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้บริการภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างครบวงจรในยุค Thailand 4.0

วว. กับการแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างความสำเร็จและองค์ความรู้ที่เป็นรูปธรรมเพื่อปลูกฝังเยาวชนให้ตระหนักและร่วมเป็นพลังสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของประเทศและโลกของเรา

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรเพื่อชุมชน นำเสนอผลงานภายใต้โครงการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์เพื่อเศรษฐกิจและสังคมฐานราก โดยมุ่งเน้นผลงานเด่นของ 10 จังหวัดยากจนในประเทศไทย เพื่อสร้างการเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดไอเดียด้วย วทน. สร้างงาน สร้างอาชีพ

กิจกรรม DIY สร้างสรรค์ด้วยมือคุณ เพื่อร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ต่อยอดจินตนาการ พร้อมทั้งนำผลงานที่สร้างสรรค์นั้นกลับไปเป็นของฝากได้

“…วว. หวังเป็นอย่างยิ่งว่านิทรรศการและกิจกรรมที่นำมาจัดแสดงครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจ การตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่น้องๆเยาวชน ผู้ปกครอง จากรุ่นสู่รุ่น จากหลายๆความร่วมมือ ที่ร่วมแรงร่วมใจ เพื่อความยั่งยืนของโลกเรา…” ผู้ว่าการ วว. กล่าวสรุป

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

วว. เปิดโครงการ “มัคคุเทศก์จิตอาสา” @สถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา

Hits 3 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/346-2019-08-06-08-40-14
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, August 7, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดโครงการ “มัคคุเทศก์จิตอาสา” รุ่นที่ 1 คัดเลือก 30 เยาวชนจากโรงเรียนไตรรัตน์วิทยาคาร...สถานศึกษาใกล้สถานีวิจัยลำตะคอง วว. จังหวัดนครราชสีมา เป็น “มัคคุเทศก์” นำชมอาคารเฉลิมพระเกียรติ เรือนกระจกหลังที่ 1 และเรือนกระจกหลังที่ 2 เปิดหลักสูตรเสริมทักษะด้านการสื่อสาร บทบาทภารกิจสถานีฯ องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ พฤกษศาสตร์ หวังสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ช่วยบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ชี้แจงว่า โครงการ “มัคคุเทศก์จิตอาสา” เป็นโครงการหนึ่งภายใต้โครงการความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ของ วว. มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความรู้ สร้างความเข้าใจให้แก่เยาวชนโดยรอบสถานีวิจัยลำตะคอง สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมอาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรือนกระจกหลังที่ 1 และเรือนกระจกหลังที่ 2 รวมถึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนรอบข้างสถานีวิจัยลำตะคอง ในการประชาสัมพันธ์สถานีวิจัยลำตะคอง ตลอดจนช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของ วว. ในการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

“.... วว. ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากโรงเรียนไตรรัตน์วิทยาคาร คัดเลือกเยาวชนจำนวน 30 คน เพื่อร่วมกับกิจกรรมภายใต้โครงการ “มัคคุเทศก์จิตอาสา” โดย วว. มุ่งเน้นพัฒนากระบวนการเรียน เสริมความรู้ให้กับเยาวชน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ความรู้เกี่ยวกับการเป็นจิตอาสา การพัฒนาตนเองด้าน บุคลิกภาพและเทคนิคการพูด รวมถึงฝึกการนำชมอาคารเฉลิมพระเกียรติ เรือนกระจกหลังที่ 1 และเรือนกระจกหลังที่ 2 ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านด้านพฤกษศาสตร์ เกษตรศาสตร์ กีฏวิทยา การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช และความสัมพันธ์ของแมลงกับการเกษตรและสิ่งแวดล้อม วว.หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเยาวชนจะได้รับความรู้และเปิดโลกทัศน์ในมุมมองต่างๆ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยสร้างทรัพยากรบุคคลให้เติบโต เป็นพลเมืองที่ดี ช่วยบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมและส่วนรวมต่อไป....” ผู้ว่าการ วว. กล่าวเพิ่มเติม

อนึ่งสถานีวิจัยลำตะคอง เป็นหน่วยงานในสังกัดศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ตั้งอยู่ ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพฤกษศาสตร์ เกษตรศาสตร์ กีฏวิทยา การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช และความสัมพันธ์ของแมลงกับการเกษตรและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งจะเป็นแหล่งรวบรวมและจัดแสดงความหลากหลายทางชีวภาพด้านพืชที่ถูกต้องตามหลักวิชาการสากล สถานีฯ นับเป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ เกี่ยวกับการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช การวิจัยต่อยอดบนองค์ความรู้ของเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bio-economy) เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

วว.โชว์ผลงานวิจัยพัฒนาเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ภายใต้การดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน

Hits 8 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/285-2019-07-11-08-20-48
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, July 12, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ ภายใต้การดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน เล็งเห็นความสำคัญและความต้องการที่จะต้องทำการวิจัยและพัฒนาเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูง มุ่งเน้นให้สามารถช่วยรักษาคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิต โดยให้ความสำคัญในการนำเครื่องจักรมาพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบันเครื่องแยกเม็ดทะลายปาล์มอัตโนมัติที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มทั่วไป ส่วนใหญ่สั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีการสึกหรอเร็วและยังต้องสั่งเพิ่มเข้ามาจากต่างประเทศอยู่เสมอ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว วว. จึงมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อช่วยชาวเกษตรกรที่แปรรูปปาล์มน้ำมัน เพื่อลดปัญหาปริมาณทะลายปาล์มที่เกิดการสูญเสีย ไม่ได้คุณภาพ และผลผลิตล้นตลาด ทำให้ราคาทะลายปาล์มตกต่ำ และเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ โดยมีการวิจัยพัฒนาสร้างเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายขึ้นอย่างเป็นระบบที่มีระดับคุณภาพตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางการตลาดเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ

โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยและพัฒนา ดังนี้

1. เพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจการค้าปาล์มน้ำมัน โดยการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) และชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

2. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจปาล์มน้ำมันมีการจำหน่ายผลผลิตปาล์มน้ำมันให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น

3. เพื่อพัฒนาศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการปาล์มน้ำมัน สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง ยั่งยืน และแข่งขันทางการค้าได้ รวมทั้งยกระดับไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur)

การออกแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ในปี 2559 ได้มีการออกแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

1. ชุดป้อนปาล์มทะลายเข้าระบบ

2. ชุดอุปกรณ์แยกผลปาล์มออกจากทะลาย

3. ชุดแยกและลำเลียงผลกับทะลายปาล์มออกจากระบบ

สร้างเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทลาย

ในช่วงปี 2560 - 2561 ได้ดำเนินการสร้างและติดตั้งเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ณ สถานติดตั้ง สหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่ายจากัด 37/2 หมู่ที่ 2 ตำบล โมถ่าย อำเภอ ไชยา จังหวัด สุราษฎร์ธานี

การทดสอบประสิทธิภาพระบบการผลิตเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทลาย

วว. ได้มีการทดสอบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ร่วมกับ บริษัท เอสเทอร์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2561 ณ สถานติดตั้ง สหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่ายจำกัด ผลการทดสอบ มีดังนี้

1. ชุดป้อนทะลายปาล์มเข้าระบบ จำนวน 1 ชุด เป็นระบบโซ่ลำเลียงที่สามารถนำทะลายปาล์มจากกองบนพื้นนำขึ้นไปลำเลียงเข้าระบบแยกผลกับทะลายได้อย่างต่อเนื่องและราบเรียบไม่มีการสะดุด และติดขัดจากการลำเลียงทะลายปาล์ม สามารถป้อนทะลายปาล์มที่กำลังผลิตไม่น้อยกว่า 10 ตันต่อชั่วโมง มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและมีระบบควบคุม

2. อุปกรณ์แยกผลปาล์มออกจากทะลาย จำนวน 1 ชุด เป็นระบบที่สามารถทำให้ผลหลุดออกจากทะลายปาล์มได้อย่างต่อเนื่องและราบเรียบไม่มีการติดขัด สามารถสับ ฉีก แยกทะลายปาล์มที่กำลังผลิตไม่น้อยกว่า 10 ตันต่อชั่วโมง ตามการป้อนของชุดป้อนทะลายปาล์มเข้าระบบ มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและมีระบบควบคุม

3. ชุดแยกและลำเลียงผลกับทะลายปาล์มออกจากระบบ จำนวน 1 ชุด แบ่งออกเป็น 3 อุปกรณ์ ดังนี้

1. อุปกรณ์หมุนปั่นแยกทะลายกับผลปาล์ม จำนวน 1 ชุด

2. อุปกรณ์ลำเลียงผลปาล์มด้วยสกรูลำเลียง จำนวน 2 ชุด

3 .อุปกรณ์ลำเลียงทะลายปาล์มด้วยสายพานลำเลียง จำนวน 1 ชุด

ผลการดำเนินงานในภาพรวม พบว่าเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายแบบอัตโนมัติ ทำการออกแบบ ให้สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดปัญหาปริมาณทะลายปาล์มที่เกิดการสูญเสียไม่ได้คุณภาพ และผลผลิตล้นตลาด ผ่านการเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ โดยมุ่งเน้นให้สามารถช่วยรักษาคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิตให้มากขึ้น ด้วยการใช้วิธีทางกล ด้วยระบบสับ ฉีก และแยกทะลายปาล์มออกจากผลปาล์มแบบใช้แรงเหวี่ยงหมุนปั่นแยก ผ่านตะแกรงร่อน และมีระบบขนถ่ายระหว่างทะลายปาล์มและผลปาล์มแยกได้อย่างชัดเจน ด้วยกำลังผลิต 10 ตันต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมสู่เชิงพาณิชย์ได้ สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางการตลาดเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ผลจากการที่กลุ่มสหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่าย ได้นำเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายไปใช้ ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนชาวสวนปาล์ม โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง ร้อยละ 9.82 ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิตรวมทั้งเครื่องมือเครื่องจักรในกระบวนการผลิตให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีกระบวนการผลิตต่อไปในอนาคต

นอกจากนั้นโครงการยังได้มีการยื่นจดสิทธิบัตรต้นแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายแบบอัตโนมัติ จำนวน 1 เรื่อง

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ วว. โทร. 0 2577 9000 โทรสาร 0 2577 9362 E-mail : tistr.or.th

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

วว. เพิ่มศักยภาพเกษตรกร จ.ประจวบฯ ด้วย วทน. จัดฝึกอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออก

Hits 10 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/250-2019-07-01-07-20-27
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, July 2, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดฝึกอบรมหลักสูตร “การถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออก” เพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จำนวน 100 คน ภายใต้ความร่วมมือกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในโครงการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาจังหวัด มุ่งให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ ในวันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน 2562 ณ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด วว. ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า การฝึกอบรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออกให้แก่พี่น้องเกษตรกร เป็นการเพิ่มศักยภาพและพัฒนาการแข่งขัน ซึ่งการดำเนินงานโดย วว. ร่วมกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้บันทึกข้อตกลงการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาจังหวัด มุ่งให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นแหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญของประเทศ มีมูลค่าผลผลิตปีละหลายหมื่นล้านบาท ผลผลิตเฉลี่ยในแต่ละปีประมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งมากเป็นครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งประเทศ โดยผลผลิต 80% ส่งเข้าโรงงานแปรรูป อีก 20% บริโภคภายในประเทศ แต่การส่งออกสับปะรดไปต่างประเทศยังมีปริมาณน้อยมาก เนื่องจากมีปัญหาหลายประการ ได้แก่ คุณภาพไม่สม่ำเสมอ ปัญหาการปนเปื้อน สิ่งสกปรก โรคแมลง ปัญหาอายุการเก็บรักษาเทคโนโลยีหลังเก็บเกี่ยว และที่สำคัญผลสับปะรดมีลักษณะอาการไส้ดำ

“...วว. เป็นหน่วยงานที่มีผลงานวิจัยและองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้ดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน (สับปะรด จ.ประจวบคีรีขันธ์) มีระยะเวลาการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2559-2561 โดยบูรณาการองค์ความรู้งานวิจัยภายใน วว. เพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ไปใช้แก้ปัญหาให้เกิดประโยชน์กับการผลิตสับปะรดในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างครบวงจร หนึ่งในนั้นคือการจัดสร้างโรงคัดบรรจุสับปะรดมาตรฐาน ที่มีความสามารถในการผลิตสับปะรดผลสดส่งจำหน่ายต่างประเทศ ขนาดกำลังการผลิต 3 ตันต่อชั่วโมง เป็นโรงคัดบรรจุผลสดทันสมัยแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีเครื่องจักรและกระบวนการผลิตมาตรฐานครบวงจร ที่สามารถใช้งานได้จริงในพื้นที่และเป็นศูนย์เรียนรู้ศึกษาดูงานของผู้ผลิตผู้ประกอบการสับปะรดจากพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศ นอกจากนั้นโรงคัดบรรจุแห่งนี้สามารถประยุกต์ต่อยอดการใช้ประโยชน์กับการผลิตผลไม้อื่นๆในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และใกล้เคียงได้อีกด้วย...” รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าว

ทั้งนี้การนำ วทน. เข้าไปแก้ปัญหาให้เกิดประโยชน์กับการผลิตสับปะรดฯ อย่างครบวงจร นอกจากการจัดสร้างโรงคัดบรรจุสับปะรดมาตรฐานแล้ว วว. ยังมีการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดและผลไม้อื่นๆในพื้นที่ได้อย่างครบถ้วน วิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปสับปะรด โดยมีห้องแปรรูปที่เป็นไปตามมาตรฐาน GMP เครื่องจักรแปรรูป ประกอบด้วย เครื่องคั้นน้ำ เครื่องฆ่าเชื้อ เครื่องบดย่อย เครื่องกวน และเครื่องอบแห้ง เป็นต้น

นายสายันต์ ตันพานิช กล่าวถึงภารกิจของศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสับปะรดว่า จะเป็นทั้งที่ปรึกษาให้แก่เกษตรกรในระดับต้นน้ำ การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการขั้นปลายน้ำเกี่ยวกับมาตรฐานของผลผลิตที่จะรับซื้อจากเกษตรกร การเป็นเสมือนตัวกลางในการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อยกระดับการวิจัยพัฒนาและโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรและเทคโนโลยีการเกษตรในพื้นที่เพาะปลูกสับปะรด โดยผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว คือ การทำให้เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดมีความสามารถในการพัฒนาคุณภาพผลผลิต มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลางและมีรายได้เพิ่มขึ้น

8

4 5 3

นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญวิจัย วว. และหัวหน้าโครงการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินงานศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรดว่า ปัจจุบัน วว. อยู่ในระหว่างดำเนินการปรับปรุงศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด ให้เป็นไปตามมาตรฐาน GMP เพื่อการส่งออกสับปะรดผลสด ทั้งนี้กำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ วว. ได้เตรียมความพร้อมด้านเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับการให้บริการภายในศูนย์ฯ อย่างครบวงจร ตั้งแต่เครื่องคัดขนาด เครื่องตัดแต่ง เครื่องคัดผลดีผลเสีย อุโมงค์ลมทำความสะอาด เครื่องเคลือบแว็กซ์ สายพานลำเลียง การบรรจุภัณฑ์ เครื่องรัดกล่อง เครื่องลดอุณหภูมิแบบ Froced Air Cooling และห้องเย็น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาอาการไส้ดำในสับปะรด ช่วยยืดอายุการเก็บรักษา ลดการสูญเสียน้ำหนัก คงคุณภาพผลผลิต มีภาพลักษณ์ที่สวยงามและช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่ดีขึ้น

นอกจากความพร้อมด้านเครื่องมืออุปกรณ์ดังกล่าว ภายในศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังมีพื้นที่ใช้สอยอื่นๆ สำหรับอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้า โดยปัจจุบันได้จัดเตรียมสถานที่ไว้รองรับผลผลิตจากเกษตรกรที่ขนส่งมายังโรงงานไว้ด้านหน้า ซึ่งในอนาคตจะมีการปรับปรุงเป็นห้องเย็นสำหรับเก็บรักษาผลผลิตก่อนนำมาคัดบรรจุ และเมื่อผลผลิตผ่านกระบวนการต่างๆ รวมทั้งเข้าสู่ห้องเย็นที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Froced Air Cooling แล้ว ก็จะลำเลียงไปยังพื้นที่ด้านข้างโรงงานเพื่อขึ้นตู้คอนเทนเนอร์ ในขณะเดียวกันศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังให้บริการด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้หลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ซึ่งประกอบด้วยองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ดังนี้ เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์เพื่อรักษาคุณภาพของสับประรดผลสดเพื่อการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เทคโนโลยีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากสับปะรด

อนึ่ง การฝึกอบรมหลักสูตร “การถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออก” มีเกษตรกรเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพจำนวน 100 คน ประกอบด้วยกิจกรรมบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีจากนักวิจัย วว. ได้แก่ ความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด การใช้เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออก เทคโนโลยีการผลิตสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออกในโรงงานต้นแบบ วว. และการเยี่ยมชมโรงงานต้นแบบการผลิตและบรรจุสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออก ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด วว.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ที่ (นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์) โทร. 0 2577 9000 โทรสาร 0 2577 9009 E-mail : samphan@tistr.or.th / tistr@tistr.or.th

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

ห้องปฏิบัติการทดสอบบรรจุภัณฑ์ วว. ได้รับการรับรองความสามารถการทดสอบบรรจุภัณฑ์การขนส่งจาก ISTA ประเทศสหรัฐอเมริกา

Hits 15 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/241-ista
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, June 28, 2019
รายละเอียด: 

สถานีวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยห้องปฏิบัติการทดสอบบรรจุภัณฑ์ ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) ได้รับการรับรองความสามารถการทดสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งจาก ISTA ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุบรรจุภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบจากห้องปฏิบัติการทดสอบบรรจุภัณฑ์ สามารถแสดงเครื่องหมาย Transit Tested Certification Mark บนกล่องกระดาษลูกฟูกที่ผ่านการทดสอบก่อนการส่งออก ย้ำ วว. มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพการให้บริการ สนองตอบความต้องการของภาคเอกชน ช่วยยกระดับขีดความสามารถการส่งออกของประเทศไทย

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ชี้แจงว่า การขนส่งสินค้าไปยังผู้บริโภค จำเป็นต้องบรรจุสินค้าในกล่องกระดาษลูกฟูกเพื่อการขนส่ง เพื่อช่วยลดความเสียหายของสินค้า กล่องกระดาษลูกฟูกต้องมีความแข็งแรง สามารถลดความเสียหายของสินค้า และมีขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่ระวางสินค้าหรือตู้ขนส่ง ดังนั้นการทดสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งจึงจำเป็น เพื่อให้สามารถเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม โดยมีมาตรฐานที่ใช้ในการทดสอบแตกต่างกันไป เช่น ASTM D 4169, ISTA เป็นต้น

สำหรับ International Safe Transit Association (ISTA) เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดวิธีการทดสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งและบรรจุภัณฑ์ E-Commerce เช่น วิธีการทดสอบ ISTA Proce-dure 1A และ ISTA Procedure 2A เป็นต้น ซึ่งบรรจุภัณฑ์จะผ่านการทดสอบความต้านการเรียงซ้อน ความต้านการสั่นสะเทือน และการตกกระแทกตามลำดับเพื่อจำลองสภาวะในการขนส่ง ขนถ่าย และเก็บรักษา

“... ขณะนี้ห้องปฏิบัติการทดสอบบรรจุภัณฑ์ ศบท. ได้รับการรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบจาก ISTA เนื่องจากมีความพร้อมทั้งเครื่องมือทดสอบ สถานที่ให้บริการ และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ จึงสามารถให้บริการทดสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งที่สอดคล้องตามมาตรฐานของ ISTA ได้ ทำให้บรรจุภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบโดยห้องปฏิบัติการทดสอบบรรจุภัณฑ์ ศบท. สามารถแสดงเครื่องหมาย Transit Tested Certification Mark บนกล่องกระดาษลูกฟูกที่ผ่านการทดสอบก่อนการส่งออกได้ คาดว่าจะช่วยสนองตอบความต้องการของภาคเอกชน และยกระดับขีดความสามารถการส่งออกของประเทศไทยอีกด้วย..” ผู้ว่าการ วว.กล่าวเพิ่มเติม

ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ ผอ.ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย วว. กล่าวเพิ่มเติมว่า ศบท. มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพในการให้บริการ และตอบสนองความต้องการของภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก นอกจากให้บริการทดสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งดังกล่าวแล้ว ศบท.ยังให้บริการทดสอบวัสดุบรรจุภัณฑ์ ด้วยเครื่องมืออันทันสมัยและวิธีการที่ได้มาตรฐาน เช่น กระดาษ พลาสติก เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นห้องปฏิบัติการเดียวในประเทศที่ให้บริการทดสอบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งสำหรับสินค้าอันตรายอีกด้วย

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

วว. ร่วมปลุกจิตสำนึกช่วยโลก จัดเสวนา ENVIRONMENT CRISIS : สิ่งแวดล้อมวิกฤต ทุกชีวิตต้องช่วยกัน เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

Hits 32 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/177-environment-crisis-5-6-2562
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, June 6, 2019
รายละเอียด: 

5 มิถุนายน 2562 ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. / กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดเสวนาเรื่อง Environment Crisis : สิ่งแวดล้อมวิกฤต ทุกชีวิตต้องช่วยกัน เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี 2562 โดยมีนายปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมรับฟังการเสวนาในครั้งนี้ และได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ผศ.ดร.ธนวันต์ สินธุนาวา นายกสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ ประเทศไทย ตั้งรับ-รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก, ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. ในหัวข้อ วว. กับการแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม....อย่างยั่งยืน, ดร.อัญชนา พัฒนสุพงษ์ ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ (ศพว.) วว. ในหัวข้อ Green Service….งานบริการเพื่อธุรกิจสีเขียว มาร่วมเผยแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โชว์งานวิจัย/บริการช่วยแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เดินหน้าผลักดันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นกลไกหลักให้เกิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ หรือ BCG กระตุ้นสังคมร่วมกัน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สร้างจิตสำนึกคนไทยช่วยกันลดโลกร้อน

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ชี้แจงว่า จากปัญหาสภาวะแวดล้อมของโลกกำลังส่งผลคุกคามต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในทุกพื้นที่ทั่วโลกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เข้าสู่ภาวะวิกฤติ (Climate Crisis) นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง และสื่อที่สำคัญได้ออกมาเรียกร้องให้เปลี่ยนการใช้คำจาก “Global Warming” เป็น “Global Heating” ในประเทศไทยได้รับผลกระทบเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการเผชิญกับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญต่างๆ เช่น มลพิษทางอากาศจาก PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ เป็นเหตุจากมลพิษจากการคมนาคมขนส่ง การเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และการเปลี่ยนแปลงสภาพความกดอากาศ รวมถึงมลพิษพลาสติกที่คร่าชีวิตทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ เช่น กวาง นก เต่า วาฬและโลมา ที่กินพลาสติกด้วยความเข้าใจผิด สิ่งที่ต้องตระหนัก คือ ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับ 5 ของประเทศที่มีส่วนร่วมก่อให้เกิดขยะพลาสติกในมหาสมุทรมากที่สุดของโลก

"... ที่ผ่านมา วว. ได้ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมวิกฤต เพื่อพัฒนาสังคม และเศรษฐกิจภายใต้กรอบของเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy-BCG) ตามเป้าหมาย SDGs โดยเฉพาะ SDG 1 (ขจัดความยากจน) ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกการดำเนินงาน ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน องค์ความรู้ และเทคโนโลยีของ วว. ที่ผ่านมา วว. ดำเนินงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี เพื่อรองรับการวิกฤติสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ รวมถึงให้ความสำคัญกับงานบริการสีเขียวเพื่อภาคอุตสาหกรรม นับจากนี้ไปเราทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลด ละ เลิก สิ่งที่จะมีผลต่อการทำลายสิ่งแวดล้อม ช่วยกันลดโลกร้อน โดยเริ่มต้นจากตัวท่าน คนในครอบครัว ชุมชน สังคม ไปจนถึงระดับประเทศ เพื่อให้สร้างสังคมที่น่าอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกหลานไทยในอนาคต” ผู้ว่าการ วว. กล่าวเพิ่มเติม

ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. กล่าวถึงผลงานวิจัย วว. ที่ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกมิติอย่างรูปธรรม ดังนี้

สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช พื้นที่สงวนชีวมณฑล UNESCO จังหวัดนครราชสีมา วิจัยเพื่อการอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน รวมทั้งการติดตามกระบวนการถ่ายเทดูดซับคาร์บอนในพื้นที่ติดต่อกันกว่า 20 ปี วว. ยังได้ทำการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ และการศึกษา วอเตอร์ฟุตปริ้นต์และคาร์บอนฟุตปริ้นต์ (Water and carbon footprints) ของเห็ดพื้นบ้านและผักพื้นบ้าน ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกเห็ดป่าในป่าชุมชนต้นแบบให้เป็นแหล่งผลิตผลิตผลอินทรีย์แบบธรรมชาติ เพื่อสร้างฐานอาหารและเศรษฐกิจในชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดแพร่และน่าน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาผ่านการจัดค่ายอบรมเยาวชน แต่ละปีมีเยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศเข้ารับการอบรมกว่า 15,000 คน

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย (ALEC) ดำเนินงานอย่างครบวงจรตั้งแต่การเก็บรักษาสายพันธุ์สาหร่ายทั้งน้ำจืดและน้ำทะเล เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน กว่า 1,200 สายพันธุ์ การวิจัย พัฒนา การเพาะเลี้ยงสาหร่ายเพื่อเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นพลังงานชีวมวลและสารมูลค่าสูงต่างๆ รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีปุ๋ยชีวภาพ และวัสดุปรับปรุงดินจากสาหร่าย ช่วยในการปกป้อง ฟื้นฟู และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดินซึ่งเป็นระบบนิเวศทางบกได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยชีวภาพและวัสดุปรับปรุงดินจากสาหร่าย เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูดินแก่ภาคเอกชนที่มีการจำหน่ายในท้องตลาดมาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม (ศนพ.) มีโรงงานต้นแบบผลิตพลังงานหมุนเวียนจากขยะและน้ำเสีย ทั้งก๊าซชีวภาพ ความร้อน และไฟฟ้า ตั้งอยู่ ณ สถานีวิจัยลำตะคอง จ.นครราชสีมา ในส่วนของขยะชุมชนขนาดเล็กที่มีการกระจายกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ โดยดำเนินงานในพื้นที่ ร่วมกับ อบต. ตาลเดี่ยว จ. สระบุรี จัดตั้งโรงงานกำจัดขยะชุมชน ช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทน (ก๊าซชีวภาพ) ที่เป็นสาเหตุของไฟไหม้กองขยะและภาวะโลกร้อน (ก๊าซมีเทนมีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่า) รวมทั้งลดปริมาณขยะพลาสติกและอื่นๆ ที่ไหลลงสู่ทะเล ทั้งยังลดการปนเปื้อนของแหล่งน้ำใต้ดินจากน้ำชะขยะ

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ (ศนว.) ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตบล็อกประสาน ที่ไม่ต้องใช้พลังงานในการเผา สามารถลดค่าใช้จ่ายในการสร้างอาคารที่อยู่อาศัยได้ถึง 1 ใน 3 ทั้งยังมีความทนทานต่อภัยพิบัติธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว พายุ และสึนามิ มีผู้เข้ารับการอบรมทั้งที่สนใจเป็นผู้ประกอบและช่างก่อสร้าง กว่า 10,000 ราย ปัจจุบันมีผู้ประกอบการผลิตบล็อกประสานกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศประมาณ 700 ราย และมีการนำบล็อกประสานไปใช้ในการก่อสร้างอาคาร บ้านเรือนต่างๆ อย่างกว้างขวางในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

งานบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเขียว (Green Service) เพื่อการบริการแก่ภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร โดย ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์คุณสมบัติของวัสดุ (ศพว.) ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) และสำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) ที่มีความพร้อมของระบบโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการบริการวิเคราะห์ ทดสอบ และ ด้วยงานบริการวิเคราะห์ทดสอบที่รองรับมาตรฐานต่างๆ ของประเทศและระดับสากล รวมถึงมาตรฐานในการส่งออก เช่น วิเคราะห์ทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพเพื่อยืนยันถึงสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำผลการทดสอบไปยื่นขอสัญลักษณ์การรับรองจากสถาบัน DIN CERTCO ประเทศเยอรมนี และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ วว. ยังสามารถให้การรับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco Lodge) ในขอบข่ายผลิตภัณฑ์ พลาสติกสลายตัวทางชีวภาพ ตามมาตรฐาน ISO 17088 นอกจากนี้ วว. ได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์สีเขียว หรือ Green Packaging ภายใต้แนวคิดการออกแบบ Green by Design แบบองค์รวม ซึ่งได้รับรางวัลทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

โครงการ “การสร้างความเข้มแข็งให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลดและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อต่อยอดสู่กลุ่มประเทศอาเซียน” เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเสริมศักยภาพให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในด้านความสำคัญและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยซึ่งเป็นภาคที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

“... วว. มุ่งมั่นในการดำเนินงานเพื่อลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องที่เร่งด่วนและกระทบกับทุกชีวิตทั่วโลก คือ SDG 13 (ปฏิบัติการและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) แต่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใหญ่และเร่งด่วนระดับโลกที่ทุกชีวิตต้องช่วยกันลงมือแก้ไขก่อนที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งจะสายเกินแก้ ปัญหาขยะนับเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ต้องได้รับการแก้ไขให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยด่วนที่สุด เนื่องจากเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้ง ดิน น้ำ อากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตทั้งทางบกและทางทะเล รวมทั้งการทำให้โลกร้อน เริ่มต้นวินัยในการจัดการขยะทุกระดับตั้งแต่ บุคคล ครัวเรือน ชุมชน สังคม ประเทศ ในวันนี้ ก่อนที่ลูกหลานไทยจะออกมาประท้วง เพื่อทวงสิทธิ์ในการรับมอบทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ สิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า และอากาศบริสุทธิ์ เพื่อการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพจากคนรุ่นก่อนอย่างเรา” ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย

ประเภทข่าว: 
news

วว. จับมือ ซีพี ออลล์ วิจัยสารสกัดจากกะเพรา ศึกษาฤทธิ์ลดไขมัน ปกป้องเซลล์ตับ ฆ่าเซลล์มะเร็ง

Hits 36 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/126-2019-05-17-08-31-20
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, May 21, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ ซีพี ออลล์ ลงนามความร่วมมือ การวิจัยและพัฒนาการเตรียมสารสกัดจากส่วนคัดทิ้งของกะเพรา (ดอก กิ่ง ก้าน และลำต้น) จากโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทานและการศึกษาฤทธิ์ลดไขมัน ปกป้องเซลล์ตับ ฆ่าเซลล์มะเร็ง สานต่อปณิธานอันมุ่งมั่นของซีพี ออลล์ “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” ที่จะร่วมพัฒนาสิ่งแวดล้อม ชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงนโยบายขององค์กรและวัตถุประสงค์ความร่วมมือว่า วว. มุ่งดำเนินงานด้านวิจัย พัฒนา วิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม รวมถึงความร่วมมือทางวิชาการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมนวัตกรรม และขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อนำไปใช้ในการสนับสนุน ส่งเสริม และร่วมดำเนินการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเชิงบูรณาการ ตลอดจนมีการพัฒนาเครือข่ายในการพัฒนางานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) อย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาของภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ วทน.เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ ซึ่งมีความสอดคล้องกับพันธกิจของ บมจ. ซีพี ออลล์ ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วยสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ และเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ

“วัตถุประสงค์ความร่วมมือของโครงการวิจัยและพัฒนาการเตรียมสารสกัดฯ ในครั้งนี้ มุ่งวิจัยและพัฒนาการเตรียมสารสกัดจากส่วนคัดทิ้งของกะเพรา ได้แก่ ดอก กิ่ง ก้าน และลำต้น จากโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทานซีพีแรม ซึ่งศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. จะทำการศึกษาฤทธิ์ลดไขมัน ปกป้องเซลล์ตับ ฆ่าเซลล์มะเร็ง ผ่านการดำเนินการร่วมกับ บมจ. ซีพี ออลล์ โดย วว. จะนำศักยภาพความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและให้บริการวิเคราะห์ทดสอบด้านผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสมุนไพรที่ได้มาตรฐานยอมรับในระดับสากลและสนองตอบ ต่อความต้องการของลูกค้ามากว่า 56 ปี เข้ามาร่วมต่อยอดองค์ความรู้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ภายใต้โครงการให้ประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

“กะเพรา” ถือได้ว่าเป็นพืช และสมุนไพรไทยที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ คนไทยนิยมนำมาประกอบอาหารเป็นเมนูจานเด็ดอย่างเช่น ผัดกะเพรา เป็นเมนูยอดนิยมของคนไทยมายาวนาน

ข้าวกะเพราถือเป็นอีก 1 เมนูยอดฮิตของร้านเซเว่นฯ ที่ผู้บริโภคนิยมมากเป็นอันดับต้นๆ ผลิตโดย “ซีพีแรม” ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทานในกลุ่มธุรกิจซีพี ออลล์ ซึ่งในกระบวนการผลิต ยังมีส่วนของการคัดแยกใบกะเพรา และมีส่วนคัดทิ้งคือดอก กิ่ง ก้าน และลำต้น ซีพี ออลล์จึงเกิดแนวคิดที่จะนำส่วนที่คัดทิ้งดังกล่าวมาทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม

ทางด้านนายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย กล่าวว่า ทุกวันนี้กะเพราเป็นวัตถุดิบหลักของอาหารกล่องพร้อมรับประทาน ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญในแง่ความมั่นคงของอาหาร อีกทั้งซีพีแรม บริษัทในกลุ่มบริษัทซีพี ออลล์ ยังได้ศึกษา วิจัย ค้นคว้าสายพันธุ์กะเพราที่มีความหอม รสชาติเผ็ด จนพบสายพันธุ์กะเพราพื้นบ้านที่ดีที่สุด และได้ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงงานผลิตอาหารพร้อมรับประทานของซีพีแรม ร่วมกันปลูก เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวภายใต้โครงการ “เกษตรกรคู่ชีวิต” ทำให้มีใบกะเพราที่ดี มีคุณภาพ ไปปรุงอาหารให้ผู้บริโภคได้รับประทานและส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่ในกระบวนการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน กะเพรายังมีส่วนคัดทิ้ง ได้แก่ ดอก กิ่ง ก้าน และลำต้น อีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์

“การต่อยอดนำส่วนคัดทิ้งของกะเพรามาทำให้เกิดประโยชน์ จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม ส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้ที่สูงขึ้นและมั่นคง อีกทั้งยังสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกร และสังคม จึงได้ร่วมกับ วว. วิจัยและพัฒนาการเตรียมสารสกัดจากส่วนคัดทิ้งของกะเพรา ซึ่งสามารถนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้ปรุงอาหาร นอกจากนั้นยังสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อวงการแพทย์ และวงการเภสัชกรรมได้อีกด้วย” นายวิเศษอธิบาย

โดยความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปตามปณิธานองค์กรของซีพี ออลล์ คือ “ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน” สร้างให้เกิดนวัตกรรมในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

โครงการตามแนวพระราชดำริ : เห็ดในพื้นที่ป่าธรรมชาติ

Hits 48 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/component/flexicontent/165-practical-rad/8103-2019-04-26-07-37-12
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Monday, April 29, 2019
รายละเอียด: 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริและแนวทางการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาทั้งในกรณีเฉพาะหน้าและระยะยาวให้เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ดังสามารถเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ได้เกิดขึ้นจำนวน 4,447 โครงการ

เห็ด เป็น สิ่งมีชีวิตในกลุ่มจุลินทรีย์ ประเภท รา ที่มีวิวัฒนาการสูงกว่าราชนิดอื่นๆ จัดอยู่ในราหมวด Basidiomycotina และ Ascomycotina มีการเจริญเติบโตเป็นเส้นใย และสามารถพัฒนาเป็นดอกหรือกลุ่มก้อน โดยสร้างสปอร์ในส่วนของครีบดอกเพื่อใช้ในการขยายพันธุ์ สำหรับนักจุลชีววิทยา ถือว่า เห็ด เป็น ราชั้นสูง ในขณะที่นักเกษตร มักถือว่า เห็ด เป็นพืชชั้นต่ำ ที่ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ เพราะไม่มี คลอโรฟิล หรือ สารสีเขียวที่ช่วยในการสังเคราะห์แสง
เห็ด ส่วนใหญ่มักพบมากในพื้นที่ป่าธรรมชาติในช่วงฤดูฝน พบเจริญอยู่ตามพื้นดิน ทุ่งหญ้า ต้นไม้ ขอนไม้ ซากไม้ผุพัง ตามอินทรียวัตถุ เช่น กองปุ๋ยหมัก ซากพืช มูลสัตว์ เป็นต้น โดยพื้นที่ป่าแต่ละประเภทก็จะพบชนิดของเห็ดที่แตกต่างกัน หรือในแต่ละฤดูกาลก็จะพบชนิดของเห็ดที่แตกต่างกัน ปัจจัยของสิ่งแวดล้อมก็มีผลต่อการเจริญและความสมบูรณ์ของดอกเห็ดมาก โดยความชื้นที่เพียงพอประกอบกับสภาพอากาศที่อบอ้าวและมีแสงแดดจัด หลังจากที่มีฝนตกปริมาณมากจะเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เห็ดงอก นอกจากสภาพอากาศแล้วสภาพพื้นดินที่มีเศษซากพืชทับถมก่อให้มีธาตุอาหารสมบูรณ์ จะส่งผลให้ดอกเห็ดเจริญสมบูรณ์ได้ดี ในระบบนิเวศ ถือว่า เห็ด เป็นผู้ย่อยอินทรีย์สาร

ปัจจุบันมีการแบ่ง เห็ด ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เห็ดกินได้ (edible mushroom) และ เห็ดพิษ (poisonous mushroom or toadstool)
เห็ดกินได้ มีหลายชนิด เช่น เห็ดฟาง เห็ดหอม มีรสและกลิ่นหอม เห็ดเสม็ด มีรสขม เห็ดขิง เห็ดข่า มีรสเผ็ดซ่า อย่างไรก็ดี เห็ดกินได้ มักมีสารอาหารโปรตีนสูง อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญหลายชนิด จึงเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก และเป็นแหล่งโปรตีนที่มีราคาถูกกว่าอาหารชนิดอื่นๆ บางชนิดนอกจากนำมาใช้ในการประกอบและปรุงอาหารแล้ว ยังสามารถนำไปใช้เป็นยาสมุนไพร เพื่อบำบัดโรค และเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น การลดไขมันในเลือด การต่อต้านมะเร็ง การต่อต้านไวรัส การต่อต้านจุลินทรีย์ รา และพยาธิ และการลดความดันโลหิตเป็นต้น ดังนั้น เห็ดป่าบางชนิดที่มีราคาแพง เช่น เห็ดโคน เห็ดเผาะ จึงเป็นทำรายได้ให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้มีการนำเข้าสายพันธุ์เห็ดเขตหนาวจากต่างประเทศ เช่น เห็ดชิเมจิ เห็ดนางรมหลวง เห็ดนาเมโกะ เห็ดซึงิตาเกะ เห็ดนางรมดอย เห็ดปุยฝ้าย เห็ดนางรมทอง เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดหูหนูเผือก และเห็ดไมตาเกะ มาศึกษาทดลองการเพาะเลี้ยงที่ ศูนย์วิจัยเห็ดเขตหนาวดอยปุย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เขตหนาวของประเทศไทยหันมาทำการเพาะเลี้ยงเห็ดในป่าธรรมชาติ เพื่อปลูกป่าสำหรับใช้สอยและสร้างรายได้ แทนการทำลายป่าธรรมชาติตามศาสตร์พระราชา นอกจากนี้ยังนำ เห็ดน้ำแป้ง ซึ่งเป็นเห็ดพื้นเมืองในภาคอีสานของไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Russula alborealata Hongo และมีสารสำคัญ คือ 4,5-dicaffeoylquinic acid ซึ่งมีสรรพคุณทางเภสัชวิทยาที่สามารถช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และ ลดภาวะเสี่ยงโรคมะเร็ง มาวิจัยและพัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากเห็ดน้ำแป้งขึ้น ในชื่อว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชันนัล รัสซูล่า
ในส่วนของเห็ดพิษนั้น มีอยู่หลายชนิด ชนิดที่ร้ายแรงถึงตาย ได้แก่ เห็ดระโงกหิน ทั้งนี้เห็ดพิษที่พบในธรรมชาติจะมีความคล้ายกับเห็ดที่กินได้ บางชนิดจึงเป็นอันตรายต่อการบริโภค ด้วยเหตุนี้ วว. จึงได้ทำการสำรวจและเก็บรวบรวมเห็ดจากพื้นที่ป่าในธรรมชาติ จำนวน 40 ตัวอย่าง มาจัดทำเป็นบัญชีรายการ แสดงภาพ ชื่อท้องถิ่น ชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อวงศ์ ลักษณะ การเพาะเลี้ยง ฤดูกาลที่พบ การใช้ประโยชน์ วิธีเก็บรักษา และความเป็นพิษ โดยสามารถจำแนกชนิดได้ 23 ตัวอย่าง และไม่สามารถจำแนกได้ 17 ตัวอย่าง เพื่อเป็นฐานข้อมูลให้ประชาชนได้ศึกษาประกอบการนำไปบริโภค เพาะเลี้ยง และใช้สอยสร้างรายได้ ทั้งนี้สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเอกสาร เห็ดในพื้นที่ป่าธรรมชาติ

ข้อมูลโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

วว.โชว์สาธิตผลงานวิจัยนวัตกรรม “เกษตรสมัยใหม่ เพื่อประเทศไทยยั่งยืน” เพิ่มผลผลิต เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2562

Hits 38 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/8076-10123211
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, April 18, 2019
รายละเอียด: 

ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วยทีมวิจัยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ นำผลงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรม “เกษตรสมัยใหม่ เพื่อประเทศไทยยั่งยืน” (Modern Agriculture for National Sustainability) ร่วมจัดนิทรรศการพร้อมบรรยายพิเศษ ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติประจำปี 2562 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 เมษายน 2562 ณ บูธ CL4 ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์แอทเซ็นทรัลเวิลด์ โดยผลงานดังกล่าวมีประสิทธิภาพตอบโจทย์และช่วยแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการโอทอป SMEs Startup และภาคอุตสาหกรรม ในการเพิ่มผลผลิต เพิ่มศักยภาพการแข่งขันอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

เกษตรสมัยใหม่ เพื่อสังคมเมือง ได้แก่ ระบบควบคุมอัตโนมัติสำหรับโรงเรือนปลูกผักด้วยน้ำ ภายใต้การสนับสนุนการวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ออกแบบระบบควบคุมอัตโนมัติผ่านเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตของทุกสิ่ง (Internet of Things : IoTs) ในการติดตามสภาพแวดล้อมการเจริญเติบโตของผักในโรงเรือนปลูกผักด้วยน้ำผ่านแอพฟลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน เท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ เช่น ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นอากาศ ควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่างของน้ำ และควบคุมความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหารในน้ำ ถ้ามากไปหรือน้อยไประบบควบคุมอัตโนมัติสามารถลดหรือเพิ่มค่าที่ควบคุมต่างๆตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อให้สภาพแวดล้อมเกิดความสมดุล ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชผัก โดยค่าที่วัดได้จะถูกส่งผ่านทางอินเทอร์เน็ตไปยังสมาร์ทโฟนทำให้สามารถทราบข้อมูลเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมต่างๆ ภายในโรงเรือน และสามารถสั่งงานย้อนกลับมายังกล่องควบคุมอัตโนมัติได้ มีการนำไปใช้งานที่บริษัทอินดัสเตรียลออโตเมชั่น แอนด์ อินโนเวชั่น จำกัด จ.นนทบุรี

เกษตรสมัยใหม่ เพื่ออุตสาหกรรมไทย ได้แก่ ระบบสุ่มตัวอย่างวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์แบบ Gantry Robot ชนิดควบคุมอัตโนมัติ ใช้สุ่มตรวจคุณภาพวัตถุดิบในกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ประหยัดเวลาและลดแรงงานในการผลิตอาหารสัตว์ ทั้งชุดสามารถสุ่มตรวจได้ 7 จุด ทำงานแบบอัตโนมัติ ตลอดจนสามารถจำแนกประเภทของรถบรรทุกได้ มีการนำไปใช้งานที่บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารจำกัด (มหาชน) ณ โรงงานจังหวัดนครราชสีมา ลำพูน พิษณุโลก ขอนแก่น ลพบุรี ราชบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี และสงขลา และนำไปใช้งานที่บริษัททรัพย์สถาพร จำกัด ณ โรงานจังหวัดลพบุรี และพระนครศรีอยุธยา

เกษตรสมัยใหม่ เพื่อการส่งออกเมล็ดกาแฟอินทรีย์คุณภาพสูง ได้แก่ เครื่องคัดแยกกาแฟเชอรี่สด (Coffee Cherries Sorting Machine) ใช้ระบบการทำงานการประมวลผลภาพ (Image Processing) การนำภาพมาประมวลผลหรือคิดคำนวณด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อให้ได้ข้อมูลในเชิงคุณภาพและปริมาณ ส่วนประกอบที่สำคัญ มีกำลังการผลิต 50 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ช่วยลดการใช้แรงงาน และเครื่องคัดแยกขนาดเมล็ดสารกาแฟ (Coffee Bean Separator Machine) สามารถคัดขนาดแยกเมล็ดสารกาแฟได้ 3 ขนาดเกรด เอ (A) เกรดเอ็กซ์ (X) และเกรดวาย (Y) มีกำลังการผลิต 100 กิโลกรัมต่อชั่วโมง ช่วยลดการใช้แรงงาน มีการนำไปใช้งานที่ไร่กาแฟอินทรีย์รักษาป่า ‘มีวนา’บ้านขุนลาว ต. แม่เจดีย์ใหม่ อ. เวียงป่าเป้า จ. เชียงราย

เกษตรสมัยใหม่ เพิ่มมูลค่ายางพาราเพื่อการส่งออก ได้แก่ เครื่องชุบถุงมือผ้าเคลือบยางกึ่งอัตโนมัติ เป็นหนึ่งในนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าผลผลิตยางพาราซึ่ง วว. วิจัยและพัฒนาสำเร็จ การทำงานใช้กลไกระบบ Geneva Cross ที่มีการเคลื่อนที่เป็นวงกลมเป็นจังหวะ โดยจังหวะหยุดการเคลื่อนที่ เป็นจังหวะที่ใช้ในการจุ่มสารเคลือบและขั้นตอนการจุ่มน้ำยาง ซึ่งใช้ระยะเวลา 15-20 วินาทีต่อคู่ ระบบควบคุมด้วย (PLC Programmable Logic Control) ที่สามารถเขียนโปรแกรมจากคอมพิวเตอร์ มีการนำไปใช้งาน กลุ่มชาวสวนยางบ้านในสวน จ.สุราษฎร์ธานี ผลิตและจำหน่ายถุงมือผ้าเคลือบยางทั้งในและต่างประเทศ เช่น อิสราเอล

เกษตรสมัยใหม่ เพิ่มรายได้ ลดแรงงาน ได้แก่ เครื่องแยกเม็ดทะลายปาล์มอัตโนมัติ ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.ชุดป้อนปาล์มทะลายเข้าระบบ 2.ชุดอุปกรณ์แยกผลปาล์มออกจากทะลาย และ 3.ชุดแยกและลำเลียงผลกับทะลายปาล์มออกจากระบบ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ใช้งานได้ง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูง ลดการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ มีการนำไปใช้งานที่สหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่ายจำกัด จ.สุราษฎร์ธานี

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

วว. เปิดตัวผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร แบรนด์ Flora Tale กล้าท้าแดดรับสงกรานต์ พร้อมเปิดบริการจุดพักรถ 24 ชั่วโมง @ วว.ลำตะคอง

Hits 53 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/34-news-gov/8067-flora-tale-24
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, April 4, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ประสบความสำเร็จพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอาง เครื่องดื่ม ภายใต้แบรนด์ FLORA TALE ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย พร้อมเปิดสถานีวิจัยลำตะคอง บริการจุดพักรถ 24 ชั่วโมง จุดเช็คอินถ่ายภาพทุ่งปอเทือง ร่วมรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์
เวลา 10.30 น. (3 เมษายน 2562) ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี/กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดงานแถลงข่าวประสบความสำเร็จพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอาง/ เครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ Flora Tale ระบุใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย...พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ กล้าท้าแดด รับสงกรานต์ เชิญชวนเลือกช้อปผลิตภัณฑ์ฯ ได้ในงาน “Flora Tale @ วว.ลำตะคอง” ระหว่างวันที่ 10-16 เมษายน 2562 ณ สถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ร่วมแถลงข่าว

นายเพิ่มสุข กล่าวว่า กระทรวงวิทย์ฯ ยุคใหม่จะใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น อยากให้ประชาชนได้เข้ามาเรียนรู้ ทำความคุ้นเคยกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มากขึ้น เพราะวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่สำคัญและใกล้ตัว กระทรวงวิทย์ฯ มีผลงานวิจัยมากมายที่นำไปสนับสนุนภาครัฐ ภาคเอกชน สังคม รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สำหรับการเปิดสถานีวิจัยลำตะคอง บริการจุดพักรถ 24 ชั่วโมง อยากจะเชิญชวนให้ประชาชนที่เดินทางในช่วงสงกรานต์ ที่ใช้เส้นทางถนนมิตรภาพที่มุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไปใช้บริการ แวะพัก และเข้าไปศึกษาเรียนรู้ที่สถานีวิจัยลำตะคองกัน

ดร.ชุติมา ผู้ว่าการ วว. ชี้แจงว่า วว. โดยศูนย์ความเชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพรและโรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร ประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอาง/เครื่องดื่ม ภายใต้แบรนด์ Flora Tale ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์เวชสำอาง 3 ผลิตภัณฑ์ และเครื่องดื่ม 1 ชนิด วัตถุดิบที่นำมาผลิตเป็นสมุนไพรไทยที่หาได้ในประเทศ โดยใช้องค์ความรู้ด้าน วทน. สร้างมูลค่าเพิ่มให้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และยังคงสรรพคุณของสมุนไพรอย่างครบถ้วน สำหรับผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Flora Tale มีดังนี้

1. ผลิตภัณฑ์ปกป้องแสงแดดและบำรุงผิวหน้าผสมสารสกัดใบบัวบก/ สูตรปกป้องมลภาวะ (Anti-pollution) เหมาะทุกสภาพผิว ช่วยให้ผิวกระจ่างใสและเยาว์วัย ด้วยการผสมสารสกัดใบบัวบก (Centella Asiatica Leaf Extract) ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสและเอนไซม์คอลาจิเนส ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเซลล์ไฟโบบลาส เนื้อเหมือนซีรั่ม บางเบา เกลี่ยง่ายไม่ติดขน ไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่เป็นคราบ ปกป้องผิวจากรังสี UVA UVB ด้วยค่า SPF 50+ และ PA++++ สารกันแดดที่ใช้ผ่านการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีเอ็นแคปซูเลชัน เพื่อลดการแพ้และการระคายเคือง ผลิตภัณฑ์ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังเป็นเวลา 48 ชั่วโมง

2. ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิวเพื่อผิวนวลนุ่ม เปล่งปลั่ง กระจ่างใส ที่มีส่วนผสมของสารสกัดเห็ดโคนน้อย ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ก่อให้เกิดจุดด่างดำ (Tyrosinase) ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ซึ่งสารสกัดเห็ดโคนน้อยได้พัฒนาโดยใช้นวัตกรรมการกักเก็บในอนุภาคลิโพโซมที่ช่วยเพิ่มความคงตัวและซึมซาบสู่ผิวได้อย่างล้ำลึก ทำให้ผิวหน้านวลนุ่ม ชุ่มชื่น เปล่งปลั่ง กระจ่างใส ริ้วรอยแลดูจางลงอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

3. ผลิตภัณฑ์เจลสูตรลูกประคบ ผลิตภัณฑ์เจลสมุนไพร บรรเทาอาการปวดเมื่อย พัฒนาจากสมุนไพรที่ใช้ในการทำลูกประคบโดยสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรหลายชนิดได้แก่ ไพล ขมิ้น มะกรูด ตะไคร้ เป็นต้น นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเจล เพื่อความสะดวกต่อการนำไปใช้โดยยังคงประสิทธิภาพในการรักษา สามารถใช้บรรเทาอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้ออักเสบ แทนการใช้ลูกประคบสด ผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย

4. เครื่องดื่มน้ำมะนาวพร้อมดื่ม UHT ผ่านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ทันสมัยของโรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร วว. ผลิตจากน้ำมะนาวสด ปราศจากวัตถุกันเสียปราศจากสารแต่งสีและกลิ่น อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพน้ำมะนาว ได้แก่ กรดซิตทริค (Citric acid) กรดมาลิค (Malic acid) และแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี และอุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของวิตามินซีอีกด้วย ให้พลังงาน 110 แคลอรีต่อกล่อง

สำหรับผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “Flora Tale” ทั้ง 4 ชนิดนี้ ทาง วว. ได้จัดโปรโมชั่น “กล้าท้าแดด รับสงกรานต์” จำหน่ายในราคาพิเศษ ผู้สนใจสามารถหาซื้อได้ในงาน “Flora Tale @ วว. ลำตะคอง” ระหว่างวันที่ 10-16 เมษายน 2562 ณ สถานีวิจัยลำตะคอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่ง วว. ร่วมกับ จังหวัดนครราชสีมาจัดให้บริการประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดจุดแวะพักรถตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ กิจกรรม Fit and go บริการนวด บริการตรวจวัดสายตา พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการออกกำลังกาย บริการสุขาเพื่อประชาชน บริการจำหน่ายร้านอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าโอทอป รวมกว่า 30 ร้านค้า รวมถึงจุดเช็คอินถ่ายภาพทุ่งปอเทืองสำหรับนักท่องเที่ยว

สถานีวิจัยลำตะคอง เป็นสถานีวิจัยในส่วนภูมิภาคของ วว. ตั้งอยู่ใน ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา นับเป็นแหล่งต้นน้ำงานวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี งานวิจัย เทคโนโลยีนวัตกรรมสู่เกษตรกรในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างเศรษฐกิจไทยมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อีกทั้งปัจจุบันยังเป็นที่ตั้งของอาคารเฉลิมพระเกียรติเรือนกระจกหลังที่ 1 และ หลังที่ 2 ที่รวบรวมพรรณไม้นานาชนิดและจำลองสภาวะที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตพรรณไม้ ตลอดจนเป็นที่ตั้งของศูนย์อนุรักษ์แมลงเขตร้อน จึงถือเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านเกษตรและพฤกษศาสตร์แห่งใหม่ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

เขียนข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)