Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (พว.)

โครงการแข่งขัน Space Flying Robot Programming Challenge 2020

Hits 26 ครั้ง
URL: 
https://www.nstda.or.th/jaxa-thailand/krpc2020/
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, January 3, 2020
รายละเอียด: 

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ องค์การสำรวจอวกาศประเทศญี่ปุ่น (JAXA), องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (NASA) และหน่วยงานพันธมิตร จัดโครงการแข่งขัน Space Flying Robot Programming Challenge 2020 เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ชิงเงินรางวัลรวม 40,000 บาท

โดยทีมชนะเลิศจะได้สิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขัน Kibo Robot Programming Challenge 2020 รอบชิงแชมป์เอเชีย ณ Tsukuba Space Center ประเทศญี่ปุ่น ในเดือนกันยายน พ.ศ.2563

ที่มาโครงการ

องค์การสำรวจอวกาศประเทศญี่ปุ่น (Japan Aerospace Exploration Agency : JAXA) และองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (National Aeronautics and Space Administration : NASA) ได้มีความร่วมมือกัน ริเริ่มจัดการแข่งขันภารกิจหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศ ชิงแชมป์เอเชีย ในระดับเยาวชนขึ้นเป็นครั้งแรก ภายใต้โปรแกรม JAPAN US Open Platform Partnership (JP-US OP3) โดยจะจัดการแข่งขันรอบชิงแชมป์เอเชีย ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 2020 ณ Tsukuba Space Center ประเทศญี่ปุ่น

สำหรับหุ่นยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันในครั้งนี้ คือหุ่นยนต์ Astrobee ของ NASA และหุ่นยนต์ Int Ball ของ JAXA โดยเป็นการแข่งขันเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์ Astrobee ผู้ช่วยนักบินอวกาศที่ใช้งานอยู่จริงบนสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station : ISS) ให้ปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย

เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทย ในการพัฒนาขีดความรู้ความสามารถด้านสะเต็มศึกษา (Science Technology Engineering and Mathematics Education : STEM Education) และเตรียมทรัพยากรบุคคลให้มีความพร้อมสอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานสมาชิกของ Kibo-ABC (Asian Beneficial Collaboration through “Kibo” Utilization) จึงได้รับมอบสิทธิ์ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทย เพื่อคัดเลือกหาทีมชนะเลิศเป็นตัวแทนทีมเยาวชนไทย เข้าร่วมการแข่งขัน Kibo Robot Programming Challenge 2020 รอบชิงแชมป์เอเชียในเดือนกันยายน พ.ศ.2563 ต่อไป

โดย สวทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ Ananda UrbanTech (อนันดา เออร์เบินเทค) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท) สมาคมอากาศยานไร้คนขับแห่งประเทศไทย สมาคมยุวชนอวกาศไทย Drone Academy Thailand บริษัท สเปซแซ่บ จำกัด SPACETH.CO และ Pantip Pratunam จัดการแข่งขัน Space Flying Robot Programming Challenge 2020 ครั้งแรกของประเทศไทยขึ้นมา

ฉากสถานการณ์:

ณ สถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งอยู่สูงจากพื้นโลกราว 400 กิโลเมตร ได้มีอุกกาบาตพุ่งเข้ามาในวงโคจร และชนเข้ากับชิ้นส่วนของสถานีอวกาศนานาชาติ จนทำให้เกิดช่องโหว่และมีอากาศรั่วไหล

ส่วนที่เกิดความเสียหายก็คือ Kibo Module ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องกอบกู้โดยเร่งด่วน โดยใช้หุ่นยนต์ Astrobee ช่วยค้นหาตำแหน่งจุดที่เกิดความเสียหายและทำการซ่อมแซม ซึ่งจะต้องรวบรวมข้อมูลจาก Astrobee พร้อมกับการสนับสนุนจาก Int-Ball ที่ทำหน้าที่เป็นหุ่นยนต์ถ่ายภาพ

ภารกิจสุดท้ายที่ต้องทำภายใต้เวลาอันจำกัดก็คือ การยิงเลเซอร์เพื่อเชื่อมช่องโหว่ให้ปิดสนิท จนไม่มีอากาศรั่วไหลอีกต่อไป แต่ถ้ายิงเลเซอร์ผิดตำแหน่ง กลับจะทำให้ช่องโหว่ขยายกว้างเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือการยิงเลเซอร์ให้ตรงจุดที่มีอากาศรั่วไหลเพื่อหยุดยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสถานีอวกาศนานาชาติ
ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันจะต้องสร้างโปรแกรมขึ้นมาเพื่อควบคุม Astrobee โดยใช้ Android Application ที่เขียนด้วยภาษา JAVA ให้เคลื่อนที่จากจุดเริ่มต้น ไปยังพื้นที่ที่กำหนด โดยจะต้องเคลื่อนเข้าไปอ่าน QR Code ตามจุดที่กำหนด และเคลื่อนไปยิงเลเซอร์ที่เป้าหมายสุดท้าย ซึ่งคะแนนการแข่งขันจะคำนวณจากความแม่นในการยิงเลเซอร์สู่เป้าหมายของ Astrobee และเวลาที่ใช้ในการปฎิบัติภารกิจ

สามารถเข้าไปทดลอง Run Code ที่เขียนขึ้นมาได้ที่ https://jaxa.krpc.jp (ต้องส่งใบสมัครเพื่อรับ ID ก่อน จึงจะสามารถ Login เข้าสู่ระบบได้)

เกณฑ์การสมัคร

นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงนักศึกษาระดับปริญญาตรี สมัครเข้าร่วมการแข่งขันประเภททีม สมาชิกทีมละไม่เกิน 3 คน (หัวหน้าทีม 1 คน และสมาชิก 2 คน)
ส่งใบสมัครมาที่อีเมล paritat@nstda.or.th (หมดเขตส่งใบสมัคร 19 มี.ค.63) เมื่อทางโครงการฯ ได้รับใบสมัครเรียบร้อยแล้ว จะจัดส่ง ID และ Password ให้กับหัวหน้าทีมทางอีเมล เพื่อใช้ทดลองเขียนโปรแกรมควบคุม Astrobee ใน Server ของ JAXA และใช้เป็น ID สำหรับการแข่งขันในรอบคัดเลือก
เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์บังคับหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศ Astrobee ของ NASA ตามภารกิจที่กำหนด
ในการแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทย ในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 จะเป็นการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee ในเกม Simulationโดยใช้เซิฟเวอร์ของ JAXA ประเทศญี่ปุ่นทำการแข่งขัน
ในการแข่งขันรอบชิงแชมป์เอเชีย ในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2563 จะเป็นการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อควบคุมหุ่นยนต์ Astrobee จริง ณ Tsukuba Space Center ประเทศญี่ปุ่น โดยสื่อสารตรงไปที่สถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งมีนักบินอวกาศเป็นผู้ควบคุมการแข่งขัน
ผลตัดสินการแข่งขันของผู้จัดงานถือเป็นที่สิ้นสุด
กำหนดการแข่งขัน

การแข่งขันรอบคัดเลือก (จะประกาศให้ทราบอีกครั้ง)
การแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทย เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563
การแข่งขันรอบชิงแชมป์เอเชีย ณ ประเทศญี่ปุ่น เดือนกันยายน พ.ศ. 2563 (ทางโครงการฯ จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมดให้กับทีมชนะเลิศของประเทศไทย)
เงินรางวัล

ทีมชนะเลิศ เงินรางวัล 25,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
ทีมรองชนะเลิศ อันดับ 1 เงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
ทีมรองชนะเลิศ อันดับ 2 เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
*** ทีมชนะเลิศ ได้สิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงแชมป์เอเชีย ณ ประเทศญี่ปุ่น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และส่งไฟล์ใบสมัคร
e-mail: paritat@nstda.or.th
Facbook: https://www.facebook.com/JaxaThailand

ประเภทข่าว: 
news

สวทช. เปิดรับ FOOD SMES ร่วมอบรม PADTHAI BATCH #5

Hits 19 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/744-food-smes-padthai-batch-5
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, December 19, 2019
รายละเอียด: 

เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย FI Accelerator ร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดรับสมัครผู้ประกอบการ SMEs ทายาทธุรกิจด้านนวัตกรรมอาหาร ที่ต้องการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ รวมถึงบุคลากรที่รับผิดชอบการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมอาหารขององค์กร โดยต้องจดทะเบียนนิติบุคคลมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 ปี เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการใน “โครงการอบรมเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการอาหาร SMEs ด้านนวัตกรรมอาหารของไทย ครั้งที่ 5 (PADTHAI #5)” หลักสูตรเข้มข้น 5 วัน 5 คืน จากผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจอาหารโดยตรง พร้อมรับโอกาสมากมาย เช่น การเข้าถึงแหล่งสนับสนุนทุน ตลาด และการแข่งขันนำเสนอแผนธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เปิดรับสมัครวันนี้ - 6 ม.ค. 63 และจะฝึกอบรมแบบเข้มข้น 3 - 7 ก.พ. 63 ณ โรงแรมแสนโฮเทล จ.เชียงราย มีค่าใช้จ่ายลงทะเบียนฝึกอบรม ดูข้อมูลเพิ่มเติมและลิงค์สมัครที่ https://forms.gle/KPrgbi19gq59o1DXA หรือเพจเฟซบุ๊ก PADTHAI by Food Innopolis สอบถามโทร. 091-713-5433 (กรองจิตร), 082-441-4169 (สันติ)

เผยแพร่ข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand
Call Center โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อว. เปิดงาน “รวมพลคน KIDBRIGHT” KIDBRIGHT DEVELOPER CONFERENCE 2019 (KDC19)

Hits 22 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/654-kidbright-kidbright-developer-conference-2019-kdc19-2
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, November 28, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) เป็นประธานในการเปิดงาน “รวมพลคน KidBright” KidBright Developer Conference 2019 (KDC19) ภายใต้หัวข้อ “Empowered Coding with AI” โดยมี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวรายงานที่มาของโครงการ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 2 ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ

ดร.สุวิทย์ (รมว.อว.) ประธานเปิดงาน “รวมพลคน KidBright” KidBright Developer Conference 2019 (KDC19) ภายใต้หัวข้อ “Empowered Coding with AI” กล่าวว่า “สิ่งที่เรากำลังทำในวันนี้ทำให้เรามองเห็นอนาคตของประเทศไทย เราต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 โดยเป็น Smart Nation”

สำหรับโครงการ “KidBright” ในปีนี้ถือเป็นโครงการที่พยายามผลักดันในเรื่องของ “Coding Nation” เพื่อขยายผลต่อยอด เข้ากับ AI พัฒนาไปสู่ครู และในอนาคตจะเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างการเรียนรู้รูปแบบใหม่ เพราะครูในศตวรรษที่ 21 จำเป็นที่จะต้องเข้าใจและสร้างความสมดุลระหว่าง AI กับ HI ทำให้นักเรียนสามารถใช้ปัญญาของมนุษย์ควบคู่ไปกับปัญญาประดิษฐ์ และตอบโจทย์เรื่องการเรียนการสอน สามารถการนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ยกระดับกระบวนการเรียนรู้และสร้างอุตสาหกรรมองค์ความรู้ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยแต่ไปสู่ระดับโลก

ด้าน ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “ สวทช. ได้สนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถนำผลงานวิจัยไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ เป็นการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศและเอกชนไทยสามารถแข่งขันได้ ในปี 2562 KidBright ได้ขยายผลสู่ภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดระบบนิเวศของอุตสาหกรรมบอร์ดสมองกลฝังตัว และเกิดการพัฒนาต่อยอด เช่น IKB-1 , GoGo Bright และ KB-IDE อย่างเป็นรูปธรรมและมีความยั่งยืน โดยในปีนี้ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มอีกบริษัท 2 คือ บริษัท อินโนเวทีฟ เอ็กเพอรีเม้นท์ จำกัด และ บริษัท ไทย ดอม คอม จำกัด รับถ่ายทอดเทคโนโลยี และนำบอร์ด KidBright ไปผลิตเชิงพาณิชย์ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศไทยด้วยผลงานวิจัยของ เนคเทค-สวทช. และสร้างผลกระทบให้กับกระบวนการทางด้าน STEM Education และ อุตสาหกรรมขนาดย่อม (SME)”

เขียนข่าว : นายจิรายุ รุจิพงษ์วาที
ถ่ายภาพ : นางสาวพจนพร แสงสว่าง
วีดีโอ : สุเมธ บุญเอื้อ
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand
Call Center โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

แม่ทัพอุทยานวิทย์ฯไทย ปักธงบทบาทผู้นำในเวทีระดับโลก

Hits 40 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/593-2019-11-06-03-04-06
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, November 7, 2019
รายละเอียด: 

นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคของสมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์นานาชาติ (International Association of Science Parks and Areas of Innovation, IASP) นับเป็นก้าวสำคัญของไทย ที่จะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในเวทีโลก

เมื่อเร็วๆนี้ สมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์นานาชาติ ได้จัดงานประชุมนานาชาติ 36TH IASP WORLD CONFERENCE 2019 ณ เมืองน็องต์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการรวมเครือข่ายของอุทยานวิทยาศาสตร์และ Area of Innovation จากทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการนวัตกรรม อันนำไปสู่การเติบโตของภาคเศรษฐกิจระดับโลก ตลอดจนการถ่ายทอดด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ Science, technology & research parks (STPs) ทั่วโลก พร้อมกันนี้ที่ประชุมได้พิจารณาให้นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ดำรงตำแหน่งประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคของสมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์นานาชาติ (International Association of Science Parks and Areas of Innovation, IASP) โดยมีวาระ 2 ปี (ค.ศ.2019-2020) มีสมาชิกเป็นอุทยานวิทยาศาสตร์ต่างๆ กว่า 350 แห่ง จาก 74 ประเทศทั่วโลก

นางสุวิภา กล่าวว่า “การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสดีที่ไทยจะใช้ประโยชน์จากเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์นี้เป็นสะพานเชื่อมธุรกิจและขยายความร่วมมือและตลาดต่างประเทศให้กับผู้ประกอบการและส่งเสริมให้นานาชาติเห็นถึงศักยภาพของอุทยานวิทยาศาสตร์ในไทยและดึงดูดให้มาลงทุน อันจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก”

ข้อมูลข่าวโดย : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เผยแพร่ข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand
Call Center โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

ขอเชิญร่วมกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ครบรอบ 60 ปี

Hits 32 ครั้ง
URL: 
https://www.nrct.go.th/news/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, October 22, 2019
รายละเอียด: 

เนื่องในโอกาสที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ดำเนินงานมาครบรอบ 60 ปี ในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๒
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา วช. ได้มีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถในการวิจัยของประเทศ
ให้พัฒนาขึ้น สร้างฐานความรู้ที่มีคุณค่าสามารถประยุกต์และพัฒนาวิทยาการที่เหมาะสม รวมทั้งต่อยอดงานวิจัย
ให้เกิดประโยชน์ ทั้งในเชิงพาณิชย์และสาธารณะ โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จวบจนรัฐบาล
ได้มีการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อเป็นกลไกการบูรณาการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ
ให้ตรงกับความต้องการและเป็นไปในในทิศทางเดียวกัน จึงได้จัดตั้ง “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ
นวัตกรรม” ขึ้น ตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ทั้ง ๑๐ ฉบับ โดย วช. ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่และอำนาจ ๗ ประการ ได้แก่ การให้ทุนวิจัยและนวัตกรรม
การจัดทำฐานข้อมูลและดัชนีด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ การริเริ่ม ขับเคลื่อนและประสาน
การดำเนินงานโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ การจัดทำมาตรฐานและจริยธรรมการวิจัย
การส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้เพื่อใช้ประโยชน์ การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและ
นวัตกรรม และการให้รางวัล ประกาศเกียรติคุณ หรือยกย่องบุคคลหรือหน่วยงานด้านการวิจัยและนวัตกรรม
ดังนั้น วช. ในฐานะหน่วยงานให้ทุนวิจัยหลักของประเทศ ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์
วิจัยและนวัตกรรม ได้เตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ใหม่ โดยการกำหนดวิธีการทำงาน
แบบใหม่ เพื่อยกระดับการทำงานตามภารกิจใหม่โดยแนวทาง “วช. 5G” ประกอบด้วย 1) Speed : ทำงานได้
รวดเร็วขึ้น 2) Start : ทำงานได้ทันที ตอบสนองฉับพลัน 3) Scope : ขยายขอบข่ายการทำงานในระดับชาติ
และนานาชาติ 4) Connectivity : เชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานวิจัยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
5) Efficient : มีผลสัมฤทธิ์โดยใช้ต้นทุนต่ำแต่ได้งานมาก 6) Smooth : ลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น สามารถ
ทำงานโดยไม่มีข้อจำกัด และ 7) New Features : คิดริเริ่มงานใหม่ งานที่ไม่เคยทำหรืองานที่ไม่มีใครเคยทำ
ซึ่งแนวทางทำงาน 5G ดังกล่าว จะสนับสนุนให้ วช. เป็นส่วนราชการที่มีประสิทธิภาพสูง รวดเร็ว คล่องตัว
เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติได้ทันที พร้อมขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและ
สังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่อไป
เพื่อเป็นการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานที่สำคัญของ วช. ตลอด ๖๐ ปีที่ผ่านมา และสร้าง
ความเข้าใจต่อบทบาทภารกิจใหม่ของ วช. ในฐานะหน่วยงานให้ทุนวิจัยหลักของประเทศ ภายใต้กระทรวง
การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
หลักการและเหตุผล
วัตถุประสงค์
วันที่ 25 ตุลาคม 2562
พิธีเปิดกิจกรรมในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
➢ พิธีเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “Enhancing the Next : พัฒนาไทย พัฒนาวิจัย เพื่ออนาคต”
โดย รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม
ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รอการยืนยัน)
➢ พิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ครบรอบ 60ปี
โดย รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม
ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รอการยืนยัน)
➢ พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาระบบบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมของ
ประเทศและการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานบริหารจัดการทุนวิจัย 3 กระทรวง คือ
1) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
2) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
3) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข
โดย รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม
ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
เป็นประธานในพิธีลงนาม (รอการยืนยัน)
ภาคการเสวนาวิชาการ
➢ การเสวนาวิชาการ NRCT Step Forward : ก้าวต่อไป พัฒนาไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม
1. การเสวนาเรื่อง The Next Step : ระบบข้อมูลสารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ของประเทศ
โดย 1) รศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูล
ขนาดใหญ่ภาครัฐ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (GBDi)
2) รศ.ดร.อัศนีย์ ก่อตระกูล ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เฉพาะด้านวิศวกรรมความรู้และ
วิศวกรรมภาษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ดำเนินรายการ โดย นายเอนก บำรุงกิจ
ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศการวิจัย วช.
วันที่ 26 ตุลาคม 2562
➢ การเสวนาวิชาการ NRCT Step Forward : ก้าวต่อไป พัฒนาไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม
2. การเสวนาเรื่อง New NRCT : “Next Research Challenges to Transformation”
โดย 1) ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
2) ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
3) ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด ประธานมูลนิธิสถาบันการศึกษานโยบายสาธารณะ
4) ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ดำเนินรายการ โดย ดร.ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม วช.
กิจกรรมที่ดำเนินการ
- ๒ -
3. การเสวนา เรื่อง “Global Research Challenges”
โดย 1) ดร.มณทิพย์ ศรีรัตนา ผู้อำนวยการศูนย์ยุทธศาสตร์การวิจัย
ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วช.
2) รศ.ดร.พิทยา สรวมศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกษตร
มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา และ
คณะทำงานด้านกลุ่มกิจการพิเศษโครงการหลวง
3) พลเอก สุรสิทธิ์ ถนัดทาง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน วช.
4) รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ รองกรรมการผู้อำนวยการ
ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทูตแห่ง
มหาสมุทรเพื่อความยั่งยืนแห่งภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก
(องค์การสหประชาชาติเพื่อมหาสมุทร และองค์กร AFMA –
FAO Annex แห่งภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก)
ดำเนินรายการ โดย ดร.จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์
ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียใต้ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช. 1 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
ภาคนิทรรศการ
วันที่ 25 - 26 ตุลาคม 2562
➢ การจัดแสดงนิทรรศการ
• นิทรรศการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นพระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย และพระบิดาแห่งการวิจัยไทย
และนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562
• นิทรรศการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ครบรอบ 60 ปี
• การนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม
• การจัดจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรม
ณ อาคาร วช. 1, บริเวณหน้าอาคารและที่จอดรถด้านข้างอาคาร วช. 2, บริเวณลานจอดรถหน้าอาคาร
วช. 4 และพื้นที่ต่อเนื่องอื่น ๆ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
➢ การฝึกอบรม/สาธิต ถ่ายทอดความรู้จากงานวิจัย ในหัวข้อ “เทคนิคการบินโดรนแปรอักษร” และ
หัวข้ออื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ณ ชั้น 1 อาคาร วช. 4 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
การร่วมแสดงความยินดีในวันโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ครบรอบ ๖๐ ปี
วันที่ 25 - 26 ตุลาคม 2562
➢ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ของดรับกระเช้า/แจกันดอกไม้และกระเช้าอวยพร โดยขอเรียนเชิญ
ร่วมแสดงความยินดีและร่วมทำบุญถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี ๒๕๖๒ ของสำนักงาน
การวิจัยแห่งชาติ ณ วัดสุทธิวาตวราราม จังหวัดสมุทรสาคร
ณ ชั้น 1 อาคาร วช. ๑ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
…………………………………………………………………………..

ประเภทข่าว: 
news

สวทช. ขอเชิญนิสิตนักศึกษา ร่วมสมัครประกวดแนวคิดนวัตกรรมอาหาร ชิงทุนการศึกษากว่า 700,000 บาท

Hits 49 ครั้ง
URL: 
https://www.nstda.or.th/th/news/12801-20191001
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, October 2, 2019
รายละเอียด: 

เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis: FI) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย FI Accelerator ร่วมกับ Food Factors บริษัทในเครือบุญรอดบริวเวอรี่ และ KCG Corporation ขอเชิญนิสิต นักศึกษาทุกชั้นปี ร่วมสมัคร “โครงการประกวดแนวคิดนวัตกรรมอาหาร Food Innopolis Innovation Contest 2019/20” ภายใต้หัวข้อการประกวด นวัตกรรมของวัตถุดิบพื้นถิ่น และ นวัตกรรมของโปรตีนแห่งอนาคต ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 700,000 บาท อีกทั้งทริปศึกษาดูงานนวัตกรรมอาหารในต่างประเทศพร้อมอาจารย์ที่ปรึกษา (สำหรับรุ่น Light weight) โอกาสแสดงผลงานที่งาน THAIFEX และโอกาสร่วมงานกับ Food Factors และบุญรอดบริวเวอรี่ รวมถึงโปรแกรมสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของเมืองนวัตกรรมอาหาร (สำหรับรุ่น Heavy Weight) สมัครและอัพโหลดเอกสารได้ภายในวันที่ 25 ต.ค. 62 รุ่น Light weight ที่ https://forms.gle/jDKGeywih6HzXqJ2A รุ่น Heavy weight ที่ https://forms.gle/P4KQmPUzc6Dch4uT7 ติดตามข่าวสารและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/Foodinnopolisinnovationcontest/

ประเภทข่าว: 
news

สวทช. คว้า 3 รางวัลในงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ปี 62

Hits 40 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/489-tpmap
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, September 25, 2019
รายละเอียด: 

(23 กันยายน 2562) ณ ห้องจูปิเตอร์ 4-7 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี : ดร.ลดาวัลย์ กระแสร์ชล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้แทนสำนักงานและผู้อำนวยการ สวทช. รับมอบ 3 รางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2562 จัดโดยกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง จำนวน 3 รางวัล จากนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ประธานในพิธี ประกอบด้วย รางวัลผลการดำเนินงานดีเด่น จากกองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รางวัลประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการดีเด่น จากกองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และรางวัลผู้บริหารทุนหมุนเวียนดีเด่น ได้แก่ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. เพื่อยกย่องผู้บริหารทุนหมุนเวียนที่มีผลงานผ่านการประเมินของคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนในระดับดีขึ้นไป จากกองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

พร้อมกันนี้ ภายในงาน สวทช. ได้แสดงนิทรรศการผลงานวิจัยในเรื่อง TPMAP (Thai People Map and Analytics Platform) หรือระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิจัยเนคเทค สวทช. รวมถึงผลงานพัฒนาของเอ็มเทค สวทช. ในด้านผลิตภัณฑ์ยาง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้งานกองทัพเรือ ParaFIT (พาราฟิต) น้ำยางพาราข้นสำหรับการผลิตหมอนและที่นอนยางพารา และ LOMAR (โลมาร์) น้ำยางพาราเข้มข้นสำหรับผสมกับแอสฟัลต์เพื่อทำถนน

ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางจัดงานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่น ประจำปี 2562 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 เพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานของทุนหมุนเวียนที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นในด้านต่าง ๆ ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทุนหมุนเวียนในฐานะเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวม ให้อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานของทุนหมุนเวียนเป็นกลไกสำคัญที่มีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้อยู่ดีมีสุข พร้อมตอบสนองนโยบายในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การบริหารและการพัฒนาประเทศ สมดังเจตนารมณ์ที่ว่า “ทุนหมุนเวียน ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ พัฒนาประเทศ” โดยมีทุนหมุนเวียนที่ได้รับรางวัลประจำปี 2562 จำนวนทั้งสิ้น 15 รางวัล จาก 5 ประเภทรางวัล ดังนี้

รางวัลผลการดำเนินงานดีเด่น เป็นรางวัลสำหรับทุนหมุนเวียนที่มีผลการดำเนินงานโดยรวมดีเด่น สามารถดำเนินงานตามแผนงาน/โครงการที่กำหนดไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล บรรลุเป้าหมายตามภารกิจ จำนวน 7 ทุน ได้แก่ 1) กองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2) กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 3) กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4) กองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ 5) กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน 6) กองทุนการแพทย์ฉุกเฉิน และ 7) เงินทุนหมุนเวียนในการผลิตเชื้อไรโซเบียม
รางวัลการพัฒนาดีเด่น เป็นรางวัลสำหรับทุนหมุนเวียนที่มีการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลของการดำเนินงานตามเป้าหมายหรือมาตรฐานที่กำหนดไว้ให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็น

- ประเภทดีเด่น จำนวน 2 ทุน ได้แก่ 1) เงินทุนหมุนเวียนโรงงานเภสัชกรรมทหาร และ 2) เงินทุนหมุนเวียน เพื่อการบริหารท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ – กองทัพเรือ

- ประเภทชมเชย ไม่มีผู้ได้รับรางวัล

รางวัลประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการดีเด่น เป็นรางวัลสำหรับทุนหมุนเวียนที่มีการจัดการบริหารพัฒนา และปรับปรุงองค์กรที่ครอบคลุมตามกรอบการประเมินด้านที่ 4 การบริหารพัฒนาทุนหมุนเวียน จำนวน 3 ทุน ได้แก่ 1) กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2) กองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ 3) กองทุนพัฒนา ระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ
รางวัลผู้บริหารทุนหมุนเวียนดีเด่น เป็นรางวัลที่ยกย่องผู้บริหารทุนหมุนเวียนที่มีผลงานผ่านการประเมินของคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนในระดับดีขึ้นไป ซึ่งเป็นรางวัลที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน จำนวน 2 ทุน ได้แก่ 1) กองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ 2) กองทุนการแพทย์ฉุกเฉิน
รางวัลทุนหมุนเวียนเกียรติยศ เป็นรางวัลที่ยกย่องชมเชยให้กับทุนหมุนเวียนที่มีการบริหารจัดการที่ดี
มีผลการดำเนินงานในระดับดีเด่นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี จำนวน 1 ทุน ได้แก่ กองทุนสนับสนุนการวิจัย

เผยแพร่ข่าว : นางสาวพจนพร แสงสว่าง

ประเภทข่าว: 
news

การประกวด Young Makers Contest เฟ้นหาเมกเกอร์รุ่นใหม่กลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 4

Hits 51 ครั้ง
URL: 
https://www.nstda.or.th/sims/login/
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, June 25, 2019
รายละเอียด: 

การประกวด Young Makers Contest เฟ้นหาเมกเกอร์รุ่นใหม่กลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 4! ขอเชิญน้องๆ นักเรียน นักศึกษา ทั้งสายอาชีวศึกษาและสายสามัญ ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับเมกเกอร์รุ่นใหม่ ในหัวข้อ “Social Innovations: นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ยั่งยืน” ชิงรางวัลทุนการศึกษาและทริปร่วมงาน Maker Faire ระดับโลก ณ สหรัฐอเมริกา รวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท โดยการประกวดแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. นักเรียน-นักศึกษาสายอาชีพ (ระดับไม่เกินปริญญาตรี สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษา) และ 2. นักเรียน-นักศึกษาสายสามัญ (ระดับไม่เกินปริญญาตรี) สนใจสมัคร สามารถลงทะเบียนดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/sims/login/ ส่งใบสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2562 นะครับ

ประเภทข่าว: 
news

ปะการังทนร้อน’ ทางรอดโลกวิกฤติ

Hits 71 ครั้ง
URL: 
https://www.nstda.or.th/th/news/12571-sci-update-20190522
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, May 30, 2019
รายละเอียด: 

ทั่วโลกสูญเสียปะการังไปแล้ว 50% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าในปี 2050 แนวปะการังอาจตายลงเกือบทั้งหมด
อุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน ก่อให้เกิด ‘ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว’ ที่กำลังสร้างหายนะให้แก่แนวปะการังทั่วโลก
นักวิทยาศาสตร์ไทยเร่งศึกษา ‘ความหลากหลายพันธุกรรม’ เฝ้าระวังปะการังไทยเสี่ยงสูญพันธุ์ และใช้เครื่องหมายโมเลกุล (DNA marker) ทำนาย ‘ปะการังทนร้อน’ หนึ่งในทางรอดของปะการังท่ามกลางวิกฤติโลก

วันที่ 22 พฤษภาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติประกาศให้เป็น ‘วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Day of Biological Diversity)’ เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชาคมโลกต่างตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ แต่นับวันสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติกลับเลวร้ายลงทุกที ล่าสุดรายงานประเมินสถานการณ์โลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศวิทยาระบุว่า พืชและสัตว์ราว 1 ล้านสายพันธุ์ จากทั้งหมด 8 ล้านสายพันธุ์ทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์! และนั่นรวมถึง ‘ปะการัง’

ไม่เพียงแค่การลักลอบจับปะการัง การทำประมงมากเกินความจำเป็นจะเป็นภัยคุกคามต่อปะการังแล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน คือตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิด ‘ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว (Coral Bleaching)’ ซึ่งกำลังสร้างความเสียหายให้แก่แนวปะการังและระบบนิเวศทางทะเลทั่วโลก และสถานการณ์ยังคงมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น และนั่นคือสัญญาณเตือนภัยต่อมนุษย์

น้ำทะเลร้อน ปะการังฟอกขาว
‘เมษา องศาเดือด’ ที่ผ่านมา อุณหภูมิที่พุ่งสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ทำเอาหลายคนบ่นอุบว่าอากาศช่างร้อนเสียเหลือเกิน แม้แต่น้ำประปาก็ยังได้ใช้น้ำอุ่นกันถ้วนหน้าโดยที่ไม่ต้องเสียเงินติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นเสียด้วยซ้ำ แต่มนุษย์เองยังสามารถหลบแดด เปิดเครื่องทำความเย็นช่วยคลายร้อนได้ แต่สำหรับปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่ต้องแช่อยู่ในน้ำทะเลที่แสนอุ่นทั้งวันคงไม่อาจทานทนได้

ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว คือ ภาวะที่ปะการังมีสีซีดจางจนมองเห็นเป็นสีขาว ซึ่งเป็นผลมาจากการสูญเสียสาหร่าย Symbiodinium สาหร่ายขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของปะการัง โดยปกติสาหร่ายซึ่งมีสีน้ำตาลจะอยู่ร่วมกับปะการังแบบพึ่งพากัน ปะการังให้ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย ขณะที่สาหร่ายสังเคราะห์แสงแบ่งอาหารและคาร์บอนให้แก่ปะการังเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและสร้างโครงสร้างหินปูน ซึ่งปะการังได้อาหารจากสาหร่ายมากถึง 70% ของพลังงานทั้งหมด ขณะเดียวกันสาหร่ายยังมีส่วนสร้างสีสันที่สวยงามให้แก่ปะการัง เพราะปกติเนื้อเยื่อของปะการังเป็นเพียงเนื้อเยื่อใสๆ เท่านั้น แต่เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น สาหร่ายจะผลิตอนุมูลอิสระ (free radical) ในปริมาณมาก ซึ่งเป็นพิษต่อเนื้อเยื่อของปะการัง ปะการังจึงขับสาหร่ายออกจากเนื้อเยื่อเพื่อลดปริมาณอนุมูลอิสระในเซลล์ ปะการังจึงเหลือเพียงเนื้อเยื่อใสๆ เผยให้เห็นสีขาวของโครงสร้างหินปูนที่อยู่ภายใน จนเป็นที่มาของ ‘ปะการังฟอกขาว’ การสูญเสียสาหร่ายไม่ได้เพียงพรากสีสันไปจากปะการังเท่านั้น แต่การฟอกขาวเป็นระยะเวลานาน ทำให้ปะการังขาดอาหาร และมีโอกาสตายสูง

เดือดร้อนทำไม แค่ปะการังตาย?
แนวปะการังไม่เพียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม สร้างความเพลิดเพลิน หรือไว้เซลฟี่สวยๆ ใต้ทะเลเท่านั้น แต่แนวปะการังเป็นทั้งแหล่งผลิตอาหารและสร้างอาชีพที่สำคัญของมวลมนุษยชาติ แม้ว่าแนวปะการังจะครอบคลุมพื้นที่แค่ 1% ของพื้นที่ใต้ทะเลทั้งหมด แต่ว่าสิ่งมีชีวิตในทะเลประมาณ 25% ใช้ประโยชน์จากปะการัง ทั้งเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และที่หลบภัยของสัตว์ทะเลจำนวนมาก อีกทั้งยังมีประชากรกว่า 500 ล้านคนบนโลกที่ต้องอาศัยพึ่งพาประโยชน์จากแนวปะการัง มีการประมาณการว่ามูลค่าที่ได้จากแนวปะการังทั่วโลกนั้นสูงกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี การสูญเสียแนวปะการังที่ใช้เวลาเติบโตนานนับ 100 ปี ในชั่วพริบตา ย่อมหมายถึงการสูญหายของสัตว์ทะเลจำนวนมาก ปลาในมหาสมุทรเกือบครึ่งหากินในแนวปะการังแทบทั้งสิ้น และแน่นอนเราจะขาดแคลนแหล่งอาหาร มีคนอีกจำนวนมากที่ต้องตกงานและขาดรายได้จากการทำประมงและการท่องเที่ยว ท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมมือกับศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ศึกษาวิจัย ‘กระบวนการตอบสนองของปะการังต่อการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำทะเลและการประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังในน่านน้ำไทยเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ท้องทะเลอย่างยั่งยืน’

ดร.วิรัลดา ภูตะคาม นักวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. เริ่มต้นศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการัง เนื่องจากประเทศไทยไม่เคยมีการศึกษามาก่อน และความหลากหลายทางพันธุกรรมถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์ เช่น หากปะการังเขากวางที่เหลืออยู่ในทะเลไทยมีความหลากหลายทางพันธุกรรมน้อยมาก หรืออาจเปรียบเทียบได้ว่าโลกของเราเหลือแค่กลุ่มคนเอเชียเท่านั้น เมื่อเกิดโรคระบาดหรือภัยพิบัติรุนแรงที่มีผลจำเพาะต่อปะการังเขากวางหรือคนเอเชีย สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นี้จะมีโอกาสตายทั้งหมดหรือสูญพันธุ์

ในงานวิจัยเริ่มศึกษาจากปะการังโขด (Porites lutea) เนื่องจากเป็นปะการังชนิดเด่นและเป็นโครงสร้างหลักของแนวปะการังในทะเลไทย ที่สำคัญมีแนวโน้มอยู่รอดได้เมื่อเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว โดยศึกษาตัวอย่างปะการังโขดจาก 16 เกาะ ที่กระจายอยู่ในอ่าวไทยและอันดามัน ผลวิจัยเบื้องต้นพบว่า ความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังโขดในทะเลฝั่งอันดามันมีน้อยกว่าทางฝั่งอ่าวไทย นั่นคือหากเกิดการฟอกขาวหรือโรคระบาดที่มีผลต่อปะการังโขดในฝั่งอันดามันจะมีโอกาสเสี่ยงสูญพันธุ์ได้ ทั้งนี้ยังได้เตรียมศึกษาปะการังสกุลอื่นๆ เช่น ปะการังเขากวาง ปะการังดอกกะหล่ำ ปะการังผิวเกล็ดน้ำแข็ง และปะการังลายดอกไม้ เพื่อสร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรมปะการังของประเทศ สำหรับเฝ้าระวังปะการังสายพันธุ์ต่างๆ ที่อาจเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และอาจเป็นหนทางสู่การอนุรักษ์ฟื้นฟู เช่น นำปะการังมาผสมเทียมแบบอาศัยเพศ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรม สร้างโอกาสในการอยู่รอดมากขึ้น

ปะการังทนร้อน หนทางรอดภาวะฟอกขาว
ทีมวิจัยยังได้ศึกษาลงลึกถึงระดับยีนเพื่อหา ‘ปะการังทนร้อน’ ด้วยการสกัดสารพันธุกรรมอาร์เอ็นเอ (RNA) เพื่อศึกษาการแสดงออกของยีนต่างๆ เมื่อเกิดการฟอกขาว และเปรียบเทียบระหว่างปะการังโคโลนีที่ทนร้อนกับฟอกขาวว่ามีปฏิกิริยาตอบสนองต่ออุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นต่างกันหรือไม่

ผลการวิจัยเบื้องต้นพบยีนที่แสดงออกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ยีนส่วนใหญ่มีการแสดงออกสูงขึ้น เช่น กลุ่มยีนที่มีบทบาทในการกำจัดปริมาณอนุมูลอิสระที่สาหร่าย Symbiodinium ผลิตมากผิดปกติไปในช่วงที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น นอกจากนี้ยังพบยีนอีกหลายตำแหน่งที่แสดงออกแตกต่างกัน ซึ่งทีมวิจัยอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูล และค้นหาเครื่องหมายโมเลกุล (DNA marker) ที่สัมพันธ์กับลักษณะการทนต่อการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำทะเล หรือความทนร้อนของปะการัง สำหรับใช้คัดเลือกปะการังพ่อแม่พันธุ์ที่ทนร้อน เพื่อขยายพันธุ์ ก่อนทำการย้ายปลูกกลับสู่ทะเล ช่วยให้การฟื้นฟูมีประสิทธิภาพ ได้ปะการังที่ทนต่อสภาวะภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในอนาคต

แม้การใช้เทคโนโลยีจีโนมิกส์มาช่วยในการอนุรักษ์ฟื้นฟูปะการังมีบทบาทสำคัญและอาจเป็นความหวังต่อป้องกันการสูญพันธุ์ของปะการังบางสายพันธุ์ได้ แต่สิ่งที่จะนำไปสู่การอนุรักษ์ความหลากหลายของปะการังและสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ได้ดีที่สุด คือความร่วมมือและพยายามอย่างจริงจังในการหันกลับมาดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

เรียบเรียง: วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายเผยแพร่วิทยาศาสตร์ สวทช.

กราฟิก: ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายสื่อวิทยาศาสตร์ สวทช.

ภาพ: ดร.ลลิตา ปัจฉิม, วุฒิชัย เหมือนทอง

งานวิจัย: กระบวนการตอบสนองของปะการังต่อการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำทะเลและการประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังในน่านน้ำไทยเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ท้องทะเลอย่างยั่งยืน โดย ดร.วิรัลดา ภูตะคาม และคณะวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช.

ประเภทข่าว: 
news

สวทช. จับมือ สพภ. ผนึกกำลังพันธมิตรทั่วประเทศ จัด IBD2019 งานประชุมวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพครั้งแรกของไทย

Hits 73 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/27-activity/134-ibd2019-22-5-2562
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, May 24, 2019
รายละเอียด: 

22 พฤษภาคม 2562 : สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานประชุมวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (International Conference on Biodiversity 2019: IBD2019) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤษภาคม 2562 ณ ชั้น 22-23 เซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ จัดโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรด้านความหลากหลายทางชีวภาพ อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมป่าไม้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันยกระดับงานวิจัยและอนุรักษ์ รวมทั้งการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพจากความหลากหลายทางชีวภาพ อันจะมีประโยชน์อย่างสูงในการส่งมอบทรัพยากรที่มีคุณค่าให้กับประเทศ สร้างความมั่นคั่ง และยั่งยืนต่อไป

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กราบบังคมทูลว่า การจัดงานประชุม IBD2019 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ อาทิ ด้านอนุกรมวิธาน เทคโนโลยีและนวัตกรรมการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์และฟื้นฟูถิ่นอาศัยทั้งในและนอกถิ่นกำเนิด เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืน ตลอดจนการเผยแพร่ผลงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันวางแนวทางการพัฒนาทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนไทย

ภายในงานมีกิจกรรมหลัก ประกอบด้วย การสัมมนาวิชาการ ซึ่งเป็นการนำเสนอความก้าวหน้าของการวิจัยและพัฒนา โดยวิทยากรรับเชิญที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 116 คน ในหัวข้อหลัก 4 หัวข้อ ได้แก่ สายพันธุ์ในระบบนิเวศ (Species in Natural Ecosystem) การใช้ประโยชน์ (Utilization) ผลกระทบและภัยคุกคาม (Impact and Threat) และ การจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Management) นอกจากนี้ ได้เชิญนักพฤกษศาสตร์ 16 ท่าน จากสวนพฤกษศาสตร์ชั้นนำของโลก มาบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับพืชและการรวบรวมพืชในสวนพฤกษศาสตร์ ในฐานะเป็นแหล่งรวมความรู้และรักษาเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ

พร้อมการจัดนิทรรศการ “ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยจากภูผาสู่มหานที (Discovers the Treasures and Unique Biodiversity in Thailand (From the Mountain to the Sea)” และกิจกรรมสาธิตเพื่อส่งเสริมอาชีพ และการแสดงผลิตภัณฑ์ของชุมชน

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กราบบังคมทูลว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับหน่วยงาน ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น รวม 31 องค์กร 25 ชุมชน ซึ่งล้วนแต่เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานสนองพระราชดำริของใต้ฝ่าละอองพระบาทด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและความหลากหลายทางชีวภาพ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมนิทรรศการ ภายใต้แนวคิด “เมืองแห่งความอุดมสมบูรณ์ ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ” หรือ “Bio-Wealth Country” ประกอบด้วยนิทรรศการ 9 ส่วน อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการวิทยาศาสตร์และลานเรียนรู้สำหรับเยาวชน นิทรรศการด้านการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนท้องถิ่น นิทรรศการความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการเก็บรักษาในระยะยาว นิทรรศการด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและอนุรักษ์ รวมทั้งกิจกรรมสาธิตเพื่อส่งเสริมอาชีพ และการแสดงผลิตภัณฑ์ของชุมชน ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ถึงความอุดมสมบรูณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพบนผืนแผ่นดินไทย ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำมาใช้สร้างประโยชน์ พัฒนาประเทศ และสร้างเสริมความอยู่ดีกินดีของประชาชนอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงการดูแลรักษา และการคงอยู่ของความหลากหลายทางชีวภาพนั้นๆ ด้วย

พร้อมกันนี้วันที่ 22 พฤษภาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็นวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ในปีนี้ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพกับอาหารและสุขภาพของมนุษย์ ภายใต้หัวข้อ “ความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างอาหาร เสริมสุขภาพ (Our Biodiversity, Our Food, Our Health)” เพื่อยกระดับความรู้ และความตระหนักในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของอาหารและโภชนาการที่หลากหลาย จึงได้มีการจัดแสดงนิทรรศการในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กราบบังคมทูลเบิกวิทยากร ได้แก่ ดร.ราเชล วามิงตัน ผู้จัดการทีมวิทยาศาสตร์ โครงการ Eden Project สหราชอาณาจักร ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจจับและควบคุมโรคพืชโดยทำงานเกี่ยวกับเชื้อโรคที่มีผลกระทบต่อพืชมากกว่า 400 สายพันธุ์ที่มาบรรยายเรื่อง “สวนพฤกษศาสตร์ผาแดง: ต้นแบบของสวนพฤกษศาสตร์เขตร้อนที่เกิดจากการฟื้นฟู”และ นายอาลี โยฮันน์ ไฮเออร์ บริษัท อาร์ดับเบิ้ลยูอี เทคโนโลยี อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศเยอรมัน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเหมืองแร่ขนาดใหญ่ในการทำเหมืองแร่แบบเหมืองหาบ บรรยายเรื่อง “มุมมองทางวิชาการของการฟื้นฟูเหมืองแร่ในแอ่งลิกไนต์จากแม่น้ำไรน์ และวิธีการที่เป็นไปได้ของความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจฐานชีวภาพ และการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชน”

จากนั้น ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ขอพระราชทานพระบรม ราชานุญาต เบิก 2 ผู้แทนเยาวชนดีเด่นด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อกล่าวคำปฏิญญาเยาวชนด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีใจความสรุปว่า ในฐานะเยาวชนไทยมีความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนเกิดความรัก หวงแหน และจะช่วยกันรักษาระบบนิเวศและธรรมชาติ

จากนั้นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการ เรื่อง “ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยจากภูผาสู่มหานที (Discovers the Treasures and Unique Biodiversity in Thailand (From the Mountain to the Sea)” และทอดพระเนตรนิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ Smart Patrol เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความมั่นคงของทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ซึ่งเป็นระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สัตว์ป่าและพืชมีค่าใกล้สูญพันธุ์รอดพ้นจากการคุกคาม การขยายพันธุ์ปะการังอ่อนจากฟาร์มต้นแบบ เพื่อใช้ประโยชน์ในการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและการสร้างแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลเชิงนิเวศ การฟื้นฟูป่าชายเลนโดยใช้นวัตกรรมไม้โกงกางเทียม ด้วยนวัตกรรม "ซีออส" (C-Aoss/CapsultArtoOcean Sediment System) เป็นนวัตกรรมทางเลือกใหม่ในการช่วยเร่งการตกตะกอนของหาดเลน ทำจากวัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ออกแบบให้มีรากคล้ายโกงกาง ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ติดตั้งง่ายและชุมชนสามารถดำเนินการเองได้ การอนุรักษ์เต่ามะเฟือง พบได้ในประเทศไทยและเป็นเต่าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และไม่พบการขึ้นมาวางไข่บนชายหาดของไทยนานถึง 5 ปี จนล่าสุดเมื่อปี 2561 ได้พบไข่ของแม่เต่ามะเฟืองที่หาดคึกคัก และหาดท่าไทร จังหวัดพังงา ทำให้มีลูกเต่ามะเฟืองที่สามารถคลานลงสู่ทะเลได้ทั้งสิ้น 127 ตัว อันส่งผลความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการอนุรักษ์ฟื้นฟูเต่าทะเลที่เป็นสัตว์ทะเลหายาก เป็นต้น การนำเสนอเห็ดเศรษฐกิจของประเทศไทย เพาะเลี้ยงง่าย สร้างรายได้ในครัวเรือน แสดงผลิตภัณฑ์จากเห็ด เช่น น้ำเห็ด เยลลี่เห็ด เฉาก๊วยเห็ด เห็ดเป็นยา เป็นอาหาร และสถานการณ์การผลิตเห็ดของประเทศไทย เป็นต้น

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานเพื่อชมนิทรรศการที่จะเปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้ - 24 พฤษภาคม 2562 เวลา 09.00 - 17.00 น. ณ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.ibd2019.org หรือสอบถามโทร. 0 2564 8000

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (พว.)