Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (พว.)

การประกวด Young Makers Contest เฟ้นหาเมกเกอร์รุ่นใหม่กลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 4

Hits 14 ครั้ง
URL: 
https://www.nstda.or.th/sims/login/
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, June 25, 2019
รายละเอียด: 

การประกวด Young Makers Contest เฟ้นหาเมกเกอร์รุ่นใหม่กลับมาอีกครั้งเป็นปีที่ 4! ขอเชิญน้องๆ นักเรียน นักศึกษา ทั้งสายอาชีวศึกษาและสายสามัญ ส่งผลงานเข้าร่วมการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับเมกเกอร์รุ่นใหม่ ในหัวข้อ “Social Innovations: นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ยั่งยืน” ชิงรางวัลทุนการศึกษาและทริปร่วมงาน Maker Faire ระดับโลก ณ สหรัฐอเมริกา รวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท โดยการประกวดแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. นักเรียน-นักศึกษาสายอาชีพ (ระดับไม่เกินปริญญาตรี สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษา) และ 2. นักเรียน-นักศึกษาสายสามัญ (ระดับไม่เกินปริญญาตรี) สนใจสมัคร สามารถลงทะเบียนดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/sims/login/ ส่งใบสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2562 นะครับ

ประเภทข่าว: 
news

ปะการังทนร้อน’ ทางรอดโลกวิกฤติ

Hits 35 ครั้ง
URL: 
https://www.nstda.or.th/th/news/12571-sci-update-20190522
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, May 30, 2019
รายละเอียด: 

ทั่วโลกสูญเสียปะการังไปแล้ว 50% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าในปี 2050 แนวปะการังอาจตายลงเกือบทั้งหมด
อุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน ก่อให้เกิด ‘ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว’ ที่กำลังสร้างหายนะให้แก่แนวปะการังทั่วโลก
นักวิทยาศาสตร์ไทยเร่งศึกษา ‘ความหลากหลายพันธุกรรม’ เฝ้าระวังปะการังไทยเสี่ยงสูญพันธุ์ และใช้เครื่องหมายโมเลกุล (DNA marker) ทำนาย ‘ปะการังทนร้อน’ หนึ่งในทางรอดของปะการังท่ามกลางวิกฤติโลก

วันที่ 22 พฤษภาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติประกาศให้เป็น ‘วันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Day of Biological Diversity)’ เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชาคมโลกต่างตระหนักถึงความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ แต่นับวันสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติกลับเลวร้ายลงทุกที ล่าสุดรายงานประเมินสถานการณ์โลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศวิทยาระบุว่า พืชและสัตว์ราว 1 ล้านสายพันธุ์ จากทั้งหมด 8 ล้านสายพันธุ์ทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์! และนั่นรวมถึง ‘ปะการัง’

ไม่เพียงแค่การลักลอบจับปะการัง การทำประมงมากเกินความจำเป็นจะเป็นภัยคุกคามต่อปะการังแล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน คือตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิด ‘ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว (Coral Bleaching)’ ซึ่งกำลังสร้างความเสียหายให้แก่แนวปะการังและระบบนิเวศทางทะเลทั่วโลก และสถานการณ์ยังคงมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น และนั่นคือสัญญาณเตือนภัยต่อมนุษย์

น้ำทะเลร้อน ปะการังฟอกขาว
‘เมษา องศาเดือด’ ที่ผ่านมา อุณหภูมิที่พุ่งสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ทำเอาหลายคนบ่นอุบว่าอากาศช่างร้อนเสียเหลือเกิน แม้แต่น้ำประปาก็ยังได้ใช้น้ำอุ่นกันถ้วนหน้าโดยที่ไม่ต้องเสียเงินติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นเสียด้วยซ้ำ แต่มนุษย์เองยังสามารถหลบแดด เปิดเครื่องทำความเย็นช่วยคลายร้อนได้ แต่สำหรับปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่ต้องแช่อยู่ในน้ำทะเลที่แสนอุ่นทั้งวันคงไม่อาจทานทนได้

ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว คือ ภาวะที่ปะการังมีสีซีดจางจนมองเห็นเป็นสีขาว ซึ่งเป็นผลมาจากการสูญเสียสาหร่าย Symbiodinium สาหร่ายขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของปะการัง โดยปกติสาหร่ายซึ่งมีสีน้ำตาลจะอยู่ร่วมกับปะการังแบบพึ่งพากัน ปะการังให้ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย ขณะที่สาหร่ายสังเคราะห์แสงแบ่งอาหารและคาร์บอนให้แก่ปะการังเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและสร้างโครงสร้างหินปูน ซึ่งปะการังได้อาหารจากสาหร่ายมากถึง 70% ของพลังงานทั้งหมด ขณะเดียวกันสาหร่ายยังมีส่วนสร้างสีสันที่สวยงามให้แก่ปะการัง เพราะปกติเนื้อเยื่อของปะการังเป็นเพียงเนื้อเยื่อใสๆ เท่านั้น แต่เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น สาหร่ายจะผลิตอนุมูลอิสระ (free radical) ในปริมาณมาก ซึ่งเป็นพิษต่อเนื้อเยื่อของปะการัง ปะการังจึงขับสาหร่ายออกจากเนื้อเยื่อเพื่อลดปริมาณอนุมูลอิสระในเซลล์ ปะการังจึงเหลือเพียงเนื้อเยื่อใสๆ เผยให้เห็นสีขาวของโครงสร้างหินปูนที่อยู่ภายใน จนเป็นที่มาของ ‘ปะการังฟอกขาว’ การสูญเสียสาหร่ายไม่ได้เพียงพรากสีสันไปจากปะการังเท่านั้น แต่การฟอกขาวเป็นระยะเวลานาน ทำให้ปะการังขาดอาหาร และมีโอกาสตายสูง

เดือดร้อนทำไม แค่ปะการังตาย?
แนวปะการังไม่เพียงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม สร้างความเพลิดเพลิน หรือไว้เซลฟี่สวยๆ ใต้ทะเลเท่านั้น แต่แนวปะการังเป็นทั้งแหล่งผลิตอาหารและสร้างอาชีพที่สำคัญของมวลมนุษยชาติ แม้ว่าแนวปะการังจะครอบคลุมพื้นที่แค่ 1% ของพื้นที่ใต้ทะเลทั้งหมด แต่ว่าสิ่งมีชีวิตในทะเลประมาณ 25% ใช้ประโยชน์จากปะการัง ทั้งเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และที่หลบภัยของสัตว์ทะเลจำนวนมาก อีกทั้งยังมีประชากรกว่า 500 ล้านคนบนโลกที่ต้องอาศัยพึ่งพาประโยชน์จากแนวปะการัง มีการประมาณการว่ามูลค่าที่ได้จากแนวปะการังทั่วโลกนั้นสูงกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี การสูญเสียแนวปะการังที่ใช้เวลาเติบโตนานนับ 100 ปี ในชั่วพริบตา ย่อมหมายถึงการสูญหายของสัตว์ทะเลจำนวนมาก ปลาในมหาสมุทรเกือบครึ่งหากินในแนวปะการังแทบทั้งสิ้น และแน่นอนเราจะขาดแคลนแหล่งอาหาร มีคนอีกจำนวนมากที่ต้องตกงานและขาดรายได้จากการทำประมงและการท่องเที่ยว ท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมมือกับศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเล กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ศึกษาวิจัย ‘กระบวนการตอบสนองของปะการังต่อการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำทะเลและการประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังในน่านน้ำไทยเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ท้องทะเลอย่างยั่งยืน’

ดร.วิรัลดา ภูตะคาม นักวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. เริ่มต้นศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการัง เนื่องจากประเทศไทยไม่เคยมีการศึกษามาก่อน และความหลากหลายทางพันธุกรรมถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตแต่ละสายพันธุ์ เช่น หากปะการังเขากวางที่เหลืออยู่ในทะเลไทยมีความหลากหลายทางพันธุกรรมน้อยมาก หรืออาจเปรียบเทียบได้ว่าโลกของเราเหลือแค่กลุ่มคนเอเชียเท่านั้น เมื่อเกิดโรคระบาดหรือภัยพิบัติรุนแรงที่มีผลจำเพาะต่อปะการังเขากวางหรือคนเอเชีย สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์นี้จะมีโอกาสตายทั้งหมดหรือสูญพันธุ์

ในงานวิจัยเริ่มศึกษาจากปะการังโขด (Porites lutea) เนื่องจากเป็นปะการังชนิดเด่นและเป็นโครงสร้างหลักของแนวปะการังในทะเลไทย ที่สำคัญมีแนวโน้มอยู่รอดได้เมื่อเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว โดยศึกษาตัวอย่างปะการังโขดจาก 16 เกาะ ที่กระจายอยู่ในอ่าวไทยและอันดามัน ผลวิจัยเบื้องต้นพบว่า ความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังโขดในทะเลฝั่งอันดามันมีน้อยกว่าทางฝั่งอ่าวไทย นั่นคือหากเกิดการฟอกขาวหรือโรคระบาดที่มีผลต่อปะการังโขดในฝั่งอันดามันจะมีโอกาสเสี่ยงสูญพันธุ์ได้ ทั้งนี้ยังได้เตรียมศึกษาปะการังสกุลอื่นๆ เช่น ปะการังเขากวาง ปะการังดอกกะหล่ำ ปะการังผิวเกล็ดน้ำแข็ง และปะการังลายดอกไม้ เพื่อสร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรมปะการังของประเทศ สำหรับเฝ้าระวังปะการังสายพันธุ์ต่างๆ ที่อาจเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และอาจเป็นหนทางสู่การอนุรักษ์ฟื้นฟู เช่น นำปะการังมาผสมเทียมแบบอาศัยเพศ เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรม สร้างโอกาสในการอยู่รอดมากขึ้น

ปะการังทนร้อน หนทางรอดภาวะฟอกขาว
ทีมวิจัยยังได้ศึกษาลงลึกถึงระดับยีนเพื่อหา ‘ปะการังทนร้อน’ ด้วยการสกัดสารพันธุกรรมอาร์เอ็นเอ (RNA) เพื่อศึกษาการแสดงออกของยีนต่างๆ เมื่อเกิดการฟอกขาว และเปรียบเทียบระหว่างปะการังโคโลนีที่ทนร้อนกับฟอกขาวว่ามีปฏิกิริยาตอบสนองต่ออุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นต่างกันหรือไม่

ผลการวิจัยเบื้องต้นพบยีนที่แสดงออกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ยีนส่วนใหญ่มีการแสดงออกสูงขึ้น เช่น กลุ่มยีนที่มีบทบาทในการกำจัดปริมาณอนุมูลอิสระที่สาหร่าย Symbiodinium ผลิตมากผิดปกติไปในช่วงที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น นอกจากนี้ยังพบยีนอีกหลายตำแหน่งที่แสดงออกแตกต่างกัน ซึ่งทีมวิจัยอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูล และค้นหาเครื่องหมายโมเลกุล (DNA marker) ที่สัมพันธ์กับลักษณะการทนต่อการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำทะเล หรือความทนร้อนของปะการัง สำหรับใช้คัดเลือกปะการังพ่อแม่พันธุ์ที่ทนร้อน เพื่อขยายพันธุ์ ก่อนทำการย้ายปลูกกลับสู่ทะเล ช่วยให้การฟื้นฟูมีประสิทธิภาพ ได้ปะการังที่ทนต่อสภาวะภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในอนาคต

แม้การใช้เทคโนโลยีจีโนมิกส์มาช่วยในการอนุรักษ์ฟื้นฟูปะการังมีบทบาทสำคัญและอาจเป็นความหวังต่อป้องกันการสูญพันธุ์ของปะการังบางสายพันธุ์ได้ แต่สิ่งที่จะนำไปสู่การอนุรักษ์ความหลากหลายของปะการังและสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ได้ดีที่สุด คือความร่วมมือและพยายามอย่างจริงจังในการหันกลับมาดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

เรียบเรียง: วัชราภรณ์ สนทนา ฝ่ายเผยแพร่วิทยาศาสตร์ สวทช.

กราฟิก: ฉัตรทิพย์ สุริยะ ฝ่ายสื่อวิทยาศาสตร์ สวทช.

ภาพ: ดร.ลลิตา ปัจฉิม, วุฒิชัย เหมือนทอง

งานวิจัย: กระบวนการตอบสนองของปะการังต่อการเพิ่มอุณหภูมิของน้ำทะเลและการประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมของปะการังในน่านน้ำไทยเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ท้องทะเลอย่างยั่งยืน โดย ดร.วิรัลดา ภูตะคาม และคณะวิจัยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช.

ประเภทข่าว: 
news

สวทช. จับมือ สพภ. ผนึกกำลังพันธมิตรทั่วประเทศ จัด IBD2019 งานประชุมวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพครั้งแรกของไทย

Hits 31 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/27-activity/134-ibd2019-22-5-2562
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, May 24, 2019
รายละเอียด: 

22 พฤษภาคม 2562 : สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานประชุมวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (International Conference on Biodiversity 2019: IBD2019) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤษภาคม 2562 ณ ชั้น 22-23 เซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ จัดโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรด้านความหลากหลายทางชีวภาพ อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมป่าไม้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันยกระดับงานวิจัยและอนุรักษ์ รวมทั้งการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพจากความหลากหลายทางชีวภาพ อันจะมีประโยชน์อย่างสูงในการส่งมอบทรัพยากรที่มีคุณค่าให้กับประเทศ สร้างความมั่นคั่ง และยั่งยืนต่อไป

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กราบบังคมทูลว่า การจัดงานประชุม IBD2019 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ อาทิ ด้านอนุกรมวิธาน เทคโนโลยีและนวัตกรรมการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์และฟื้นฟูถิ่นอาศัยทั้งในและนอกถิ่นกำเนิด เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืน ตลอดจนการเผยแพร่ผลงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันวางแนวทางการพัฒนาทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนไทย

ภายในงานมีกิจกรรมหลัก ประกอบด้วย การสัมมนาวิชาการ ซึ่งเป็นการนำเสนอความก้าวหน้าของการวิจัยและพัฒนา โดยวิทยากรรับเชิญที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งสิ้น 116 คน ในหัวข้อหลัก 4 หัวข้อ ได้แก่ สายพันธุ์ในระบบนิเวศ (Species in Natural Ecosystem) การใช้ประโยชน์ (Utilization) ผลกระทบและภัยคุกคาม (Impact and Threat) และ การจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Management) นอกจากนี้ ได้เชิญนักพฤกษศาสตร์ 16 ท่าน จากสวนพฤกษศาสตร์ชั้นนำของโลก มาบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับพืชและการรวบรวมพืชในสวนพฤกษศาสตร์ ในฐานะเป็นแหล่งรวมความรู้และรักษาเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ

พร้อมการจัดนิทรรศการ “ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยจากภูผาสู่มหานที (Discovers the Treasures and Unique Biodiversity in Thailand (From the Mountain to the Sea)” และกิจกรรมสาธิตเพื่อส่งเสริมอาชีพ และการแสดงผลิตภัณฑ์ของชุมชน

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กราบบังคมทูลว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับหน่วยงาน ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น รวม 31 องค์กร 25 ชุมชน ซึ่งล้วนแต่เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติงานสนองพระราชดำริของใต้ฝ่าละอองพระบาทด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและความหลากหลายทางชีวภาพ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมนิทรรศการ ภายใต้แนวคิด “เมืองแห่งความอุดมสมบูรณ์ ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ” หรือ “Bio-Wealth Country” ประกอบด้วยนิทรรศการ 9 ส่วน อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการวิทยาศาสตร์และลานเรียนรู้สำหรับเยาวชน นิทรรศการด้านการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนท้องถิ่น นิทรรศการความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการเก็บรักษาในระยะยาว นิทรรศการด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและอนุรักษ์ รวมทั้งกิจกรรมสาธิตเพื่อส่งเสริมอาชีพ และการแสดงผลิตภัณฑ์ของชุมชน ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ถึงความอุดมสมบรูณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพบนผืนแผ่นดินไทย ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำมาใช้สร้างประโยชน์ พัฒนาประเทศ และสร้างเสริมความอยู่ดีกินดีของประชาชนอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงการดูแลรักษา และการคงอยู่ของความหลากหลายทางชีวภาพนั้นๆ ด้วย

พร้อมกันนี้วันที่ 22 พฤษภาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็นวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ในปีนี้ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพกับอาหารและสุขภาพของมนุษย์ ภายใต้หัวข้อ “ความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างอาหาร เสริมสุขภาพ (Our Biodiversity, Our Food, Our Health)” เพื่อยกระดับความรู้ และความตระหนักในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของอาหารและโภชนาการที่หลากหลาย จึงได้มีการจัดแสดงนิทรรศการในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กราบบังคมทูลเบิกวิทยากร ได้แก่ ดร.ราเชล วามิงตัน ผู้จัดการทีมวิทยาศาสตร์ โครงการ Eden Project สหราชอาณาจักร ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจจับและควบคุมโรคพืชโดยทำงานเกี่ยวกับเชื้อโรคที่มีผลกระทบต่อพืชมากกว่า 400 สายพันธุ์ที่มาบรรยายเรื่อง “สวนพฤกษศาสตร์ผาแดง: ต้นแบบของสวนพฤกษศาสตร์เขตร้อนที่เกิดจากการฟื้นฟู”และ นายอาลี โยฮันน์ ไฮเออร์ บริษัท อาร์ดับเบิ้ลยูอี เทคโนโลยี อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศเยอรมัน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเหมืองแร่ขนาดใหญ่ในการทำเหมืองแร่แบบเหมืองหาบ บรรยายเรื่อง “มุมมองทางวิชาการของการฟื้นฟูเหมืองแร่ในแอ่งลิกไนต์จากแม่น้ำไรน์ และวิธีการที่เป็นไปได้ของความหลากหลายทางชีวภาพ เศรษฐกิจฐานชีวภาพ และการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชน”

จากนั้น ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ขอพระราชทานพระบรม ราชานุญาต เบิก 2 ผู้แทนเยาวชนดีเด่นด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อกล่าวคำปฏิญญาเยาวชนด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีใจความสรุปว่า ในฐานะเยาวชนไทยมีความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งปลูกจิตสำนึกให้ทุกคนเกิดความรัก หวงแหน และจะช่วยกันรักษาระบบนิเวศและธรรมชาติ

จากนั้นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการ เรื่อง “ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยจากภูผาสู่มหานที (Discovers the Treasures and Unique Biodiversity in Thailand (From the Mountain to the Sea)” และทอดพระเนตรนิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ Smart Patrol เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความมั่นคงของทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ซึ่งเป็นระบบลาดตระเวนเชิงคุณภาพ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถดูแลทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สัตว์ป่าและพืชมีค่าใกล้สูญพันธุ์รอดพ้นจากการคุกคาม การขยายพันธุ์ปะการังอ่อนจากฟาร์มต้นแบบ เพื่อใช้ประโยชน์ในการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและการสร้างแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลเชิงนิเวศ การฟื้นฟูป่าชายเลนโดยใช้นวัตกรรมไม้โกงกางเทียม ด้วยนวัตกรรม "ซีออส" (C-Aoss/CapsultArtoOcean Sediment System) เป็นนวัตกรรมทางเลือกใหม่ในการช่วยเร่งการตกตะกอนของหาดเลน ทำจากวัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ออกแบบให้มีรากคล้ายโกงกาง ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ติดตั้งง่ายและชุมชนสามารถดำเนินการเองได้ การอนุรักษ์เต่ามะเฟือง พบได้ในประเทศไทยและเป็นเต่าทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และไม่พบการขึ้นมาวางไข่บนชายหาดของไทยนานถึง 5 ปี จนล่าสุดเมื่อปี 2561 ได้พบไข่ของแม่เต่ามะเฟืองที่หาดคึกคัก และหาดท่าไทร จังหวัดพังงา ทำให้มีลูกเต่ามะเฟืองที่สามารถคลานลงสู่ทะเลได้ทั้งสิ้น 127 ตัว อันส่งผลความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการอนุรักษ์ฟื้นฟูเต่าทะเลที่เป็นสัตว์ทะเลหายาก เป็นต้น การนำเสนอเห็ดเศรษฐกิจของประเทศไทย เพาะเลี้ยงง่าย สร้างรายได้ในครัวเรือน แสดงผลิตภัณฑ์จากเห็ด เช่น น้ำเห็ด เยลลี่เห็ด เฉาก๊วยเห็ด เห็ดเป็นยา เป็นอาหาร และสถานการณ์การผลิตเห็ดของประเทศไทย เป็นต้น

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานเพื่อชมนิทรรศการที่จะเปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้ - 24 พฤษภาคม 2562 เวลา 09.00 - 17.00 น. ณ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.ibd2019.org หรือสอบถามโทร. 0 2564 8000

ประเภทข่าว: 
news

ขอเชิญ SME ผักและผลไม้ใน จ.ราชบุรี และใกล้เคียง เข้าสัมมนาพัฒนาระบบเกษตรด้วยนวัตกรรม 4.0

Hits 36 ครั้ง
URL: 
https://www.nstda.or.th/th/news/12530-20190502-smart-farmer
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, May 7, 2019
รายละเอียด: 

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ขอเชิญผู้ประกอบการผักและผลไม้ รวมถึงกลุ่ม SME ทั่วไปในจังหวัดราชบุรีและใกล้เคียง เข้าร่วมอบรมสัมมนาในหัวข้อ “การพัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืนด้วยนวัตกรรม 4.0” ภายใต้โครงการยกระดับผักและผลไม้ไทย : โอกาสสำหรับพัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน เพื่อรับทราบถึงแนวทางพัฒนาการเกษตรด้วยนวัตกรรม และการก้าวสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farmer) พร้อมรับฟังบรรยายนวัตกรรมและกระบวนการที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเกษตร โดยนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ในวันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2562 เวลา 08.30 - 16.30 น. ที่โรงแรม ณ เวลา อ.เมือง จ.ราชบุรี ขอสงวนสิทธิ์รับเฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคล จำนวนจำกัด 50 ท่าน ภายใน 17 พฤษภาคมนี้ สอบถามและลงทะเบียนได้ที่ คุณพนิตา โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1301 มือถือ 063-915-6656 หรืออีเมล panita@nstda.or.th

ประเภทข่าว: 
news

ฟู้ดอินโนโพลิส-สวทช. เนรมิตลานปล่อยของเทรนด์อาหารนวัตกรรม พร้อมประกวดผลงานเด็กวิทย์ชิงทุนพัฒนานวัตกรรมในงาน Food Innovation Thailand 2019

Hits 57 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/8056-food-innovation-thailand-2019
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, April 2, 2019
รายละเอียด: 

(27 มีนาคม 2562) ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิล์ด สแควร์บี กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ร่วมกับ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด จัดงาน Food Innovation Thailand 2019 (FIT 2019) งานอาหารแห่งอนาคตที่ใหญ่ที่สุด พร้อมกิน ช๊อป และชมผลงานเด็กวิทย์ที่รังสรรค์ให้เห็นเทรนด์อาหารนวัตกรรม ระหว่างวันที่ 27-28 มี.ค. 62 ที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิล์ด สแควร์บี พร้อมเปิดเวทีประกวดโครงการนวัตกรรมอาหาร Food Innopolis Innovation Contest 2018/2019 รอบชิงชนะเลิศ มี 24 ทีมผ่านเข้ารอบทั้ง ระดับนักศึกษาและบุคคลทั่วไป จากการคัดเลือกทั่วประเทศกว่า 150 ทีม ร่วมปล่อยของโชว์แนวคิดและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารต้นแบบ ชิงเงินรางวัลเพื่อลงทุนสร้างธุรกิจด้านวัตกรรมอาหาร นำผลงานสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริงต่อไป

โดยพิธีเปิดมี ผศ.ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการเมืองนวัตกรรมอาหาร พร้อมด้วย คุณตง ธีระนุสรณ์กิจ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คุณพร ดารีพัฒน์ Executive Vice President บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ในเครือบุญรอด ตลอดจนคณะผู้บริหาร และผู้สนับสนุน ร่วมเปิดงาน
ผศ.ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการเมืองนวัตกรรมอาหาร เปิดเผยว่า เมืองนวัตกรรมอาหารหรือ Food Innopolis เป็นโครงการของรัฐบาลภายใต้การบริหารจัดการโดย สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งหวังที่จะสร้าง พัฒนา และยกระดับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนวัตกรรมอาหาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและนำพาประเทศไปสู่การสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญของประเทศ ดังนั้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างนวัตกรรมและแรงจูงใจคิดพัฒนานวัตกรรมอาหารขึ้น FI Accelerator ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มภายใต้ Food Innopolis จึงจัดให้มีกิจกรรมประกวดนวัตกรรมอาหาร ซึ่งเปิดรับผลงานทั้งในระดับนักศึกษา และระดับบุคคลทั่วไป ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงจัดประกวดผลงานเท่านั้น แต่เป็นการอบรมและให้คำปรึกษาอย่างเข้มข้นในเรื่องแนวคิดนวัตกรรมและธุรกิจ โดยทำทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ก่อนจะเปิดรับผลงานส่งเข้าประกวด มุ่งหวังจะกระตุ้นให้นักศึกษาคนรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการสามารถใช้เครื่องมือในการสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ และนำผลงานออกสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง งานนี้จัดขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เช่น บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจของ บุญรอดบริวเวอร์รี่ จำกัด และหน่วยงานภาครัฐ เช่น ธนาคารออมสิน เป็นต้น

งาน FIT 2019 หรือ Food Innovation Thailand 2019 เป็นงานที่รวบรวมกิจกรรมด้านนวัตกรรมอาหารไว้ทั้งหมดกว่า 70 ผลงานภายในงาน ได้แก่ 24 ผลงานจากการประกวดในโครงการนวัตกรรมอาหาร Food Innopolis Innovation Contest 2018/19 รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 มีธีมการแข่งขัน 2 แบบ คือ Better Foods และ Food for Aging แบ่งเป็นรุ่น Light Weight (นักศึกษาปริญญาตรี) จำนวน 16 ทีม อาทิ ผลงานพัฒนาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพ ผลงานพัฒนาสาโทแดงที่ผลิตจากข้าวเจ้าแดง ผลงานขนมบิสกิตแผ่นบางใช้นวัตกรรมการแตกตัวของโมเลกุลโปรตีนและการอบ เป็นต้น ขณะที่รุ่น Heavy Weight (นักศึกษาปริญญาโท และผู้ประกอบการ/บุคคลทั่วไป) จำนวน 8 ทีม อาทิ ผลงานเครื่องดื่มผงจากข้าวหอมนิลเสริมสมุนไพรสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เครื่องดื่มเจลให้พลังงานที่มี Synbiotics ที่ผ่านกระบวนการ Encapsulation สำหรับผู้ออกกำลังกาย เป็นต้น พร้อมกันนี้ บริเวณงานยังมีผลงานแสดงและออกร้านของผู้ประกอบการในโครงการเร่งรัดพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ไทย PADTHAI by Food Innopolis (ผู้ประกอบการที่มีผลงานนวัตกรรมอาหารมาแล้ว และอยู่ในโครงการฯ) จำนวน 14 บริษัท และบูธจำหน่ายสินค้าอาหารนวัตกรรมจากผู้ประกอบการต่างๆ (Food Creative Shop) จำนวน 30 ร้านค้า

FIT 2019 (Food Innovation Thailand 2019) งานนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตที่ใหญ่ที่สุด จัดปีละครั้ง รวมผลงานนวัตกรรมอาหารให้ชิม ช็อป กว่า 70 ร้าน ระหว่างวันที่ 27-28 มี.ค. 62 ที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิล์ด สแควร์บี ตั้งแต่เวลา 11.00 - 21.00 น. ชมข้อมูลเพิ่มเติมและร่วมโหวตผลงานนวัตกรรมอาหารที่ชื่นชอบในการประกวด Food Innopolis Innovation Contest ได้ที่ https://foodinnopoliscontest2019.com/

ข้อมูลข่าวโดย : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

ประเภทข่าว: 
news

ฟู้ดอินโนโพลิส-สวทช. เนรมิตลานปล่อยของเทรนด์อาหารนวัตกรรม พร้อมประกวดผลงานเด็กวิทย์ชิงทุนพัฒนานวัตกรรมในงาน Food Innovation Thailand 2019

Hits 62 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/8056-food-innovation-thailand-2019
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, March 29, 2019
รายละเอียด: 

(27 มีนาคม 2562) ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิล์ด สแควร์บี กรุงเทพฯ : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ร่วมกับ บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด จัดงาน Food Innovation Thailand 2019 (FIT 2019) งานอาหารแห่งอนาคตที่ใหญ่ที่สุด พร้อมกิน ช๊อป และชมผลงานเด็กวิทย์ที่รังสรรค์ให้เห็นเทรนด์อาหารนวัตกรรม ระหว่างวันที่ 27-28 มี.ค. 62 ที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิล์ด สแควร์บี พร้อมเปิดเวทีประกวดโครงการนวัตกรรมอาหาร Food Innopolis Innovation Contest 2018/2019 รอบชิงชนะเลิศ มี 24 ทีมผ่านเข้ารอบทั้ง ระดับนักศึกษาและบุคคลทั่วไป จากการคัดเลือกทั่วประเทศกว่า 150 ทีม ร่วมปล่อยของโชว์แนวคิดและผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารต้นแบบ ชิงเงินรางวัลเพื่อลงทุนสร้างธุรกิจด้านวัตกรรมอาหาร นำผลงานสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริงต่อไป

โดยพิธีเปิดมี ผศ.ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. และผู้อำนวยการเมืองนวัตกรรมอาหาร พร้อมด้วย คุณตง ธีระนุสรณ์กิจ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คุณพร ดารีพัฒน์ Executive Vice President บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ในเครือบุญรอด ตลอดจนคณะผู้บริหาร และผู้สนับสนุน ร่วมเปิดงาน
ผศ.ดร.อัครวิทย์ กาญจนโอภาษ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และผู้อำนวยการเมืองนวัตกรรมอาหาร เปิดเผยว่า เมืองนวัตกรรมอาหารหรือ Food Innopolis เป็นโครงการของรัฐบาลภายใต้การบริหารจัดการโดย สวทช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งหวังที่จะสร้าง พัฒนา และยกระดับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนวัตกรรมอาหาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและนำพาประเทศไปสู่การสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญของประเทศ ดังนั้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างนวัตกรรมและแรงจูงใจคิดพัฒนานวัตกรรมอาหารขึ้น FI Accelerator ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มภายใต้ Food Innopolis จึงจัดให้มีกิจกรรมประกวดนวัตกรรมอาหาร ซึ่งเปิดรับผลงานทั้งในระดับนักศึกษา และระดับบุคคลทั่วไป ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงจัดประกวดผลงานเท่านั้น แต่เป็นการอบรมและให้คำปรึกษาอย่างเข้มข้นในเรื่องแนวคิดนวัตกรรมและธุรกิจ โดยทำทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ก่อนจะเปิดรับผลงานส่งเข้าประกวด มุ่งหวังจะกระตุ้นให้นักศึกษาคนรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการสามารถใช้เครื่องมือในการสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ และนำผลงานออกสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง งานนี้จัดขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เช่น บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจของ บุญรอดบริวเวอร์รี่ จำกัด และหน่วยงานภาครัฐ เช่น ธนาคารออมสิน เป็นต้น

งาน FIT 2019 หรือ Food Innovation Thailand 2019 เป็นงานที่รวบรวมกิจกรรมด้านนวัตกรรมอาหารไว้ทั้งหมดกว่า 70 ผลงานภายในงาน ได้แก่ 24 ผลงานจากการประกวดในโครงการนวัตกรรมอาหาร Food Innopolis Innovation Contest 2018/19 รอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 มีธีมการแข่งขัน 2 แบบ คือ Better Foods และ Food for Aging แบ่งเป็นรุ่น Light Weight (นักศึกษาปริญญาตรี) จำนวน 16 ทีม อาทิ ผลงานพัฒนาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพ ผลงานพัฒนาสาโทแดงที่ผลิตจากข้าวเจ้าแดง ผลงานขนมบิสกิตแผ่นบางใช้นวัตกรรมการแตกตัวของโมเลกุลโปรตีนและการอบ เป็นต้น ขณะที่รุ่น Heavy Weight (นักศึกษาปริญญาโท และผู้ประกอบการ/บุคคลทั่วไป) จำนวน 8 ทีม อาทิ ผลงานเครื่องดื่มผงจากข้าวหอมนิลเสริมสมุนไพรสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เครื่องดื่มเจลให้พลังงานที่มี Synbiotics ที่ผ่านกระบวนการ Encapsulation สำหรับผู้ออกกำลังกาย เป็นต้น พร้อมกันนี้ บริเวณงานยังมีผลงานแสดงและออกร้านของผู้ประกอบการในโครงการเร่งรัดพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ไทย PADTHAI by Food Innopolis (ผู้ประกอบการที่มีผลงานนวัตกรรมอาหารมาแล้ว และอยู่ในโครงการฯ) จำนวน 14 บริษัท และบูธจำหน่ายสินค้าอาหารนวัตกรรมจากผู้ประกอบการต่างๆ (Food Creative Shop) จำนวน 30 ร้านค้า

FIT 2019 (Food Innovation Thailand 2019) งานนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตที่ใหญ่ที่สุด จัดปีละครั้ง รวมผลงานนวัตกรรมอาหารให้ชิม ช็อป กว่า 70 ร้าน ระหว่างวันที่ 27-28 มี.ค. 62 ที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิล์ด สแควร์บี ตั้งแต่เวลา 11.00 - 21.00 น. ชมข้อมูลเพิ่มเติมและร่วมโหวตผลงานนวัตกรรมอาหารที่ชื่นชอบในการประกวด Food Innopolis Innovation Contest ได้ที่ https://foodinnopoliscontest2019.com/

ประเภทข่าว: 
news

ก.วิทย์ฯ สวทช. จัดงาน “NAC2019” ประชุมวิชาการประจำปีครั้งยิ่งใหญ่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแนวใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Hits 56 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/8050-nac2019
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, March 27, 2019
รายละเอียด: 

(25 มีนาคม 2562) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2562 (NSTDA Annual Conference: NAC2019) ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจแห่งอนาคตไทย ก้าวไกลด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Moving Towards Thailand’s Future Economy with Science, Technology and Innovation)” ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 15 ระหว่างวันที่ 25 - 28 มีนาคม 2562 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยภายในงานมีการแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยของ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตร การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและทดสอบ กิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน และการสัมมนาที่น่าสนใจจากผู้ทรงคุณวุฒิและอบรมเชิงปฏิบัติการ มุ่งเน้นนำเสนอความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ เพื่อสนองตอบยุทธศาสตร์ของประเทศที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน วทน. การวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ นำมาพัฒนาขีดความสามารถด้าน วทน. ของประเทศ พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพ และสร้างความมั่นคง ยั่งยืนต่อไป

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กราบบังคมทูลรายงานตอนหนึ่งว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยงานในกำกับของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีเป้าหมายในการวิจัยและพัฒนาด้าน วทน. และพัฒนากลไกการส่งมอบ เพื่อผลักดันงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ทั้งเชิงพาณิชย์และสาธารณประโยชน์ ตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0 มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา สวทช. ดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ การศึกษา และเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ ส่งมอบผลงานวิจัยที่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และสังคมใน 5 ประเด็นมุ่งเน้น ได้แก่ 1. สารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่และนวัตกรรมอาหาร 2. ระบบขนส่งสมัยใหม่ 3. การสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทย 4. เคมีชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพ และ 5. นวัตกรรมเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน ผลงานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้สร้างมูลค่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นเงินมากกว่า 45,000 ล้านบาท หรือประมาณ 7 เท่าของค่าใช้จ่ายของ สวทช. ได้ผลงานที่เป็นองค์ความรู้ ได้แก่ สิ่งตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ 546 เรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญาที่ขอจด 383 คำขอ และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิตและบริการ 261 รายการ หน่วยงานรับมอบ 335 หน่วยงาน นอกจากนั้น สวทช. ได้สร้างเสริมขีดความสามารถเกษตรชุมชน โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกร 6,700 คน จาก 264 ชุมชน ใน 35 จังหวัด ครอบคลุมเทคโนโลยีหลัก 36 เรื่อง เช่น การแปรรูปมันสำปะหลัง ข้าว เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง การใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ และการใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อลดการใช้สารเคมี เป็นต้น รวมทั้งพัฒนาบุคลากรเข้าสู่อาชีพวิจัย ในรูปแบบการให้ทุนการศึกษาและการพัฒนาระบบนักวิจัยพี่เลี้ยง โดยมีนักวิจัย สวทช. เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ในการทำโครงงานวิจัยตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาถึงบัณฑิตศึกษาในประเทศ จำนวน 790 ทุน นอกจากนี้ สวทช.ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำเนินการบริหารจัดการโครงการที่มีความสำคัญและการลงทุนสูงมากของประเทศ เช่น การจัดตั้งเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EECi ซึ่งมีความก้าวหน้าในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาแผนที่นำทางเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ในเขต EECi ตามลำดับ

สำหรับการประชุมวิชาการประจำปีครั้งนี้ สวทช. หน่วยงานวิจัยและพัฒนาของประเทศ ผ่านการทำงานของ 4 ศูนย์เทคโนโลยีแห่งชาติ และสนับสนุนให้มีการนำผลงานวิจัยไปใช้ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สตาร์ทอัพ เกษตรกร และอุตสาหกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถด้าน วทน. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในปีนี้เน้นการวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ จากยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ประเทศโดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพของประเทศไปสู่ประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจแนวใหม่ 6 ด้าน ได้แก่ 1. เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) มุ่งเน้นใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และต้นทุนความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของประเทศเป็นตัวขับเคลื่อน 2. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มุ่งเน้นใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง 3. เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) มุ่งเน้นประหยัดพลังงาน ลดความเสี่ยงที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย ตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืน 4. เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Intelligent Economy) เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและบริการ โดยใช้เวลาน้อยลง 5. เศรษฐกิจร่วมใช้ประโยชน์ (Sharing Economy)เป็นรูปแบบเศรษฐกิจที่ใช้พื้นฐานแนวคิดความร่วมมือและแบ่งปัน ทำให้เกิดรูปแบบสินค้าและบริการใหม่ สร้างรายได้แบบพึ่งพากัน และ 6. เศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy) เป็นระบบที่นำความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้

ทั้งนี้ การประชุม NAC2019 เริ่มขึ้นในวันที่ 25 - 28 มีนาคม 2562 โดยมีกิจกรรมหลัก คือ การสัมมนาวิชาการเป็นเวทีนำเสนอความก้าวหน้าของการวิจัยและพัฒนา และการประชุมเชิงปฏิบัติการ รวม 49 หัวข้อ การแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและพัฒนาของ สวทช.และพันธมิตร ได้จัดโซนนิทรรศการเป็น 6 โซน ได้แก่ โซนเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และโครงการตามพระราชดำริ โซนพัฒนาเด็กและเยาวชน โซนสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร โซนงานวิจัยและพัฒนา โซนความร่วมมือภาคเอกชนและต่างประเทศ แและโซนผลิตภัณฑ์จากชุมชนเครือข่ายสวทช. การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและทดสอบของ สวทช. และบริษัทผู้เช่า รวม 24 ห้องปฏิบัติการ และกิจกรรมสำหรับครูและเยาวชนในโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โครงการมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทย โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาของโรงเรียนในชนบท โครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม หรือ Fabrication Lab เพื่อพัฒนาความเป็นนวัตกรสู่เด็กและเยาวชนไทย และโครงการ Coding at School Powered by KidBright รวม 11 กิจกรรม
นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กราบบังคมทูลรายงานและเบิกผู้เข้ารับพระราชทานรางวัลตามประเภทต่างๆ ในกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการวิจัยที่ สวทช. ให้การสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อให้เกิดบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ที่จะนำทรัพยากรต่างๆ มาประยุกต์ให้เกิดนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี ที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ตลอดจนอาศัยการเชื่อมโยงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปกับระบบการศึกษา ทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยแก่เด็ก เยาวชน และบุคคลทั่วไป ผ่านในหลากหลายกิจกรรมทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก เพื่อสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีความตระหนัก รวมไปถึงสร้างให้เกิดนวัตกรรมด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระจายความรู้ออกสู่สังคมไทยให้ทั่วถึงและเท่าเทียม
สำหรับในปี 2561 สวทช. ดำเนินโครงการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการวิจัยที่สำคัญ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการทุนนักวิจัยแกนนำ ประจำปี 2561 จำนวน 2 รางวัล โครงการการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 21 (National Software Contest: NSC2019) จำนวน 6 รางวัล และโครงการการแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 11 (The 11th Thailand Robot Design Contest: RDC 2018) จำนวน 1 รางวัล
จากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำรัสเปิดการประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจแห่งอนาคตไทย ก้าวไกลด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม(Moving Towards Thailand’s Future Economy with Science, Technology and Innovation)” และเสด็จพระราชดำเนินทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการ และทอดพระเนตรนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย และนิทรรศการผลงานวิจัย อาทิ การแสดงผลงานวิจัยทางด้านอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีความสําคัญต่อประเทศ มีมูลค่าการลงทุนสูง มีการใช้แรงงานจํานวนมาก และมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาสูงที่สุดเทียบกับอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ของประเทศ โดยจัดแสดงในรูปแบบของ BCG Café & restaurant เทคโนโลยีและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพสัตว์น้ำไทยอย่างยั่งยืน โครงความร่วมมืองานวิจัยทางด้านเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bioeconomy) เพื่อความยั่งยืน ระหว่าง สถาบัน Forschungszentrum Jülich สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และ สวทช. ไฮโดรเจลกักเก็บโปรตีนสำหรับอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์น้ำ นาโนวัคซีนเทคโนโลยีดูดซึมทางเหงือกต้านโรคในปลา TPMAP : ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า โครงการสื่อการสอนโปรแกรมมิ่งในโรงเรียน ต้นแบบอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบค่าความถูกต้องและแม่นยำของหุ่นยนต์อุตสาหกรรม สานพลังเทคโนโลยียางพารา สานชุมชน สานอุตสาหกรรม น้ำยางพาราข้นชนิดใหม่ ParaFIT สำหรับการผลิตหมอนและที่นอนยางพาราโดยเฉพาะ ความร่วมมือและสื่อการเรียนรู้ Fabrication Lab โดยมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง สนุกกับเครื่องมือ/อุปกรณ์ Fabrication Lab โครงงานวิทยาศาสตร์ Smart Farm, Smart Energy, Smart Industry เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกร โครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร และสมาคมระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะไทย เป็นต้น

พร้อมทั้งได้เสด็จเยี่ยมชมโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดย สวทช. ภายใต้โครงการพัฒนาพิเศษขนาดใหญ่ หรือ BIG ROCK ของรัฐบาล ซึ่งโรงงานผลิตพืชเป็นเทคโนโลยีการปลูกพืชในระบบปิดหรือกึ่งปิด ที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ช่วงคลื่นแสง ความเข้มแสง อุณหภูมิ ความชื้น แร่ธาตุต่างๆ รวมถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้แสงจากหลอดไฟ LED สีต่างๆ เช่น สีแดงใช้เร่งดอก สีน้ำเงินบำรุงใบพืช ทดแทนแสงอาทิตย์จากธรรมชาติ อีกทั้งยังมีระบบกรองอากาศทำให้ปราศจากเชื้อโรคและแมลง ไม่ต้องใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช และนักปรับปรุงพันธุ์พืชยังใช้องค์ความรู้ในการคำนวณและออกแบบการให้ความเข้มข้นของสารอาหารที่เหมาะสมตามช่วงวัยของพืชด้วย ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตเร็วช่วยร่นระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต นอกจากนี้ผลผลิตที่ได้มีความสะอาดปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง คุณภาพดีและมีราคาสูงกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 1.3 เท่า ซึ่งขณะนี้โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) สวทช. สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นแห่งแรกของประเทศไทยบนพื้นที่ 1,200 ตารางเมตร ในอาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี และได้เริ่มทดลองปลูกพืชสมุนไพร เช่น ใบบัวบก ฟ้าทะลายโจร รวมถึงพืชชนิดอื่นๆ เพื่อนำมาสกัดเป็นสารสำคัญมูลค่าสูงและนำไปพัฒนาเป็นสารออกฤทธิ์สำคัญในอาหารเสริม เวชสำอางเพื่อเพิ่มมูลค่าแก่พืชสมุนไพรในประเทศ
นอกจากนี้แล้วยังมีกิจกรรมพิเศษเปิดบ้าน สวทช. (NSTDA Open house) การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและหน่วยงานทดสอบมาตรฐานต่างๆ ของ สวทช. ซึ่งจะผู้เยี่ยมชมจะได้พบกับอุปกรณ์และเครื่องมือในการวิจัยที่ทันสมัยระดับโลก โดย สวทช. และประชาคมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ร่วมเปิดบ้านต้อนรับนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม และนักลงทุนที่สนใจ ได้เยี่ยมชมเทคโนโลยีจากศักยภาพของบุคลากรวิจัยและห้องปฏิบัติการ สวทช. ตลอดจนนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ พร้อมคำแนะนำบริการและมาตรการสนับสนุนภาคเอกชนของ สวทช. ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพและสร้างกำไรให้กับธุรกิจได้โดยง่าย
ทั้งนี้ งานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2562 (NAC2019) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 - 28 มีนาคม 2562 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ผู้สนใจสามารถร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-564-8000 หรือ www.nstda.or.th/nac

ประเภทข่าว: 
news

เนคเทค-สวทช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร จัดพิธีมอบรางวัลและพิธีปิดงาน “มหกรรมประกวดเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18 (The Eighteenth Thailand IT Contest Festival : IT 2019)”

Hits 55 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/34-news-gov/8006-the-eighteenth-thailand-it-contest-festival-it-2019
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, March 19, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ (15 มีนาคม 2562) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดพิธีมอบรางวัลและพิธีปิดงาน “มหกรรมประกวดเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18 (The Eighteenth Thailand IT Contest Festival : IT 2019)” โดยมี รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธาน ณ ไอส์แลนด์ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ กรุงเทพฯ

รศ.นพ.สรนิตฯ กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมประกวดเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยครั้งที่ 18 นับเป็นกิจกรรมที่สำคัญมากของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นการผลิตและส่งเสริมกำลังคนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งสามารถตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน เพื่อผลักดันประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 อย่างเป็นรูปประธรรม นับเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้า

“ในนามของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ผมพร้อมผลักดันและให้การสนับสนุนการทำงานอย่างเต็มที่ในการสร้างเยาวชนให้มีความเข้มแข็ง กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมกันนี้ ขอแสดงความยินดีกับเยาวชนที่ผ่านเข้าสู่การแข่งขันในรอบนี้ ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตที่สำคัญ และสำหรับเยาวชนที่ชนะเลิศได้รับรางวัลขอให้ตั้งใจในการเตรียมความพร้อมเพื่อนำผลงานไปประกวดให้นานาชาติได้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทย สำหรับเยาวชนที่ไม่ได้รับรางวัลขอให้สร้างสรรค์ผลงานต่อไป อย่าลืมว่าการประกวดแข่งขันวันนี้ไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต เพราะยังมีเวทีที่สามารถจะนำผลงานไปต่อยอดได้อีกมากมาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดเหนือคำว่าชนะเลิศนั้น เยาวชนทั้งหลายต้องแข่งกับตัวเอง พัฒนาตัวเองให้มีความสามารถยิ่งๆขึ้นไป และหวังว่า กิจกรรมดังกล่าวจะสามารถสร้างเยาวชนไทยรุ่นใหม่ให้รู้จักคิด ปรับปรุง และสร้างสรรค์ สิ่งที่ดีงามให้แก่สังคมต่อไป”

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมประกวดเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18 หรืองานมหกรรมไอที 2019 ภายใต้แนวคิด "Go Together : เยาวชนร่วมใจ ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน" ที่ได้ดำเนินการมาถึงวันนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยว่ามีความตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาองค์กร และองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นการเตรียมทรัพยากรบุคคลระดับฐานรากของประเทศ จะเห็นได้ว่าเยาวชนได้เกิดการพัฒนาตัวเองและพัฒนาผลงานของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนักคิด นวัตกร และบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคต ทำให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่าต่อจากนี้ไปจะเกิดเหตุการณ์ Go Together : เยาวชนร่วมใจ ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน ภายใต้ยุทธศาสตร์ "วิทย์สร้างคน" อย่างแท้จริง

การแข่งขันในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 กิจกรรม ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันในประเภทย่อยๆ จำนวน 23 ประเภท เพื่อชิงถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 8 รางวัล รวมจำนวนรางวัลทั้งหมด 81 รางวัล มีผลงานของนักเรียน นิสิต นักศึกษา สมัครเข้าร่วมแข่งขันกว่า 3,933 ผลงาน คิดเป็นผู้ร่วมโครงการกว่า 7,500 คน และมีผลงานที่ผ่านเข้าชิงชนะเลิศ จำนวน 224 ผลงาน คิดเป็นจำนวนผู้เข้าแข่งขัน 573 คน จากสถาบันการศึกษากว่า 120 แห่ง โดยมีรายละเอียด ดังนี้
- การแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 21 (NSC 2019) คณะกรรมการได้คัดเลือกเข้าแข่งขันรอบสุดท้าย จำนวน 135 โครงการ การตัดสินแยกเป็น 12 ประเภท ชิงถ้วยพระราชทานฯ รวม 63 รางวัล
- การประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 21 (YSC 2019) เพื่อคัดเลือกตัวแทนประเทศไทยไปร่วมแข่งขัน Intel International Science and Engineering Fair ครั้งที่ 71 หรือ Intel ISEF 2019 ณ เมืองฟินิกซ์ รัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา คณะกรรมการคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย จำนวน 56 โครงการ
- การประกวดวงจรอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 18 (YECC 2019) เป็นการประกวดวงจรอิเล็กทรอนิกส์โดยมีนักเรียน นักศึกษา จากค่ายอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเยาว์จาก 13 ค่ายทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน และในปีนี้นอกจากจะมีกิจกรรมการประกวดวงจรอิเล็กทรอนิกส์เช่นทุกปีแล้ว ยังมีกิจกรรมเพิ่มเติม คือ การจัดให้มีการแข่งขันผ่าน KidBright โดยให้เยาวชนใช้บอร์ดสมองกลฝังตัว KidBright ในการเขียน Coding สำหรับควบคุมการเคลื่อนที่เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงตรรกะและสร้างสรรค์ผลงานรถมาแข่งขันในสนามจำลอง ซึ่งในรอบชิงชนะเลิศมีนิสิต นักศึกษา ส่งโครงการร่วมการแข่งขัน 29 โครงการ ผ่านการพิจารณาเข้ารอบสองมา 15 โครงการจาก 7 สถาบันการศึกษา และประเภทนักเรียน จำนวน 18 ทีม โดยมีรางวัลที่ 1,2,3 รางวัลชมเชยและรางวัล KidBright Tuk Tuk อันดับ 1,2 และรางวัลขวัญใจกรรมการ รวมทั้งสิ้น 11 รางวัล

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนพัฒนาแนวคิดจากผลงาน จากการประกวดไปสู่ผู้ใช้จริง ในส่วนนิทรรศการได้นำผลงานจากโครงการ "ต่อกล้าให้เติบใหญ่" ซึ่งเป็นการต่อยอดผลงานที่เกิดจากงานมหกรรมไอที โดยเนคเทคร่วมกับพันธมิตร ให้การสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้ให้แก่เยาวชนที่มีความตั้งใจจริง และผลงานมีศักยภาพ เพื่อนำไปสู่การใช้งานได้จริง โดยเน้นการทำงานในรูปแบบใหม่ที่เน้นการสร้างกลไกการทำงานร่วมกับภาคีในลักษณะของเครือข่ายจิตอาสา เพื่อสร้างความยั่งยืนของโครงการและสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและสังคมไทยต่อไป

ประเภทข่าว: 
news

เนคเทค-สวทช. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร จัดงานแถลงข่าว “มหกรรมประกวดเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18”

Hits 57 ครั้ง
URL: 
https://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7951-the-eighteenth-thailand-it-contest-festival-it-2019
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, March 5, 2019
รายละเอียด: 

1 มีนาคม 2562 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดแถลงข่าว “มหกรรมประกวดเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18 (The Eighteenth Thailand IT Contest Festival: IT 2019)” ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม 2562 ณ ไอซ์แลนด์ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ถนนรามอินทรา แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Go together เยาวชนร่วมใจ ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน”

ภายในงานแถลงข่าวมีกิจกรรม เสวนาตัวอย่างความสำเร็จ “จากงานมหกรรม IT สู่ความสำเร็จ” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนยุคใหม่ โดยบอกเล่าเรื่องราวความสำเร็จ ของรุ่นพี่คนเก่งทั้ง 3 โครงการ จากความสนใจและโอกาสเล็กๆในวันนั้น สู่หนทางความสำเร็จในอาชีพที่ไม่ธรรมดาในวันนี้ และพร้อมจะก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ได้แก่

1. คุณอัจฉริยะ ดาโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท AIYA
คุณอัจฉริยะได้รับรางวัลรองชนะเลิศ ในโครงการการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 6 (NSC 2004) ปัจจุบันประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง AIYA สตาร์ทอัพน้องใหม่ผู้บุกเบิกเทคโนโลยี AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์
2. ดร.รณพีร์ ชัยเชาวรัตน์ อาจารย์ประจำสำนักบริหาร หลักสูตรวิศวกรรมนานาชาติ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร.รณพีร์ ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดโครงงานนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (Young Scientist Competition) ในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ปี 2008 หรือYSC.CS & YSC.EN 2008 และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ หรือที่รู้จักโดยทั่วไปในนามของ Intel ISEF ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยก้าวสู่เวทีการแข่งขันทั้งคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จนสมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับเด็กและเยาวชน (JSTP) ช่วงที่ได้พัฒนาต่อยอดโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ชนะเลิศการประกวดโครงงานนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (YSC) ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) เป็นแรงผลักดันให้เขาพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์แบบก้าวกระโดด
3. คุณภูมินทร์ ประกอบแสง อาจารย์แผนกวิชาไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ
คุณภูมินทร์ได้รับรางวัลที่ 2 ประเภทนิสิต นักศึกษา การประกวดวงจรอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเยาว์ ครั้งที่ 14 (YECC 2015) ภายใต้งานมหกรรมประกวดเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 14 (IT 2015) ผลงาน “ชุดเพาะเห็ดขนาดเล็กสำหรับครัวเรือน” ปัจจุบัน เป็นครูแผนกวิชาไฟฟ้า วิทยาลัยเทคนิคบึงกาฬ โดยแรงบันดาลใจเริ่มจากเป็นพี่ค่ายนักอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเยาว์หรือ e-Camp สู่แรงบันดาลใจในการเข้าร่วมแข่งขัน รายการ YECC มองปัญหารอบตัวจากเรื่องใกล้ตัวนำไปสู่การทดลองแก้ไข แก้ปัญหาและสร้างโอกาสต่อยอดผลงานได้
Thailand IT contest festival 2019
คุณอัจฉริยะ ดาโรจน์, ดร.รณพีร์ ชัยเชาวรัตน์ และ คุณภูมินทร์ ประกอบแสง
ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) กล่าวว่า “สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้ปรับเปลี่ยนเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานด้าน วทน.เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ ท่ามกลางสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และระบบนิเวศนวัตกรรมที่เปลี่ยนไป การพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยให้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเป็นการเตรียมทรัพยากรบุคคลระดับฐานรากของประเทศ และเติบโตเป็นอนาคตที่สำคัญเพื่อนำพาประเทศก้าวไปสู่ศตวรรษที่ 21 ถือเป็นภารกิจหลักของ สวทช.

Thailand IT contest festival 2019
ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ เนคเทค-สวทช.
สำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้มอบหมาย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ให้ดำเนินการจัดงาน “ มหกรรมประกวดเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา ส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชน ผู้มีความสามารถพิเศษ และมีความสนใจเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้นำองค์ความรู้ และประสบการณ์ของตนเองมาสร้างสรรค์เป็นผลงานด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเผยแพร่สู่สาธารณชน ตลอดจนเป็นการสร้างแรงจูงใจให้กับเด็กและเยาวชนที่มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้มาผ่านเวทีการประกวดแข่งขัน ได้รับข้อเสนอแนะ ความเห็นจากกรรมการ ซึ่งทำให้เด็กและเยาวชนมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการพัฒนากำลังคนด้าน วทน. ให้กับประเทศ ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่สำคัญของ สวทช. ที่ช่วยผลักดัน ส่งเสริม และสนับสนุน กลไกการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการบ่มเพาะเด็กและเยาวชนอีกด้วย”

โดยการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ประกอบด้วย

การแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย (NSC) ปีนี้ มีเยาวชนส่งโครงการเข้าร่วม 1,760 โครงงานจาก 201 โรงเรียนทั่วประเทศ โดยมีโครงงานผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศรวม 135 โครงงานจาก 52 โรงเรียน
การประกวดโครงงานของนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ (YSC) ปีนี้ มีเยาวชนส่งโครงการเข้าร่วม 1,528 โครงงานจาก 203 โรงเรียนทั่วประเทศ โดยมีโครงงานผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศรวม 56 โครงงานจาก 39 โรงเรียน
การประกวดวงจรอิเล็กทรอนิกส์รุ่นเยาว์ ปีนี้ มีนิสิต นักศึกษาส่งโครงการ มา 29 โครงงาน ผ่านการพิจารณาเข้ารอบสองมา 15 โครงการจาก 7 สถาบันการศึกษา และประเภทนักเรียน มี 18 ทีม โดยกิจกรรมเพิ่มเติมในปีนี้ คือการจัดให้มีการแข่งรถ ผ่าน KidBright โดยให้เยาวชนใช้บอร์ดสมองกลฝังตัว KidBright ในการเขียน Coding สำหรับควบคุมการเคลื่อนที่เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงตรรกะ และสร้างสรรค์ผลงานรถมาแข่งขันในสนามจำลอง
โครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ ซึ่งจะมีการนำเสนอผลงานต่อยอดของเยาวชนรวม 14 โครงงาน โดยกิจกรรมต่างๆ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน อาทิ ศูนย์ประสานงานระดับภูมิภาคในมหาวิทยาลัยพันธมิตรของเนคเทค องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ Intel Foundation บริษัท สิริเวนเจอร์ส จำกัด UNICEF Thailand ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิสยามกัมมาจล และผู้สนับสนุนทุกท่าน ที่เป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมกันส่งเสริม สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยในครั้งนี้
สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมผลงานของเยาวชน ในเวที “มหกรรมประกวดเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 18 (The Eighteenth Thailand IT Contest Festival: IT 2019)” ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม 2562 ณ ไอซ์แลนด์ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ถนนรามอินทรา แขวงคันนายาว เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “Go together เยาวชนร่วมใจ ขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน” ชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์ http://fic.nectec.or.th/it2019

ประเภทข่าว: 
news

การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 15 (NAC2019)

Hits 63 ครั้ง
URL: 
https://www.nstda.or.th/nac/2019/
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, March 5, 2019
รายละเอียด: 

ตามที่ประเทศไทยกำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ให้ความสำคัญกับการลงทุนวิจัยและนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ประเทศโดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพของประเทศไปสู่ประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยมุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ ได้แก่

(1) เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) มุ่งเน้นใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และต้นทุนความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของประเทศเป็นตัวขับเคลื่อน

(2) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มุ่งเน้นใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

(3) เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) มุ่งเน้นประหยัดพลังงาน ลดความเสี่ยงที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย ตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืน

(4) เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต เพื่อมูลค่าให้แก่สินค้าและบริการ โดยใช้เวลาน้อยลง

(5) เศรษฐกิจร่วมใช้ประโยชน์ (Sharing Economy) เป็นรูปแบบเศรษฐกิจที่ใช้พื้นฐานแนวคิดความร่วมมือและแบ่งปัน ทำให้เกิดรูปแบบสินค้าและบริการใหม่ สร้างรายได้แบบพึ่งพากัน

(6) เศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy) เป็นระบบที่นำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้

เพื่อร่วมเป็นหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจแนวใหม่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดงานประชุมวิชาการประจำปี ครั้งที่ 15 หรือ 15th NSTDA Annual Conference: NAC2019 ขึ้น ระหว่างวันที่ 25 - 28 มีนาคม พ.ศ. 2562 ในหัวข้อ เศรษฐกิจแห่งอนาคตไทย ก้าวไกลด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (Moving Towards Thailand’s Future Economy with Science, Technology and Innovation) ภายในงานประกอบด้วย การสัมมนาวิชาการ การแสดงนิทรรศการ การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและทดสอบ และกิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน

ส่วนงานสัมมนามุ่งเน้นนำเสนอความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจใหม่ทั้ง 6 ด้าน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตัวอย่างหัวข้อการสัมมนา ได้แก่ จีโนมิกส์ประเทศไทย: สถานภาพปัจจุบันและทิศทางอนาคต พลิกโฉมดิจิทัลทรานฟอร์เมชันด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ไทยแลนด์ 0 เวชสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อความงาม และ Smart Farm: เกษตรไทย ยุค 4.0 เป็นต้น

การแสดงนิทรรศการประกอบด้วยการแสดงผลงานวิจัยของ สวทช. และภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ในปีนี้มุ่งเน้นนำเสนอผลงาน 10 กลุ่มเทคโนโลยีเป้าหมายหลัก (Technology Development Group: TDG) ประกอบด้วย
1) biochemical
2) precision agriculture
3) food & feed
4) cosmeceutical
5) precision medicine
6) biopharmaceutical
7) medicine devices & implants
8) energy
9) mobility & logistics
10) dual-use defense

การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและทดสอบ เป็นกิจกรรมเชื่อมโยงให้นักวิจัยและผู้เยี่ยมชมได้พบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ อันจะนำไปสู่ความร่วมมือในอนาคต

กิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชน มุ่งเน้นพัฒนากระบวนการคิด พัฒนาทักษะแบบบูรณาการภายใต้แนวคิดวิทย์คู่ศิลป์

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (พว.)