Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

ดาราศาสตร์

ดวงอาทิตย์เข้าสู่ “วัฏจักรสุริยะ” รอบใหม่เร็วกว่าที่คาด

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45463515
รายละเอียด: 

(ภาพจากฝีมือศิลปิน) จุดมืดบนดวงอาทิตย์เกิดจากสนามแม่เหล็กความเข้มสูงที่กักความร้อนเอาไว้ไม่ให้ออกสู่พื้นผิว

 

ตลอดช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พบสัญญาณบ่งบอกหลายประการที่ชี้ว่า ดวงอาทิตย์อาจกำลังเข้าสู่รอบการเปลี่ยนแปลงใหม่ที่เรียกว่า "วัฏจักรสุริยะ" (Solar cycle) เร็วกว่าที่คาดกันเอาไว้

ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงล่าสุดของจุดมืดหรือจุดดับบนดวงอาทิตย์ (Sun spot) บ่งชี้ว่าดาวฤกษ์ศูนย์กลางของระบบสุริยะน่าจะได้เริ่มการเปลี่ยนผ่านจากรอบวัฏจักรที่ 24 เข้าสู่รอบวัฏจักรที่ 25 ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัด

 

วัฏจักรสุริยะซึ่งกินเวลารอบละ 11 ปีนั้น คือวงจรความเคลื่อนไหวของการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ บนดวงอาทิตย์ เช่นลมสุริยะ โซลาร์แฟลร์ หรือการปลดปล่อยมวลโคโรนา ซึ่งความเคลื่อนไหวเหล่านี้จะมีน้อยหรือแทบไม่มีเลยในช่วงเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ ก่อนจะมีความเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดสูงสุดในช่วงกลางวัฏจักร และค่อย ๆ ลดน้อยลงขณะกำลังจะสิ้นสุดวัฏจักรเดิมและเข้าสู่วัฏจักรใหม่อีกครั้ง

นักดาราศาสตร์เริ่มนับรอบวัฏจักรสุริยะกันมาตั้งแต่ปีคริสตศักราช 1755 โดยพบว่าการเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอนี้ จะช่วยให้ทำนายความเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ในรอบวัฏจักรถัดไปได้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพยากรณ์สภาพอากาศบนโลก รวมทั้งการระวังรักษาระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม ระบบบอกพิกัดจีพีเอส ระบบจ่ายไฟฟ้า รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างโทรศัพท์และโทรทัศน์วิทยุ ซึ่งเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากการปลดปล่อยพลังงานของดวงอาทิตย์เป็นครั้งคราว

 

ความเปลี่ยนแปลงที่บอกได้ชัดว่าดวงอาทิตย์เข้าสู่รอบวัฏจักรใหม่แล้วหรือยังมีอยู่ 2 ประการ คือจำนวนของจุดมืดบนดวงอาทิตย์ที่ลดน้อยลงจนอาจจะไม่มีเลยติดต่อกันหลายวัน และการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ ซึ่งก็สามารถสังเกตได้จากความเปลี่ยนแปลงของคู่จุดมืดที่อยู่ในด้านตรงข้ามกันบนดวงอาทิตย์นั่นเอง

ทั้งนี้ จุดมืดบนดวงอาทิตย์ไม่ใช่จุดดับ เพราะยังมีอุณหภูมิสูงถึงราว 3,700 องศาเซลเซียส แต่ปรากฎเป็นจุดมืดเพราะสนามแม่เหล็กความเข้มสูงกักเก็บความร้อนเอาไว้ภายในโดยไม่ปล่อยให้ขึ้นมาสู่พื้นผิว จุดมืดจึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางแม่เหล็กไฟฟ้าของดวงอาทิตย์ได้

เมื่อราวเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ดวงอาทิตย์ไม่มีจุดมืดปรากฏเลยเป็นเวลาติดต่อกันถึง 32 วัน แสดงถึงการเข้าสู่ภาวะ Solar minimum ที่ดวงอาทิตย์แทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวหรือปะทุพลังงานออกมา ส่วนคู่จุดมืดที่อยู่ในบริเวณ AR 2720 นั้นมีการกลับทิศทางการหมุน ซึ่งแสดงถึงการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กแล้ว ทั้งยังพบจุดมืดเกิดใหม่ที่มีทิศทางการหมุนแบบเดียวกัน แต่ยังไม่เคลื่อนขึ้นไปอยู่ในละติจูดที่สูงพอตามแบบแผนของวัฏจักรใหม่

เดิมคาดกันว่าดวงอาทิตย์จะเริ่มต้นรอบวัฏจักรสุริยะใหม่ในปีหน้า (2019) ซึ่งจะเป็นวัฏจักรที่ 25 โดยสภาพการณ์ของวัฏจักรก่อนหน้านี้ (24) ถือว่าดวงอาทิตย์มีความเคลื่อนไหวในระดับปานกลาง แต่ก็นับว่าต่ำกว่าเมื่อเทียบกับวัฏจักรในช่วง 30 ปีก่อนหน้านั้น

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 5 ครั้ง

นักดาราศาสตร์จี้คืนสถานะดาวเคราะห์ให้พลูโตอีกครั้ง

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45482936
รายละเอียด: 

ดาวพลูโตถูกจัดประเภทให้เป็นดาวเคราะห์แคระ โดยมีพื้นผิวส่วนที่สว่างที่สุดเป็นรูปหัวใจขนาดใหญ่
 

นับเป็นเวลาถึง 12 ปีแล้วที่สหภาพดาราศาสตร์ระหว่างประเทศ (IAU) มีมติให้ถอดดาวพลูโตออกจากการเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเสนอข้อคิดเห็นที่คัดค้านมติดังกล่าวอยู่หลายครั้ง ซึ่งล่าสุดนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันได้เผยแพร่งานวิจัยที่ชี้ว่า เหตุผลข้อหนึ่งของไอเอยูที่ทำให้ดาวพลูโตต้องถูกลดชั้นเป็นดาวเคราะห์แคระนั้น ไม่ชัดเจนหนักแน่นและสมเหตุสมผลมากพอ

ทีมนักดาราศาสตร์ที่นำโดย ศ. ฟิลิป เมตซ์เจอร์ จากมหาวิทยาลัย University of Central Florida (UCF) ตีพิมพ์รายงานวิจัยข้างต้นลงในวารสาร "อิคารัส" (Icarus) โดยระบุว่านิยามของดาวเคราะห์ที่ไอเอยูกำหนดขึ้นใหม่เมื่อปี 2006 ในประเด็นที่ดาวเคราะห์จะต้องมี "วงโคจรที่ชัดเจน" (Clear orbit) นั้น เป็นการนิยามที่มีปัญหาและคลุมเครืออย่างมาก

ศ. เมตซ์เจอร์และทีมงานได้สืบค้นทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยทางดาราศาสตร์ทั้งหมดในรอบ 200 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่พบการใช้ข้อกำหนดเรื่องวงโคจรมาเป็นตัวตัดสินว่า วัตถุในอวกาศอันใดอันหนึ่งถือเป็นดาวเคราะห์หรือไม่

"นับแต่ยุคของกาลิเลโอเป็นต้นมา นักดาราศาสตร์โดยทั่วไปยังคงเรียกดวงจันทร์บริวารเช่นดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์ว่าเป็นดาวเคราะห์อยู่ จนกระทั่งไม่นานมานี้เองจึงเริ่มมีการนิยามความหมายของดาวเคราะห์อย่างตายตัวในทศวรรษ 1950 ซึ่งน่าขำว่าเกณฑ์ล่าสุดที่ไอเอยูใช้มากำหนดนิยามนั้น ไม่เคยมีนักดาราศาสตร์คนใดใช้ในการศึกษาวิจัยมาก่อนเลย" ศ. เมตซ์เจอร์กล่าว

"เรามีหลักฐานว่างานวิจัยกว่า 100 ชิ้นใช้นิยามของดาวเคราะห์ที่ขัดกับหลักเกณฑ์ของไอเอยูอย่างสิ้นเชิง แต่พวกเขาก็ยังคงใช้มันเพราะว่ามีประโยชน์ในทางปฏิบัติจริง ซึ่งดีกว่าจะมายึดติดกับถ้อยคำเพียงอย่างเดียว"

ทั้งนี้ ดาวเคราะห์ตามนิยามของไอเอยูจะต้องเป็นดาวที่โคจรรอบดาวฤกษ์ มีมวลมากพอที่จะมีแรงโน้มถ่วงรักษาตัวเองให้อยู่ในสภาวะสมดุลอุทกสถิต (Hydrostatic equilibrium ) หรือการมีรูปร่างใกล้เคียงกับทรงกลมนั่นเอง นอกจากนี้ยังต้องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 500 ไมล์ (ราว 805 กิโลเมตร) ทั้งต้องมีวงโคจรที่ชัดเจนและสอดคล้องกับดาวเคราะห์ข้างเคียงด้วย

"แต่ไอเอยูไม่ได้อธิบายขยายความว่า การมีวงโคจรที่ชัดเจนนั้นคืออะไรกันแน่ เพราะวงโคจรเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เป็นพลวัตรที่เปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา อันที่จริงหากจะตีความนิยามของไอเอยูแบบตรงตามตัวอักษรแล้ว ก็จะไม่มีดาวดวงใดที่เรียกได้ว่าเป็นดาวเคราะห์เลย" ศ. เมตซ์เจอร์อธิบาย

"นิยามของดาวเคราะห์นั้นควรจะมาจากลักษณะที่เป็นแก่นแท้ตามธรรมชาติของมันมากกว่า เช่นขนาดหรือแรงโน้มถ่วงซึ่งทำให้ดาวเคราะห์นั้นมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาที่หลากหลายเกิดขึ้น ดาวพลูโตนั้นมีทั้งมหาสมุทรใต้พื้นผิว มีชั้นบรรยากาศที่ซับซ้อนหลายชั้น มีสารประกอบอินทรีย์ มีหลักฐานที่ชี้ถึงการมีทะเลสาบในอดีตและดวงจันทร์บริวารหลายดวง ซึ่งเป็นความหลากหลายที่มากกว่าดาวอังคารเสียอีก"

"ดาวพลูโตจึงไม่ควรจะถูกตัดออกจากการเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ของระบบสุริยะ เพียงเพราะการนิยามตามอำเภอใจที่ไร้เหตุผลรองรับเช่นนี้" ศ. เมตซ์เจอร์กล่าวทิ้งท้าย

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 6 ครั้ง

ดาวอังคารมีคาร์บอนไดออกไซด์ไม่พอให้สร้างชั้นบรรยากาศขึ้นใหม่

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45033469
รายละเอียด: 

พาหนะสำรวจ Mars Curiosity Rover ตระเวนหาร่องรอยของน้ำและสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

ทีมนักดาราศาสตร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯหรือนาซา เผยผลการศึกษาล่าสุดที่ชี้ว่า มนุษย์ไม่มีทางจะสร้างหรือปรับเปลี่ยนสภาพบรรยากาศ (Terraforming) บนดาวอังคาร เพื่อให้เหมาะสมกับการตั้งอาณานิคมนอกโลกได้ เนื่องจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์บนดาวแห่งนี้มีไม่เพียงพอ

มีการตีพิมพ์รายงานการวิจัยดังกล่าวในวารสาร Nature Astronomy โดยระบุว่าผลวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากภารกิจสำรวจดาวอังคารตลอด 20 ปีที่ผ่านมา บ่งบอกชัดว่าแหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์บนดาวอังคารทั้งหมดนั้น มีไม่เพียงพอที่จะทำให้ความดันบรรยากาศของดาวอังคาร ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.6% ของความดันบรรยากาศบนโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้

ผลการวิจัยครั้งนี้เท่ากับดับความฝันของนายอีลอน มัสก์ นักธุรกิจผู้บุกเบิกโครงการขนส่งอวกาศคนสำคัญ ซึ่งเคยประกาศไว้ครั้งแรกเมื่อปี 2015 ว่าเขามีแผนการให้มนุษย์ย้ายถิ่นฐานไปยังดาวอังคาร โดยวิธีที่เร็วที่สุดในการทำให้คนเราอาศัยอยู่บนดาวแห่งนี้ได้ คือต้องสร้างชั้นบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับโลกขึ้นมา

นายมัสก์เสนอให้ทิ้งระเบิดไฮโดรเจนอานุภาพร้ายแรงที่ขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวอังคาร เพื่อให้คาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในรูปของน้ำแข็งแห้งกลายเป็นไอและก่อตัวเป็นชั้นบรรยากาศที่หนาขึ้น หลังจากนั้นปฏิกิริยาเรือนกระจกที่เกิดติดตามมาจะทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูง จนสามารถเก็บกักน้ำในรูปของเหลวที่พื้นผิวดาวได้

พาหนะสำรวจ Mars Curiosity Rover ตระเวนหาร่องรอยของน้ำและสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารImage copyrightNASA

อย่างไรก็ตาม รายงานวิจัยของนาซาประเมินว่า แม้จะปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปน้ำแข็งแห้งที่ขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวอังคารออกมาได้ทั้งหมด ก็จะช่วยเพิ่มแรงดันบรรยากาศขึ้นได้เพียง 1.2% ของบนโลกเท่านั้น

หากมีการทำให้พื้นดาวร้อนขึ้นเพื่อปลดปล่อยอนุภาคคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นดินออกมาอีก ก็จะรวบรวมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นเพียง 4% จากของเดิม และหากมีการขุดเหมืองความลึก 100 เมตรทั่วทั้งดาวเพื่อค้นหาคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไป ก็จะได้มาเพิ่มอีกเพียง 5% เท่านั้น

ดร. บรูซ จาโคสกี จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดของสหรัฐฯ หนึ่งในทีมนักวิจัยของนาซาบอกว่า "การปรับเปลี่ยนสภาพชั้นบรรยากาศของดาวอังคารนั้น ยังคงทำไม่ได้ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน และถึงแม้จะทำได้ ก็คงต้องใช้เวลากว่า 10 ล้านปีเพียงเพื่อรอให้บรรยากาศที่มีอยู่หนาตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ซึ่งปริมาณนี้ก็ยังไม่เพียงพอให้มนุษย์อาศัยอยู่ได้"

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 20 ครั้ง

อุกกาบาตก่อตัวพร้อมระบบสุริยะช่วยไขปริศนาเรื่องกำเนิดชีวิตได้

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45097387
รายละเอียด: 

(ภาพจากฝีมือศิลปิน) แถบดาวเคราะห์น้อยและหินอวกาศรายล้อมอยู่รอบดาวเวกา (Vega)

อุกกาบาตชนิดหายากที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเมื่อ 154 ปีก่อน กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยไขความลับเรื่องกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก และชี้ถึงความเป็นไปได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตต่างดาวนอกระบบสุริยะด้วย

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสาร PNAS โดยระบุว่าได้พบอุกกาบาตชนิด Carbonaceous chondrite ที่มีอายุเก่าแก่เท่ากับระบบสุริยะ หรือราว 4.5 พันล้านปี ซึ่งอุกกาบาตนี้ตกลงมาที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษก่อน

การที่อุกกาบาตดังกล่าวก่อตัวขึ้นพร้อมกับจุดเริ่มต้นของระบบสุริยะ ทั้งยังมีองค์ประกอบเป็นสารอินทรีย์สำคัญที่ให้กำเนิดชีวิตรวมอยู่ด้วย เช่น ออกซิเจน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน คาร์บอน และกำมะถัน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบได้ว่าองค์ประกอบที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เกิดขึ้นในระบบสุริยะเอง โดยไม่ได้ล่องลอยมาจากกลุ่มดาวหรือดาราจักรอื่น ๆ

อุกกาบาตที่ตกในเมือง Orgueil ของฝรั่งเศส เมื่อปี 1864 มีอายุเก่าแก่ 4.5 พันล้านปีเท่ากับระบบสุริยะImage copyrightUNIVERSITY OF MANCHESTER

คำบรรยายภาพอุกกาบาตที่ตกในเมือง Orgueil ของฝรั่งเศส เมื่อปี 1864 มีอายุเก่าแก่ 4.5 พันล้านปีเท่ากับระบบสุริยะ

ดร. โรแมง ทาร์เทส หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า การศึกษาไอโซโทปของออกซิเจนและสารอินทรีย์อื่น ๆ ที่พบในอุกกาบาตดังกล่าว ทำให้พบว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับชนิดของสารอินทรีย์ที่มีในดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ และดาวเคราะห์น้อยในระบบสุริยะด้วย

"หากสารอินทรีย์สามารถก่อตัวขึ้นได้ในกระบวนการให้กำเนิดระบบสุริยะ ดังนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีองค์ประกอบของชีวิตเกิดขึ้นในระหว่างการก่อตัวระยะเริ่มแรกของระบบสุริยะอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากของเราด้วย" ดร. ทาร์เทสกล่าว

สำหรับอุกกาบาตที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มีขนาดราว 15 เซนติเมตร ตกลงมาที่เมือง Orgueil ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสเมื่อปี 1864 ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติฝรั่งเศสว่าด้วยประวัติศาสตร์ธรรมชาติในกรุงปารีส และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้จนถึงเดือนมกราคมปีหน้า

 

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 21 ครั้ง

แกนีมีดทรงพลังแม่เหล็กไฟฟ้าแรงกว่าโดยรอบดาวพฤหัสฯ 1 ล้านเท่า

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45110655
รายละเอียด: 

(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ดวงจันทร์แกนีมีด (ขวา) กำลังโคจรรอบดาวพฤหัสบดี โดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลจับภาพแสงออโรราที่เกิดจากสนามแม่เหล็กทรงพลังได้

ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติค้นพบว่าดวงจันทร์แกนีมีด (Ganymede) ของดาวพฤหัสบดีนั้น นอกจากจะได้ชื่อว่ามีสนามแม่เหล็กทรงพลังเป็นของตนเองแล้ว ลักษณะดังกล่าวยังทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความเข้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรอบดาวพฤหัสบดีถึง 1 ล้านเท่าอีกด้วย

รายงานการค้นพบดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่าผลวิเคราะห์ข้อมูลที่ยานสำรวจกาลิเลโอ (Galileo)รวบรวมได้ระหว่างช่วงทศวรรษ 1990 ชี้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถาวรโดยรอบดวงจันทร์แกนีมีด ซึ่งทำให้เกิดแสงเหนือและแสงใต้ (ออโรรา) บนดวงจันทร์แห่งนี้อย่างชัดเจน

เมื่อเทียบกับดวงจันทร์ขนาดใหญ่ดวงอื่น ๆ ของดาวพฤหัสบดีเช่นยูโรปา นับว่าแกนีมีดมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทรงพลังยิ่งกว่ากันมาก เนื่องจากยูโรปามีความแรงของคลื่นดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรอบดาวพฤหัสบดีเพียง 100 เท่า

ดาวบริวารบางส่วนของดาวพฤหัสบดี (จากซ้ายไปขวา) ดวงจันทร์ไอโอ, ยูโรปา,แกนีมีด และคัลลิสโตImage copyrightNASA

คำบรรยายภาพดาวบริวารบางส่วนของดาวพฤหัสบดี (จากซ้ายไปขวา) ดวงจันทร์ไอโอ, ยูโรปา,แกนีมีด และคัลลิสโต

ทีมผู้วิจัยได้นำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดังกล่าวมาแปลงเป็นคลื่นเสียงที่เรียกว่า Chorus wave ซึ่งฟังแล้วคล้ายเสียงนกร้องเพลงและเสียงวาฬร้องเรียกผสมผสานกัน และพบว่าคลื่นเสียงดังกล่าวของดวงจันทร์แกนีมีดมีความแรงมากเป็นพิเศษ โดยสามารถเร่งให้อนุภาคโดยรอบมีพลังงานสูงขึ้น และเกิดอิเล็กตรอนความเร็วสูงวิ่งอยู่ภายในสนามแม่เหล็กของดาวได้

อย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดที่ทำให้ดวงจันทร์แกนีมีดมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทรงพลังเช่นนี้ แต่สันนิษฐานว่าไม่พบปรากฏการณ์เดียวกันในดวงจันทร์บริวารที่ไม่มีสนามแม่เหล็กเป็นของตนเอง

ความรู้ที่ได้จากการค้นพบครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการออกแบบยานสำรวจอวกาศ ซึ่งจะออกปฏิบัติภารกิจในแถบโดยรอบดาวพฤหัสบดีในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการหาวิธีหลบเลี่ยง "อิเล็กตรอนสังหาร" (Killer electrons) ซึ่งเป็นอนุภาคพลังงานสูงที่เกิดจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทรงพลัง ที่อาจสร้างความเสียหายให้กับยานและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 16 ครั้ง

พบสารอินทรีย์สำคัญต่อสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ของดาวเสาร์

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, July 10, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-44642527
รายละเอียด: 

ดวงัจนทร์ของดาวเสาร์

มีการค้นพบโมเลกุลสารอินทรีย์ที่ซับซ้อนซึ่งมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก ในละอองน้ำที่ถูกพ่นออกมาจากมหาสมุทรใต้พื้นผิวของดวงจันทร์ "เอนเซลาดัส" (Enceladus) ซึ่งเป็นบริวารของดาวเสาร์

สารประกอบอินทรีย์ดังกล่าว เดิมพบได้แต่บนโลกและพบในอุกกาบาตเป็นบางครั้งเท่านั้น แต่ในครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์คาดว่า สารเคมีสำคัญที่มีความจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตดังกล่าวก่อตัวขึ้น จากปฏิกิริยาระหว่างน้ำและหินร้อนที่ก้นมหาสมุทรใต้พื้นผิวของเอนเซลาดัสเอง

ดร. แฟรงก์ โพสต์เบิร์ก จากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กของเยอรมนี และคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นลงในวารสาร Nature โดยระบุว่าการค้นพบดังกล่าวมาจากข้อมูลที่รวบรวมโดยยานแคสสินีขณะบินผ่านดวงจันทร์เอนเซลาดัส ก่อนจะทำลายตัวเองด้วยการพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์เมื่อปีที่แล้ว

"นี่เป็นการค้นพบสารอินทรีย์ที่ซับซ้อนครั้งแรกจากดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยน้ำ โดยเป็นสารที่สำคัญและจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต แต่เรายังบอกไม่ได้ว่า สารอินทรีย์นี้มีความเกี่ยวข้องหรือมาจากสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์เอนเซลาดัสหรือไม่" ดร. โพสต์เบิร์กกล่าว

ดวงจันทร์

รายงานการวิจัยระบุว่า สารอินทรีย์ดังกล่าวประกอบด้วยคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน และอาจรวมถึงไนโตรเจน มีความซับซ้อนยิ่งกว่ากรดอะมิโนหลายชนิด และหนักกว่ามีเทนราว 10 เท่า โดยพบในละอองของน้ำและน้ำแข็งจากไอพ่นขนาดยักษ์ที่พวยพุ่งขึ้นจากมหาสมุทรใต้พื้นผิวสู่ชั้นบรรยากาศบริเวณ "รอยแตกลายเสือ" (Tiger stripes) ที่ขั้วใต้ของดาว

เชื่อว่าใต้พื้นผิวของดวงจันทร์เอนเซลาดัสนั้นเป็นมหาสมุทรทั้งหมด โดยมีแกนกลางที่ร้อนและเป็นรูพรุนซ่อนอยู่ใต้มหาสมุทรที่ลึกถึง 50 กิโลเมตร ความร้อนที่แร่ธาตุบริเวณก้นมหาสมุทรได้รับอาจทำให้เกิดสารอินทรีย์ขึ้นได้

ดร. คริสโตเฟอร์ เกลน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Southwest Research Institute ของสหรัฐฯ หนึ่งในทีมวิจัยครั้งนี้ระบุว่า "เราได้พบน้ำในสถานะของเหลว แหล่งพลังงาน และโมเลกุลสารอินทรีย์ ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยที่ครบถ้วนต่อการก่อกำเนิดและการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์เอนเซลาดัส"

"แต่เราก็ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่า มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวแห่งนี้หรือไม่ จนกว่าจะมีการตรวจสอบอีกครั้งด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยขึ้น ในภารกิจสำรวจอวกาศครั้งต่อไป"

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 36 ครั้ง

กาแล็กซีทางช้างเผือกเขมือบดาราจักรอื่นไปแล้ว 15 แห่ง

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, July 10, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-44563969
รายละเอียด: 

กาแล็กซี่

นับแต่กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อ 1.35 หมื่นล้านปีก่อน ดาราจักรที่ถือเป็นบ้านของเราได้กลืนกินดาราจักรอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงเข้าไปแล้วอย่างน้อย 15 แห่ง

รายงานวิจัยของทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กของเยอรมนี ซึ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org ระบุว่าหลักฐานที่พบใหม่ในกระจุกดาวทรงกลม (Globular cluster) ซึ่งกระจายอยู่ทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือก ช่วยบ่งบอกถึงพฤติกรรมกลืนกินดาราจักรอื่น ๆ ในอดีตที่ผ่านมาได้

มีการศึกษาถึงอายุของกระจุกดาวทรงกลมเหล่านี้ รวมทั้งชนิดและปริมาณของโลหะหนักที่มีอยู่ในกระจุกดาวทรงกลมขนาดใหญ่ 61 แห่ง ทำให้ทราบถึงที่มาของพวกมัน ซึ่งน่าจะเป็นมวลสารจากดาราจักรอื่น ๆ ที่ถูกดูดกลืนเข้ามาเมื่อกว่าหมื่นล้านปีมาแล้ว

ดร. ดีเดอริก กราจ์เซน ผู้นำทีมนักดาราศาสตร์ดังกล่าวบอกว่า องค์ประกอบของกระจุกดาวทรงกลมเหล่านี้อุดมไปด้วยโลหะและก่อตัวขึ้นเมื่อกาแล็กซีทางช้างเผือกยังมีอายุน้อย แสดงว่าดาราจักรของเราได้กลืนกินดาราจักรที่มีขนาดใหญ่กว่าเข้าไปแล้วราว 12 แห่ง ในช่วงก่อกำเนิดจนถึง 1.2 หมื่นล้านปีแรก

ทีมนักดาราศาสตร์ยังได้ตรวจพบกระจุกดาวทรงกลมขนาดเล็กที่มีโลหะปะปนอยู่น้อยหลายแห่ง ซึ่งแสดงว่าในช่วงเวลาราวหนึ่งพันล้านปีมานี้ กาแล็กซีทางช้างเผือกได้กลืนกินดาราจักรเพื่อนบ้านเข้าไปอีก 3 แห่ง ซึ่งรวมถึงดาราจักรแคระแห่งหนึ่งที่กำลังถูกกลืนกินอยู่ในขณะนี้ด้วย

ทั้งนี้ กาแล็กซีทางช้างเผือกเป็นดาราจักรที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในกลุ่มของดาราจักรท้องถิ่น (Local group) ซึ่งมีดาราจักรอื่น ๆ ราว 60 แห่งอยู่โดยรอบ ดาราจักรแคระอย่างเมฆแมเจลแลนใหญ่และเมฆแมเจลแลนเล็ก ซึ่งอยู่ห่างจากโลกไม่ถึง 2 แสนปีแสง อาจถูกกาแล็กซีทางช้างเผือกกลืนกินได้ในอนาคต

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 32 ครั้ง

อวกาศเต็มไปด้วยละอองไขมันสกปรกและเป็นพิษ

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, July 10, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-44648688
รายละเอียด: 

ท้องฟ้ายามราตรีเผยให้เห็นทางช้างเผือก ที่หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ยุโรปประจำซีกโลกใต้ (ESO) ในประเทศชิลี

ห้วงอวกาศที่หนาวเย็นและดำมืดอาจจะดูเหมือนว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดอยู่ แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลียและตุรกีพบว่า พื้นที่ว่างระหว่างดวงดาวโดยเฉพาะในกาแล็กซีทางช้างเผือกนั้น มีฝุ่นละอองของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีคุณสมบัติแบบไขมันล่องลอยอยู่เต็มไปหมด

ศ. ทิม ชมิดต์ หนึ่งในทีมผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า พบโมเลกุลของสารอะลิฟาติกไฮโดรคาร์บอน (Aliphatic hydrocarbon ) ที่ล่องลอยในอวกาศ ในปริมาณมากกว่าที่เคยคาดกันไว้ โดยมีถึง 1 หมื่นล้านล้านล้านล้านล้านตันในกาแล็กซีทางช้างเผือก หรือเทียบเท่ากับปริมาณไขมันในเนยจำนวน 40 ล้านล้านล้านล้านล้านล้านก้อน (เลข 4 ตามด้วยเลขศูนย์ 37 ตัว)

"ในอนาคต ยานสำรวจที่เดินทางไปในห้วงอวกาศเป็นเวลานาน อาจจะถูกอนุภาคคาร์บอนที่คล้ายไขมันเหล่านี้จับตามช่องหน้าต่างจนสะสมเป็นคราบเหนียวได้" ศ. ชมิดต์ กล่าว

มีการตีพิมพ์ผลการค้นพบนี้ในวารสารรายเดือนของราชสมาคมดาราศาสตร์แห่งกรุงลอนดอน (MNRAS) โดยทีมผู้วิจัยระบุว่า อนุภาคฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่ระหว่างดวงดาวนั้น ประกอบด้วยส่วนที่เป็นทั้งเถ้าเขม่า ซิลิกา และอนุภาคคาร์บอนที่คล้ายไขมัน โดยลมสุริยะคอยพัดให้ส่วนที่คล้ายไขมันล่องลอยไปมาอยู่ในระบบสุริยะของเรา

มีสัดส่วนของอนุภาคคาร์บอนที่เหมือนไขมันนี้อยู่เป็นจำนวน 100 อะตอม ต่อไฮโดรเจนทุก 1 ล้านอะตอมในกาแล็กซีทางช้างเผือก คิดเป็นปริมาณราว 25-50% ของคาร์บอนทั้งหมดในดาราจักรที่เราอาศัยอยู่

ผลการค้นพบนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ใกล้จะคำนวณปริมาณคาร์บอนทั้งหมดในห้วงอวกาศได้ โดยถือเป็นข้อมูลสำคัญในการทำความเข้าใจวัฏจักรของคาร์บอนในระดับจักรวาล ซึ่งมีผลต่อกระบวนการก่อตัวของดวงดาวและกำเนิดสิ่งมีชีวิต

"ไขมันจากอนุภาคคาร์บอนชนิดนี้ ไม่ใช่แบบเดียวกับเนยที่เราเอามาทาขนมปังรับประทาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของฝุ่นละอองระหว่างดวงดาวที่สกปรกและเป็นพิษ โดยอนุภาคนี้จะเกิดขึ้นได้ในอวกาศและสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมภายในห้องทดลองเท่านั้น" ศ. ชมิดต์ กล่าว

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 32 ครั้ง

ภาพรวมของจักรวาล

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, May 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.scimath.org/article-earthscience/item/342-universe
รายละเอียด: 

จักรวาล และ เอกภพ
           “จักรวาล” และ “เอกภพ” เป็นคำๆ ที่มีความหมายเหมือนกัน ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า “Universe” ซึ่งหมายถึง ทุกสรรพสิ่งทั้งหมดทั้งปวง  จักรวาลเป็นภาษาพูด เอกภพเป็นภาษาวิชาการ  แต่ในสังคมทั่วไปเรานิยมใช้คำว่า “จักรวาล” เช่น ท่องอวกาศสำรวจจักรวาล   เรามักใช้คำว่า “เอกภพ” ในโอกาสที่เน้นว่าทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่น เอกภพเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งหมื่นห้าพันล้านปีมาแล้ว   ปัจจุบันเอกภพกำลังขยายตัว   

วิชาดาราศาสตร์
           ดาราศาสตร์ (Astronomy) เป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาธรรมชาติของวัตถุท้องฟ้า และค้นหาความจริงของจักรวาล โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์   ดาราศาสตร์เป็นวิชาที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ  หากมองย้อนอดีต จะพบว่า ชาติมหาอำนาจและทุกอารยธรรม ล้วนให้ความสำคัญต่อเทห์วัตถุและปรากฎการณ์บนท้องฟ้า  ทุกศาสนามีบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับโลกและดวงดาว  โบราณสถานที่สำคัญไม่ว่าจะเป็น ปิรามิด ปราสาท สถูป เจดีย์ ล้วนวางตัวในแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก อันเป็นสัญลักษณ์ของการให้ความเคารพต่อดวงอาทิตย์   การศึกษาเส้นทางการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวบนท้องฟ้า นำมาซึ่งพัฒนาการทางด้านคณิตศาสตร์   กลุ่มดาวจักราศี 12 กลุ่มที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่าน ถูกตั้งเป็นชื่อเดือน  ในขณะที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ที่มองเห็นด้วยตาเปล่าอีกห้าดวง ถูกตั้งเป็นชื่อวันทั้งเจ็ดของสัปดาห์ 


ภาพที่ 1 ปิระมิด ซึ่งเรียงตัวแนว เหนือ-ใต้ ตะวันออก-ตะวันตก

           มนุษย์ใช้ตำแหน่งของดวงอาทิตย์และดวงดาวเป็นตัวกำหนดชั่วโมงและวัน  และใช้ช่วงเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นตัวกำหนดเดือนและปี  ซึ่งก็คือระบบนาฬิกาและระบบปฏิทินนั่นเอง  นับแต่โบราณมนุษย์ตระหนักดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุท้องฟ้ากับชีวิตประจำวัน  ชาวประมงออกเรือจับปลาต้องสังเกตตำแหน่งของดวงจันทร์ ซึ่งทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง   การทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ต้องสังเกตตำแหน่งของดวงอาทิตย์และกลุ่มดาวในรอบปี ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกฤดูกาล  ทหารออกรบตอนกลางคืน ต้องทราบเวลาขึ้นตกของดวงจันทร์ เพื่อใช้ความมืดในการอำพรางตัว  การทำงานและการพักผ่อนของมนุษย์ขึ้นอยู่กับเวลากลางวันกลางคืน ซึ่งถูกควบคุมด้วยการหมุนรอบตัวเองของโลก

           การเรียนรู้ของมนุษย์เริ่มต้นจากประสบการณ์และประสาทสัมผัส  เชื่อในสิ่งที่ตาเห็นก่อน แล้วจึงค่อยคิดหาเหตุผลมาอธิบายในภายหลัง  ด้วยเหตุนี้มนุษย์ในยุคโบราณจึงเชื่อว่า โลกคือศูนย์กลางของเอกภพ  กาลต่อมามีการสร้างกล้องดูดาวจึงพบหลักฐานซึ่งสามารถยืนยันว่า โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์   มนุษย์ในอดีตต้องการทราบว่าขอบโลกอยู่ที่ไหน มนุษย์ในปัจจุบันต้องการทราบว่า ขอบของเอกภพอยู่ที่ใด  มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวดวงอื่นหรือไม่   อนาคตของเอกภพจะเป็นอย่างไร  การเดินทางระหว่างดวงดาวจะทำได้อย่างไร 

โลกแบน หรือโลกกลม
           มนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์คิดว่า โลกแบน ทั้งนี้เป็นเพราะพวกเขามองเห็นว่า โลกเป็นพื้นที่กว้างใหญ่สุดสายตา มีดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่านเวลากลางวัน มีดวงจันทร์และดวงดาวเคลื่อนที่ผ่านเวลากลางคืน 


ภาพที่ 2  แบบจำลอง โลกคือศูนย์กลางจักรวาล

           หกร้อยปีก่อนคริสต์กาล พิธากอรัส นักปราชญ์ชาวกรีก ได้สร้างแบบจำลองของเอกภพ โดยมีโลกเป็นศูนย์กลาง ถูกห้อมล้อมไว้ด้วยทรงกลมขนาดใหญ่เรียกว่า “ทรงกลมท้องฟ้า” ซึ่งบรรจุ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ 5 ดวง และดาวฤกษ์จำนวนมากมาย  สามร้อยปีต่อมา อริสโตเติล นักปราชญ์ชาวกรีก กล่าวว่า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เป็นทรงกลมที่โคจรรอบโลก  ขณะที่ อริสตาชุส นักปราชญ์แห่งเมืองอเล็กซานเดรีย (ปัจจุบันอยู่ในประเทศอียิปต์) กล่าวว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีโลก ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจรล้อมรอบ  ต่อมาอีกหนึ่งศตวรรษ อีราโทสธีนิส พบว่ามุมของแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบพื้นผิวโลก ณ เวลาเดียวกันของแต่ละตำบล ไม่ใช่มุมเดียวกัน เนื่องจากโลกกลม เขาคำนวณได้ว่า ดวงอาทิตย์ใหญ่กว่าโลก และโลกใหญ่กว่าดวงจันทร์ 

ตำแหน่งของโลกในเอกภพ
           ค.ศ. 125 คลอเดียส ปโตเลมี นักปราชญ์ชาวกรีก ได้แต่งตำราดาราศาสตร์ฉบับแรกของโลกชื่อ “อัลมาเจสต์” ระบุว่า โลกเป็นทรงกลมอยู่ตรงใจกลางของจักรวาล การที่เราเห็นดาวเคราะห์ทั้งเจ็ด (รวมดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์) เคลื่อนไปข้างหน้า แต่บางครั้งก็เคลื่อนที่ย้อนทาง (Retrograde) สวนกับกลุ่มดาวจักราศี เป็นเพราะดาวเคราะห์ทั้งเจ็ด เคลื่อนที่อยู่บนวงกลมขนาดเล็กซึ่งเรียกว่า “เอปิไซเคิล” (Epicycle) 


ภาพที่ 3 แบบจำลองของปโตเลมี

           ค.ศ.1514 โคเปอร์นิคัส ได้อธิบายว่า การที่เราเห็นดาวเคราะห์เคลื่อนที่ถอยหลังเป็นเพราะ โลกซึ่งเป็นดาวเคราะห์วงใน เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์เร็วกว่าดาวเคราะห์ชั้นนอกเช่น ดาวอังคาร  เขาเสนอทฤษฎีดวงอาทิตย์คือศูนย์กลางของระบบสุริยะ  ในเวลาต่อมากาลิเลโอส่องกล้องดูดาวพฤหัสบดี และดาวศุกร์ จึงค้นพบหลักฐานที่ว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ และโจฮานเนส เคปเลอร์ ค้นพบว่า ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรี     ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 ไอแซค นิวตัน ค้นพบว่า ดวงดาวทั้งหลายดึงดูดกันด้วยแรงโน้มถ่วง  ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ค้นพบระบบสุริยะของดาวฤกษ์ดวงอื่น (Extra Solar System) มากกว่า 200 ระบบ 

           ปลายคริสตศตวรรษที่ 18  วิลเลียม เฮอส์เชล ผู้ค้นพบดาวยูเรนัส ใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ตรวจนับดาวในทางช้างเผือก เขาสันนิษฐานว่า ดวงอาทิตย์อยู่ที่ตำแหน่งใจกลางของกาแล็กซีทางช้างเผือก   จนกระทั่งปี ค.ศ.1920 ฮาร์โลว์ แชพลีย์ ศึกษากระจุกดาวเปิดซึ่งอยู่ล้อมรอบกาแล็กซี จึงสามารถพิสูจน์ได้ว่า ตำแหน่งของดวงอาทิตย์อยู่ค่อนมาทางแขนของกาแล็กซี  


ภาพที่ 4 แบบจำลองทางช้างเผือกของ เฮอร์เชล ซึ่งมีดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง

           ค.ศ.1905  อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ประกาศทฤษฎีสัมพัทธภาพเฉพาะ E = Mc2 พลังงานและมวลเป็นสิ่งเดียวกัน พลังงานจำนวนมหาศาลอัดรวมกันเป็นสสารได้ นั่นคือ นิวเคลียร์ฟิวชัน พลังงานต้นกำเนิดของดาวฤกษ์ สิบปีต่อมาเขาประกาศทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ว่าด้วย มวลทำให้ภูมิศาสตร์ของอวกาศโค้ง และอธิบายว่า ดาวเคราะห์เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ มิใช่เป็นเพราะ แรงโน้มถ่วงระหว่างดาวอย่างที่นิวตันอธิบาย แต่เป็นเพราะว่า มวลของดวงอาทิตย์ทำให้อวกาศโค้ง ดาวเคราะห์จึงจำต้องเคลื่อนที่เป็นวงโค้งไปรอบๆ  


ภาพที่ 4 อวกาศโค้ง

           ค.ศ.1929  เอ็ดวิน ฮับเบิล จำแนกกาแล็กซีออกเป็นหลายประเภท และพบว่า สเปคตรัมของกาแล็กซีส่วนใหญ่มีปรากฏการณ์การเลื่อนทางแดง (Redshift)  นั่นหมายถึง กาแล็กซีกำลังเคลื่อนที่ออกจากโลก นั่นก็คือ เอกภพ (จักรวาล) กำลังขยายตัว   
           ค.ศ.1989  ยานอวกาศโคบี (COBE) พบว่า รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของเอกภพ (Cosmic Microwave Background Radiation) มีอุณหภูมิไม่เท่ากัน เป็นหลักฐานยืนยันว่า เอกภพเย็นตัวลงไม่เท่ากันทุกตำบล กาแล็กซีจึงเกิดขึ้นเป็นกระจุกๆ ไม่กระจายตัวเท่าๆ กัน ในเอกภพ 


ภาพที่ 5 อุณหภูมิของรังสีไมโครเวฟพื้นหลังของเอกภพ

           ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ค้นพบว่า เอกภพประกอบด้วยกาแล็กซีจำนวนมหาศาล กระจายตัวอยู่เป็นกระจุกๆ  กาแล็กซีส่วนใหญ่กำลังเคลื่อนที่ออกจากโลก แสดงว่าเอกภพกำลังขยายตัว เมื่อคำนวณอัตราการขยายตัวของเอกภพย้อนกลับ จึงได้ผลลัพธ์ว่า เอกภพกำเนิดขึ้นจากจุดๆ หนึ่ง (Singularity) เมื่อประมาณ 13,000 ล้านปีมาแล้ว นักดาราศาสตร์พยายามค้นหาขอบจักรวาล แต่ดูเหมือนว่า ธรรมชาติไม่ต้องการให้เรารู้อนาคต ยิ่งส่องกล้องลึกเข้าไปในอวกาศมากเท่าใด ก็ยิ่งเห็นภาพลึกไปในอดีตมากเท่านั้น  เพราะว่าแสงต้องใช้เวลาในการเดินทาง (เช่น กระจุกดาวลูกไก่อยู่ห่างจากโลก 400 ปีแสง ภาพที่เราเห็นในปัจจุบันคือแสงของกระจุกดาวลูกไก่เมื่อ 400 ปีที่แล้ว)  

           กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Telescope) ถ่ายภาพกาแล็กซีที่ไกลที่สุด ระยะห่างหลายพันปีแสง พบว่าในอดีตนั้นกาแล็กซีเคยอยู่ใกล้กันจริง แสดงว่า เอกภพในยุคนั้นมีขนาดเล็ก ซึ่งยืนยันทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang) เอกภพกำเนิดขึ้นจากจุดๆ หนึ่ง แล้วก็เกิดการระเบิดใหญ่ (Big Bang) ขึ้นมา นี่คือจุดกำเนิดของสรรพสิ่งและกาลเวลา  เวลาต่อมาเอกภพขยายตัวและเย็นตัวลง พลังงานอัดแน่นเป็นสสาร กำเนิดเป็นกาแล็กซีและดาวขึ้นมา

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 71 ครั้ง

ตำแหน่งของโลกในจักรวาล

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, May 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.scimath.org/article-earthscience/item/345-earth6
รายละเอียด: 

 

โลก (The Earth) 
โลกของเรามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12,756 กิโลเมตร โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 150 ล้านกิโลเมตร แสงอาทิตย์ต้องใช้เวลาเดินทางนาน 8 นาที กว่าจะถึงโลก 

ระบบสุริยะ (Solar System)
ประกอบด้วยดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์อยู่ตรงศูนย์กลาง มีดาวเคราะห์ 9 ดวง เป็นบริวารโคจรล้อมรอบ ดาวเคราะห์แต่ละดวงอาจมีดวงจันทร์เป็นบริวารโคจรล้อมรอบอีกทีหนึ่ง  ดาวพลูโตอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 6 พันล้านกิโลเมตร  แสงอาทิตย์ต้องใช้เวลาเดินทางนาน 5 ชั่วโมงครึ่ง กว่าจะถึงดาวพลูโต

ดาวฤกษ์เพื่อนบ้าน  (Stars)
ดาวฤกษ์แต่ละดวงอาจมีระบบดาวเคราะห์เป็นบริวาร เช่นเดียวกับระบบสุริยะของเรา   ดาวฤกษ์แต่ละดวงอยู่ห่างกันเป็นระยะทางหลายล้านล้านกิโลเมตร   ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ที่สุดของดวงอาทิตย์ชื่อ “ปร๊อกซิมา เซนทอรี” (Proxima Centauri) อยู่ห่างออกไป 40 ล้านล้านกิโลเมตร หรือ  4.2 ปีแสง  ดาวฤกษ์ซึ่งมองเห็นเป็นดวงสว่างบนท้องฟ้า ส่วนมากจะอยู่ห่างไม่เกิน  2,000 ปีแสง

กาแล็กซี (Galaxy)
กาแล็กซีคืออาณาจักรของดวงดาว   กาแล็กซีของเราชื่อ “กาแล็กซีทางช้างเผือก” (The Milky Way Galaxy) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 แสนปีแสง ประกอบด้วยดาวฤกษ์ประมาณ 1 พันล้านดวง ดวงอาทิตย์ของเราอยู่ห่างจากใจกลางของกาแล็กซีเป็นระยะทางประมาณ 3 หมื่นปีแสง (2 ใน 3 ของรัศมี)

กระจุกกาแล็กซี (Cluster of galaxies) 
กาแล็กซีอยู่รวมกันเป็น กลุ่ม (Group) หรือกระจุก (Cluster)  “กลุ่มกาแล็กซีของเรา” (The local group) มีจำนวนมากกว่า 10 กาแล็กซี  กาแล็กซีเพื่อนบ้านของเรามีชื่อว่า “กาแล็กซีแอนโดรมีดา”(Andromeda galaxy)  อยู่ห่าง 2.3 ล้านปีแสง  กลุ่มกาแล็กซีท้องถิ่นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 ล้านปีแสง

ซูเปอร์คลัสเตอร์ (Supercluster)
ซูเปอร์คลัสเตอร์ ประกอบด้วยกระจุกกาแล็กซีหลายกระจุก  “ซูเปอร์คลัสเตอร์ของเรา” (The local supercluster) มีกาแล็กซีประมาณ 2 พันกาแล็กซี  ตรงใจกลางเป็นที่ตั้งของ “กระจุกเวอร์โก”  (Virgo cluster) ซึ่งประกอบด้วยกาแล็กซีประมาณ 50 กาแล็กซี อยู่ห่างออกไป 65 ล้านปีแสง  กลุ่มกาแล็กซีท้องถิ่นของเรา กำลังเคลื่อนที่ออกจากกระจุกเวอร์โก ด้วยความเร็ว 400 กิโลเมตร/วินาที

เอกภพ (Universe) 
“เอกภพ” หรือ “จักรวาล” หมายถึง อาณาบริเวณโดยรวมซึ่งบรรจุทุกสรรพสิ่งทั้งหมด  นักดาราศาสตร์ยังไม่ทราบว่า ขอบของเอกภพสิ้นสุดที่ตรงไหน  แต่พวกเขาพบว่ากระจุกกาแล็กซีกำลังเคลื่อนที่ออกจากกัน นั่นแสดงให้เห็นว่าเอกภพกำลังขยายตัว   เมื่อคำนวณย้อนกลับนักดาราศาสตร์พบว่า เมื่อก่อนทุกสรรพสิ่งเป็นจุด ๆ เดียว เอกภพถือกำเนิดขึ้นด้วย ”การระเบิดใหญ่” (Big Bang) เมื่อประมาณ 13,000 ล้านปีมาแล้ว

หมายเหตุ: (1 ปีแสง = ระยะทางซึ่งแสงใช้เวลานาน 1 ปี หรือ 9.5 ล้านล้านกิโลเมตร)

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 67 ครั้ง
Subscribe to RSS - ดาราศาสตร์