Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์สุขภาพ

เชื้อร้ายในถ้ำลึก

วันที่: 
Thursday, July 12, 2018

ถ้ำคือสถานที่สะสมเชื้อโรค ซึ่งเชื้อโรคในถ้ำมีทั้งที่รู้จัก และหลายชนิดยังไม่เป้นที่รู้จัก นอกจากเชื้อราและแบคทีเรียที่อาศัยตามพื้นดินและผนังถ้ำ สัตว์คือพาหะนำโรคร้ายแรงมากมาย เช่น ค้างคาว การติดอยู่ในถ้ำมีความเสี่ยงได้รับเชื้อโรคมากเป็นพิเศษ ทั้งจากสภาพแวดล้อม และน้ำดื่มที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน หากนำตัวผู้ที่ติดในถ้ำออกมาได้ ขั้นตอนหลังจากนั้นคือการใช้มาตรการพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษเพื่อยับยั้งการแพร่เชื้อโรคทั้งผู้ติดถ้ำและเจ้าหน้าที่

สัตวแพทย์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่าระบบนิเวศในถ้ำเปรียบเสมือนอีกโลกหนึ่งซึ่งน้อยคนจะเข้าไป โดยเฉพาะการเข้าไปอยู่นานๆ ระบบนิเวศในนั้นเต็มไปด้วยความชื้น มีออกซิเจนน้อย อากาศน้อย อาจมีก๊าซซัลเฟอร์ด้วยในกรณีมีธารน้ำร้อน และมีแอมโมเนียมากจากสิ่งปฏิกูลสัตว์ เช่น ค้างคาว เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ปริมาณออกซิเจนในถ้ำน้อยลงไปอีก ยิ่งถ้ำไหนแสงแดดส่องไม่ถึง หรือไม่มีโพรง ถ้ำเหล่านั้นยิ่งมีปัญหา ส่วนถ้ำที่มีโถงน้ำ มีธารน้ำไหล โดยเฉพาะช่วงน้ำหลากจะทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมถ้ำ ซึ่งกรณีแบบนี้เกิดขึ้นเป็นปกติ เพียงแต่คนรับรู้เรื่องถ้ำยังน้อยอยู่
“ถ้ำเหมือนอีกโลกที่ลึกลับซับซ้อน ในขณะเดียวกันถ้ำคือสถานที่สะสมเชื้อโรค พอพูดถึงเชื้อโรค ชีวิตประจำวันของมนุษย์ก็มีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคอยู่แล้ว ถ้ามากก็เจ็บป่วย ถ้าสัมผัสน้อยร่างกายจะรู้จักเชื้อโรคแล้วกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน แต่กรณีของเชื้อโรคในถ้ำ คนไม่เคยรู้ ไม่เคยสัมผัส พอเข้าไปในถ้ำหรือต้องคลุกคลีเชื้อโรคเหล่านี้ก็มีโอกาสที่จะก่อให้เกิดโรคในคนหรือเจ็บป่วยขึ้นมา ซึ่งเชื้อโรคบางชนิดเรารู้จักแต่อีกหลายชนิดเราไม่เคยเจอมัน” เขาอธิบายว่าเชื้อโรคส่วนมากคือเชื้อราต่างๆ และเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียในดิน ตามซอกหิน เชื้อเหล่านี้เป็นประเภทไม่ต้องอาศัยออกซิเจนมากเพื่อดำรงชีวิต เช่น บาดทะยัก คลอสตริเดียม และอีกปัจจัยเสี่ยงคือสัตว์ที่อาศัยในถ้ำอย่างค้างคาว จากการศึกษาวิจัยพบเชื้อโรคในตัวค้างคาวมากกว่า 40 ชนิด เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อมโรค
“แม้แต่เห็บ หมัด ไร บนตัวค้างคาวก็เป็นตัวนำโรค จากการเก็บข้อมูลพบว่าในช่วงหน้าฝน ช่วงน้ำหลาก เราพบเชื้อโรคเชื้อไวรัสในค้างคาวมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ค้างคาวมีภาวะเครียด เนื่องจากถ้าฝนตกมันจะออกไปหากินไม่ได้ สองเมื่อฝนตกน้ำท่วมในถ้ำก็มีปัญหาต่อการดำรงชีวิต กรณีของสัตว์ที่เครียด ร่างกายจะอ่อนแอ มีโอกาสติดเชื้อหรือพบเชื้อในร่างกายค้างคาวมากขึ้น”

แหล่งที่มา: 
http://www.judprakai.com/life/550
ภาพประกอบ: 

การศึกษาชี้ "ดื่มกาแฟ" อาจช่วยให้อายุยืนขึ้น

วันที่เผยแพร่: 
Monday, July 9, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/11685/
รายละเอียด: 

การศึกษาชี้ "ดื่มกาแฟ" อาจช่วยให้อายุยืนขึ้น

การศึกษาฉบับใหม่ชี้ว่า การดื่มกาแฟอาจช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น แม้ว่าจะดื่มวันละหลายๆ แก้วก็ตาม

นักวิจัยรวบรวมข้อมูลจากชาวอังกฤษราว 500,000 คน เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี พบว่า ผู้ที่ชอบดื่มกาแฟมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ

ผลของกาแฟต่อการมีอายุยืนยาวขึ้นนั้น พบในผู้ดื่มกาแฟทั้งแบบสำเร็จรูป กาแฟสด หรือกาแฟที่สกัดสารคาเฟอีน

การศึกษาครั้งนี้นับว่าเป็นการศึกษาใหญ่ชิ้นแรก ที่แนะประโยชน์ของการดื่มกาแฟ แม้แต่ในผู้ที่มีความบกพร่องด้านพันธุกรรมที่มีผลต่อการนำคาเฟอีนไปใช้ในร่างกาย

จากการเฝ้าติดตามดูผู้ร่วมการศึกษาวิจัยเป็นระยะเวลา 10 ปี พบว่าโดยรวมแล้ว ผู้ดื่มกาแฟมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ 10-15 เปอร์เซนต์ และผลแตกต่างจากปริมาณกาแฟที่ดื่ม และความแตกต่างทางพันธุกรรมนั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม คุณ Alice Lichtenstein ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัย Tufts University ซึ่งไม่ได้มีส่วนกับการศึกษาในครั้งนี้ กล่าวว่า ผลการศึกษานี้ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า กาแฟจะเปรียบเสมือนยาอายุวัฒนะ หรือควรจะเป็นสาเหตุให้คนหันมาดื่มกาแฟกันหรือไม่ แต่ผลการศึกษานี้ก็ช่วยสนับสนุนการศึกษาครั้งก่อน และยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟอีกด้วย

โดยผลการศึกษาฉบับนี้ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Internal Medicine

คุณ Erikka Loftfield นักวิจัยที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ ผู้นำการวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการดื่มกาแฟส่งผลต่อการมีชีวิตยืนยาวได้อย่างไร แต่อาจเป็นเพราะกาแฟประกอบไปด้วยสารเคมีต่างๆ กว่า 1,000 ชนิด รวมไปถึงสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ ไม่ให้เกิดความเสียหาย

และว่าการศึกษาฉบับอื่นๆ ชี้ว่า สารต่างๆ ในกาแฟอาจช่วยลดภาวะอักเสบ และช่วยให้ร่างกายสามารถนำอินซูลินไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ายังต้องพยายามหาคำตอบเพื่ออธิบายต่อไปว่า กาแฟจะมีผลช่วยให้อายุยืนยาวต่อไปได้อย่างไร

Hits 7 ครั้ง

9 ขั้นตอน ล้างมือให้สะอาด ปราศจากเชื้อโรคอันตราย

วันที่เผยแพร่: 
Monday, July 9, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/11689/
รายละเอียด: 

9 ขั้นตอน ล้างมือให้สะอาด ปราศจากเชื้อโรคอันตราย

9 ขั้นตอน ล้างมือให้สะอาด ปราศจากเชื้อโรคอันตราย

  1. ล้างมือด้วยน้ำเปล่า แล้วใช้สบู่ หรือเจลล้างมือ (ชนิดล้างออกด้วยน้ำ) ถูบนมือให้ทั่ว
     
  2. เริ่มใช้ฝ่ามือข้างขวา ถูกับฝ่ามือข้างซ้าย
     
  3. ใช้ฝ่ามือขวาถูหลังมือซ้าย และสลับใช้ฝ่ามือซ้ายถูหลังมือขวา
     
  4. ใช้นิ้วมือทั้ง 5 ของมือขวาถูซอกนิ้วทั้ง 5 ของมือซ้าย แล้วสลับเป็นนิ้วมือซ้ายถูซอกนิ้วมือขวา
     
  5. ใช้นิ้วมือขวากำรอบนิ้วโป้งของมือซ้าย และหมุนถูไปมา 3-5 ครั้ง ทำแบบเดียวกันจนครบทุกนิ้วทั้งสองมือ
     
  6. ใช้ปลายนิ้วมือถูขวางฝ่ามือทั้งสองข้าง เน้นซอกเล็บเป็นพิเศษ
     
  7. ใช้นิ้วมือหมุนถูรอบข้อมือทั้งสองข้าง
     
  8. ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า จนกว่าฟองจะหมด มือหายลื่น
     
  9. เช็ดให้แห้งด้วยผ้าแห้ง และสะอาด
Hits 3 ครั้ง

ขี้หนาว มือเท้าเย็น ไม่มีแรง สัญญาณของ “ไฮโปไทรอยด์”

วันที่เผยแพร่: 
Monday, July 9, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/3757/
รายละเอียด: 

ขี้หนาว มือเท้าเย็น ไม่มีแรง สัญญาณของ “ไฮโปไทรอยด์”

“ไฮโปไทรอยด์” คืออะไร?

ไฮโปไทรอยด์ หรือ ภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ เป็นภาวะที่ต่อมไทรอยด์ไม่สามารถสร้าง หรือหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ออกมา ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายได้ ส่งผลให้บางส่วนของร่างกายทำงานผิดปกติ

 

สาเหตุของ “ไฮโปไทรอยด์”

1. เกิดจากความผิดปกติของต่อมไทรอยด์เอง อาจจะเป็นผู้ป่วยต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ที่เคยผ่าตัดเอาต่อมไทรอยด์ออกไปบางส่วน หรือทั้งหมด

2. เกิดจากภาวะผิดปกติของต่อมใต้สมอง ที่ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนมากระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ให้ทำงานเป็นปกติได้

 

ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็น “ไฮโปไทรอยด์”

มากกว่า 80% เป็นผู้หญิง และอาจเกิดกับวัยทอง

 

ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็น “ไฮโปไทรอยด์” มากกว่า 80% เป็นผู้หญิง และอาจเกิดกับวัยทอง 

อาการของผู้เป็น “ไฮโปไทรอยด์” หรือภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์

  • ขี้หนาว มือเท้าเย็น ต้องใส่ถุงมือถุงเท้า ดึงแขนเสื้อมาปิดมือ หรือหาผ้ามาคลุมตลอด
     
  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เซื่องซึม ไม่กระฉับกระเฉง
     
  • เสียงแหบพร่า
     
  • ขี้หลงขี้ลืมในระยะเวลาอันสั้น คิดช้า ทำช้า
     
  • ท้องผูกบ่อยๆ
     
  • ผิวแห้ง ผมแห้ง อาจมีผมร่วงในบางราย
     
  • สมรรถภาพทางเพศลดลง
     
  • ประจำเดือนมาผิดปกติ
     
  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่ทานน้อย

 

วิธีรักษาภาวะ “ไฮโปไทรอยด์”

คุณหมออาจแนะนำให้ทานฮอร์โมนเสริม เฝ้าติดตามอาการ และตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกายเรื่อยๆ แต่ทั้งนี้ “ไฮโปไทรอยด์” ไม่ใช่โรคภัยร้ายแรงอะไร เพียงแต่การให้ฮอร์โมนทดแทน จะช่วยรักษาสมดุลในร่างกาย ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากฮอร์โมนในร่างกายไม่ปกติในอนาคตได้ เช่น ระดับความรู้สึกลดลง อุณหภูมิในร่ายกายลดลง ความดันโลหิตต่ำลง หายใจช้าลง ไปจนถึงการเต้นของหัวใจช้าลง และเสียชีวิตได้ ดังนั้นควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

 

หากอยากลดโอกาสในการเป็น “ไฮโปไทรอยด์” ควรรีบรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเสียตั้งแต่วันนี้ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่สำคัญหมั่นตรวจ และสังเกตร่างกายของตัวเราเองให้ดี เพราะไม่มีใครรู้จักตัวเราดี เท่าตัวเราเองอีกแล้ว ยิ่งพบความผิดปกติกับร่างกายของตัวเองได้เร็วเท่าไร เราก็ยิ่งจะมีโอกาสหายจากอาการผิดปกติเหล่านั้นได้มากขึ้น

Hits 3 ครั้ง

"ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ" โรคอันตรายถึงชีวิตที่น้อยคนจะรู้จัก

วันที่เผยแพร่: 
Monday, July 9, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/8665/
รายละเอียด: 

"ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ" โรคอันตรายถึงชีวิตที่น้อยคนจะรู้จัก

จากผลสำรวจการรับรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดอุดตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตรายจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ (VTE) จัดทำโดยองค์การนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดอุดตัน หรือ ISTH ทำการสำรวจความคิดเห็นประชากรวัยผู้ใหญใน 9 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย พบว่าระดับความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

แม้ว่าโรคหลอดเลือดอุดตันและภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ (VTE) จะสามารถป้องกันได้ แต่ยังคงเป็นสาเหตุของสำคัญทำให้เสียชีวิต จากรายงานพบว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะหลอดเลือดอุดตัน รวมถึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases)

 

โรคลิ่มเลือดอุดตัน คืออะไร?

โรคลิ่มเลือดอุดตัน (Thrombosis) เกิดจากลิ่มเลือดขัดขวางการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดแดง (Arterial Thrombosis) หรือ หลอดเลือดดำ (Venous Thrombosis) การจับตัวกันเป็นลิ่มเลือดจะขัดขวางการไหลเวียนของเลือดอย่างช้าๆ หากลิ่มเลือดส่วนหนึ่งส่วนใดหลุดออกจากผนังหลอดเลือดแล้วลอยไปตามกระแสเลือดจะเรียกว่า เอ็มโบไล (emboli)

 

โรคลิ่มเลือดอุดตัน อันตรายอย่างไร?

แม้ว่าโรคหลอดเลือดอุดตันจะสามารถป้องกันได้ แต่มักจะพบว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ และภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ ซึ่งเป็นโรคในกลุ่มของโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต  

 

สาเหตุของภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ (VTE) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตและทุพพลภาพมากที่สุดทั่วโลก ปัจจัยความเสี่ยง อาทิเช่น การนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน การผ่าตัด มะเร็งบางชนิด พันธุกรรม  ยาบางชนิด (อาทิ ยาคุมกำเนิด) การตั้งครรภ์ หรือหลังการคลอด จากผลการศึกษาขององค์การอนามัยโลกพบว่า สาเหตุการเสียชีวิต หรือ ทุพพลภาพ (ร้อยละ 60) เกิดจากการที่ผู้ป่วยมานอนรับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยนอนอยู่กับเตียงเป็นเวลานาน ขยับขาไม่ได้ ลุกเดินไม่ได้  ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบกับแพทย์ถึงความเสี่ยงในการเกิดโรค แพทย์ก็จะแนะนำให้บริหารขา หรือหากมีความเสี่ยงมากก็จะใช้เครื่องปั้มเท้าหรือขา เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ เกิดขึ้นในระหว่างหรือภายหลังการนอนโรงพยาบาล เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตและทุพพลภาพพบในทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศกำลังพัฒนาหรือพัฒนาแล้วก็ตาม

 

อาการของหลอดเลือดดำอุดตัน

อาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละส่วนที่เกิดภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน

หลอดเลือดดำส่วนลึกที่ขาอุดตัน (DVT) ตัวบ่งชี้ภาวะดังกล่าวประกอบด้วย อาการกดเจ็บ หรืออาการบวมซึ่งมักเริ่มที่น่อง รอยแดง หรือสีผิวที่ขาเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด มีอาการร้อนที่ขา

- ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (PE) ตัวบ่งชี้ภาวะดังกล่าวประกอบด้วย อาการหายใจไม่ทั่วปอด หรือหายใจเร็วโดยหาสาเหตุไม่ได้ อาการเจ็บหน้าอก (บางครั้งเจ็บมากขึ้นเมื่อหายใจเข้าลึกๆ) หัวใจเต้นเร็ว อาจมีอาการวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม หรือหมดสติ แม้อาการดังกล่าวอาจไม่ได้บ่งชี้ถึงภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำเสมอไป บุคลากรทางการแพทย์ก็ควรประเมินผู้ป่วยในทันที

 ภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ หรือ VTE หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เริ่มแรก และมีการรักษาให้เหมาะสมในช่วง 3 ถึง 6 เดือนแรก สามารถรักษาให้หายขาดได้

 

รู้หรือไม่ !? วิตามินซี ช่วยป้องกัน โรคลิ่มเลือดอุดตันได้

จากรายงานวิจัยทางด้านการแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า หากร่างกายได้รับวิตามินซีในปริมาณที่สูงเป็นประจำต่อเนื่องทุกวัน นอกจากจะเป็นการนำวิตามินซีเข้าไปช่วยบำรุงเนื้อเยื่อและหลอดเลือดแดงให้แข็งแรงแล้ว วิตามินซีก็ยังมีส่วนช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดให้น้อยลงได้อีกด้วย โดยที่วิตามินซีจะทำการเปลี่ยนคอเลสเตอรอลให้กลายเป็นกรดน้ำดีที่ตับ จากนั้นตับก็จะกำจัดทิ้งไป จึงทำให้ลดการสะสมของคอเลสเตอรอล อีกทั้งยังช่วยกำจัดไขมันที่สะสมตัวอยู่ตามเส้นเลือด ซึ่งไขมันเหล่านี้นี่เองที่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดปัญหาเส้นเลือดอุดตันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม เหตุเพราะวิตามินซีถูกนำไปใช้เพื่อบำรุงส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นสำคัญ การเลือกบริโภควิตามินซีจึงจะต้องเข้าใจว่าปริมาณวิตามินซีที่ได้รับมีปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการของร่างกายจริงๆ

Hits 3 ครั้ง

ผู้สูงอายุ "กลืนอาหาร" ได้ไม่ดี เสี่ยงแบคทีเรีย-ปอดอักเสบจากการสำลัก

วันที่เผยแพร่: 
Monday, July 9, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/11713/
รายละเอียด: 

แพทย์แนะผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพช่องปาก เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย ลดความเสี่ยงของการเกิดปอดอักเสบจากการสำลัก โดยพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และเช็ดทำความสะอาดช่องปาก และลิ้นหลังอาหารทุกมื้อ ดูแลเอาอาหารที่ค้างในปากออกให้หมด เพื่อเลี่ยงการเกิดเชื้อราในช่องปาก และช่วยให้ผู้สูงอายุมีรอยยิ้มที่สดใส

นายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่าการกลืนปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายเลื่อมลง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับการกลืนในวัยสูงอายุ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้าง และหน้าที่การทำงานของช่องปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร และกลไกของระบบประสาท ที่ควบคุมการกลืน ส่งผลให้ความสามารถสำรองการกลืนในผู้สูงอายุลดลง ทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะกลืนลำบากยิ่งขึ้น 

 

กลไกในการกลืนในผู้สูงอายุ

แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 

  1. ระยะช่องปาก ผู้สูงอายุไม่มีฟัน และกำลังกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยวลดลง ทำให้ใช้เวลาในการบดเคี้ยวอาหารเพิ่มขึ้น กำลัง และการประสานการทำงานของริมฝีปาก และลิ้นลดลง ทำให้กระบวนการเตรียมอาหาร และการส่งผ่านอาหารใช้เวลานานขึ้น และประสิทธิภาพลดลง ต้องมีการกลืนหลายครั้งกว่าอาหารจะหมดจากช่องปาก ผู้สูงอายุบางรายอาจมีอาหารเหลือค้างในปาก เป็นแหล่งสะสมของเชื้อก่อโรค เสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก
     
  2. ระยะคอหอย การกลืนที่คอหอยจะเกิดช้ากว่าวัยอื่นกล่องเสียงยกตัวขึ้นมารับกับฝาปิดกล่องเสียงช้าความแรงในการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณคอหอยลดลงหูรูดของหลอดอาหารส่วนต้นเปิดช้าทำให้อาหารอยู่ในระยะคอหอยนานส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงในการเกิดสำลักอาหารเข้าสู่ทางเดินหายใจได้จึงเป็นอันตรายต่อผู้สูงอายุ
     
  3. ระยะหลอดอาหาร ระยะเวลาที่หูรูดของหลอดอาหารส่วนต้นเปิดจะสั้นลง จึงมีอาหารเหลือค้างที่คอหอยเสี่ยงต่อการสำลักเข้าทางเดินหายใจแรงบีบไล่อาหารของหลอดอาหารลดลง ทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะไส้เลื่อนกระบังลมมากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น กลไกการกลืนจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้ง 3 ระยะ และมีส่วนสัมพันธ์กับระบบประสาทสั่งการ และการควบคุมการหายใจ

 

สาเหตุของภาวะกลืนลำบาก

นายแพทย์ประพันธ์  พงศ์คณิตานนท์  ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของภาวะกลืนลำบากที่พบได้บ่อยของความผิดปกติของช่องปาก และคอหอยในวัยสูงอายุคือ โรคหลอดเลือดสมองและภาวะสมองเสื่อม แต่อาจมีสาเหตุจากภาวะอื่นๆ ได้แก่ โรคทางระบบประสาทโรคทางจิตเวช รวมถึงโรคพาร์กินสันที่ทำให้กล้ามเนื้อมีภาวะเกร็ง ทำให้การกลืนอาหารยากขึ้น

 

วิธีแก้ปัญหาภาวะกลืนลำบาก

  1. ควรปรับอาหารผู้สูงอายุ หรือผู้ใกล้ชิดเลือกชนิดของอาหารที่ใช้ในการฝึกกลืนอย่างเหมาะสม ได้แก่ อาหารอ่อนที่ย่อยง่ายและมีรสจืด โดยรับประทานปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง
     
  2. เลือกใช้ช้อนที่มีขนาดเล็กลง และหลุมไม่ลึก ทำให้ปริมาณการรับประทานอาหารต่อคำลดลง รวมถึงปริมาณน้ำที่น้อยลงในแต่ละคำ จะช่วยลดอาการสำลักได้
     
  3. ปัจจุบันมีนวัตกรรมสารเพิ่มความหนืดที่ผสมได้ทั้งอาหารเหลว และของเหลว เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีปัญหากลืนลำบากมีความปลอดภัยมากขึ้น
     
  4. ​เทคนิคช่วยกลืนคือ จัดท่าให้ศีรษะ และลำตัวของผู้สูงอายุ สามารถชดเชยกลไกการกลืนที่บกพร่องไป เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการรับประทานอาหารทางปากมากขึ้น
     
  5. ผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพช่องปาก เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย ลดความเสี่ยงของการเกิดปอดอักเสบจากการสำลัก โดยพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และเช็ดทำความสะอาดช่องปากและลิ้นหลังอาหารทุกมื้อ ดูแลเอาอาหารที่ค้างในปากออกให้หมดเพื่อเลี่ยงการเกิดเชื้อราในช่องปาก และช่วยให้ผู้สูงอายุมีรอยยิ้มที่สดใส
Hits 3 ครั้ง

12 ประโยชน์ของเบียร์ เหตุผลที่คุณควรดื่มมัน!

วันที่: 
Wednesday, July 4, 2018

1. เบียร์ดีกับใจแล้วยังดีกับไตอีกด้วย
งานวิจัยยกให้เบียร์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีประโยชน์เหนือเครื่องดื่มใดๆ ในบรรดาแอลกอฮอล์ทั้งหมด นั่นก็เพราะก็ว่าเบียร์ 1 ขวดช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในไตได้ถึง 40% เลยทีเดียว
2. เบียร์ช่วยย่อยอาหาร
เบียร์ทั่วไป โดยเฉพาะเบียร์ดำมีไฟเบอร์ที่ละลายน้ำอยู่ประมาณ 1 กรัมต่อเบียร์ 300 มล. ต่างกับไวน์ที่ไม่มีไฟเบอร์เลย ไฟเบอร์มีบทบาทสำคัญในการทำงานของลำไส้ (หากขาดไฟเบอร์ อาจทำให้เกิดความผิดปกติในระบบย่อยอาหารและลำไส้ เช่น ท้องผูกหรือท้องร่วง)
3. เบียร์ช่วยลดคอเลสเตอรอล
ไฟเบอร์ในเบียร์มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ส่งผลเสียต่อร่างกายได้
4. เบียร์ช่วยเพิ่มระดับวิตามิน B
เพราะเบียร์ประกอบด้วยวิตามิน B1, B2, B6 และ B12 นอกจากนี้งานวิจัยยังระบุว่าคนดื่มเบียร์มีปริมาณวิตามิน B6 ในร่างกายมากกว่าคนที่ไม่ดื่มเบียร์ประมาณ 30% ส่วนคนที่ดื่มไวน์มีปริมาณวิตามิน B6 ในร่างกายมากกว่าคนที่ไม่ดื่มเบียร์ประมาณ 15% เท่านั้น เรียกได้ว่าเบียร์แหล่งวิตามิน B12 ชั้นดีที่หาได้ยากในอาหารทั่วไป อีกทั้งวิตามิน B12 ยังมีส่วนช่วยลดโอกาสเกิดโรคโลหิตจางได้อีกด้วย
5. เบียร์ช่วยเสริมสร้างกระดูก
งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2009 ระบุว่าเบียร์ที่มีระดับธาตุซิลิคอนสูงช่วยเสริมสร้างความหนาแน่นของเซลล์กระดูกได้
6. เบียร์ลดอาการโรคนอนไม่หลับ
สารแลคโตฟลาวิน (Lactoflavin) และกรดนิโคตินิก (Nicotinic Acid) ที่อยู่ในเบียร์ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น
7. เบียร์ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
คนดื่มเบียร์จะมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนทั่วไปถึง 40-60% เลยทีเดียว
8. เบียร์ช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน
ส่วนผสมในเบียร์มีส่วนช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด ช่วยให้เลือดลมเดินดีขึ้น
9. เบียร์ช่วยเพิ่มความจำ
งานวิจัยระบุว่าคนที่ดื่มเบียร์จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์และโรคป่วยทางจิตน้อยกว่าคนทั่วไปอีกด้วย
10. เบียร์ช่วยลดความเครียด
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยมอนทรีออลพบว่า การดื่มเบียร์วันละสองแก้วมีส่วนช่วยลดอาการเครียดจากการทำงานหรือคลายความวิตกกังวลได้
11. ดื่มเบียร์ให้เป็นยา
เบียร์อุ่นๆ ถือเป็นยารักษาแบบหนึ่ง เพราะข้าวบาร์เลย์ที่นำมาหมักเป็นเบียร์ เมื่อได้รับความร้อนจะทำปฏิกริยากับร่างกาย ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ช่วยเพิ่มอัตราการหายใจ อีกทั้งยังช่วยลดอาการปวดข้อ เอ็น และยั่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย คราวหน้าให้ลองเอาเบียร์ไปอุ่นในน้ำร้อนซักหน่อยแล้วเติมน้ำผึ้งลงไปซัก 4 ช้อนชา ก็จะได้เบียร์ที่ดื่มเป็นยาแล้ว
12. เบียร์ทำให้ผิวสวยขึ้น
ข้อนี้น่าจะถูกใจสาวๆ เพราะเบียร์ประกอบด้วยวิตามินสำคัญมากมายที่ช่วยเสริมสร้างผิวให้แข็งแรง มีน้ำมีนวลและดูเปล่งปลั่งอีกด้วย

แหล่งที่มา: 
https://www.health-th.com/12-ประโยชน์ของเบียร์/
ภาพประกอบ: 

จริงหรือไม่? กินอาหารร้อน อาจทำให้เป็นมะเร็งหลอดอาหาร

วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, May 30, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/2141/
รายละเอียด: 

จริงหรือไม่? กินอาหารร้อน อาจทำให้เป็นมะเร็งหลอดอาหาร

มะเร็งหลอดอาหาร เกิดขึ้นได้อย่างไร?
คิดว่าหากพูดถึงโรคมะเร็ง ทุกคนก็คงทราบกันดีว่ามันเป็นความผิดปกติของร่างกาย ที่จู่ๆ ก็เป็นขึ้นมาเอง อาจจะไม่ได้มีสาเหตุจากสิ่งใดแน่ชัด เพียงแต่เราจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้มากขึ้น (อ่าน “พฤติกรรมเสี่ยงมะเร็ง” ที่นี่) เพราะฉะนั้นสาเหตุมาได้จากหลากหลายปัจจัย

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลอดอาหาร

- ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่

- บริโภคอาหารบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น อาหารที่มีสารไนโตรซามีน อย่างอาหารประเภทเนื้อ อาหารที่ใส่สารกันบูด อาหารประเภทย่าง หรือเครื่องปรุงรสอย่างพริก และพริกไทย

- เป็นผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุภายในหลอดอาหารเกิดอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เซลล์ผิดปกติจนเกิดเป็นมะเร็งได้

- ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในหลอดอาหาร

- เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุหลอดอาหารอย่างรุนแรง จากการกระทำ เช่น กลืนน้ำยาล้างห้องน้ำ กลืนน้ำกรด น้ำด่าง 

- รับประทานอาหารที่มีผัก ผลไม้ และแร่ธาตุน้อย

- อยู่ในภาวะอ้วน

และอื่นๆ

อาการของมะเร็งหลอดเลือดอาหาร

1. เริ่มทานอาหารแข็งแล้วรู้สึกฝืดคอ กลืนไม่ค่อยลง เช่น ไก่ย่าง หมูทอด ผลไม้ต่างๆ

2. เริ่มรู้สึกลำบากในการกลืนอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารแข็ง หรือเหลว

3. อาจจะกลืนอะไรไม่ค่อยลง จนทำให้ต้องขย้อน หรืออาเจียนออกมา

4. ทานอะไรไม่ลง น้ำหนักเริ่มลด ร่างกายซูบผอม อ่อนเพลีย เพราะขาดอาหาร

5. อาจมีอาการข้างเคียงเพิ่มเติม เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปวดหัว แน่นหน้าอก คลื่นไส้ ไอ หรือเจ็บบริเวณกระดูกหน้าอก หรือในลำคอ เป็นต้น

ดังนั้น การรับประทานของร้อน อาจจะไม่ถึงกับทำให้หลอดอาหารบาดเจ็บจนเป็นแผล แต่อย่างไรก็ตามหากอาหารร้อนเกินไป อาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณปากบาดเจ็บ จนเป็นแผลได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดก็ควรจะรับประทานอาหารที่มีความร้อนเหมาะสม ไม่ลวกปาก ลวกลิ้นจนพองกันบ่อยๆ ดีกว่า

Hits 40 ครั้ง

ทีมนักวิจัยเดนมาร์กคิดค้นแอปวัดอารมณ์ของผู้ป่วย "ไบโพลาร์"

วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, May 30, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/10837/
รายละเอียด: 

ทีมนักวิจัยเดนมาร์กคิดค้นแอปวัดอารมณ์ของผู้ป่วย "ไบโพลาร์"

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอาการของโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว หรือ ไบโพลาร์ มีตั้งเเต่อาการอ่อนๆ จนถึงขั้นรุนแรง แต่ผู้ป่วยทั้งหมดจะมีอารมณ์ที่สลับไปมาระหว่างอารมณ์ดีมากเกินปกติกับอารมณ์ซึมเศร้า

และในแต่ละช่วงของการแปรปรวนทางอารมณ์ ผู้ป่วยจะมีอาการที่แตกต่างกันไป

ในช่วงที่อารมณ์ดี หรืออาการเมเนีย ผู้ป่วยจะขยันมากผิดปกติ นอนน้อย เเละยังมีความกล้าเสี่ยงมากขึ้น บางคนอาจจะมีอารมณ์ร้าย และในช่วงที่เกิดอารมณ์ซึมเศร้า ผู้ป่วยจะร้องไห้ ไม่ยอมลุกจากที่นอน หรือบางครั้งอาจคิดถึงเรื่องฆ่าตัวตาย

ปีเตอร์ เฮจเเลนด์ (Peter Hegeland) หนึ่งในผู้ป่วยไบโพลาร์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผู้ป่วยเกิดอารมณ์ซึมเศร้าสุดๆ นี้เอง ที่จะต้องมีคนคุยด้วย เขากล่าวว่าบางครั้งเขาจะรู้สึกซึมเศร้ามากจนไม่รู้จะบอกคนอื่นได้อย่างไรว่ากำลังต้องการความช่วยเหลือ

บริษัทมอนเสนโซ (Monsenzo) ในเดนมาร์ก ได้คิดค้นแอปมือถือสมาร์ทโฟน ที่สามารถวิเคราะห์อารมณ์และพฤติกรรมของผู้ใช้ เเละจะเตือนแพทย์ที่บำบัดผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัว

หนึ่งในผู้ป่วยอารมณ์แปรปรวนสองขั้วที่กำลังทดลองใช้แอปนี้ แมดส์ ไทรเออร์-บลุม (Mads Trier-Blom) กล่าวว่า หากเขารู้สึกเครียด จิตแพทย์ที่ให้การบำบัดซึ่งคอยติดตามดูอาการของเขาเเบบทางไกลจะโทรศัพท์มาถามไถ่อาการทันที

ผู้ป่วยกล่าวว่า แอปพ์ แมดส์ ไทรเออร์-บลุม มีความพิเศษเพราะช่วยแจ้งผลการวัดระดับอารมณ์ของผู้ใช้กลับไปยังแพทย์บำบัด และนักบำบัดจะโทรมาคุยกับผู้ป่วย

นอกเหนือจากการวัดดูพฤติกรรมของผู้ป่วยเเละการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ที่อาจมีผลต่อสุขภาพจิตของผู้ป่วยเเล้ว ผู้ป่วยที่ใช้แอปนี้ยังต้องทำการประเมินตัวเอง และข้อมูลทั้งหมดจะนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลในบันทึกเกี่ยวกับผู้ป่วยที่สำนักงานของจิตแพทย์ผู้ให้การรักษา

คริสโตเฟอร์ โซเดอร์สเตน (Kristoffer Sodersten) จิตแพทย์ชาวสวีเดน กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากระบบเซ็นเซอร์แบบนี้ เมื่อใช้ร่วมกับการประเมินตัวเองของผู้ป่วย จะช่วยแพทย์ค้นพบว่าข้อมูลที่ได้ตรงกันหรือมีความต่างกัน

บรรดาผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วที่ได้ทดลองใช้แอปตรวจวัดระดับอารมณ์นี้ ชี้ว่า การตรวจพบการแปรปรวนอารมณ์ของพวกเขาเเต่เนิ่นๆ ช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ในการจัดการกับอาการแปรปรวนทางอารมณ์ได้ทันทีที่เกิดขึ้น

Hits 40 ครั้ง

“น้ำดื่ม” ที่ควรหลีกเลี่ยง ก่อนเสี่ยงโรค

วันที่: 
Tuesday, May 22, 2018
  1. น้ำฝน

คนสมัยก่อนอาจจะชอบรองน้ำฝนมาดื่มเย็นชื่นใจ แต่สำหรับชาวเมืองที่ในชั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์หนาแน่น เมื่อก๊าซรวมตัวกับน้ำฝนจะเกิดเป็นกรดคาร์บอนิก ทำให้น้ำฝนกลายเป็นน้ำกรดอ่อนๆ ที่นอกจากจะมีรสชาติเปรี้ยวๆ ไม่อร่อยชื่นใจแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

 

  1. น้ำกลั่น

น้ำกลั่น เป็นน้ำที่บริสุทธิ์มาก ทางการแพทย์ใช้ในการเตรียมสารละลายต่างๆ เช่น ทำน้ำเกลือ เป็นต้น แต่น้ำกลั่นก็เป็นน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน หากเราดื่มน้ำกลั่นเข้าไปในร่างกาย ร่างกายต้องดึงเอาแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และเกลือแร่อื่นๆ ออกมาใช้ จึงอาจทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุเหล่านี้ จนอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้

 

  1. น้ำดื่มบรรจุขวดที่ไม่ได้มาตรฐาน / สัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน

น้ำดื่มบรรจุขวดก็อาจไม่ปลอดภัยหากไม่ได้รับการผลิตที่มีมาตรฐานดีเพียงพอ เพราะอาจพบสารปนเปื้อน เช่น พลาสติก ระหว่างกระบวนการผลิตได้ ดังนั้นควรเช็กให้แน่ใจว่าเป็นน้ำดื่มที่ผลิตจากบริษัทที่น่าเชื่อถือ และผ่านการตรวจสอบคุณภาพของการผลิตทุกขั้นตอน

 

  1. น้ำประปาที่มีปริมาณไตรฮาโลมีเทนสูงเกินไป

ไตรฮาโลมีเทน คือ สารที่เกิดจากสารอินทรีย์ที่ทำปฏิกิริยากับคลอรีนที่อยู่ในน้ำประปา ซึ่งหากพบว่ามีไตรฮาโลมีเทนในปริมาณมาก อาจเป็นสารก่อมะเร็งได้ ปกติแล้วมาตรฐานของระดับไตรฮาโลมีเทนในน้ำประปาของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน สำหรับประเทศไทย ไม่ควรพบค่าไตรฮาโลมีเทนในการใช้น้ำประปาทำอาหาร เช่น หุงข้าว มากกว่า 80 ไมโครกรัมต่อลิตร และในน้ำประปาของเราที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ พบว่าไตรฮาโลมีเทนราว 70 และ 73 ไมโครกรัมต่อลิตร ดังนั้นจึงวางใจได้ว่าน้ำประปาบ้านเราสามารถดื่ม และนำมาปรุงอาหารได้ แต่หากว่าพบว่าไตรฮาโลมีเทนสูงเกินไป ก็ควรหลีกเลี่ยง

แหล่งที่มา: 
https://www.sanook.com/health/10793/
ภาพประกอบ: 
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์สุขภาพ