Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์สุขภาพ

ระวังเห็ดพิษ ก่อนเก็บ-ซื้อมาปรุงอาหาร

วันที่: 
Thursday, September 6, 2018

ผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากการกินเห็ดพิษ 1,175 ราย และเสียชีวิต 6 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ อายุมากกว่า 65 ปี รองลงมา 45-54 ปี และ 55-64 ปี
สาเหตุทำให้เสียชีวิตส่วนใหญ่ คือ เห็ดระโงกพิษ บางแห่งเรียกว่าเห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือเห็ดไข่ตายซาก ซึ่งเห็ดชนิดนี้คล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาว หรือไข่ห่าน ที่สามารถกินได้ แต่แตกต่างกันคือ เห็ดระโงกพิษจะมีก้านสูง กลางดอกหมวกจะนูนเล็กน้อย มีกลิ่นค่อนข้างแรง นอกจากนี้ ยังมีเห็ดป่าชนิดที่มีพิษรุนแรงคือ เห็ดเมือกไครเหลือง โดยประชาชนมักสับสนกับเห็ดขิง ซึ่งชนิดที่เป็นพิษจะมีเมือกปกคลุมและมีสีดอกเข้มกว่า ซึ่งยากแก่การสังเกตด้วยตาเปล่า
ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้ทดสอบความเป็นพิษของเห็ด เช่น การจุ่มช้อนเงินลงไปในหม้อต้มเห็ด การนำไปต้มกับข้าวสาร หรือใช้ปูนกินหมากป้ายที่ดอกเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษจะกลายเป็นสีดำ เป็นต้น วิธีเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงในการใช้ทดสอบพิษกับเห็ดกลุ่มนี้ได้ โดยเฉพาะเห็ดระโงกพิษที่มีสารที่ทนต่อความร้อน แม้จะปรุงให้สุกแล้ว เช่น ต้ม แกง ก็ไม่สามารถทำลายสารพิษนั้นได้
อาการหลังกินเห็ดพิษจะคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายอุจจาระเหลว ไม่ควรซื้อยากินเองหรือไปรักษากับหมอพื้นบ้าน การช่วยเหลือในเบื้องต้นคือ กระตุ้นให้ผู้ป่วยอาเจียน โดยให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ล้วงคอให้อาเจียน หรือดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือแกงแล้วล้วงคอให้อาเจียนออกมา (วิธีนี้ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี)

จากนั้นรีบพาไปพบแพทย์ทันที แจ้งประวัติการกินเห็ดและนำตัวอย่างเห็ดพิษไปด้วย (หากยังเหลืออยู่) ควรให้ผู้ป่วยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือนัดติดตามอาการทุกวันจนกว่าจะหายเป็นปกติ เนื่องจากเห็ดพิษชนิดร้ายแรงจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนในช่วงวันแรก แต่หลังจากนั้นผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงตามมาคือ การทำงานของตับและไตล้มเหลว อาจทำให้เสียชีวิตได้

แหล่งที่มา: 
http://www.thaihealth.or.th/Content/44371-แพทย์เตือนระวังเห็ดพิษ%20ก่อนเก็บ-ซื้อมาปรุงอาหาร.html
ภาพประกอบ: 

5 กลุ่มโรคอันตรายที่มากับหน้าฝน

วันที่: 
Thursday, September 6, 2018

ในฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนี้ เป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โรคที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในฤดูนี้ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โรคไข้หวัดนก โรคปอดอักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง นอกจากนี้ในต่างจังหวัดบางพื้นที่ อาจมีการระบาดของโรคฉี่หนู หรือโรคแลปโตสไปโรซิส หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เช่น ไข้มาลาเรีย โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจอี เป็นต้น
1. กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ที่ลำไส้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ นอกจากนี้เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และบี ยังสามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่มีอาการตับอักเสบจะมีไข้ อ่อนเพลีย มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน คลื่นไส้อาเจียน ดังนั้นในหน้าฝนนี้จึงควรระมัดระวังอาหารการกินเป็นพิเศษ โดยรับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ สะอาด ใช้ช้อนกลาง 
2. กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนังที่พบบ่อย คือ โรคแลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู อาการเด่น คือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยโรคนี้อาจมีอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ไตวาย หรือช็อคได้ โรคนี้มักเป็นเกิดในที่ที่มีน้ำท่วม ผู้ที่บ้านมีหนูมาก เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน คนงานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โค สุกร ปลา ผู้ที่ทำงานขุดท่อระบายน้ำ เหมืองแร่ โรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น
3. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1N1 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ ที่ขณะนี้พบการระบาดทั่วประเทศ และโรคไข้หวัดนกที่มีแหล่งแพร่ระบาดมาจากสัตว์ปี เชื้ออาจมีการผสมข้ามสายพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนที่อยู่ในช่วงระบาดในฤดูฝนได้
4. กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ที่สำคัญ 3 โรค ได้แก่
    4.1 ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้านซึ่งจะวางไข่ในน้ำที่ขังอยู่ตามที่ต่าง ๆ ผู้ป่วยระยะแรกจะมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ได้แก่ อาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการปวดกระดูกมาก ไข้จะสูงอยู่ประมาณ 2-7 วัน หลังจากนั้นไข้จะลง พร้อมกับอาจจะมีอาการเลือดออกผิดปกติ มือเท้าเย็น หรือช็อคได้
    4.2 ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis)มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน หลังจากนั้นจะมีอาการซึมลงหรือชักได้ ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต หรือพิการหากไม่ได้รับการรักษา
    4.3 โรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค โดยผู้ป่วยจะมีไข้สูงหนาวสั่น ซีดลง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ถ้าเป็นชนิดรุนแรงอาจมีอาการไตวาย ตับอักเสบ ปอดผิดปกติ และอาจมีความผิดปกติทางสมองที่เรียกว่า มาลาเรียขึ้นสมองได้
5. โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา  นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนต้องระวังอีก 2 เรื่อง คือ ปัญหาน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา สาเหตุเกิดจากการแช่น้ำสกปรกนาน ๆ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง ถ้าเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองออก และอันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่องที่หนีน้ำมาอาศัยในบริเวณบ้าน สิ่งที่ต้องระวัง คือ การรับประทานยาลดไข้ เช่น ห้ามกินยาในกลุ่มแอสไพรินอย่างเด็ดขาด เพราะมีอันตรายกับบางโรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคฉี่หนู
ซึ่งโรคดังกล่าวจะทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายอยู่แล้ว หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวเข้าไปอีก จะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น ทำให้เสียชีวิตได้ง่ายขึ้น และอาจเกิดเป็นกลุ่มอาการไรซินโดรม ซึ่งมีผลต่อทุกอวัยวะในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองและตับ อาการที่พบ ได้แก่ ผู้ป่วยอาเจียนอย่างมาก และมีอาการทางสมอง เช่น สับสน มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ซึมและหมดสติ จนเสียชีวิตได้
ในการป้องกันโรคในฤดูฝน ทำได้โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง หนาวเย็น จะทำให้ร่างกายที่มีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนวัยอื่น ๆ อยู่แล้ว ต่ำลงไปอีก จึงมีโอกาสติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ควรดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้ม รับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ ๆ ไม่มีแมลงวันตอม และล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
 

แหล่งที่มา: 
https://www.sanook.com/health/3585/
ภาพประกอบ: 

อากาศแปรปรวน ไข้หวัดใหญ่ เพิ่มขึ้น

วันที่: 
Monday, September 3, 2018

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปี 2561 จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 20 ส.ค. 61 พบผู้ป่วย 89,846 ราย เสียชีวิต 12 ราย โดยพบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ (อายุระหว่าง 61-87 ปี) จำนวน 9 ราย
สำหรับการพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์ คาดว่า ในช่วงนี้จะมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังเข้าสู่ฤดูกาลระบาดของโรค ประกอบกับช่วงนี้สภาพอากาศแปรปรวน ร้อนสลับฝนตก ร่างกายอาจปรับตัวไม่ทันทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานที่ปิดหรือแออัด โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่ติดต่อทางน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย แพร่ติดต่อไปยังคนอื่นๆ ได้ง่าย เช่น การไอหรือจามรดกัน หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป บางรายอาจได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น
สำหรับสถานที่ที่มักพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน คือ สถานที่ปิด แออัด หรือมีคนอยู่หนาแน่น เช่น โรงเรียน ค่ายทหาร เรือนจำ ซึ่งควรมีการคัดกรองผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะนักเรียนในโรงเรียน เนื่องจากเป็นช่วงที่โรงเรียนเปิดภาคเรียน มีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกัน อยู่รวมกันในสถานที่ปิด หรือการใช้ของใช้ร่วมกัน
มาตรการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในโรงเรียน โดยควรมีการคัดกรองเด็กป่วยทุกเช้าก่อนเข้าเรียน หากพบนักเรียนที่มีอาการป่วยควรแยกไว้ในสถานที่อื่นหรือให้ผู้ปกครองมารับกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน และหากพบว่ามีผู้ป่วยหลายรายเป็นวงกว้าง ควรพิจารณาร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการปิดสถานศึกษาเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของโรคเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ โรงเรียนควรจัดให้มีจุดล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ไว้ตามที่ต่างๆ เช่น ห้องน้ำ โรงอาหาร ให้ความรู้แก่นักเรียน บุคลากรในโรงเรียน รวมถึงผู้ปกครอง ในเรื่องการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เช่น การล้างมือ การใช้หน้ากากอนามัย การแยกของใช้ส่วนตัว เป็นต้น สอบถามโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

แหล่งที่มา: 
http://www.thaihealth.or.th/Content/44241-อากาศแปรปรวน%20พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น.html
ภาพประกอบ: 

ตายเร็วด้วยโรคร่าเริง

วันที่: 
Tuesday, August 28, 2018

การใช้ชีวิตของคุณที่เสี่ยงเป็นโรงร่าเริง
กลางวัน : อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ คิดอะไรก็คิดไม่ออก
กลางคืน : คิดงานได้ก่อนนอน ไอเดียพรั่งพรู ทำงานสนุกทั้งคืนโดยไม่เบื่อไม่บ่น ไม่ออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังโดยอ้างว่าสมองแล่น
 
ถึงชื่อโรคจะดูร่าเริงสนุกสนาน แต่ร่างกายของเราไม่ได้จะร่าเริงตามชื่อแม้แต่น้อย ซึ่งนอกจากจะทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน รอบเดือนไม่ปกติ ขี้เหวี่ยงขี้วัน อาจทำให้สุ่มเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม และโรคเบาหวานได้

จัดระบบชีวิตใหม่ เสริมสร้างภูมิต้านทาน "โรคร่าเริง"
1. ตั้งนาฬิกาปลุกเวลาเดิมทุกๆ วัน เพื่อสร้างความเคยชิน
2. หลีกเลี่ยงแป้ง น้ำตาล เพิ่มเนื้อสัตว์ในมื้อกลางวัน เพราะแป้งและน้ำตาลนั้นเป็นตัวกระตุ้นในสมองหลั่งสารเซโรโทนินมากเกินไปซึ้งทำให้ง่วงนอน
3. ออกกำลังกายแบบง่ายๆ บ่อยๆ เช่นการเดิน การแกว่งแขน
4. ฟังเพลงระหว่างวัน เพื่อเพิ่มความตื่นตัว
5. จิบน้ำเปล่า ทำให้สมองแล่น 
6. นำผลมะกรูด คลึงกับพื้นมาวางไว้ข้างหมอนทำให้หลับสบาย
 

แหล่งที่มา: 
http://infographic.in.th/infographic/กลางวันไม่ตื่น-กลางคืน
ภาพประกอบ: 

เลิกเหล้า เลิกจน เลิกเลยดีกว่า

วันที่: 
Tuesday, August 14, 2018

จน เครียด แล้ว กินเหล้า หรือ กินเหล้า แล้วเครียดเพราะทำให้จน?
เพราะคนที่ดื่มเหล้ามานานหลายปี สมองจะเสพติดสุราหรือที่เรียกว่าโรคติดสุราเรื้อรัง ซึ่งคนที่เป็นโรคนี้หากต่อต้านหรือพยายามไม่ดื่มก็จะรู้สึกทรมานและมีอาการถอน เช่น กระสับกระส่าย ใจสั่น มือสั่น เหงื่อแตก และต้องการดื่มในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้มีความสุขเท่าเดิม เช่น เมื่อ 5 ปีที่แล้วดื่มเหล้าวันละ 3 ขวด รู้สึกเหมือนมีความสุข 100% แต่ปัจจุบันต้องดื่มถึง 10 ขวดถึงจะรู้สึกมีความสุขแบบนั้น
ความทรมานจากอาการถอนนั่นเองที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หยุดดื่มไม่ได้ ใจ เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับคนที่มีอาการถอนสุราร่วมด้วย ดังนั้น ผู้ที่ตัดสินใจหักดิบเลิกเหล้าควรสังเกตอาการตัวเองในช่วง 3 วันแรก ว่ามีอาการถอนสุรารึเปล่า หากมีอาการควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อช่วยบำบัดอาการถอนพิษสุรา
ลด ละ เลิก การดื่มไปทำไม ก็ในเมื่อฉันเสียเงินซื้อเหล้าเองนี่?
ข้อมูลของกรมอนามัยโลกพบว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยกว่า 200 โรค เป็นสาเหตุที่ทำให้ทั่วโลกมีคนเสียชีวิตประมาณปีละ 3.3 ล้านคน และก่อให้เกิดความสูญเสียทางสุขภาพเท่ากับร้อยละ 5.9 ของภาระโรคทั่วโลก
แอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น หลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็งชนิดต่างๆ ทั้งปาก ลำคอ หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่ ตับ เป็นต้น
นอกจากนี้ การดื่มยังเป็นสาเหตุส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน นำมาซึ่งความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สิน และยังมีการล่วงละเมิดทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์ ทะเลาะวิวาท ลักจี้ชิงปล้น ฆ่าตัวตาย และคดีอาชญากรรมต่างๆ

แหล่งที่มา: 
เหล้า,เลิกเหล้า,เลิกจน,
ภาพประกอบ: 

ตั้งท้องลูกแต่ละคนทำเซลล์ร่างกายแม่ชราลงได้ถึง 2 ปี

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45009455
รายละเอียด: 

ถึงแม่จะแก่ลงในระดับเซลล์หลังคลอด แต่ระหว่างตั้งครรภ์กลับเกิดการย้อนวัยให้เซลล์อิ่มเอิบอ่อนเยาว์ขึ้น

ผลการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นของสหรัฐฯ ยืนยันว่า ความเชื่อเรื่องที่แม่จะมีสุขภาพเสื่อมถอยและดูแก่ขึ้นกว่าอายุตามปีเกิดหลังมีลูกนั้นเป็นความจริง โดยการตั้งครรภ์คลอดบุตรแต่ละครั้งสามารถเร่งให้เซลล์ร่างกายชราลงกว่าเดิมได้ราว 0.5 - 2 ปี

ก่อนหน้านี้เคยมีผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอร์จเมสันในสหรัฐฯ ซึ่งชี้ว่าการมีลูกกับเขาคนหนึ่งทำให้แม่ต้องแก่ชราลงกว่าเดิมในระดับเซลล์ถึง 11 ปี เนื่องจากเทโลเมียร์ (Telomere) ซึ่งเป็นดีเอ็นเอส่วนปลายในโครโมโซมของแม่หดสั้นลง จนมีความยาวเท่ากับของคนที่มีอายุมากกว่า และยิ่งมีบุตรมากคนขึ้นเท่าไหร่ เทโลเมียร์ก็จะยิ่งสั้นลงเท่านั้น

เป็นที่ทราบกันว่า ความยาวของเทโลเมียร์นั้นเชื่อมโยงกับสุขภาวะของร่างกายในระยะยาว รวมทั้งสามารถเป็นเครื่องบ่งบอกถึงอายุขัยของคนเราด้วย

ในครั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นได้วิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของหญิงชาวฟิลิปปินส์ 800 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 20-22 ปี เพื่อหาร่องรอยของความชราในระดับเซลล์ที่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจาก 40% ของหญิงเหล่านี้ต่างก็มีบุตรแล้วตั้งแต่ 1-5 คน

ผลปรากฏว่าหญิงที่ผ่านการตั้งครรภ์มีลูกในกลุ่มนี้ มีทั้งเทโลเมียร์ที่หดสั้นลง และมีร่องรอยทางเคมีของกระบวนการเอพิเจเนติกส์ (Epigenetics marker)บนดีเอ็นเอด้วย ซึ่งร่องรอยนี้จะทำให้การแสดงออกของยีนเปลี่ยนไปได้ทั้งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรม

Pregnant woman using a computerImage copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY

ทีมผู้วิจัยชี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีที่พบทั้งสองประการข้างต้น มีความคล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในร่างกายของหญิงที่แก่ชรากว่า ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการทางชีวภาพ โดยไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเรื่องฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่อาจทำให้แม่มีความเครียดในการตั้งครรภ์และเลี้ยงดูลูกจนอ่อนล้าและชราลงอย่างรวดเร็วแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ร่างกายของแม่หลังคลอดซึ่งแก่ชราลงถึงระดับเซลล์นี้ กลับมีสภาพที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งทีมผู้วิจัยพบว่าเทโลเมียร์และร่องรอยทางเอพิเจเนติกส์ในดีเอ็นเอของแม่ถูกย้อนวัยให้อ่อนเยาว์ขึ้นในการตั้งครรภ์ทุกครั้ง ไม่ว่าแม่จะมีอายุมากขึ้นเท่าใดก็ตาม

ทีมผู้วิจัยระบุในรายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ว่า "นี่อาจเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันร่างกายของหญิงมีครรภ์ ที่ปรับตัวให้สอดรับกับการเติบโตของทารกก็เป็นได้"

Hits 25 ครั้ง

ขาดน้ำแม้เพียงเล็กน้อยทำให้สมองมีประสิทธิภาพลดลง

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45057581
รายละเอียด: 

คนดื่มน้ำ

หากรู้สึกว่าสมองไม่ค่อยแจ่มใสคิดอะไรติดขัดไปเสียทุกอย่าง ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ได้ โดยผลวิจัยล่าสุดพบว่า การที่ร่างกายขาดน้ำแม้ในระดับที่เล็กน้อยจะเริ่มส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของสมองให้ทำงานชนิดที่ยากและซับซ้อนได้ไม่ดีเท่าที่ควร

แม้จะทราบกันมานานว่าการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั้นดีต่อสุขภาพ แต่ทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งจอร์เจีย (GIT) ของสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาภาวะขาดน้ำแบบเจาะลึกมากขึ้น เพื่อให้ทราบว่าเมื่อร่างกายสูญเสียน้ำในระดับใดจึงจะทำให้กระบวนการคิดและสั่งการของสมองเริ่มได้รับผลกระทบ

มีการตีพิมพ์รายงานวิจัยนี้ในวารสารการแพทย์และวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการกีฬาและการออกกำลังกาย (Medicine & Science in Sports & Exercise) โดยระบุว่าภาวะขาดน้ำแม้เพียง 2% ของมวลกาย หรือเทียบเท่ากับการเสียเหงื่อปริมาณ 1 ลิตร ก็เริ่มส่งผลเสียต่อการประมวลผลของสมองในงานที่ต้องใช้สมาธิสูงและมีความยุ่งยากซับซ้อนแล้ว

ทีมผู้วิจัยได้วิเคราะห์ผลการศึกษาในอดีต 33 ชิ้น ซึ่งว่าด้วยความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างภาวะขาดน้ำกับประสิทธิภาพในการใช้สมอง โดยงานวิจัยทั้งหมดครอบคลุมกลุ่มตัวอย่าง 416 คน ที่มีภาวะขาดน้ำตั้งแต่ระดับ 1% ไปจนถึงระดับ 6% ของมวลกาย

ผลวิเคราะห์พบว่าภาวะขาดน้ำที่ระดับ 2% ของมวลกาย ก็เพียงพอที่จะทำให้การทำงานของสมองเริ่มรวนเรได้แล้ว แม้การขาดน้ำในระดับนี้จะไม่ทำให้คนเรารู้สึกกระหายน้ำเลยก็ตาม

ภาวะขาดน้ำในระดับเล็กน้อยดังกล่าวส่งผลเสียต่อกระบวนการสร้างสมาธิ และการประสานงานของระบบประสาทสั่งการที่ควบคุมให้ร่างกายเคลื่อนไหวมากที่สุด แต่ไม่สู้มีผลต่อความว่องไวในการตอบสนองสิ่งเร้าต่าง ๆ มากนัก

ทั้งนี้ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยทั่วไปให้คนเราดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือราว 2 ลิตรต่อวัน ซึ่งปริมาณน้ำที่ควรดื่มนั้นขึ้นอยู่กับ เพศ วัย สภาพอากาศ และสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย ส่วนภาวะขาดน้ำรุนแรงเนื่องจากการเสียเหงื่อ อาเจียน ปัสสาวะมากผิดปกติหรือท้องร่วง จะทำให้อ่อนเพลีย มึนงง หัวใจเต้นเร็วและหอบหายใจแรง จนถึงแก่ชีวิตได้

Hits 26 ครั้ง

แสงสีฟ้าจากหน้าจอก่อสารพิษเร่งให้ตาบอดได้

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45146621
รายละเอียด: 

แสงจากโทรศัพท์

แม้จะทราบกันดีว่าแสงสีฟ้า (Blue light) จากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่งผลเสียต่อสายตาของคนเราได้ แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น โดยพวกเขาชี้ว่าสารเคมีสำคัญในดวงตาทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้าจนเกิดเป็นสารพิษทำลายจอตาขึ้น

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทเลโดของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวลงในวารสาร Scientific Reports โดยระบุว่าการจ้องมองแสงสีฟ้าซึ่งเป็นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นและมีพลังงานสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้ดวงตาสร้างสารพิษขึ้นในเซลล์รับแสง จนเกิดอาการจอประสาทตาเสื่อมได้เร็วก่อนวัยอันควร

ผศ.ดร. อจิต กรุณารัตเน ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า "ในแต่ละวันดวงตาได้รับแสงสีฟ้าจากหน้าจอต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่กระจกตาและเลนส์ตาของเราไม่สามารถจะป้องกันหรือสะท้อนแสงสีฟ้าออกไปได้"

ด้วยเหตุนี้ สารเคมีช่วยการมองเห็นในจอตาที่เรียกว่าเรตินอล (Retinal) จึงทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้า ทำให้เกิดโมเลกุลมีพิษทำลายเยื่อหุ้มเซลล์รับแสงจนเซลล์ตายลงในที่สุด ทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรเพราะจอตาไม่สามารถส่งสัญญาณสื่อประสาทไปยังสมองได้

Young woman looking at a mobile phoneImage copyrightGETTY IMAGES

นักวิจัยยังได้ทดลองฉายแสงสีฟ้าไปยังเซลล์ชนิดอื่น ๆ ที่มีสารเรตินอลอยู่ เช่นเซลล์หัวใจ เซลล์ประสาท หรือแม้แต่เซลล์มะเร็ง พบว่าปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทำให้เซลล์ทุกชนิดตายลงได้ทั้งหมด

โรคจอตาเสื่อมหรือจอประสาทตาเสื่อม (Macular degeneration ) เป็นสาเหตุราวครึ่งหนึ่งของกรณีสูญเสียการมองเห็นที่พบทั้งหมด โดยส่วนใหญ่พบในผู้สูงวัยอายุ 50-70 ปีมากที่สุด

แม้โรคนี้จะไม่ทำให้ตาบอดสนิท แต่ก็สร้างปัญหาในการอ่านและการแยกแยะใบหน้าบุคคลอย่างมาก ทั้งยังไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผลในปัจจุบัน

"เราหวังว่าการค้นพบในครั้งนี้ จะนำไปสู่การคิดค้นวิธีรักษาหรือวิธีชะลอการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้สำเร็จ เช่นอาจจะมีการคิดค้นยาหยอดตาชนิดใหม่ที่ยับยั้งการเกิดสารพิษในดวงตาได้" ผศ.ดร.กรุณารัตเน กล่าว

ทีมผู้วิจัยยังแนะนำให้คนทั่วไปปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้า ด้วยการสวมแว่นกันแดดที่ป้องกันได้ทั้งรังสียูวีและแสงสีฟ้าเมื่ออยู่กลางแจ้ง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการจ้องมองจอโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ในที่มืด

Hits 21 ครั้ง

ชี้ฟังเสียงเพื่อเรียนรู้-ท่องจำขณะนอนหลับเป็นไปไม่ได้

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45173351
รายละเอียด: 

ฟังเสียงเพื่อเรียนรู้-ท่องจำขณะนอนหลับเป็นไปไม่ได้

ใครที่หวังจะท่องตำราก่อนสอบหรือเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ทางลัด ด้วยการฟังเสียงบรรยายให้ซึมเข้าสมองขณะนอนหลับ คงจะต้องหาวิธีอื่นกันเสียแล้ว เพราะนักวิทยาศาสตร์เพิ่งพบหลักฐานที่ชี้ว่า สมองของคนเราไม่สามารถจะจัดระเบียบเสียงที่ได้ยินขณะนอนหลับให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนตามลำดับที่ถูกต้องได้

ผลการศึกษาดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports โดยทีมนักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัย Université libre de Bruxelles (ULB) ของเบลเยียมพบว่า ความสามารถในการเรียนรู้หรือจดจำข้อมูลต่าง ๆ ด้วยการฟังเสียงของคนเรานั้นมีอยู่จำกัดในขณะที่นอนหลับ

มีการตรวจวัดความเคลื่อนไหวของสนามแม่เหล็กจากสมองส่วนหน้าของกลุ่มทดลอง ขณะที่พวกเขานอนหลับและได้ฟังเสียงต่าง ๆ ที่ดังขึ้นติดต่อกันเป็นชุดอย่างรวดเร็วไปพร้อมกันด้วย จากนั้นจึงวิเคราะห์สัญญาณของสนามแม่เหล็กที่วัดได้ดังกล่าว

นอนImage copyrightGETTY IMAGES

ผลปรากฏว่าความสามารถในการจัดระเบียบและประมวลผลเสียงที่ได้ยินจะเริ่มหายไป ตั้งแต่เข้าสู่การนอนหลับในช่วงคลื่นสั้น (Slow wave sleep) ซึ่งเป็นช่วงหลับลึกที่สุดในการนอนระยะที่ยังไม่มีการกลอกลูกตาไปมาอย่างรวดเร็ว (NREM)และเป็นช่วงที่คลื่นสมองมีความเคลื่อนไหวประสานสอดคล้องกันมากที่สุด

ทีมผู้วิจัยยังพบว่า สมองไม่สามารถจัดระเบียบเสียงที่ได้ยินขณะนอนหลับให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนตามลำดับที่ถูกต้องได้ ซึ่งความสามารถดังกล่าวจะกลับคืนมาในขณะที่ตื่นนอนแล้วเท่านั้น

ความเชื่อเรื่องที่สมองสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้จากการฟังขณะนอนหลับหรือ Hypnopedia เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ 1960 แต่ในเวลาต่อมา "วิธีเรียนรู้แบบใหม่" เช่นนี้กลับไม่สู้ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือมารองรับ

Hits 19 ครั้ง

10 ประโยชน์ของการวิ่ง

วันที่: 
Friday, August 10, 2018

1. ความเครียดหายไป ควรเลือกวิ่งช่วงเช้าหรือเย็น ไม่ใช่ไปวิ่งกลางแดดแรงๆ การวิ่งเพื่อให้มีความสุข ลดความเครียดนั้น จะต้องวิ่งเหยาะๆให้ได้ 30 นาทีขึ้นไป
2. ได้เหงื่อ ได้เหงื่อจากการออกกำลังกายแล้วจะมีความสุข นอกจากความสุขก็คือผิวสวย เมื่อเหงื่อของคุณชะล้างสิ่งสกปรกในรูขุมขนออกมาด้วย หลังจากเหงื่อออกแล้ว ร่างกายก็จะสดชื่น นั่งพักและอย่าหมักเหงื่อเอาไว้ พักสักแล้วก็ไปอาบน้ำ
3. สมองไวขึ้น ควรวิ่งให้ได้ประมาณ 30 นาที หรือ 5,400 ก้าว นั่นจะช่วยให้สมองของคุณทำงานได้ดี    มีการตอบโต้รวดเร็ว ลดโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ด้วย
4. วิ่งให้ได้ 45 นาที เผาผลาญไขมันไปอีก 14 ชั่วโมง นอกจากจะเกิดการเผาผลาญระหว่างการวิ่งแล้ว เมื่อหยุดวิ่ง ร่างกายจะเผาผลาญไขมันไปได้อีก 14 ชั่วโมง ประมาณ 190 กิโลแคลอรี่
5. ข้อต่อไม่เสื่อมง่าย คุณต้องวิ่งให้ได้สม่ำเสมอสัปดาห์ละประมาณ 5 วัน หรือทุกวันยิ่งดี และต้องวิ่งนานหน่อยประมาณ 1 ชั่วโมง
6. ลดความดันโลหิต วิ่งให้ได้ครั้งละ 50 นาที วันเว้นวันหรือสัปดาห์ละประมาณ 4 ครั้ง 
7. สร้างกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ลดลงไปเมื่ออายุเกิน 30 ปี วิ่งให้ได้ ครั้งละ 45 นาที
8. ลดคอเลสเตอรอล การวิ่งคือการลดคอเรสเตอรอล อย่างพวกไขมันเลวได้ดีที่สุด และจะเพิ่มไขมันดีขึ้นในร่างกายของเราด้วยนะ ถ้าจะทำให้ได้ ก็ต้องวิ่งวันละ 1 ชั่วโมง ให้ได้แทบทุกวันในสัปดาห์ และใช้เวลานานหน่อย ประมาณ 2 เดือน
9. การวิ่งช่วยให้คุณมีเวลากับตัวเองมากขึ้น การวิ่งอาจทำให้คุณงดงานเสียเงินอื่น ๆ อย่างช้อปปิ้งหรือปาร์ตี้ คนที่วิ่งมาก ๆ จะติด หยุดไม่ได้ วันไหนไม่ได้วิ่งจะกระวนกระวาย นี่เป็นเรื่องที่ดี เพราะคุณจะมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น
10. บุคลิกภาพดูดีมาก คุณกลายเป็นหนุ่มสาว สปอร์ต ตัวจริงแล้วนะ มันช่วยให้บุคลิกดูดี กับรองเท้าวิ่งคู่ใหม่ กางเกงวอร์มสวย ๆ เอวคอด หลังตรง ท่าเดินกระฉับกระเฉง
 

แหล่งที่มา: 
https://www.cosmenet.in.th/cosme-intrend/27973/10-ประโยชน์ของการวิ่ง-อ่านจบแล้วอยากลุกไปวิ่ง
ภาพประกอบ: 
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์สุขภาพ