Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์สุขภาพ

แค่นอนก็ผอมได้

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, November 21, 2017
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/women/13366/
รายละเอียด: 

ในปี 1994 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า ขณะที่เราที่เรานอนหลับ ร่ายกายจะหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่ง เรียกว่า "ฮอร์โมนแลปติน" มีหน้าที่ส่งสัญญาณให้สมองระงับความอยากอาหาร และกระตุ้นการเผาผลาญขณะที่เรากำลังนอนหลับได้นั่นเอง

Hits 130 ครั้ง

กิน ถั่ว เป็นประจำ ช่วยลดน้ำหนักได้

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, November 30, 2017
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/men/20945/
รายละเอียด: 

หลายคนเข้าใจว่า การกินถั่วเป็นประจำจะทำให้น้ำหนักเพิ่ม เนื่องจากในถั่วอุดมไปด้วยไขมันในปริมาณสูง ซึ่งถูกต้องครับ แต่ที่จริงแล้ว...ไขมันเกือบทั้งหมดล้วนเป็นไขมันดี และอุดมไปด้วยโปรตีน, วิตามิน, แร่ธาตุ และประโยชน์อีกมากมาย จึงไม่ใช่อาหารที่ทำให้อ้วนแต่อย่างใด การกินถั่วเป็นประจำแทนการกินขนม หรือไขมันอื่นๆ ที่มาจากสัตว์ จึงเป็นส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้นั่นเอง

Hits 118 ครั้ง

จุ่มช้อนส้อม

วันที่: 
Wednesday, November 29, 2017

เลิก!! จุ่มช้อนส้อมลงไปในหม้อหุงข้าวตามโรงอาหารได้แล้ว นอกจากไม่สะอาด เชื้อโรคยังเติบโตขึ้นอีกด้วย!!
เพราะเชื้อโรคตัวฮิตอย่าง ไวรัสตับอักเสบเอ-บี หรือเชื้อติดต่ออื่นๆ มักจะตายในอุณภูมิที่ 100 องศาเซลเซียส และใช้เวลานานกว่า 10 นาทีในการกำจัด คำถามคือ น้ำในหม้อร้อนขนาดนั้นและเราลวกนานขนาดนั้นหรือเปล่า? 
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำในหม้อหุงข้าวอุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 70 - 80 องศาเซลเซียสเท่านั้น ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่กระตุ้นให้เชื้อโรคต่างๆ เติบโต และขยายพันธุ์ได้ดีอีกต่างหาก ทำให้เราได้รับเชื้อโรคต่างๆ มากกว่าก่อนที่จะจุ่มลงไปเสียอีก 
เพราะฉะนั้น หากครั้งหน้าเราพบว่าน้ำในหม้อไม่เดือดปุดๆ ห้ามจุ่มช้อนส้อมลงไปเด็ดขาด ปัจจุบันตามศูนย์อาหารหลายแห่งได้เปลี่ยนจากหม้อน้ำเป็นเครื่องอบช้อนยูวี ซึ่งม่ีประสิทธิภาพมากกว่าเรียบร้อยแล้วครับ

แหล่งที่มา: 
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9580000112319
ภาพประกอบ: 

เสียงท้องร้องจ๊อกๆ เกิดจากอะไร?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, December 15, 2017
เจ้าของข้อมูล: 
http://guru.sanook.com/8496/
รายละเอียด: 

เชื่อว่าหลายคนต้องได้ยินเสียงท้องร้องเวลาหิว สาเหตุที่ท้องร้องก็เพราะสมองซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมความรู้สึกหิวของเราจะคอยจัดลำดับการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ ถ้าในเลือดมีสารอาหารพอเพียง สมองก็จะสั่งให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง แต่เมื่อใดที่มีสารอาหารในเลือดน้อยระบบย่อยอาหารจะทำงานเร็วขึ้นเราจึงได้ยินเสียงท้องร้อง

ทำไมท้องถึงร้องเวลาเราหิว? แม้ว่าท้องร้อง (growl) จะเป็นสิ่งที่เราได้ยินบ่อยๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความหิว และในกระเพาะไม่มีอาหาร แต่มันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาไม่ว่าจะตอนที่กระเพาะว่างหรือไม่ก็ตาม และยิ่งกว่านั้นเสียงร้องไม่ได้มาจากกระเพาะเท่านั้น แต่มักจะมาจากลำไส้เล็กอีกด้วย เสียงท้องร้องมักจะเกี่ยวข้องกับความหิว เพราะว่ามันมักจะร้องตอนที่กระเพาะและลำไส้ว่าง และอวัยวะภายในอื่นๆ ไม่ได้ส่งเสียงออกมา

เสียงนี้เป็นที่สนใจมานานแล้ว โดยเฉพาะชาวกรีกโบราณ ซึ่งตั้งชื่อให้ว่า borborygmi (พหูพจน์ของคำว่า borborygmus) คำนี้มีต้นกำเนิดมาจากคำที่เป็นเสียงเหมือนกับสิ่งที่ต้องการบรรยาย (onomatopoeia) เพื่อต้องการที่จะใส่เสียงร้องลงไปในคำ คำว่า Borborygmi แปลออกมาได้ว่า เสียงร้อง (จากท้อง) (rumbling)

ในทางสรีรศาสตร์ แหล่งกำเนิดของเสียงร้องเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของกล้ามเนื้อในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก โดยทั่วไปแล้วท่อทางเดินอาหาร (gastrointestinal tract) มีลักษณะเป็นท่อกลวงที่เริ่มจากปากจนถึงทวารหนัก และผนังของมันจะประกอบไปด้วยชั้นของกล้ามเนื้อเรียบ เมื่อผนังได้รับการกระตุ้น กล้ามจะบีบตัวเพื่อผสมและคลุกเคล้าอาหาร แก๊ส และของเหลวผ่านกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก ซึ่งทำให้เกิดเสียงขึ้น การบีบตัวของผนังกล้ามเนื้อนี้เรียกว่า peristalsis และเกี่ยวข้องกับการหดตัวเป็นวงที่เคลื่อนที่ (จากปาก) ลงมายังทวารหนักด้วยระยะทางเพียง 2-3 นิ้ว/ครั้ง

การสร้างคลื่นไฟฟ้าของ peristalsis เป็นผลมาจากการขึ้น-ลงที่เป็นจังหวะของศักย์ไฟฟ้าในเซลล์กล้ามเนื้อเรียบในสภาวะที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อหดตัว การขึ้น-ลงของศักน์ไฟฟ้านี้เรียกว่า basic electrical rhythm (BER) และเป็นผลมาจากกิจกรรมของระบบประสาทที่เกี่ยวกับลำไส้ที่มาจากกรรมพันธุ์ (บางคนอาจไม่เป็นก็ได้) ซึ่งพบได้ในผนังลำไส้ BER ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กทำงานในจังหวะปกติ (3 และ 12 ครั้งต่อนาที ตามลำดับ) ในลักษณะที่คล้ายกับจังหวะการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจแต่ช้ากว่าระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System; ANS) และปัจจัยเกี่ยวกับฮอร์โมนสามารถลด BER ได้

แม้ว่าอัตราและกำลังของ peristalsis มักจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีอาหาร แต่กิจกรรมดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นหลังจากกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กว่างประมาณ 2 ชั่วโมงเช่นกัน ในกรณีหลัง หน่วยรับความรู้สึกในผนังของกระเพาะจะส่งสัญญาณว่าไม่มีอาหารแล้ว ทำให้เกิดการสร้างคลื่นไฟฟ้า (Migrating Myoelectric complexes; MMCs) ขึ้นอีกครั้งในระบบประสาทที่เกี่ยวกับลำไส้ MMCs จะถูกส่งไปตามกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก และนำไปสู่การหดตัวเนื่องจากความหิว การหดตัวจากความหิวจะเริ่มจากกระเพาะส่วนล่าง (antrum) และแพร่ไปตามความยาวของท่อทางเดินอาหารรวมถึงส่วนปลายสุดของสำไล้เล็ก (ileum) ซึ่งจะทำความสะอาดสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในกระเพาะอาหารรวมถึงเมือก เศษอาหาร และแบคทีเรีย และป้องกันการสะสมสารต่างๆ อีกด้วย

การหดของกล้ามเนื้อยังทำให้เกิดการสั่น และเสียงร้องที่เกี่ยวข้องกับการหิว การหดกล้ามเนื้อเนื่องจากความหิวอาจจะอยู่นานถึง 10-20 นาทีในช่วงแรก และหลังจากนั้นจะหดตัวเป็นจังหวะทุกๆ 1-2 ชั่วโมงจนกระทั่งอาหารมื้อต่อมาได้เข้าสู่ร่างกาย ถ้าจะหยุดเสียงเหล่านั้นก็คงทำไม่ได้ เพราะเป็นกลไกธรรมชาติ แต่ป้องกันได้โดยการทานอาหารให้ตรงเวลา แต่ท้องร้องเกิดขึ้นได้แม้ขณะกระเพาะอาหารไม่ว่างด้วยซ้ำ และหากปริมาณน้ำตาลในเลือดต่ำก็จะทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อและทำให้เกิดเสียงร้องได้อีกด้วย ดังนั้นแนะนำให้รีบดื่มนมรองท้องก่อนเข้าประชุมหรือก่อนช่วงเวลาสำคัญ อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาอาการท้องร้องได้

Hits 140 ครั้ง

หยุดวิ่งกะทันหัน อันตรายถึงตาย

วันที่: 
Thursday, November 23, 2017

การหยุดวิ่งกะทันหัน นั้นเป็นอันตรายมาก และอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้

แหล่งที่มา: 
https://med.mahidol.ac.th/ramachannel/home/article/หยุดออกกำลังกายกะทันห/
ภาพประกอบ: 

วิ่งอย่างไรไม่ให้เหนื่อยมาก

วันที่: 
Thursday, November 23, 2017

1.จัดสภาพร่างกายให้เหมาะสมก่อนวิ่ง: สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่บางคนอาจมองข้ามไป แต่ที่จริงมันจะช่วยให้คุณพร้อมสำหรับการวิ่งได้มากเลยทีเดียว
2.ใช้ท่าวิ่งที่ถูก: จำไว้ว่าการวิ่งแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน คุณไม่สามารถเอาวิธีวิ่งแบบหนึ่งมาใช้กับอีกแบบได้ ต่อไปนี้คือสิ่งสำคัญในการจัดท่าวิ่งของคุณ
3.หายใจให้ถูก: การหายใจที่ถูกคือการหายใจเป็นจังหวะทางปาก เช่น “เข้า เข้า ออก ออก” (2:2 Rhythm) หรือ “เข้า เข้า เข้า ออก ออก ออก” (3:3 Rhythm) โดยเป็นการหายใจด้วยส่วนท้องไม่ใช่อก ในขณะที่การหายใจที่ผิดคือการหายใจ “เข้า ออก” รัวๆ (1:1 Rhythm) ซึ่งจะทำให้คุณไม่สามารถนำอากาศเข้าไปได้อย่างเต็มที่ระหว่างวิ่ง ทั้งนี้หากคุณหายใจถูกวิธี คุณจะสามารถพูดไประหว่างวิ่งได้
4.ใช้รองเท้าที่ถูกต้อง: หลายคนเข้าใจผิดแล้วหยิบรองเท้ากีฬาอะไรก็ได้มาวิ่ง แต่ที่จริงแล้วรองเท้าแต่ละชนิดออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ที่ต่างกัน ดังนั้นคุณควรลงทุนซื้อรองเท้าให้เหมาะกับการวิ่งระยะไกล แล้วคุณจะเห็นผลลัพท์ที่ดีขึ้นอย่างมาก
5.เริ่มจากการวิ่งช้าๆ: คุณควรฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อดังนี้ (Resistant Training) เพื่อเพิ่มพลังในการวิ่งด้วยการยกเวทต่างๆในทุกส่วนตั้งแต่ร่างกายส่วนบนจนถึงขา จำไว้ว่าการจะวิ่งเร็วนั้นคุณต้องมีกล้ามเนื้อส่วนบนที่แข็งแรงด้วย ไม่ใช่กล้ามเนื้อขาอย่างเดียว
6.สลับเดิน วิ่ง: โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นมือใหม่ การสลับเดินวิ่งจะช่วยให้คุณสามารถค่อยๆปรับตัวและวิ่งได้นานขึ้น คุณไม่ควรหักโหมวิ่งรวดเดียวโดยไม่พักเลย เพราะท้ายสุดแล้วคุณจะเหนื่อยเกินและจะเผาผลาญพลังงานน้อยกว่าการสลับเดินวิ่งที่กินระยะนานกว่าอีก
7.พกน้ำ: เพราะน้ำจะช่วยให้คุณสดชื่นและพร้อมกับมาวิ่งได้อีก อีกทั้งยังทำให้การเผาผลาญพลังงานคุณดีขึ้น อย่างไรก็ดีคุณไม่ควรดื่มน้ำเยอะเกินไปเพราะจะทำให้จุก ควรจิบทีละนิดเพื่อให้ดับกระหายก็พอ
8.พักและกินระหว่างฝึก: คุณจะหยุดพักกินบ้างทุกๆ 30-60 นาทีขึ้นอยู่กับความแข็งแรง โดยคุณอาจกินผลไม้ที่ไม่หนักท้องมากเพื่อเพิ่มกำลังให้คุณวิ่งต่อได้ และคุณไม่ควรหักโหมวิ่งหนักๆไปรอบเดียว เพราะนั่นจะทำให้คุณไม่เหลือพลังในการฝึกที่เหลือเลย และจะทำให้ประสิทธิภาพในการฝึกน้อยลง
9.ฝึกวิ่งเร็ว: คุณไม่ควรจะฝึกวิ่งช้าๆแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะการฝึกวิ่งเร็วจะเพิ่มความทนทานและความแข็งแรงของหัวใจคุณได้ดีขึ้น อีกทั้งยังยกระดับความสามารถของกล้ามเนื้อคุณ และส่งผลให้คุณวิ่งได้นานด้วยในที่สุด
10.เพิ่มความยากขึ้นทีละนิด: คุณควรค่อยๆเพิ่มระยะหรือความเร็วให้มากขึ้นทีละนิด แต่อย่าหักโหม และพยายามมีระเบียบวินับกับการฝึกให้มากที่สุด ดังนั้นคุณควรจะบันทึกการฝึกของคุณไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อวิเคราะห์พัฒนาการของการฝึกของคุณ
11.ฝึกอย่างสม่ำเสมอ: จำไว้ว่ามันไม่ได้สำคัญว่าคุณเป็นนักกีฬามืออาชีพหรือไม่ที่จะวิ่งได้นาน แม้ว่าคนที่เคยเป็นนักกีฬามาก่อน แต่ถ้าขาดจากการฝึกมานาน ก็จะวิ่งได้แป๊ปเดียวแล้วเหนื่อยเร็ว
12.สร้างสภาพแวดล้อมในการฝึก: ไม่ว่าจะเป็นการชวนเพื่อนไปวิ่งหรือออกกำลังกายอื่นๆด้วยกัน เพราะมันจะดีกว่าคุณฝึกอยู่คนเดียว นอกจากนี้หากคุณมีเพื่อนเก่งๆเข้าร่วมการฝึกด้วย มันจะก่อให้เกิดสัญชาติญาณการแข่งขันซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ และมันจะทำให้คุณเก่งขึ้นโดยที่ไม่ต้องสงสัยเลย

แหล่งที่มา: 
http://www.ohlor.com/วิธีวิ่งไม่ให้เหนื่อยมาก/
ภาพประกอบ: 

พุงนี้...เธอได้แต่ใดมา

วันที่: 
Tuesday, September 26, 2017

ภาวะอ้วนลงพุงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองไม่ว่าชายหรือหญิง เพราะนอกจากจะส่งผลให้รูปร่างดูไม่ดีแล้ว ยังอาจมีโรคร้ายต่างๆตามมาด้วยเช่นกัน
ข้อมูลเพิ่มเติ่ม : http://med.mahidol.ac.th/ramachannel/home/article/อ้วนลงพุง-สาเหตุของโรคอ/

แหล่งที่มา: 
http://www.thaihealth.or.th/content/38405-พุงนี้เธอได้แต่%20ใด%20มา.html
ภาพประกอบ: 
พุงนี้...ท่านได้แต่ใดมา

3 วิธีลดคอเลสเตอรอล

วันที่: 
Tuesday, September 26, 2017

คอเลสเตอรอลเป็นศูนย์รวมของไขมันทุกชนิด มีทั้งดีและไม่ดี.....3 วิธีลดคอเลสเตอรอล
ข้อมูลเพิ่มเติ่ม : http://club.sanook.com/19334/ ผัก-ผลไม้-ชนิดใดที่ช่วยล/

แหล่งที่มา: 
http://www.sanook.com/health/7949/
ภาพประกอบ: 
3 วิธีลดคอเลสเตอรอล

ว่าด้วยเรื่องของโปรตีน

วันที่: 
Thursday, September 21, 2017

ทุกคนรู้ว่า “โปรตีน” คือสารอาหารสำคัญที่ร่างกายคนเราต้องการ เป็นสารอาหารหลักที่อยู่ในอาหารหลัก 5 หมู่ที่ทุกคนต้องกินในแต่ละวัน
ข้อมูลเพิ่มเติ่ม : https://th.wikipedia.org/wiki/กรดอะมิโน

แหล่งที่มา: 
www.thaihealth.or.th/Content/37700-ว่าด้วยเรื่องของ...โปรตีน.html
ภาพประกอบ: 
ว่าด้วยเรื่องของโปรตีน

เล่นน้ำหลังฝน...เสี่ยงพิษแมงกะพรุน

วันที่: 
Thursday, September 21, 2017

ในช่วงฤดูฝนมักจะพบแมงกะพรุนถูกคลื่นซัดเข้ามาชายหาดจำนวนมาก ทั้งมีพิษและไม่มีพิษ โดยแมงกะพรุนที่พบทั่วไปในทะเลไทยมีหลายชนิด เล่นน้ำหลังฝน...เสี่ยงพิษแมงกะพรุน

แหล่งที่มา: 
http://www.thaihealth.or.th/Content/37902-เล่นน้ำหลังฝน%20เสี่ยงพิษแมงกะพรุน.html
ภาพประกอบ: 
เล่นน้ำหลังฝน...เสี่ยงพิษแมงกะพรุน
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์สุขภาพ