Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์สุขภาพ

ภัยจากวัตถุกันเสีย

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, November 13, 2018
รายละเอียด: 

ธรรมชาติของอาหารเกือบทุกชนิด เมื่อเก็บไว้นานๆ ย่อมเปลี่ยนสภาพ จากของสดใหม่กลายเป็นเน่าเสีย นั่นก็เพราะฝีมือของจุลินทรีย์ในอากาศที่รายล้อมตัวเรามากมาย เมื่อใดที่จุลินทรีย์เหล่านี้ปะปนลงไปในอาหาร นั่นหมายความว่ากระบวนการเน่าเสียได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เพราะการเน่าเสียเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก กระบวนการถนอมอาหารจึงเกิดขึ้น ทั้งการใช้ความร้อน ความเย็น ความเค็มของเกลือ การฉายรังสี หรือแม้แต่สารเคมีสังเคราะห์ที่เรียกกันทั่วไปว่าสารกันบูด

เนื่องจากปัจจุบันคนส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบ เพื่อแข่งกับเวลา ทั้งสภาพที่อยู่อาศัย และลักษณะนิสัยในการบริโภคอาหารก็เปลี่ยนไปจากอดีต ขนมปัง หรือขนมขบเคี้ยวต่างๆ จึงเป็นอาหารที่มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตมากขึ้น เพราะหาซื้อง่าย สะดวกและมีหลากหลายชนิดให้เลือกตามความต้องการ เราอาจเคยเห็นขนมปังที่ใส่ถุงพลาสติกวางขายในชนบทหรือตามร้านขายของชำ ที่วางขายได้นานเป็นอาทิตย์ ๆ โดยที่ไม่ขึ้นรา เราอาจจะคิดว่าเพราะบรรจุภัณฑ์ของขนมปังปิดสนิท เชื้อโรคไม่สามารถเข้าไปได้ แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น อาหารเหล่านี้ไม่บูด หรือเน่าเสียเพราะในขั้นตอนการผลิตได้มีการเติมสารบางอย่างลงไป
เพื่อรักษาสภาพของอาหารให้สด ใหม่ ไม่เน่าเสีย สารนั้นก็คือสารกันบูดหรือวัตถุกันเสียนั่นเอง

สารกันบูด คือสารเคมีหรือของผสมของสารเคมีที่ใช้ในการถนอมอาหาร โดยอาจจะใส่ลงในอาหาร พ่น ฉาบรอบๆ ผิวของอาหารหรือภาชนะบรรจุ สารดังกล่าวจะทำหน้าที่ยับยั้งหรือทำลายจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสียโดยอาจจะไปออกฤทธิ์ต่อผนังเซลล์รบกวนการทำงานของเอนไซม์หรือกลไกทางพันธุกรรม (genetic mechanism)ในเซลล์ ยังผลให้จุลินทรีย์ไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้หรือตายในที่สุดแต่ถ้าหากในแต่ละวันเราได้รับสารกันบูดในปริมาณน้อย ร่างกายจะสามารถกำจัดออกทางปัสสาวะได้ตามปกติ แต่หากได้รับในปริมาณมากทุกวัน ตับและไตจะต้องทำงานหนักขึ้นและหากกำจัดออกไปไม่หมดก็จะเกิดการสะสมในร่างกายซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของตับและไตในการกำจัดสารเคมีเหล่านี้ลดลงและอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่อตับและไตได้

สารกันบูดที่ใช้ในอาหารมีหลายชนิด กรดเบนโซอิกเป็นสารกันบูดที่นิยมนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปหลายประเภท เนื่องจากเป็นสารเคมีที่มีความเป็นพิษต่อมนุษย์ต่ำ และสามารถขับออกได้ทางปัสสาวะ แต่ถ้าได้รับมากเกินไปอาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นและเกิดอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ในแต่ละวันไม่ควรได้รับกรดเบนโซอิกเกินค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake – ADI) คือ 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น เด็กประถมที่น้ำหนัก 35 กิโลกรัม ไม่ควรได้รับกรดเบนโซอิกเข้าสู่ร่างกายในแต่ละวัน เกิน 35 X 5 = 175 มิลลิกรัม ดังนั้นเด็กเล็กย่อมมีโอกาสที่จะได้รับสารกันบูดเกินค่าความปลอดภัยได้ง่ายกว่าเด็กโต หรือผู้ใหญ่

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ได้อนุญาตให้ใช้ในอาหารทุกชนิด และอาหารที่อนุญาตให้ใช้ก็ไม่ใช่ปริมาณเท่ากันหมด คือให้ใช้ในเครื่องดื่ม ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขนมหวานที่ทำจากนม (ไอศกรีม โยเกิร์ตปรุงแต่ง/ผสมผลไม้) ไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขนมที่ทำจากผลไม้ ผัก ถั่ว แยม เยลลี่ และผักผลไม้กวน-ดอง-ทำไส้ขนม ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมหรือแค่ 1 กรัมต่อกิโลกรัมเท่านั้นเองจะเห็นว่าปริมาณที่อนุญาตให้ใส่น้อยมาก ต้องใช้เครื่องชั่งน้ำหนักที่มีความละเอียดสูง แม้ไม่น่าจะเป็นปัญหาในผู้ผลิตรายใหญ่ ๆ แต่อาหารท้องตลาดที่เราพบว่าใส่ปริมาณเกินกำหนดอาจทั้งตั้งใจเพราะเข้าใจผิดว่ายิ่งมากยิ่งดี ที่แย่กว่านั้นคือการใช้ในอาหารที่ไม่อนุญาตให้ใช้ เช่น ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปพวก ลูกชิ้น ไส้กรอก ปูอัด ฮ่อยจ๊อและขนมอบหลายชนิด (อนุญาตให้ใส่เฉพาะส่วนไส้ขนม) จากการสุ่มสำรวจอาหารภายในและภายนอกโรงเรียน โดยสถาบันโภชาการมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2555 พบว่าในตัวอย่างอาหารที่ใส่กรดเบนโซอิกสูงมาก ๆ จะสูงกว่าที่ใส่กันโดยเฉลี่ยถึงเกือบ 4 เท่า

หากนักเรียนไปซื้ออาหารเจ้านั้นเป็นประจำ (เพราะเป็นเจ้าที่ขายในหรือหน้าโรงเรียนนั้น) และได้รับต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลให้ตับและไตทำงานลดลงซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ในอนาคตเมื่ออายุมากขึ้น แต่ถ้าได้รับปริมาณสูงมาก ๆ อาจทำให้เจ็บป่วยทันที โดยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว อ่อนเพลีย และเกิดอาการแพ้ (ลมพิษ ผื่นคัน) ในบางคนการป้องกันความเสี่ยงที่ง่ายที่สุดคือ กินอาหารที่ผลิตจากอาหารสดหากเป็นผลิตภัณฑ์อาหารก็ควรดูที่มี อย. รับรอง และเมื่อกินอาหารทั่วไปที่ไม่มีฉลากให้พึงคิดเสมอว่าเราอาจได้รับสารกันบูดในปริมาณสูงได้โดยไม่รู้ตัว จึงไม่ควรกินอาหารนั้น ๆ บ่อย ๆ คือไม่กินทุกวัน ถ้าไม่มั่นใจในร้านค้านั้น ๆ ก็ไม่ควรซื้อในร้านเดิมเป็นประจำด้วย

เรียบเรียงโดย
น.ส.นิชาภา ชูศิริโรจน์
ที่มา
http://www.komchadluek.net/news/edu-health/171560
https://www.dekthaidd.com/knowledge-detail.aspx?nid=84
http://elib.fda.moph.go.th/library/default.asp?page2=subdetail&id_L1=27&...
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.(ม.ป.ป.).อันตราย...อาหารกับสารกันบูด.สืบค้นเมื่อ 15 ธันวาคม, 2559,

Hits 10 ครั้ง

การทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนคืออะไร และช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้จริงหรือ?

วันที่เผยแพร่: 
Friday, October 12, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45698827
รายละเอียด: 

 

การทานอาหารแบบคนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนไม่เพียงจะส่งผลดีต่อสุขภาพกายในแง่ของการลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยลดน้ำหนัก และลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่งานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษยังอ้างว่าวิธีการรับประทานอาหารแบบนี้ยังช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้ด้วย

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Molecular Psychiatry มาจากการวิเคราะห์งานวิจัย 41 ชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่า การรับประทานอาหารแบบคนในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเน้นการทาน ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว น้ำมันปลา และน้ำมันมะกอก รวมทั้งการทานผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อสัตว์แต่น้อยนั้น ส่งผลดีต่ออารมณ์ของคนเรา และช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าได้

ดร.คามิลลา ลาซาลล์ ผู้ศึกษาเรื่องนี้ร่วมกับทีมนักวิจัยจากยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน บอกว่า หลักฐานที่พบบ่งชี้ว่าการทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนอาจช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานเป็นรูปธรรมจากการทดลองทางคลินิกก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายชี้ว่า ความเกี่ยวโยงระหว่างอารมณ์กับอาหารยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากอาหารไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า เพราะเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศก็มีผลอยู่ไม่น้อย และการที่คนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนมีสุขภาพจิตและอารมณ์ดีนั้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากการใช้ชีวิตอยู่ในสภาพอากาศที่ดีด้วย ดังนั้นบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายระบุว่า จะต้องมีการศึกษาทดลองเรื่องนี้ให้ละเอียด และแม่นยำมากขึ้นเพื่อหาหลักฐานยืนยันทฤษฎีความเชื่อมโยงระหว่างอาหารกับภาวะซึมเศร้า

 

Hits 16 ครั้ง

ม็อกซี หุ่นยนต์ผู้ช่วยพยาบาล

วันที่เผยแพร่: 
Friday, October 12, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45783628
รายละเอียด: 

พบกับ "ม็อกซี" (Moxi) หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ประจำโรงพยาบาลที่มี "ความฉลาดทางสังคม"(social intelligence) ซึ่งจะมาช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของพยาบาลในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านพยาบาล

ม็อกซี พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Diligent Robotics ในเมืองออสตินรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ มีความสามารถในการหยิบและนำส่งเวชภัณฑ์ได้เองอัตโนมัติ ซึ่งช่วยแบ่งเบางานของเหล่าพยาบาลที่อาจใช้เวลาถึง 30% ของการทำงานในแต่ละวันหมดไปกับการค้นหาและหยิบเวชภัณฑ์ที่ใช้รักษาคนไข้

 

บริษัทผู้ผลิตจึงคาดว่า ม็อกซี จะช่วยให้พยาบาลมีเวลามากขึ้นในการทำงานอย่างอื่นที่จำเป็นกว่า

ปัจจุบัน มีการนำ ม็อกซี ไปทดลองใช้ที่โรงพยาบาลหลายแห่งในรัฐเท็กซัส ดร.โคล เอ็ดมันสัน หัวหน้าพยาบาลของโรงพยาบาล Texas Health Dallas เล่าว่า หลังจากได้นำม็อกซีไปทดลองใช้ในโรงพยาบาลพบว่า หุ่นยนต์เอไอตัวนี้สามารถช่วยนำเวชภัณฑ์ไปส่งให้นางพยาบาลที่กำลังทำงานในห้องแยกโรค ซึ่งผู้ป่วยถูกแยกไปรักษาเดี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่พวกเขาไม่ต้องถอดชุดที่ใส่ในห้องดังกล่าวเพื่อออกไปหยิบของเอง

 

Hits 20 ครั้ง

7 โรคร้ายที่มากับการ “กินดิบ”

วันที่: 
Sunday, September 30, 2018

อาหารดิบเต็มไปด้วยเชื้อโรค พยาธิ และอันตรายต่างๆ นาๆ ที่ทำให้ร่างกายของเราเป็นโรค และเกิดอาการผิดปกติ จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
ปัญหาคือ การกินลาบในแบบดิบซึ่งนิยมกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดนี้ สามารถนำโรคจากสัตว์มาสู่คนได้ และการติดโรคจากอาหารก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้อายุขัยของคนโบราณต่ำกว่าในปัจจุบัน
โรคที่ติดต่อจากเนื้อดิบๆของสัตว์พวกวัวควายสู่มนุษย์ได้ มีหลายโรคได้กัน ได้แก่
1. แอนแทรกซ์ หากกินเนื้อที่มีเชื้อนี้เข้าไป จะเกิดการติดแอนแทรกซ์ในทางเดินอาหาร เกิดอาการอ้วกเป็นเลือด ถ่ายท้องรุนแรง ในรายที่เป็นมากก็ติดเชื้อในกระแสเลือดถึงแก่ความตายได้
2. ไข้สมองอักเสบหูดับ จากเชื้อสเตรปโตคอคคัส ซูอีส เมื่อกินเข้าไปและเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะขึ้นไปที่เยื่อหุ้มสมองและติดเชื้อแถวนั้น ทำให้เกิดไข้สูง เพ้อ สับสน ถ้ารักษาไม่ทันก็ถึงแก่ความตายได้ ... หรือในรายที่รักษาทัน ก็มักจะมีอาการหูหนวกถาวรตามมาจากการอักเสบของเส้นประสาทการได้ยิน
3. พยาธิทริคิโนซีส .... พอบอกว่าเป็นพยาธิคนอาจจะเฉยๆ แต่พยาธิชนิดนี้เมื่อเรากินเข้าไปมันจะฟักตัวออกมาแล้วไชไปที่กล้ามเนื้อต่างๆของร่างกายจนปวดรุนแรงทั่วตัว และในกรณีที่มันไปที่กล้ามเนื้อกระบังลม ก็อาจจะทำให้เกิดอาการหายใจไม่ได้ เสียชีวิตได้
4. โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ... ท้องเสีย อาเจียน บางรายถ่ายเป็นเลือด ... ซึ่งถ้าโชคไม่ดีอาการเป็นเยอะ เชื้อเข้ากระแสเลือดได้ก็ตาย
5. พยาธิตัวตืด ... อันนี้ไม่น่ากลัวมาก ข้ามไป
6. โรคพิษสุนัขบ้า ... หากนำเนื้อวัวควายที่ตายแบบไม่ทราบสาเหตุมากิน แล้วไปเจอวัวควายที่ตายจากโรคพิษสุนัขบ้า ... ทั้งคนแล่เนื้อ คนทำอาหาร ไปจนถึงคนกินดิบๆ อาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อนี้ได้ ... ซึ่งถ้าเป็นและมีอาการ ตายลูกเดียว
7. บรูเซลโลซิส ... โรคแท้งติดต่อ เป็นโรคที่สำคัญในสัตว์เพราะทำให้แท้งแบบไม่ทราบเหตุ ในคนพบไม่บ่อยนักแต่เวลาเป็นจะลำบากเพราะอาการจะเป็นไข้ที่หาเหตุไม่เจอ มีไข้ ปวดตามตัว ปวดข้อ น้ำหนักลด เป็นฝีในตับในม้าม ... คือกว่าจะหาเจอและรักษาได้ ก็อาจจะต้องนอนป่วยหลายเดือน

แหล่งที่มา: 
https://www.sanook.com/health/4265/
ภาพประกอบ: 

พบวิธีใหม่รักษาผมร่วง-ศีรษะล้าน ด้วยกลิ่นไม้หอมสังเคราะห์

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, September 27, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45586764
รายละเอียด: 

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ของสหราชอาณาจักร ค้นพบวีธีใหม่ในการรักษาภาวะผมร่วงและศีรษะล้านอย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม โดยใช้สารให้กลิ่นสังเคราะห์เลียนแบบไม้จันทน์หอม (Sandalwood) ซึ่งสามารถยืดอายุเซลล์ในปุ่มรากผมให้ตายช้าลงและกระตุ้นการเติบโตของเส้นผมได้ดี

มีการตีพิมพ์รายงานวิจัยดังกล่าวลงในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่าสารให้กลิ่นสังเคราะห์แซนดาลอร์ (Sandalore) ซึ่งเป็นส่วนผสมในน้ำหอม สบู่ และเครื่องสำอางที่ใช้กันทั่วไปนั้น มีคุณสมบัติช่วยให้เส้นผมงอกขึ้นมาใหม่จากหนังศีรษะส่วนที่ล้านเลี่ยนเตียนโล่งไปแล้วได้

ศ. ราล์ฟ เพาส์ ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า ได้ทดลองให้สารแซนดาลอร์กับชิ้นส่วนหนังศีรษะที่ได้รับบริจาคมาจากผู้รับการผ่าตัดยกกระชับใบหน้า และพบว่าสามารถกระตุ้นการเติบโตของเส้นผมบนชิ้นส่วนหนังศีรษะดังกล่าวได้ ก่อนหน้านั้นยังมีการทดลองนำร่องเบื้องต้นในกลุ่มอาสาสมัครหญิง 20 คน และพบว่าสารแซนดาลอร์ช่วยลดจำนวนเส้นผมที่หลุดร่วงในแต่ละวันลงได้ด้วย

"นี่เป็นครั้งแรกที่มีการพิสูจน์ให้เห็นว่า เราสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างของอวัยวะขนาดเล็กในมนุษย์อย่างปุ่มรากผมได้ เพียงแค่ใช้สารให้กลิ่นสังเคราะห์ธรรมดาที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว" ศ. เพาส์ กล่าว

ผู้นำทีมวิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ผิวหน้าของเยื่อหุ้มเซลล์ปุ่มรากผม (Hair follicle) นั้นมีหน่วยรับกลิ่นซึ่งเป็นโปรตีนชื่อว่า OR2AT4 อยู่ ซึ่งหากมีโมเลกุลของสารให้กลิ่นมาจับกับโปรตีนดังกล่าว เซลล์ปุ่มรากผมจะมีปฏิกิริยาเสมือนกับได้ดมกลิ่น และได้รับการกระตุ้นให้หลั่งสารเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผม

ขณะนี้ทีมผู้วิจัยกำลังดำเนินการทดลองใช้สารแซนดาลอร์กับกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น และคาดว่าจะสรุปผลได้ภายในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งหากการทดลองเป็นผลสำเร็จ คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานในการพัฒนาให้วิธีรักษาผมร่วงและศีรษะล้านดังกล่าวนำออกใช้ได้กับคนทั่วไปในเร็ว ๆนี้

อย่างไรก็ตาม มีรายงานด้วยว่าบริษัทเวชภัณฑ์แห่งหนึ่งในอิตาลี ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสารให้กลิ่นสังเคราะห์แซนดาลอร์รายใหญ่ เป็นหนึ่งในผู้อุปถัมภ์ที่มอบทุนสนับสนุนการวิจัยในครั้งนี้ด้วย

Hits 24 ครั้ง

ทำไมเราถึงคัน แล้วเราควรเกาไหม

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, September 27, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45637416
รายละเอียด: 

มื่อพูดถึง ศาสตร์ของอาการคัน เราศึกษามันเพียงผิวเผินมาก แต่ประเด็นทางการแพทย์ที่มักถูกมองข้ามไปนี้ มีผลการศึกษาเกียวกับสมองของมนุษย์ที่น่าทึ่งไม่น้อย

นี่คือความจริง 12 ข้อ ที่เกี่ยวพันกับผิวหนังของเรา

1. คนเราเกาประมาณ 97 ครั้งต่อวัน

ภาพวาดประกอบเป็นรูปผู้ชายเกาตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย 18 จุดImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพคนเราเกาประมาณ 97 ครั้งต่อวัน

ผลการศึกษาระบุว่า เราเกาเกือบ 100 ครั้งต่อวัน คุณอาจจะกำลังเกาอยู่ในขณะนี้ เกาต่อได้ ไม่มีใครมอง

2. อาการคันจากสัตว์หรือพืช เกิดจากสารพิษที่ตกค้าบนผิวหนัง

แมงกะพรุน 2 ตัวImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพแมงกะพรุน ทำให้เราหมดสนุกเวลาเล่นน้ำได้ หากไปโดนตัวมันเข้า

เมื่อสารพิษปล่อยสารฮิสตามีนออกมา ภูมิต้านทานบางส่วนในร่างกายเราก็ตอบสนอง ซึ่งส่งผลให้ใยประสาทส่งสัญญาณคันไปยังสมองของเรา

3. อาการคันมีเครือข่ายเส้นประสาทของตัวเอง

เด็กหญิงตัวเล็กสวมเสื้อสีแดง แว่นตากรอบดำ กำลังเกาหัวImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพกรุณา หยุดเกา!

เราเคยคิดว่า ความรู้สึกคันและเจ็บเกิดขึ้นมาจากใยประสาทเดียวกัน แต่ในปี 1997 มีการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่เปิดเผยว่า ความรู้สึกคันมีใยประสาทเฉพาะของตัวมันเอง

4. แต่สัญญาณคันเดินทางช้ามาก

ลากำลังใช้กิ่งไม้ช่วยเกาคางImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่มีอาการคัน

ใยประสาทมีความเร็วแตกต่างกัน:

สัญญาณการสัมผัสเดินทางผ่านใยประสาทด้วยความเร็ว 200 ไมล์ต่อชั่วโมง

"ความเจ็บปวดแบบทันที" (เช่น เมื่อเราโดนหม้อร้อน ๆ โดยไม่ตั้งใจ) เดินทาง 80 ไมล์ต่อชั่วโมง

ส่วนความรู้สึกคันนั้นเดินทางที่ 2 ไมล์ต่อชั่วโมง ช้ากว่าการเดินของคนเสียอีก

5. เมื่อเห็นคนอื่นเกา เราอาจเกาตามได้ เหมือนกับการหาว

ทั้งคนและสุนัขสวมอุปกรณ์ป้องกันการเกาImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพอาการคันติดกันได้

นักวิทยาศาสตร์ พิสูจน์แล้วว่า การเปิดวิดีโอหนูกำลังเกาให้หนูตัวอื่นดู ปรากฏว่า หนูกลุ่มแรกเริ่มเกาตามอย่างรวดเร็ว

6. การเกาตามกันมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมองส่วนเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า ซูปราไคแอสมาติก นิวเคลียส(suprachiasmatic nucleus)

แพทย์สวมถุงกระดาษปิดหน้า มองภาพสมอง และเกาศีรษะImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพซูปราไคแอสมาติก นิวเคลียส ทำงานอย่างไร? อยากรู้จัง...

ปัจจุบัน นักประสาทวิทยายังไม่รู้ว่า สมองส่วนนี้ของเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับการมองเห็นและการทำให้เกิดการเกาตามกันได้อย่างไร

7. การเกาเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายของเราในการรับมือกับผู้บุกรุกที่ทำให้เกิดอาการคัน

สุนัขกำลังเกาหูImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพอาการคันที่ไม่หาย

การเกาช่วยไล่แมลงที่สร้างความรำคาญ หรือพืชที่มีพิษได้ นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่า ทำไมผิวหนังของเราจึงกลายเป็นปื้นแดง

8. การเกาทำให้รู้สึกดี เพราะมันช่วยทำให้เกิดการหลั่งสารเซโรโทนิน (serotonin) ในสมอง

หมีกำลังเสียดสีหลังตัวเอง ดูท่าทางมีความสุขImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพการเกาช่วยทำให้มีความสุข

สารเซโรโทนิน เป็นสารสื่อประสาทที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ช่วยทำให้เกิดความรู้สึกมีความสุข และรู้สึกดี

ยิ่งมีสารเซโรโทนินไหลผ่านร่างกายมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้รู้สึกมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมบางครั้งถึงห้ามไม่ให้ตัวเองเกาได้ยาก

9. จุดที่คนมักจะเกามากที่สุดคือ ข้อเท้า...

เด็กคนหนึ่งกำลังเกาที่ข้อเท้าImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพนั่นแหละ รู้สึกดีจัง!

...จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารตจวิทยาของอังกฤษ (British Journal of Dermatology) ในปี 2012 ระบุว่า คนเรารู้สึกคันมากที่สุดที่บริเวณข้อเท้า และยังเป็นจุดที่เกาแล้วรู้สึกดีที่สุดด้วย และมักจะคันตรงนั้นนานที่สุด

เมื่อกี้ คุณเพิ่งลองเกาที่ข้อเท้าตัวเองหรือเปล่า?

10. ยิ่งเกายิ่งคัน

ชายหนุ่มถือโทรศัพท์และกำลังเกาศีรษะImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพอย่าเกาไม่หยุด ต้องรู้ว่าต้องหยุดเกาเมื่อไหร่

ระวัง วัฏจักรของการคันแล้วเกา เกาแล้วคัน!

การเกาที่ผิวหนังจะมีสารฮิสตามีนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งสัญญาณคันไปที่สมองมากขึ้นด้วย

เกามากไป ก็อาจจะทำให้ผิวหนังถลอกได้ เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเป็นแผลตกสะเก็ด

11. วัฏจักรคันแล้วเกา เกาแล้วคัน เป็นปัญหาเดียวกับที่พบในโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) และโรคผิวหนังอักเสบ(eczema)

ผู้หญิงผิวดำที่เป็นโรคสะเก็ดเงินImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพอาการทางผิวหนังบางอย่างยิ่งรุนแรงมากขึ้นเมื่อเราเกา

แพทย์มักจะสั่งจ่ายยาต้านฮิสตามีน เพื่อลดผลกระทบจากสารฮิสตามีน และลดอาการคัน

12. การคันเรื้อรังทำให้เราอ่อนเพลียได้เท่ากับการปวดเรื้อรัง

นักธุรกิจหญิงนอนหมดแรงในชุดเสื้อเหลืองกับสูทสีดำImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพการคันเรื้อรังอาจทำให้อ่อนเพลียได้

นักวิจัยทางการแพทย์พบว่า คนที่มีอาการคันเรื้อรัง ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายตัวและซึมเศร้าในระดับหนึ่ง คล้ายกับผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังอื่น ๆ

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน หอจดหมายเหตุตจวิทยา (Archives of Dermatology) พบว่า ผู้ที่มีอาการคันติดต่อกันนานหลายสัปดาห์ หรือหลายปี ทำให้รู้สึกแย่ไปหมดเหมือนกับผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง

ความจริงแล้ว ผู้เขียนผลการศึกษานี้ บอกว่า อาการคันเรื้อรัง ไม่ต่างจาก "ความรู้สึกปวดทางผิวหนัง" และไม่เพียงเท่านั้น เราไม่ควรเพิกเฉยกับอาการคันต่อเนื่อง การคันเรื้อรังอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการของโรคบางอย่างได้ เช่น โรคตับ หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

Hits 23 ครั้ง

6 วิตามิน-แร่ธาตุ ที่ช่วยจัดการกับโรค "ความดันโลหิตสูง"

วันที่: 
Wednesday, September 26, 2018

อาหารเพื่อสุขภาพให้คุณประโยชน์มากมาย สำหรับการจัดการกับความดันโลหิต นอกจากนี้ การดูดซึม วิตามินและแร่ธาตุ บางชนิด ก็สามารถส่งผลดีต่อความดันโลหิตตามธรรมชาติได้ คุณทราบหรือไม่ว่าเป็นแร่ธาตุและวิตามินประเภทใดบ้าง ลองอ่านต่อไป
1.โพแทสเซียม
โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญ ระดับปกติของโพแทสเซียมส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อที่เป็นปกติ อย่างเช่นการคลายลายเนื้อเยื่อเส้นเลือด สิ่งนี้ช่วยลดความดันเลือด และป้องกันการเกิดตะคริวได้ โพแทสเซียมช่วยเอื้อต่อความดันเลือดตามธรรมชาติ โดยการลดผลกระทบของโซเดียม ระดับโพแทสเซียมที่เพียงพอ ยังช่วยป้องกันการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้ โดยรักษาการนำไฟฟ้าของสัญญาณไฟฟ้าในหัวใจและระบบประสาทส่วนกลางให้เป็นปกติ แนะนำว่าร่างกายของคุณ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ควรได้รับโพแทสเซียมในปริมาณ 4,700 มิลลิกรัมต่อวัน โพแทสเซียมสามารถพบได้ในมันฝรั่ง ลูกพรุน แอปริคอต เห็ด ถั่ว ส้ม ปลาทูน่า ผักโขม มะเขือเทศ ลูกเกด เกรฟฟุต นมพร่องมันเนย และโยเกิร์ต
2.แมกนีเซียม
แมกนีเซียมสามารถช่วยควบคุมความดันเลือดของคุณได้ แมกนีเซียมช่วยให้หลอดเลือดคลายตัว เป็นการลดความดันเลือด แมกนีเซียมในระดับสูงสามารถลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้ อย่างไรก็ดี ร่างกายจะแมกนีเซียมไปได้เมื่อคุณถ่ายปัสสาวะ อาหารจำพวกผักใบเขียวเข้ม ธัญพืช และพืชตระกูลถั่ว อุดมไปด้วยแมกนีเซียม ปริมาณแมกนีเซียมที่แนะนำคือ 420 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ชายอายุ 50 ปีหรือมากกว่า และ 320 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้หญิงอายุ 50 ปีหรือมากกว่า อย่างไรก็ตาม แมกนีเซียมในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้
3.แคลเซียม
แคลเซียม สามารถช่วยให้ผนังหลอดเลือดเกร็งและคลายในเวลาที่ต้องการ สิ่งนี้ช่วยควบคุมความดันเลือดได้ แคลเซียมสามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นม เนยแข็ง ในผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ผักโขม และในปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำอยู่ระหว่าง 1,000 และ 1,200 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ชายอายุ 51 ปีหรือมากกว่า และ 1,200 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้หญิงอายุ 51 ปีหรือมากกว่า
4.วิตามินอี
วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน วิตามินอีสามารถพบได้ในอาหารหลายชนิด ได้แก่ ธัญพืช เนื้อสัตว์ ไข่ ผลไม้ สัตว์ปีก ผัก น้ำมันพืช และอาหารเสริม วิตามินอีสามารถคงอยู่ในร่างกายได้ จึงไม่ค่อยพบภาวะขาดวิตามินอี วิตามินอีสามารถใช้เพื่อรักษาความดันโลหิตสูง วิตามินอีส่งผลต่อการผลิตไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดคลายตัว สิ่งนี้ช่วยลดความดันโลหิต ทั้งความดันในขณะหัวใจบีบตัวและคลายตัว นอกจากนี้ วิตามินอียังสามารถป้องกันภาวะหัวใจวาย อาการเจ็บหน้าอก โรคอัลไซเมอร์ ความผิดปกติเกี่ยวกับเลือด ปัญหาเกี่ยวกับไต ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง และโรคพาร์กินสัน
5.วิตามินซี
วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถผลิตวิตามินซีได้เอง แต่คุณสามารถรับวิตามินซีได้จากอาหารต่างๆ เช่น ผักและผลไม้สด และอาหารเสริม อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าคุณควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี แทนการรับประทานอาหารเสริม เชื่อกันว่าวิตามินซีสามารถรักษาหรือป้องกันอาการติดเชื้อ โรคซึมเศร้า ปัญหาเกี่ยวกับการคิด โรคอัลไซเมอร์ อาการอ่อนเพลีย โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะคลอเรสเตอรอลสูง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความดันเลือดสูง วิตามินซีช่วยลดภาวะความเครียดจากการเกิดอนุมูลอิสระ และช่วยกระตุ้นผลของการผลิตไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยลดความดันเลือดลงได้
6.วิตามินดี
วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน พบได้ในปลาที่มีไขมัน เช่น ปลาทู ปลาทูน่า ในผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นม เนยแข็ง ในน้ำผลไม้และธัญพืชที่มีฉลากติดไว้ว่า 'เสริมวิตามินดี' อย่างไรก็ดี คุณสามารถได้รับวิตามินดีโดยส่วนมากได้จากการรับแสงแดด วิตามินดีมีประโยชน์ต่อหลอดเลือดและอาการโรคของหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคอ้วน เบาหวาน ภาวะไตล้มเหลว กล้ามเนื้ออ่อนแรง และโรคเกี่ยวกับฟันและเหงือก สิ่งที่คุณรับประทานสามารถส่งผลต่อสุขภาพของคุณได้เสมอ เพื่อให้มีความดันโลหิตที่เหมาะสม อาหารที่มีประโยชน์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ แร่ธาตุจำเพาะและวิตามินที่กล่าวถึงข้างต้น ควรรวมอยู่ในมื้ออาหารของคุณด้วย
 

แหล่งที่มา: 
http://www.lesa.biz/astronomy/astro-events/lunar-eclipse
ภาพประกอบ: 

ระวังเห็ดพิษ ก่อนเก็บ-ซื้อมาปรุงอาหาร

วันที่: 
Thursday, September 6, 2018

ผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากการกินเห็ดพิษ 1,175 ราย และเสียชีวิต 6 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ อายุมากกว่า 65 ปี รองลงมา 45-54 ปี และ 55-64 ปี
สาเหตุทำให้เสียชีวิตส่วนใหญ่ คือ เห็ดระโงกพิษ บางแห่งเรียกว่าเห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือเห็ดไข่ตายซาก ซึ่งเห็ดชนิดนี้คล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาว หรือไข่ห่าน ที่สามารถกินได้ แต่แตกต่างกันคือ เห็ดระโงกพิษจะมีก้านสูง กลางดอกหมวกจะนูนเล็กน้อย มีกลิ่นค่อนข้างแรง นอกจากนี้ ยังมีเห็ดป่าชนิดที่มีพิษรุนแรงคือ เห็ดเมือกไครเหลือง โดยประชาชนมักสับสนกับเห็ดขิง ซึ่งชนิดที่เป็นพิษจะมีเมือกปกคลุมและมีสีดอกเข้มกว่า ซึ่งยากแก่การสังเกตด้วยตาเปล่า
ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้ทดสอบความเป็นพิษของเห็ด เช่น การจุ่มช้อนเงินลงไปในหม้อต้มเห็ด การนำไปต้มกับข้าวสาร หรือใช้ปูนกินหมากป้ายที่ดอกเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษจะกลายเป็นสีดำ เป็นต้น วิธีเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงในการใช้ทดสอบพิษกับเห็ดกลุ่มนี้ได้ โดยเฉพาะเห็ดระโงกพิษที่มีสารที่ทนต่อความร้อน แม้จะปรุงให้สุกแล้ว เช่น ต้ม แกง ก็ไม่สามารถทำลายสารพิษนั้นได้
อาการหลังกินเห็ดพิษจะคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายอุจจาระเหลว ไม่ควรซื้อยากินเองหรือไปรักษากับหมอพื้นบ้าน การช่วยเหลือในเบื้องต้นคือ กระตุ้นให้ผู้ป่วยอาเจียน โดยให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ล้วงคอให้อาเจียน หรือดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือแกงแล้วล้วงคอให้อาเจียนออกมา (วิธีนี้ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี)

จากนั้นรีบพาไปพบแพทย์ทันที แจ้งประวัติการกินเห็ดและนำตัวอย่างเห็ดพิษไปด้วย (หากยังเหลืออยู่) ควรให้ผู้ป่วยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือนัดติดตามอาการทุกวันจนกว่าจะหายเป็นปกติ เนื่องจากเห็ดพิษชนิดร้ายแรงจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนในช่วงวันแรก แต่หลังจากนั้นผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงตามมาคือ การทำงานของตับและไตล้มเหลว อาจทำให้เสียชีวิตได้

แหล่งที่มา: 
http://www.thaihealth.or.th/Content/44371-แพทย์เตือนระวังเห็ดพิษ%20ก่อนเก็บ-ซื้อมาปรุงอาหาร.html
ภาพประกอบ: 

5 กลุ่มโรคอันตรายที่มากับหน้าฝน

วันที่: 
Thursday, September 6, 2018

ในฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนี้ เป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โรคที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในฤดูนี้ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โรคไข้หวัดนก โรคปอดอักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง นอกจากนี้ในต่างจังหวัดบางพื้นที่ อาจมีการระบาดของโรคฉี่หนู หรือโรคแลปโตสไปโรซิส หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เช่น ไข้มาลาเรีย โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจอี เป็นต้น
1. กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ที่ลำไส้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ นอกจากนี้เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และบี ยังสามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่มีอาการตับอักเสบจะมีไข้ อ่อนเพลีย มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน คลื่นไส้อาเจียน ดังนั้นในหน้าฝนนี้จึงควรระมัดระวังอาหารการกินเป็นพิเศษ โดยรับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ สะอาด ใช้ช้อนกลาง 
2. กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนังที่พบบ่อย คือ โรคแลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู อาการเด่น คือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยโรคนี้อาจมีอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ไตวาย หรือช็อคได้ โรคนี้มักเป็นเกิดในที่ที่มีน้ำท่วม ผู้ที่บ้านมีหนูมาก เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน คนงานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โค สุกร ปลา ผู้ที่ทำงานขุดท่อระบายน้ำ เหมืองแร่ โรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น
3. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1N1 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ ที่ขณะนี้พบการระบาดทั่วประเทศ และโรคไข้หวัดนกที่มีแหล่งแพร่ระบาดมาจากสัตว์ปี เชื้ออาจมีการผสมข้ามสายพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนที่อยู่ในช่วงระบาดในฤดูฝนได้
4. กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ที่สำคัญ 3 โรค ได้แก่
    4.1 ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้านซึ่งจะวางไข่ในน้ำที่ขังอยู่ตามที่ต่าง ๆ ผู้ป่วยระยะแรกจะมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ได้แก่ อาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการปวดกระดูกมาก ไข้จะสูงอยู่ประมาณ 2-7 วัน หลังจากนั้นไข้จะลง พร้อมกับอาจจะมีอาการเลือดออกผิดปกติ มือเท้าเย็น หรือช็อคได้
    4.2 ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis)มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน หลังจากนั้นจะมีอาการซึมลงหรือชักได้ ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต หรือพิการหากไม่ได้รับการรักษา
    4.3 โรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค โดยผู้ป่วยจะมีไข้สูงหนาวสั่น ซีดลง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ถ้าเป็นชนิดรุนแรงอาจมีอาการไตวาย ตับอักเสบ ปอดผิดปกติ และอาจมีความผิดปกติทางสมองที่เรียกว่า มาลาเรียขึ้นสมองได้
5. โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา  นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนต้องระวังอีก 2 เรื่อง คือ ปัญหาน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา สาเหตุเกิดจากการแช่น้ำสกปรกนาน ๆ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง ถ้าเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองออก และอันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่องที่หนีน้ำมาอาศัยในบริเวณบ้าน สิ่งที่ต้องระวัง คือ การรับประทานยาลดไข้ เช่น ห้ามกินยาในกลุ่มแอสไพรินอย่างเด็ดขาด เพราะมีอันตรายกับบางโรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคฉี่หนู
ซึ่งโรคดังกล่าวจะทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายอยู่แล้ว หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวเข้าไปอีก จะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น ทำให้เสียชีวิตได้ง่ายขึ้น และอาจเกิดเป็นกลุ่มอาการไรซินโดรม ซึ่งมีผลต่อทุกอวัยวะในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองและตับ อาการที่พบ ได้แก่ ผู้ป่วยอาเจียนอย่างมาก และมีอาการทางสมอง เช่น สับสน มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ซึมและหมดสติ จนเสียชีวิตได้
ในการป้องกันโรคในฤดูฝน ทำได้โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง หนาวเย็น จะทำให้ร่างกายที่มีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนวัยอื่น ๆ อยู่แล้ว ต่ำลงไปอีก จึงมีโอกาสติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ควรดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้ม รับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ ๆ ไม่มีแมลงวันตอม และล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
 

แหล่งที่มา: 
https://www.sanook.com/health/3585/
ภาพประกอบ: 

อากาศแปรปรวน ไข้หวัดใหญ่ เพิ่มขึ้น

วันที่: 
Monday, September 3, 2018

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปี 2561 จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 20 ส.ค. 61 พบผู้ป่วย 89,846 ราย เสียชีวิต 12 ราย โดยพบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ (อายุระหว่าง 61-87 ปี) จำนวน 9 ราย
สำหรับการพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์ คาดว่า ในช่วงนี้จะมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังเข้าสู่ฤดูกาลระบาดของโรค ประกอบกับช่วงนี้สภาพอากาศแปรปรวน ร้อนสลับฝนตก ร่างกายอาจปรับตัวไม่ทันทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานที่ปิดหรือแออัด โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่ติดต่อทางน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย แพร่ติดต่อไปยังคนอื่นๆ ได้ง่าย เช่น การไอหรือจามรดกัน หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป บางรายอาจได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น
สำหรับสถานที่ที่มักพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน คือ สถานที่ปิด แออัด หรือมีคนอยู่หนาแน่น เช่น โรงเรียน ค่ายทหาร เรือนจำ ซึ่งควรมีการคัดกรองผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะนักเรียนในโรงเรียน เนื่องจากเป็นช่วงที่โรงเรียนเปิดภาคเรียน มีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกัน อยู่รวมกันในสถานที่ปิด หรือการใช้ของใช้ร่วมกัน
มาตรการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในโรงเรียน โดยควรมีการคัดกรองเด็กป่วยทุกเช้าก่อนเข้าเรียน หากพบนักเรียนที่มีอาการป่วยควรแยกไว้ในสถานที่อื่นหรือให้ผู้ปกครองมารับกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน และหากพบว่ามีผู้ป่วยหลายรายเป็นวงกว้าง ควรพิจารณาร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการปิดสถานศึกษาเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของโรคเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ โรงเรียนควรจัดให้มีจุดล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ไว้ตามที่ต่างๆ เช่น ห้องน้ำ โรงอาหาร ให้ความรู้แก่นักเรียน บุคลากรในโรงเรียน รวมถึงผู้ปกครอง ในเรื่องการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เช่น การล้างมือ การใช้หน้ากากอนามัย การแยกของใช้ส่วนตัว เป็นต้น สอบถามโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

แหล่งที่มา: 
http://www.thaihealth.or.th/Content/44241-อากาศแปรปรวน%20พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น.html
ภาพประกอบ: 
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์สุขภาพ