Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

โภชนาการ

ชาไข่มุก 1 แก้ว ให้พลังงานเท่ากับอะไรบ้าง

วันที่: 
Monday, November 5, 2018

ชาไข่มุก ชาเย็น กาแฟเย็น เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อ้วน โดยเฉพาะวัยรุ่นนิยมกันมากบางคนดื่มวันละ 3 แก้ว ทำน้ำหนักพุ่งและมีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐาน ชานมไข่มุก 1 แก้ว มิได้มีเพียงแต่น้ำชาเท่านั้น แต่ยังมีน้ำเชื่อม ครีมเทียม และไข่มุกเพิ่มขึ้นมา ข้อมูลทางโภชนาการระบุว่า ชานมไข่มุก 1 แก้ว ให้พลังงาน 240 – 360 กิโลแคลอรี่ (คาร์โบไฮเดรต 45 – 62 กรัม, ไขมัน 0 – 14 กรัม, โปรตีน 0.4 – 2 กรัม) ความแตกต่างของพลังงานและสารอาหารขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำเชื่อมและครีมเทียมที่ใส่ลงไป

แหล่งที่มา: 
https://th.wikipedia.org/wiki/ชานมไข่มุก
ภาพประกอบ: 

อาหารเจ กับ มังสวิรัติ ต่างกันอย่างไร

วันที่: 
Tuesday, October 30, 2018

อาหารมังสวิรัติงดเนื้อสัตว์เหมือนกับอาหารเจ รวมทั้งเครื่องปรุงที่ทำมาจากสัตว์ เช่น กะปิ น้ำปลา แต่ต่างกับอาหารเจตรงที่ไม่ห้ามบริโภคกระเทียม หัวหอม ต้นกุยช่าย หรือผักที่กลิ่นแรงตลอดจนเครื่องเทศที่เผ็ดร้อน อาหารมังสวิรัติสามารถบริโภคได้ทั้งปี ไม่มีเทศกาลเหมือนอาหารเจ ผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติเชื่อว่า จะทำให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เพราะได้งดเนื้อสัตว์และอาหารที่มีไขมันอื่นๆ อีกมากมาย

แหล่งที่มา: 
http://www.foodietaste.com/cookingtips_details.asp?id=193
ภาพประกอบ: 

มังสวิรัติ

วันที่: 
Wednesday, October 24, 2018

มังสวิรัติมาจากคำว่า "มังสะ" แปละว่า เนื้อสัตว์ และคำว่า "วิรัติ" แปลว่า การงดเว้น มังสวิรัติจึงแปลตรงตัวได้ว่า การงดเว้นเนื้อสัตว์ ตรงกับคำว่า “Vegetarian” ในภาษาอังกฤษนั่นเอง อาหารมังสวิรัติมีหลายรูแปบบแตกต่างไปตามประเทศอาหารที่รับประทาน ดังนี้
1. มังสวิรัติบริสุทธิ์ (Vegan) คือ การงดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด กินเฉพาะผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์จากพืชเท่านั้น นอกจากการกินแล้ว ผู้กินมังสวิรัติบริสุทธิ์ยังไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากสัตว์ทั้งทางตรงและอ้อม เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ด้วยความเชื่อเรื่องการไม่เบียดเบียนสัตว์
2. มังสวิรัติพืชสด (Raw Vegan) คือ การงดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด กินเฉพาะผักและผลไม้สดๆ โดยไม่ผ่านความร้อน เพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารอย่างเต็มเปี่ยม
3. มังสวิรัติ (Vegetarian) คือ การงดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์ทุกชนิด กินเฉพาะผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์จากพืชเท่านั้น แต่จะไม่เคร่งครัดเรื่องการใช้ผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากสัตว์
4. มังสวิรัติแบบแมคโครไบโอติก (Macrobiotic Diet) คือ การงดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์อาหารจากเนื้อสัตว์ เน้นการกินธัญพืชต่างๆ และเนื้อปลา ยึดหลักการกินอาหารตามความเชื่อที่เน้นความเป็นธรรมชาติและการรักษาสมดุลของหยินหยาง
5. มังสวิรัตินม-ไข่ (Lacto-Ovo Vegetarian) คือ การงดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ แต่สามารถกินผลิตภัณฑ์จากนมและไข่ได้
6. มังสวิรัติไข่ (Ovo Vegetarian) คือ การงดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ แต่สามารถกินไข่ได้
7. มังสวิรัตินม (Lacto Vegetarian) คือ การงดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ แต่สามารถกินนมและผลิตภัณฑ์จากนมได้
8. มังสวิรัติผลไม้ (Fruitarian) คือ การกินเฉพาะผลไม้ ผักจำพวกผลไม้ (มะเขือเทศ) ถั่ว และธัญพืช
9. มังสวิรัติแบบเจ (J-Chinese Vegetarian) คือ การงดเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ และพืชฉุน 5 ชนิด

แหล่งที่มา: 
https://www.gourmetandcuisine.com/stories/detail/92
ภาพประกอบ: 

ประโยชน์ของการกินเจ อิ่มใจ...ได้สุขภาพ

วันที่: 
Thursday, October 18, 2018

การกินอาหารเจ นอกจากจะเป็นการถือศีลรักษาประเพณี และละเว้นชีวิตแล้ว ยังให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้
1. ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียออกได้หมด ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ภายใน เพราะสารอาหารจากพืชผักและผลไม้จะช่วยให้ระบบขับถ่ายและการย่อยเป็นปกติ
2. เมื่อรับประทานเป็นประจำ โลหิตจะถูกฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อย ๆ เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายเสื่อมสลายช้าลง ทำให้อายุยืนยาว มีผิวพรรณสดชื่นผ่องใส ร่างกายแข็งแรงรู้สึกมีสุขภาพดี
3. อวัยวะหลักสำคัญภายใน ได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด และอวัยวะประกอบคือ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี แข็งแรงทำงานได้เป็นปกติสมบูรณ์
4. ร่างกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่าง ๆ ได้แก่ สารเคมี ยาฆ่าแมลง มลภาวะ และก๊าซพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ในอุตสาหกรรม ไอเสียจากเครื่องจักร เครื่องยนต์ ซึ่งสารอาหารในพืชผัก จะช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายสามารถทนต่อการทำลายจากรังสีต่าง ๆ ได้
5. สามารถต้านทานสารพิษได้สูงกว่าคนปกติ ในบรรดาผู้ที่กินเจมักไม่ปรากฏโรครุนแรงหรือเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต ฯลฯ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่าย ย่อยอาหารและทางเดินอาหาร เช่น โรคริดสีดวงทวาร มะเร็งในกระเพาะและลำไส้ โรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย โรคเหล่านี้จะไม่พบเลยในกลุ่มคนผู้ที่รับประทานอาหารเจ อาหารพืชผักและผลไม้เป็นประจำ
6. การกินเจทำให้เกิดความเมตตา เกิดความสงบสุขุม อารมณ์ไม่ฉุนเฉียว ไม่โมโหง่าย ซึ่งจะช่วยเกื้อกูลส่งเสริมให้บารมีธรรมสูงขึ้นเรื่อย ๆ
7. หยุดการสร้างบาป เวรกรรม ทำให้ไม่เกิดการอาฆาต พยาบาท จึงปราศจากศัตรูทั้งมนุษย์และสัตว์ที่คิดมุ่งทำร้ายตามจองเวร

แหล่งที่มา: 
https://hilight.kapook.com/view/29017
ภาพประกอบ: 

กินเจอย่างไร...ไม่อ้วน

วันที่: 
Wednesday, October 17, 2018

มีหลายคนสงสัยว่ากินเจแล้วอ้วนไหม ตอบได้เลยค่ะว่าเรามีวิธีกินเจอย่างไรไม่ให้อ้วนมาฝาก โดยทำง่าย ๆ ตามนี้เลย

1. เลือกกินข้าวหรือแป้งที่ไม่ขัดขาว อย่างข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี ขนมปังโฮลวีต ลูกเดือย และธัญพืชต่าง ๆ ซึ่งปริมาณน้ำตาลไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำตาลในแป้งขัดขาว
2. เลือกผักใบมากกว่าพืชหัว เพราะผักใบมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าพืชหัวมาก ดังนั้นจึงทำให้อ้วนน้อยกว่านั่นเอง
3. เน้นอาหารประเภทนึ่ง ต้ม ตุ๋น เพราะไม่มีน้ำมัน และไขมันน้อยกว่าอาหารประเภทผัดและทอด
4. กินหวานให้น้อย อย่าทดแทนอาหารประเภทเนื้อสัตว์ด้วยของหวานเลยนะคะ โดยเฉพาะถ้าไม่อยากอ้วนต้องอดใจกับของหวาน ๆ ให้อยู่
5. อดอาหาร ล้างพิษหลังกินเจ เพราะจะช่วยให้ร่างกายขับพิษต่าง ๆ ออกมาได้ ทั้งยังช่วยลดไขมันในเลือด ลดน้ำหนัก ลดภาวะร้อนในจากธาตุในร่างกายที่ไม่สมดุลได้อีกด้วย

แหล่งที่มา: 
https://hilight.kapook.com/view/29017
ภาพประกอบ: 

กินเจ เพื่ออะไร?

วันที่: 
Thursday, October 11, 2018

ทำไมต้องกินเจ เรากินเจเพื่ออะไร
จุดประสงค์หลักของการกินเจ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ
1. กินเพื่อสุขภาพ เพราะอาหารเจเป็นอาหารชีวจิต เมื่อกินติดต่อกัน จะทำให้ร่างกายสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้ และปรับระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้มีเสถียรภาพ
2. กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากทุก ๆ วัน อาหารที่เรากินประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้ที่มีจิตใจดีงามจึงไม่สามารถกินเนื้อของสัตว์เหล่านั้นได้
3. กินเพื่อเว้นกรรม เพราะการฆ่าเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม แม้จะไม่ได้ลงมือฆ่าเองก็ตาม เพราะการซื้อผู้อื่นเท่ากับการจ้างฆ่า ถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย ผู้ที่เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมจึงหยุดกิน หันมารับประทานอาหารเจแทน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงแค่ให้อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น )
โปรตีน (Protein) คืออะไร?
เนื้อเยื่อทุกๆส่วนของร่างกายนั้น ล้วนมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบ
เราจะได้รับโปรตีนได้อย่างไร?
เราได้โปรตีนจากอาหารที่รับประทานเข้าไป โปรตีนจะถูกย่อยสลายเป็นกรดอะมิโนในร่างกายของเรา โดยอาหารซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ สัตว์ปีก ปลา ไข่ และในอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์บางชนิด ก็มีโปรตีนสูงเช่นกัน ได้แก่ ถั่วชนิดต่างๆ และธัญพืช (เช่น จมูกข้าวสาลี และพืชควินัวร์ เป็นต้น) สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การทานอาหารอย่างพอเหมาะ ครบหมู่ ก็ทำให้ได้รับโปรตีนเพียงพอต่อความต้องการ โดยไม่ต้องทานโปรตีนเสริมแต่อย่างใด

แหล่งที่มา: 
https://hilight.kapook.com/view/29017
ภาพประกอบ: 

เทศกาลกินเจ

วันที่: 
Tuesday, October 9, 2018

กินเจ 2561 เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 (ตามปฏิทินจีน) ของทุกปี เราจะเห็นธงสีเหลือง ๆ มีตัวอักษรจีนประดับอยู่ตามร้านอาหาร และที่ต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ว่า เริ่มเข้าสู่เทศกาลกินเจแล้ว โดยในปี 2561 ปฏิทินจีนพบว่า เทศกาลกินเจ ตรงกับวันที่ 9-17 ตุลาคม 2561
"การกินเจ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง การถือศีลอย่างญวนและจีนที่ไม่กินของสดคาว แต่บริโภคอาหารประเภทผักที่ไม่มีของสดของคาวผสม ซึ่งมาจากรากศัพท์คำภาษาจีนที่ว่า "เจี๊ยะฉ่าย" หมายถึง การกินอาหารผัก อาหารที่มาจากพืชผักธรรมชาติ ไม่มีเนื้อสัตว์ปะปน และไม่ปรุงด้วยผักฉุน 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ และงดเว้นน้ำนมสด นมข้นด้วย เพราะถือว่าเป็นของสดของคาว
ช่วงเวลากินเจ ประเพณีกินเจที่ชาวจีนเรียกกันว่า "เก้าอ๊วงเจ" หรือ "กิ้วอ๊วงเจ" แปลว่า "เจเดือน 9" เริ่มต้นในวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน รวม 9 วัน 9 คืน ตรงกับเดือน 11 หรือเดือนตุลาคมของไทย (ตามปฏิทินสากล) โดยคำว่า "เก้าอ๊วง" หรือ "กิ้วอ๊วง" แปลว่า "พระราชา 9 องค์" หรือนพราชา หมายถึงผู้เป็นใหญ่ทั้ง 9 ซึ่งเป็นที่มาของประเพณีกินผักกินเจ
กระเทียม ไม่ว่าจะเป็นกระเทียม หัวกระเทียมหรือต้นกระเทียมก็ตาม ล้วนมีผลกระทบต่อระบบธาตุไฟภายในร่างกายของเราได้แทบทั้งสิ้น แม้จริงอยู่ที่กระเทียมจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลภายในกระแสเลือดได้ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารมันอาจจะก่อให้เกิดความระคายเคืองในกระเพาะสูง และผู้ที่เป็นโรคตับก็ไม่ควรกินมากเกินไป

แหล่งที่มา: 
https://hilight.kapook.com/view/29017
ภาพประกอบ: 

6 ของหวานแคลลอลี่สูง

วันที่: 
Friday, August 10, 2018

เรามาคำนวนแคลอรี่กันเลยดีกว่า ขนมหวานแต่ละชนิดจะเพิ่มสักแค่ไหนเชียว….

กล้วยไข่เชื่อม 3 ผล 420 แคลอรี่
ขนมเบื้องไทยไส้หวาน 5 ชิ้น 300 กิโลแคลอรี่
ขนมครก 3 คู่ 300 แคลอรี่
ขนมถ้วย 4 ถ้วย 500 แคลอรี่
ปาท่องโก๋ 1 คู่ 290 แคลอรี่
กล้วยทอด 4 ชิ้น 510 แคลอรี่
ขนมสอดไส้ 3 ห่อ 380 แคลอรี่
ขนมชั้น 2 ชิ้น 270 แคลอรี่
ขนมไหว้พระจันทร์ 375 แคลอรี่
ข้าวต้มมัด 285 แคลอรี่
ข้าวเหนียวทุเรียน 340 แคลอรี่
ข้าวเหนียวมะม่วง 325 แคลอรี่
ข้าวเหนียวสังขยา 370 แคลอรี่
ทองหยิบ 5 ชิ้น 500 แคลอรี่
บัวลอย 230 แคลอรี่
กล้วยบวชชี 250 แคลอรี่
รวมมิตร 260 แคลอรี่
ลอดช่องน้ำกะทิ 230 แคลอรี่
สังขยาฟักทอง 310 แคลอรี่
ไอศกรีมกะทิ 1 ถ้วย 330 แคลอรี่
โดนัท 1 ชิ้น 280 แคลอรี่
บูลเบอร์รี่ชีสเค้ก 340 แคลอรี่
พายสับปะรด/พายแอปเปิ้ล 1 ชิ้น 480 แคลอรี่
ฟรุตเค้ก 400 แคลอรี่
คุ้กกี้ 2 ชิ้น 240 แคลอรี่
บราวนี่ 350 แคลอรี่
เค้กกล้วยหอม 350 แคลอรี่
เค้กแต่งหน้าเนย 1 ชิ้น 400 แคลอรี่
เอแคลร์ไส้ครีม 1 ชิ้น 200 แคลอรี่
แบล็กฟลอเรสต์เค้ก 1 ชิ้น 490 แคลอรี่
บิงซู จำนวนแคลอรี่ : 500-600 Kcal
ฮันนี่โทสต์จำนวนแคลอรี่ : 800 Kcal
โรตีจำนวนแคลอรี่ : 590 Kcal
ข้าวเหนียวมะม่วงจำนวนแคลอรี่ : 350 Kcal
เค้กทุเรียนจำนวนแคลอรี่ : 450 Kcal
ซาลาเปาลาวาจำนวนแคลอรี่ : 340 Kcal (2 ลูกเล็ก)
ครปเย็นจำนวนแคลอรี่ : 450 Kcal
ขนมปังไส้เยิ้มจำนวนแคลอรี่ : 320 Kcal
บราวนี่จำนวนแคลอรี่ : 350 Kcal
ชานมไข่มุกจำนวนแคลอรี่ : 360 Kcal

แหล่งที่มา: 
ww.ladytips.com/news-1576
ภาพประกอบ: 

เรื่องน่ารู้ของซุปกระดูกหมู

วันที่เผยแพร่: 
Sunday, April 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6806:2018-03-02-10-22-54&Itemid=315
รายละเอียด: 

เรื่องน่ารู้ของซุปกระดูกหมู

“ซุปกระดูกหมู” เมนูชามน้ำซดคล่องคอที่ถือว่าเป็นเมนูประจำมื้ออาหารของหลายๆ คน ที่มีทีเด็ดจากความหวาน หอม และกลมกล่อมของน้ำซุป
ที่สามารถสรรค์สร้างเมนูได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยว ราเมนซุปกระดูกหมู โดยใช้กระดูกส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกสันหลังหรือเอียวเล้ง 
(เล้ง, เอียะเล้ง, เอียเล้ง) หรือใช้กระดูกหน้าแข้งหรือคาตั๊ง (คาตั้ง, คาตัง) มาต้มในน้ำเดือด ซึ่งความแรงของไฟที่ใช้ต้มนั้นมีผลต่อความใสและ
ขุ่นของน้ำซุป โดยการต้มด้วยไฟอ่อนถึงไฟปานกลาง ทำให้ได้น้ำซุปใส สีทอง เหมาะสำหรับการทำต้ม-ยำ แกงจืด หรือต้มซุป หากต้มด้วยไฟแรง
ตลอดเวลาจะได้ซุปสีขาวขุ่น เหมาะสำหรับการทำราเมนญี่ปุ่น ซึ่งสีขาวขุ่นนั้นเกิดจากสารลิโพโปรตีน (Lipoprotein) ที่เป็นพลาสมาโปรตีน 
ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนในเลือดที่อยู่ภายในกระดูกหมูเกิดเสียสภาพจากความร้อนแล้วรวมตัวเป็นลิ่มลอยขึ้นด้านบน ลักษณะคล้ายฟองบนผิว
ของน้ำซุป หากปล่อยทิ้งไว้ ฟองจะมีการแตกตัวแล้วกระจายในน้ำซุป ทำให้มีสีขุ่นนั่นเอง

แล้วทราบกันหรือไม่ว่าเมนูซุปแสนคล่องคอนี้เหตุใดจึงอร่อย? เพราะเมื่อเราต้มกระดูกหมูเป็นเวลานาน ความร้อนจะทำให้โปรตีนในกระดูกเริ่มเสียสภาพ 
โดยไปทำลายพันธะไฮโดรเจนของโปรตีน จากเดิมที่มีโครงสร้างซับซ้อนให้คลายตัวออกจนมีรูปร่างเป็นสายยาว เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อพันธะ
เพปไทด์ระหว่างกรดอะมิโนทำให้กรดอะมิโนหลายชนิดถูกปลดปล่อยออกมาบางส่วน โดยหนึ่งในนั้นคือ “กรดกลูตามิก” ที่เป็นกุญแจสำคัญ เนื่องจาก
กรดกลูตามิกสามารถจับตัวกับต่อมรับรสบนลิ้น เกิดรสชาติอูมามิทำให้เราสัมผัสได้ถึงรสอร่อยกลมกล่อมนั่นเอง
 

นอกจากนี้ซุปกระดูกหมูยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกายอีกหลายชนิด เช่น กรดอะมิโนไกลซีนที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างง่ายดาย

]ช่วยในการย่อยและควบคุมการทำงานของกรดน้ำดี และยังมีกรดอะมิโนโพรลีนที่ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี เพิ่มประสิทธิภาพการโอบอุ้มน้ำให้แก่เซลล์และ
รักษาความยืดหยุ่นของผิวหนัง อีกทั้งยังช่วยสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่มีบาดแผลยากต่อการรักษา และน้ำซุป
กระดูกหมูยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม อีกด้วย

ฉะนั้นนอกจากความอร่อยแล้ว ซุปกระดูกหมูยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกไม่ใช่น้อย คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ ซุปร้อน ๆ เป็นเมนูอาหารที่หลายชนชาตินิยมรับประทานกัน

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 100 ครั้ง

กินกล้วยก่อนนอน เช็คพลังงานก่อนด้วย

วันที่: 
Monday, November 20, 2017

หลายคนชอบรับประทานกล้วย เวลาที่รู้สึกหิว บางคนใช้รับประทานแทนมื้อเย็นหรือก่อนนอนเพื่อลดน้ำหนัก บางคนเพลินๆ รับประทานที 2-3 ผล แบบนี้จะช่วยให้ผอมจริงไหม? เรามาดูพลังงานของกล้วยแต่ละชนิดกันก่อนดีกว่า
กล้วยไข่ 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 28 แคลอรี่
กล้วยน้ำว้า 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 59 แคลอรี่
กล้วยหอม 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 105 แคลอรี่
 
จะเห็นว่าได้ว่าพลังงานในกล้วยนั้นไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ เลย ถ้าเราเผลอรับประทานไปหลายๆ ผล ก็ให้พลังงานที่ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน เอาเป็นว่าดูเอาไว้ และปรับใช้ให้เข้ากับตัวเอง

แหล่งที่มา: 
http://www.lovefitt.com/calories-m…/คุณค่าเเละพลังงานในกล้วย
ภาพประกอบ: 
Subscribe to RSS - โภชนาการ