Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

การแพทย์

วัสดุฝังในทางการแพทย์

นักวิทยาศาสตร์ วิลเลี่ยม ฮาร์วี่ (William Harvey)

วันที่: 
Friday, March 15, 2019

วิลเลี่ยม ฮาร์วี่เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1578 ที่เมืองฟอล์คสโตน ประเทศอังกฤษ ในครอบครัวที่ร่ำรวย บิดาของเขาเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองชื่อว่า โทมัส ฮาร์วี่ (Thomas Harvey) ในวัยเยาว์วิลเลี่ยมได้มีโอกาสรับการศึกษาที่ดีจากโรงเรียนแคนเทอเบอรี่ แกรมมา สกูล (Canterbury Gramma School) ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ จากนั้นเขาได้ศึกษาวิชาแพทย์ในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge University) หลังจากจบวิชาแพทย์ในปี ค.ศ. 1597 วิลเลี่ยมได้เข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยปาดัว (Padua University) ประเทศอิตาลี

ระหว่างที่เขาศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยปาดัว เขามีโอกาสได้พบกับศาสตราจารย์ ฮีโรนิมุส เฟบริซิอุส (Heronimus Fabrisius) ผู้ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้วิลเลี่ยมค้นพบระบบการไหลเวียนโลหิต หลังจากที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยดาปัวเขาได้เข้าทำงานเป็นแพทย์ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเซนต์บาร์โทโลมิวกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ต่อมาในปี ค.ศ.1607 เขาถูกเชิญให้เป็นสมาชิกของแพทย์สภาและในปีค.ศ. 1618 ได้รับตำแหน่งแพทย์ประจำพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ และสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ โดยระหว่างนั้น วิลเลี่ยมได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับระบบการไหลเวียนโลหิต ซึ่งใช้เวลาค้นคว้านานกว่า 10 ปี จากผู้ป่วยมากกว่า 100 คน จนกระทั่งพบระบบการไหลเวียนโลหิตที่ถูกต้อง
 

ระบบการไหลเวียนโลหิตในร่างกายมนุษย์ เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้แต่ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์หรือนายแพทย์ท่านใดรู้ความจริงที่ว่าเลือดเดินทางอย่างไรในร่างกาย อีกทั้งหน้าที่ของหัวใจก็เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อประมาณปี 600 ก่อนคริสต์ศักราช นายแพทย์ชาวกรีก คลาดิอุส กาเลน (Clandius Galen) ได้ศึกษาและอธิบายว่า ระบบโลหิตในร่างกายมนุษย์มีลักษณะคล้ายน้ำขึ้นน้ำลง ส่วนหัวใจมีหน้าที่ในการทำให้เลือดอุ่น ส่วนหลอดเลือดแดง และหลอดเลือดดำไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกันเลย เพราะฉะนั้นวิธีการรักษาเมื่อเลือดมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำได้โดยการผ่าตัดนำเลือดดำออกมา

ในปี ค.ศ. 1628 วิลเลี่ยมตีพิมพ์ผลงานลงในหนังสือ "การทำงานของหัวใจและระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกายสัตว์" มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของหัวใจว่ามีหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิต ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของหัวใจว่ามีหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิต ลักษณะของหัวใจคล้ายกับถุงกล้ามเนื้อที่เต้นอยู่ตลอดเวลา และการเต้นของหัวใจก็ทำให้เกิดการไหลเวียนของโลหิตโดยมีเลือดแดงที่ไหลออกจากหัวใจไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย จากนั้นเลือดแดงจะกลายเป็นเลือดดำ และกลับขึ้นมาสู่หัวใจอีกครั้งหนึ่ง เลือดจะถูกส่งเข้าไปยังห้องหัวใจซีกขวาด้านบนก่อน จากนั้นจึงไหลเข้าสู่ห้องหัวใจซีกขวาด้านล่าง และส่งออกจากห้องนี้ไปสู่ปอด ซึ่งมีหน้าที่นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide) ในเลือดออกไป แล้วนำก๊าซออกซิเจนที่หายใจเข้าไปแทนที่ เมื่อปอดฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดงแล้วจะถูกส่งกลับไปยังห้องหัวใจซีกซ้ายด้านบนอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจะถูกส่งไปยังห้องหัวใจซีกซ้ายด้านล่าง ซึ่งมีหน้าที่ในการส่งเลือดไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายและจะเป็นระบบเช่นนี้เรื่อยไป เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่หัวใจหยุดเต้นก็เท่ากับว่าหยุดการสบฉีดโลหิต เลือดในร่างกายก็จะกลายเป็นเลือดดำ ร่างกายไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้และเสียชีวิตในที่สุด

นอกจากนี้แล้ววิลเลี่ยมยังพบหน้าที่ของลิ้นหัวใจ ซึ่งอยู่ระหว่างห้องหัวใจต่าง ๆ ว่ามีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับไปทางเดิม นอกจากนี้ เขายังพบหน้าที่ของลิ้นหัวใจ ซึ่งอยู่ระหว่างห้องหัวใจต่างๆ ว่าทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อน เมื่อวิลเลี่ยมเผยแพร่ผลงานการค้นพบออกไปปรากฏว่าวงการแพทย์ไม่เห็นด้วยและถูกต่อต้านอย่างหนัก วิลเลี่ยมทำงานเป็นแพทย์ประจำราชสำนักอยู่นานกว่า 25 ปี จนในที่สุดเขาก็ลาออกจากหน้าที่ในปี ค.ศ. 1646 เนื่องจากชราภาพมากแล้วและ สียชีวิตในปีต่อมาที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1657การค้นพบของเขาไม่สูญเปล่า เมื่ออังตวน แวน เลเวนฮุค (Anton Van Leeuwenhoek) สามารถประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ได้สำเร็จ ทำให้สามารถพิสูจน์ได้ว่าระบบการไหลเวียน โลหิตของมนุษย์เป็นอย่างที่วิลเลี่ยมได้เคยกล่าวเอา

แหล่งที่มา: 
https://th.wikipedia.org/wiki/วิลเลียม_ฮาร์วีย์
ภาพประกอบ: 

ออกกำลังกายเบาๆ ช่วยทุเลาความรุนเเรงของ 'อาการเส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบ'

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, January 29, 2019
รายละเอียด: 

ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวผู้ป่วย 925 คน ที่เข้ารับการรักษาหลังจากล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตก ที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก สวีเดน ระหว่างปี ค.ศ. 2014 – 2016 และพบว่า ผู้ป่วย 4 ใน 5 คนล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตกที่ไม่รุนแรง

และมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ป่วยออกกำลังกายเบาๆ ก่อนล้มป่วย เเละเมื่อเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่อยู่เฉยๆ พบว่า คนที่ออกกำลังกายเบาๆ ก่อนล้มป่วยมีอาการป่วยที่ไม่รุนแรง

ทีมนักวิจัยตีพิมพ์ผลการศึกษานี้ในวารสาร Neurology เมื่อเร็วๆนี้

มาลิน ไรน์โฮล์ดสัน (Malin Reinholdsson) นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก (University of Gothenburg) กล่าวว่า จากการศึกษาก่อนหน้านี้ ทีมนักวิจัยรู้ว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตก แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าการออกกำลังกายมีส่วนช่วยลดระดับความรุนแรงของอาการป่วยมากน้อยแค่ไหน

ผู้ป่วยในการวิจัยอายุโดยเฉลี่ย 73 ปี เเละส่วนมากมีภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดอุดตันซึ่งพบได้ทั่วไป เกิดขึ้นเมื่อมีก้อนอุดตันเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง และราวร้อยละ 6 ของผู้ป่วยเกิดอาการเส้นเลือดในสมองเเตกซึ่งพบไม่บ่อยนัก

เพื่อประเมินระดับของการออกกำลังกายก่อนล้มป่วย ทีมนักวิจัยได้สอบถามผู้ป่วยในการวิจัยถึงระยะเวลาเเละความหนักหน่วงของการออกกำลังกายก่อนหน้าที่ต้องเข้าโรงพยาบาล

ทีมนักวิจัยกล่าวว่า การออกกำลังกายเบาๆ ได้เเก่การเดินเล่นสบายๆ นาน 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และการออกกำลังกายระดับปานกลาง ได้แก่การว่ายน้ำ การวิ่ง เเละการเดินเร็ว อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ในบรรดาผู้ป่วย 481 คนที่ไม่ออกกำลังกายเลย มี 354 หรือร้อยละ 74 เกิดอาการเส้นเลือดสมองอุดตันหรือแตกชนิดไม่รุนแรง

และสำหรับคนที่ออกกำลังกายเบาๆ 330 คน หรือร้อยละ 86 เกิดอาการเส้นเลือดสมองอุดตันหรือเเตกที่ไม่รุนแร งเเละในกลุ่มผู้ป่วย 59 คนที่ออกกำลังกายในระดับปานกลาง พบว่า 53 คน หรือร้อยละ 90 ล้มป่วยเเบบไม่รุนแรง

ทีมนักวิจัยชี้ว่า อายุยังเป็นปัจจัยที่สำคัญด้วย โดยคนที่อายุสูงกว่าจะล้มป่วยด้วยอาการที่รุนแรงกว่าผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่ได้มุ่งพิสูจน์ว่าระยะเวลาเเละความหนักหน่วงของการออกกำลังกายมีผลต่อความรุนแรงของอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตก หรือไม่ และอย่างไร

ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งของการวิจัยนี้คือ ทีมนักวิจัยต้องพึ่งผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตก ในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับนิสัยการออกกำลังกายก่อนล้มป่วย เเละความทรงจำของผู้ป่วยมีความแม่นยำลดลงหลังล้มป่วย

นิโคล สปาร์ตาโน่ (Nicole Spartano) นักวิจัยที่ภาควิชาการแพทย์ มหาวิทยาลัยบอสตัน ซึ่งร่วมเขียนบทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์พร้อมกับรายงานผลการศึกษานี้ กล่าวว่า แม้กระนั้นก็ตาม ผลการวิจัยนี้ได้เพิ่มข้อมูลที่มีหลักฐานยืนยันว่า การออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตกลงได้ ตลอดจนช่วยลดความรุนแรงของอาการป่วยลง

สปาร์ตาโน่กล่าวว่า การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้สมองรักษาความเเข็งเเรงของเส้นเลือดซึ่งมีเครือข่ายที่ซับซ้อน ดังนั้นหากเกิดอาการอุดตันในเส้นเลือดจุดใดจุดหนึ่ง อาจจะมีเส้นทางอื่นที่สามารถนำออกซิเจนไปยังจุดที่มีปัญหาได้

สปาร์ตาโน่ย้ำว่า การออกกำลังกายสามารถช่วยป้องกันปัจจัยเสี่ยงของการเกิดอาการเส้นเลือดอุดตันหรือแตก อาทิ ความอ้วน เบาหวานเเละความดันโลหิตสูง และย้ำว่า การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าคนเราอาจไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเพื่อให้ห่างไกลจากโรคร้าย

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 56 ครั้ง

โครงการอบรม “Synchrotron Radiation Applications”

Hits 78 ครั้ง
URL: 
https://www.slri.or.th/th/slriactivities/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E2%80%9Csynchrotron-radiation-applications%E2%80%9D-%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, December 7, 2018
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) จัดการอบรม “Synchrotron Radiation Applications” ให้กับกลุ่มผู้ใช้เทคนิค X-ray Absorption Spectroscopy (XAS), เทคนิค Photoemission Electron Spectroscopy (PES), เทคนิค IR Spectroscopy and Imaging (IR), เทคนิค Micro-X-ray Fluorescence (XRF), เทคนิค X-ray Imaging and X-ray Tomographic Microscopy (XTM), เทคนิค Small Angle X-ray Scattering (SAXS), เทคนิค Macromolecular Crystallography (MX) และเทคนิค X-ray Lithography (DXL) โดยในกิจกรรมครั้งนี้ประกอบไปด้วยการบรรยายวิชาการโดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้าน

การประยุกต์ด้านชีววิทยาและการเกษตร
การประยุกต์ด้านการแพทย์ และ
Biomaterial
จากนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันและการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในกลุ่มงานวิจัยดังกล่าว โดยผู้เข้าอบรมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการวิเคราะห์ต่าง ๆ โดยใช้แสงซินโครตรอน และการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในกลุ่มงานวิจัย

วันเวลา/สถานที่

ในวันศุกร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ณ หอประชุมจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ชั้น 2 คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร

วัตถุประสงค์

ส่งเสริมการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนของสถาบัน
สร้างกลุ่มผู้ใช้รายใหม่ให้กับระบบลำเลียงแสง
กลุ่มเป้าหมาย 60 คน

นักวิจัยและอาจารย์
นักศึกษา (กำลังศึกษาระดับปริญญาโทและเอก)
กำหนดการรับสมัคร

ปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการฯ ในวันที่ 13 ธันวาคม 2561
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือก ในวันที่ 17 ธันวาคม 2561
กำหนดการจัดอบรม ในวันที่ 21 ธันวาคม 2561
ขั้นตอนการรับสมัคร

ลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการ ฟรี ผ่าน http://beamapp.slri.or.th/ (ลงทะเบียนสมัครสมาชิกผู้ใช้แสงซินโครตรอน สำหรับผู้ใช้ใหม่)

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

นางสาวสรินธร ทองหอม ส่วนบริการผู้ใช้ เบอร์โทรศัพท์ 044-217-040 ต่อ 1605

E-mail : useroffice@slri.or.th

ประเภทข่าว: 
news

การทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนคืออะไร และช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้จริงหรือ?

วันที่เผยแพร่: 
Friday, October 12, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45698827
รายละเอียด: 

 

การทานอาหารแบบคนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนไม่เพียงจะส่งผลดีต่อสุขภาพกายในแง่ของการลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยลดน้ำหนัก และลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่งานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษยังอ้างว่าวิธีการรับประทานอาหารแบบนี้ยังช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้ด้วย

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Molecular Psychiatry มาจากการวิเคราะห์งานวิจัย 41 ชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่า การรับประทานอาหารแบบคนในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเน้นการทาน ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว น้ำมันปลา และน้ำมันมะกอก รวมทั้งการทานผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อสัตว์แต่น้อยนั้น ส่งผลดีต่ออารมณ์ของคนเรา และช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าได้

ดร.คามิลลา ลาซาลล์ ผู้ศึกษาเรื่องนี้ร่วมกับทีมนักวิจัยจากยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน บอกว่า หลักฐานที่พบบ่งชี้ว่าการทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนอาจช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานเป็นรูปธรรมจากการทดลองทางคลินิกก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายชี้ว่า ความเกี่ยวโยงระหว่างอารมณ์กับอาหารยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากอาหารไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า เพราะเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศก็มีผลอยู่ไม่น้อย และการที่คนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนมีสุขภาพจิตและอารมณ์ดีนั้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากการใช้ชีวิตอยู่ในสภาพอากาศที่ดีด้วย ดังนั้นบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายระบุว่า จะต้องมีการศึกษาทดลองเรื่องนี้ให้ละเอียด และแม่นยำมากขึ้นเพื่อหาหลักฐานยืนยันทฤษฎีความเชื่อมโยงระหว่างอาหารกับภาวะซึมเศร้า

 

Hits 60 ครั้ง

ม็อกซี หุ่นยนต์ผู้ช่วยพยาบาล

วันที่เผยแพร่: 
Friday, October 12, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45783628
รายละเอียด: 

พบกับ "ม็อกซี" (Moxi) หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ประจำโรงพยาบาลที่มี "ความฉลาดทางสังคม"(social intelligence) ซึ่งจะมาช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของพยาบาลในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านพยาบาล

ม็อกซี พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Diligent Robotics ในเมืองออสตินรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ มีความสามารถในการหยิบและนำส่งเวชภัณฑ์ได้เองอัตโนมัติ ซึ่งช่วยแบ่งเบางานของเหล่าพยาบาลที่อาจใช้เวลาถึง 30% ของการทำงานในแต่ละวันหมดไปกับการค้นหาและหยิบเวชภัณฑ์ที่ใช้รักษาคนไข้

 

บริษัทผู้ผลิตจึงคาดว่า ม็อกซี จะช่วยให้พยาบาลมีเวลามากขึ้นในการทำงานอย่างอื่นที่จำเป็นกว่า

ปัจจุบัน มีการนำ ม็อกซี ไปทดลองใช้ที่โรงพยาบาลหลายแห่งในรัฐเท็กซัส ดร.โคล เอ็ดมันสัน หัวหน้าพยาบาลของโรงพยาบาล Texas Health Dallas เล่าว่า หลังจากได้นำม็อกซีไปทดลองใช้ในโรงพยาบาลพบว่า หุ่นยนต์เอไอตัวนี้สามารถช่วยนำเวชภัณฑ์ไปส่งให้นางพยาบาลที่กำลังทำงานในห้องแยกโรค ซึ่งผู้ป่วยถูกแยกไปรักษาเดี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่พวกเขาไม่ต้องถอดชุดที่ใส่ในห้องดังกล่าวเพื่อออกไปหยิบของเอง

 

Hits 78 ครั้ง

คนเราจดจำใบหน้าคนรู้จักได้โดยเฉลี่ยถึง 5,000 หน้า

วันที่เผยแพร่: 
Friday, October 12, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45808449
รายละเอียด: 

หน้าImage copyrightGETTY IMAGES

หลายคนอาจจะเคยพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เสียความรู้สึก เมื่อได้พบคนรู้จักซึ่งจากกันไปนาน แต่เขากลับจำหน้าคุณไม่ได้ เรื่องนี้นักจิตวิทยาชี้ว่าไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะผลการศึกษาล่าสุดพบว่า คนส่วนใหญ่สามารถจดจำใบหน้าของผู้คนทั่วไปได้มากเกินคาด ซึ่งคิดเป็นจำนวนโดยเฉลี่ยถึง 5,000 ใบหน้าด้วยกัน

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยอร์กของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ผลวิจัยดังกล่าวลงในวารสารของราชสมาคมกรุงลอนดอนฉบับบี (Proceedings of the Royal Society B.) โดยชี้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุจำนวนใบหน้าที่มนุษย์จดจำได้อย่างแน่ชัด

ก่อนหน้านี้คาดกันว่า มนุษย์มีความสามารถจดจำใบหน้าได้มากน้อยแตกต่างกันออกไปอย่างหลากหลาย ซึ่งอาจมีตั้งแต่ผู้ที่จำใบหน้าคนอื่น ๆ ได้จำกัดราว 1,000 หน้า ไปจนถึงคนที่จำได้มากอย่างเหลือเชื่อถึง 10,000 หน้า

ผู้วิจัยให้อาสาสมัครจำนวนหนึ่งทำแบบทดสอบให้เสร็จภายในเวลา 1 ชั่วโมง โดยอาสาสมัครจะต้องย้อนนึกถึงใบหน้าของคนรู้จักในชีวิตของตนเองให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นญาติ มิตรสหาย หรือเพื่อนร่วมงาน จากนั้นให้ทำแบบทดสอบความจำที่มุ่งทดสอบด้วยใบหน้าของบุคคลผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไปในวงสังคม

ผลการศึกษาล่าสุดนี้พบว่า คนเราจดจำใบหน้าคนรู้จักได้โดยเฉลี่ยถึง 5,000 หน้าImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพผลการศึกษาล่าสุดนี้พบว่า คนเราจดจำใบหน้าคนรู้จักได้โดยเฉลี่ยถึง 5,000 หน้า

ในระหว่างที่ทำการทดสอบ ผู้วิจัยจะวัดและบันทึกอัตราเร็วในการรื้อฟื้นความจำเรื่องใบหน้าของอาสาสมัคร โดยสังเกตว่าอัตราเร็วดังกล่าวเริ่มชะลอตัวลงเมื่อใด ก็จะสามารถนำข้อมูลนี้ไปประมาณการทางสถิติเพื่อให้ทราบถึงจำนวนใบหน้าทั้งหมดที่อาสาสมัครสามารถจดจำได้

ผลปรากฏว่าอาสาสมัครส่วนใหญ่สามารถจดจำใบหน้าผู้อื่นได้โดยเฉลี่ยที่ 5,000 ใบหน้า และมีเพียง 2% ที่มีภาวะสูญเสียความสามารถระลึกรู้ใบหน้า (Prosopagnosia) ซึ่งเป็นความผิดปกติของระบบประสาทที่ทำให้ไม่สามารถจดจำใบหน้าต่าง ๆ ได้เลย

ศ. ไมค์ เบอร์ตัน ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า "จากมุมมองทางวิวัฒนาการแล้ว การจดจำใบหน้าได้มากขนาดนี้นับว่าเป็นความสามารถที่เกินจำเป็นไปหน่อย เพราะบรรพบุรุษมนุษย์มีวิวัฒนาการมายาวนานในรูปแบบของกลุ่มสังคมขนาดเล็ก ที่ไม่ต้องใช้การจดจำใบหน้าจำนวนมากนัก"

"แต่อย่างไรก็ตาม ในธรรมชาติมีปรากฏการณ์แบบนี้อยู่ไม่น้อย เช่นแมงมุมบางชนิดที่มีพิษร้ายแรงจนสามารถฆ่าม้าตัวใหญ่ได้ ทั้งที่แมงมุมนั้นก็ไม่ได้ต้องการม้าเพื่อเป็นอาหารแต่อย่างใด การที่มนุษย์จดจำใบหน้าได้มากเกินคาด อาจสะท้อนถึงความจำเป็นบางอย่างในการแยกแยะมิตรและศัตรูที่เรายังไม่ทราบก็เป็นได้" ศ. เบอร์ตันกล่าว

Hits 57 ครั้ง

ขจัดนิ่วในไตด้วยรถไฟเหาะคว้ารางวัล "อิกโนเบล" สาขาการแพทย์

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45518614
รายละเอียด: 

นักวิจัยชาวอเมริกันผู้ค้นพบว่าการนั่งรถไฟเหาะบางแบบช่วยขจัดก้อนนิ่วในไตอย่างได้ผล คว้ารางวัลอันทรงเกียรติสำหรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุดเพี้ยน "อิกโนเบล" (Ig Nobel) สาขาการแพทย์ประจำปีนี้ไปครอง

ส่วนงานวิจัยที่ได้รับรางวัลอิกโนเบลในสาขาอื่น ๆ ต่างก็เรียกเสียงฮาได้ไม่แพ้กัน โดยมีทั้งวิธีส่องกล้องตรวจลำไส้ด้วยตนเอง ผลวิจัยที่ชี้ว่าเนื้อมนุษย์มีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าเนื้อสัตว์อื่น และการประเมินประสิทธิภาพของตุ๊กตาวูดูในการใช้เวทมนตร์แก้แค้นหัวหน้างาน

ศ. เดวิด วอร์ทิงเกอร์ จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Michigan State University ของสหรัฐฯ ได้รับรางวัลอิกโนเบลสาขาการแพทย์ หลังคนไข้ผู้หนึ่งแจ้งว่าก้อนนิ่วในไตเกิดหลุดออกมา ขณะไปเที่ยวสวนสนุก วอลต์ ดิสนีย์ เวิร์ลด์ ในรัฐฟลอริดา และได้นั่งรถไฟเหาะ Big Thunder Mountain (ภูเขาสายฟ้ายักษ์) หลายรอบ

เพื่อพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ศ. วอร์ทิงเกอร์ได้ขอให้คนไข้ผู้นี้ลองขึ้นนั่งบนรถไฟเหาะดังกล่าวอีกหลายครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่ามีก้อนนิ่วหลุดออกมาทุกครั้ง

การนั่งรถไฟเหาะอย่าง Big Thunder Mountain จะช่วยขจัดนิ่วในไตได้ดีกว่ารถไฟเหาะแบบอื่น

ศ. วอร์ทิงเกอร์จึงได้สร้างแบบจำลองของไตและก้อนนิ่วในไตที่เหมือนจริงขึ้นมา แล้วนำไปขึ้นเครื่องเล่นจำพวกรถไฟเหาะตีลังกาอีกหลายแบบ จนพบว่ารถไฟเหาะ Big Thunder Mountain ให้ผลในการรักษาดีที่สุด เนื่องจากมีการสั่นสะเทือน รวมทั้งเคลื่อนที่ขึ้นลงและเอียงข้างซ้ายขวามากกว่าเครื่องเล่นที่มีการตีลังกาหรือพุ่งดิ่งลงมาเป็นระยะทางยาว

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลในปีนี้

สำหรับรางวัลอิกโนเบลสาขาแพทยศาสตรศึกษา (Medical Education) ดร. อากิระ โฮริอุจิ นายแพทย์ชาวญี่ปุ่นคว้ารางวัลนี้ไปจากการคิดค้นวิธีส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยตนเอง

"คนทั่วไปโดยเฉพาะคนญี่ปุ่นมักจะกลัวการส่องกล้องเข้าไปในร่างกายกันมาก ทำให้ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น ผมจึงพยายามคิดค้นวิธีส่องกล้องที่ง่ายและสะดวกสบายกว่าเดิม" ดร. โฮริอุจิกล่าว

รางวัลอิกโนเบลสาขาเคมีตกเป็นของนักวิจัยที่ค้นพบว่า น้ำลายของคนเราใช้เป็นสารทำความสะอาดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพื้นผิวของวัสดุที่ละเอียดอ่อนเสียหายง่าย เช่นสีที่ทาลงบนเซรามิกหรือกับทองคำเปลว

ส่วนทีมนักวิจัยชาวสวีเดนคว้ารางวัลสาขาชีววิทยา โดยพิสูจน์ว่านักชิมไวน์มืออาชีพสามารถบอกได้อย่างแม่นยำว่ามีแมลงวันอยู่ในแก้วไวน์ เพียงอาศัยจมูกดมกลิ่นเอาเท่านั้น

Hits 76 ครั้ง

การผัดวันประกันพรุ่งเป็นเรื่องการจัดการ "อารมณ์" ไม่ใช่ "เวลา"

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45526379
รายละเอียด: 

ผลวิจัยชี้ว่าคนจะมีนิสัยชอบผัดวันประกันพรุ่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะการก่อตัวของสมองของแต่ละคน และเป็นเรื่องของการบริหารอารมณ์มากกว่าการบริหารเวลา

นักวิจัยซึ่งเผยแพร่งานวิจัยในวารสาร Psychological Science ศึกษาเรื่องนี้โดยการใช้แบบสำรวจและสแกนสมองคน 264 คน เพื่อดูว่าเป็นคนที่มีแนวโน้มจะรีบจัดการกับภารกิจตรงหน้าอย่างรวดเร็วแค่ไหน นักวิจัยพบว่ามีสมองอยู่สองส่วนที่เป็นตัวกำหนดว่าเราจะลงมือทำภารกิจตรงหน้าให้เสร็จ หรือเลื่อนเวลาออกไปเรื่อย ๆ

งานวิจัยพบว่าคนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งนั้น มีสมองส่วนที่เรียกว่า อมิกดาลา (amygdala) ซึ่งมีลักษณะคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ ทำหน้าที่ควบคุมเหตุผลและอารมณ์ ใหญ่กว่า และการเชื่อมต่อของสมองส่วนที่เรียกว่าอมิกดาลา กับส่วนล่างของสมองบริเวณที่เรียกว่า anterior cingulate cortex ไม่ดีเท่าคนอื่น ซึ่งจะมีผลให้สามารถจัดการกับอารมณ์และสิ่งเร้าที่เข้ามารบกวนน้อยกว่า อันจะส่งผลต่อความแน่วแน่ในการจัดการกับภารกิจตรงหน้า

แอร์ฮัน เก็นค์ หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยนี้ ซึ่งประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยรัว เมืองโบคุม ระบุว่า คนที่มีสมองส่วนอมิกดาลาใหญ่กว่าคนอื่นอาจจะวิตกกังวลว่าหากตัวเองลงมือทำอะไรแล้วจะเกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีตามมา ดังนั้นคนเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะลังเลและผัดวันประกันพรุ่ง

Hits 79 ครั้ง

ตั้งท้องลูกแต่ละคนทำเซลล์ร่างกายแม่ชราลงได้ถึง 2 ปี

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45009455
รายละเอียด: 

ถึงแม่จะแก่ลงในระดับเซลล์หลังคลอด แต่ระหว่างตั้งครรภ์กลับเกิดการย้อนวัยให้เซลล์อิ่มเอิบอ่อนเยาว์ขึ้น

ผลการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นของสหรัฐฯ ยืนยันว่า ความเชื่อเรื่องที่แม่จะมีสุขภาพเสื่อมถอยและดูแก่ขึ้นกว่าอายุตามปีเกิดหลังมีลูกนั้นเป็นความจริง โดยการตั้งครรภ์คลอดบุตรแต่ละครั้งสามารถเร่งให้เซลล์ร่างกายชราลงกว่าเดิมได้ราว 0.5 - 2 ปี

ก่อนหน้านี้เคยมีผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอร์จเมสันในสหรัฐฯ ซึ่งชี้ว่าการมีลูกกับเขาคนหนึ่งทำให้แม่ต้องแก่ชราลงกว่าเดิมในระดับเซลล์ถึง 11 ปี เนื่องจากเทโลเมียร์ (Telomere) ซึ่งเป็นดีเอ็นเอส่วนปลายในโครโมโซมของแม่หดสั้นลง จนมีความยาวเท่ากับของคนที่มีอายุมากกว่า และยิ่งมีบุตรมากคนขึ้นเท่าไหร่ เทโลเมียร์ก็จะยิ่งสั้นลงเท่านั้น

เป็นที่ทราบกันว่า ความยาวของเทโลเมียร์นั้นเชื่อมโยงกับสุขภาวะของร่างกายในระยะยาว รวมทั้งสามารถเป็นเครื่องบ่งบอกถึงอายุขัยของคนเราด้วย

ในครั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นได้วิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของหญิงชาวฟิลิปปินส์ 800 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 20-22 ปี เพื่อหาร่องรอยของความชราในระดับเซลล์ที่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจาก 40% ของหญิงเหล่านี้ต่างก็มีบุตรแล้วตั้งแต่ 1-5 คน

ผลปรากฏว่าหญิงที่ผ่านการตั้งครรภ์มีลูกในกลุ่มนี้ มีทั้งเทโลเมียร์ที่หดสั้นลง และมีร่องรอยทางเคมีของกระบวนการเอพิเจเนติกส์ (Epigenetics marker)บนดีเอ็นเอด้วย ซึ่งร่องรอยนี้จะทำให้การแสดงออกของยีนเปลี่ยนไปได้ทั้งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรม

Pregnant woman using a computerImage copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY

ทีมผู้วิจัยชี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีที่พบทั้งสองประการข้างต้น มีความคล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในร่างกายของหญิงที่แก่ชรากว่า ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการทางชีวภาพ โดยไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเรื่องฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่อาจทำให้แม่มีความเครียดในการตั้งครรภ์และเลี้ยงดูลูกจนอ่อนล้าและชราลงอย่างรวดเร็วแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ร่างกายของแม่หลังคลอดซึ่งแก่ชราลงถึงระดับเซลล์นี้ กลับมีสภาพที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งทีมผู้วิจัยพบว่าเทโลเมียร์และร่องรอยทางเอพิเจเนติกส์ในดีเอ็นเอของแม่ถูกย้อนวัยให้อ่อนเยาว์ขึ้นในการตั้งครรภ์ทุกครั้ง ไม่ว่าแม่จะมีอายุมากขึ้นเท่าใดก็ตาม

ทีมผู้วิจัยระบุในรายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ว่า "นี่อาจเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันร่างกายของหญิงมีครรภ์ ที่ปรับตัวให้สอดรับกับการเติบโตของทารกก็เป็นได้"

Hits 107 ครั้ง
Subscribe to RSS - การแพทย์