Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

ความร่วมมือ

ทีเซลส์ ผลึกพลังความร่วมมือ 12 หน่วยงาน จัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการเมดิโคโพลิสเชียงใหม่ พัฒนาเมืองต้นแบบนวัตกรรมทางการแพทย์และ สุขภาพแห่งแรกของภาคเหนือยกระดับเมืองสุขภาพครบวงจร

Hits 3 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/682-12-2
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, December 4, 2019
รายละเอียด: 

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเซลส์ (TCELS) จัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการเมดิโคโพลิสเชียงใหม่ (Medicopolis : Chiang Mai) เพื่อยกระดับมาตรฐานงานวิจัยและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมด้านการแพทย์ โดยเชื่อมโยงงานวิจัย บูรณาการเทคโนโลยีและองค์ความรู้ทางด้านชีววิทยาศาสตร์และสารสนเทศชีวการแพทย์สู่การใช้งานจริงอย่างครบวงจร ทั้งยังจัดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือจาก 12 หน่วยงาน ภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนโครงการและเร่งสร้างเชียงใหม่เป็นเมืองต้นแบบนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพแห่งแรกของภาคเหนือ พร้อมกิจกรรมเสวนา “ทิศทางการพัฒนาเมืองนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงใหม่” จากตัวแทนภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนโครงการ โดยมี นายวิรุฬ พรรณเทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน ณ นิมมาน คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา

ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ ประธานดำเนินโครงการเมดิโคโพลิสเชียงใหม่ นำแขกผู้มีเกียรติร่วมชมผลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการแพทย์ ซึ่งรวบรวมเทคโนโลยีใหม่ ทั้งงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีงานวิจัย (Translational Research) ด้านการดูแลสุขภาพและนวัตกรรมการแพทย์ รวมทั้งงานบริการที่มีการดำเนินงานตามมาตรฐานสากลจากหลากหลายหน่วยงานองค์กรมากกว่า 10 ผลงาน เพื่อเตรียมความพร้อมให้เกิดการพัฒนาด้านสุขภาพของประชาชนแบบก้าวกระโดด โดยมีตัวอย่างผลงานเช่น ผลงานกระติ๊บอัจฉริยะ (Smart Kratib) และเครื่องแจ้งพิกัดขอความช่วยเหลือ (CMUBIQ SOS), Hospital Smart Kiosk by Got it Solutions หรือเครื่องคีออสมัลติฟังก์ชั่นสำหรับสถานพยาบาลที่สามารถเชื่อมต่อกับ HIS รองรับฟังก์ชั่นการลงทะเบียน เช็คสิทธิ์การรักษา เลือกจุดส่งตรวจผู้ป่วย พร้อมรองรับการชำระเงินในทุกรูปแบบ, Young Happy Application แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับสร้างกิจกรรมและสังคมแห่งความสุขสำหรับผู้สูงวัย และ ผลงานการผลิตแผ่นรองเท้าเพื่อสุขภาพเฉพาะบุคคลจากยางพารา ด้วยการผลิตแบบ Rapid Prototype พร้อม Cloud Service Foot Print Data ที่สามารถเก็บข้อมูลเท้า อาการบาดเจ็บของลูกค้า ลักษณะเท้าแบบต่างๆ โดยเชื่อมต่อข้อมูลกับสถานพยาบาล ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เพื่อนำข้อมูลไปใช้งานในด้านต่างๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น เป็นต้น

ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ เปิดเผยว่า “โครงการเมดิโคโพลิสได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของจังหวัดเชียงใหม่อันเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยว ทรัพยากรบุคคล เครื่องมือ ความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ ทั้งยังมีจุดแข็งในการเชื่อมต่อในระดับภูมิภาคจากสนามบินนานาชาติ ก่อให้เกิดการเติบโตของธุรกิจดูแลสุขภาพ ทำให้มีโอกาสที่เชียงใหม่จะต่อยอดจุดแข็งเดิมให้มีมูลค่ามากขึ้นด้วยนวัตกรรมบริการที่ดีขึ้น รวมไปถึงการถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่หนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย (Medical Hub of Asia) โดยอาศัยความร่วมมือการทำงานจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้ง 12 หน่วยงาน คือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน), สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), จังหวัดเชียงใหม่, สำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่, สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่, สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่, สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างทัดเทียม สร้างคุณภาพชีวิต เพิ่มฐานเศรษฐกิจ และสามารถขยายผลต่อไปในพื้นที่อื่นได้

ดร.นเรศ ดำรงชัย กล่าวปิดท้ายเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย และผู้สนใจที่มีผลงานนวัตกรรมด้านการแพทย์ สามารถสมัครรับทุนสนับสนุนเพื่อขยายผลงานนวัตกรรมไปสู่การใช้งานได้จริง โดยลงทะเบียนสมัครและติดตามรายละเอียดผ่านการสแกน QR Code

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ponglerd1947@gmail.com / namfon@tcels.or.th โทร. 080 496 1970 / 086 368 3508
ข้อมูลข่าวโดย : ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเซลส์ (TCELS)
เผยแพร่ข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand

ประเภทข่าว: 
news

ไทย – ฝรั่งเศส กระชับความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เน้นพัฒนาการวิจัยภายใต้ BCG MODEL

Hits 12 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/633-france-201162
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, November 21, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 นายฌาก ลาปูฌ (Mr.Jacques Lapouge) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย ได้เข้าเยี่ยมคารวะ ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) ณ ห้องพระจอมเกล้าชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (โยธี)

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการกระชับความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ระหว่างสองประเทศ ซึ่งฝรั่งเศสถือเป็นประเทศเป้าหมายที่ไทยให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านความร่วมมือสำหรับการพัฒนางานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ประเทศ โดย ดร.สุวิทย์ฯ ได้เสนอแนวทางการขยายความร่วมมือกับฝรั่งเศสในด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย

1) การพัฒนากำลังคนด้านการอุดมศึกษา ตลอดจน การศึกษาในทุกช่วงชีวิตเพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานของไทยให้มีความเชี่ยวชาญทัดเทียมกับนานาประเทศ

2) การขยายความร่วมมือเพื่อการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม (RDI) สำหรับเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (New Growth Engine) โดยครอบคลุมการพัฒนาในหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาความร่วมมือภายใต้รูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ “BCG Model” ผ่าน 4 แนวทาง ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ด้าน อววน. เพื่อการพัฒนาของไทย ได้แก่ (1) การพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ (2) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายสังคม (3) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และ (4) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ

3) การพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการทำงานด้านวิชาการเพื่อตอบโจทย์ของพื้นที่ (Area Based University) ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ในการนี้ นายฌากฯ ได้แสดงความสนใจที่จะดำเนินความร่วมมือกับประเทศไทย รวมถึงยินดีที่จะสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การฝึกอบรมให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ การสร้างความเป็นหุ้นส่วนกับมหาวิทยาลัยของฝรั่งเศส การส่งผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฝรั่งเศส Institute of Technology (IUT) เข้ามาศึกษาความต้องการในการพัฒนาสาขาเป้าหมายของประเทศไทย รวมถึง การพัฒนาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจ EEC ของไทย นอกจากนี้ ยังได้แสดงความประสงค์ที่จะลงนามในร่างเอกสาร Declaration of Intent เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินความร่วมมือระหว่างหน่วยงานไทยและฝรั่งเศสต่อไปในอนาคต

ข้อมูลโดย สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศและวิเทศสัมพันธ์

ข่าวและภาพ : นางสาวพจนพร แสงสว่าง

ส่วนสื่อสารองค์กร กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

โทร. 02 333 3727 – 3732 โทรสาร 02 333 3834

E-mail: pr@mhesi.go.th Facebook: MHESIThailand

ประเภทข่าว: 
news

ดร.อัจฉรา รองปลัด อว. เป็นประธานเปิดงาน ความร่วมมือระหว่าง ไฟเซอร์และซีโอฮุน รุกจัดการปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ

Hits 37 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/282-mhesi-seaohun-10-7-62
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, July 11, 2019
รายละเอียด: 

วันนี้ (10 กรกฎาคม 2562) บริษัทไฟเซอร์ประเทศไทยและเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อสุขภาพหนึ่งเดียวแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia One Health University Network) หรือ "ซีโอฮุน" (SEAOHUN) ซึ่งมีเครือข่ายมหาวิทยาลัย 72 แห่งในแถบภูมิภาคอาเซียน ร่วมสร้างศักยภาพการ
ดำเนินงานสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ One Health พร้อมร่วมประกาศเจตจำนงจัดการภัยคุกคามอันเกิดจากการดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทย ด้วยการควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการให้ความรู้และฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขชุมชนทั่วประเทศไทยรวมถึง
ประเทศสมาชิกภายในเครือข่าย เพื่อเสริมสร้างการใช้ยาปฏิชีวนะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมี ดร.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน

สำหรับการประกาศเจตจำนงร่วมกันครั้งนี้ระหว่างบริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทย และซีโอฮุน นับว่าสอดรับกับ "แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564" ซึ่งครอบคลุมประเด็นการเฝ้าระวัง การควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม ทั้งในการแพทย์การสาธารณสุข การสัตวแพทย์ และการเกษตรรวมไปถึงการกำหนดกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับการกระจายยาต้านจุลชีพ ทั้งรวมถึงการเพิ่มพูนความรู้ความตระหนักรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดื้อยาต้านจุลชีพ

ความร่วมมือระหว่างซีโอฮุนและไฟเซอร์ในครั้งนี้ยังเป็นการสร้างโอกาสให้กับ บริษัท ไฟเซอร์ ได้ยกระดับการดำเนินงานด้านการแบ่งปันความรู้และการพัฒนาขีดความสามารถ ผ่านการเผยแพร่ความรู้ด้านการแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการร่วมจัดทำสื่อการให้ความรู้ และการดำเนินกลยุทธ์ในด้านการควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม โดยมีหน่วยงานเครือข่ายของซีโอฮุนเป็นศูนย์กลางสำหรับการเผยแพร่ความรู้ต่างๆ ภายในกลุ่มประเทศสมาชิกเพื่อช่วยยกระดับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการดื้อยาต้านจุลชีพ

ดร.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ภารกิจของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) คือ การปรับปรุงประสิทธิภาพของ R&D และปรับปรุงเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเป็นการริเริ่ม ความร่วมมือของ Pfizer และ SEAOUN ที่พัฒนายาปฏิชีวนะสําหรับอาชีพการรักษาทางการแพทย์

นอกจากนี้ ยังมีองค์กรภายใต้กระทรวง อว. ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTDA) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (TCELS) ที่ร่วมกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงเกี่ยวกับ AMR ซึ่งนอกจากจะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความร่วมมือที่มีอยู่แล้วนั้น ยังพัฒนาความร่วมมือใหม่ให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย ถือเป็นเรื่องที่น่าดีใจ ที่ในอนาคตเราจะมีความสามารถในการทํางานร่วมกันอย่างแข็งแกร่งในสาขา AMR ระหว่างพวกเรา นอกจากนี้ ข้อตกลงนี้ยังสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติสําหรับการต่อต้านเชื้อโรคในประเทศไทย รวมถึงการตรวจสอบ AML และการบริหารจัดการแอนติบอดี (AMS) การเพิ่มความรู้และการรับรู้เกี่ยวกับการรักษาแอนตี้บอดี เพื่อมนุษย์ สัตว์ และเกษตรกรรม ทั้งนี้ ทางกระทรวง อว. มีความยินดีที่จะสนับสนุนความร่วมมือในครั้งนี้ต่อไป

นางสาวซูซาน ซิลเบอร์มันน์ ประธานกรรมการ บริษัทไฟเซอร์ อิงค์ (ตลาดเกิดใหม่) กล่าวว่า "ไฟเซอร์ มุ่งมั่นที่จะป้องกัน และช่วยเหลือผู้ป่วยในทุกระยะเพื่อต่อสู้กับโรคติดเชื้อร้ายแรงซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามถึงชีวิต ทั้งนี้ไฟเซอร์เชื่อว่า หน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรนั้น มิใช่เพียงแค่ผลิตและสนับสนุนให้มีการเข้าถึงยาปฏิชีวนะและวัคซีน แต่บริษัท ไฟเซอร์ ยังร่วมมือกับภาครัฐ สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ รวมถึงชุมชนสาธารณสุขขนาดใหญ่ บริษัทไฟเซอร์ ตระหนักดีว่า ทุกภาคส่วนต่างมีบทบาทอันสำคัญยิ่งต่อความพยายามในการร่วมมือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ ความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไฟเซอร์ กับ ซีโอฮุน จึงเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัท ไฟเซอร์ ในการต่อสู้กับภัยคุกคามจากการดื้อยาต้านจุลชีพทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

ดร.วิพัฒน์ คุรุจิตธรรม กรรมการบริหารเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อสุขภาพหนึ่งเดียวแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือซีโอฮุน กล่าวว่า "ความร่วมมือระหว่างซีโอฮุนและไฟเซอร์ จะช่วยพัฒนาขีดความสามารถของผู้เชี่ยวชาญ ระบบสุขภาพหนึ่งเดียวในด้านการดื้อยาต้านจุลชีพ โดยเชื่อว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกขนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภารกิจในการต่อสู้กับปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพทั้งในประเทศไทยและประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

ประเภทข่าว: 
news

ปส. และ อต. กระชับความร่วมมือในการใช้ประโยชน์ข้อมูลแผ่นดินไหวและอุตุนิยมวิทยา

Hits 43 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/164-2019-05-30-07-14-14
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, June 4, 2019
รายละเอียด: 

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ กรมอุตุนิยมวิทยา (อต.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการใช้ประโยชน์ข้อมูลแผ่นดินไหวและข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาเพื่อการปฏิบัติงานของทั้งสองหน่วยงานโดยหวังให้เกิดความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อการใช้ประโยชน์ในภารกิจของทั้งสองหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 เวลา 10.00 น. นางสาววิไลวรรณ ตันจ้อย เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ พร้อมด้วย ดร.ภูเวียง ประคำมินทร์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
ว่าด้วยการใช้ประโยชน์ข้อมูลแผ่นดินไหวและข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยา เพื่อการปฏิบัติงานของทั้งสองหน่วยงาน ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารอำนวยการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

นางสาววิไลวรรณ กล่าวถึงเจตนารมณ์ของ ปส. ในการลงนาม MOU ครั้งนี้ว่า ปส. มีหน้าที่กำกับดูแลความความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี เฝ้าตรวจกัมมันตภาพรังสีในสิ่งแวดล้อมและเตรียมการรับมือต่ออุบัติเหตุทางนิวเคลียร์และรังสี เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างทั้งสองหน่วยงานในครั้งนี้ จะทำให้ ปส. สามารถใช้ข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาในการพยากรณ์ การแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีที่อาจจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์และรังสีได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ อันจะทำให้สามารถวางแผนรับมือกับผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความความปลอดภัยต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

ขณะที่ ดร.ภูเวียง ประคำมินทร์ เปิดเผยว่าการลงนาม MOU ในครั้งนี้มีการขยายขอบเขตความร่วมมือจาก MOU ระหว่าง อต. กับ ปส. ฉบับเดิมปี 2549 ที่ให้การสนับสนุนเฉพาะข้อมูลด้านแผ่นดินไหว โดยจะให้การสนับสนุนข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาเพิ่ม อาทิเช่น ปริมาณฝน อุณหภูมิ ทิศทางและความเร็วลม ข้อมูลรังสีและโอโซน สำหรับข้อมูลที่ ปส. ได้ให้การสนับสนุนนั้น อต. ได้นำไปใช้ในการหาตำแหน่งศูนย์กลางแผ่นดินไหว และมีการวางแผนที่จะนำไปใช้ในการศึกษา วิจัยและพัฒนางานด้านการติดตาม เฝ้าระวังและคาดการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอุตุนิยมวิทยาและแผ่นดินไหวในอนาคตต่อไป

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือที่เกิดขึ้นระหว่างสองหน่วยงานในวันนี้ นับเป็นโอกาสในการดำเนินการร่วมกันที่สำคัญยิ่งต่อประเทศไทยเพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ ทั้งในยามปกติ และเมื่อเกิดภัยจากสภาวะอากาศ แผ่นดินไหวและสึนามิ อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการกระชับความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานที่พึงมีในอนาคตอย่างต่อเนื่องต่อไป

ข้อมูลข่าวโดย : สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - ความร่วมมือ