Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

คุ้มครอง

รองปลัด อว. เปิดงานสัมมนา “ก้าวทัน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์”

Hits 12 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/280-2019-07-09-09-16-12
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, July 10, 2019
รายละเอียด: 

วันนี้ (9 กรกฎาคม 25612) ณ ห้อง M01 ชั้น M อาคารอุทยานนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ/ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ศท.) จัดสัมมนา “ก้าวทัน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์” ให้กับบุคลากรของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เพื่อเป็นกรอบแนวทางการดำเนินการในการปฏิบัติงาน โดยมี นายปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดการสัมมนา พร้อมด้วย นางสาวจันทนา วงศ์เยาว์ฟ้า ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นผู้กล่าวรายงาน

งานสัมมนา “ก้าวทัน พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์”ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และนายสถาพร สอนเสนา ผู้อำนวยการกลุ่มงานกฎหมายและระเบียบ กองกฎหมาย สำนักปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมเป็นวิทยากรให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับ

ปัจจุบัน หน่วยงานมีการให้บริการภาครัฐ ทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า e-service มากขึ้น รวมถึงมีการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็ว ข้อมูลสำคัญหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ ประชาชนละการบริหารราชการ ถูกจัดเก็บและประมวลผลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากขึ้น หน่วยงานภาครัฐเป็นจำนวนมากที่ยังมิได้ตระหนักถึงภัยและผลกระทบอันเนื่องจากการถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์

ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐจะต้องเห็นความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลในระบบสารสนเทศ โดยการอาศัยมาตรฐาน กฎหมาย กฎระเบียบ และกติกา ที่มีประสิทธิภาพทันสมัยและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากล เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัย ความเชื่อมั่น และคุ้มครองสิทธิให้แก่ผู้ใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลในทุกภาคส่วน เพื่อก่อให้เกิดการอำนวยความสะดวก ลดอุปสรรค เพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องต่างๆ

โดย พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จึงเป็นกลไกหนึ่งในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และมีมาตรการเยียวยาเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจากการถูกละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล และ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 มุ่งที่จะป้องกัน รับมือ และลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามไซเบอร์ ที่อาจกระทบต่อการให้บริการแก่ประชาชน หรือความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

ทั้งนี้ บุคลากรภาครัฐ มีความจำเป็นที่ต้องตระหนักถึงความสำคัญของ พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับ และจำเป็นที่จะต้องทบทวนการดำเนินงานของหน่วยงาน เพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. ด้วย

ประเภทข่าว: 
news

ระดมผู้เกี่ยวข้องการสร้างผลงานวิจัย ร่วมนำไทยไต่อันดับในเวทีอาเซียน เร่งเพิ่มจำนวนคนไทยขอรับการคุ้มครองสิทธิบัตรการประดิษฐ์ สวทน. ไขก๊อก การขอสิทธิบัตรต้องคิดตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจด้วย

Hits 39 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7938-2019-02-25-07-13-02
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, February 26, 2019
รายละเอียด: 

(22 กุมภาพันธ์ 2562) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การผลักดันการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์โดยคนไทย ณ ห้องประชุมหว้ากอ 1 - 2 อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14 เชิญผู้เกี่ยวข้องในการสร้างผลงานวิจัยร่วมกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา

นายแพทย์ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวในฐานะประธานเปิดงานว่า ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี ให้เป็นหน่วยงานเจ้าภาพดูแลตัวชี้วัดด้านจำนวนสิทธิบัตร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกอันดับความสามารถของประเทศไทยด้านนวัตกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเพื่อก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 โดยกำหนดเป้าหมายในการเพิ่มจำนวนคนไทยที่ขอรับการคุ้มครองสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ซึ่งจะส่งผลต่อตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง อาทิ การนำผลงานไปใช้ประโยชน์ และจำนวนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่มีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล เป็นต้น ทั้งนี้ การที่จะพัฒนางานวิจัยและสร้างนวัตกรรมที่จะนำไปสู่การขอรับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาควบคู่ไปกับการนำผลงานสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสร้างผลงานวิจัยจะต้องร่วมกันกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนผลงานวิจัยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงหารือเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และสิ่งที่ต้องการรับการสนับสนุนจากกระทรวงและหน่วยงานต้นสังกัด นอกเหนือจากที่รัฐบาลและกระทรวงมีนโยบายผลักดันงบประมาณทั้งของภาครัฐและเอกชนที่ใช้จ่ายในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีให้ได้ถึง 1.5% ของ GDP ในปี 2564

ด้าน ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการ สวทน. กล่าวว่า การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การผลักดันการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์โดยคนไทย ในครั้งนี้ เป็นการเชิญผู้เกี่ยวข้องกับการสร้างผลงานวิจัยมาร่วมกันระดมความคิดเห็นอย่างเต็มความสามารถในการวางกรอบแนวทางการดำเนินการเพื่อเพิ่มจำนวนคนไทยที่ขอรับการคุ้มครองสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ซึ่งการเพิ่มขึ้นดังกล่าวนอกจากจะช่วยสะท้อนถึงข้อมูลตัวชี้วัดในการยกอันดับความสามารถของประเทศไทยด้านนวัตกรรมแล้ว ยังส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การเติบโตของเศรษฐกิจ และส่งผลให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มจำนวนยื่นคำขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์โดยคนไทย เป็นเพียงเป้าหมายปลายทาง แต่ปัจจัยสำคัญเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายนั้นคือการพัฒนา Innovation System ทั้งระบบ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้งประเทศ จำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา มาตรการส่งเสริมต่าง ๆ รวมถึงการสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับมาทบทวนว่าทำไมคนไทยถึงไม่ค่อยจดสิทธิบัตร ซึ่งเราอาจต้องมองในเชิงของธุรกิจด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายยังติดขัด หรือมีความต้องการจากการจดสิทธิบัตรในเรื่องใดบ้าง ทั้งนี้ เชื่อว่าหากมีการพัฒนาปรับปรุง Innovation System ทั้งระบบควบคู่กันไปจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย และพาประเทศไต่อันดับด้านขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่ในกลุ่มผู้นำอาเซียนได้อย่างไม่ยาก

“ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2564 ประเทศไทยจะต้องมีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้งประเทศร้อยละ 1.5 ต่อ GDP มีจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาแบบเทียบเท่าทำงานเต็มเวลาของทั้งประเทศ 25 คน ต่อประชากร 10,000 คน และมีอันดับโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ติด 1 ใน 30 อันดับแรก การสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา ทั้งในแง่การเพิ่มเงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา การเพิ่มกำลังบุคลากรความสามารถสูง รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอกชนเล็งเห็นความสำคัญและผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมด้วยการวิจัยและพัฒนา ปรับแก้กฎหมายให้เอื้อต่อการพัฒนาและประยุกต์ใช้งานวิจัยเพื่อนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้มากขึ้น ตลอดจนส่งเสริมให้มีการขอรับสิทธิบัตรการประดิษฐ์โดยคนไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จึงเป็นอีกเวทีที่จะระดมสมองผู้เกี่ยวข้องในส่วนของการปลดล็อคในการกระตุ้นให้คนไทยมีการขอรับสิทธิบัตรมากขึ้น ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ต่อไป” เลขาธิการ สวทน. กล่าว

สำหรับรายงานผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในภาพรวม โดย IMD ล่าสุด (ปี 2018) ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 30 ลดลงมา 3 อันดับจากปีก่อนหน้า แต่หากมองอันดับโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 42 จากทั้งหมด 63 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ โดยมีคะแนนที่ดีขึ้นในทุกตัวชี้วัด และมีอันดับดีขึ้นกว่าปีก่อนหน้าถึง 6 อันดับ ซึ่งเงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา นับเป็นปัจจัยตั้งต้นที่สำคัญที่ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยส่งผลลัพธ์ทั้งในรูปการจ้างงานบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนา จำนวนบทความด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงจำนวนสิทธิบัตรที่เพิ่มขึ้น

ข่าวโดย : สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.)

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - คุ้มครอง