Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

งานวิจัย

เด็กไทยเจ๋ง รวมทีมส่งงานวิจัยเข้าร่วมการแข่งขันไอเดียการทดลองในอวกาศระดับโลก

Hits 15 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/717-2019-12-13-09-22-22
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Monday, December 16, 2019
รายละเอียด: 

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า ร่วมสนับสนุนเยาวชนไทยต่อยอดกิจกรรม Space Experiment Ideas Contest 2019 หรือ SEIC เข้าร่วมการแข่งขัน The Mission Idea Contest หรือ MIC ระหว่างวันที่ 29 พ.ย. 62 ถึงวันที่ 3 ธ.ค. 62 ณ มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กิจกรรม MIC จัดขึ้นเป็นปีที่ 6 เพื่อเปิดโอกาสในการนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ด้านการทดลองในอวกาศระดับสากล โดยเป้าหมายหลักของ MIC คือการเปิดประตูสู่มุมมองใหม่ของการสำรวจอวกาศและการใช้ประโยชน์จากอวกาศในปี 2562 มีทีมที่ผ่านการตัดเลือกการแข่งขันจากทั่วโลก ทั้งหมดจำนวน 6 ทีม ซึ่ง 1 ในนั้นมีทีมจากประเทศไทยด้วย โดยเสนอไอเดียงานวิจัย “Technology Demonstrate of Bone-Loss-Reducing Bacteria Culture for Deep Space” มีวัตถุประสงค์ (1) ใช้ผลการทดลองที่ได้มาพัฒนา Lactobacillus reuteri ให้กลายเป็น Probiotic Food เพื่อใช้กับนักบินในอวกาศ,กลุ่มผู้ สูงอายุ และสตรีวัยหมดประจำเดือน ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากกว่าบุคคลอื่น (2) เพื่อนำผลการทดลองมาศึกษาต่อเรื่อง ผลของสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง (Microgravity) และคลื่นรังสีต่างๆ (Radiated Condition) ต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย (3) เพื่อเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของแบคทีเรียที่เลี้ยงในอวกาศโดยอาหารเหลว (Broth Medium) และวุ้นเลี้ยงเชื้อ (Agar Medium) และ (4) เพื่อนำผลการทดลองไปพัฒนาวิธีการเลี้ยงแบคทีเรียในอวกาศ

โดยตัวแทนเยาวชนไทยที่นำเสนอไอเดีย คือ นายวัชรินทร์ อันเวช นักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล (ชนะเลิศอันดับที่ 3 จากกิจกรรม SEIC 2019) และ คุณจุลินทิพย์ พุทธวงศ์ นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ชนะเลิศอันดับที่ 1 จากกิจกรรม SEIC 2019) ซึ่งทั้งคู่ได้ทำหน้าที่ตัวแทนคนไทยอย่างเต็มที่ และได้พิสูจน์ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจากทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก

สำหรับผลการตัดสินปรากฏว่า

- ทีมชนะเลิศลำดับที่ 1 ผลงาน “MUSA: An ISS Experiment for research of a dual culture for Panama Disease” จาก สถาบันเทคโนโลยีคอสตาริกา สาธารณรัฐคอสตาริกา

- รางวัล Student Prize ได้แก่ ผลงาน “MARGE Melanoma Apoptosis Reduced Gravity Experiment” จาก มหาวิทยาลัย Sapienza ประเทศอิตาลี

ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับรางวัลใด ในการเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ แต่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจและการทำงานร่วมกันของคนไทยด้านอวกาศ และเป็นอีกก้าวหนึ่งของคนไทยที่ทำให้เห็นถึงความตระหนักในการใช้ประโยชน์จากอวกาศ เพื่อนำมาพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

เผยแพร่ข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand
Call Center โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

งานวิจัยชี้การรักษาสุขภาพ 'ปาก' มีผลดีต่อสุขภาพ 'ใจ'

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, December 12, 2019
รายละเอียด: 

เรื่องสุขภาพของช่องปากที่มีผลต่อสุขภาพของส่วนอื่นของร่างกายอาจจะเป็นสิ่งที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้างแล้ว

แต่ผลการศึกษาซึ่งเผยแพร่ทางวารสารวิชาการเกี่ยวกับโรคหัวใจของยุโรปชื่อ Journal of Preventive Cardiology เมื่อต้นเดือนธันวาคม จากการตรวจสอบข้อมูลสุขภาพของชาวเกาหลีกว่า 161,000 คน อาจจะช่วยย้ำความสนใจเรื่องนี้ได้

การศึกษาที่ว่านี้ติดตามข้อมูลด้านสุขภาพของชาวเกาหลีใต้อายุระหว่าง 40 – 79 ปีเป็นเวลา 10 ปีครึ่ง โดยเป็นการรวบรวมข้อมูลในทุกด้าน ตั้งแต่รูปแบบการใช้ชีวิต ปัญหาความเจ็บป่วย รวมทั้งสุขภาพของช่องปากด้วย

ผลการศึกษาสรุปว่า ผู้ที่ดูแลสุขภาพของช่องปากเป็นอย่างดี เช่น แปรงฟันวันละหลาย ๆ ครั้งจะลดโอกาสความเสี่ยงของโรคหัวใจล้มเหลวและอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือ atrial fibrillation ลงได้

โดยนักวิจัยพบว่าผู้ที่แปรงฟันอย่างน้อยวันละสามครั้งจะมีความเสี่ยงเรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะน้อยลง 10% และลดความเสี่ยงของหัวใจล้มเหลวลงได้ 12%

ผลการศึกษาก่อนหน้านี้เคยพบว่า การละเลยไม่ดูแลสุขภาพช่องปากนั้นเพิ่มจำนวนเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดซึ่งทำให้เกิดภาวะอักเสบในร่างกายหรือ inflammation รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะและหัวใจล้มเหลวด้วย

การศึกษาของสมาคมโรคหัวใจอเมริกันเมื่อปีที่แล้วให้ข้อมูลว่า เราควรแปรงฟันสองครั้งต่อวันเป็นอย่างน้อย โดยใช้เวลาครั้งละ 2 นาทีเพื่อลดความเสี่ยงเกี่ยวกับหัวใจดังกล่าว และนอกจากการแปรงฟันแล้วการดูแลรักษาสุขภาพเหงือกก็สำคัญเช่นกัน เพราะหากฟันดีแต่เหงือกอักเสบ โอกาสที่จะเกิดภาวะอักเสบในร่างกายรวมทั้งโรคหัวใจก็ยังมีอยู่ โดยการดูแลสุขภาพเหงือกนั้นจะต้องใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้ผลการศึกษาครั้งนี้จะให้ภาพเกี่ยวกับสุขภาพของช่องปากและสุขภาพของหัวใจ แต่นักวิจัยบางคนก็เตือนว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากคนในประเทศเดียวและเป็นข้อมูลในเชิงสังเกต ซึ่งยังไม่สามารถพิสูจน์ถึงสาเหตุและผลได้

แต่ถึงแม้รายงานการศึกษาชิ้นนี้จะยังไม่สามารถอธิบายความเป็นเหตุและผลเรื่องสุขภาพของปากกับสุขภาพหัวใจ เพราะเพียงแสดงถึงความเกี่ยวโยง แต่อย่างน้อยข้อมูลดังกล่าวก็อาจจะช่วยเตือนใจว่าผู้ที่อยากมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงควรต้องเริ่มจากการรักษาความสะอาดของเหงือกและฟัน

ที่มา https://www.voathai.com/a/brush-teeth-healthy-heart-ct/5201319.html

Hits 15 ครั้ง

รัฐมนตรีสุวิทย์ หารือเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร ขยายความร่วมมือและพัฒนางานวิจัยไปสู่อาเซียน

Hits 51 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/514-england-021062
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, October 3, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ 2 ตุลาคม 2562 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด ให้การต้อนรับนายไบรอัน จอห์น เดวิดสัน (H.E. Mr. Brian John Davidson) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย และคณะ ในการเข้าเยี่ยมคารวะเนื่องในโอกาสเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีฯ ณ ห้องพระจอมเกล้า อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ถนนโยธี กรุงเทพฯ

สรุปประเด็นสำคัญที่ทั้ง 2 ฝ่ายหารือร่วมกัน ดังนี้

- การจัดตั้งกระทรวงกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

- ความร่วมมือในกรอบ Newton Fund ซึ่ง สหราชอาณาจักร ยินดีที่จะกำหนด priority ให้สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0, BCG Model รวมถึงรองรับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะด้านการวิจัยเพื่อจัดการกับปัญหาฝุ่น PM 2.5

- ความร่วมมือด้าน Frontier Technology เช่น Quantum Technology, Space Technology, High Energy Physics

- ความร่วมมือด้าน Grand Challenges, Area-based, HRD, การยกระดับขีดความสามารถด้านการแข่งขันในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

- การเชิญชวนให้บริษัทเอกชนของสหราชอาณาจักรเข้ามาลงทุนในเขตนวัตกรรม ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการเกษตร (Agri-tech) และการพัฒนาความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน (Trade and Investment) ระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร

- แนวทางการดำเนินงานเพื่อการนำผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในเชิงพาณิชย์

นอกจากนี้ ยังได้หารือเกี่ยวกับการขยายขอบเขตความร่วมมือไปสู่กรอบความร่วมมืออาเซียน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนางานวิจัยในระดับภูมิภาคและระดับโลกต่อไปในอนาคต

ข้อมูลโดย สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศและวิเทศสัมพันธ์

ประเภทข่าว: 
news

อว. จัดโครงการปั้นดาว เฟ้นหาสุดยอดงานวิจัยและนวัตกรรมในมหาวิทยาลัยผ่านศูนย์ความเป็นเลิศ

Hits 51 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/434-2019-09-04-04-27-02
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, September 5, 2019
รายละเอียด: 

อว. จัดโครงการปั้นดาว เฟ้นหาสุดยอดงานวิจัยและนวัตกรรมในมหาวิทยาลัย
ผ่านศูนย์ความเป็นเลิศ 11 ศูนย์
ระดมผู้รู้คัดงานวิจัยที่มีแววจับคู่กับกูรูด้านการสร้างนวัตกรรม พร้อมจัดงบประมาณสนับสนุนกว่า 80 ล้านบาท

4 กันยายน 2562 : ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการสัมมนาวิชาการและแสดงนิทรรศการ เรื่อง “การจับคู่วิจัยโครงการปั้นดาว” และปาฐกถาพิเศษ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วนวิจัยและนวัตกรรม” ณ ศูนย์นวัตกรรมและความรู้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ชั้น 7 ศูนย์การค้าบางซื่อจังชั่น จตุจักร (ตึก DD Mall) ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “จากห้องปฏิบัติการวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” เพื่อเฟ้นหาสุดยอดงานวิจัยและนวัตกรรมจากศูนย์ความเป็นเลิศ 11 ศูนย์ ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สบว.) สป.อว. โดยมีศาสตราจารย์ ดร.สัมพันธ์ ฤทธิเดช เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงฯ นักวิจัย ผู้แทนหน่วยสร้างนวัตกรรมและผู้แทนภาคอุตสาหกรรม เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

สำนักพัฒนาบัณฑิตศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สบว.) สป.อว.ด้านการอุดมศึกษา (สกอ.เดิม) ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทั้ง 11 ศูนย์จากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ และหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพานิชย์ของประเทศ ได้แก่ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น อุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ KX Consulting Enterprise Co., Ltd. มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี จัดโครงการ “การสร้างมูลค่างานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพานิชย์ (ปั้นดาว)” ขึ้น เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการนำผลงานวิจัยของศูนย์ความเป็นเลิศและนักวิจัยอิสระที่มีความพร้อมและศักยภาพสูงไปพัฒนาต่อยอดให้สามารถส่งมอบเทคโนโลยีให้กับภาคการผลิต สามารถนำไปสร้างนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ในรูปของสินค้า/บริการได้ โดยมีงบประมาณสนับสนุนจำนวน 80 ล้านบาท

โครงการ “ปั้นดาว” ถือเป็นมิติใหม่และเป็นนวัตกรรมใหม่ของการเฟ้นหาและทำงานวิจัย โดยรัฐจะสนับสนุนโครงการวิจัยศักยภาพสูงและสอดคล้องกับความต้องการทางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการพัฒนาต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้ในเชิงพานิชย์ได้ในระยะสั้น ผ่านกระบวนการคัดกรองอย่างเข้มข้นถึง 4 ขั้นตอน เพื่อให้ได้โครงการวิจัยที่มีความโดดเด่นและมีศักยภาพสูงสุด ประกอบด้วย

รอบแรกรอบ Proposing Round : ศูนย์ความเป็นเลิศคัดเลือกผลงานวิจัยของศูนย์ที่มีความโดดเด่นและมีศักยภาพสำหรับจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยเบื้องต้น จำนวน 60 โครงการ
รอบที่ 2 รอบคัดเลือก (Selection Round) : ผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะทำงานด้านวิชาการพิจารณาโครงการวิจัย ระยะ พิจารณาคัดเลือกโครงการวิจัยที่มีศักภาพสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ จำนวน 27 โครงการ
รอบที่ 3 รอบจับคู่วิจัย (Pitching and Matching Round) : คณะที่ปรึกษา (Coach) คัดเลือกโครงการศักยภาพสูง สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิตและสามารถพัฒนาต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ต่อในเชิงพานิชย์ได้ โดยการคัดเลือกจับคู่เพื่อทำงานวิจัยร่วมกันระหว่างเจ้าของโครงการวิจัยกับทีมคณะที่ปรึกษา พร้อมจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยทั้ง 27 โครงการที่เข้าร่วมในการคัดเลือก แก่ผู้ร่วมงานและสื่อมวลชน
รอบที่ 4 รอบตัดสิน (Final Round) : ที่ปรึกษาและนักวิจัยที่ได้รับการคัดเลือกจับคู่ ร่วมกันพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยฉบับสมบูรณ์ (Full Proposal) นำเสนอให้คณะทำงานฯ พิจารณาตัดสินคัดเลือกโครงการวิจัยที่มีความเหมาะสมและมีศักยภาพสูงสุด ไม่เกิน 12 โครงการ เพื่อเข้ากระบวนการ “ปั้นดาว”ต่อไป

ในครั้งนี้เป็นการคัดเลือกงานวิจัยจาก 27 โครงการ โดยจะคัดเลือกโครงการศักยภาพสูงสอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิตที่สามารถพัฒนาต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ต่อในเชิงพานิชย์ได้ ให้เหลือเพียง 10-12 โครงการ เพื่อจับคู่ทำงานวิจัยร่วมกันระหว่างนักวิจัย (Pitching and Matching Round) กับคณะที่ปรึกษา (Coach) ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนทั้งด้านทุนวิจัยและระบบการ coaching จาก อว. เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาสินค้าและบริการ ในกรอบระยะเวลา 1 ปี “ปั้นดาว” จึงถือเป็นนวัตกรรมตัวอย่างในการทำงานวิจัยที่เด่นชัดเพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยกับ ความต้องการทางยุทธศาสตร์ของประเทศและเสริมภาคการผลิตอุตสาหกรรมให้เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มระระดับความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศด้วยการวิจัยและนวัตกรรม.

เขียนข่าว : ปิยาณี วิริยานนท์

ประเภทข่าว: 
news

อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จัดงาน “NSP INNOVATION FAIR 2019” แสดงสินค้าและผลงานนวัตกรรมยิ่งใหญ่แห่งปีจากผู้ประกอบการของภาคเหนือ พร้อมอัพเดทเทรนด์ธุรกิจ STARTUP และงานวิจัยทำได้จริง

Hits 42 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/425-nsp-innovation-fair-2019
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Monday, September 2, 2019
รายละเอียด: 

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2562 ณ ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต / นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงานแสดงสินค้าและผลงานนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่แห่งปีของภาคเหนือ “NSP Innovation Fair 2019” จัดโดยอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (Northern Science Park: NSP) โดยมี รศ.ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมพิธีเปิดงาน “NSP Innovation Fair 2019” ในฐานะมหาวิทยาลัยแม่ข่ายดำเนินงานอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือและผู้จัดงาน พร้อมด้วยนางสาวทิพวัลย์ เวชชการัณย์ ผู้อำนวยการสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมแสดงความยินดีในฐานะหน่วยงานผู้ดูแลและให้การสนับสนุนอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เพื่อเป็นเวทีในการแสดงศักยภาพและความพร้อมในการให้บริการของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือสู่การยกระดับธุรกิจภาคเอกชนให้สามารถแข่งในระดับสากลได้ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการได้จัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อันเป็นผลผลิตจากการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการแนะนำธุรกิจจากกลุ่ม Startup

ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ กล่าวว่า NSP Innovation Fair จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 5 ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากประชาชนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการรวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท นับเป็นการตอกย้ำความสำเร็จในการเร่งพัฒนาศักยภาพ ยกระดับภาคเอกชนตลอดจนถึงภาคอุตสาหกรรม พร้อมเชิญชวนเที่ยวชม ช้อป ชิม สินค้านวัตกรรมมากมายภายในงาน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอางและสิ่งทอ กว่า 100 รายการ อัพเดทเทรนด์ธุรกิจและเทคโนโลยีจากผลงาน Startup แนะนำบริการใหม่จากอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือในการรองรับการทำวิจัยและผลิตสินค้าต้นแบบที่มีคุณภาพและมาตรฐานแก่ผู้ประกอบการและ Startup ในพื้นที่ภาคเหนือ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์อาหารที่มีมูลค่าสูงสอดคล้องกับงบประมาณที่ต้องการลงทุนผ่านโรงงานต้นแบบนวัตกรรมอาหารครบวงจร (Innovative Food Fabrication Pilot Plant) และพร้อมเปิดให้บริการในต้นปี 2563 นอกจากนี้ กิจกรรมในงานยังมีการแนะนำบริการนวัตกรรมจากหน่วยงานพันธมิตร, พิธีมอบรางวัลผู้ชนะเลิศการประกวด NSP Innovation Award 2019, การสาธิตทำอาหารด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรม NSP Food Innovation, กิจกรรม Hype Dialogue “ทดเวลาบาดเจ็บ” จากเหล่า Startup หน้าใหม่ Hype Club และส่งท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง เบล-สุพล โดยมีกำหนดจัดงานเป็นเวลา 2 วัน ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2562

ด้าน นางสาวทิพวัลย์ เวชชการัณย์ กล่าวเสริมว่า สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีพันธกิจหลักในการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะในระดับภูมิภาค เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุนในภาคธุรกิจ ทำวิจัยและพัฒนา ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม ยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภคได้มากขึ้น โดยหวังว่าการให้บริการจากมหาวิทยาลัยในอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม) ภายใต้การนำโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะมีโอกาสเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการและ Startup รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ฝ่ายสร้างสรรค์และการสื่อสาร อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่)

ประเภทข่าว: 
news

งานวิจัยชี้อาการ 'หัวใจสลาย' อาจเกี่ยวโยงกับความเสี่ยงเป็นมะเร็ง

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, July 25, 2019
รายละเอียด: 

การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมแพทย์หัวใจอเมริกันในวันพุธระบุว่า อาการ Broken Heart Syndrome หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า "หัวใจสลาย" เป็นอาการผิดปกติทางร่างกายที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจทำงานขัดข้อง ซึ่งทำให้คนที่ป่วยมีอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออก

อาการดังกล่าวเกิดจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของฮอร์โมนความเครียดจากปัญหาปัจจัยภายนอกที่โหมรุมเร้าทับถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เช่นการสูญเสียคนรัก การถูกบอกเลิกโดยไม่ได้ทำใจ การตกงาน หรือแม้กระทั่งการได้รับทราบข่าวร้ายเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง

และที่น่าสนใจก็คือ นักวิจัยพบว่าราว 'หนึ่งในหก' ของผู้ที่มีอาการหัวใจสลายจากกล้ามเนื้อหัวใจขัดข้องนี้ มีความเสี่ยงของโรคมะเร็งตามมาด้วยเมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีอาการ

ข่าวร้ายกว่านั้นก็คือว่า ในจำนวนหนึ่งในหกคนของผู้ที่มีโอกาสความเสี่ยงจะเป็นมะเร็งจากฮอร์โมนความเครียด เนื่องจากภาวะตัวแปรภายนอกต่างๆ นี้ มีถึง 90% เป็นผู้หญิง

โดยมะเร็งที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีภาวะหัวใจล่มสลายเหล่านี้มักจะเป็นมะเร็งที่พบกันได้บ่อย คือมะเร็งทรวงอก มะเร็งของระบบลำไส้และทางเดินอาหาร มะเร็งของระบบทางเดินหายใจ มะเร็งของระบบสืบพันธุ์ และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

แพทย์ชี้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องย้ำว่า ขณะนี้ได้พบเพียงแค่ความเกี่ยวโยงระหว่างคนที่มีอาการ Broken Heart Syndrome หรือกล้ามเนื้อหัวใจขัดข้องจากฮอร์โมนความเครียดต่างๆ กับความเสี่ยงของมะเร็ง

แต่นักวิจัยยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจนในลักษณะที่เป็นเหตุเป็นผลต่อกันว่าอะไรเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ และนักวิจัยจะต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปเพื่อหาคำตอบที่ชัดเจน

Hits 52 ครั้ง

งานวิจัยชี้เครื่องดื่มผสมน้ำตาลอาจก่อมะเร็ง

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, July 23, 2019
รายละเอียด: 

นักวิจัยเผยคนที่ดื่มเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลปริมาณมากมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โดยการศึกษาวิจัยครั้งใหญ่ในฝรั่งเศสชี้ให้เห็นว่า การจำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล อาจช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ด้วย

การดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเป็นที่นิยมทั่วโลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมีความเชื่อมโยงกับการเป็นโรคอ้วน หรือภาวะที่มีน้ำหนักตัวเกินซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

นักวิจัยเก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่ชาวฝรั่งเศสกว่า 100,000 คน เป็นเวลา 9 ปี คือจากปี พ.ศ. 2552 จนถึง พ.ศ. 2561 โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 21% และเป็นผู้หญิง 79% เพื่อดูว่าแต่ละคนดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลมากน้อยแค่ไหน จากนั้นนักวิจัยจะวัดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งทุกชนิดของกลุ่มตัวอย่าง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก

นักวิจัยยังมองถึงความเสี่ยงอื่นๆ ในการเป็นโรคมะเร็งที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละบุคคล รวมถึงอายุ เพศ ระดับการศึกษ าประวัติครอบครัว การสูบบุหรี่ และระดับการออกกำลังกาย

นักวิทยาศาสตร์พบว่า การดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเพิ่มขึ้น 100 มิลลิลิตร เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งโดยรวม 18% และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านม 22%

และเมื่อพิจารณาผู้ที่ดื่มน้ำผลไม้และผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มชนิดหวานอื่นๆ พบว่าคนทั้งสองกลุ่มมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งโดยรวมเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงกับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากและลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเพราะในกลุ่มอาสาสมัครมีผู้ป่วยโรคมะเร็งสองชนิดนี้เพียงไม่กี่รายเท่านั้น

Amelia Lake ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการสาธารณสุข ที่มหาวิทยาลัย Teesside ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ในขณะที่การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้ระบุสาเหตุและผลกระทบที่ชัดเจนระหว่างน้ำตาลกับโรคมะเร็ง แต่ก็ทำให้มองเห็นถึงความสำคัญในการลดการบริโภคน้ำตาล เพราะการลดปริมาณน้ำตาลในอาหารเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

การศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ BMJ British medical journal

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ควรจำกัดปริมาณน้ำตาลให้น้อยกว่า 10% ของพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน

ปัจจุบัน หลายประเทศรวมถึง อังกฤษ เบลเยียม ฝรั่งเศส ฮังการี และเม็กซิโกได้มีการเก็บภาษีน้ำตาลแล้ว หรือกำลังจะใช้วิธีเก็บภาษีน้ำตาล เพื่อยกระดับสุขภาพของประชาชนในประเทศให้ดีขึ้น

Hits 44 ครั้ง

การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เราพูดภาษาที่สองได้ดีขึ้น

วันที่: 
Sunday, July 21, 2019

เคล็ดลับพูดภาษาอังกฤษให้คล่อง แค่ดื่มแอลกอฮอล์ก็พูดได้จริงหรือ?
 
วันนี้ไม่ได้มาสนับสนุนให้น้องๆ ดื่มแอลกอฮอล์แต่อย่างใดนะครับ แต่จะพามาเรียนรู้ว่า แอลกอฮอล์นั้นเกี่ยวอะไรกับการเรียนรู้ภาษา?
 
งานวิจัยจาก University of Liverpool Maastricht University และ King’s College London ได้ทำการทดลองให้นักศึกษาชาวเยอรมันจำนวน 50 คน ที่ลงเรียนภาษาดัตช์ และผ่านการสอบมาแล้ว ได้มาคุยกับเจ้าของภาษาเป็นเวลา 2 นาที โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยให้กลุ่มหนึ่งดื่มน้ำเปล่า และอีกกลุ่มดื่มแอลกอฮอล์
 
หลังจากทำการการทดลองสิ้นสุดลงพบว่า กลุ่มที่ดื่มแอลกอฮอล์จะมีความโดดเด่นในเรื่องของสำเนียงมากกว่ากลุ่มของคนที่ดื่มน้ำเปล่า ถึงแม้ว่านักวิจัยยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแอลกอฮอล์มีผลต่อภาษาจริงหรือไม่ แต่ที่เห็นชัดๆ คือ แอลกอฮอล์สามารถลดความกังวลในการใช้ภาษาได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถกล้าพูด กล้าออกสำเนียงมากกว่าปกตินั่นเอง
 
อย่างไรก็ตาม ถ้าน้องๆ อยากมีสำเนียงภาษาที่ 2 ที่ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องดื่มแอลกอฮอล์ก็ได้นะครับ แค่มีความกล้า มั่นใจในการออกสำเนียง เท่านี้ก็ดีขึ้นแน่นอนครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view203770.html
ภาพประกอบ: 

วว.โชว์ผลงานวิจัยพัฒนาเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ภายใต้การดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน

Hits 46 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/285-2019-07-11-08-20-48
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, July 12, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ ภายใต้การดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน เล็งเห็นความสำคัญและความต้องการที่จะต้องทำการวิจัยและพัฒนาเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูง มุ่งเน้นให้สามารถช่วยรักษาคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิต โดยให้ความสำคัญในการนำเครื่องจักรมาพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบันเครื่องแยกเม็ดทะลายปาล์มอัตโนมัติที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มทั่วไป ส่วนใหญ่สั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีการสึกหรอเร็วและยังต้องสั่งเพิ่มเข้ามาจากต่างประเทศอยู่เสมอ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว วว. จึงมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อช่วยชาวเกษตรกรที่แปรรูปปาล์มน้ำมัน เพื่อลดปัญหาปริมาณทะลายปาล์มที่เกิดการสูญเสีย ไม่ได้คุณภาพ และผลผลิตล้นตลาด ทำให้ราคาทะลายปาล์มตกต่ำ และเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ โดยมีการวิจัยพัฒนาสร้างเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายขึ้นอย่างเป็นระบบที่มีระดับคุณภาพตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางการตลาดเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ

โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยและพัฒนา ดังนี้

1. เพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจการค้าปาล์มน้ำมัน โดยการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) และชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

2. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจปาล์มน้ำมันมีการจำหน่ายผลผลิตปาล์มน้ำมันให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น

3. เพื่อพัฒนาศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการปาล์มน้ำมัน สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง ยั่งยืน และแข่งขันทางการค้าได้ รวมทั้งยกระดับไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur)

การออกแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ในปี 2559 ได้มีการออกแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

1. ชุดป้อนปาล์มทะลายเข้าระบบ

2. ชุดอุปกรณ์แยกผลปาล์มออกจากทะลาย

3. ชุดแยกและลำเลียงผลกับทะลายปาล์มออกจากระบบ

สร้างเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทลาย

ในช่วงปี 2560 - 2561 ได้ดำเนินการสร้างและติดตั้งเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ณ สถานติดตั้ง สหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่ายจากัด 37/2 หมู่ที่ 2 ตำบล โมถ่าย อำเภอ ไชยา จังหวัด สุราษฎร์ธานี

การทดสอบประสิทธิภาพระบบการผลิตเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทลาย

วว. ได้มีการทดสอบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ร่วมกับ บริษัท เอสเทอร์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2561 ณ สถานติดตั้ง สหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่ายจำกัด ผลการทดสอบ มีดังนี้

1. ชุดป้อนทะลายปาล์มเข้าระบบ จำนวน 1 ชุด เป็นระบบโซ่ลำเลียงที่สามารถนำทะลายปาล์มจากกองบนพื้นนำขึ้นไปลำเลียงเข้าระบบแยกผลกับทะลายได้อย่างต่อเนื่องและราบเรียบไม่มีการสะดุด และติดขัดจากการลำเลียงทะลายปาล์ม สามารถป้อนทะลายปาล์มที่กำลังผลิตไม่น้อยกว่า 10 ตันต่อชั่วโมง มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและมีระบบควบคุม

2. อุปกรณ์แยกผลปาล์มออกจากทะลาย จำนวน 1 ชุด เป็นระบบที่สามารถทำให้ผลหลุดออกจากทะลายปาล์มได้อย่างต่อเนื่องและราบเรียบไม่มีการติดขัด สามารถสับ ฉีก แยกทะลายปาล์มที่กำลังผลิตไม่น้อยกว่า 10 ตันต่อชั่วโมง ตามการป้อนของชุดป้อนทะลายปาล์มเข้าระบบ มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและมีระบบควบคุม

3. ชุดแยกและลำเลียงผลกับทะลายปาล์มออกจากระบบ จำนวน 1 ชุด แบ่งออกเป็น 3 อุปกรณ์ ดังนี้

1. อุปกรณ์หมุนปั่นแยกทะลายกับผลปาล์ม จำนวน 1 ชุด

2. อุปกรณ์ลำเลียงผลปาล์มด้วยสกรูลำเลียง จำนวน 2 ชุด

3 .อุปกรณ์ลำเลียงทะลายปาล์มด้วยสายพานลำเลียง จำนวน 1 ชุด

ผลการดำเนินงานในภาพรวม พบว่าเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายแบบอัตโนมัติ ทำการออกแบบ ให้สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดปัญหาปริมาณทะลายปาล์มที่เกิดการสูญเสียไม่ได้คุณภาพ และผลผลิตล้นตลาด ผ่านการเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ โดยมุ่งเน้นให้สามารถช่วยรักษาคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิตให้มากขึ้น ด้วยการใช้วิธีทางกล ด้วยระบบสับ ฉีก และแยกทะลายปาล์มออกจากผลปาล์มแบบใช้แรงเหวี่ยงหมุนปั่นแยก ผ่านตะแกรงร่อน และมีระบบขนถ่ายระหว่างทะลายปาล์มและผลปาล์มแยกได้อย่างชัดเจน ด้วยกำลังผลิต 10 ตันต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมสู่เชิงพาณิชย์ได้ สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางการตลาดเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ผลจากการที่กลุ่มสหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่าย ได้นำเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายไปใช้ ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนชาวสวนปาล์ม โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง ร้อยละ 9.82 ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิตรวมทั้งเครื่องมือเครื่องจักรในกระบวนการผลิตให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีกระบวนการผลิตต่อไปในอนาคต

นอกจากนั้นโครงการยังได้มีการยื่นจดสิทธิบัตรต้นแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายแบบอัตโนมัติ จำนวน 1 เรื่อง

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ วว. โทร. 0 2577 9000 โทรสาร 0 2577 9362 E-mail : tistr.or.th

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

สทน. ชูงานวิจัยพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อม ภาชนะไบโบพลาสติกทนความร้อน

Hits 41 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/281-2019-07-09-09-37-30
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, July 10, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ (9 กรกฎาคม 2562) สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้จัดเสวนาในหัวข้อ สิ่งแวดล้อมไทย...ใครคือ “HERO” ที่อาคารอุทยานนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ มีผู้ร่วมเสวนา ดังนี้ นพ.วีรฉัตร กิตติรัตน์ไพบูลย์กรรมการผู้จัดการ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ดร.เกศินี เหมวิเชียรนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชำนาญการพิเศษ จาก สทน. คุณเข็มอัปสร สิริสุขะ นักแสดงและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Little Forest ปลูกป่า ปลูกคน ปลูกใจ และคุณวรวัฒน์ สภาวสุ ผู้แทนจากกลุ่ม Trash Bangkok

ดร.พรเทพ นิศามณีพงษ์ ผู้อำนวยการ สทน. เปิดเผยว่า ในสายตาของประชาชนทั่วไปกิจกรรมใดที่เกี่ยวกับเรื่องนิวเคลียร์มักจะเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวและทำให้เกิดความตื่นตระหนกได้ง่าย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมในเรื่องใดๆสิ่งที่ สทน. ให้ความสำคัญและระมัดระวังอย่างยิ่งคือจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนสังคมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่ สทน. ถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลา 60 ปี นับตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจกรรมด้านนิวเคลียร์ในประเทศไทย ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว สำหรับการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม สทน. ดำเนินการใน 2 ลักษณะ คือ การรักษาและพัฒนาสภาพสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น รวมทั้งการตรวจและควบคุมปริมาณรังสีที่มีอยู่ในธรรมชาติให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อมนุษย์ เช่น การใช้รังสีแกมมาจากโคบอลต์-60 ฆ่าเชื้อโรคต่างๆในน้ำทิ้งจากชุมชนและโรงพยาบาลเพื่อป้องกันโรคระบาด นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยและพัฒนาอีกหลายด้านที่มีส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมสำหรับความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นผลจากกิจกรรมของมนุษย์และคนในสังคมนั้นก็ได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป ดังนั้นทุกคน ทุกภาคส่วนจึงควรรับผิดชอบร่วมกันในส่วนภาคธุรกิจ หากต้องดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคงและได้รับการยอมรับจากสังคมจะต้องมีบทบาทที่ชัดเจนในการแสดงความรับผิดต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.พิริยาธร สุวรรณมาลา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ สทน. กล่าวว่า จากความรุนแรงของปัญหาขยะล้นโลกได้ผลักดันให้มีการวิจัยและพัฒนาพลาสติกชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติหรือที่เรียกว่าไบโอพลาสติก (Bioplastic) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผลิตขึ้นมาจากพืชซึ่งเป็นพอลิเมอร์ธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี มันเทศ มันฝรั่ง มันสำปะหลัง แต่เนื่องจากข้อจำกัดและเรื่องการทนความร้อนและราคาที่สูงกว่าพลาสติกทั่วไปจึงทำให้การนำไปใช้งานยังคงอยู่ในวงจำกัด สทน. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้จึงได้นำกระบวนการทางรังสีมาช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งปกติเมื่อได้รับความร้อนจะเริ่มมีการอ่อนตัวที่อุณหภูมิประมาณ 60-65 องศาเซลเซียส แต่เมื่อนำไปผ่านกระบวนการทางรังสีในสภาวะที่เหมาะสมจะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของพอลิเมอร์สังเคราะห์ให้สามารถคงรูปและใช้งานได้ที่อุณหภูมิสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีพอลิเมอร์ธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง คือ ไคโตซาน ที่ สทน.ได้นำกระบวนการทางรังสีมาทำให้โมเลกุลของไคโตซานมีขนาดเล็กลงเพื่อใช้เร่งการเจริญเติบโตของพืชได้ ซึ่งขณะนี้ได้มีการพัฒนาต่อยอดโดยนำไคโตซานมาผลิตเป็นเมล็ดบีดส์เพื่อห่อหุ้มน้ำมันหอมระเหย ซึ่งข้อดีของไคโตซาน คือ สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันนี้หลายๆประเทศได้ทำการออกกฎเพื่อห้ามการผลิตเมล็ดบีดส์จากพอลิเมอร์สังเคราะห์ เนื่องจากเมล็ดบีดส์เหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติและกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศน์ในทะเล นอกจากนี้ได้ขยายขอบเขตของการนำแป้งผสมกับพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติเพื่อขึ้นรูปเป็นถุงเพาะชำต้นกล้าที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (biodegradable nursery bag) รวมถึงกระถางเพาะชำต้นกล้าที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (biodegradable nursery pot) ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบในภาคสนาม ในอนาคตบทบาทของ สทน. จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลงานวิจัยด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อช่วยเหลือในภาคเกษตรกรและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - งานวิจัย