Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

งานวิจัย

งานวิจัยชี้อาการ 'หัวใจสลาย' อาจเกี่ยวโยงกับความเสี่ยงเป็นมะเร็ง

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, July 25, 2019
รายละเอียด: 

การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมแพทย์หัวใจอเมริกันในวันพุธระบุว่า อาการ Broken Heart Syndrome หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า "หัวใจสลาย" เป็นอาการผิดปกติทางร่างกายที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจทำงานขัดข้อง ซึ่งทำให้คนที่ป่วยมีอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออก

อาการดังกล่าวเกิดจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของฮอร์โมนความเครียดจากปัญหาปัจจัยภายนอกที่โหมรุมเร้าทับถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เช่นการสูญเสียคนรัก การถูกบอกเลิกโดยไม่ได้ทำใจ การตกงาน หรือแม้กระทั่งการได้รับทราบข่าวร้ายเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง

และที่น่าสนใจก็คือ นักวิจัยพบว่าราว 'หนึ่งในหก' ของผู้ที่มีอาการหัวใจสลายจากกล้ามเนื้อหัวใจขัดข้องนี้ มีความเสี่ยงของโรคมะเร็งตามมาด้วยเมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีอาการ

ข่าวร้ายกว่านั้นก็คือว่า ในจำนวนหนึ่งในหกคนของผู้ที่มีโอกาสความเสี่ยงจะเป็นมะเร็งจากฮอร์โมนความเครียด เนื่องจากภาวะตัวแปรภายนอกต่างๆ นี้ มีถึง 90% เป็นผู้หญิง

โดยมะเร็งที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีภาวะหัวใจล่มสลายเหล่านี้มักจะเป็นมะเร็งที่พบกันได้บ่อย คือมะเร็งทรวงอก มะเร็งของระบบลำไส้และทางเดินอาหาร มะเร็งของระบบทางเดินหายใจ มะเร็งของระบบสืบพันธุ์ และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น

แพทย์ชี้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องย้ำว่า ขณะนี้ได้พบเพียงแค่ความเกี่ยวโยงระหว่างคนที่มีอาการ Broken Heart Syndrome หรือกล้ามเนื้อหัวใจขัดข้องจากฮอร์โมนความเครียดต่างๆ กับความเสี่ยงของมะเร็ง

แต่นักวิจัยยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจนในลักษณะที่เป็นเหตุเป็นผลต่อกันว่าอะไรเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ และนักวิจัยจะต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปเพื่อหาคำตอบที่ชัดเจน

Hits 10 ครั้ง

งานวิจัยชี้เครื่องดื่มผสมน้ำตาลอาจก่อมะเร็ง

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, July 23, 2019
รายละเอียด: 

นักวิจัยเผยคนที่ดื่มเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลปริมาณมากมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โดยการศึกษาวิจัยครั้งใหญ่ในฝรั่งเศสชี้ให้เห็นว่า การจำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล อาจช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ด้วย

การดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเป็นที่นิยมทั่วโลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมีความเชื่อมโยงกับการเป็นโรคอ้วน หรือภาวะที่มีน้ำหนักตัวเกินซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง

นักวิจัยเก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่ชาวฝรั่งเศสกว่า 100,000 คน เป็นเวลา 9 ปี คือจากปี พ.ศ. 2552 จนถึง พ.ศ. 2561 โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 21% และเป็นผู้หญิง 79% เพื่อดูว่าแต่ละคนดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลมากน้อยแค่ไหน จากนั้นนักวิจัยจะวัดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งทุกชนิดของกลุ่มตัวอย่าง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก

นักวิจัยยังมองถึงความเสี่ยงอื่นๆ ในการเป็นโรคมะเร็งที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละบุคคล รวมถึงอายุ เพศ ระดับการศึกษ าประวัติครอบครัว การสูบบุหรี่ และระดับการออกกำลังกาย

นักวิทยาศาสตร์พบว่า การดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเพิ่มขึ้น 100 มิลลิลิตร เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งโดยรวม 18% และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านม 22%

และเมื่อพิจารณาผู้ที่ดื่มน้ำผลไม้และผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มชนิดหวานอื่นๆ พบว่าคนทั้งสองกลุ่มมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งโดยรวมเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงกับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากและลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเพราะในกลุ่มอาสาสมัครมีผู้ป่วยโรคมะเร็งสองชนิดนี้เพียงไม่กี่รายเท่านั้น

Amelia Lake ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการสาธารณสุข ที่มหาวิทยาลัย Teesside ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ในขณะที่การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้ระบุสาเหตุและผลกระทบที่ชัดเจนระหว่างน้ำตาลกับโรคมะเร็ง แต่ก็ทำให้มองเห็นถึงความสำคัญในการลดการบริโภคน้ำตาล เพราะการลดปริมาณน้ำตาลในอาหารเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

การศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ BMJ British medical journal

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ควรจำกัดปริมาณน้ำตาลให้น้อยกว่า 10% ของพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน

ปัจจุบัน หลายประเทศรวมถึง อังกฤษ เบลเยียม ฝรั่งเศส ฮังการี และเม็กซิโกได้มีการเก็บภาษีน้ำตาลแล้ว หรือกำลังจะใช้วิธีเก็บภาษีน้ำตาล เพื่อยกระดับสุขภาพของประชาชนในประเทศให้ดีขึ้น

Hits 11 ครั้ง

การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เราพูดภาษาที่สองได้ดีขึ้น

วันที่: 
Sunday, July 21, 2019

เคล็ดลับพูดภาษาอังกฤษให้คล่อง แค่ดื่มแอลกอฮอล์ก็พูดได้จริงหรือ?
 
วันนี้ไม่ได้มาสนับสนุนให้น้องๆ ดื่มแอลกอฮอล์แต่อย่างใดนะครับ แต่จะพามาเรียนรู้ว่า แอลกอฮอล์นั้นเกี่ยวอะไรกับการเรียนรู้ภาษา?
 
งานวิจัยจาก University of Liverpool Maastricht University และ King’s College London ได้ทำการทดลองให้นักศึกษาชาวเยอรมันจำนวน 50 คน ที่ลงเรียนภาษาดัตช์ และผ่านการสอบมาแล้ว ได้มาคุยกับเจ้าของภาษาเป็นเวลา 2 นาที โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยให้กลุ่มหนึ่งดื่มน้ำเปล่า และอีกกลุ่มดื่มแอลกอฮอล์
 
หลังจากทำการการทดลองสิ้นสุดลงพบว่า กลุ่มที่ดื่มแอลกอฮอล์จะมีความโดดเด่นในเรื่องของสำเนียงมากกว่ากลุ่มของคนที่ดื่มน้ำเปล่า ถึงแม้ว่านักวิจัยยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแอลกอฮอล์มีผลต่อภาษาจริงหรือไม่ แต่ที่เห็นชัดๆ คือ แอลกอฮอล์สามารถลดความกังวลในการใช้ภาษาได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถกล้าพูด กล้าออกสำเนียงมากกว่าปกตินั่นเอง
 
อย่างไรก็ตาม ถ้าน้องๆ อยากมีสำเนียงภาษาที่ 2 ที่ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องดื่มแอลกอฮอล์ก็ได้นะครับ แค่มีความกล้า มั่นใจในการออกสำเนียง เท่านี้ก็ดีขึ้นแน่นอนครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view203770.html
ภาพประกอบ: 

วว.โชว์ผลงานวิจัยพัฒนาเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ภายใต้การดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน

Hits 11 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/285-2019-07-11-08-20-48
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, July 12, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ ภายใต้การดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน เล็งเห็นความสำคัญและความต้องการที่จะต้องทำการวิจัยและพัฒนาเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูง มุ่งเน้นให้สามารถช่วยรักษาคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิต โดยให้ความสำคัญในการนำเครื่องจักรมาพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบันเครื่องแยกเม็ดทะลายปาล์มอัตโนมัติที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มทั่วไป ส่วนใหญ่สั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีการสึกหรอเร็วและยังต้องสั่งเพิ่มเข้ามาจากต่างประเทศอยู่เสมอ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว วว. จึงมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อช่วยชาวเกษตรกรที่แปรรูปปาล์มน้ำมัน เพื่อลดปัญหาปริมาณทะลายปาล์มที่เกิดการสูญเสีย ไม่ได้คุณภาพ และผลผลิตล้นตลาด ทำให้ราคาทะลายปาล์มตกต่ำ และเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ โดยมีการวิจัยพัฒนาสร้างเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายขึ้นอย่างเป็นระบบที่มีระดับคุณภาพตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางการตลาดเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ

โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยและพัฒนา ดังนี้

1. เพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจการค้าปาล์มน้ำมัน โดยการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) และชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

2. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจปาล์มน้ำมันมีการจำหน่ายผลผลิตปาล์มน้ำมันให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น

3. เพื่อพัฒนาศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการปาล์มน้ำมัน สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง ยั่งยืน และแข่งขันทางการค้าได้ รวมทั้งยกระดับไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur)

การออกแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ในปี 2559 ได้มีการออกแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

1. ชุดป้อนปาล์มทะลายเข้าระบบ

2. ชุดอุปกรณ์แยกผลปาล์มออกจากทะลาย

3. ชุดแยกและลำเลียงผลกับทะลายปาล์มออกจากระบบ

สร้างเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทลาย

ในช่วงปี 2560 - 2561 ได้ดำเนินการสร้างและติดตั้งเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ณ สถานติดตั้ง สหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่ายจากัด 37/2 หมู่ที่ 2 ตำบล โมถ่าย อำเภอ ไชยา จังหวัด สุราษฎร์ธานี

การทดสอบประสิทธิภาพระบบการผลิตเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทลาย

วว. ได้มีการทดสอบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ร่วมกับ บริษัท เอสเทอร์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2561 ณ สถานติดตั้ง สหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่ายจำกัด ผลการทดสอบ มีดังนี้

1. ชุดป้อนทะลายปาล์มเข้าระบบ จำนวน 1 ชุด เป็นระบบโซ่ลำเลียงที่สามารถนำทะลายปาล์มจากกองบนพื้นนำขึ้นไปลำเลียงเข้าระบบแยกผลกับทะลายได้อย่างต่อเนื่องและราบเรียบไม่มีการสะดุด และติดขัดจากการลำเลียงทะลายปาล์ม สามารถป้อนทะลายปาล์มที่กำลังผลิตไม่น้อยกว่า 10 ตันต่อชั่วโมง มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและมีระบบควบคุม

2. อุปกรณ์แยกผลปาล์มออกจากทะลาย จำนวน 1 ชุด เป็นระบบที่สามารถทำให้ผลหลุดออกจากทะลายปาล์มได้อย่างต่อเนื่องและราบเรียบไม่มีการติดขัด สามารถสับ ฉีก แยกทะลายปาล์มที่กำลังผลิตไม่น้อยกว่า 10 ตันต่อชั่วโมง ตามการป้อนของชุดป้อนทะลายปาล์มเข้าระบบ มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและมีระบบควบคุม

3. ชุดแยกและลำเลียงผลกับทะลายปาล์มออกจากระบบ จำนวน 1 ชุด แบ่งออกเป็น 3 อุปกรณ์ ดังนี้

1. อุปกรณ์หมุนปั่นแยกทะลายกับผลปาล์ม จำนวน 1 ชุด

2. อุปกรณ์ลำเลียงผลปาล์มด้วยสกรูลำเลียง จำนวน 2 ชุด

3 .อุปกรณ์ลำเลียงทะลายปาล์มด้วยสายพานลำเลียง จำนวน 1 ชุด

ผลการดำเนินงานในภาพรวม พบว่าเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายแบบอัตโนมัติ ทำการออกแบบ ให้สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดปัญหาปริมาณทะลายปาล์มที่เกิดการสูญเสียไม่ได้คุณภาพ และผลผลิตล้นตลาด ผ่านการเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ โดยมุ่งเน้นให้สามารถช่วยรักษาคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิตให้มากขึ้น ด้วยการใช้วิธีทางกล ด้วยระบบสับ ฉีก และแยกทะลายปาล์มออกจากผลปาล์มแบบใช้แรงเหวี่ยงหมุนปั่นแยก ผ่านตะแกรงร่อน และมีระบบขนถ่ายระหว่างทะลายปาล์มและผลปาล์มแยกได้อย่างชัดเจน ด้วยกำลังผลิต 10 ตันต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมสู่เชิงพาณิชย์ได้ สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางการตลาดเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ผลจากการที่กลุ่มสหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่าย ได้นำเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายไปใช้ ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนชาวสวนปาล์ม โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง ร้อยละ 9.82 ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิตรวมทั้งเครื่องมือเครื่องจักรในกระบวนการผลิตให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีกระบวนการผลิตต่อไปในอนาคต

นอกจากนั้นโครงการยังได้มีการยื่นจดสิทธิบัตรต้นแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายแบบอัตโนมัติ จำนวน 1 เรื่อง

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ วว. โทร. 0 2577 9000 โทรสาร 0 2577 9362 E-mail : tistr.or.th

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

สทน. ชูงานวิจัยพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อม ภาชนะไบโบพลาสติกทนความร้อน

Hits 9 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/281-2019-07-09-09-37-30
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, July 10, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ (9 กรกฎาคม 2562) สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้จัดเสวนาในหัวข้อ สิ่งแวดล้อมไทย...ใครคือ “HERO” ที่อาคารอุทยานนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ มีผู้ร่วมเสวนา ดังนี้ นพ.วีรฉัตร กิตติรัตน์ไพบูลย์กรรมการผู้จัดการ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ดร.เกศินี เหมวิเชียรนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชำนาญการพิเศษ จาก สทน. คุณเข็มอัปสร สิริสุขะ นักแสดงและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Little Forest ปลูกป่า ปลูกคน ปลูกใจ และคุณวรวัฒน์ สภาวสุ ผู้แทนจากกลุ่ม Trash Bangkok

ดร.พรเทพ นิศามณีพงษ์ ผู้อำนวยการ สทน. เปิดเผยว่า ในสายตาของประชาชนทั่วไปกิจกรรมใดที่เกี่ยวกับเรื่องนิวเคลียร์มักจะเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวและทำให้เกิดความตื่นตระหนกได้ง่าย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมในเรื่องใดๆสิ่งที่ สทน. ให้ความสำคัญและระมัดระวังอย่างยิ่งคือจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนสังคมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่ สทน. ถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลา 60 ปี นับตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจกรรมด้านนิวเคลียร์ในประเทศไทย ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว สำหรับการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม สทน. ดำเนินการใน 2 ลักษณะ คือ การรักษาและพัฒนาสภาพสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น รวมทั้งการตรวจและควบคุมปริมาณรังสีที่มีอยู่ในธรรมชาติให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อมนุษย์ เช่น การใช้รังสีแกมมาจากโคบอลต์-60 ฆ่าเชื้อโรคต่างๆในน้ำทิ้งจากชุมชนและโรงพยาบาลเพื่อป้องกันโรคระบาด นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยและพัฒนาอีกหลายด้านที่มีส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมสำหรับความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นผลจากกิจกรรมของมนุษย์และคนในสังคมนั้นก็ได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป ดังนั้นทุกคน ทุกภาคส่วนจึงควรรับผิดชอบร่วมกันในส่วนภาคธุรกิจ หากต้องดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคงและได้รับการยอมรับจากสังคมจะต้องมีบทบาทที่ชัดเจนในการแสดงความรับผิดต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.พิริยาธร สุวรรณมาลา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ สทน. กล่าวว่า จากความรุนแรงของปัญหาขยะล้นโลกได้ผลักดันให้มีการวิจัยและพัฒนาพลาสติกชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติหรือที่เรียกว่าไบโอพลาสติก (Bioplastic) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผลิตขึ้นมาจากพืชซึ่งเป็นพอลิเมอร์ธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี มันเทศ มันฝรั่ง มันสำปะหลัง แต่เนื่องจากข้อจำกัดและเรื่องการทนความร้อนและราคาที่สูงกว่าพลาสติกทั่วไปจึงทำให้การนำไปใช้งานยังคงอยู่ในวงจำกัด สทน. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้จึงได้นำกระบวนการทางรังสีมาช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งปกติเมื่อได้รับความร้อนจะเริ่มมีการอ่อนตัวที่อุณหภูมิประมาณ 60-65 องศาเซลเซียส แต่เมื่อนำไปผ่านกระบวนการทางรังสีในสภาวะที่เหมาะสมจะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของพอลิเมอร์สังเคราะห์ให้สามารถคงรูปและใช้งานได้ที่อุณหภูมิสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีพอลิเมอร์ธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง คือ ไคโตซาน ที่ สทน.ได้นำกระบวนการทางรังสีมาทำให้โมเลกุลของไคโตซานมีขนาดเล็กลงเพื่อใช้เร่งการเจริญเติบโตของพืชได้ ซึ่งขณะนี้ได้มีการพัฒนาต่อยอดโดยนำไคโตซานมาผลิตเป็นเมล็ดบีดส์เพื่อห่อหุ้มน้ำมันหอมระเหย ซึ่งข้อดีของไคโตซาน คือ สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันนี้หลายๆประเทศได้ทำการออกกฎเพื่อห้ามการผลิตเมล็ดบีดส์จากพอลิเมอร์สังเคราะห์ เนื่องจากเมล็ดบีดส์เหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติและกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศน์ในทะเล นอกจากนี้ได้ขยายขอบเขตของการนำแป้งผสมกับพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติเพื่อขึ้นรูปเป็นถุงเพาะชำต้นกล้าที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (biodegradable nursery bag) รวมถึงกระถางเพาะชำต้นกล้าที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (biodegradable nursery pot) ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบในภาคสนาม ในอนาคตบทบาทของ สทน. จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลงานวิจัยด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อช่วยเหลือในภาคเกษตรกรและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.

ประเภทข่าว: 
news

อว.จัดประกวดผลงานวิจัยและนวัตกรรมดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2562

Hits 35 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/225-2019-06-19-12-51-44
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, June 20, 2019
รายละเอียด: 

ดร.อรสา ภาววิมล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ภารกิจด้านอุดมศึกษา) เปิดเผยว่า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีภารกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาสร้างศักยภาพด้านการวิจัย เพื่อตอบโจทย์ให้กับชุมชนและภาคอุตสาหกรรม โดยมีเครือข่ายบริหารการวิจัย 9 เครือข่ายทั่วประเทศ เป็นกลไกสำคัญในการสร้างเวทีความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับภาคเอกชนและชุมชน ภายใต้โครงการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนฐานราก และโครงการวิจัยและพัฒนาภาครัฐร่วมเอกชนในเชิงพาณิชย์

โดยในปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ได้ริเริ่มให้มีการประกวดผลงานวิจัยและนวัตกรรมดีเด่นของโครงการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนฐานราก และโครงการวิจัยและพัฒนาภาครัฐร่วมเอกชนในเชิงพาณิชย์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์จริงต่อชุมชนและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเวทีดังกล่าวถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักวิจัย รวมถึงเป็นการสร้างแนวปฏิบัติที่ดีให้กับนักวิจัยในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังสร้างโอกาสให้ผลงานที่ได้รับรางวัลในการประกวดผลงานวิจัยและนวัตกรรมดีเด่น ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยงานอื่นในการพัฒนาและต่อยอด รวมถึงได้ไปจัดแสดงผลงานในเวทีระดับประเทศ เช่น โครงการ “การพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมไบโอเซนเซอร์แบบแถบสีสำหรับการตรวจเชื้อวัณโรคที่ดื้อต่อยา isoniazid (INH) และ rifampicin (RMP) สู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์” ของเครือข่ายบริหารการวิจัยภาคกลางตอนบน ได้ยื่นจดสิทธิบัตร ขึ้นบัญชีนวัตกรรม ได้รับทุน research gap fund จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และได้รับรางวัลนวัตกรรมของประเทศ ด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และรางวัลชมเชย จาก 7 Innovation Award และโครงการ “การสร้างและหาประสิทธิภาพเครื่องตีเกลียวเส้นไหมพุ่งแบบ 2 หัวปั่น สำหรับกลุ่มเกษตรกรทอผ้าไหมในเขตพื้นที่จังหวัดสุรินทร์” ของเครือข่ายบริหารการวิจัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับกลุ่มเกษตรกรทอผ้าไหม ของชุมชนบ้านสายลม อำเภอหลวงพระบาง สาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการต่อยอดผลงานนวัตกรรมการผลิตเส้นไหม เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยได้รับรางวัลการประกวดข้อเสนอโครงการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2561 ระดับดีเด่น ของสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นต้น

ในปี พ.ศ. 2562 คณะกรรมการคัดเลือกผลงานวิจัยและนวัตกรรมดีเด่น ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผลงาน โดยจะคัดเลือกจากผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนฐานราก ประกอบด้วย รางวัลดีเด่น 1 รางวัล และรางวัลชมเชยไม่เกิน 3 รางวัล และโครงการวิจัยและพัฒนาภาครัฐร่วมเอกชนในเชิงพาณิชย์ ประกอบด้วย รางวัลดีเด่น 1 รางวัล และรางวัลชมเชยไม่เกิน 3 รางวัล ซึ่งได้ประชาสัมพันธ์ให้เครือข่ายบริหารการวิจัยทั้ง 9 เครือข่าย จัดส่งผลงานที่ดำเนินการระหว่างปี พ.ศ. 2557 – 2561 เข้าประกวด ไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 นี้

“สำหรับผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดในครั้งนี้ จะมีการจัดแสดงผลงานและมีพิธีมอบรางวัล ในงานประชุมวิชาการระดับชาติเครือข่ายวิจัยสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 13 (RANC 2019) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 22 พฤศจิกายน 2562 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้หัวข้อ“ขับเคลื่อนพลังเครือข่ายการวิจัยและนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาประเทศไทย 4.0 ให้ยั่งยืน” ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้กับนิสิต นักศึกษา นักวิจัยรุ่นใหม่ในเครือข่ายและภาคีชุมชนได้นำเสนอผลงาน รวมถึงเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจัดพื้นที่สำหรับแสดงผลงานของเครือข่ายทั้ง 9 เครือข่าย โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยเชิงพื้นที่ในการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมกับงานวิจัยมากขึ้น นอกจากนี้ ยังจัดให้มีพื้นที่สำหรับเจรจาธุกิจเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและภาคเอกชนอีกด้วย” รองเลขาธิการ กกอ. กล่าวในตอนท้าย

ประเภทข่าว: 
news

งานวิจัย: สุนัขสามารถรับรู้ถึงความเครียดของเจ้าของได้

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, June 18, 2019
รายละเอียด: 

เมื่อเจ้าของสุนัขต้องประสบกับความเครียดเป็นเวลานานๆ พวกเขามักไม่ได้รู้สึกกดดันอยู่เพียงลำพัง เพราะสุนัขของพวกเขาก็รู้สึกไปด้วยเช่นกัน

ข้อมูลดังกล่าวมาจากการศึกษาฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อเร็วๆ นี้

นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนศึกษาวิจัยอาสาสมัคร 58 คนที่เป็นเจ้าของสุนัขพันธุ์ Border Collies และพันธุ์ Shetland Sheepdog ซึ่งเป็นสุนัขที่คอยต้อนสัตว์อื่นๆ

นักวิทยาศาสตร์ตรวจขนสุนัขและเส้นผมของเจ้าของสุนัข เพื่อดูระดับของฮอร์โมนคอร์ติโซน (cortisol) สารเคมีนี้จะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดในช่วงที่เกิดความเครียด และนักวิทยาศาสตร์สามารถนำเส้นผมมาตรวจสอบสารเคมีนี้ได้

Lina Roth นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Linkoping ของสวีเดน กล่าวว่า ภาวะซึมเศร้า และการว่างงาน เป็นตัวอย่างของสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดที่อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณสาร cortisol ที่ถูกปล่อยออกมาในร่างกายมนุษย์

Lina Roth และเพื่อนร่วมงานของเธอพบว่า ระดับ cortisol ในเส้นผมของเจ้าของสุนัขนั้นตรงกับระดับที่พบในสุนัขของพวกเขา ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าระดับความเครียดของทั้งสุนัขและเจ้าของอยู่ในระดับเดียวกัน หรือมีความเชื่อมโยงกันนั่นเอง

Roth เชื่อว่าเจ้าของจะมีอิทธิพลต่อสุนัขแทนที่จะเป็นสุนัขที่มีอิทธิพลต่อเจ้าของ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะลักษณะบุคลิกภาพของมนุษย์ส่งผลต่อสุนัขด้วยเช่นกัน คืออาจเป็นไปได้ว่า คนเป็นส่วนสำคัญของชีวิตสุนัขเพียงอย่างเดียว ในขณะที่มนุษย์เรายังมีเครือข่ายสังคมอื่นๆ ด้วย

Alicia Buttner ผู้อำนวยการด้านพฤติกรรมสัตว์ที่สมาคม Nebraska Humane Society in the American city of Omaha กล่าวว่า มีการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อแสดงให้เห็นถึงความผูกพันใกล้ชิดระหว่างคนและสุนัขของพวกเขา ที่คล้ายคลึงกับความผูกพันระหว่างพ่อแม่และลูกๆ

ต่อจากนี้ Roth และเพื่อนร่วมงาน วางแผนที่จะตรวจสอบดูว่าสุนัขชนิดอื่นตอบสนองต่อเจ้าของในลักษณะเดียวกันหรือไม่

แต่สำหรับในตอนนี้ เธอให้คำแนะนำในการลดความเครียดที่เจ้าของสุนัขอาจส่งต่อไปให้สัตว์เลี้ยงของตน สุนัขที่ได้เล่นเยอะๆ จะแสดงอาการเครียดน้อยลง ดังนั้นเจ้าของสุนัขทั้งหลายควรใช้เวลาเล่นสนุกกับสุนัขของคุณ

Hits 38 ครั้ง

งานวิจัยชี้ "เปิดไฟนอน" อาจทำให้รอบเอวเพิ่ม

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, June 14, 2019
รายละเอียด: 

รายงานการวิจัยชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA Internal Medicine ชี้ว่า การนอนหลับโดยที่เปิดไฟหรือเปิดทีวีทิ้งไว้ อาจเกี่ยวข้องกับรอบเอวของเราได้

นักวิจัยที่ National Institute of Environmental Health Science ในรัฐนอร์ธแคโรไลน่า เปิดเผยรายงานการศึกษาเรื่องผลกระทบของแสงที่มีต่อการนอน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีชาวอเมริกัน 43,722 คน อายุระหว่าง 35 – 74 ปี และใช้เวลา 5 ปี (2003 – 2009) ภายใต้การวิจัยที่มีชื่อว่า Sister Study

ผลการวิจัยพบว่า การมีแสงสว่างภายในห้องตอนกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นแสงจากหลอดไฟหรือจากทีวีที่เปิดทิ้งไว้ อาจมีความเชื่อมโยงกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มตัวอย่างเหล่านั้น

คุณเดล แซนด์เลอร์ ผู้นำการวิจัยครั้งนี้ชี้ว่า ได้ให้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดตอบแบบสอบถาม โดยเลือกพฤติกรรมการนอนของตนเองใน 4 กลุ่ม คือ 1.นอนแบบปิดไฟ 2.เปิดไฟหัวนอนทิ้งไว้ 3.เปิดไฟไว้นอกห้อง 4.เปิดไฟสว่างหรือเปิดทีวีทิ้งไว้ในห้องนอน

ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่า 22% ของคนที่เปิดไฟสว่างหรือเปิดทีวีทิ้งไว้ตอนนอนหลับมีโอกาสที่จะมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และ 33% มีโอกาสที่จะเป็นโรคอ้วน

และเมื่อเจาะลึกลงไป พบว่าในกลุ่มตัวอย่างที่ 4 นี้ โดยเฉลี่ยแล้วน้ำหนักจะขึ้นราว 5 กิโลกรัมหรือมากกว่านั้น ในช่วง 5 ปีที่ทำการสำรวจ หรืออาจมีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index – BMI) เพิ่มขึ้นราว 10% เทียบกับคนที่นอนแบบปิดไฟ

งานวิจัยชิ้นนี้ให้ตัวเลขในทำนองเดียวกับงานวิจัยเมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism ที่ชี้ว่าการเปิดไฟไว้ขณะนอนหลับอาจเพิ่มค่า BMI ราว 10% เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม คุณเดล แซนด์เลอร์ ระบุว่า ข้อจำกัดของงานวิจัยชิ้นนี้คือใช้วิธีให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามซึ่งมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้มาก ดังนั้นจึงแนะนำให้มีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้

ถึงกระนั้น ดร.แนทธาเนียล วัตสัน ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาแห่ง University of Washington กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยเน้นย้ำถึงสิ่งที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญพยายามแนะนำมาโดยตลอด คือการทำให้ช่วงเวลานอนหลับของเรามีประสิทธิภาพมากที่สุด และดีต่อสุขภาพมากที่สุด ด้วยการกำจัดสิ่งรบกวนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แสงไฟ ทีวี หรืออุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ทุกประเภท

(ทรงพจน์ สุภาผล เรียบเรียงรายงานจาก CNN)

Hits 28 ครั้ง

งานวิจัย: เด็กเล่นเกมรุนแรงมีแนวโน้ม 'จับปืน-เหนี่ยวไก' มากกว่าปกติ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, June 7, 2019
รายละเอียด: 

รายงานวิจัยชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open ชี้ว่า เด็กที่เล่นหรือดูเกมที่มีเนื้อหารุนแรง ซึ่งรวมถึงมีการใช้อาวุธปืนในเกมนั้น มีแนวโน้มที่จะจับปืนและเหนี่ยวไกปืนเพิ่มขึ้น

เด็กอายุระหว่าง 8-12 ปี จำนวน 242 คน เข้าร่วมในงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Ohio State โดยแบ่งเด็กออกเป็นสามกลุ่มแล้วให้จับคู่กัน กลุ่มแรกให้เล่นเกมที่มีการใช้อาวุธปืน กลุ่มที่สองเล่นเกมที่มีการใช้ดาบเป็นอาวุธ และกลุ่มที่สามเป็นเกมที่ไม่มีเนื้อหารุนแรง

ซึ่งเด็กที่จับคู่กันแต่ละคู่นั้น คนหนึ่งจะเป็นคนเล่นเกมและอีกคนหนึ่งเป็นคนนั่งดูเพื่อนเล่น เป็นเวลาราว 20 นาที จากนั้นให้เด็กเข้าไปในห้องที่มีของเล่นมากมายอยู่ในนั้น และมีปืนจริงที่ไม่มีกระสุนและไม่สามารถใช้งานได้ 2 กระบอกซุกซ่อนอยู่ในตู้ภายในห้องดังกล่าว

ผลการศึกษาพบว่ามีเด็ก 220 คนจาก 242 ที่พบปืนที่ซ่อนอยู่ โดยในจำนวนนี้ 61.8% ของเด็กที่เพิ่งเล่นเกมที่มีการใช้อาวุธปืนมานั้นจะเข้าไปถือปืน เทียบกับ 56.8% ของกลุ่มเด็กที่เล่นเกมที่มีการใช้ดาบเป็นอาวุธ และ 44.3% ของกลุ่มเด็กที่ไม่ได้เล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรง

นอกจากนี้ เด็กกลุ่มที่เล่นเกมที่มีความรุนแรงยังมีแนวโน้มที่จะเหนี่ยวไกปืนมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เล่นเกมรุนแรง และจำนวนการเหนี่ยวไกปืนมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับประเภทของเกมที่เล่นด้วย กล่าวคือ หากเป็นเกมที่ต้องใช้ปืนยิงตัวสัตว์ประหลาดในเกมนั้น เด็กที่อยู่ในกลุ่มนี้มีโอกาสเหนี่ยวไกปืนเพิ่มขึ้นราว 10 เท่า

และเมื่อยิ่งพิจารณาลงลึกไปอีก นักวิจัยพบว่า เด็กกลุ่มที่เล่นเกมซึ่งใช้อาวุธปืน มีโอกาสเหนี่ยวไกขณะเล็งปืนที่ตัวเองหรือที่เด็กอีกคนที่จับคู่กับตนเอง มากขึ้นราว 3.4 เท่า เทียบกับระดับ 1.5 เท่าในกลุ่มที่เล่นเกมแบบใช้ดาบ และ 0.2 เท่าในกลุ่มที่เล่นเกมแบบไม่รุนแรง

แบรด บุชแมน ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารที่มหาวิทยาลัย Ohio State ผู้จัดทำรายงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า แต่ละวันในสหรัฐฯ มีเด็กและวัยรุ่นเกือบ 50 คนที่ถูกทำร้ายด้วยอาวุธปืน ในขณะที่ครัวเรือนอเมริกันที่ครอบครองอาวุธปืนนั้น มีอยู่ราว 20% ที่ยังไม่มีการเก็บอาวุธปืนนั้นอย่างปลอดภัย

นักวิจัยผู้นี้ชี้ด้วยว่า งานวิจัยชิ้นนี้สามารถชี้ให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญสองประการสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง

หนึ่งคือ ผู้ปกครองที่มีปืนภายในบ้านควรเก็บปืนของตนให้ปลอดภัยและไม่ให้ลูกหลานสามารถเข้าถึงได้ และสองคือ ผู้ปกครองควรปกป้องเด็กๆ จากสื่อที่รุนแรงในรูปแบบต่างๆ รวมถึงวิดีโอเกม

(SOURCE: https://jamanetwork.com/journals/jamanetworkopen/fullarticle/2734799 , JAMA Network Open, May 31, 2019.​)

Hits 35 ครั้ง

วว. / กฟผ. ร่วมหารืองานวิจัยพัฒนาปีงบประมาณ 2562

Hits 56 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7875-2562
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, February 6, 2019
รายละเอียด: 

ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมคณะ เยี่ยมเยือนและหารือความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาปีงบประมาณ 2562 กับ นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิริชัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ณ สำนักงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

050262 2 resize 050262 3 resize

ทั้งนี้ที่ผ่านมา วว.และ กฟผ. ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ร่วมกันหลายภาคส่วน อาทิ การพัฒนาโรงงานต้นแบบการผลิตบล็อกประสานจากวัตถุพลอยได้ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ การศึกษาแบบจำลองผลทางเศรษฐกิจต่อชุมชนของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบและยกระดับผู้ประกอบการชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าน้ำพอง การศึกษาความเหมาะสมสำหรับสมดุลอาชีพและสมดุลพลังงานในพื้นที่ 6 ตำบลรอบโรงไฟฟ้าวังน้อย การพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตสารคอมโพสิทโคแอกกูแลนด์จากเถ้าหนักของโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำ และการศึกษาวิจัยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่องานชุมชนสัมพันธ์โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เป็นต้น

ข้อมูลโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - งานวิจัย