Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

งานวิจัย

อว.จัดประกวดผลงานวิจัยและนวัตกรรมดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2562

Hits 25 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/225-2019-06-19-12-51-44
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, June 20, 2019
รายละเอียด: 

ดร.อรสา ภาววิมล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ภารกิจด้านอุดมศึกษา) เปิดเผยว่า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีภารกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนให้สถาบันอุดมศึกษาสร้างศักยภาพด้านการวิจัย เพื่อตอบโจทย์ให้กับชุมชนและภาคอุตสาหกรรม โดยมีเครือข่ายบริหารการวิจัย 9 เครือข่ายทั่วประเทศ เป็นกลไกสำคัญในการสร้างเวทีความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับภาคเอกชนและชุมชน ภายใต้โครงการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนฐานราก และโครงการวิจัยและพัฒนาภาครัฐร่วมเอกชนในเชิงพาณิชย์

โดยในปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา ได้ริเริ่มให้มีการประกวดผลงานวิจัยและนวัตกรรมดีเด่นของโครงการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนฐานราก และโครงการวิจัยและพัฒนาภาครัฐร่วมเอกชนในเชิงพาณิชย์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์จริงต่อชุมชนและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเวทีดังกล่าวถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับนักวิจัย รวมถึงเป็นการสร้างแนวปฏิบัติที่ดีให้กับนักวิจัยในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังสร้างโอกาสให้ผลงานที่ได้รับรางวัลในการประกวดผลงานวิจัยและนวัตกรรมดีเด่น ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยงานอื่นในการพัฒนาและต่อยอด รวมถึงได้ไปจัดแสดงผลงานในเวทีระดับประเทศ เช่น โครงการ “การพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมไบโอเซนเซอร์แบบแถบสีสำหรับการตรวจเชื้อวัณโรคที่ดื้อต่อยา isoniazid (INH) และ rifampicin (RMP) สู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์” ของเครือข่ายบริหารการวิจัยภาคกลางตอนบน ได้ยื่นจดสิทธิบัตร ขึ้นบัญชีนวัตกรรม ได้รับทุน research gap fund จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และได้รับรางวัลนวัตกรรมของประเทศ ด้านนวัตกรรมเพื่อสังคม รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และรางวัลชมเชย จาก 7 Innovation Award และโครงการ “การสร้างและหาประสิทธิภาพเครื่องตีเกลียวเส้นไหมพุ่งแบบ 2 หัวปั่น สำหรับกลุ่มเกษตรกรทอผ้าไหมในเขตพื้นที่จังหวัดสุรินทร์” ของเครือข่ายบริหารการวิจัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับกลุ่มเกษตรกรทอผ้าไหม ของชุมชนบ้านสายลม อำเภอหลวงพระบาง สาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ได้รับการต่อยอดผลงานนวัตกรรมการผลิตเส้นไหม เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน โดยได้รับรางวัลการประกวดข้อเสนอโครงการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา ประจำปี 2561 ระดับดีเด่น ของสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นต้น

ในปี พ.ศ. 2562 คณะกรรมการคัดเลือกผลงานวิจัยและนวัตกรรมดีเด่น ได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผลงาน โดยจะคัดเลือกจากผลงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนฐานราก ประกอบด้วย รางวัลดีเด่น 1 รางวัล และรางวัลชมเชยไม่เกิน 3 รางวัล และโครงการวิจัยและพัฒนาภาครัฐร่วมเอกชนในเชิงพาณิชย์ ประกอบด้วย รางวัลดีเด่น 1 รางวัล และรางวัลชมเชยไม่เกิน 3 รางวัล ซึ่งได้ประชาสัมพันธ์ให้เครือข่ายบริหารการวิจัยทั้ง 9 เครือข่าย จัดส่งผลงานที่ดำเนินการระหว่างปี พ.ศ. 2557 – 2561 เข้าประกวด ไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 นี้

“สำหรับผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดในครั้งนี้ จะมีการจัดแสดงผลงานและมีพิธีมอบรางวัล ในงานประชุมวิชาการระดับชาติเครือข่ายวิจัยสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 13 (RANC 2019) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 22 พฤศจิกายน 2562 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้หัวข้อ“ขับเคลื่อนพลังเครือข่ายการวิจัยและนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาประเทศไทย 4.0 ให้ยั่งยืน” ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้กับนิสิต นักศึกษา นักวิจัยรุ่นใหม่ในเครือข่ายและภาคีชุมชนได้นำเสนอผลงาน รวมถึงเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันในรูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจัดพื้นที่สำหรับแสดงผลงานของเครือข่ายทั้ง 9 เครือข่าย โดยให้ความสำคัญกับการสนับสนุนงานวิจัยเชิงพื้นที่ในการส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมกับงานวิจัยมากขึ้น นอกจากนี้ ยังจัดให้มีพื้นที่สำหรับเจรจาธุกิจเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและภาคเอกชนอีกด้วย” รองเลขาธิการ กกอ. กล่าวในตอนท้าย

ประเภทข่าว: 
news

งานวิจัย: สุนัขสามารถรับรู้ถึงความเครียดของเจ้าของได้

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, June 18, 2019
รายละเอียด: 

เมื่อเจ้าของสุนัขต้องประสบกับความเครียดเป็นเวลานานๆ พวกเขามักไม่ได้รู้สึกกดดันอยู่เพียงลำพัง เพราะสุนัขของพวกเขาก็รู้สึกไปด้วยเช่นกัน

ข้อมูลดังกล่าวมาจากการศึกษาฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อเร็วๆ นี้

นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนศึกษาวิจัยอาสาสมัคร 58 คนที่เป็นเจ้าของสุนัขพันธุ์ Border Collies และพันธุ์ Shetland Sheepdog ซึ่งเป็นสุนัขที่คอยต้อนสัตว์อื่นๆ

นักวิทยาศาสตร์ตรวจขนสุนัขและเส้นผมของเจ้าของสุนัข เพื่อดูระดับของฮอร์โมนคอร์ติโซน (cortisol) สารเคมีนี้จะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดในช่วงที่เกิดความเครียด และนักวิทยาศาสตร์สามารถนำเส้นผมมาตรวจสอบสารเคมีนี้ได้

Lina Roth นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Linkoping ของสวีเดน กล่าวว่า ภาวะซึมเศร้า และการว่างงาน เป็นตัวอย่างของสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดที่อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณสาร cortisol ที่ถูกปล่อยออกมาในร่างกายมนุษย์

Lina Roth และเพื่อนร่วมงานของเธอพบว่า ระดับ cortisol ในเส้นผมของเจ้าของสุนัขนั้นตรงกับระดับที่พบในสุนัขของพวกเขา ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าระดับความเครียดของทั้งสุนัขและเจ้าของอยู่ในระดับเดียวกัน หรือมีความเชื่อมโยงกันนั่นเอง

Roth เชื่อว่าเจ้าของจะมีอิทธิพลต่อสุนัขแทนที่จะเป็นสุนัขที่มีอิทธิพลต่อเจ้าของ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะลักษณะบุคลิกภาพของมนุษย์ส่งผลต่อสุนัขด้วยเช่นกัน คืออาจเป็นไปได้ว่า คนเป็นส่วนสำคัญของชีวิตสุนัขเพียงอย่างเดียว ในขณะที่มนุษย์เรายังมีเครือข่ายสังคมอื่นๆ ด้วย

Alicia Buttner ผู้อำนวยการด้านพฤติกรรมสัตว์ที่สมาคม Nebraska Humane Society in the American city of Omaha กล่าวว่า มีการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อแสดงให้เห็นถึงความผูกพันใกล้ชิดระหว่างคนและสุนัขของพวกเขา ที่คล้ายคลึงกับความผูกพันระหว่างพ่อแม่และลูกๆ

ต่อจากนี้ Roth และเพื่อนร่วมงาน วางแผนที่จะตรวจสอบดูว่าสุนัขชนิดอื่นตอบสนองต่อเจ้าของในลักษณะเดียวกันหรือไม่

แต่สำหรับในตอนนี้ เธอให้คำแนะนำในการลดความเครียดที่เจ้าของสุนัขอาจส่งต่อไปให้สัตว์เลี้ยงของตน สุนัขที่ได้เล่นเยอะๆ จะแสดงอาการเครียดน้อยลง ดังนั้นเจ้าของสุนัขทั้งหลายควรใช้เวลาเล่นสนุกกับสุนัขของคุณ

Hits 17 ครั้ง

งานวิจัยชี้ "เปิดไฟนอน" อาจทำให้รอบเอวเพิ่ม

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, June 14, 2019
รายละเอียด: 

รายงานการวิจัยชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA Internal Medicine ชี้ว่า การนอนหลับโดยที่เปิดไฟหรือเปิดทีวีทิ้งไว้ อาจเกี่ยวข้องกับรอบเอวของเราได้

นักวิจัยที่ National Institute of Environmental Health Science ในรัฐนอร์ธแคโรไลน่า เปิดเผยรายงานการศึกษาเรื่องผลกระทบของแสงที่มีต่อการนอน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีชาวอเมริกัน 43,722 คน อายุระหว่าง 35 – 74 ปี และใช้เวลา 5 ปี (2003 – 2009) ภายใต้การวิจัยที่มีชื่อว่า Sister Study

ผลการวิจัยพบว่า การมีแสงสว่างภายในห้องตอนกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นแสงจากหลอดไฟหรือจากทีวีที่เปิดทิ้งไว้ อาจมีความเชื่อมโยงกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มตัวอย่างเหล่านั้น

คุณเดล แซนด์เลอร์ ผู้นำการวิจัยครั้งนี้ชี้ว่า ได้ให้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดตอบแบบสอบถาม โดยเลือกพฤติกรรมการนอนของตนเองใน 4 กลุ่ม คือ 1.นอนแบบปิดไฟ 2.เปิดไฟหัวนอนทิ้งไว้ 3.เปิดไฟไว้นอกห้อง 4.เปิดไฟสว่างหรือเปิดทีวีทิ้งไว้ในห้องนอน

ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่า 22% ของคนที่เปิดไฟสว่างหรือเปิดทีวีทิ้งไว้ตอนนอนหลับมีโอกาสที่จะมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และ 33% มีโอกาสที่จะเป็นโรคอ้วน

และเมื่อเจาะลึกลงไป พบว่าในกลุ่มตัวอย่างที่ 4 นี้ โดยเฉลี่ยแล้วน้ำหนักจะขึ้นราว 5 กิโลกรัมหรือมากกว่านั้น ในช่วง 5 ปีที่ทำการสำรวจ หรืออาจมีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index – BMI) เพิ่มขึ้นราว 10% เทียบกับคนที่นอนแบบปิดไฟ

งานวิจัยชิ้นนี้ให้ตัวเลขในทำนองเดียวกับงานวิจัยเมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism ที่ชี้ว่าการเปิดไฟไว้ขณะนอนหลับอาจเพิ่มค่า BMI ราว 10% เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม คุณเดล แซนด์เลอร์ ระบุว่า ข้อจำกัดของงานวิจัยชิ้นนี้คือใช้วิธีให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามซึ่งมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้มาก ดังนั้นจึงแนะนำให้มีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้

ถึงกระนั้น ดร.แนทธาเนียล วัตสัน ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาแห่ง University of Washington กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยเน้นย้ำถึงสิ่งที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญพยายามแนะนำมาโดยตลอด คือการทำให้ช่วงเวลานอนหลับของเรามีประสิทธิภาพมากที่สุด และดีต่อสุขภาพมากที่สุด ด้วยการกำจัดสิ่งรบกวนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แสงไฟ ทีวี หรืออุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ทุกประเภท

(ทรงพจน์ สุภาผล เรียบเรียงรายงานจาก CNN)

Hits 14 ครั้ง

งานวิจัย: เด็กเล่นเกมรุนแรงมีแนวโน้ม 'จับปืน-เหนี่ยวไก' มากกว่าปกติ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, June 7, 2019
รายละเอียด: 

รายงานวิจัยชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open ชี้ว่า เด็กที่เล่นหรือดูเกมที่มีเนื้อหารุนแรง ซึ่งรวมถึงมีการใช้อาวุธปืนในเกมนั้น มีแนวโน้มที่จะจับปืนและเหนี่ยวไกปืนเพิ่มขึ้น

เด็กอายุระหว่าง 8-12 ปี จำนวน 242 คน เข้าร่วมในงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Ohio State โดยแบ่งเด็กออกเป็นสามกลุ่มแล้วให้จับคู่กัน กลุ่มแรกให้เล่นเกมที่มีการใช้อาวุธปืน กลุ่มที่สองเล่นเกมที่มีการใช้ดาบเป็นอาวุธ และกลุ่มที่สามเป็นเกมที่ไม่มีเนื้อหารุนแรง

ซึ่งเด็กที่จับคู่กันแต่ละคู่นั้น คนหนึ่งจะเป็นคนเล่นเกมและอีกคนหนึ่งเป็นคนนั่งดูเพื่อนเล่น เป็นเวลาราว 20 นาที จากนั้นให้เด็กเข้าไปในห้องที่มีของเล่นมากมายอยู่ในนั้น และมีปืนจริงที่ไม่มีกระสุนและไม่สามารถใช้งานได้ 2 กระบอกซุกซ่อนอยู่ในตู้ภายในห้องดังกล่าว

ผลการศึกษาพบว่ามีเด็ก 220 คนจาก 242 ที่พบปืนที่ซ่อนอยู่ โดยในจำนวนนี้ 61.8% ของเด็กที่เพิ่งเล่นเกมที่มีการใช้อาวุธปืนมานั้นจะเข้าไปถือปืน เทียบกับ 56.8% ของกลุ่มเด็กที่เล่นเกมที่มีการใช้ดาบเป็นอาวุธ และ 44.3% ของกลุ่มเด็กที่ไม่ได้เล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรง

นอกจากนี้ เด็กกลุ่มที่เล่นเกมที่มีความรุนแรงยังมีแนวโน้มที่จะเหนี่ยวไกปืนมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เล่นเกมรุนแรง และจำนวนการเหนี่ยวไกปืนมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับประเภทของเกมที่เล่นด้วย กล่าวคือ หากเป็นเกมที่ต้องใช้ปืนยิงตัวสัตว์ประหลาดในเกมนั้น เด็กที่อยู่ในกลุ่มนี้มีโอกาสเหนี่ยวไกปืนเพิ่มขึ้นราว 10 เท่า

และเมื่อยิ่งพิจารณาลงลึกไปอีก นักวิจัยพบว่า เด็กกลุ่มที่เล่นเกมซึ่งใช้อาวุธปืน มีโอกาสเหนี่ยวไกขณะเล็งปืนที่ตัวเองหรือที่เด็กอีกคนที่จับคู่กับตนเอง มากขึ้นราว 3.4 เท่า เทียบกับระดับ 1.5 เท่าในกลุ่มที่เล่นเกมแบบใช้ดาบ และ 0.2 เท่าในกลุ่มที่เล่นเกมแบบไม่รุนแรง

แบรด บุชแมน ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารที่มหาวิทยาลัย Ohio State ผู้จัดทำรายงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า แต่ละวันในสหรัฐฯ มีเด็กและวัยรุ่นเกือบ 50 คนที่ถูกทำร้ายด้วยอาวุธปืน ในขณะที่ครัวเรือนอเมริกันที่ครอบครองอาวุธปืนนั้น มีอยู่ราว 20% ที่ยังไม่มีการเก็บอาวุธปืนนั้นอย่างปลอดภัย

นักวิจัยผู้นี้ชี้ด้วยว่า งานวิจัยชิ้นนี้สามารถชี้ให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญสองประการสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง

หนึ่งคือ ผู้ปกครองที่มีปืนภายในบ้านควรเก็บปืนของตนให้ปลอดภัยและไม่ให้ลูกหลานสามารถเข้าถึงได้ และสองคือ ผู้ปกครองควรปกป้องเด็กๆ จากสื่อที่รุนแรงในรูปแบบต่างๆ รวมถึงวิดีโอเกม

(SOURCE: https://jamanetwork.com/journals/jamanetworkopen/fullarticle/2734799 , JAMA Network Open, May 31, 2019.​)

Hits 21 ครั้ง

วว. / กฟผ. ร่วมหารืองานวิจัยพัฒนาปีงบประมาณ 2562

Hits 42 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7875-2562
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, February 6, 2019
รายละเอียด: 

ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมคณะ เยี่ยมเยือนและหารือความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาปีงบประมาณ 2562 กับ นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิริชัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ณ สำนักงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

050262 2 resize 050262 3 resize

ทั้งนี้ที่ผ่านมา วว.และ กฟผ. ได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ร่วมกันหลายภาคส่วน อาทิ การพัฒนาโรงงานต้นแบบการผลิตบล็อกประสานจากวัตถุพลอยได้ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ การศึกษาแบบจำลองผลทางเศรษฐกิจต่อชุมชนของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบและยกระดับผู้ประกอบการชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าน้ำพอง การศึกษาความเหมาะสมสำหรับสมดุลอาชีพและสมดุลพลังงานในพื้นที่ 6 ตำบลรอบโรงไฟฟ้าวังน้อย การพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตสารคอมโพสิทโคแอกกูแลนด์จากเถ้าหนักของโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำ และการศึกษาวิจัยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่องานชุมชนสัมพันธ์โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เป็นต้น

ข้อมูลโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

สวทช. เดินหน้าขยายผลงานวิจัย e-Museum และ Museum Pool นำร่อง 5 พิพิธภัณฑ์ในจังหวัดลำปาง ชูวัฒนธรรมรูปแบบดิจิทัล ส่งเสริมการท่องเที่ยวพื้นที่เมืองรอง ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

Hits 45 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7856-e-museum
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, January 24, 2019
รายละเอียด: 

ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีภาษาธรรมชาติและความหมาย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เนคเทค-สวทช. กล่าวว่า ศิลปวัตถุและภูมิปัญญาของชาติไทย ถือเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การจัดเก็บอนุรักษ์ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้เกิดการเรียนรู้และมีจิตสำนึกในถิ่นกำเนิดและเกิดการหวงแหนมรดกทางวัฒนธรรมที่มีการสืบทอดต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น ในปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้เพื่อให้สามารถจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวในรูปแบบดิจิทัล ทำให้องค์ความรู้ดังกล่าวสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย รวมถึงนำมาใช้เพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยโครงการ e-culture มุ่งเน้นงานวิจัยด้านการอนุรักษ์และท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลวัฒนธรรม และนำข้อมูลด้านวัฒนธรรมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการท่องเที่ยว เช่น นำชมพิพิธภัณฑ์ สร้างเส้นทางท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม โดยชุมชนหรือหน่วยงานสามารถเรียนรู้และเข้าใจกระบวนการพร้อมจัดทำได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งโครงการยังมุ่งเน้นสร้างคลังข้อมูลวัฒนธรรมแบบเปิด เพื่อให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถนำไปต่อยอดสนับสนุนการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ระบบบริหารจัดการข้อมูลวัฒนธรรม เป็นระบบที่ให้ผู้ใช้งานโดยอาจเป็นชุมชนหรือหน่วยงาน สามารถบริหารจัดการข้อมูลของชุมชนหรือหน่วยงานได้ด้วยตัวเอง จัดเก็บข้อมูลดิจิทัลในรูปแบบมาตรฐาน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับคลังข้อมูลความรู้หรือคลังข้อมูลวัฒนธรรมอื่นๆ ได้ด้วย โดยระบบสามารถจัดเก็บข้อมูลได้หลายรูปแบบ เช่น ข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ ภาพ 360 องศา ภาพ 3 มิติ โดยผู้ใช้งานจะมีส่วนนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ของตนเองได้ และสามารถสร้าง QR Code สำหรับนำชมได้ โดยโครงการมุ่งเน้นสร้างคลังข้อมูลวัฒนธรรม โดยเจ้าของข้อมูลเป็นผู้บันทึกข้อมูล และขยายผลสู่การสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ให้สามารถรักษาข้อมูลซึ่งเป็นองค์ความรู้ของชุมชนได้ด้วยตนเอง และสามารถถ่ายทอดไปยังบุคคลอื่นได้”

นางปิยะฉัตร ใคร้วานิช เบอร์ทัน ผู้อำนวยการ สวทช.ภาคเหนือ กล่าวเสริมว่า พิพิธภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Museum) ถือได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ในหลากหลายศาสตร์ด้วยกัน ทั้งทางด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ประเพณี รวมถึงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยการจัดทำพิพิธภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นส่วนหนึ่งในการนำเทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์มาใช้ เพื่ออนุรักษ์ข้อมูล (Digital Preservation) องค์ความรู้ในพิพิธภัณฑ์ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ด้วยการบริหารจัดการลงทะเบียนข้อมูลวัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ตามมาตรฐานการจัดเก็บและการกำกับข้อมูล โดย สวทช.ภาคเหนือ มีแนวทางขยายผลงานวิจัยในพื้นที่ภาคเหนือ ให้สอดคล้องกับการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยเน้นสนับสนุนการสร้างกำลังคนด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี e-Museum ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ให้เพิ่มทวีคูณ และขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

ด้านผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ ดร.อนุกูล ศิริพันธุ์ อาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์นครลำปาง กล่าวถึงภาพรวมของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในลำปาง ว่า ได้รับการตอบรับการจากท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ทั้งการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งปัจจุบันผู้คนรวมถึงผู้ประกอบการในจังหวัดลำปางมีความตื่นตัวเป็นอย่างมากและให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยผลที่คาดหวังจากการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ คือ เป็นฐานรองรับองค์ความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในรูปแบบดิจิทัล และคนเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

“โครงการ e-culture มุ่งเน้นสร้างคลังข้อมูลวัฒนธรรมแบบเปิด เพื่อประโยชน์ในสองด้านคือ ด้านผู้ให้ข้อมูล เพื่อให้ผู้มีข้อมูลวัฒนธรรมสามารถจัดเก็บข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้านผู้นำไปใช้ เพื่อให้สามารถนำข้อมูลที่จัดเก็บไปใช้พัฒนาสร้างนวัตกรรมต่อยอดได้ต่อไป โดยในการขยายผลการใช้งานระบบบริหารจัดการข้อมูลวัฒนธรรมในภาคเหนือตอนบนแห่งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพื่อจัดเก็บข้อมูลวัฒนธรรม จำนวน 6 แห่ง พบว่า ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนเกิดการนำระบบบริหารจัดการข้อมูลวัฒนธรรมไปใช้ในการจัดเก็บข้อมูลองค์ความรู้ของหน่วยงาน จึงได้ต่อยอดขยายผลงานวิจัยมายังจังหวัดลำปาง ที่เป็นพื้นที่เมืองรองของการท่องเที่ยวภาคเหนือ เนื่องจากลำปางเป็นจังหวัดที่มีมรดกทางวัฒนธรรม ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ ประเพณี และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่น่าสนใจ อีกทั้งยังมีชุมชน กลุ่มคนที่สนใจงานด้านศิลปวัฒนธรรมค่อนข้างสูง โดยนำร่องขยายผลงานวิจัยในพิพิธภัณฑ์ 5 แห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑ์วัดปงสนุก วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม บ้านป่องนัก เซรามิคธนบดี และมิวเซียมลำปาง” ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ กล่าวสรุป

ประเภทข่าว: 
news

วว.ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ จัดเสวนาฟรี! เผยแพร่งานวิจัยโครงการพัฒนาการเพิ่มผลผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล

Hits 43 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7843-vmostvfree182019
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, January 18, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมการเสวนาเพื่อเผยแพร่ผลงานการวิจัย “โครงการพัฒนาการเพิ่มผลผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล” ในวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 8.30-13.00 น. ณ ห้องแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้น ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมการเสวนาได้ที่ www.tistr.or.th (http://www.tistr.or.th/tistrnew/banners/files/banner_ethanol62.pdf) ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 25 มกราคม 2562 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ วว. โทร. 0 2577 9054 ในวันและเวลาราชการ

อนึ่ง โครงการพัฒนาการเพิ่มผลผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อคัดเลือกยีสต์ทนร้อนภายในประเทศ ที่มีศักยภาพในการรองรับการผลิตเอทานอลจากกากน้ำตาล ภายใต้สภาวะความเข้มข้นสารตั้งต้นสูง ศึกษาสภาวะทึ่เหมาะสมในการผลิตเอทานอลแบบใช้ความเข้มข้นสารตั้งต้นสูง พร้อมทั้งเปรียบเทียบประสิทธิภาพการผลิตเอทานอลของเชื้อยีสต์ทนร้อนที่คัดเลือกได้กับเชื้อยีสต์ทางการค้า ทั้งในถังหมักระดับห้องปฏิบัติการและถังหมักระดับกึ่งอุตสาหกรรม รวมทั้งทดสอบระบบกู้คืนเอทานอลระหว่างกระบวนการหมักทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและถังหมักระดับกึ่งอุตสาหกรรม เพื่อหาสภาวะที่เหมาะสมในการใช้ระบบกู้คืนเอทานอลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

งานวิจัยชี้ 'เชื้อชาติ' อาจเป็นปัจจัยหนึ่งของโรคปากเเหว่งเพดานโหว่

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, January 3, 2019
รายละเอียด: 

ในประเทศร่ำรวย ทารกที่คลอดออกมาพร้อมอาการปากแหว่งเพดานโหว่จะได้รับการผ่าตัดรักษา นายแพทย์ Albert Oh เป็นศัลยเเพทย์ตกแต่งที่ผ่าตัดรักษาอาการปากแหว่งเพดานโหว่เเก่ทารกที่โรงพยาบาลเด็กแห่งชาติ (Children's National Medical Center) ในกรุงวอชิงตัน

นายเเพทย์ โอ กล่าวว่า ตนเองกับเพื่อนร่วมงานทำการผ่าตัดรักษาทารกเฉลี่ยต่อปีทั้งหมดที่ 100 กว่าราย ซึ่งคิดเป็นสัปดาห์ละ 1 ถึง 2 คน

ในสหรัฐฯ ราว 1 ในทารกทุก 1,500 คนที่เกิดมาพร้อมกับอาการปากแหว่งเพดานโหว่ เชื้อชาติก็มีส่่วนในเรื่องนี้ด้วย ทารกที่มีเชื้อสายของคนแอฟริกันมีโอกาสน้อยที่สุด โดยอยู่ที่ราว 1 คนต่อทุก 1,200 คน

นายแพทย์ Yang Chai แห่งมหาวิทยาลัย Southern California พบว่าความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมมีส่วนทำให้เกิดอาการบกพร่องนี้ร้อยละ 30 ของทั้งหมด เขากล่าวว่า ชาวเอเชียมีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะเป็นโรคปากเเหว่ง และหากดูจำนวนประชากรผู้ป่วยทั่วโลกเเล้ว จะพบว่าชาวเอเชียมีโอกาสเป็นโรคนี้ที่ราว 1 คน ต่อ 700 คน

​เด็กเหล่านี้มักมีผลกระทบทางจิตใจจากความบกพร่องนี้ เพราะกระทบต่อลักษณะหน้าตา เเต่อาการแทรกซ้อนจากปากเเหว่งเพดานโหว่รุนแรงกว่าเเค่หน้าตาเท่านั้น เด็กจะมีปัญหาการพูด ปัญหาทางทันตกรรม เเละอื่นๆ

ทารกที่เพดานโหว่จะไม่สามารถดูดนมได้ ส่งผลต่อการเจริญเติบโต เด็กจะดูตัวเล็กกว่าอายุจริง

บรรดาหน่วยงานการกุศล อาทิ Operation Smile จัดหาการผ่าตัดทำศัลยกรรมตกแต่งเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องนี้ นายแพทย์ William Magee ผู้ก่อตั้ง กล่าวว่า หน่วยงานของเขาได้ขยายงานที่ทำออกไป โดย 80 เปอร์เซ็นต์ของอาสาสมัครมาจาก 70 หรือ 80 ชาติทั่วโลก และเป็นไปได้ว่าการผ่าตัด 70 - 80% เป็นผลงานของแพทย์ท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ ที่ทางหน่วยงานเข้าไปสอนความรู้ทางเทคนิคเเก่เเพทย์ท้องถิ่น

ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งชี้ว่า หน่วยงานการกุศลต่างๆ ยังคงให้บริการผ่าตัดรักษาอาการปากแหว่งเพดานโหว่มากกว่าร้อยละ 80 ของทั้งหมดในเวียดนาม และในหลายๆ ประเทศรายได้น้อย ต้องมีการจ่ายค่าผ่าตัดล่วงหน้าเเละครอบครัวจำนวนมากไม่มีเงินจ่ายค่าผ่าตัด

นายแพทย์ Magee กล่าวว่า หน่วยงานการกุศลของเขาพยายามเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ ปัญหานี้ช่วยให้ทางหน่วยงานเข้าใจถึงความสำคัญของความพร้อมด้านระบบการบริการการผ่าตัด เเละจะทำอย่างไรให้ปรับปรุงการบริการด้านนี้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ขณะที่พันธุกรรมและสุขภาพของมารดามีส่วนทำให้เกิดความบกพร่องนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังกำลังพยายามค้นหาสาเหตุอื่นๆ อยู่ ด้วยความหวังว่าวันหนึ่งในอนาคตจะสามารถป้องกันทารกจากอาการปากแหว่งเพดานโหว่ได้

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 47 ครั้ง

สดร. เผยก้าวแรกผลงานวิจัยจากกล้องโทรทรรศน์ ทางไกลอัตโนมัติที่จีน จับมือ นาซา และทีมนักดาราศาสตร์ นานาชาติศึกษา “ดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว”

Hits 50 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7746-mostnasa2018
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, December 4, 2018
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นาซาและทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติร่วมศึกษา “ดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว” ซึ่งหายากและพบเพียงสามดวงเท่านั้น ผ่านกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน จนเกิดเป็นงานวิจัยแรกจากกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

ดร.ศุภชัย อาวิพันธุ์ นักวิจัย สดร. กล่าวว่า สดร. มีเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติติดตั้งอยู่ทั่วโลก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 0.6-0.7 เมตร หนึ่งในนั้นคือกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือที่รู้จักกันในชื่อ TRT-GAO (Thai Robotic Telescope – Gao Mei Gu Observatory) เปิดใช้งานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ นักเรียน นักศึกษา ในประเทศไทยได้ใช้กล้อง TRT-GAO ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวัตถุท้องฟ้าจำนวนมาก ทั้งระบบดาวคู่ ดาวเคราะห์นอกระบบ กระจุกดาว รวมถึงการศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ที่กำลังสลายตัว ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Astronomical Journal เมื่อวัน 26 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา นับเป็นงานวิจัยแรกจากกล้องโทรทรรศน์ TRT-GAO ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

ปัจจุบันดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ถูกค้นพบแล้วกว่า 3,500 ดวง แต่ละดวงมีลักษณะแตกต่างกันออกไป บางดวงดำมืดยิ่งกว่าถ่าน บางดวงมีอุณหภูมิพื้นผิวสูงกว่าดาวฤกษ์ แต่หนึ่งในกลุ่มที่หายากมากคือ กลุ่มดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว (Disintegrating exoplanet) ซึ่งดาวเคราะห์กลุ่มนี้มีลักษณะพิเศษคือ มีหางยาวเกิดจากเศษหินที่หลุดลอยออกมาคล้ายดาวหาง ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ในกลุ่มนี้เพียงแค่สามดวงเท่านั้น ดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัวนั้น เกิดจากดาวเคราะห์มีวงโคจรใกล้ดาวฤกษ์มากจนอุณหภูมิสูงมาก ทำให้พื้นผิวของดาวเคราะห์ระเหิดกลายเป็นแก๊สและฝุ่นละออง โดยฝุ่นละอองที่หลุดลอยมานั้นทำให้เกิดหางของดาวเคราะห์คล้ายการเกิดหางของดาวหาง ปรากฏการณ์นี้จะเกิดในระยะสุดท้ายของช่วงชีวิตและมีระยะเวลาการเกิดสั้นมากเมื่อเทียบกับอายุของดาวเคราะห์ กล่าวคือ ดาวเคราะห์เหล่านี้กำลังอยู่ในระยะโคม่าใกล้ตายแล้วนั่นเอง สาเหตุข้างต้นจึงทำให้ดาวเคราะห์กลุ่มนี้มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ทั้งหมด
ดร.ศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า นักดาราศาสตร์ทราบว่าดาวเคราะห์ดังกล่าวกำลังสลายตัวเนื่องจากเมื่อศึกษาการผ่านหน้าดาวฤกษ์ของดาวเคราะห์ดังกล่าวแต่ละครั้งพบว่า ขนาดของดาวเคราะห์ที่วัดได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีการผ่านหน้าของดาวเคราะห์ทั่วไป จนทำให้ในช่วงแรกมีทฤษฎีว่าขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นเกิดจากสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ต่างดาว แต่ในปัจจุบันนักดาราศาสตร์ทราบว่าขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวเกิดจากการที่ดาวเคราะห์กำลังสลายตัวเป็นเศษหิน ดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัวซึ่งค้นพบโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ เมื่อปี พ.ศ. 2558 มีคาบการโคจรรอบดาวฤกษ์เพียง 9 ชั่วโมง ขณะที่ดาวเคราะห์ดังกล่าวผ่านหน้าดาวฤกษ์ แสงของดาวฤกษ์ลดลง โดยมีค่าการเปลี่ยนแปลงระหว่าง 0% ถึง 1.3% ด้วยข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์นั้นไม่เพียงพอต่อการอธิบายรูปร่างหรือลักษณะของดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b

sdr2

กลุ่มนักดาราศาสตร์นำโดย Knicole Colon จาก NASA Goddard Space Flight Center ร่วมกับทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติ และนักดาราศาสตร์ไทยจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดลและ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงร่วมกันสังเกตการณ์ดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ด้วยกล้องโทรทรรศน์ทั้งหมด 45 ครั้ง ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2560 โดยนักดาราศาสตร์ไทยใช้กล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และกล้องโทรทรรศน์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร ของหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา หรือ หอดูดาวแห่งชาติ ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ร่วมสังเกตการณ์จำนวน 5 ครั้ง

จากการศึกษาพบว่าดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ยังคงแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงขนาดขณะผ่านหน้าดาวฤกษ์แต่ละครั้ง มีค่าการเปลี่ยนแปลงระหว่าง 0% ถึง 1.5% ซึ่งอยู่ในสถานะดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว นอกจากนี้ จากข้อมูลการสังเกตการณ์ของทีมนักดาราศาสตร์พบว่าการผ่านหน้าดาวฤกษ์ของดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ในบางครั้งได้ปลดปล่อยแก๊สออกมาจากภายในดาว ทำให้เกิดแรงผลักให้ดาวเคราะห์เคลื่อนที่ไปด้านหน้าหรือหลังระหว่างการโคจรรอบดาวฤกษ์ ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

งานวิจัยนี้นับเป็นก้าวแรกของผลงานวิจัยจากกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ของ สดร. ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ซึ่งกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของนักดาราศาสตร์ไทยในการศึกษาวิจัยทั้งด้านดาวเคราะห์นอกระบบ และดาราศาสตร์สาขาอื่นๆ คาดว่าจะสร้างงานวิจัยทั้งในระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย และนานาชาติอีกจำนวนมากในอนาคตอันใกล้ ดร.ศุภชัย กล่าวปิดท้าย

ข้อมูลโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.)

เผยแพร่ข่าวโดย : นายวรุฒ กิ่่งเล็ก
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
e-mail : pr@most.go.th
Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313.

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - งานวิจัย