Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

จีน

จีนเริ่มใช้ระบบศาลอัจฉริยะสำหรับคดีพิพาทออนไลน์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, December 20, 2019
รายละเอียด: 

ในความพยายามเพื่อลดปริมาณงานสำหรับมนุษย์และเพิ่มประสิทธิภาพรวมทั้งความเร็วของกระบวนการในศาล จีนเริ่มนำระบบศาลออนไลน์หรือที่เรียกว่าศาลอัจฉริยะมาใช้ที่กรุงปักกิ่งและเมืองกวางโจวหลังจากที่ได้ทดลองใช้เมืองหางโจวเมื่อปี 2560 จากการที่เมืองหางโจวเป็นศูนย์กลางของบริษัทเทคโนโลยีของจีน

โดยในสมาร์ทคอร์ทหรือศาลอัจฉริยะที่ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เข้าช่วยนี้ ผู้ร้องทุกข์สามารถลงทะเบียนคำร้องของตนทางอินเทอร์เน็ตและเข้าร่วมกระบวนการไต่สวนออนไลน์ ซึ่งศาลจะสื่อสารเรื่องราวและคำวินิจฉัยต่างๆ ให้กับคู่กรณีด้วยการส่งข้อมูลทางอุปกรณ์ดิจิทัล

นับตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงตุลาคมปีนี้ มีชาวจีนเข้าใช้บริการศาลออนไลน์รวมแล้วกว่า 3 ล้าน 1 แสนครั้งและมีชาวจีนกว่า 1 ล้านคนพร้อมทั้งนักกฎหมายอีกกว่า 7 หมื่น 3 พันคนที่ลงทะเบียนร่วมใช้บริการเช่นกัน

ในการสาธิตระบบดังกล่าวต่อสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ศาลออนไลน์ที่เมืองหางโจวแสดงกระบวนการไต่สวนซึ่งคู่กรณีสื่อสารกับผู้พิพากษาเสมือนจริงที่ทำงานด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยผู้พิพากษาเสมือนจริงได้ถามโจทก์ว่าจำเลยมีข้อคัดค้านใดในหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์ยื่นให้ศาลพิจารณาหรือไม่ อย่างไรก็ตามแม้จะมีการใช้ผู้พิพากษาเสมือนจริงที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI ก็ตามแต่ก็ยังมีผู้พิพากษาที่เป็นคนจริงคอยสังเกตกระบวนการและตรวจสอบคำวินิจฉัยที่สำคัญอยู่

ข้อดีอย่างหนึ่งของระบบศาลออนไลน์หรือสมาร์ทคอร์ทของจีนก็คือระบบศาลดังกล่าวสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์โดยไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะเวลาราชการ และการยื่นคำร้องหรือการส่งเอกสารหลักฐานก็สามารถทำได้ออนไลน์โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปถึงศาลด้วย

อย่างไรก็ตามตอนนี้ศาลออนไลน์ที่เมืองหางโจวรับพิจารณาเฉพาะคดีความเกี่ยวกับระบบดิจิทัลเท่านั้น เช่น ข้อพิพาทเรื่องการค้าทางระบบอินเทอร์เน็ต การละเมิดลิขสิทธิ์ หรือข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการจ่ายเงินออนไลน์ เป็นต้น และการนำระบบศาลออนไลน์มาใช้ที่เมืองจีนนี้ส่วนหนึ่งเป็นการตอบสนองต่อความเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและการจ่ายเงินแบบ e-payment ของจีน รวมทั้งจากการที่ netizen หรือชาวเน็ตในเมืองจีนมีจำนวนมากถึง 850 ล้านคนในขณะนี้

ที่มา https://www.voathai.com/a/china-internet-court-ct/5210313.html

Hits 10 ครั้ง

จีนใช้ระบบ 'จดจำใบหน้า' ในการลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, December 17, 2019
รายละเอียด: 

จีนออกกฏใหม่ให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปใบหน้าของตัวเองในการลงทะเบียนเพื่อเปิดบริการใหม่

การใช้ระบบจดจำใบหน้านี้มีผลบังคับใช้เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลจีนกล่าวว่ากฎใหม่ดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ในการยืนยันอัตลักษณ์ของบุคคลเพื่อช่วยป้องกันการทุจริตต่างๆ

กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนยังไม่ได้ระบุว่าบริษัทใดบ้างที่จะเป็นผู้ดำเนินการระบบจดจำใบหน้าให้แก่บรรดาบริษัทโทรคมนาคม

ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการเปิดบริการโทรศัพท์มือถือใหม่ทุกคนจะต้องถูกถ่ายรูปเก็บไว้ แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ากฎหมายใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือที่มีอยู่แต่เดิมแล้วอย่างไรบ้าง

การใช้ระบบจดจำใบหน้าในการเปิดบริการโทรศัพท์มือถือใหม่นี้ยังเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการใช้เทคโนโลยีนี้ในจีน ซึ่งมีการใช้กันอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นตามร้านค้า ในระบบรถไฟใต้ดิน และสนามบิน เป็นต้น

นอกจากนี้ อาลีบาบา บริษัทค้าปลีกของจีนเปิดทางเลือกให้ลูกค้าของตนสามารถชำระค่าสินค้าโดยใช้การสแกนใบหน้าได้ และแขกของโรงแรมยังสามารถใช้ระบบจดจำใบหน้าในการเช็คอินได้อีกด้วย

หลายเมืองของจีนได้ประกาศว่าจะใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าในระบบรถไฟใต้ดิน หนังสือพิมพ์ China Daily ของรัฐบาลจีนรายงานว่า ระบบดังกล่าวจะถูกใช้เพื่อการ “จำแนกผู้โดยสาร” และใช้ในการกำหนดมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยที่แตกต่างกัน

เมื่อเดือนกรกฎาคม สำนักข่าวซินหว่ามีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกำลังวางแผนหรือได้สร้างระบบจดจำใบหน้าที่ทางเข้าของชุมชนสาธารณะทั้งหมด 59 แห่ง

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าอย่างกว้างขวางในพื้นที่ซินเจียงตะวันตก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเผยว่า ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมกว่า 1 ล้านคนถูกควบคุมตัวไว้ได้ในค่ายทั่วซินเจียง จากการใช้เทคโนโลยีนี้

อย่างไรก็ดี จีนได้อธิบายถึงศูนย์กักกันเหล่านี้ว่าเป็น “ค่ายการศึกษา” ซึ่งมีวัตุประสงค์ในการป้องกันผู้คนจากกลุ่มหัวรุนแรงชาวอิสลามและลัทธิแบ่งแยกดินแดน แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ ได้ประณามค่ายดังกล่าวว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการกักขังโดยพลการ

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าหน่วยงานตำรวจจีนบางหน่วยงานใช้แว่นตาแบบพิเศษที่ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าอีกด้วย

จีนได้ประกาศแผนการที่จะขยายการใช้ระบบจดจำใบหน้าในการลงทะเบียนนักเรียนสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแห่งชาติ

อย่างไรก็ตาม มีการเรียกร้องให้รัฐบาลจีนพิจารณากฎข้อบังคับเพิ่มเติมสำหรับการใช้เทคโนโลยีชนิดนี้

หนังสือพิมพ์ People Daily ของพรรคคอมมิวนิสต์ เรียกร้องให้รัฐบาลจีนตรวจสอบหลังจากมีผู้สื่อข่าวคนหนึ่งรายงานว่าเขาได้พบว่ามีการซื้อขายข้อมูลใบหน้าทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งรายงานระบุว่า ใบหน้าของคน 5,000 คนมีราคาประมาณ 1.42 ดอลลาร์

ที่มา https://www.voathai.com/a/china-face-recognition/5199227.html

Hits 14 ครั้ง

'ไฟร์อาย' เผยแฮกเกอร์จีนลอบเจาะล้วงข้อความในโทรศัพท์ชาวต่างชาติหลายพันคน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, November 12, 2019
รายละเอียด: 

บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ไฟร์อาย (FireEye) เปิดเผยว่า แฮกเกอร์จากจีนซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับรัฐบาลจีน ได้ลอบเจาะล้วงข้อมูลการส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือของชาวต่างชาติหลายพันคน

FireEye ระบุในรายงานว่า แฮกเกอร์ซึ่งสังกัดกลุ่ม Advanced Persistent Threat 41หรือ APT41 มีส่วนในการสอดแนมทางไซเบอร์หลายครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มุ่งเป้าไปที่เป้าหมายระดับสูงและเบอร์โทรศัพท์ที่ถูกเลือกมาโดยเฉพาะ โดยใช้วิธีติดตั้งซอฟท์แวร์แฮกข้อมูล หรือ Spyware ไว้ในคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศคู่แข่งของจีน

อย่างไรก็ตาม FireEye มิได้เปิดเผยข้อมูลของบริษัทโทรคมนาคมหรือผู้ที่ตกเป็นเป้าในการถูกเจาะล้วงข้อมูลครั้งนี้

รายงานของ FireEye บอกด้วยว่า Spyware ดังกล่าวซึ่งชื่อว่า MESSAGETAP ถูกตั้งโปรแกรมไว้ให้ดักจับข้อความที่เกี่ยวกับผู้นำการเมือง กองทัพ หรือหน่วยงานข่าวกรองต่าง ๆ รวมทั้งการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลจีน

แต่ทาง FireEye ยืนยันว่าไม่มีรายชื่อของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ที่ตกเป็นเป้าหมายแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมิได้ระบุชื่อยี่ห้อของอุปกรณ์ที่ถูกแฮกหรือถูกลอบติดตั้ง Spyware ดังกล่าวแต่อย่างใด

cr. https://www.voathai.com/a/chinese-hackers-intercepted-text-messages/5147...

Hits 25 ครั้ง

ทางการสหรัฐฯ สั่งสอบแอพฯ TikTok ของจีน หวั่นเป็นภัยความมั่นคง

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, October 28, 2019
รายละเอียด: 

2 วุฒิสมาชิกของสหรัฐฯ เรียกร้องให้หน่วยงานด้านความมั่นคงตรวจสอบแอพพลิเคชั่น TikTok แอพพลิเคชั่นแชร์คลิปวิดีโอสั้นขวัญใจวัยรุ่นเจน Z หวั่นเป็นภัยความมั่นคงของประเทศ

วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ชัค ชูเมอร์ และวุฒิสมาชิก ทอม คอตตอน จากพรรครีพับลิกัน ยื่นจดหมายถึงนายโจเซฟ แมคไกวร์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ พุ่งเป้าไปที่แอพพลิเคชั่น TikTok ที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นทั่วโลกขณะนี้

โดยทั้ง 2 แสดงความกังวลถึงการเก็บข้อมูลผู้ใช้ของแอปพลิเคชั่น และการเซนเซอร์เนื้อหาที่เป็นประเด็นอ่อนไหวหรือเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน ซึ่งอาจจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาของผู้ใช้ในอเมริกาหรือไม่ และส่วนหนึ่งของจดหมายถึงสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ระบุว่าด้วยยอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นดังกล่าวมากกว่า 111 ล้านดาวน์โหลด เฉพาะในสหรัฐฯ แอพพลิเคชั่น TikTok ถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงอย่างหนึ่งที่เราไม่อาจเพิกเฉยได้

แอพพลิเคชั่น TikTok เป็นของบริษัท Bytedance Technology จากประเทศจีน เป็นช่องทางให้ผู้ใช้สร้างและตัดต่อคลิปวิดีโอสั้นๆ และแชร์บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยจะเก็บข้อมูลผู้ใช้ในสหรัฐฯและอีกหลายประเทศทั่วโลกที่สามารถใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า โฆษกของ TikTok ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการเซนเซอร์เนื้อหาจากจีน และว่ารัฐบาลจีนไม่มีอำนาจในการควบคุมแอพพลิเคชั่น TikTok เนื่องจากแอพฯนี้ไม่เปิดให้ดาวน์โหลดในจีน แต่จะมีอีกแอพพลิเคชั่นแบบเดียวกันภายใต้ชื่อ Douyin

cr. https://www.voathai.com/a/tik-tok-investigation-10252019/5140015.html

Hits 40 ครั้ง

ไทย-จีน ร่วมสานสัมพันธ์ ผลักดันการวิจัยพัฒนา และนวัตกรรม

Hits 101 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/34-news-gov/7936-thai-shanghai
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Monday, February 25, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รักษาการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้การต้อนรับ นาย LI Yiping รองประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาทางการเมือง ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ระหว่างไทยและนครเซี่ยงไฮ้ ณ ห้องพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ดำเนินการโครงการผลักดันความร่วมมือด้าน วทน. ระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามแผนงานยุทธศาสตร์ โดยในปี 2562 ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสร้าง ความร่วมมือใน 3 ด้าน ได้แก่ (1) ความร่วมมือกับหน่วยงานเครือข่ายสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (Chinese Academy of Sciences (CAS)) ในสาขาที่มีความสำคัญ คือ เทคโนโลยีชีวภาพ จุลินทรีย์เทคโนโลยีพันธุกรรม เทคโนโลยีระบบขนส่งทางรางเทคโนโลยีพลาสมาและฟิวชัน เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ การแลกเปลี่ยนกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในสาขาเป้าหมาย (2) โครงการความร่วมมือด้าน วทน. ไทย-จีน เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Thailand 4.0 และนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) และ (3) โครงการสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งเครือข่ายรายสาขาเพื่อสนับสนุนภารกิจทางการศึกษา การวิจัยและพัฒนา

สำหรับประเด็นที่หารือกันในครั้งนี้ ได้แก่ (1) การจัดงานสัมมนาหุ้นส่วนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมนโยบาย Belt and Road Initiative และ Thailand 4.0 (2) การใช้นวัตกรรมในเชิงอุตสาหกรรม ได้แก่ Quantum Technology, Precision Agriculture, Biopharma and Nanomedicine Innovation Hub และ (3) ขอเชิญชวนภาครัฐ ภาคการศึกษาและวิจัย และภาคเอกชนร่วมลงทุนใน EECi เพื่อส่งเสริมให้เกิดการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน

ฝ่ายไทย มีความสนใจที่มีความร่วมมือในการพัฒนา Smart City ตามแนวทางของนครเซี่ยงไฮ้ รวมถึงเยี่ยมชมพื้นที่ในการพัฒนาเมือง โดยนครเซี่ยงไฮ้ถือเป็นหนึ่งในเมืองตัวอย่างด้าน Smart City ของจีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาคระหว่างสองประเทศต่อไป ส่วนฝ่ายนครเซี่ยงไฮ้ มีความสนใจในการร่วมมือด้าน วทน. กับไทย โดยในอนาคตอาจจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างไทย และ CAS ในประเทศไทย เพื่อผลักดันโครงการสำคัญๆ ต่อไป

ข่าว : นางสาวพจนพร แสงสว่าง

ประเภทข่าว: 
news

สดร. เผยก้าวแรกผลงานวิจัยจากกล้องโทรทรรศน์ ทางไกลอัตโนมัติที่จีน จับมือ นาซา และทีมนักดาราศาสตร์ นานาชาติศึกษา “ดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว”

Hits 95 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7746-mostnasa2018
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, December 4, 2018
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นาซาและทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติร่วมศึกษา “ดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว” ซึ่งหายากและพบเพียงสามดวงเท่านั้น ผ่านกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน จนเกิดเป็นงานวิจัยแรกจากกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

ดร.ศุภชัย อาวิพันธุ์ นักวิจัย สดร. กล่าวว่า สดร. มีเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติติดตั้งอยู่ทั่วโลก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 0.6-0.7 เมตร หนึ่งในนั้นคือกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือที่รู้จักกันในชื่อ TRT-GAO (Thai Robotic Telescope – Gao Mei Gu Observatory) เปิดใช้งานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ นักเรียน นักศึกษา ในประเทศไทยได้ใช้กล้อง TRT-GAO ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวัตถุท้องฟ้าจำนวนมาก ทั้งระบบดาวคู่ ดาวเคราะห์นอกระบบ กระจุกดาว รวมถึงการศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ที่กำลังสลายตัว ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Astronomical Journal เมื่อวัน 26 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา นับเป็นงานวิจัยแรกจากกล้องโทรทรรศน์ TRT-GAO ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

ปัจจุบันดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ถูกค้นพบแล้วกว่า 3,500 ดวง แต่ละดวงมีลักษณะแตกต่างกันออกไป บางดวงดำมืดยิ่งกว่าถ่าน บางดวงมีอุณหภูมิพื้นผิวสูงกว่าดาวฤกษ์ แต่หนึ่งในกลุ่มที่หายากมากคือ กลุ่มดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว (Disintegrating exoplanet) ซึ่งดาวเคราะห์กลุ่มนี้มีลักษณะพิเศษคือ มีหางยาวเกิดจากเศษหินที่หลุดลอยออกมาคล้ายดาวหาง ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ในกลุ่มนี้เพียงแค่สามดวงเท่านั้น ดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัวนั้น เกิดจากดาวเคราะห์มีวงโคจรใกล้ดาวฤกษ์มากจนอุณหภูมิสูงมาก ทำให้พื้นผิวของดาวเคราะห์ระเหิดกลายเป็นแก๊สและฝุ่นละออง โดยฝุ่นละอองที่หลุดลอยมานั้นทำให้เกิดหางของดาวเคราะห์คล้ายการเกิดหางของดาวหาง ปรากฏการณ์นี้จะเกิดในระยะสุดท้ายของช่วงชีวิตและมีระยะเวลาการเกิดสั้นมากเมื่อเทียบกับอายุของดาวเคราะห์ กล่าวคือ ดาวเคราะห์เหล่านี้กำลังอยู่ในระยะโคม่าใกล้ตายแล้วนั่นเอง สาเหตุข้างต้นจึงทำให้ดาวเคราะห์กลุ่มนี้มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ทั้งหมด
ดร.ศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า นักดาราศาสตร์ทราบว่าดาวเคราะห์ดังกล่าวกำลังสลายตัวเนื่องจากเมื่อศึกษาการผ่านหน้าดาวฤกษ์ของดาวเคราะห์ดังกล่าวแต่ละครั้งพบว่า ขนาดของดาวเคราะห์ที่วัดได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีการผ่านหน้าของดาวเคราะห์ทั่วไป จนทำให้ในช่วงแรกมีทฤษฎีว่าขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นเกิดจากสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ต่างดาว แต่ในปัจจุบันนักดาราศาสตร์ทราบว่าขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวเกิดจากการที่ดาวเคราะห์กำลังสลายตัวเป็นเศษหิน ดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัวซึ่งค้นพบโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ เมื่อปี พ.ศ. 2558 มีคาบการโคจรรอบดาวฤกษ์เพียง 9 ชั่วโมง ขณะที่ดาวเคราะห์ดังกล่าวผ่านหน้าดาวฤกษ์ แสงของดาวฤกษ์ลดลง โดยมีค่าการเปลี่ยนแปลงระหว่าง 0% ถึง 1.3% ด้วยข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์นั้นไม่เพียงพอต่อการอธิบายรูปร่างหรือลักษณะของดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b

sdr2

กลุ่มนักดาราศาสตร์นำโดย Knicole Colon จาก NASA Goddard Space Flight Center ร่วมกับทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติ และนักดาราศาสตร์ไทยจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดลและ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงร่วมกันสังเกตการณ์ดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ด้วยกล้องโทรทรรศน์ทั้งหมด 45 ครั้ง ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2560 โดยนักดาราศาสตร์ไทยใช้กล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และกล้องโทรทรรศน์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร ของหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา หรือ หอดูดาวแห่งชาติ ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ร่วมสังเกตการณ์จำนวน 5 ครั้ง

จากการศึกษาพบว่าดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ยังคงแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงขนาดขณะผ่านหน้าดาวฤกษ์แต่ละครั้ง มีค่าการเปลี่ยนแปลงระหว่าง 0% ถึง 1.5% ซึ่งอยู่ในสถานะดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว นอกจากนี้ จากข้อมูลการสังเกตการณ์ของทีมนักดาราศาสตร์พบว่าการผ่านหน้าดาวฤกษ์ของดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ในบางครั้งได้ปลดปล่อยแก๊สออกมาจากภายในดาว ทำให้เกิดแรงผลักให้ดาวเคราะห์เคลื่อนที่ไปด้านหน้าหรือหลังระหว่างการโคจรรอบดาวฤกษ์ ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

งานวิจัยนี้นับเป็นก้าวแรกของผลงานวิจัยจากกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ของ สดร. ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ซึ่งกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของนักดาราศาสตร์ไทยในการศึกษาวิจัยทั้งด้านดาวเคราะห์นอกระบบ และดาราศาสตร์สาขาอื่นๆ คาดว่าจะสร้างงานวิจัยทั้งในระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย และนานาชาติอีกจำนวนมากในอนาคตอันใกล้ ดร.ศุภชัย กล่าวปิดท้าย

ข้อมูลโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.)

เผยแพร่ข่าวโดย : นายวรุฒ กิ่่งเล็ก
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
e-mail : pr@most.go.th
Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313.

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - จีน