Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

ชีวิต

ภารกิจพลิกชีวิต ด้วยนวัตกรรมพลังงาน

รถยนต์ 'อ่านความรู้สึก' เทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, December 11, 2019
รายละเอียด: 

ปัจจุบัน รถยนต์แบบควบคุมตัวเองอัตโนมัติอาจจะเอาท์ไปแล้ว เมื่อคณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Texas A&M กำลังพัฒนารถยนต์แห่งอนาคตที่สามารถอ่านความรู้สึกของผู้ขับขี่ได้

ที่ห้องทดลองด้านเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัย Texas A&M นักวิจัยกำลังพยายามจำแนกอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ออกเป็นหลายแบบ โดยวัดจากลักษณะคลื่นสมองที่เปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ต่าง ๆ แล้วนำไปเชื่อมโยงกับระบบเทคโนโลยีควบคุมรถยนต์ โดยหวังว่าสักวันจะทำให้รถยนต์รุ่นใหม่สามารถอ่านหรือตอบสนองต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารในขณะนั้นได้

คุณเจมส์ ฮับบาร์ด จูเนียร์ ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย Texas A&M กล่าวว่า รถยนต์แห่งอนาคตจะสามารถอ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สมองส่งออกมา ซึ่งสอดคล้องกับความรู้สึกต่าง ๆ แล้วเแปลงเป็นการตอบสนองในระบบเทคโนโลยีรถยนต์ เช่น เปิดเพลงที่สอดคล้องกับอารมณ์ในขณะนั้น

นักวิจัยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อกระตุ้นและวัดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสมอง เช่น การมองเห็นภาพตรงหน้าต่าง ๆ แตกต่างกัน หรือการวัดคลื่นสมองขณะกำลังกรอกตาไปมา เป็นต้น

นักวิจัยเชื่อว่าการทำให้รถยนต์สามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้ขับขี่ได้จะช่วยให้เกิดประโยชน์มากมาย เช่น การตรวจจับว่าผู้ขับขี่กำลังง่วงซึมอยู่หรือไม่ หรือมีความเครียดจากสภาพการจราจรตรงหน้ามากแค่ไหน

ศาสตราจารย์ เจมส์ ฮับบาร์ด จูเนียร์ กล่าวว่า เมื่อรถยนต์ตรวจจับว่าคุณกำลังเครียดหรือหัวร้อน ก็อาจเล่นเพลงที่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความกังวลถึงการลอบแฮคข้อมูล โดยเฉพาะการที่ผู้แฮคสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านอารมณ์ของจ้าของรถยนต์นั้น ก็อาจเป็นอันตรายได้เช่นกัน

แต่อาจารย์เจมส์ ฮับบาร์ด บอกว่า เทคโนโลยีและเครื่องมือทุกอย่างล้วนเป็นดาบสองคม ขึ้นอยู่กับผู้ใช้เทคโนโลยีนั้น

นักวิจัยผู้นี้ยกตัวอย่างไขควง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากมาย แต่ก็อาจถูกนำไปใช้เป็นอาวุธได้เช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้จะไม่เป็นอุปสรรคที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ยุติการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างแน่นอน

สำหรับเทคโนโลยีอ่านความรู้สึกนี้ แม้อีกนานหลายปีกว่าที่จะสามารถนำออกมาใช้ได้จริง แต่นักวิจัยก็เชื่อว่าในที่สุดแล้วเทคโนโลยีนี้จะสามารถเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน และช่วยให้ผู้ขับขี่อารมณ์ดีผ่อนคลายขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย

ที่มา https://www.voathai.com/a/emotion-sensing-car/5191576.html

Hits 14 ครั้ง

5 ยาอันตรายที่คุณแม่ไม่ควรซื้อให้ลูกเอง

วันที่: 
Friday, November 8, 2019

1. ยากลุ่มซัลฟา
เป็นยาต้านมาลาเรีย สังเกตหากลูกมีโรคประจำตัวจะทำให้เกิดโรคโลหิตจางตามมา

2. ยากลุ่มเตตร้าไซคลิน หรือ ยาคลอแรมเฟนิคอล
เป็นยาฆ่าเชื้อ เช่น ด็อกซีไซคลิน ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบ เพราะยากลุ่มนี้อาจมีผลทำให้สีของฟันมีสีดำอย่างถาวร และจะทำให้กระดูกหยุดการเจริญเติบโต

3. ยากลุ่มแอสไพริน
เป็นยาบรรเทาอาการปวด ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบ และสำหรับเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ หรืออีสุกอีใส ควรระวังในการใช้ยาแอสไพริน เนื่องจากอาจทำให้เกิดรายส์ ซินโดรม (Reye’s syndrome)

4. ยากลุ่มโลเพอราไมด์
เป็นยาบรรเทาอาการท้องเสีย ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และผู้สูงอายุ เพราะยากลุ่มโลเพอราไมด์ อาจส่งผลข้างเคียง ทำให้ปากแห้ง อาเจียน ปวดท้อง และท้องผูก

5. ยากลุ่มเดกซ์โทรเมทอร์แฟน
เป็นยาบรรเทาอาการไอ ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะยาบรรเทาอาการไอกลุ่มนี้ อาจส่งผลข้างเคียงกับระบบการหายใจได้

แหล่งที่มา: 
https://www.rakluke.com/article/24/128/4622/5-ยาอันตรายที่คุณแม่ไม่ควรซื้อให้ลูกเอง
ภาพประกอบ: 

"5G พลิกชีวิต SME ไทย" ดร.สุวิทย์ ปาฐกถา "พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วย 5G"

Hits 35 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/580-301062
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, November 1, 2019
รายละเอียด: 

30 ตุลาคม 2562 ณ ห้องออดิทอเรี่ยม ชั้น 6 ทรู ดิจิทัล พาร์ค/ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมงานสัมมนา 5G พลิกชีวิตเอสเอ็มอีไทย พร้อมปาฐกถาหัวข้อ “พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วย 5G” โดยผู้คณะผู้บริหารจากบริษัทต่างๆ ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี และ ผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมงาน

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ กล่าวว่า ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังปรับตัวเองจาก 4G เป็น 5G คาดหวังว่าในปีหน้าประเทศไทยจะสามารถก้าวเข้าสู่ยุค 5G ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยประเทศไทยมีการพัฒนาการสื่อสารอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จาก 2G 3G เป็น 4G ซึ่งในยุค 5G นี้เป็นเรื่อง Continuous Disruption จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการเชื่อมคนต่อคน (Connect People to People) เป็นการเชื่อมคนต่อสิ่งของ Connect People to Things นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมสิ่งของต่อสิ่งของ (Connect Things to Things) อีกด้วย

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ กล่าวต่อไปว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง ซึ่งเทคโนโลยี 5G มีการเก็บข้อมูลเป็น 100 เท่าของ 4G และมีการผิดพลาดของข้อมูลเพียง 1 ในพันล้านเท่านั้น สามารถพูดได้ว่า 5G ดีกว่า 4G ในทุกเรื่อง โดยสามารถใช้ประสิทธิภาพได้อย่างเต็มร้อย นอกจากการเปลี่ยนจาก 4G ไปสู่ 5G แล้ว ยังมีเรื่องของ Data analysis ก็มีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยตอนนี้ Data analysis สามารถวิเคราะห์ตัวเองว่าจะมีกี่รูปแบบได้บ้างในเชิงนโยบาย เชิงการตัดสินใจในอนาคตของ SME สุดท้ายอยากฝากว่า 5G คือ platform ที่เสริมกับ Network Communication เสริมกับ Internet of Things เสริมกับปัญญาประดิษฐ์ และเรื่องต่างๆ โดยทุกส่วนเป็นการผนึกกันอยู่บน platform ของ 5G และแต่ส่วนก็มีการพัฒนาการของตัวมันเองอีกด้วย เพราะฉะนั้น โลกไม่ใช่ใบเดิมอีกต่อไป เรากำลังอยู่ในโลกที่ฉลาดกว่าเก่าจากมนุษย์

เขียนข่าว : นายปวีณ ควรแย้ม
ถ่ายภาพนิ่ง : นายกรภัทร์ จิตต์จำนงค์ และนายปวีณ ควรแย้ม
ถ่ายวิดีโอ : นายกรภัทร์ จิตต์จำนงค์
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand
Call Center โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

ทำงาน 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ช่วยสุขภาพจิตได้มากที่สุด

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, July 3, 2019
รายละเอียด: 

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cambridge และมหาวิทยาลัย Salford ของอังกฤษศึกษาสำรวจความเกี่ยวพันเรื่องชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์กับสุขภาพจิตและความพึงพอใจในชีวิตจากกลุ่มคนทำงานกว่า 71,000 คนในอังกฤษเป็นเวลาเก้าปี โดยกลุ่มตัวอย่างถูกตั้งคำถามเรื่องประเด็นต่างๆ เช่น ความกระวนกระวายใจและปัญหาการนอนหลับซึ่งมีผลต่อสุขภาพจิต

นักวิจัยได้คำตอบว่าชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสมที่สุดต่อสุขภาพจิตคือ 8 ชั่วโมงหรือหนึ่งวันต่อสัปดาห์ และการทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จะไม่สร้างประโยชน์เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามขณะที่การทำงาน 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ดูจะให้คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาสุขภาพจิตให้ดีสมบูรณ์ นักวิจัยพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์กับความพึงพอใจในชีวิตของตัวเองนั้นเปลี่ยนไป โดยนักวิจัยพบว่าผู้ชายได้รับความพึงพอใจเพิ่มขึ้นราว 30% จากการทำงานที่ได้ค่าตอบแทนสัปดาห์ละ 8 ชั่วโมงขณะที่สำหรับผู้หญิงนั้นความพึงพอใจในชีวิตตัวเองจะขึ้นถึงจุดสูงสุดเมื่อทำงานสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง

จากการเพิ่มขึ้นและการคุกคามจากเทคโนโลยีอัตโนมัติรวมทั้งปัญญาประดิษฐ์ ขณะนี้บริษัทต่างๆ กำลังให้ความสนใจทบทวนเรื่องบรรทัดฐานการทำงานและชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ของคนงานมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนงานมีความสุข รักงานที่ทำ รวมทั้งมีสุขภาพจิตที่ดีและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า work-life balance สำหรับคนทำงาน

Hits 66 ครั้ง
Subscribe to RSS - ชีวิต