Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

ดวงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์จำลอง ก้าวสำคัญสู่พลังงานในอนาคต

วันที่: 
Tuesday, August 27, 2019

ดวงอาทิตย์จำลอง ร้อนกว่าของจริง 6 เท่า
ก้าวสำคัญสู่พลังงานในอนาคต
 
สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้พัฒนาเครื่องโทคาแมค (Tokamak) ให้เป็นดวงอาทิตย์จำลอง ลักษณะเป็นเตาปฏิกรณ์สนามแม่เหล็ก สำหรับใช้ควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันและกักเก็บพลาสมาพลังงานสูง มีระดับความร้อนได้สูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าดวงอาทิตย์ของเรามากถึง 100 เท่า
 
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพลังงานที่ยิ่งใหญ่ ในอนาคตหากสามารถปรับลดอุณหภูมิให้ใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ของจริงได้ อาจนำไปสู่การสร้างพลังงานสะอาดปริมาณมหาศาลแห่งใหม่ที่ยั่งยืนสำหรับโลกใบนี้ก็เป็นได้นะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://hilight.kapook.com/view/180420
ภาพประกอบ: 

ดาวยักษ์แดง

วันที่: 
Tuesday, August 27, 2019

ดาวยักษ์แดง (red giant)

ดาวยักษ์แดงเป็นดาวขนาดใหญ่ มีอุณหภูมิที่ผิวประมาณ 2,500 ถึง 3,000 องศาเคลวิน (เป็นชนิดสเปกตรัม M หรือ K) รัศมีประมาณ 10 ถึง 100 เท่าของรัศมีของดวงอาทิตย์ ดาวยักษ์แดงเป็นสถานะหนึ่งของวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับดาวฤกษ์มวลตั้งแต่น้อยกว่าดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ที่มวลมากกว่ามวลของดวงอาทิตย์หลายสิบเท่า ดาวยักษ์แดงที่ใหญ่ที่สุดจะเกิดจากดาวฤกษ์มวลมากเรียกว่า ดาวมหายักษ์แดง (red supergiants)
ระยะทาง มวล และรัศมีของดาวยักษ์แดง
แม้ว่าดาวยักษ์แดงจะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเหมือนดาวฤกษ์ทั่ว ๆ ไป แต่มันก็หายาก เพราะว่าดาวยักษ์แดงเป็นช่วงอายุสั้น ๆ ของดาวฤกษ์ ในช่วงก่อนปี 1990 นักดาราศาสตร์ยังไม่ค่อยรู้ระยะทาง และความสว่างของดาวยักษ์แดง แต่หลังจากภารกิจ Hipparcos (ในช่วงปี 1989-1993) นักดาราศาสตร์สามารถวัดระยะทางของดาวยักษ์แดงจำนวนมากได้อย่างแม่นยำ แต่มีเพียงไม่กี่ดวงที่นักดาราศาสตร์สามารถวัดมวลได้ เนื่องจากมวลของดาวฤกษ์สามารถวัดได้เฉพาะเมื่อมันเป็นระบบดาวคู่ สำหรับระบบดาวคู่ในกรณีที่ดาวดวงหนึ่งเป็นดาวยักษ์แดง มันก็จะกลืนดาวที่เป็นคู่ของมันได้ง่ายถ้าคู่ของมันอยู่ใกล้มันมากเกินไป แต่ถ้าคู่มันอยู่ไกลเกินไปมันก็จะใช้เวลาเป็นศตวรรษหรือมากกว่าในการโคจรครบหนึ่งรอบ ซึ่งทำให้การวัดมีความแม่นยำน้อยลงเช่นกัน

แหล่งที่มา: 
http://astro.phys.sc.chula.ac.th/IHY/Stars/Red_giant.htm
ภาพประกอบ: 

โครงสร้างของดวงอาทิตย์

วันที่: 
Sunday, June 23, 2019

ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเราประกอบไปด้วยอะไรบ้าง? วันนี้เรามาดูกันเลยครับ

ดวงอาทิตย์ เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกของเรามากที่สุด มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นก๊าซไฮโดรเจน (Hydrogen) ที่ใจกลางของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิและแรงดันสูงมาก จนทำให้ก๊าซไฮโดรเจนหลอมรวมกันเป็นก๊าซฮีเลียม (Helium) และแผ่พลังงานออกมาอย่างมหาศาลเป็นความร้อนและแสงสว่าง
 
โครงสร้างของดวงอาทิตย์หลักๆ มีดังนี้
 
แกนกลาง : มีอุณหภูมิสูงกว่า 15 ล้านเคลวิน
 
โชนการแผ่รังสี : ส่วนที่พลังงานความร้อนถ่ายทอดออกสู่ส่วนนอก
 
โซนการพาความร้อน : พลังงานความร้อนถูกถ่ายทอดสู่ส่วนนอก
โดยการเคลื่อนที่ของก๊าซ
 
โฟโตสเฟียร์ : พื้นผิวของดวงอาทิตย์
 
โครโมสเฟียร์ : บริเวณที่อยู่เหนือขึ้นมาจากชั้นโฟโตสเฟียร์ มีอุณหภูมิสูงประมาณ 10,000 เคลวิน
 
คอโรนา : บรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ซึ่งแผ่ออกไปในอวกาศ มีอุณหภูมิสูงมากกว่า 1 ล้านเคลวิน
 
จากข้อมูลข้างต้น คงจะพอจินตนาการได้ว่าดวงอาทิตย์นั้นมีพลังงานสูงมาก เพราะฉะนั้นห้ามมองดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่า เพราะอาจทำให้มีโอกาสตาบอดได้ หรือหากวันไหนต้องอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์นานๆ ควรหาแว่นกันแดดมาใส่เพื่อความปลอดภัยของดวงตากันด้วยนะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/lesa212/2/sun/sun/sun.html
ภาพประกอบ: 

สดร. เผย “พายุสุริยะ” ไม่ใช่สาเหตุโลกร้อน วอนคนไทยอย่าตระหนก

Hits 57 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/8094-2019-04-22-09-16-41
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, April 23, 2019
รายละเอียด: 

ตามที่มีข่าวเผยแพร่ทางโลกโซเชียล ในช่วงเช้าวันที่ 22 เมษายน 2562 ประเด็น “พายุสุริยะจะพุ่งปะทะโลกใน 48 ชม. เป็นผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นทั้งในไทยและทั่วโลก” นั้นกรณีดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลวง พายุสุริยะไม่มีผลทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น วอนประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์
ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า ตามที่มีข่าวเผยแพร่ทางโลกโซเชียล ในประเด็น พายุสุริยะจะพุ่งปะทะโลกใน 48 ชั่วโมง เนื่องจากสนามแม่เหล็กโลกอยู่ในช่วงสลับขั้ว จึงทำให้อ่อนกำลังลง จะส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้นทั่วโลก กรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด พายุสุริยะไม่ได้ส่งผลกระทบให้อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้นหรือเกิดอันตรายต่อโลก จะมีผลกระทบเพียงระบบการสื่อสารผ่านดาวเทียมบ้างเล็กน้อยเท่านั้น นอกจากนี้การสลับขั้วสนามแม่เหล็กต้องใช้ระยะเวลานับแสนปี ดังนั้น ผลกระทบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจึงไม่สามารถเกิดขึ้นในระยะเวลาวันหรือสองวัน อาจส่งผลเล็กน้อย เช่น เกิดแสงออโรราบริเวณขั้วโลกมากกว่าปกติเท่านั้น แต่ที่เกิดการเผยแพร่ข่าวในลักษณะเช่นนี้อาจเป็นเพราะการนำข้อมูลเกี่ยวกับดวงอาทิตย์และโลกมาเชื่อมโยงกัน ประกอบกับขณะนี้เมืองไทยอยู่ในช่วงฤดูร้อน ทุกพื้นที่ของประเทศมีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศา จึงทำให้เกิดความตื่นตระหนกและวิตกกังวลจากการรับข้อมูลข่าวสารดังกล่าว

ดร.ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ดวงอาทิตย์เป็นก้อนแก๊สขนาดใหญ่มีปฏิกิริยาภายในเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ที่บริเวณผิวของดวงอาทิตย์นอกจากจะมีอุณหภูมิสูงมากแล้วยังมีปรากฏการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ ปรากฏการณ์การลุกจ้า (Solar Flare) ปรากฏการณ์การเกิดจุดบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) ปรากฏการณ์การปลดปล่อยมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์ (Coronal Mass Ejection : CME) เป็นต้น การเกิดปรากฏการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น ในกรณีของการปลดปล่อยมวลโคโรนาของดวงอาทิตย์ กลุ่มมวลที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะอยู่ในรูป “พลาสมา” หรือสถานะที่อะตอมของธาตุอยู่ในสภาพเป็นไอออน เป็นประจุไฟฟ้าพลังงานสูง หากมีการระเบิดที่รุนแรงขึ้นจนทำให้กลุ่มพลาสมาเหล่านี้มีความเร็วในการเคลื่อนที่สูงมาก เราเรียกกลุ่มพลาสมาเหล่านี้ว่า “พายุสุริยะ” (Solar Storm) การปลดปล่อยมวลโคโรนาจนทำให้เกิดพายุสุริยะจะมีความสัมพันธ์วัฏจักรของดวงอาทิตย์ ซึ่งมีวงจรประมาณ 11 ปี เมื่อดวงอาทิตย์มีจุดบนดวงอาทิตย์จำนวนมาก (Solar Maximum) สนามแม่เหล็กบริเวณดังกล่าวก็เกิดความปั่นป่วน มีการสะสมพลังงานมากขึ้นจนถึงจุดวิกฤตทำให้เส้นแรงแม่เหล็กที่บิดพันกันเป็นเกลียวขาดออกจากกันและเกิดการปลดปล่อยมวลออกสู่อวกาศ ในทุกทิศทุกทาง ซึ่งความเร็วและรุนแรงของกลุ่มประจุไฟฟ้าพลังงานสูงจะขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงในการระเบิดหรือการปลดปล่อยมวลของดวงอาทิตย์เอง แต่ในกรณีวันที่ 22 เมษายน นี้ ไม่พบรายงานที่ผิดปกติใดๆ เกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาบนดวงอาทิตย์
ปัจจุบันข้อมูลข่าวสารถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสื่อสังคมออนไลน์ ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว บางครั้งอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง ต้นตอข่าวลือต่างๆ ไม่ได้มาจากไหน แต่วนเวียนอยู่ในโลกไซเบอร์ที่มีทั้งเรื่องจริงและเรื่องที่ต้องอาศัยวิจารณญาณในการรับรู้ จึงขอให้ประชาชนเปิดรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ ศึกษาข้อมูลและความเป็นไปได้ด้วยเหตุและผล ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาอ้างอิง และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง ดร.ศรัณย์ กล่าวปิดท้าย

ข่าวโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ประเภทข่าว: 
news

สดร. เผย 21 มีนาคม นี้ กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน

Hits 71 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/8000-21
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, March 14, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผย 21 มีนาคม 2562 เป็นวัน “วสันตวิษุวัต” ช่วงเวลากลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ถือเป็นวันเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเปลี่ยนสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. กล่าวว่า วันที่ 21 มีนาคมนี้ เป็นวัน “วสันตวิษุวัต” (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน “วิษุวัต” (Equinox) ในภาษาสันสกฤตหมายถึง จุดที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี แปลเป็นภาษาไทยว่า “ราตรีเสมอภาค” แต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏในตำแหน่งต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนมา ณ ตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลก ทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดี จึงมีช่วงเวลากลางวันยาวเท่ากับกลางคืน นับเป็นวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศในซีกโลกใต้ สำหรับประเทศไทย วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 06:22 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18:28 น. (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร)

นายศุภฤกษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ในหนึ่งปี โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี โลกจึงมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงใกล้ที่สุดประมาณต้นเดือนมกราคม (147 ล้านกิโลเมตร) และช่วงไกลที่สุดประมาณต้นเดือนกรกฎาคม (ระยะห่างเฉลี่ย 152 ล้านกิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะทางใกล้-ไกล ในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก ไม่มีผลต่อการเกิดฤดูกาลแต่อย่างใด แต่การที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจึงรับแสงอาทิตย์ได้ในปริมาณไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีอุณภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่าในฤดูร้อนเวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวัน ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว

ในรอบ 1 ปี เกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ดังนี้
1. วันวสันตวิษุวัต (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มี.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง
2. วันครีษมายัน (ครีด-สะ-มา-ยัน) (Summer Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 21 มิ.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ช่วงกลางวันจะสั้นที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว
3. วันศารทวิษุวัต (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 23 ก.ย. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ
4. วันเหมายัน (เห-มา-ยัน) (Winter Solstice) ในปี 2562 ตรงกับวันที่ 22 ธ.ค. เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ ช่วงกลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน

ข้อมูลข่าวโดย : งานประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ประเภทข่าว: 
news

ดวงอาทิตย์ ก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, February 12, 2019
รายละเอียด: 

ดวงอาทิตย์มีที่มาอย่างไร ทำไมจึงมีแรงดึงดูดมหาศาล และพลังงานของดวงอาทิตย์อยู่ได้อีกนานแค่ไหน?

ศ.บิลล์ แชปพลิน ม.เบอร์มิงแฮม อธิบายว่า "ดวงอาทิตย์ไม่ใช่ดาวยุคแรก ดวงอาทิตย์น่าจะเกิดจากการก่อตัวของวัตถุที่หลุดออกมาจากดาวดวงอื่น ๆ ที่สิ้นอายุขัย"

"มันคงจะก่อตัวขึ้นจากกลุ่มแก๊สที่ฟุ้งกระจายในที่ว่างระหว่างดวงดาวที่ยุบตัวลง มันดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างในกลุ่มแก๊ส ทำให้เกิดความหนาแน่นสูงมากบริเวณศูนย์กลางของกลุ่มแก๊ส" เขากล่าว

เหตุผล 4 ข้อที่ยานในภารกิจสัมผัสดวงอาทิตย์ไม่มอดไหม้
ภารกิจ “แตะ” ดวงอาทิตย์ของนาซา
ศ.บิลล์ กล่าวว่า "เมื่อความหนาแน่นขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มันก็ดูด หรือดึงดูดสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอกเข้ามาเพิ่มขึ้น จากนั้นก็จะเกิดปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่แกนกลางของมัน"

ปฏิกิริยาเกิดขึ้นจากการที่ ไฮโดรเจน เปลี่ยนเป็น ฮีเลียม และปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา เป็นกระบวนการที่ทำให้ ดวงอาทิตย์มีพลังงานในการส่องสว่าง และแผ่รังสีออกมาได้ด้วยอัตราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

"แหล่งเชื้อเพลิงนั้น จะยังให้พลังงานแก่ ดวงอาทิตย์ ได้อีกราว 5,000 ล้านปี" ศ.บิลล์ กล่าว

Hits 84 ครั้ง

ยาน Parker Solar Probe เฉียดใกล้ดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรก

Hits 88 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/3737-parker-solar-probe
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, December 7, 2018
รายละเอียด: 

5 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 ที่ผ่านมา ยาน Parker Solar Probe ได้เข้าไปเฉียดใกล้ดวงอาทิตย์ในระยะห่าง 24 ล้านกิโลเมตรซึ้งใกล้กว่าที่ยานอวกาศทุกลำ

ล่าสุดมันก็ได้ติดต่อกลับโลก พร้อมกับคอยส่งข้อมูลต่างๆ กลับมาอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จในการเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ครั้งแรกนี้มีความสำคัญอย่างมาก นอกจากที่ยานอวกาศมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯจะปลอดภัยดีแล้ว ยังเป็นการยืนยันว่าระบบควบคุมยานแบบอัตโนมัติของยานนั้นใช้งานได้ผล ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าในอนาคตอันใกล้เราจะได้ข้อมูลสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับดาวฤกษ์เพียงหนึ่งเดียวในระบบสุริยะนี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่ยาน Parker Solar Probe เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ มีนยังได้สร้างสถิติใหม่ในฐานะยานอวกาศที่เร็วที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา ด้วยความเร็วสูงถึง 342,112 กิโลเมตร/ชั่วโมงสัมพัทธ์กับดวงอาทิตย์ แซงหน้าสถิติของยาน Helios 2 ที่เคยทำไว้เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้วลงไปในทันที

นี่เป็นเพียงแค่การโฉบผ่านครั้งแรกของยานเท่านั้น และยาน Parker Solar Probe ยังมีกำหนดการบินผ่านดวงอาทิตย์อีกอย่างน้อย 23 ครั้ง ตลอดอายุการใช้งานของมัน โดยการบินผ่านครั้งสุดท้ายจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2025 เมื่อยานเข้าไปเฉียดที่ระยะเพียง 6 ล้านกิโลเมตรจากผิวดวงอาทิตย์และอาจทำความเร็วได้สูงถึง 690,000 กิโลเมตร/ชั่วโมงเลยทีเดียว

ยาน Parker Solar Probe มีอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ประกอบไปด้วยกล้องถ่ายภาพ เครื่องตรวจวัดสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ เครื่องตรวจวัดลมสุริยะและอนุภาคในลมสุริยะ โดยมันมีเป้าหมายที่จะตอบสองคำถามที่นักดาราศาสตร์ยังคงสงสัย ว่าทำไมบรรยากาศชั้นโคโรนาของดวงอาทิตย์ถึงร้อนกว่าพื้นผิวของดวงอาทิตย์ และทำไมลมสุริยะถึงถูกเร่งความเร็วออกมาได้

ยาน Parker Solar Probe ถูกตั้งชื่อตามนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ Eugene Parker ผู้ให้คำนิยามของ “ลมสุริยะ” เป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1958 ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่ยานอวกาศขององค์การนาซาถูกตั้งชื่อตามบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยยานได้ถูกปล่อยขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 2018 ที่ผ่านมานี้

เรียบเรียงโดย

กรทอง วิริยะเศวตกุล

(ศึกษาอยู่ปีที่ 1 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ)

บรรณาธิการ

อาจวรงค์ จันทมาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารดาราศาสตร์

อ้างอิง

https://www.nasa.gov/feature/goddard/2018/parker-solar-probe-reports-goo...

https://www.nasa.gov/feature/goddard/2018/parker-solar-probe-breaks-reco...

ประเภทข่าว: 
news

ดวงอาทิตย์เข้าสู่ “วัฏจักรสุริยะ” รอบใหม่เร็วกว่าที่คาด

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45463515
รายละเอียด: 

(ภาพจากฝีมือศิลปิน) จุดมืดบนดวงอาทิตย์เกิดจากสนามแม่เหล็กความเข้มสูงที่กักความร้อนเอาไว้ไม่ให้ออกสู่พื้นผิว

 

ตลอดช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พบสัญญาณบ่งบอกหลายประการที่ชี้ว่า ดวงอาทิตย์อาจกำลังเข้าสู่รอบการเปลี่ยนแปลงใหม่ที่เรียกว่า "วัฏจักรสุริยะ" (Solar cycle) เร็วกว่าที่คาดกันเอาไว้

ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงล่าสุดของจุดมืดหรือจุดดับบนดวงอาทิตย์ (Sun spot) บ่งชี้ว่าดาวฤกษ์ศูนย์กลางของระบบสุริยะน่าจะได้เริ่มการเปลี่ยนผ่านจากรอบวัฏจักรที่ 24 เข้าสู่รอบวัฏจักรที่ 25 ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัด

 

วัฏจักรสุริยะซึ่งกินเวลารอบละ 11 ปีนั้น คือวงจรความเคลื่อนไหวของการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ บนดวงอาทิตย์ เช่นลมสุริยะ โซลาร์แฟลร์ หรือการปลดปล่อยมวลโคโรนา ซึ่งความเคลื่อนไหวเหล่านี้จะมีน้อยหรือแทบไม่มีเลยในช่วงเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ ก่อนจะมีความเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดสูงสุดในช่วงกลางวัฏจักร และค่อย ๆ ลดน้อยลงขณะกำลังจะสิ้นสุดวัฏจักรเดิมและเข้าสู่วัฏจักรใหม่อีกครั้ง

นักดาราศาสตร์เริ่มนับรอบวัฏจักรสุริยะกันมาตั้งแต่ปีคริสตศักราช 1755 โดยพบว่าการเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอนี้ จะช่วยให้ทำนายความเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ในรอบวัฏจักรถัดไปได้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพยากรณ์สภาพอากาศบนโลก รวมทั้งการระวังรักษาระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม ระบบบอกพิกัดจีพีเอส ระบบจ่ายไฟฟ้า รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างโทรศัพท์และโทรทัศน์วิทยุ ซึ่งเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากการปลดปล่อยพลังงานของดวงอาทิตย์เป็นครั้งคราว

 

ความเปลี่ยนแปลงที่บอกได้ชัดว่าดวงอาทิตย์เข้าสู่รอบวัฏจักรใหม่แล้วหรือยังมีอยู่ 2 ประการ คือจำนวนของจุดมืดบนดวงอาทิตย์ที่ลดน้อยลงจนอาจจะไม่มีเลยติดต่อกันหลายวัน และการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ ซึ่งก็สามารถสังเกตได้จากความเปลี่ยนแปลงของคู่จุดมืดที่อยู่ในด้านตรงข้ามกันบนดวงอาทิตย์นั่นเอง

ทั้งนี้ จุดมืดบนดวงอาทิตย์ไม่ใช่จุดดับ เพราะยังมีอุณหภูมิสูงถึงราว 3,700 องศาเซลเซียส แต่ปรากฎเป็นจุดมืดเพราะสนามแม่เหล็กความเข้มสูงกักเก็บความร้อนเอาไว้ภายในโดยไม่ปล่อยให้ขึ้นมาสู่พื้นผิว จุดมืดจึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางแม่เหล็กไฟฟ้าของดวงอาทิตย์ได้

เมื่อราวเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ดวงอาทิตย์ไม่มีจุดมืดปรากฏเลยเป็นเวลาติดต่อกันถึง 32 วัน แสดงถึงการเข้าสู่ภาวะ Solar minimum ที่ดวงอาทิตย์แทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวหรือปะทุพลังงานออกมา ส่วนคู่จุดมืดที่อยู่ในบริเวณ AR 2720 นั้นมีการกลับทิศทางการหมุน ซึ่งแสดงถึงการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กแล้ว ทั้งยังพบจุดมืดเกิดใหม่ที่มีทิศทางการหมุนแบบเดียวกัน แต่ยังไม่เคลื่อนขึ้นไปอยู่ในละติจูดที่สูงพอตามแบบแผนของวัฏจักรใหม่

เดิมคาดกันว่าดวงอาทิตย์จะเริ่มต้นรอบวัฏจักรสุริยะใหม่ในปีหน้า (2019) ซึ่งจะเป็นวัฏจักรที่ 25 โดยสภาพการณ์ของวัฏจักรก่อนหน้านี้ (24) ถือว่าดวงอาทิตย์มีความเคลื่อนไหวในระดับปานกลาง แต่ก็นับว่าต่ำกว่าเมื่อเทียบกับวัฏจักรในช่วง 30 ปีก่อนหน้านั้น

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 103 ครั้ง

นักวิจัยพบวิธีหาคำตอบที่สงสัยกันมานาน ทำไมบรรยากาศของดวงอาทิตย์ ร้อนกว่าผิว

วันที่เผยแพร่: 
Sunday, April 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
http://jimmysoftwareblog.com/node/1382
รายละเอียด: 

217522521

ใจกลางดวงอาทิตย์ร้อนถึงเกือบ 15,000,000°C จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น แล้วค่อยๆลดความร้อนลง พอมาถึงผิว ความร้อนลดเหลือ 6,000°C จากนั้นก็มาถึงบรรยากาศ ซึ่งตามตรรกะ ความร้อนก็ควรจะลดลงต่อไปเรื่อยๆ แต่มันไม่เป็นแบบนั้น แรกๆก็ลดลงเหลือ 4,000°C แต่ยิ่งสูงขึ้นไปบนฟ้า ความร้อนกลับเพิ่มอีกครั้ง เมื่อสูงขึ้นไปจนถึงระยะโคโรนา ความร้อนตรงนั้นเพิ่มขึ้นมาถึง 1,000,000°C

กลายเป็นปัญหาที่คาใจกันมานาน ว่าอะไรคือแหล่งพลังงานที่ทำให้บรรยากาศดวงอาทิตย์ โดยเฉพาะบริเวณไกลออกไปมากๆ กลับร้อนกว่าผิวดาว

กลุ่มนักวิจัยจากสถาบัน Centre de Physique Théorique (CNRS/École Polytechnique) และ GENCI ที่ IDRIS-CNRS ได้ใช้โมเดลคำนวนระบบพลังงานของดวงอาทิตย์และพบว่า ดวงอาทิตย์มีการส่งกระแสแม่เหล็กจากปฏิกิริยาการพาความร้อนใกล้ชั้นของผิวดาวด้านในให้พุ่งขึ้นไปในบรรยากาศคล้ายลำต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็น กระแสแม่เหล็กเหล่านี้เหนี่ยวนำให้เกิดกระสไฟฟ้าและเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านอนุภาคของพลาสมาจะก่อให้เกิดความร้อนขึ้น พูดให้ง่ายคือบรรยากาศชั้นบนในแถบโคโรนาของดวงอาทิตย์ ถูก “ต้ม” ให้ร้อนขึ้นมา คล้ายๆเตาแม่เหล็กไฟฟ้าในร้านสุกี้ ความร้อนที่เกิดจึงมีแหล่งที่มาจากแม่เหล็กนั่นเอง

พลาสมาที่ร้อนจะถูกแรงโน้มถ่วงดึงกลับลงมาที่ผิวดวงอาทิตย์พร้อมพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าบางส่วน ก่อให้เกิดการเสริมการเหนี่ยวรอบใหม่ทำให้พลาสมาด้านบนในชั้นโคโรนายังคงร้อนจัดไปอย่างนั้นตลอดไป

Hits 203 ครั้ง

กำเนิดโลก

วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, March 14, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.lesa.biz/earth/earth-system/earth-origin
รายละเอียด: 

 เอกภพ หรือ จักรวาล (Universe) อุบัติขึ้นเมื่อประมาณ 13,000 ล้านปีมาแล้วตามทฤษฏีบิกแบง ในยุคเริ่มแรกจักรวาลมีขนาดเล็ก พลังงานมหาศาลอัดแน่นเป็นสสาร ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอสไตน์ (E = mc2)  เมื่อจักรวาลเย็นตัวลง ธาตุแรกที่เกิดขึ้นคือ ไฮโดรเจน ซึ่งประกอบขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยโปรตอนและอิเล็คตรอนอย่างละตัว  ไฮโดรเจนจึงเป็นธาตุที่มีอยู่มากที่สุดในจักรวาล เมื่อไฮโดรเจนเกาะกลุ่มกันจนเป็นกลุ่มแก๊สขนาดใหญ่เรียกว่า เนบิวลา (Nebula) แรงโน้มถ่วงที่ศูนย์กลางทำให้กลุ่มแก๊สยุบตัวกันจนเกิดปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชัน หลอมรวมไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียม ดาวฤกษ์จึงกำเนิดขึ้น  เมื่อดาวฤกษ์เผาผลาญไฮโดรเจนจนหมด ก็จะเกิดฟิวชันฮีเลียม เกิดธาตุลำดับต่อไป ได้แก่ คาร์บอน ออกซิเจน ซิลิกอน และเหล็ก (เรียงลำดับในตารางธาตุ) ธาตุเหล่านี้จึงเป็นธาตุสามัญและพบอยู่มากมายบนโลก ในท้ายที่สุดเมื่อดาวฤกษ์ขนาดใหญ่สิ้นอายุขัย ก็จะระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา เกิดธาตุหนักที่หายากในลำดับต่อมา เช่น เงิน ทอง เป็นต้น ธาตุเหล่านี้จึงเป็นธาตุที่หายากบนโลก  

        การเวียนว่ายตายเกิดของดาวฤกษ์เกิดขึ้นหลายรอบ และครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว กลุ่มแก๊สในเอกภพบริเวณนี้ได้รวมตัวกันเป็นหมอกเพลิงชื่อว่า “โซลาร์เนบิวลา” (Solar แปลว่า สุริยะ, Nebula แปลว่า หมอกเพลิง) แรงโน้มถ่วงทำให้กลุ่มแก๊สยุบตัวและหมุนรอบตัวเอง ใจกลางมีความร้อนสูงมากจนเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชัน กลายเป็นดาวฤกษ์ที่ชื่อว่าดวงอาทิตย์ ส่วนวัสดุที่อยู่รอบๆ มีอุณหภูมิต่ำกว่า รวมตัวตามลำดับชั้นกลายเป็นดาวเคราะห์ทั้งหลาย โคจรรอบดวงอาทิตย์  (ภาพที่ 1) และเศษวัสดุที่โคจรรอบดาวเคราะห์ก็รวมตัวเป็นดวงจันทร์บริวาร
ภาพที่ 1  กำเนิดระบบสุริยะ

โลกในยุคแรกเป็นหินหนืดร้อน ถูกกระหน่ำชนด้วยอุกกาบาตตลอดเวลา องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น เหล็กและนิเกิลจมตัวลงสู่แก่นกลางของโลก   ขณะที่องค์ประกอบที่เบากว่า เช่น ซิลิกอน ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก ธาตุและสารประกอบที่เบามาก เช่น ไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำ พยายามแทรกตัวออกจากพื้นผิวกลายเป็นบรรยากาศ เมื่อโลกเย็นลงเปลือกนอกตกผลึกเป็นแร่และหิน  ไอน้ำในอากาศควบแน่นเกิดฝน น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว ไหลลงทะเลและมหาสมุทร  สองพันล้านปีต่อมาการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ได้ตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมาสังเคราะห์ด้วยแสง สร้างอาหารและพลังงาน แล้วปล่อยผลผลิตเป็นแก๊สออกซิเจนออกมา   แก๊สออกซิเจนที่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศชั้นบน แล้วแตกตัวเป็นออกซิเจนอะตอมเดี่ยว และรวมตัวกับออกซิเจนอะตอมคู่ที่มีอยู่เดิมกลายเป็นแก๊สโอโซน  ซึ่งช่วยป้องกันอันตรายจากรังสีอุลตราไวโอเล็ต   นับตั้งแต่นั้นมาทำให้สิ่งมีชีวิตบนบกก็ทวีจำนวนมากขึ้น ออกซิเจนจึงมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลกในเวลาต่อมา (ภาพที่ 2)  สัดส่วนของสิ่งมีชีวิตเช่นพืชและสัตว์เป็นปัจจัยควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนในบรรยากาศ และควบคุมภาวะเรือนกระจกให้อยู่ในสภาวะสมดุล ท่านสามารถติดตามวิวัฒนาการของโลกได้โดยดูจากธรณีประวัติ 

ภาพที่ 2  วิวัฒนาการของโลก

Hits 248 ครั้ง
Subscribe to RSS - ดวงอาทิตย์