Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

ดาราศาสตร์

สดร. เปิดบ้านแถลง 10 เรื่องดาราศาสตร์ที่น่าติดตามปี 2563

Hits 12 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/776-10-2563
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, December 27, 2019
รายละเอียด: 

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2562 - สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เปิดบ้านจัดแถลงข่าว “10 เรื่องดาราศาสตร์น่าติดตามในปี 2563” ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ชูเรื่องเด่น “ดาวพฤหัสบดีเคียงดาวเสาร์” ใกล้ที่สุดในรอบ 397 ปี เผยโฉมความคืบหน้าโครงสร้างพื้นฐานดาราศาสตร์และห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีดาราศาสตร์สุดล้ำ จับตาการส่งยานสำรวจสู่ดาวอังคาร และปรากฏการณ์ดาราศาสตร์น่าติดตามตลอดปี

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ชวนติดตาม 10 เรื่องราว ดาราศาสตร์สำคัญในปี 2563 ดังนี้

1) The Great Conjunction 2020 ดาวพฤหัสบดีเคียงดาวเสาร์ใกล้ที่สุดในรอบ 397 ปี (20 - 23 ธันวาคม 2563) ระยะห่างเพียง 0.1 องศาเท่านั้น เมื่อมองด้วยตาเปล่าจะเสมือนเป็นจุดสว่างเพียงจุดเดียว หากใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีกำลังขยายไม่เกิน 200 เท่า จะสามารถมองเห็นดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีอยู่ในช่องมองภาพเดียวกัน นักดาราศาสตร์เรียกปรากฏการณ์ที่ดาวเคราะห์ทั้งสองปรากฏอยู่ใกล้กันมากบนท้องฟ้าว่า “The Great Conjunction”

2) จันทรุปราคาเงามัว และสุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย อุปราคาในปี 2563 ที่สามารถสังเกตเห็นได้ในประเทศไทยมี 4 ครั้ง ได้แก่ จันทรุปราคาเงามัว : 11 มกราคม/ 6 มิถุนายน/ 30 พฤศจิกายน 2563 และสุริยุปราคาบางส่วน : 21 มิถุนายน 2563

- จันทรุปราคาแบบเงามัว เกิดจากดวงจันทร์โคจรเข้าไปในเงามัวของโลกบางส่วน ไม่ได้ผ่านเข้าไปในบริเวณเงามืดของโลก ดวงจันทร์จึงไม่เว้าแหว่ง ยังคงเห็นเป็นดวงจันทร์เต็มดวงแต่ความสว่างลดลง

- 21 มิถุนายน 2563 จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาวงแหวน แนวคราสวงแหวน พาดผ่านฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกา คาบสมุทรอาหรับ เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และมหาสมุทรแปซิฟิก สำหรับประเทศไทยจะเห็นเป็นสุริยุปราคาบางส่วน ดวงจันทร์จะบดบังดวงอาทิตย์บางส่วน ทำให้มองเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่ง สามารถสังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย แต่ละภูมิภาคจะมองเห็นดวงอาทิตย์ถูกบดบังแตกต่างกัน ดวงอาทิตย์จะถูกบดบังมากที่สุดบริเวณภาคเหนือที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประมาณ 62.70% เวลา 14:42 น.
3) ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้ - ไกลโลกที่สุดในรอบปี

- ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี หรือ Super Full Moon ที่ระยะห่าง 357,022 กิโลเมตร (8 เมษายน 2563) คืนดังกล่าวจะสังเกตเห็นดวงจันทร์เต็มดวงมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย

- ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี หรือ Micro Full Moon ที่ระยะห่าง 406,153 กิโลเมตร (31 ตุลาคม 2563) คืนดังกล่าวจะสังเกตเห็นดวงจันทร์เต็มดวงมีขนาดปรากฏเล็กกว่าปกติเล็กน้อย

4) ดาวเคราะห์ใกล้โลก

- ดาวพฤหัสบดีใกล้โลก (14 กรกฎาคม 2563) ดวงอาทิตย์ โลก และดาวพฤหัสบดี เรียงอยู่ในแนวเดียวกันมีโลกอยู่ตรงกลาง ส่งผลให้ดาวพฤหัสบดีอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบปี ที่ระยะห่างประมาณ 619 ล้านกิโลเมตร ปรากฏเด่นชัดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

- ดาวเสาร์ใกล้โลก (21 กรกฏาคม 2563) ดวงอาทิตย์ โลก และดาวเสาร์ เรียงอยู่ในแนวเดียวกันมีโลกอยู่ตรงกลางส่งผลให้ดาวเสาร์อยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบปี ที่ระยะห่างประมาณ 1,346 ล้านกิโลเมตร ปรากฏเด่นชัดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้หลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า

- ดาวอังคารใกล้โลก (6 - 14 ตุลาคม 2563) - วันที่ 6 ตุลาคม 2563 ดาวอังคารจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกมากที่สุดในรอบปี ที่ระยะห่างประมาณ 62.07 ล้านกิโลเมตร หลังจากนั้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ (ดวงอาทิตย์ โลก และดาวอังคาร เรียงอยู่ในแนวเดียวกัน มีโลกอยู่ตรงกลาง) ห่างจากโลกประมาณ 62.70 ล้านกิโลเมตร ช่วงเวลาดังกล่าวดาวอังคารจะส่องสว่างสุกใส เปล่งประกายสีส้มแดงโดดเด่นบนท้องฟ้าทางทิศตะวันออก

5) ฝนดาวตกมีตลอดทั้งปี แต่ที่น่าจับตาได้แก่ ฝนดาวตกควอดรานติดส์ : 3 - 4 มกราคม (เฉลี่ย 120 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกลีโอนิดส์ : 17-18 พฤศจิกายน (เฉลี่ย 15 ดวงต่อชั่วโมง) และ ฝนดาวตกเจมินิดส์ : 13 - 14 ธันวาคม (เฉลี่ย 150 ดวงต่อชั่วโมง)

6) NASA ส่งยาน MARS 2020 มุ่งสู่ดาวอังคาร ยาน MARS 2020 เป็นรถสำรวจดาวอังคาร ที่องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐอเมริกา (NASA) มีแผนจะส่งขึ้นสู่อวกาศในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 มีภารกิจหลักเพื่อศึกษาดาวอังคารในหลายประเด็น ได้แก่ สภาพแวดล้อมในอดีตบนดาวอังคารในเชิงชีวดาราศาสตร์ กระบวนการทางธรณีวิทยาบนพื้นผิวดาวอังคาร วิวัฒนาการของดาวอังคารในเชิงชีวดาราศาสตร์ เช่น สภาพเอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต (Habitability) ของดาวอังคารในอดีต ความเป็นไปได้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตสมัยดึกดำบรรพ์บนดาวอังคาร การตรวจหาสัญญาณบ่งชี้ถึงสิ่งมีชีวิต (Biosignature) คาดว่ายาน MARS 2020 จะลงสู่พื้นผิวดาวอังคารบริเวณหลุมอุกกาบาตเยเซรอ (Jezero Crater) ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

7) อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร แหล่งเรียนรู้ดาราศาสตร์ครบวงจรแห่งใหม่ของไทย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กำหนดเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร ในวันที่ 27 มกราคม 2563

อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร เป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษา ค้นคว้าวิจัยและพัฒนาทางดาราศาสตร์ของประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแหล่งรวมศิลปวิทยาการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับดาราศาสตร์ เป็นแหล่งค้นคว้า ศึกษาวิจัย บ่มเพาะและสร้างนักวิจัยดาราศาสตร์ เป็นศูนย์บริการข้อมูล ฝึกอบรม ถ่ายทอดเทคโนโลยีดาราศาสตร์ จัดกิจกรรมทางดาราศาสตร์ รวมถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิชาการที่สำคัญของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 54 ไร่ บริเวณตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย อาคารสำนักงานใหญ่ อาคารปฏิบัติการ อาคารท้องฟ้าจำลองและนิทรรศการ ประกอบด้วย ส่วนท้องฟ้าจำลองระบบฟูลโดมดิจิทัล ความละเอียดสูงสุด 8K ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 17 เมตร ความจุ 160 ที่นั่ง และพื้นที่สำหรับรถผู้พิการ อาคารหอดูดาว เป็นอาคารสังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าด้วยกล้องโทรทรรศน์แบบต่างๆ และลานกิจกรรมอเนกประสงค์กลางแจ้ง กำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2563

8) ติดตั้งจานรับสัญญาณกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ณ หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติ

สดร. อยู่ในระหว่างการก่อสร้างหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติ ติดต่อกล้องโทรทรรศน์วิทยุแบบจานเดี่ยว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ภายใต้โครงการพัฒนาเครือข่ายดาราศาสตร์วิทยุและยีออเดซี เพื่อพัฒนางานวิจัยดาราศาสตร์วิทยุและด้านธรณีวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาผลการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเปลือกโลก ซึ่งอาจมีผลต่อการเกิดภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว หรือ สึนามิ เป็นต้น คาดว่าจะดำเนินการยกจานรับสัญญาณ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ติดตั้งบนอาคารฐานรากที่ใช้เป็นอาคารควบคุมการทำงานของกล้องโทรทรรศน์ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2563

9) ปักหมุดหอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชนเต็มรูปแบบ แห่งที่ 4 ของไทย

หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ขอนแก่น เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 คาดว่าจะเปิดให้บริการประมาณปลายปี 2565 หากแล้วเสร็จจะเป็นศูนย์การเรียนรู้ดาราศาสตร์ที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เพื่อบริการวิชาการดาราศาสตร์ สนับสนุนงานวิจัยดาราศาสตร์สำหรับนักเรียน นักศึกษา สถาบันการศึกษาภูมิภาค และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิชาการของชุมชนและท้องถิ่น

10) การพัฒนาเทคโนโลยีดาราศาสตร์ “ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีดาราศาสตร์ขั้นสูง”

นอกจากภารกิจค้นคว้าวิจัย ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางดาราศาสตร์สู่ประชาชนแล้ว สดร. ยังให้ความสำคัญกับการออกแบบและสร้างอุปกรณ์เครื่องมือสำหรับการวิจัย และมุ่งใช้ดาราศาสตร์ เป็นส่วนสำคัญเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี พัฒนาคน ยกระดับงานวิจัยและวิศวกรรม ให้สามารถเป็นผู้ออกแบบและสร้างอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ระดับสูงด้วยตัวเอง ลดการพึ่งพาเทคโนโลยี จากต่างประเทศ ความรู้ความเชี่ยวชาญที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะงานด้านดาราศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปต่อยอดประยุกต์ในสาขาอื่น ๆ ได้อีกด้วย ปัจจุบัน สดร. มีห้องปฏิบัติการเทคโนโลยี ดาราศาสตร์ขั้นสูง 5 ด้าน ได้แก่ 1) เทคโนโลยีทางทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ (Optics and Photonics) 2) เทคโนโลยีด้านความถี่ในช่วงคลื่นวิทยุ (Radio Frequency Technology) 3) เทคโนโลยีแมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) 4) เทคโนโลยีขึ้นรูปชิ้นงานความละเอียดสูง (High Precision Machining) 5) เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงและวิทยาศาสตร์ข้อมูล (High Performance Computing and Data Science)

ดร.ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวนทุกท่านติดตาม 10 เรื่องดาราศาสตร์ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า และขอเชิญชวนทุกคนให้มาเยี่ยมชม เสริมสร้างแรงบันดาลใจทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรียนรู้เรื่องราวดาราศาสตร์ ผ่านท้องฟ้าจำลอง นิทรรศการดาราศาสตร์ และหอดูดาวภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร ที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้าด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจข่าวสารดาราศาสตร์เพิ่มเติม ติดตามได้ที่ www.facebook.com/NARITpage หรือ www.NARIT.or.th

เผยแพร่ข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand
Call Center โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

สดร. ผนึกกำลังโรงเรียนเครือข่ายดาราศาสตร์กว่า 410 แห่ง ทั่วประเทศ จัดชม “สุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย” อย่างปลอดภัย 26 ธันวาคม นี้

Hits 10 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/772-410-26
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, December 26, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ตั้ง 4 จุดสังเกตการณ์ชมสุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทยอย่างปลอดภัย วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม 2562 ณ เชียงใหม่ ฉะเชิงเทรา โคราช สงขลา และระดมโรงเรียนเครือข่ายดาราศาสตร์อีกกว่า 410 แห่งจัดพร้อมกันทั่วประเทศ

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 ธันวาคม 2562 จะเกิดปรากฏการณ์ “สุริยุปราคาวงแหวน” แนวคราสวงแหวนพาดผ่านประเทศอินเดีย ศรีลังกา สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทยจะเห็นเป็น “สุริยุปราคาบางส่วน” ดวงจันทร์จะบดบังดวงอาทิตย์บางส่วน ทำให้มองเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่ง สามารถสังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย แต่ละภูมิภาคจะมองเห็น ดวงอาทิตย์ถูกบดบังแตกต่างกัน ดวงอาทิตย์จะถูกบดบังมากที่สุดบริเวณภาคใต้ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ประมาณร้อยละ 81 ส่วนภาคเหนือที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ดวงอาทิตย์จะถูกบังเพียงร้อยละ 40 กรุงเทพมหานคร ดวงอาทิตย์จะถูกบังประมาณร้อยละ 56

นายศุภฤกษ์กล่าวย้ำว่า ดวงอาทิตย์นอกจากให้ความร้อนแล้ว ยังให้แสงสว่างที่มีความเข้มสูงมาก แม้ขณะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนหรือสุริยุปราคาวงแหวน แสงอาทิตย์ก็ยังเป็นอันตรายต่อสายตาจนส่งผลให้ตาบอดได้ทันที ดังนั้น ห้ามมองดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่า และห้ามมองภาพที่ส่องจากเลนส์กล้องไปยังดวงอาทิตย์โดยตรง ใช้อุปกรณ์กรองแสงช่วยสังเกตการณ์และใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ควรจ้อง ดวงอาทิตย์นานเกิน 5 วินาทีต่อครั้ง ซึ่งการสังเกตการณ์มีหลากหลายวิธีทั้งทางตรงและทางอ้อม

สำหรับความคืบหน้าการจัดกิจกรรม “สุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย” 26 ธันวาคม นี้ สดร. เตรียมพร้อมตั้งจุดสังเกตการณ์สุริยุปราคาอย่างปลอดภัย 4 จุดใหญ่ ได้แก่ เชียงใหม่ - อุทยาน ดาราศาสตร์สิรินธร อ. แม่ริม / ฉะเชิงเทรา - หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา อำเภอแปลงยาว/ นครราชสีมา - หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ สงขลา - หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา อำเภอเมือง แต่ละจุดตั้งกล้องโทรทรรศน์ อุปกรณ์สังเกตการณ์คุณภาพสูง และอุปกรณ์สังเกตการณ์ ดวงอาทิตย์หลากหลายแบบ พร้อมผู้เชี่ยวชาญจาก สดร. คอยให้ความรู้เกี่ยวกับสุริยุปราคา นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายดาราศาสตร์อีกกว่า 410 แห่งทั่วประเทศ ร่วมจัดกิจกรรมสังเกตการณ์สุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย สดร. ได้เตรียมอุปกรณ์สังเกตดวงอาทิตย์อย่างปลอดภัย ให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงได้ร่วมชมสุริยุปราคาครั้งนี้อย่างเต็มที่ กิจกรรมเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป เข้าร่วมฟรี !!! ไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถตรวจสอบจุดสังเกตการณ์ใกล้บ้านท่านได้ที่ www.narit.or.th และเฟซบุ๊คแฟนเพจของ สดร. ที่ www.facebook.com/NARITpage

พิเศษ สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่จุดสังเกตการณ์หลักเชียงใหม่ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร เพียงลงทะเบียนล่วงหน้าที่ http://bit.ly/PartialSocialEclipseTH2019 ลุ้นรับแว่นตาดูดวงอาทิตย์และของรางวัลอื่นๆอีกมากมาย

สำหรับวันที่ 26 ธันวาคม 2562 นี้ ผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางไปสังเกตการณ์ หรืออยู่ในทำเลฟ้าปิด สามารถติดตามถ่ายทอดสดและสุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทยจากจุดสังเกตการณ์หลักทั้ง 4 จุด และสุริยุปราคาวงแหวนจากต่างประเทศ ผ่านเว็บไซต์และเพจของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ นายศุภฤกษ์ กล่าวปิดท้าย ติดตามรายละเอียดปรากฏการณ์สุริยุปราคาและการจัดกิจกรรมสังเกตการณ์เพิ่มเติมได้ที่ www.narit.or.th หรือ www.facebook.com/NARITpage

เผยแพร่ข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand
Call Center โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

เรื่อง ประกาศรับสมัครเข้าร่วมกิจกรรมอบรมผู้ช่วยวิทยากร ปีที่ 2

Hits 22 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/pr-news/4068-ska-assistant-2562
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, November 13, 2019
รายละเอียด: 

หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หน่วยงานที่ดำเนินงานทางด้านดาราศาสตร์ในเขตพื้นที่ภาคใต้ เล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ของนักเรียน นักศึกษา และประชาชน จัดกิจกรรมทางด้านดาราศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เช่น จัดกิจกรรมดูดาว ตั้งกล้องโทรทรรศน์ให้ชมปรากฏการทางด้านดาราศาสตร์ ให้บริการวิชาการ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากทุกครั้ง เพื่อส่งเสริมและแสดงให้เห็นถึงความสำคัญ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา จึงได้จัดกิจกรรมอบรมผู้ช่วยวิทยากรเป็นปีที่ 2 เสริมทักษะ และประสบการณ์ให้กับนักเรียน นักศึกษา ช่วยงานกิจกรรมของหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา ทำให้ผู้มาเข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้อย่างเต็มที่ และช่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมของหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา อันเป็นแหล่งเรียนรู้ทางดาราศาสตร์

ประเภทข่าว: 
news

สดร. เผยความคืบหน้าโครงการภาคีฯ อวกาศไทย “ดาวเทียมสัญชาติไทย TSC-1” พร้อมเปิดตัวซูเปอร์คอมพิวเตอร์ “ชาละวัน” ระบบประมวลผลข้อมูลวิจัยดาราศาสตร์

Hits 93 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/34-news-gov/7844-mosttsc1
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, January 18, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผยความคืบหน้าโครงการภาคีความร่วมมือพัฒนาความสามารถเทคโนโลยีอวกาศไทย เริ่มออกแบบระบบทัศนศาสตร์กล้องโทรทรรศน์อุปกรณ์หลักของดาวเทียม TSC-1 “ดาวเทียมวิจัยฝีมือคนไทยดวงแรก” พร้อมนำเสนอ “ชาละวัน” ระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง สำหรับประมวลผลข้อมูลมหาศาลของงานวิจัยดาราศาสตร์ แก่รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะ ในโอกาสเดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของ สดร. ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา

ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า โครงการภาคีความร่วมมือพัฒนาความสามารถเทคโนโลยีอวกาศไทยเป็นความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันวิจัย ดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) - สดร. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) - สทอภ. และ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) - สซ. เพื่อสร้างดาวเทียมวิจัยขนาดเล็ก น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม ออกแบบและสร้างโดยทีมวิศวกรและบุคลากรของ 3 หน่วยงาน เป็นการสร้างประสบการณ์การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทย

ดร. ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สดร. รับผิดชอบพัฒนาอุปกรณ์วิทยาศาสตร์สำหรับดาวเทียม สทอภ. รับผิดชอบดำเนินการการส่งดาวเทียมขึ้นไปสู่วงโคจร และ สซ. ออกแบบการทดสอบความทนทานของดาวเทียม ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการออกแบบระบบทัศนศาสตร์ของกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 20 ซม. เป็นอุปกรณ์หลักสำคัญของดาวเทียม ซึ่งต้องทนต่อแรงสั่นสะเทือนขณะขนส่งดาวเทียมออกไปนอกโลกและยังสามารถทำงานในอวกาศได้ และนอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์รอง ได้แก่ อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอวกาศ สำหรับศึกษาสภาวะ การเปลี่ยนแปลงสภาพอวกาศที่ใกล้กับชั้นบรรยากาศด้านบนสุดของโลกเราได้ คาดว่าจะสามารถส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศได้ภายในปี พ.ศ. 2567

โอกาสเดียวกันนี้ ดร. อุเทน แสวงวิทย์ นักวิจัยชำนาญการ สดร. ได้นำเสนอโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงและระบบศูนย์ข้อมูลงานวิจัยดาราศาสตร์ หรือ Big Data ของ สดร. เนื่องด้วยงานวิจัยดาราศาสตร์ต้องเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล และใช้ความรู้การคำนวนเชิงสถิติมาช่วยประมวลผล จึงจำเป็นต้องมีระบบที่รองรับความซับซ้อนของข้อมูลต่างๆ เป็นที่มาของการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงชื่อ ชาละวัน (Chalawan Cluster) ช่วยให้การสืบค้นและการวิเคราะห์ต่างๆ ง่ายขึ้น

ระบบดังกล่าวนำมาใช้เก็บข้อมูลงานวิจัยดาราศาสตร์ภายในสถาบันฯ งานวิจัยของนักศึกษาระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ดำเนินงานวิจัยดาราศาสตร์ภายใต้การดูแลของนักวิจัยจาก สดร. รวมถึงงานวิจัยด้านวิทยาการข้อมูล วิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็นต้น และจะเปิดให้นักวิจัยภายนอกและอาจารย์มหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้าใช้ระบบคอมพิวเตอร์ประมวลผลสมรรถนะสูงของ สดร. เพื่อดำเนินงานวิจัยด้าน ดาราศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

ดร. อุเทน กล่าวเพิ่มเติมว่า สดร. มีแผนพัฒนาขีดความสามารถการประมวลผลข้อมูลให้มากขึ้น การพัฒนาดังกล่าวนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อนักวิจัยและนักศึกษาแล้ว ยังช่วยยกระดับศักยภาพของบุคลากรที่พัฒนาระบบ ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ต่อยอดไปในสาขาอื่น ๆ โดยเฉพาะระบบวิเคราะห์ข้อมูลในภาคธุรกิจ เป็นต้น

ด้าน ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวสรุปถึงการติดตาม ความคืบหน้าในวันนี้ว่า ดาวเทียมในโครงการภาคีความร่วมมือพัฒนาความสามารถเทคโนโลยีอวกาศไทย นอกจากจะเป็นดาวเทียมดวงแรกที่คนไทยสร้างเองแล้ว ยังเป็นโครงการที่ช่วยขยายขีดความสามารถของวิศวกรไทย และเพิ่มความเชื่อมั่นในระดับโลก ถือเป็นอีกโครงการที่น่าติดตาม และจะนำมาซึ่งประโยชน์ ก่อให้เกิดมูลค่า ทางเศรษฐกิจในอนาคตด้วย

ดร.สุวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการพัฒนาระบบประมวลผลข้อมูลเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ เป็นการพัฒนาที่ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ สามารถประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกแบบหลักสูตรวิทยาการข้อมูล ซึ่งจะเป็นสาขาที่สำคัญอย่างยิ่งในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร ต่อไปอาจผลักดันหลักสูตรด้านนี้ให้เกิดกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพื่อผลิตนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล ซึ่งจะเป็นที่ต้องการของตลาดในอนาคต นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยต่อไป

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ประเภทข่าว: 
news

สดร. ส่งความสุขผ่าน "ต้นคริสต์มาสแห่งเอกภพ"

Hits 90 ครั้ง
URL: 
http://www.narit.or.th/index.php/pr-news/3797-narit-merry-christmas-2018
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, December 26, 2018
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสในสไตล์คนรักดาราศาสตร์ ด้วย "ต้นคริสต์มาสแห่งเอกภพ" ภาพต้นคริสต์มาสสีแดงขนาดใหญ่ที่เกิดจากแก๊สไฮโดรเจนในอวกาศ ประดับด้วยลูกบอลสีฟ้าแวววาวจากแสงของดาวฤกษ์เกิดใหม่ ตกแต่งปลายยอดต้นคริสต์มาสด้วยกรวยสีแดงคล้ำ หนึ่งในผลงานจากกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ของ สดร. ณ ประเทศออสเตรเลีย

ในภาพนี้ คือ NGC 2264 เป็นชื่อเรียกรวมๆ ของเนบิวลาแบบเรืองแสง (Emission Nebula) ขนาดใหญ่ และกระจุกดาวเปิด (Open Cluster) ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ซึ่งเป็นกระจุกดาวอายุน้อยและมีความสว่างมาก อยู่ในกลุ่มดาวยูนิคอร์น (Monoceros) ห่างจากโลกประมาณ 2,600 ปีแสง ลักษณะการเรียงตัวของกระจุกดาวเป็นรูปสามเหลี่ยม คล้ายกับต้นคริสต์มาส จึงเรียกว่า Christmas Tree Cluster มีดาวแปรแสงชื่อ เอส โมโนซีโรทิส (S Monocerotis) หรือ 15 โมโนซีโรทิส (15 Monocerotis) อยู่ในตำแหน่งลำต้นของต้นคริสต์มาส ในขณะที่ดาวแปรแสงอีกดวงหนึ่งซึ่งเป็นดาวยักษ์สีน้ำเงินชื่อ V429 โมโนซีโรทิส (V429 Monocerotis) อยู่ในตำแหน่งยอดต้นไม้ เหนือขึ้นไปเป็นเนบิวลามืดสีแดงคล้ำรูปแท่งกรวย เรียกว่า เนบิวลารูปโคน (Cone Nebula)

ส่วนของเนบิวลารูปโคน และบริเวณโดยรอบกระจุกดาวคือก้อนแก๊สไฮโดรเจนขนาดใหญ่ เฉพาะส่วนที่เป็นรูปโคนคือก้อนแก๊สและฝุ่นในอวกาศที่มีอุณหภูมิต่ำ แก๊สและฝุ่นเหล่านี้ดูดซับแสงเรืองของดวงดาว และเนบิวลาที่อยู่ฉากหลังทำให้มันดูมีสีคล้ำกว่า โครงสร้างรูปกรวยมีลักษณะคล้ายกับแท่นเสาแห่งการกำเนิด (Pillar of Creation) ที่อยู่ในบริเวณเนบิวลานกอินทรี (Eagle Nebula หรือ M16) บริเวณกลุ่มดาวงู (Serpens) เนบิวลารูปโคนที่เป็นแท่งสีคล้ำมีความกว้างประมาณ 7 ปีแสง ส่วนปลายมีกระจุกดาวเปิดประกอบด้วยดาวฤกษ์อายุน้อยแต่สว่างกลุ่มหนึ่ง เรียงตัวในรูปแบบที่คล้ายผลึกหิมะ บางครั้งจึงเรียกว่า สโนว์เฟลคคลัสเตอร์ (Snowflake Cluster)

บันทึกและประมวลผลภาพโดย คุณตระกูลจิตร จิตตไสยะพันธ์ และคุณกีรติ คำคงอยู่ ใช้กล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัติโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ติดตั้ง ณ หอดูดาวสปริงบรู๊ค ประเทศออสเตรเลีย

งานประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

โทร. 053-121268-9 ต่อ 210-211 , 081-8854353 โทรสาร 053-121250

E-mail: pr@narit.or.th Website : www.narit.or.th

Facebook : www.facebook.com/NARITpage

Twitter : @N_Earth, Instagram : @NongEarthNARIT

Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร. 1313

ประเภทข่าว: 
news

10 เรื่องดาราศาสตร์น่าติดตามในปี 2562

วันที่: 
Thursday, December 20, 2018

สดร.เผย10เรื่องดาราศาสตร์ ที่น่าติดตามในปี2562 
สดร.เผยเรื่องเด่นดาราศาสตร์ปีหน้า ชูครบรอบ 50 ปี ยานอะพอลโล 11 นำมนุษย์เหยียบบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก  พร้อมชวนติดตามปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่สำคัญทั้งจันทรุปราคาบางส่วนและสุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย   
 

วันนี้( 19 ธันวาคม 2561)ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)   หรือ สดร.  แถลงข่าว  “10 เรื่องดาราศาสตร์ที่น่าติดตามในปี 2562”   

ดร.ศรัณย์  โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสดร. เปิดเผยว่า  เรื่องเด่น10 เรื่องที่สดร.นำมาเสนอ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2562  ซึ่งมีหลายเรื่องที่น่าสนใจ  โดยในปี 2562 นี้ เรื่องแรกก็คือ การครบรอบ 50 ปี ยานอะพอลโล 11 ที่นำมนุษย์เหยียบบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม  2512    ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่ก่อให้เกิดความก้าวหน้ามหาศาลทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เรื่องต่อมาคือการครบรอบ 100 ปี สุริยุปราคาเต็มดวงพิสูจน์ทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ( 29 พฤษภาคม) ซึ่งเป็นการพิสูจน์ที่ทำให้มุมมองของมนุษย์ต่อเอกภพเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง  ส่วนเรื่องที่สามคือ สดร.จะเดินหน้าปักหมุดสร้าง “หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติ”  และ ติดตั้ง “กล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติ” ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานทางดาราศาสตร์ของไทย  ที่ขยายขีดความสามารถงานวิจัยด้านดาราศาสตร์ในช่วงคลื่นวิทยุ และ เชื่อมเครือข่ายร่วมกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุนานาชาติ เพื่อการพัฒนางานวิจัยระดับโลก

สำหรับเรื่องที่สี่ก็คือการ เตรียมสร้าง “ดาวเทียมวิจัย” ของคนไทย โดยคนไทย เพื่อคนไทย ผสานภาคี 3 สถาบัน ได้แก่สดร. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) หวังใช้ดาราศาสตร์เป็นโจทย์สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ก้าวแรกในการพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอวกาศและดาวเทียมของไทย   และห้าในช่วงกลางปี2562  สดร.พร้อมเปิด “หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา”  หอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชนเต็มรูปแบบ แห่งที่ 3 ของไทย  เพื่อบริการวิชาการดาราศาสตร์ สนับสนุนงานวิจัยดาราศาสตร์สำหรับนักเรียน นักศึกษา และสถาบันการศึกษาในภาคใต้ และเป็นศูนย์เรียนรู้ดาราศาสตร์มุสลิมอย่างครบวงจร

ดร.ศรัณย์   กล่าวว่า เรื่องที่หก คือ ปรากฎการณ์ด้านดาราศาสตร์ที่สำคัญคือจะเกิดจันทรุปราคาบางส่วนและสุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย   โดย ปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน  จะเกิดขึ้นในวันที่ 17 กรกฎาคม 2562  สังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย ตั้งแต่เวลาประมาณ 01:44 - 06:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)  ส่วนปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วน  จะเกิดในวันที่  26 ธันวาคม 2562   สังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย ตั้งแต่เวลาประมาณ 10:18 - 13:57 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ดวงอาทิตย์ถูกบังมากที่สุดบริเวณภาคใต้ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ประมาณร้อยละ 81      

สำหรับเรื่องเด่นทางดาราศาสตร์เรื่องที่เจ็ดคือ  ปรากฎการณ์ ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้-ไกลโลกที่สุดในรอบปี ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี หรือ ซูเปอร์  ฟูลมูน (Super Full Moon) ในวันที่  19 กุมภาพันธ์  2562 และ ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี หรือ ไมโครฟูลมูน (Micro Full Moon)  ในวันที่  14 กันยายน 2562
 
ส่วนเรื่องที่แปดคือ ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ใกล้โลก  ดาวพฤหัสบดีใกล้โลก ในวันที่  10 มิถุนายน 2562 และดาวเสาร์ใกล้โลก     9 กรกฎาคม  2562   ซึ่งโอกาสดีที่จะสังเกตการณ์ได้ยาวนานตลอดคืนตั้งแต่อาทิตย์ตกลับขอบฟ้าจนถึงรุ่งเช้า   และเก้าคือปรากฎการณ์ ฝนดาวตก ที่มีให้ชมตลอดทั้งปี แต่ที่น่าจับตาได้แก่ ฝนดาวตกควอดรานติดส์ ในวันที่  3-4 มกราคม (เฉลี่ย 120 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์  6-7 พฤษภาคม (เฉลี่ย 50 ดวงต่อชั่วโมง) และ ฝนดาวตกเดลต้า -  อควอริดส์  30-31 กรกฎาคม (เฉลี่ย 25 ดวงต่อชั่วโมง)        

และเรื่องสุดท้ายคือการชวนชาวไทยจับตาข้ามปี “ดาวเสาร์เคียงดาวพฤหัสบดี” (The Great Conjunction 2020)     ซึ่งดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีเริ่มขยับเข้าใกล้ตั้งแต่ปลายปี 2561  ก่อนที่จะเข้าใกล้กันที่สุด ในวันที่ 21 ธันวาคม 2563  โดยห่างเพียง 0.1 องศา มองด้วยตาจะเห็นเป็นดาวดวงเดียวกัน ซึ่งนับเป็นการเข้าใกล้กันมากที่สุดในรอบ 397 ปี

ดร. ศรัณย์ กล่าวอีกว่า นอกจาก 10 เรื่องดาราศาสตร์ที่น่าติดตาม ปี 2562 ยังเป็นปีแห่งวาระพิเศษที่ สดร. ดำเนินงานครบรอบ 10 ปี การดำเนินงานที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้เน้นการพัฒนาองค์ความรู้ดาราศาสตร์ พัฒนาบุคลากร สร้างความตระหนักและความตื่นตัวทางดาราศาสตร์ ตลอดจนประสานความร่วมมือกับเครือข่ายดาราศาสตร์ระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ดาราศาสตร์ สร้างแรงบันดาลใจใฝ่รู้วิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชน นับเป็นการเสริมความเข้มแข็งด้านองค์ความรู้ใน  ทุกระดับ  และสถาบันฯ จะยังคงเดินหน้าใช้เทคโนโลยีดาราศาสตร์เป็นเครื่องมือพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างคนเก่งมาช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติต่อไป

แหล่งที่มา: 
https://www.dailynews.co.th/it/683409
ภาพประกอบ: 

กระทรวงวิทย์ฯ ชวนจับตา “10 เรื่องดาราศาสตร์ที่น่าติดตามในปี 2562” ชูเรื่องเด่นครบรอบเหตุการณ์และการค้นพบสำคัญทางดาราศาสตร์

Hits 72 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/34-news-gov/7775-prmostnarit19122561
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, December 20, 2018
รายละเอียด: 

กระทรวงวิทย์ฯ ชวนจับตา “10 เรื่องดาราศาสตร์ที่น่าติดตามในปี 2562” ชูเรื่องเด่นครบรอบเหตุการณ์และการค้นพบสำคัญทางดาราศาสตร์ อัพเดทข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานดาราศาสตร์ “กล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติ” ขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน พร้อมเดินหน้าสร้าง “ดาวเทียมวิจัย” โดยคนไทย เพื่อคนไทย และเผยปรากฏการณ์ดาราศาสตร์น่าติดตามตลอดปี

เวลา 14.00 น. (19 ธันวาคม 2561) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) จัดงานแถลงข่าว "10 เรื่องดาราศาสตร์น่าติดตามในปี 2562" เพื่อเผยแพร่ข้อมูลปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่สำคัญและความก้าวหน้าทางดาราศาสตร์ของไทย รวมถึงกิจกรรมทางดาราศาสตร์ในปี 2562 โดยมี ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ เป็นผู้แถลงข่าวเชิญชวนให้ร่วมติดตามปรากฏการณ์ที่สำคัญทางดาราศาสตร์ ในปี 2562 ที่จะถึงนี้ ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ เล่าว่า มีหลากหลายประเด็นที่ทาง สดร. ได้นำมาสรุปเป็น 10 เรื่องเด่นที่น่าจับตา ดังนี้

1) ครบรอบ 50 ปี ยานอะพอลโล 11 นำมนุษย์เหยียบบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก (21 กรกฎาคม) ภารกิจที่ก่อให้เกิดความก้าวหน้ามหาศาลทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

2) ครบรอบ 100 ปี สุริยุปราคาเต็มดวงพิสูจน์ทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ (29 พฤษภาคม) การพิสูจน์ที่ทำให้มุมมองของมนุษย์ต่อเอกภพเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

3) เดินหน้าปักหมุดสร้าง “หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติ” ติดตั้ง “กล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติ” ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกหนึ่งโครงสร้าง พื้นฐานทางดาราศาสตร์ของไทย ขยายขีดความสามารถงานวิจัยด้านดาราศาสตร์ในช่วงคลื่นวิทยุ และ เชื่อมเครือข่ายร่วมกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุนานาชาติ เพื่อการพัฒนางานวิจัยระดับโลก

4) เตรียมสร้าง “ดาวเทียมวิจัย” ของคนไทย โดยคนไทย เพื่อคนไทย ผสานภาคี 3 สถาบัน ได้แก่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) หวังใช้ดาราศาสตร์เป็นโจทย์สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ก้าวแรกในการพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอวกาศและดาวเทียมของไทย

5) กลางปีพร้อมเปิด “หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา” หอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชนเต็มรูปแบบ แห่งที่ 3 ของไทย (25 กรกฎาคม) เพื่อบริการวิชาการดาราศาสตร์ สนับสนุนงานวิจัยดาราศาสตร์สำหรับนักเรียน นักศึกษา และสถาบันการศึกษาในภาคใต้ และเป็นศูนย์เรียนรู้ดาราศาสตร์มุสลิมอย่างครบวงจร

6) จันทรุปราคาบางส่วนและสุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย ปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน : 17 กรกฎาคม สังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย ตั้งแต่เวลาประมาณ 01:44 - 06:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วน : 26 ธันวาคม สังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย ตั้งแต่เวลาประมาณ 10:18 - 13:57 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ดวงอาทิตย์ถูกบังมากที่สุดบริเวณภาคใต้ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ประมาณร้อยละ 81

7) ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้-ไกลโลกที่สุดในรอบปี ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี หรือ ซูเปอร์ ฟูลมูน (Super Full Moon) : 19 กุมภาพันธ์ และ ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี หรือ ไมโครฟูลมูน (Micro Full Moon) : 14 กันยายน

8) ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ใกล้โลก ดาวพฤหัสบดีใกล้โลก : 10 มิถุนายน และดาวเสาร์ใกล้โลก : 9 กรกฎาคม โอกาสดีที่จะสังเกตการณ์ได้ยาวนานตลอดคืนตั้งแต่อาทิตย์ตกลับขอบฟ้าจนถึงรุ่งเช้า

9) ฝนดาวตก มีตลอดทั้งปี แต่ที่น่าจับตาได้แก่ ฝนดาวตกควอดรานติดส์ : 3-4 มกราคม (เฉลี่ย 120 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์ : 6-7 พฤษภาคม (เฉลี่ย 50 ดวงต่อชั่วโมง) และ ฝนดาวตกเดลต้า-อควอริดส์ : 30-31 กรกฎาคม (เฉลี่ย 25 ดวงต่อชั่วโมง)

10) ชวนชาวไทยจัับตาข้ามปี “ดาวเสาร์เคียงดาวพฤหัสบดี” (The Great Conjunction 2020) ดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีเริ่มขยับเข้าใกล้ตั้งแต่ปลายปี 2561 และจะเข้าใกล้กันที่สุด ในวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ห่างเพียง 0.1 องศา มองด้วยตาจะเห็นเป็นดาวดวงเดียวกัน นับเป็นการเข้าใกล้กันที่สุดในรอบ 397 ปี

ดร. ศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจาก 10 เรื่องดาราศาสตร์ที่น่าติดตาม ปี 2562 ยังเป็นปีแห่งวาระพิเศษที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ดำเนินงานครบรอบ 10 ปี การดำเนินงานที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้เน้นการพัฒนาองค์ความรู้ดาราศาสตร์ พัฒนาบุคลากร สร้างความตระหนักและความตื่นตัวทางดาราศาสตร์​ ตลอดจนประสานความร่วมมือกับเครือข่ายดาราศาสตร์ระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ดาราศาสตร์ สร้างแรงบันดาลใจใฝ่รู้วิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชน นับเป็นการเสริมความเข้มแข็งด้านองค์ความรู้ใน ทุกระดับ และสถาบันฯ จะยังคงเดินหน้าใช้เทคโนโลยีดาราศาสตร์เป็นเครื่องมือพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างคนเก่งมาช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติต่อไป ทั้งนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวสารกิจกรรมพิเศษครบรอบ 10 ปี ในปีหน้าด้วย

ประเภทข่าว: 
news

นิทรรศการ “ดาวจรัสฟ้า” (STARRY SKY ILLUMINATION)

Hits 84 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/knowledge/modern-science/148-world-of-science/7630-starry-sky-illumination
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, November 16, 2018
รายละเอียด: 

นิทรรศการ “ดาวจรัสฟ้า” จัดแสดงท้องฟ้ายามราตรี นำเสนอภาพถ่ายดาราศาสตร์และภาพยนตร์ดาราศาสตร์ที่ถ่ายจากสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งภาพแต่ละภาพดูงดงามเสมือนจริง โดยแบ่งออกเป็น 7 โซน ด้วยกัน คือ

โซนที่ 1 เหตุการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์ จัดแสดงเหตุการณ์ดาราศาสตร์ที่สำคัญ ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณถึงปัจจุบัน
โซนที่ 2 ดวงดาราห่มฟ้าเมืองไทย จัดแสดงภาพถ่ายท้องฟ้ายามค่ำคืนของประเทศไทย
โซนที่ 3 หนึ่งโลกฟ้าเดียว จัดแสดงภาพถ่ายท้องฟ้ายามค่ำคืนของสถานที่สำคัญทั่วโลกท่ามกลางอารยธรรมเก่าแก่บนความเชื่อทางดาราศาสตร์
โซนที่ 4 ภาพเหมือนของเทหวัตถุ จัดแสดงภาพเหมือนของวัตถุบนท้องฟ้า เช่น กาแล็กซี เนบิวลา กลุ่มดาว พระอาทิตย์ พระจันทร์และปรากฏการณ์ท้องฟ้า
โซนที่ 5 ภาพถ่ายค่ำคืนแห่งดวงดาวแบบไทม์แลปส์ จัดแสดงภาพโดยใช้เทคนิคการถ่ายแบบ Time-Lapse ทำให้เห็นการเคลื่อนที่ของดวงดาว จากการหมุนรอบตัวเองของโลกในระยะเวลา 7 นาที
โซนที่ 6 ท่องอวกาศเสมือนจริง สัมผัสประสบการณ์การเดินทางท่องอวกาศเสมือนจริง โดยฉายภาพด้วยเทคนิคทันสมัยของเครื่องฉายภาพเลเซอร์ 4K ที่มีความละเอียดสูง
โซนที่ 7 ห้วงลึกแห่งจักรวาลกับดาว 22 ล้านดวง

สามารถเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ตั้งแต่วันนี้ – 5 มกราคม 2562 เปิดให้บริการทุกวันอังคาร – ศุกร์ เวลา 09.30 -16.00 น. วันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.30 -17.00 น. (ปิดบริการทุกวันจันทร์) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร 0-2577-9999 ต่อ 2122,2123

ที่มา : องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ
การบริการ (วัน เวลา เปิด-ปิด)
วันอังคาร-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.30-16.00 น.
วันเสาร์ - วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.30-17.00 น.
โทร: 02577-9999, แฟกซ์: 02577-9900
อีเมล์: nsm_mkt@nsm.or.th

ประเภทข่าว: 
news

นักวิทยาศาสตร์ กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)

วันที่: 
Thursday, November 15, 2018

กาลิเลโอ กาลิเลอี (อิตาลี: Galileo Galilei; 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 - 8 มกราคม ค.ศ. 1642) เป็นชาวทัสกันหรือชาวอิตาลี ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ผลงานของกาลิเลโอมีมากมาย งานที่โดดเด่นเช่นการพัฒนาเทคนิคของกล้องโทรทรรศน์และผลสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ที่สำคัญจากกล้องโทรทรรศน์ที่พัฒนามากขึ้น งานของเขาช่วยสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัสอย่างชัดเจนที่สุด กาลิเลโอได้รับขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งดาราศาสตร์สมัยใหม่"[1] "บิดาแห่งฟิสิกส์สมัยใหม่"[2] "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์"[2] และ "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่"[3]

การศึกษาการเคลื่อนที่ของวัตถุที่มีความเร่งคงที่ ซึ่งสอนกันอยู่ทั่วไปในระดับมัธยมศึกษาและเป็นพื้นฐานสำคัญของวิชาฟิสิกส์ก็เป็นผลงานของกาลิเลโอ รู้จักกันในเวลาต่อมาในฐานะวิชาจลนศาสตร์ งานศึกษาด้านดาราศาสตร์ที่สำคัญของกาลิเลโอได้แก่ การใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์คาบปรากฏของดาวศุกร์ การค้นพบดาวบริวารของดาวพฤหัสบดี ซึ่งต่อมาตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่เขาว่า ดวงจันทร์กาลิเลียน รวมถึงการสังเกตการณ์และการตีความจากการพบจุดดับบนดวงอาทิตย์ กาลิเลโอยังมีผลงานด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ซึ่งช่วยพัฒนาการออกแบบเข็มทิศอีกด้วย

การที่ผลงานของกาลิเลโอสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัสกลายเป็นต้นเหตุของการถกเถียงหลายต่อหลายครั้งในชีวิตของเขา เพราะแนวคิดเรื่องโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลนั้นเป็นแนวคิดหลักมานานแสนนานนับแต่ยุคของอาริสโตเติล การเปลี่ยนแนวคิดใหม่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีข้อมูลสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจนจากกาลิเลโอช่วยสนับสนุน ทำให้คริสตจักรโรมันคาทอลิกต้องออกกฎให้แนวคิดเช่นนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะขัดแย้งกับการตีความตามพระคัมภีร์[4] กาลิเลโอถูกบังคับให้ปฏิเสธความเชื่อเรื่องดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง และต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในบ้านกักตัวในความควบคุมของศาลศาสนาโรมัน

แหล่งที่มา: 
https://th.wikipedia.org/กาลิเลโอ_กาลิเลอี
ภาพประกอบ: 

ภารกิจสู่ห้วงอวกาศลึกอาจทำให้นักบินอวกาศถึงตายได้

วันที่เผยแพร่: 
Friday, October 12, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45763046
รายละเอียด: 

นักบินอวกาศขององค์การนาซาออกปฏิบัติงานที่ด้านนอกของสถานีอวกาศนานาชาติImage copyrightNASA

คำบรรยายภาพนักบินอวกาศขององค์การนาซาออกปฏิบัติงานที่ด้านนอกของสถานีอวกาศนานาชาติ

ผลวิจัยล่าสุดซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซาระบุว่า การเดินทางเป็นเวลานานเพื่อปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศลึกนั้น มีความเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิตกับนักบินอวกาศอยู่สูงมาก เนื่องจากรังสีคอสมิกที่รุนแรงจะทำลายระบบทางเดินอาหารจนเสียหาย โดยไม่สามารถจะรักษาหรือฟื้นฟูได้

ทีมวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (GUMC) ในสหรัฐฯ เผยผลการศึกษาซึ่งชี้ว่า การเดินทางสู่ห้วงอวกาศลึกหรือแม้แต่การเดินทางไปยังดาวอังคารนั้น จะทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้ของมนุษย์อวกาศได้รับความเสียหาย จนกระทั่งทำงานผิดปกติและเกิดมะเร็งขึ้นได้ เนื่องจากเนื้อเยื่อภายในถูกไอออนหนักของธาตุอย่างเหล็กและซิลิคอนซึ่งมีอยู่ในรังสีคอสมิกชนปะทะตลอดเวลา

 

ดร. คามาล ดัตตา ผู้นำทีมนักวิจัยบอกว่า "ไอออนหนักที่มีมวลมาก สร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อและดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตได้มากกว่ารังสีเอกซ์หรือรังสีแกมมา ซึ่งเป็นโฟตอนหรืออนุภาคของแสงที่ไม่มีมวล"

"เทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่สามารถคิดค้นเกราะป้องกันรังสีคอสมิก ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอจะปกป้องนักบินอวกาศจากไอออนหนักได้ และแม้เราอาจจะใช้วิธีกินยาต้านผลกระทบไม่พึงประสงค์นี้ แต่ก็ยังไม่มีใครลงมือพัฒนาตัวยาดังกล่าวขึ้นมา" ดร. ดัตตา กล่าว

ก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยที่ชี้ว่า รังสีคอสมิกในอวกาศสร้างความเสียหายต่อสมองในระดับที่มีนัยสำคัญ ทั้งทำให้ร่างกายของนักบินอวกาศชราภาพลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย แต่การเดินทางในอวกาศระยะสั้นเช่นการสำรวจดวงจันทร์ จะไม่ทำให้นักบินอวกาศได้รับรังสีคอสมิกมากนัก

ภาพจากฝีมือศิลปินจำลองการปฏิบัติภารกิจของมนุษย์อวกาศบนดาวอังคารImage copyrightSPL

คำบรรยายภาพภาพจากฝีมือศิลปินจำลองการปฏิบัติภารกิจของมนุษย์อวกาศบนดาวอังคาร

ทีมวิจัยของ GUMC ได้ทดลองให้หนูกลุ่มหนึ่งได้รับไอออนหนักของธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นอนุภาคแบบเดียวกับที่นักบินอวกาศต้องเจอในระดับต่ำ โดยมีหนูทดลองที่ได้รับแต่รังสีแกมมาอีกกลุ่มหนึ่งเป็นตัวเปรียบเทียบ ซึ่งผลปรากฏว่าหนูทดลองกลุ่มแรกไม่สามารถดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายได้ และเกิดก้อนเนื้อมะเร็งในระบบทางเดินอาหารขึ้นภายในเวลาไม่นาน

"ระบบทางเดินอาหารของคนเรามีการผลัดเซลล์เนื้อเยื่อชั้นบน และสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนอยู่เสมอทุก 3-5 วัน หากกระบวนการนี้ถูกรบกวนก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติและโรคภัยขึ้นได้" ดร. อัลเบิร์ต ฟอร์เนซ จูเนียร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเฉพาะทางของนาซาที่ GUMC กล่าวเสริม

ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าความผิดปกติจากรังสีคอสมิกในห้วงอวกาศลึกนี้ สามารถเกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของคนเราได้เช่นกัน ซึ่งจะต้องมีการศึกษาทดลองกันโดยละเอียดต่อไป

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 85 ครั้ง
Subscribe to RSS - ดาราศาสตร์