Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

ดื้อยา

"ใช้ยาไม่สมเหตุผล" ต้นเหตุ "ดื้อยา" อันตรายที่คนมองข้าม

วันที่: 
Thursday, November 28, 2019

ประเทศไทยมีมูลค่าการบริโภคยาประมาณร้อยละ 41 ของค่าใช้จ่ายสุขภาพ สูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีค่าใช้จ่ายด้านยาต่อค่าใช้จ่ายสุขภาพเพียงร้อยละ 10-20 ข้อมูลจากการศึกษาวิจัย พบการบริโภคยาอย่างไม่เหมาะสมในทุกระดับทั้งในสถานพยาบาลภาครัฐและเอกชน การใช้ยาในชุมชนโดยเฉพาะยาที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ยาต้านจุลชีพ ยาสเตียรอยด์ ยาชุด เป็นต้น

โดยในปี 2555 มีงานศึกษาพบว่า ผู้ป่วย 19.2 ล้านคนครอบครองยาเกินความจำเป็น และรัฐต้องสูญเสียงบประมาณจากการครอบครองยาเกินจำเป็นราว 2,370 ล้านบาท/ปี ชัยณรงค์ สังข์จ่าง ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่า โดยเจตนารมณ์ของการใช้ยาสมเหตุสมผลคือการมุ่งให้ประชาชนใช้ยาอย่างปลอดภัย แต่โจทย์หลักของการใช้ยาคือความคิดความเชื่อของคนในชุมชน การใช้ยาฆ่าเชื้อเป็นความเชื่อผิด ๆ ของคนจำนวนมาก จึงต้องขยับที่ประเด็น ไม่ใช่มุ่งเน้นที่หน่วยงาน เช่น ต้องสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่จะปรับเปลี่ยนวิธีคิด เน้นงานสื่อสาร งานในพื้นที่ แล้วหน่วยงานอื่น ๆ ก็จะขยับตาม

หลีกเลี่ยงการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผล เพื่อหยุดปัญหาดื้อยา
เราสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาการดื้อยาได้ง่าย ๆ ด้วยจนเอง โดยการปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนกินยาทุกครั้ง หากมีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ปวดศีรษะ สามารถกินยาแก้ปวดได้ แต่ควรกินตามขนาดของยาที่กำหนด เช่น 1 เม็ดทุก 6 ชั่วโมง และไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 5 วัน หากยังไม่หายดีควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด นอกจากนี้ยาที่ควรระมัดระวังคือ ยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ไม่ควรซื้อกินเองโดยเด็ดขาด เพราะหากกินยาในขณะที่ไม่ได้มีเชื้อโรคให้ฆ่า หรือไม่ได้มีอาการอักเสบอะไร จะทำให้เกิดการดื้อยาได้

แหล่งที่มา: 
https://www.sanook.com/health/18637/
ภาพประกอบ: 

นกนางนวลออสเตรเลียเป็นพาหะเชื้อโรคดื้อยาปฏิชีวนะ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, July 24, 2019
รายละเอียด: 

นักวิทยาศาสตร์เผยนกนางนวลทั่วออสเตรเลียเป็นพาหะของเชื้อโรคที่ดื้อยาปฏิชีวนะ นกดังกล่าวเป็นพาหะของแบคทีเรียเช่นอีโคไลซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้

นักวิทยาศาสตร์เกรงว่าแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคนี้อาจแพร่กระจายจากนกนางนวลไปสู่คน รวมไปถึงปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงทั้งหลายได้ด้วย

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Murdoch ในเมือง Perth พบว่ากว่า 1 ใน 5 ของนกนางนวลสีเงินทั่วประเทศเป็นพาหะของแบคทีเรียเช่นอี โคไล ที่ดื้อยาปฏิชีวนะ นักวิจัยเชื่อว่านกนางนวลได้เชื้อแบคทีเรียจากสิ่งปฏิกูลและผ้าอ้อมเด็กที่ใช้แล้ว ในขณะที่คุ้ยเขี่ยหาอาหารตามกองขยะหรือถังขยะ

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามนุษย์อาจสามารถติดเชื้อโรคนั้นได้หากมีการสัมผัสกับอุจจาระของนกนางนวล อย่างไรก็ตามการล้างมือให้สะอาดจะช่วยลดความเสี่ยงหลังการสัมผัสได้ มีตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าแบคทีเรียในนกนางนวลดื้อยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายในการรักษาอาการติดเชื้อที่รุนแรง

Dr. Sam Abraham นักจุลชีววิทยาที่มหาวิทยาลัย Murdoch กล่าวว่าแหล่งที่มาของเชื้อแบคทีเรียในนกนางนวลน่าจะเป็นของเสียจากครัวเรือน และว่านักวิจัยเชื่อว่านกนางนวลรับเชื้อแบคทีเรียนี้มาจากมนุษย์ เนื่องจากแบคทีเรียดังกล่าวอาศัยอยู่ในลำไส้ของมนุษย์นกนางนวลอาจจะสัมผัสอุจจาระของมนุษย์ไม่ว่าจะผ่านทางน้ำเสีย หรือผ่านทางผ้าอ้อมเด็กที่ใช้แล้ว หรือผ้าอ้อมของคนสูงอายุจากnursing homes โดยการคุ้ยเขี่ยตามถังขยะ

การศึกษาดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Antimicrobial Chemotherapy และนำโดยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยMurdoch ที่อยู่ทางตะวันตกของออสเตรเลีย

จากผลการศึกษานอกจากนี้นักวิจัยยังเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียพิจารณาหาวิธีป้องกันนกนางนวลและสัตว์ป่าอื่นๆ จากการคุ้ยเขี่ยหลุมทิ้งขยะอีกด้วย

Hits 34 ครั้ง

ดร.อัจฉรา รองปลัด อว. เป็นประธานเปิดงาน ความร่วมมือระหว่าง ไฟเซอร์และซีโอฮุน รุกจัดการปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ

Hits 37 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/282-mhesi-seaohun-10-7-62
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, July 11, 2019
รายละเอียด: 

วันนี้ (10 กรกฎาคม 2562) บริษัทไฟเซอร์ประเทศไทยและเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อสุขภาพหนึ่งเดียวแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia One Health University Network) หรือ "ซีโอฮุน" (SEAOHUN) ซึ่งมีเครือข่ายมหาวิทยาลัย 72 แห่งในแถบภูมิภาคอาเซียน ร่วมสร้างศักยภาพการ
ดำเนินงานสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ One Health พร้อมร่วมประกาศเจตจำนงจัดการภัยคุกคามอันเกิดจากการดื้อยาต้านจุลชีพในประเทศไทย ด้วยการควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการให้ความรู้และฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขชุมชนทั่วประเทศไทยรวมถึง
ประเทศสมาชิกภายในเครือข่าย เพื่อเสริมสร้างการใช้ยาปฏิชีวนะให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมี ดร.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน

สำหรับการประกาศเจตจำนงร่วมกันครั้งนี้ระหว่างบริษัท ไฟเซอร์ ประเทศไทย และซีโอฮุน นับว่าสอดรับกับ "แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ.2560-2564" ซึ่งครอบคลุมประเด็นการเฝ้าระวัง การควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม ทั้งในการแพทย์การสาธารณสุข การสัตวแพทย์ และการเกษตรรวมไปถึงการกำหนดกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับการกระจายยาต้านจุลชีพ ทั้งรวมถึงการเพิ่มพูนความรู้ความตระหนักรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดื้อยาต้านจุลชีพ

ความร่วมมือระหว่างซีโอฮุนและไฟเซอร์ในครั้งนี้ยังเป็นการสร้างโอกาสให้กับ บริษัท ไฟเซอร์ ได้ยกระดับการดำเนินงานด้านการแบ่งปันความรู้และการพัฒนาขีดความสามารถ ผ่านการเผยแพร่ความรู้ด้านการแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงการร่วมจัดทำสื่อการให้ความรู้ และการดำเนินกลยุทธ์ในด้านการควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม โดยมีหน่วยงานเครือข่ายของซีโอฮุนเป็นศูนย์กลางสำหรับการเผยแพร่ความรู้ต่างๆ ภายในกลุ่มประเทศสมาชิกเพื่อช่วยยกระดับความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการดื้อยาต้านจุลชีพ

ดร.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ภารกิจของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) คือ การปรับปรุงประสิทธิภาพของ R&D และปรับปรุงเทคโนโลยีชั้นสูง เพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเป็นการริเริ่ม ความร่วมมือของ Pfizer และ SEAOUN ที่พัฒนายาปฏิชีวนะสําหรับอาชีพการรักษาทางการแพทย์

นอกจากนี้ ยังมีองค์กรภายใต้กระทรวง อว. ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTDA) และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (TCELS) ที่ร่วมกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูงเกี่ยวกับ AMR ซึ่งนอกจากจะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความร่วมมือที่มีอยู่แล้วนั้น ยังพัฒนาความร่วมมือใหม่ให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย ถือเป็นเรื่องที่น่าดีใจ ที่ในอนาคตเราจะมีความสามารถในการทํางานร่วมกันอย่างแข็งแกร่งในสาขา AMR ระหว่างพวกเรา นอกจากนี้ ข้อตกลงนี้ยังสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติสําหรับการต่อต้านเชื้อโรคในประเทศไทย รวมถึงการตรวจสอบ AML และการบริหารจัดการแอนติบอดี (AMS) การเพิ่มความรู้และการรับรู้เกี่ยวกับการรักษาแอนตี้บอดี เพื่อมนุษย์ สัตว์ และเกษตรกรรม ทั้งนี้ ทางกระทรวง อว. มีความยินดีที่จะสนับสนุนความร่วมมือในครั้งนี้ต่อไป

นางสาวซูซาน ซิลเบอร์มันน์ ประธานกรรมการ บริษัทไฟเซอร์ อิงค์ (ตลาดเกิดใหม่) กล่าวว่า "ไฟเซอร์ มุ่งมั่นที่จะป้องกัน และช่วยเหลือผู้ป่วยในทุกระยะเพื่อต่อสู้กับโรคติดเชื้อร้ายแรงซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามถึงชีวิต ทั้งนี้ไฟเซอร์เชื่อว่า หน้าที่ความรับผิดชอบขององค์กรนั้น มิใช่เพียงแค่ผลิตและสนับสนุนให้มีการเข้าถึงยาปฏิชีวนะและวัคซีน แต่บริษัท ไฟเซอร์ ยังร่วมมือกับภาครัฐ สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ รวมถึงชุมชนสาธารณสุขขนาดใหญ่ บริษัทไฟเซอร์ ตระหนักดีว่า ทุกภาคส่วนต่างมีบทบาทอันสำคัญยิ่งต่อความพยายามในการร่วมมือกัน เพื่อแก้ไขปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ ความร่วมมือระหว่าง บริษัท ไฟเซอร์ กับ ซีโอฮุน จึงเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัท ไฟเซอร์ ในการต่อสู้กับภัยคุกคามจากการดื้อยาต้านจุลชีพทั้งในระดับประเทศและระดับโลก

ดร.วิพัฒน์ คุรุจิตธรรม กรรมการบริหารเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อสุขภาพหนึ่งเดียวแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือซีโอฮุน กล่าวว่า "ความร่วมมือระหว่างซีโอฮุนและไฟเซอร์ จะช่วยพัฒนาขีดความสามารถของผู้เชี่ยวชาญ ระบบสุขภาพหนึ่งเดียวในด้านการดื้อยาต้านจุลชีพ โดยเชื่อว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกขนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภารกิจในการต่อสู้กับปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพทั้งในประเทศไทยและประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

ประเภทข่าว: 
news

องค์การอนามัยโลกประกาศใช้ยาวัณโรคตัวใหม่กับผู้ป่วยดื้อยารุนแรง

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, March 28, 2019
รายละเอียด: 

วัณโรคเป็นโรคที่ทำให้มนุษย์เจ็บป่วยมานานหลายพันปีเเละยังคุกคามคนเราต่อไป วัณโรคยังคงเป็นโรคติดต่อที่เป็นอันตรายต่อชีวิตมากที่สุดในโลก โดยทำให้คนชีวิตวันละเกือบ 4,500 คน เเละทำให้มีคนติดเชื้อปีละ 10 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม มีความคืบหน้าส่วนมากเกินขึ้นในส่วนของงานวินิจฉัยโรค การป้องกันเเละการรักษาโรค โดยองค์การอนามัยโลกหรือ WHO ชี้ว่า การบำบัดช่วยรักษาชีวิตคนเอาไว้ได้ 54 ล้านคนตั้งเเต่ปี ค.ศ. 2000 แต่องค์การอนามัยโลกเตือนว่าความคืบหน้านี้เสี่ยงที่จะหมดไป เพราะเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนานที่เรียกว่า MDR-TB

การบำบัดวัณโรคดื้อยาในปัจจุบันใช้เวลานาน 2 ปี เป็นการบำบัดด้วยการฉีดยาซึ่งสร้างความเจ็บปวดเเก่ผู้ป่วย เเละอาจมีผลข้างเคียงรุนแรงต่อร่างกาย

WHO ชี้ว่า มีความหวังว่ายาบำบัดวัณโรคแบบใหม่ชนิดรับประทานที่กำลังนำออกมาใช้นี้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการควบคุมการเเพร่ระบาดของเชื้อวัณโรคดื้อยา

เทเรซา คาสาเอวา (Tereza Kasaeva) ผู้อำนวยการโครงการวัณโรคสากลขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า ยาวัณโรคชนิดรับประทานตัวใหม่ที่ WHO เเนะนำนี้ มีผลข้างเคียงต่อร่างกายผู้ป่วยน้อยมาก

คาสาเอวากล่าวว่า เเน่นอนว่าการบำบัดด้วยยากินตัวใหม่จะง่ายกว่าเดิมมาก เเละไม่จำเป็นต้องเข้าพบเเพทย์หรือเจ้าหน้าที่พยาบาลเป็นประจำอีกต่อไปเพื่อรับการฉีดยาบำบัดวัณโรค เเละจากข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพ ทางโครงการเชื่อว่าการบำบัดด้วยยากินแบบใหม่นี้จะได้ผลมากขึ้นอย่างมาก

รัฐบาลของแอฟริกาใต้ได้ประกาศแผนงานที่จะเริ่มใช้การบำบัดวัณโรคด้วยยากินเเบบใหม่นี้เเล้ว แต่ค่าใช้จ่ายของการบำบัดวัณโรคแบบใหม่นี้อยู่ที่ราว 2,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อคน ซึ่งประเทศรายได้น้อยไม่มีกำลังซื้อ

เธอกล่าวว่า แอฟริกาใต้กำลังเจรจากับบริษัทยาหลายแห่งเพื่อลดราคาลงมาที่ 400 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อคน

WHO ชี้ว่า แอฟริกาใต้เป็นหนึ่งใน 20 ชาติที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการระบาดของวัณโรคดื้อยา และชาติอื่นๆ ที่มีปัญหานี้ คือ รัสเซีย จีน อินเดีย ไนจีเรีย ปากีสถานเเละเวียดนาม

(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 109 ครั้ง

ดื้อยาปฏิชีวนะ: จับตามองแบคทีเรียกลายพันธุ์และพัฒนาการดื้อยาแบบทันควัน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, March 25, 2019
รายละเอียด: 

เคยสงสัยไหมว่า แบคทีเรียพัฒนาตัวเองเพื่อเอาชนะยารักษาโรคได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนำเสนอการทดลองนี้ เพื่อให้เห็นว่า พวกมันพัฒนาตัวเองได้เร็วแค่ไหน

นักวิทยาศาสตร์ ม.ฮาร์วาร์ด เลี้ยงแบคทีเรีย อี.โคไล ในจานเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่ เพื่อดูว่า พวกมันพัฒนาการดื้อยาปฏิชีวนะอย่างไร

ที่แถบนอกของจานเพาะเลี้ยงไม่มียาปฏิชีวนะ ถัดเข้ามามียา 1 โดส ที่ปกติใช้ฆ่า อี.โคไล ได้ ความแรงของยา เพิ่มเป็น 10 เท่า แล้วก็ 100 เท่า สุดท้ายที่แถบในสุดยาปฏิชีวนะแรงกว่าปกติ 1,000 เท่า

จากนั้น พวกเขาได้ใส่เชื้อ อี.โคไล ที่ปลายสุดแต่ละด้านของจานเพาะเลี้ยง เชื้อ อี.โคไล ปกติ จะแพร่ไปบริเวณที่ไม่มียาปฏิชีวนะ แต่พวกมันจะตาย เมื่อเจอกับยาโดสแรก แต่สายพันธุ์ที่ดื้อยาจะทะลวงไปได้ มันแพร่ไป และเอาชนะยาที่มีความแรงหนึ่งโดสได้

แบคทีเรียบนผิวหนังมนุษย์เริ่มกลายพันธุ์ เสี่ยงทำให้ติดเชื้อ-ดื้อยารุนแรง
แบคทีเรียในน้ำลายหมีสีน้ำตาลอาจเป็นยาปฏิชีวนะชนิดใหม่
ขั้นต่อไป แบคทีเรียดื้อยานี้ต้องหยุดเพื่อปรับสภาพ แล้วพัฒนาการดื้อยาขึ้นมาใหม่ เพื่อให้รอดจากยาปฏิชีวนะที่มีความแรง 10 เท่า

เชื้อที่กลายพันธุ์ สามารถฝ่าไปได้ถึงความแรง 100 เท่า และสุดท้าย หลังจากพัฒนาการดื้อยาได้มากขึ้น แบคทีเรียนี้ก็รอดจากยาปฏิชีวนะที่มีความแรง 1,000 เท่าได้ แบคทีเรียนี้ใช้เวลาเพียง 10 วัน ในการพัฒนา จนดื้อยาได้อย่างเต็มที่

Hits 109 ครั้ง

ดื้อยาปฏิชีวนะ: จับตามองแบคทีเรียกลายพันธุ์และพัฒนาการดื้อยาแบบทันควัน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, February 12, 2019
รายละเอียด: 

เคยสงสัยไหมว่า แบคทีเรียพัฒนาตัวเองเพื่อเอาชนะยารักษาโรคได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนำเสนอการทดลองนี้ เพื่อให้เห็นว่า พวกมันพัฒนาตัวเองได้เร็วแค่ไหน

นักวิทยาศาสตร์ ม.ฮาร์วาร์ด เลี้ยงแบคทีเรีย อี.โคไล ในจานเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่ เพื่อดูว่า พวกมันพัฒนาการดื้อยาปฏิชีวนะอย่างไร

ที่แถบนอกของจานเพาะเลี้ยงไม่มียาปฏิชีวนะ ถัดเข้ามามียา 1 โดส ที่ปกติใช้ฆ่า อี.โคไล ได้ ความแรงของยา เพิ่มเป็น 10 เท่า แล้วก็ 100 เท่า สุดท้ายที่แถบในสุดยาปฏิชีวนะแรงกว่าปกติ 1,000 เท่า

จากนั้น พวกเขาได้ใส่เชื้อ อี.โคไล ที่ปลายสุดแต่ละด้านของจานเพาะเลี้ยง เชื้อ อี.โคไล ปกติ จะแพร่ไปบริเวณที่ไม่มียาปฏิชีวนะ แต่พวกมันจะตาย เมื่อเจอกับยาโดสแรก แต่สายพันธุ์ที่ดื้อยาจะทะลวงไปได้ มันแพร่ไป และเอาชนะยาที่มีความแรงหนึ่งโดสได้

แบคทีเรียบนผิวหนังมนุษย์เริ่มกลายพันธุ์ เสี่ยงทำให้ติดเชื้อ-ดื้อยารุนแรง
แบคทีเรียในน้ำลายหมีสีน้ำตาลอาจเป็นยาปฏิชีวนะชนิดใหม่
ขั้นต่อไป แบคทีเรียดื้อยานี้ต้องหยุดเพื่อปรับสภาพ แล้วพัฒนาการดื้อยาขึ้นมาใหม่ เพื่อให้รอดจากยาปฏิชีวนะที่มีความแรง 10 เท่า

เชื้อที่กลายพันธุ์ สามารถฝ่าไปได้ถึงความแรง 100 เท่า และสุดท้าย หลังจากพัฒนาการดื้อยาได้มากขึ้น แบคทีเรียนี้ก็รอดจากยาปฏิชีวนะที่มีความแรง 1,000 เท่าได้ แบคทีเรียนี้ใช้เวลาเพียง 10 วัน ในการพัฒนา จนดื้อยาได้อย่างเต็มที่

Hits 81 ครั้ง
Subscribe to RSS - ดื้อยา