Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

ทำงาน

สหรัฐฯ ใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนคนเพิ่มขึ้นสองเท่าในช่วง 9 ปี

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, January 8, 2020
รายละเอียด: 

รายงานระบุว่าจำนวนหุ่นยนต์ที่ใช้ในสถานที่ทำงานทั่วสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นสองเท่าจากปีพ.ศ. 2552 ถึงปี 2560

รายงานดังกล่าวมาจากกลุ่มวิจัยของมูลนิธิ Century Foundation ซึ่งตั้งอยู่ในนิวยอร์ก ซึ่งระบุว่า หุ่นยนต์ส่วนใหญ่ทำงานในฝ่ายการผลิตทั่วรัฐในแถบมิดเวสต์ หรือแถบตอนกลางของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการสูญเสียงานด้านการผลิต

William M. Rodgers III ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ที่ศูนย์พัฒนาบุคลากร Heldrich Center ที่มหาวิทยาลัย Rutgers ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ เป็นผู้ร่วมเขียนรายงานที่ศึกษาว่าหุ่นยนต์ที่ทำงานแทนมนุษย์นั้นส่งผลกระทบต่อคนงานในสหรัฐฯ อย่างไรบ้าง

ศาสตราจารย์ Rodgers กล่าวว่า ปัญหานี้อาจทำให้ผู้คนต้องย้ายถิ่นฐานหรือย้ายงานมากขึ้น แต่บรรดาบริษัทธุรกิจต่าง ๆ ที่ขยายตัวโดยที่ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยี ไม่ต้องพึ่งพาหุ่นยนต์ สามารถรับมือกับปัญหานี้ได้

รัฐบางรัฐในแถบมิดเวสต์มีการใช้หุ่นยนต์มากกว่าพื้นที่อื่นถึงสองเท่า ซึ่งทำให้ผู้คนในบริเวณนั้น ๆ ได้รับความเดือดร้อน

ที่รัฐมิชิแกน โอไฮโอ อินเดียนา อิลลินอยส์ และวิสคอนซิน มีอัตราการใช้แรงงานหุ่นยนต์สูงที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นในธุรกิจด้านการผลิตที่ซึ่งหุ่นยนต์มักจะทำงานที่ไม่ซับซ้อนมากนักในแต่ละวัน รวมถึงการประกอบสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน การลำเลียงสินค้า เชื่อม หรือทาสี เป็นต้น

รายงานพบว่า คนงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการถูกหุ่นยนต์เหล่านี้แย่งงาน คือกลุ่มคนหนุ่มสาว ซึ่งมีระดับการศึกษาน้อยกว่าคนงานกลุ่มอื่น ๆ ส่วนชายและหญิงอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันก็ประสบปัญหาสูญเสียงานมากที่สุดด้วย

ศาสตราจารย์ Rodgers ตั้งข้อสังเกตว่า คนงานในสหรัฐฯ ที่ต้องเปลี่ยนงาน มักต้องเปลี่ยนอาชีพ และรับค่าจ้างที่ต่ำกว่าเดิม ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาเมื่อมีการย้ายงานจำนวนมาก จนนำไปสู่การเกิดปัญหาแรงงานล้นตลาดในบางอุตสาหกรรม และว่าหากความต้องการด้านแรงงานไม่เพิ่มขึ้นรวดเร็วมากพอ ค่าแรงก็จะเริ่มลดลง

ศาสตราจารย์ Rodgers เรียกร้องให้บรรดานายจ้างพัฒนามาตรการที่ดีขึ้นในการให้ความช่วยเหลือพนักงานที่ต้องเปลี่ยนงาน หากพบวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง คนงานที่ถูกหุ่นยนต์แย่งงานอาจสามารถลงเอยด้วยการได้ทำงานในตำแหน่งที่จ่ายค่าจ้างสูงกว่าเดิม โปรแกรมให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ตกงานควรให้ความรู้ตลอดจนการฝึกอบรมเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้กับพนักงานเหล่านั้นสำหรับเส้นทางอาชีพสายใหม่ และในตอนนี้ก็เป็นเวลาที่ดีที่สุดในการเตรียมตัวรับมือกับแรงงานหุ่นยนต์ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ที่มา https://www.voathai.com/a/robots-workforce-01052020/5226267.html

Hits 8 ครั้ง

“สุวิทย์” สั่งการเตรียม 3 ภารกิจรับประเทศไทยก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 เปิดแนวรุกเน้นพัฒนาบัณฑิตและพัฒนาทักษะคนทำงาน

Hits 36 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/561-3-21
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, October 25, 2019
รายละเอียด: 

“สุวิทย์”สั่งการเตรียม 3 ภารกิจรับประเทศไทยก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 เปิดแนวรุกเน้นพัฒนาบัณฑิตและพัฒนาทักษะคนทำงาน หวั่นเทคโนโลยีทำแรงงาน 38 ล้านคนได้รับผลกระทบ พร้อมอัดงบงานวิจัยเพิ่มเป็น 2.8 แสนล้านบาท ภายใน 5 ปี ตอบโจทย์เศรษฐกิจประเทศ มั่นใจสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจเป็น 4.4 ล้านล้านบาท ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คือ การเตรียมประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 โดยมีภารกิจสำคัญสาม เรื่อง คือ 1. การสร้างและพัฒนาคน 2. การวิจัยเพื่อสร้างความรู้ และ 3.การสร้างและพัฒนานวัตกรรม

ทั้งนี้การสร้างและพัฒนาคน อว.ไม่ได้จำกัดแค่เพียงการผลิตบัณฑิตจำนวน 2.5 ล้านคนต่อปีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องขยายไปถึงคนที่อยู่ในการทำงาน จำเป็นต้องพัฒนาทักษะการทำงานเดิม (Re-skill Up-skill) เพราะโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน แรงงานที่มีอยู่กว่า 38 ล้านคน มีบางส่วนที่อาจตกงาน และต้องมีการเปลี่ยนงานจากผลกระทบดังกล่าว พร้อมกันนี้ยังการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ เพื่อการศึกษาและเรียนรู้ของคนสูงวัยจำนวน 11 ล้านคน ซึ่งการเรียนรู้ดังกล่าวไม่ใช่แค่เพียงการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นหลักสูตรที่ตอบโจทย์อาชีพ เช่น บัณฑิตพันธุ์ใหม่ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การเรียนการสอนในระบบ Degree แต่มี Non-degree ด้วย

สำหรับการสร้างองค์ความรู้ การวิจัยเพื่อสร้างความรู้ ซึ่งการลงทุนวิจัยและพัฒนา 5 ปีที่ผ่านมา มีสัดส่วน 0.48% ต่อ GDP วันนี้ได้ขยับขึ้นเป็น 1.1% ต่อ GDP และจะเพิ่มขึ้นไปต่อเนื่อง โดยภายใน 5 ปี ควรขยับจาก 1.1% เป็น 1.5% ต่อ GDP หรือ 280,000 ล้านบาท ซึ่งงบวิจัย 80% จะมาจากเอกชน เป็นตัวคูณสมทบเพิ่มไปอีก 4-5 เท่า ของงบวิจัยภาครัฐ 24,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นว่าการวิจัยต้องตอบโจทย์ประเทศ โจทย์เอกชน โจทย์จากชุมชน โดยแบ่งงานเป็น 4 ส่วน คือ 1) การพัฒนาคน (Brain power และ Man power) 2) การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน 3) การลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาพื้นที่ ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก และ 4) การวิจัยตอบโจทย์ท้าทายสังคม เช่น ปัญหาขยะ ภาวะโลกร้อน

“สิ่งสำคัญของงานวิจัยคือต้องมีเป้าหมาย ไม่ใช่ต่างคนต่างทำจนเป็นเบี้ยหัวแตก แต่จะต้องตอบโจทย์ประเทศ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้เน้นเศรษฐกิจ BCG ซึ่งรวมด้านเกษตร อาหาร การแพทย์ สุขภาพ พลังงาน วัสดุชีวภาพ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เน้นเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่สร้างมูลค่าได้ 3.4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 21% GDP และจะขยับเป็น 4.4 ล้านล้านบาท ใน 3-4 ปีข้างหน้า ซึ่งประชาชน 18 ล้านคน จะได้ประโยชน์ เช่น จากการยกระดับเกษตรกรเป็น Smart farming การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ สร้างงานเพิ่มขึ้น รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น”

นอกจากนี้ยังเพิ่มเติมคือการยกเครื่องมหาวิทยาลัย ซึ่งภารกิจที่ผ่านมา คือ การเดินหน้าปลดล็อกข้อจำกัดของมหาวิทยาลัย แบ่งมหาวิทยาลัยออกเป็น 3 Track หรือ ลู่วิ่ง มหาวิทยาลัยจะตอบตัวเองว่าจะวิ่งลู่ไหน ลู่วิ่งที่ 1 มหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้แข่งนานาชาติ/ระดับโลก ลู่วิ่งที่ 2 มหาวิทยาลัยซึ่งเน้นเทคโนโลยีและภาคอุตสาหกรรม ลู่วิ่งที่ 3 ซึ่งต่อไปจะมีความสำคัญมาก คือ มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่

เผยแพร่ข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand
Call Center โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

ทำงาน 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ช่วยสุขภาพจิตได้มากที่สุด

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, July 3, 2019
รายละเอียด: 

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cambridge และมหาวิทยาลัย Salford ของอังกฤษศึกษาสำรวจความเกี่ยวพันเรื่องชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์กับสุขภาพจิตและความพึงพอใจในชีวิตจากกลุ่มคนทำงานกว่า 71,000 คนในอังกฤษเป็นเวลาเก้าปี โดยกลุ่มตัวอย่างถูกตั้งคำถามเรื่องประเด็นต่างๆ เช่น ความกระวนกระวายใจและปัญหาการนอนหลับซึ่งมีผลต่อสุขภาพจิต

นักวิจัยได้คำตอบว่าชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสมที่สุดต่อสุขภาพจิตคือ 8 ชั่วโมงหรือหนึ่งวันต่อสัปดาห์ และการทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จะไม่สร้างประโยชน์เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามขณะที่การทำงาน 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ดูจะให้คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาสุขภาพจิตให้ดีสมบูรณ์ นักวิจัยพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์กับความพึงพอใจในชีวิตของตัวเองนั้นเปลี่ยนไป โดยนักวิจัยพบว่าผู้ชายได้รับความพึงพอใจเพิ่มขึ้นราว 30% จากการทำงานที่ได้ค่าตอบแทนสัปดาห์ละ 8 ชั่วโมงขณะที่สำหรับผู้หญิงนั้นความพึงพอใจในชีวิตตัวเองจะขึ้นถึงจุดสูงสุดเมื่อทำงานสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง

จากการเพิ่มขึ้นและการคุกคามจากเทคโนโลยีอัตโนมัติรวมทั้งปัญญาประดิษฐ์ ขณะนี้บริษัทต่างๆ กำลังให้ความสนใจทบทวนเรื่องบรรทัดฐานการทำงานและชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ของคนงานมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนงานมีความสุข รักงานที่ทำ รวมทั้งมีสุขภาพจิตที่ดีและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า work-life balance สำหรับคนทำงาน

Hits 66 ครั้ง

นิ้วล็อค ภัยเงียบที่คุณควรรู้

วันที่: 
Monday, December 19, 2016

ขยับนิ้วไม่ได้ จะยืดจะงอก็ไม่ได้…นิ้วล็อค ภัยเงียบที่คุณควรรู้

แหล่งที่มา: 
http://hilight.kapook.com/view/22613
ภาพประกอบ: 
นิ้วล็อค ภัยเงียบที่คุณควรรู้

9 วิธีสร้างภูมิคุ้มกัน โรคออฟฟิศซินโดรม

วันที่: 
Thursday, December 15, 2016

เมื่อต้องทำงานในออฟฟิศเป็นเวลานาน ด้วยพฤติกรรมซ้ำๆ เดิมๆ หลายคนมีอาการร่วมกันหลายอย่าง บางคนชาตามมือและเท้า บางคนปวดตา บางคนเป็นภูมิแพ้ ฯลฯ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป อาการน่ารำคาญแบบนี้อาจลุกลามเป็นโรคที่รุนแรงได้…9 วิธีสร้างภูมิคุ้มกัน โรคออฟฟิศซินโดรม

แหล่งที่มา: 
http://health.haijai.com/3611/
ภาพประกอบ: 
9 วิธีสร้างภูมิคุ้มกัน โรคออฟฟิศซินโดรม
Subscribe to RSS - ทำงาน