Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

ธรรมชาติ

อันตรายสัตว์ทะเลมีพิษ

วันที่: 
Tuesday, October 8, 2019

ท้องทะเลไทยนับว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด คนไทยได้นำสัตว์ทะเลเหล่านี้มาบริโภคเป็นอาหารกันเป็นเวลาช้านาน แต่ก็มีสัตว์ทะเลหลายชนิดที่ไม่สามารถนำมาบริโภคได้เนื่องจากมีพิษ และบางชนิดที่ไม่มีพิษต่อการบริโภค แต่จะเป็นอันตรายหากไปสัมผัส หรือไปอยู่ในบริเวณที่มีสัตว์ทะเลเหล่านั้นชุกชุม ซึ่งแบ่งความอันตรายออกเป็น อันตรายจากสัตว์ทะเลที่มีพิษ กัด ทิ่มแทง หรือต่อย (venomous animals) และปล่อยสารพิษเข้าสู่ร่างกายตรงบริเวณบาดแผลนั้น พิษของสัตว์ทะเลอาจอยู่ที่เงี่ยง ก้าน ครีบ เขี้ยว และมีเข็มพิษที่เรียกว่า นีมาโตศีย์สต์ (nematocyst) ตัวอย่างได้แก่ ดอกไม้ทะเล แมงกะพรุน งูทะเล ปลาสิงโต และเม่นทะเล อันตรายจากการบริโภคเนื้อ และอวัยวะของสัตว์ทะเลที่มีพิษ (poisonous animals) สัตว์ทะเลบางชนิดมีการสะสมสารพิษในบริเวณเนื้อเยื่ออวัยวะภายใน และรังไข่ เมื่อมนุษย์นำเอาสัตว์ทะเลนั้นมาบริโภค จะได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น แมงดาทะเล ปูบางชนิด และปลาปักเป้า เป็นต้น สัตว์บางชนิดมีสารพิษสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อเป็นบางช่วงฤดูกาล เช่น หอยแมลงภู่ หอยนางรม ที่เพาะเลี้ยงอยู่ตามชายฝั่งที่มักเกิดปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสีเป็นประจำในช่วงฤดูฝน หรืออาจได้รับสารพิษจากไดโนแฟลกเจลเลตที่เป็นสาเหตุของปรากฏณ์ดังกล่าวเข้าไป เมื่อมนุษย์นำสัตว์มาบริโภคทำให้ได้รับสารพิษนั้นได้ ในทำนองเดียวกันหากดินตะกอนบริเวณชายฝั่งมีการสะสมโลหะหนัก และยาฆ่าแมลง ที่พัดพามาจากแผ่นดิน สัตว์ทะเลที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นอาจมีการสะสมของสารพิษดังกล่าวด้วยเช่น หอยสองกาบที่อาศัยอยู่ตามพื้นท้องทะเล ได้แก่ หอยลาย หอยแครง เป็นต้น ซึ่งกินอาหารโดยการกรองดินตะกอนและอินทรีย์สารเข้าไป เมื่อคนบริโภคหอยดังกล่าวทำให้ร่างกายได้รับสารพิษของโลหะหนัก และยาฆ่าแมลง อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานในประเทศไทยว่ามีการสะสมโลหะหนัก และยาฆ่าแมลงในหอยเหล่านี้ในปริมาณที่เป็นอันตรายต่อการบริโภค

แหล่งที่มา: 
https://www.sanook.com/travel/1396525/
ภาพประกอบ: 

สัตว์ทะเลสวยงาม

วันที่: 
Monday, September 30, 2019

ปลาทะเลสวยงามร้อยละ 90 เป็นปลาทะเลที่จับมาจากธรรมชาติ ส่วนปลาทะเล สวยงามที่ได้จากการเพาะเลี้ยงสามารถเพาะพันธุ์เพื่อการค้ามีเพียงไม่กี่ชนิด ปลาทะเลสวยงามส่วนใหญ่เป็นปลาตามแนวปะการัง การจับสามารถจับได้หลายรูปแบบ เช่น การดําน้ําลงไปใช้สวิงช้อนปลาการ์ตูนและม้าน้ํา วิธีการนี้สามารถทําได้กับปลาที่ว่ายน้ําช้าและไม่หลบหนีไปตามซอกหินเท่านั้น ต่อมาเป็นวิธีการจับด้วยการใช้ลอบดักปลา โดยที่วิธีนี้ส่วนมาก เป็นการทําการประมงปลาเศรษฐกิจ ปลาที่ติดมักเป็นปลาใหญ่ที่ออกหากินนอกแนวปะการัง เช่น ปลาสินสมุทร ปลานกแก้ว ปลาผีเสื้อ ปลาโนรี วิธีต่อมาสําหรับการจับปลาคือการใช้ตาข่ายขึงล้อมแนวปะการัง จากนั้นผู้จับดําน้ําลงไปไล่ปลาเพื่อให้ติดข่าย จากนั้นว่ายน้ําเข้าไปปลดอย่างรวดเร็ว วิธีนี้อาจทําให้ปลาบอบช้ํา แต่วิธีที่ดีกว่าวิธีสุดท้ายคือ การใช้สารเคมีที่มีส่วนผสมของไซยาไนด์เป็นองค์ประกอบ วิธีสุดท้ายนี้เป็นวิธีที่เคยได้รับความนิยมในอดีต เพราะสามารถจับปลาได้ง่ายและปลาไม่บอบช้ํา แต่ปลาทะเลสวยงามที่จับได้มักตายเมื่อมีสารเคมีตกค้างในระยะเวลาต่อมา การจับปลาทะเลด้วยการใช้สารเคมีจึงไม่เป็นที่ยอมรับจากผู้เลี้ยงปลาทะเลสวยงาม

เกร็ดความรู้ : ปะการังเป็นสัตว์จำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง อาศัยอยู่ในโครงสร้างหินปูน เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญบริเวณชายฝั่งทะเล เป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์จำนวนมาก แหล่งอาหารเพื่อการเจริญเติบโต และเป็นที่เพาะพันธุ์ วางไข่ หลบภัยของสัตว์หลากหลายชนิด

แหล่งที่มา: 
http://www.fish.ku.ac.th/Download/55_RT-Beginer-ReefaquariumBy-Sahapop.pdf
ภาพประกอบ: 

โครงการตามแนวพระราชดำริ : เห็ดในพื้นที่ป่าธรรมชาติ

Hits 96 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/component/flexicontent/165-practical-rad/8103-2019-04-26-07-37-12
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Monday, April 29, 2019
รายละเอียด: 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริและแนวทางการนำความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาทั้งในกรณีเฉพาะหน้าและระยะยาวให้เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์ ความเชื่อทางศาสนา เชื้อชาติ และภูมิหลังทางเศรษฐกิจ สังคม เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ดังสามารถเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ได้เกิดขึ้นจำนวน 4,447 โครงการ

เห็ด เป็น สิ่งมีชีวิตในกลุ่มจุลินทรีย์ ประเภท รา ที่มีวิวัฒนาการสูงกว่าราชนิดอื่นๆ จัดอยู่ในราหมวด Basidiomycotina และ Ascomycotina มีการเจริญเติบโตเป็นเส้นใย และสามารถพัฒนาเป็นดอกหรือกลุ่มก้อน โดยสร้างสปอร์ในส่วนของครีบดอกเพื่อใช้ในการขยายพันธุ์ สำหรับนักจุลชีววิทยา ถือว่า เห็ด เป็น ราชั้นสูง ในขณะที่นักเกษตร มักถือว่า เห็ด เป็นพืชชั้นต่ำ ที่ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ เพราะไม่มี คลอโรฟิล หรือ สารสีเขียวที่ช่วยในการสังเคราะห์แสง
เห็ด ส่วนใหญ่มักพบมากในพื้นที่ป่าธรรมชาติในช่วงฤดูฝน พบเจริญอยู่ตามพื้นดิน ทุ่งหญ้า ต้นไม้ ขอนไม้ ซากไม้ผุพัง ตามอินทรียวัตถุ เช่น กองปุ๋ยหมัก ซากพืช มูลสัตว์ เป็นต้น โดยพื้นที่ป่าแต่ละประเภทก็จะพบชนิดของเห็ดที่แตกต่างกัน หรือในแต่ละฤดูกาลก็จะพบชนิดของเห็ดที่แตกต่างกัน ปัจจัยของสิ่งแวดล้อมก็มีผลต่อการเจริญและความสมบูรณ์ของดอกเห็ดมาก โดยความชื้นที่เพียงพอประกอบกับสภาพอากาศที่อบอ้าวและมีแสงแดดจัด หลังจากที่มีฝนตกปริมาณมากจะเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เห็ดงอก นอกจากสภาพอากาศแล้วสภาพพื้นดินที่มีเศษซากพืชทับถมก่อให้มีธาตุอาหารสมบูรณ์ จะส่งผลให้ดอกเห็ดเจริญสมบูรณ์ได้ดี ในระบบนิเวศ ถือว่า เห็ด เป็นผู้ย่อยอินทรีย์สาร

ปัจจุบันมีการแบ่ง เห็ด ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เห็ดกินได้ (edible mushroom) และ เห็ดพิษ (poisonous mushroom or toadstool)
เห็ดกินได้ มีหลายชนิด เช่น เห็ดฟาง เห็ดหอม มีรสและกลิ่นหอม เห็ดเสม็ด มีรสขม เห็ดขิง เห็ดข่า มีรสเผ็ดซ่า อย่างไรก็ดี เห็ดกินได้ มักมีสารอาหารโปรตีนสูง อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญหลายชนิด จึงเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก และเป็นแหล่งโปรตีนที่มีราคาถูกกว่าอาหารชนิดอื่นๆ บางชนิดนอกจากนำมาใช้ในการประกอบและปรุงอาหารแล้ว ยังสามารถนำไปใช้เป็นยาสมุนไพร เพื่อบำบัดโรค และเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น การลดไขมันในเลือด การต่อต้านมะเร็ง การต่อต้านไวรัส การต่อต้านจุลินทรีย์ รา และพยาธิ และการลดความดันโลหิตเป็นต้น ดังนั้น เห็ดป่าบางชนิดที่มีราคาแพง เช่น เห็ดโคน เห็ดเผาะ จึงเป็นทำรายได้ให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้มีการนำเข้าสายพันธุ์เห็ดเขตหนาวจากต่างประเทศ เช่น เห็ดชิเมจิ เห็ดนางรมหลวง เห็ดนาเมโกะ เห็ดซึงิตาเกะ เห็ดนางรมดอย เห็ดปุยฝ้าย เห็ดนางรมทอง เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดหูหนูเผือก และเห็ดไมตาเกะ มาศึกษาทดลองการเพาะเลี้ยงที่ ศูนย์วิจัยเห็ดเขตหนาวดอยปุย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เขตหนาวของประเทศไทยหันมาทำการเพาะเลี้ยงเห็ดในป่าธรรมชาติ เพื่อปลูกป่าสำหรับใช้สอยและสร้างรายได้ แทนการทำลายป่าธรรมชาติตามศาสตร์พระราชา นอกจากนี้ยังนำ เห็ดน้ำแป้ง ซึ่งเป็นเห็ดพื้นเมืองในภาคอีสานของไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Russula alborealata Hongo และมีสารสำคัญ คือ 4,5-dicaffeoylquinic acid ซึ่งมีสรรพคุณทางเภสัชวิทยาที่สามารถช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และ ลดภาวะเสี่ยงโรคมะเร็ง มาวิจัยและพัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากเห็ดน้ำแป้งขึ้น ในชื่อว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชันนัล รัสซูล่า
ในส่วนของเห็ดพิษนั้น มีอยู่หลายชนิด ชนิดที่ร้ายแรงถึงตาย ได้แก่ เห็ดระโงกหิน ทั้งนี้เห็ดพิษที่พบในธรรมชาติจะมีความคล้ายกับเห็ดที่กินได้ บางชนิดจึงเป็นอันตรายต่อการบริโภค ด้วยเหตุนี้ วว. จึงได้ทำการสำรวจและเก็บรวบรวมเห็ดจากพื้นที่ป่าในธรรมชาติ จำนวน 40 ตัวอย่าง มาจัดทำเป็นบัญชีรายการ แสดงภาพ ชื่อท้องถิ่น ชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อวงศ์ ลักษณะ การเพาะเลี้ยง ฤดูกาลที่พบ การใช้ประโยชน์ วิธีเก็บรักษา และความเป็นพิษ โดยสามารถจำแนกชนิดได้ 23 ตัวอย่าง และไม่สามารถจำแนกได้ 17 ตัวอย่าง เพื่อเป็นฐานข้อมูลให้ประชาชนได้ศึกษาประกอบการนำไปบริโภค เพาะเลี้ยง และใช้สอยสร้างรายได้ ทั้งนี้สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเอกสาร เห็ดในพื้นที่ป่าธรรมชาติ

ข้อมูลโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

อพวช. นำนิทรรศการ “ธรรมชาติบันดาลใจ” จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน

Hits 92 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/8068-2019-04-04-02-37-32
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, April 10, 2019
รายละเอียด: 

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ร่วมกับ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน (Shanghai Science and Technology Museum) จัดแสดงนิทรรศการ “ธรรมชาติบันดาลใจ” (Mother Nature : Innovative Inspiration) เพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของชีวิตกับธรรมชาติและการสร้างนวัตกรรมด้วยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ระหว่างเดือนเมษายน – 30 มิถุนายน 2562 ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน (Shanghai Natural History Museum) หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของโลก
เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562 / เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน - ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณธ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า อพวช. นำนิทรรศการ “ธรรมชาติบันดาลใจ” จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา (Shanghai Natural History Museum) เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ อพวช. เพราะนิทรรศการชุดนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมนักวิชาการ อพวช. และได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้เข้าชมงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

นิทรรศการ “ธรรมชาติบันดาลใจ” เป็นนิทรรศการนำเสนอแนวคิดด้านนวัตกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติซึ่งเป็นแนวทางที่นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นนิทรรศการที่จะช่วยให้มนุษย์เข้าใจเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและธรรมชาติมากขึ้น โดยการการนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น นวัตกรรมส่วนหัวของรถไฟชินคันเซ็น รุ่น JR 500 ที่สามารถวิ่งได้เร็วถึง 320 กม.ต่อชั่วโมง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากปากนกกระเต็น เพื่อแก้ปัญหาเสียงดังขณะที่รถไฟวิ่งเข้าอุโมงค์ด้วยความเร็วสูง นวัตกรรมที่ใช้ผลิตชุดว่ายน้ำที่มีพื้นผิวเลียนแบบผิวหนังของปลาฉลาม นวัตกรรมปีกเครื่องบินหลากหลายแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากการบินของนกชนิดต่างๆ เช่น เครื่องบินขับไล่ เครื่องบินรบ ซึ่งต้องเปลี่ยนทิศทางการบินได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น
“นิทรรศการธรรมชาติบันดาลใจ เป็นการสังเกตข้อได้เปรียบจากพืชและสัตว์ในธรรมชาติแล้วนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้ เพราะธรรมชาติ ฉลาดใช้ ฉลาดอยู่” ผศ.ดร.รวิน กล่าว

สำหรับใครที่มีโอกาสเดินทางไปเมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน สามารถแวะเข้าชมและร่วมภาคภูมิใจกับผลงานของคนไทยพร้อมกันได้ ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิถุนายน 2562 ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา (Shanghai Natural History Museum)

ข้อมูลข่าวโดย : องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)

ประเภทข่าว: 
news

พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ การจัดการน้ำ ฉบับการ์ตูน

ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

โครงการงานเวทีเยาวชนไทย “อนุรักษ์ความหลากหลายทางธรรมชาติเพื่อความยั่งยืน”

Hits 112 ครั้ง
URL: 
http://www.nsm.or.th/event/competition/thailand-biodiversity-youth-forum.html
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, February 7, 2019
รายละเอียด: 

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
จึงได้ร่วมกันจัดโครงการงานเวทีเยาวชนไทย“อนุรักษ์ความหลากหลายทางธรรมชาติเพื่อความยั่งยืน” (Thailand Biodiversity Youth Forum 2019, BYF 2019)
ขึ้นในรูปแบบการประกวดโครงงานธรรมชาติวิทยา เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนเกิดความตระหนักถึงการอนุรักษ์ด้านความหลากหลายทางธรรมชาติ
มีส่วนร่วมในการสื่อสารและรณรงค์ รวมทั้งเสนอแนวคิดเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในชุมชนของตนเองอย่างยั่งยืน เน้นการศึกษาค้นคว้า
เพื่อทำความรู้จักและเข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในพื้นถิ่นของตนเองและคัดเลือกผู้สมัครจำนวน ๓๐ ทีมจากทั่วประเทศเพื่อนำเสนอผลงานในระหว่าง
วันที่ 3-5 เมษายน 2562 ณ อพวช. โดยผู้ที่ได้รับรางวัลจากงานเวทีเยาวชนไทยฯครั้งนี้ จะได้เข้าร่วมนำเสนอผลงานระดับประเทศใน
งาน International Conference on Biodiversity 2019 ในระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2562 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์
เซ็นทรัลเวิลด์กรุงเทพมหานคร

กลุ่มเป้าหมาย
- นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) จำนวน 60 คน
- โครงงานธรรมชาติวิทยาด้านความหลากหลายทางธรรมชาติ จำนวน 30 โครงงาน (ทีมละ 2 คน)
- ครู อาจารย์ที่ปรึกษา จำนวน 30 ท่าน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สำนักพัฒนาความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์
องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)
เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120
โทร ๐๒ ๕๗๗ ๙๙๙๙ ต่อ 1460 – 62 (รักชนก 087 126 3634 / ทศวรรษ 083 337 9085 )
โทรสาร 02 577 9990
E-mail:sciencecampnsm@gmail.com

ประเภทข่าว: 
news

นักวิทยาศาสตร์ ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin)

วันที่: 
Wednesday, December 12, 2018

ชาลส์ โรเบิร์ต ดาวินส์ (อังกฤษ: Charles Robert Darwin FRS; 12 กุมภาพันธ์ 1809 – 19 เมษายน 1882) เป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้ทำการปฏิวัติความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิต และเสนอทฤษฎีซึ่งเป็นทั้งรากฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และหลักการพื้นฐานของกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) เขาตีพิมพ์ข้อเสนอของเขาในปี ค.ศ. 1859 ในหนังสือชื่อ The Origin of Species (กำเนิดของสรรพชีวิต) ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา ผลงานนี้ปฏิเสธแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่เคยมีมาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของสปีชีส์ ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1870 ชุมชนวิทยาศาสตร์และสาธารณชนส่วนมากจึงยอมรับทฤษฎีวิวัฒนาการในฐานะที่เป็นความจริง อย่างไรก็ดี ยังมีคำอธิบายที่เป็นไปได้ทางอื่นๆ อีก และยังไม่มีการยอมรับทฤษฎีนี้เป็นเอกฉันท์ว่าเป็นกลไกพื้นฐานของวิวัฒนาการ ตราบจนกระทั่งเกิดแนวคิดการสังเคราะห์วิวัฒนาการยุคใหม่ (modern evolutionary synthesis) ขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930-1950 การค้นพบของดาร์วินยังถือเป็นรูปแบบการรวบรวมทางทฤษฏีของศาสตร์เกี่ยวกับชีวิต ที่อธิบายถึงความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต

ความสนใจเกี่ยวกับธรรมชาติตั้งแต่วัยเด็กทำให้ดาร์วินไม่สนใจการศึกษาวิชาแพทย์ในมหาวิทยาลัยเอดินเบอระเลย แต่กลับหันไปช่วยการตรวจสอบสัตว์น้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลัง เมื่อศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ช่วยกระตุ้นความหลงใหลในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมากขึ้น การเดินทางออกไปยังท้องทะเลเป็นเวลา 5 ปีกับเรือบีเกิล (HMS Beagle) และโดยเฉพาะการเฝ้าสำรวจที่หมู่เกาะกาลาปากอส เป็นทั้งแรงบันดาลใจ และให้ข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งเขานำมาใช้ในทฤษฎีของเขา ผลงานตีพิมพ์เรื่อง การผจญภัยกับบีเกิล (The Voyage of the Beagle) ทำให้เขามีชื่อเสียงในฐานะนักเขียน

ด้วยความพิศวงกับการกระจายตัวของสิ่งมีชีวิตในภูมิภาคที่แตกต่างกัน กับฟอสซิลที่เขาสะสมมาระหว่างการเดินทาง ดาร์วินเริ่มการศึกษาอย่างละเอียด และในปี ค.ศ. 1838 จึงได้สรุปเป็นทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติ แม้ว่าเขาจะอภิปรายแนวคิดของตนกับนักธรรมชาติวิทยาหลายคน แต่ก็ยังต้องการเวลาเพื่อการวิจัยเพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญกับงานด้านธรณีวิทยา เขาเขียนทฤษฎีของตนขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1858 เมื่อ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ ส่งบทความชุดหนึ่งที่อธิบายแนวคิดเดียวกันนี้มาให้เขา และทำให้เกิดการรวมงานตีพิมพ์ของทฤษฎีทั้งสองนี้เข้าด้วยกันในทันที งานของดาร์วินทำให้เกิดวิวัฒนาการสืบเนื่องต่อมา โดยดัดแปลงมาเป็นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่มีอิทธิพลยิ่งต่อแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีววิทยาในธรรมชาติ ในปี ค.ศ. 1871, เขาได้ตรวจดู วิวัฒนาการของมนุษย์ และ การคัดเลือกทางเพศ ใน The Descent of Man, and Selection in Relation to Sex ตามด้วย The Expression of the Emotions in Man and Animals. งานวิจัยเกี่ยวกับพืชได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือชุดหลายเล่ม ในเล่มสุดท้ายเขาได้ตรวจสอบ ไส้เดือน และอิทธิพลที่มันมีต่อดิน

ดาร์วินได้รับยกย่องในฐานะนักวิทยาศาสตร์โดยมีการจัดพิธีศพอย่างเป็นทางการในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ และฝังร่างของเขาไว้เคียงข้างกับจอห์น เฮอร์เชล และ ไอแซก นิวตัน เขาได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

แหล่งที่มา: 
https://th.wikipedia.org/wiki/ชาลส์_ดาร์วิน
ภาพประกอบ: 

ปลาไหลกัลเปอร์ สิ่งมีชีวิตประหลาดใต้ท้องทะเลลึก

วันที่เผยแพร่: 
Friday, October 12, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45720175
รายละเอียด: 

บ่อยครั้งที่เราได้เห็นการค้นพบสัตว์แปลก ๆ จากท้องทะเลลึก และครั้งล่าสุดนี้เป็นภาพที่เหล่านักวิทยาศาสตร์บนเรือวิจัย อีวี นอติลุส บันทึกไว้ได้ ขณะสำรวจมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้กับฮาวาย โดยเป็นภาพของ "ปลาไหลกัลเปอร์" (Gulper eel) ที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างน่าทึ่ง

ปลาไหลกัลเปอร์ เป็นปลาทะเลในวงศ์ Saccopharyngidae ที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกที่ระดับ 1,800 เมตร (6,000 ฟุต) มีลำตัวเรียวยาวสีดำไม่มีเกล็ด เมื่อโตเต็มวัยอาจยาวได้ถึง 2 เมตร

ปลาไหลกัลเปอร์ มีลักษณะเด่น คือ สามารถเปลี่ยนรูปร่างเพื่อข่มขู่สัตว์นักล่าได้ อีกทั้งยังมีขากรรไกรที่ใหญ่กว่าลำตัว และขยายได้กว้างเพื่อเขมือบกินเหยื่อขนาดใหญ่กว่า

Hits 88 ครั้ง

4 เรื่องจริงของฉลามยักษ์ “เม็กกาโลดอน” ที่ต่างจากหนังดังอย่างสิ้นเชิง

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45185462
รายละเอียด: 

คลิปจากในหนัง

ตำนานของฉลามยักษ์ยุคดึกดำบรรพ์ "เม็กกาโลดอน" ที่มีขนาดมหึมาและล่าวาฬเป็นอาหาร กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนอีกครั้ง หลังภาพยนตร์แนวสยองขวัญเรื่อง The Meg ออกฉาย แต่ภาพลักษณ์และเรื่องราวของฉลามที่สูญพันธ์ไปแล้วหลายล้านปีนี้ ถูกนำเสนอใหม่โดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์นัก

สูญพันธุ์ปแล้วแน่หรือ ?

มีหลักฐานยืนยันว่าเม็กกาโลดอนซึ่งเรียกได้ว่าเป็นไดโนเสาร์แห่งเผ่าพันธุ์ฉลาม ได้สูญพันธุ์ไปจากโลกเมื่อราว 2.6 ล้านปีก่อน แต่ก็ยังคงมีข่าวเล่าลือในยุคปัจจุบันว่ามีผู้พบเห็นฉลามขนาดใหญ่ผิดสังเกตในน่านน้ำหลายแห่ง ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง The Meg ได้นำมาเป็นท้องเรื่องที่เล่าขานว่า ยังคงมีเม็กกาโลดอนรอดชีวิตและดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน โดยหลบซ่อนอยู่ในมหาสมุทรลึกนอกชายฝั่งของประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม ดร. คาตาลีนา ปีเมียนโต ผู้เชี่ยวชาญทางบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยสวอนซีของสหราชอาณาจักรบอกว่า เม็กกาโลดอนนั้นได้สูญพันธุ์ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่าข่าวเรื่องการพบเห็นฉลามยักษ์นั้นล้วนเป็นเรื่องโกหกหลอกลวงทั้งสิ้น

"เรามีหลักฐานที่ชี้ว่าเม็กกาโลดอนน่าจะอาศัยและหากินในน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง โดยเฉพาะส่วนที่ลึกไม่เกิน 200 เมตร ซึ่งหากพวกมันยังคงมีชีวิตอยู่จริง จะต้องมีผู้พบเห็นได้บ่อยครั้งกว่านี้ และเห็นได้ชัดเจนจนสามารถบันทึกภาพไว้ได้แล้ว" ดร. ปีเมียนโตกล่าว

"เม็กกาโลดอนไม่ได้หลบซ่อนตัวอยู่แต่ในส่วนลึกของมหาสมุทรอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน พวกมันใช้บริเวณน้ำตื้นอย่างเช่นอ่าวปานามาเป็นแหล่งอนุบาลลูกที่ยังเล็กอยู่ด้วย โดยเราพบฟอสซิลฟันของเม็กกาโลดอนที่ยังไม่โตเต็มวัยจำนวนมากในน้ำตื้น"

ฉลามวาฬอาจโตเต็มที่จนมีขนาดเท่ากับเม็กกาโลดอนได้ แต่พวกมันกินแพลงก์ตอนเป็นอาหารเท่านั้นImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพฉลามวาฬอาจโตเต็มที่จนมีขนาดเท่ากับเม็กกาโลดอนได้ แต่พวกมันกินแพลงก์ตอนเป็นอาหารเท่านั้น

ตัวใหญ่แค่ไหนกันแน่ ?

เรื่องราวในภาพยนตร์ระบุว่าเม็กกาโลดอนมีขนาดใหญ่ราว 22-27 เมตร ซึ่งเกินความเป็นจริงไปมาก เนื่องจากการคาดคะเนขนาดและรูปร่างของมันจากฟอสซิลฟันขนาดใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ ซึ่งมีความยาว 16.8 เซนติเมตร ทำให้ประมาณได้ว่าเม็กกาโลดอนน่าจะมีขนาด 16-18 เมตร เท่ากับรถบัสสองชั้นจำนวนสองคันต่อกัน และอาจมีน้ำหนักได้ถึง 100 ตัน

การที่โครงกระดูกของฉลามส่วนใหญ่เป็นกระดูกอ่อน ทำให้แทบไม่หลงเหลืออวัยวะที่แข็งพอจนสามารถกลายเป็นฟอสซิลให้เราศึกษาได้ การคาดคะเนว่าเม็กกาโลดอนมีรูปร่างอย่างไรแน่จึงทำได้ยาก แม้คนส่วนใหญ่และภาพยนตร์ฮอลลีวูดจะจินตนาการให้มันมีลักษณะคล้ายฉลามขาว (Great white shark) ที่ตัวใหญ่ขึ้น 30 เท่า แต่ก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก

แผนภาพแสดงขนาดฉลามเม็กกาโลดอน

เม็กกาโลดอนกินคนหรือเปล่า ?

หลักฐานจากรอยกัดบนฟอสซิลกระดูกวาฬและโลมาที่มีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกับเม็กกาโลดอนชี้ว่า พวกมันคืออาหารของฉลามยักษ์ดึกดำบรรพ์นี้อย่างแน่นอน ซึ่งดร.ปีเมียนโตเห็นว่าเม็กกาโลดอนมีความสามารถในการหาอาหารที่น่าทึ่ง เพราะร่างกายที่ใหญ่โตต้องการอาหารปริมาณมากในแต่ละวัน

อย่างไรก็ตาม ดร. ปีเมียนโตคาดว่าขนาดตัวที่ใหญ่มหึมา ไม่น่าจะทำให้เม็กกาโลดอนมีนิสัยเป็นผู้ล่าที่ว่องไวมากนัก แต่อาจจะเป็นนักกินซากตัวฉกาจมากกว่า "ฉลามเป็นเผ่าพันธุ์นักฉวยโอกาส ถ้ามันเจอสัตว์ที่ล่าได้ก็จะล่า แต่ถ้าเจอซากก็ไม่ลังเลที่จะกินเหมือนกัน หากเม็กกาโลดอนยังมีชีวิตอยู่ มนุษย์อาจเป็นมื้ออาหารที่เล็กน้อยเกินไปจนไม่คุ้มที่จะใช้พลังงานออกล่า"

ทำไมจึงสูญพันธุ์ ?

หลายคนอาจคิดว่าขนาดตัวที่ใหญ่เกินไปทำให้เม็กกาโลดอนหมดไปจากโลก แต่ที่จริงแล้วนักบรรพชีวินวิทยาพบว่า เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันเมื่อหลายล้านปีก่อนมากกว่า

การที่ระดับน้ำทะเลลดลงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศชายฝั่งที่เม็กกาโลดอนอาศัยอยู่ ทำให้พื้นที่ในการหาอาหารมีไม่เพียงพอ จนสัตว์ทะเลยุคโบราณ 36% ซึ่งรวมถึงฉลาม เต่า วาฬและโลมาหลายชนิดพันธุ์ต้องตายลง หลังเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่ล้านปี เปิดทางให้ฉลามขาวมีวิวัฒนาการขึ้นมาแทนจนเป็นยอดนักล่าแห่งท้องทะเลในปัจจุบัน

Hits 137 ครั้ง
Subscribe to RSS - ธรรมชาติ