Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

นวัตกรรม

ดร.สุวิทย์ บรรยายพิเศษ เรื่อง"กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกับการพัฒนาอุตสาหกรรม"

Hits 13 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/34-news-gov/7730-26-11-61
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, November 27, 2018
รายละเอียด: 

วันที่ (26 พฤศจิกายน 2561) ดร.สุวิทย์ เมษิณทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวบรรยายพิเศษ เรื่อง"กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกับการพัฒนาอุตสาหกรรม" ณ ห้อง Meeting Room 1-2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ดร.สุวิทย์ฯ กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่จะออกมาเป็น 3 อุตสาหกรรมสำคัญ คือ 1)การไปสู่ AI และ Data Economy 2)การพัฒนาประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 ต้องก้าวข้ามปัญหา อุปสรรคต่างๆ อาทิ ปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรม ขยะล้นเมือง โลกร้อน รวมถึงรายได้เกษตรกรที่ไม่เพิ่มขึ้น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งขับเคลื่อน BCG โมเดล รูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ ที่เร่งให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างทั่วถึง บนฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน

BCG โมเดล สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมการเติบโตโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใน 20 ปี จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรมากกว่า 3 เท่าตัว และลดการใช้ทรัพยากรเหลือสองในสามจากปัจจุบัน

BCG โมเดล ประกอบด้วย 3 เศรษฐกิจหลัก คือ B Bio Economy ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่า เชื่อมโยงกับ C Circular Economy ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่คำนึงถึงการนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และทั้ง 2 เศรษฐกิจนี้ อยู่ภายใต้ G Green Economy ระบบเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งมุ่งแก้ไขปัญหามลพิษ เพื่อลดผลกระทบต่อโลกอย่างยั่งยืน
และ 3) Sharing economy หรือ gig economy แนวคิดนี้สะท้อนถึงความสามารถในการสร้างรายได้ที่มาจากการแลกเปลี่ยนการบริโภคสินค้าหรือบริการที่มีมูลค่าเชิงเศรษฐกิจจากทรัพยากรที่ไม่ได้ใช้แล้วระหว่างบุคคลและกลุ่มคนผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มรูปแบบต่างๆ โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวคิดนี้ได้รับการยอมรับมากขึ้นมาจาก 2 ปัจจัย คือ 1)สภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอภายหลังจากวิกฤติการเงินโลกในปี 2008 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีอัตราการว่างงานสูง และ 2)การเข้าถึงข้อมูลบนเครือข่ายสังคมออนไลน์และการประมวลผลแบบ cloud computing ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้เข้าถึงข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณซึ่งเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความต้องการและพฤติกรรมผู้บริโภคได้ดีขึ้น

วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นกลไกหลักในการพัฒนาประเทศ ให้เจริญเติบโตก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเข้มแข็งครับ ผมขอแชร์วีดิทัศน์ ที่สรุปการจัดงานทั้งสองนี้ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์ เพราะเป็นการรวมตัวกันครั้งยิ่งใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่และประชาคมนักวิจัย ที่พร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างรัฐบาล ในการพลิกโฉมประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 และจะเป็นก้าวย่างที่สำคัญ ที่จะทำให้เราไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศและมีฐานเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง อันจะนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง

เขียนข่าว : นางสาวปวีณ์นุช ถือแก้ว
ถ่ายภาพ : นายวรุฒ กิ่งเล็ก
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
e-mail : pr@most.go.th
Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

ก.วิทย์ฯ ยกทัพลุยงาน "THAILAND 4.0 IN THE MAKING" วันที่ 2 ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วย วทน.

Hits 10 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7725-thailand-4-0-in-the-making-2
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Monday, November 26, 2018
รายละเอียด: 

วันนี้ (24 พฤศจิกายน 2561) กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ บุกสยามสแควร์ ลุยจัดงาน "THAILAND 4.0 IN THE MAKING" ขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นวันที่ 2 เพื่อแสดงผลงานในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ด้วย วทน. อย่างเป็นรูปธรรม โดยหวังกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจระยะสั้นและระยะยาว พร้อมเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างเต็มภาคภูมิ ตอกย้ำจุดยืนรัฐบาลใช้นวัตกรรมพลิกโฉมประเทศ ตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งงานจะจัดถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 นี้ ณ สยามสแควร์ กรุงเทพฯ

สำหรับบรรยากาศของงานในวันนี้เป็นไปอย่างคึกคัก ผู้ปกครองต่างให้ความสนใจ พาบุตรหลานมาเดินชมงานนิทรรศการต่างๆ พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมในแต่ละโซน เพื่อสะสมแต้มแลกรับของที่ระลึกจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ

โดยการจัดแสดงผลงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกอบด้วย 4 โซนนิทรรศการหลัก ได้แก่ โซนวิทย์สร้างคน/ โซนวิทย์แก้จน/ โซนวิทย์เสริมแกร่ง/ และโซนวิทย์สู่ภูมิภาค ซึ่งพื้นที่ 4 โซนนี้ได้นำเสนอผลงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้ง 13 ด้านสำคัญ และไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด! ได้แก่ TREE of WISDOM ต้นไม้ที่เชื่อมต่อความคิดและอารมณ์ให้กลายเป็นภาพและสีที่จับต้องได้ เป็นการเชื่อมคลื่นสมองแสดงผลเป็นการเปลี่ยนสีสันของต้นไม้ LED ขนาดใหญ่ สุดตระการตา, INSECT WORLD โลกแห่งแมลง อยู่บริเวณสวน Park @Siam, Thai Space Consortium: โครงการความร่วมมือ “ดาวเทียมไทย” สู่ห้วงอวกาศ บริเวณลาน Hard Rock Café และ Robot Contest โดยสมาคม TRS บริเวณสวน Park @Siam

นอกจากผลงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ทั้ง 13 กลุ่มแล้วนั้น ยังมีการนำเสนอผลงานของหน่วยงานพันธมิตร สถาบันการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และบริษัทชั้นนำของประเทศอีกมากมายที่นำผลงานที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแสดงในงานครั้งนี้ รวมทั้งมีกิจกรรมบันเทิงอีกมากมายตลอดการจัดงาน

เขียนข่าวและถ่ายภาพ : นางสาวพรนภา สวัสดี
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
e-mail : pr@most.go.th

ประเภทข่าว: 
news

นิทรรศการ “ถอดรหัสสายลับจิ๋ว 4.0” (Spy Kids) ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 61

Hits 19 ครั้ง
URL: 
http://www.nsm.or.th/nsm-news/3369-%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%8A-%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E2%80%9C%E0%B8%96%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, November 22, 2018
รายละเอียด: 

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) เปิดนิทรรศการ “ถอดรหัสสายลับจิ๋ว 4.0” (Spy Kids) หวังสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านการสวมบทบาทเป็นสายลับ พร้อมฝึกทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ด้านวิทยาการรหัส ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 61

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า “นิทรรศการ ถอดรหัสสายลับจิ๋ว 4.0 (Spy Kids) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าชมนิทรรศการได้เรียนรู้บทบาท หน้าที่ และความสำคัญของสายลับ ผ่านการสวมบทบาทเป็นสายลับ จากกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ โดยเยาวชนจะได้เข้าใจและเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ พร้อมปลูกฝังทักษะกระบวนการคิดด้านวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้และหาคำตอบได้อย่างเป็นระบบ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความพร้อมให้กับเยาวชนในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับยุคดิจิทัลต่อไป”

นิทรรศการดังกล่าว แบ่งเป็น 3 โซนคือ 1.) โซนฝึกทักษะการเป็นสายลับ ผู้เล่นจะได้ประสบการณ์ในการฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ที่สายลับต้องมี อาทิ ทักษะการสังเกต ทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ ปลดล็อคด้วยการผสมแสงสี ปลดล็อคด้วยรหัสเสียง สืบจากขยะ ปลอมตัว และถอดรหัสด้วยสี 2.) โซนเทคโนโลยีเกี่ยวกับสายลับ การนำเสนออุปกรณ์ต่าง ๆ ของสายลับ เพื่อใช้ในการปฏิบัติการและภารกิจที่ต่างกัน โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ อุปกรณ์สำหรับสายลับ ชิ้นงานสายลับออนไลน์ ชิ้นงานขดลวดทดสอบสายลับ 3.) โซนเริ่มปฏิบัติภารกิจสายลับ การจำลองภารกิจการปฏิบัติงานของสายลับ ฝึกทักษะต่าง ๆ จากการจำลองเหตุการณ์และสถานที่ เพื่อให้ผู้เล่นมีส่วนร่วมในการปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ กระจกสอบสวน ชิ้นงาน การหลบ หลีก หนี และถ่ายบัตรประจำตัวสายลับ

ผู้สนใจเข้าชมนิทรรศการ “ถอดรหัสสายลับจิ๋ว 4.0” (Spy Kids) สามารถไปชมกันได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายที่ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ทุกวันอังคาร – วันศุกร์ เวลา 09.30 -16.00 น. และวันเสาร์ – วันอาทิตย์ เวลา 09.30 – 17.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 02 577 9999 หรือ www.nsm.or.th Facebook : NSMthailand

ประเภทข่าว: 
news

นายกรัฐมนตรี ชมผลงานกระทรวงวิทย์ฯ พร้อมใช้แสดงในงานขับเคลื่อน Thailand 4.0

Hits 20 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/sort-by-strategic/strategic1/34-news-gov/7709-most4-0201161
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, November 21, 2018
รายละเอียด: 

ณ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ - ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ชมตัวอย่างผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่จะนำไปจัดแสดงในงานขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (THAILAND 4.0 IN THE MAKING) ระหว่างวันที่ 23 - 25 พฤศจิกายนนี้ ที่สยามสแควร์ โดยมี ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด เพื่อนำเสนอภาพรวมการจัดงานที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศไทยในการขับเคลื่อน Thailand 4.0 อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างความสามารถด้านเศรษฐกิจและสังคม และเตรียมความพร้อมสู่ศตวรรษที่ 21

ในโอกาสนี้ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ได้เข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัย DentiiScan เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สําหรับงานทันตกรรม และแผงรวมแสงอาทิตย์แบบรางพาราโบลา โดยมี รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ดร.เสาวภาคย์ ธงวิจิตรมณี นักวิจัยอาวุโสเนคเทคและหัวหน้าโครงการวิจัย DentiiScan และ ดร.พิศิษฐ์ คำหน่อแก้ว นักวิจัยและหัวหน้าห้องปฏิบัติการเคลือบผิวนาโนเฉพาะทาง ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ร่วมให้การต้อนรับ

ผลงานเครื่องมือ DentiiScan (เดนตีสแกน) เป็นเครื่องสแกนฟันแบบ 360 องศา ที่พัฒนาโดยนักวิจัยจาก สวทช. โดย เนคเทค และเอ็มเทค ขณะที่ผลงานวิจัยการพัฒนาสารเคลือบและกระบวนการเคลือบดูดซับความร้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของท่อนำความร้อนที่ใช้กับแผงรวมแสงอาทิตย์แบบรางพาราโบลา มีคุณสมบัติพิเศษที่เป็นท่อดูดซับความร้อนด้วยการผลิตจากเทคโนโลยีของ นาโนเทค สวทช. ช่วยลดต้นทุนนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

ซึ่งผลงานวิจัยทั้งสองผลงานเป็นเพียงส่วนหนึ่งของนิทรรศการงานวิจัยที่พร้อมใช้ และนำไปจัดแสดงในงานขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างวันที่ 23 - 25 พฤศจิกายนนี้ ที่สยามสแควร์

ข้อมูลข่าวโดย : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.)

เผยแพร่ข่าวโดย : นายวรุฒ กิ่่งเล็ก
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
e-mail : pr@most.go.th
Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

รัฐมนตรี ก.วิทย์ เยี่ยมชมโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม หรือ FAB LAB ของวิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก

Hits 15 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/sort-by-strategic/strategic1/34-news-gov/7691-fablab-7691
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, November 13, 2018
รายละเอียด: 

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีกำหนดประชุมและเยี่ยมชมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ภายใต้โครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab หรือ FAB LAB) ณ วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกร (Innovator) แก่เด็กและเยาวชน ตามนโยบาย “วิทย์สร้างคน” ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โอกาสนี้ ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า โครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab หรือ FAB LAB) เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้พัฒนาทักษะความเป็นนวัตกร ด้วยการจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ สามารถออกแบบและสร้างชิ้นงานเป็นรูปธรรมได้จริงโดยใช้เครื่องมือทางวิศวกรรม และเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนวัตกรด้านวิศวกรรมเชิงช่างจะเป็นผู้ประกอบการสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ THAILAND 4.0 ของรัฐบาล

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมมือกับพันธมิตร คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ให้เป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงให้แก่โรงเรียนในเขตจังหวัดภาคเหนือ ซึ่งรวมถึงวิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการออกแบบและสร้างต้นแบบที่เกี่ยวข้องกับงานวิศวกรรมเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน หุ่นยนต์และระบบควบคุมอัตโนมัติ หรือยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมในอนาคต (New S-curve)

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงให้แก่วิทยาลัยเทคนิค 5 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ วิทยาลัยเทคนิคสุโขทัย วิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์ วิทยาลัยเทคนิคน่าน โดยได้จัดทำแผนงานโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม เพื่อพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นับเป็นการสร้างพื้นฐานให้เยาวชนให้มีทักษะด้านวิศวกรรม มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถนำความรู้และทักษะมาสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมได้ อันเป็นการสร้างแรงบันดาลใยสู่อาชีพวิศวกร นักวิจัย และนวัตกร ต่อไปในอนาคต เพื่อเป็นช่องทางให้เยาวชนที่มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม ได้รับโอกาสในการศึกษาต่อด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่สูงขึ้น รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการร่วมมือในอนาคตระหว่างสถานศึกษาอื่นๆ ต่อไปด้วย

ภาพและวีดีโอ : นายปวีณ ควรแย้ม และ นายสกล นุ่นงาม

ประสานงานได้ที่ : ส่วนสื่อสารองค์กร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3727 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834

E-Mail: pr@most.go.th Facebook: sciencethailand

ประเภทข่าว: 
news

นักวิจัย มทส. พัฒนานวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดเพื่อทดแทนกระดูกเป็นผลสำเร็จ เตรียมพัฒนาต่อยอดเพื่อใช้ในมนุษย์

Hits 20 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7673-31-10-61
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, November 1, 2018
รายละเอียด: 

นักวิจัย มทส. พัฒนานวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดเพื่อทดแทนกระดูกเป็นผลสำเร็จ เผยคุณสมบัติเด่นทางเคมีคล้ายกับกระดูกของมนุษย์ สามารถสลายได้ในร่างกาย ช่วยเสริมการเกาะของเซลล์กระดูก ทำให้เนื้อเยื่อกระดูกใหม่เจริญเติบโตได้ดี มีความปลอดภัยต่อเซลล์สิ่งมีชีวิต ขึ้นรูปได้ตามต้องการ อีกทั้งใช้วัตถุดิบในประเทศช่วยลดการนำเข้าและต้นทุนต่ำ มุ่งขยายโอกาสในการรักษาผู้ป่วยอย่างทั่วถึง เตรียมพัฒนาต่อยอดเพื่อใช้ในมนุษย์

วันนี้ (31 ตุลาคม 2561) รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นประธานในการแถลงข่าวผลงานวิจัยนวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดเพื่อทดแทนกระดูก ณ ห้องประชุมสารนิเทศ อาคารบริหาร มทส. โดยผลงานวิจัยดังกล่าวเป็นการพัฒนานวัตกรรมโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริรัตน์ ทับสูงเนิน รัตนจันทร์ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมเซรามิก สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมด้วย อาจารย์ พ.ท. นพ.บุระ สินธุภากร หัวหน้าสาขาวิชาออร์โธปิดิกส์ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริรัตน์ ทับสูงเนิน รัตนจันทร์ หัวหน้าสาขาวิชาวิศวกรรมเซรามิก สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ เปิดเผยถึงผลงานวิจัย “นวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดเพื่อทดแทนกระดูก” ว่า เป็นงานวิจัยภายใต้โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งได้พัฒนาวัสดุทดแทนกระดูกที่มีคุณสมบัติคล้ายซีเมนต์ที่สามารถขึ้นรูปได้โดยการปั้นหรือการฉีดผ่านเข็มฉีดยาขนาดเล็ก โดยใช้เวลาในการศึกษาวิจัยมากว่า 10 ปี (พ.ศ. 2552 -2561)

ทั้งนี้ “ซีเมนต์กระดูก” ที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่นี้มีมีองค์ประกอบทางเคมีคล้ายกับกระดูกของมนุษย์ (Calcium phosphate) สามารถสลายตัวได้ในร่างกาย เซตตัวได้เองในสภาวะปกติของร่างกาย ไม่เกิดความร้อนในขณะเซตตัว สามารถฉีดผ่านเข็มฉีดยาเข้าไปรักษาในบริเวณที่เป็นโพรงหรือบริเวณที่แคบ ช่วยส่งเสริมการเกาะของเซลล์กระดูก โดยการสลายตัวที่เกิดขึ้นจะเป็นไปอย่างช้าๆ และให้รูพรุนที่เป็นโครงสร้าง (Scaffold) ให้เซลล์กระดูก เลือดและของเหลวในร่างกายเข้าไปภายใน ช่วยให้เนื้อเยื่อกระดูกใหม่เจริญเติบโตได้ดี มีความปลอดภัยต่อเซลล์สิ่งมีชีวิต นอกจากนี้ ยังประกอบด้วยส่วนเสริมแรงจากเส้นใยพอลิเมอร์ธรรมชาติที่สามารถย่อยสลายได้ (Biodegradation) ทำให้เกิดความแข็งแรงเพียงพอในระหว่างที่เนื้อซีเมนต์บางส่วนสลายตัวไป
โดยจุดเด่นอีกด้านของผลงานนวัตกรรม “ซีเมนต์กระดูก” คือ สามารถเซตตัวได้ที่อุณหภูมิห้อง จึงสามารถปั้นหรือขึ้นรูปให้มีรูปร่างตามต้องการได้ และสามารถพัฒนาต่อยอดนำมาขึ้นรูปที่ซับซ้อนแบบสามมิติ (3D printing) โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบ จึงเหมาะสำหรับการทำกระดูกที่มีความซับซ้อนของผู้ป่วย โดยวัตถุดิบที่ใช้ในงานวิจัยเป็นวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศทั้งหมด ทำให้มีต้นทุนต่ำสามารถลดการนำเข้าจากต่างประเทศ และมีโอกาสต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้มาก

อาจารย์ พ.ท. นพ.บุระ สินธุภากร หัวหน้าสาขาวิชาออร์โธปิดิกส์ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มทส. เปิดเผยถึงการใช้ซีเมนต์กระดูกในการรักษาผู้ป่วยในปัจจุบันว่า “โดยทั่วไปแพทย์จะใช้ซีเมนต์กระดูกเพื่อการเสริมความแข็งแรงของกระดูกในตำแหน่งใกล้ข้อ เพื่อช่วยเร่งการสร้างกระดูกในกรณีกระดูกหักหรือกระดูกติดช้า ช่วยถมตำแหน่งที่มีการขาดหายไปของกระดูก กรณี ตัวอย่างเช่นที่แพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยใช้การรักษาด้วยการฉีดซีเมนต์กระดูกในกระดูกสันหลัง หรือวิธี Vertebroplasty ในผู้ป่วยที่มีกระดูกสันหลังหักหรือทรุด กระดูกสันหลังผิดรูป หรือที่เกิดจากกระดูกสันหลังหักจากภาวะกระดูกพรุน รวมถึงผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บทางกระดูกสันหลังโดยแพทย์จะกรีดผิวหนังบริเวณสันหลังเป็นรอยเล็กๆ เพื่อใส่เข็มที่จะฉีดซีเมนต์บริเวณกระดูกสันหลังภายใต้การควบคุมตำแหน่งโดยเครื่องถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์ เมื่อฉีดซีเมนต์เรียบร้อยแล้ว แพทย์จะค่อยๆ ดึงเข็มออกและปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงต่อกระดูกสันหลัง 1 ชิ้น ข้อดีของการรักษาด้วยวิธี Vertebroplasty คือลดระยะเวลาในการพักฟื้น โดยทั่วไปผู้ป่วยจะนอนพักในโรงพยาบาลเพียง 1 คืนเท่านั้น และลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในขณะที่รักษาโรคกระดูกพรุน โดยสารทดแทนกระดูกที่ใช้ในปัจจุบันซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาอยู่ที่ 0.5 cc ราคาโดยประมาณ 12,000 บาท ทั้งนี้ หากใช้วัตถุดิบที่สามารถผลิตในประเทศไทยโดยฝีมือคนไทยจะสามารถลดต้นทุนการนำเข้า และขยายโอกาสในการรักษาผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ หากงานวิจัยนวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดเพื่อทดแทนกระดูก ได้ถูกบรรจุเข้าบัญชีนวัตกรรมไทยมีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาใช้ในมนุษย์ ซึ่งเป็นโครงการที่ทีมวิจัยจะได้ทำการศึกษาและพัฒนาต่อในอนาคต” อาจารย์ พ.ท. นพ.บุระ กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ อธิการบดี มทส. กล่าวว่า “ผลงานวิจัยนวัตกรรมซีเมนต์แบบฉีดทดแทนกระดูก ของนักวิจัยดังกล่าว เป็นผลงานนวัตกรรมที่น่าภาคภูมิใจ ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยได้คิดค้นขึ้นด้วยหลักทางวิชาการ และนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงเกิดประโยชน์สู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ตามนโยบายการบริหารงานมหาวิทยาลัย ที่ว่า “เราจะเป็นมหาวิทยาลัยที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ผสานเข้ากับทางการแพทย์ บนพื้นฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออกมาเป็นผลงานนวัตกรรมซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยด้านกระดูก ผู้สูงวัยที่ประสบปัญหาด้านกระดูกและตอบโจทก์ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และสอดรับได้เป็นอย่างดีกับนโยบายสนับสนุนนักวิจัยในการสร้างสรรค์และพัฒนาผลงานวิจัยที่ตอบโจทก์และแก้ปัญหาของประเทศได้จริง ของมหาวิทยาลัย”

ข้อมูลโดย : ส่วนประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
เผยแพร่ข่าว : นางสาวปวีณ์นุช ถือแก้ว
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
e-mail : pr@most.go.th
Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

กระจกกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติขนาด 2.4 เมตรเคลือบใหม่ ด้วยนวัตกรรมเครื่องเคลือบฝีมือคนไทย…พร้อมส่องดาวหนาวนี้

Hits 19 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7670-mostdw24
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, October 31, 2018
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถอดกระจกกล้อง โทรทรรศน์แห่งชาติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร มาเคลือบใหม่ด้วยเครื่องเคลือบกระจกฝีมือคนไทย นับเป็นการเคลือบครั้งแรก หลังจากใช้งานมา 5 ปี เผยดำเนินการเองตลอดกระบวนการตั้งแต่ถอด ล้าง เคลือบ ประกอบและติดตั้ง ณ หอดูดาวแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ หวังใช้ดาราศาสตร์พัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพบุคลากร ทั้งยังช่วยสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ พร้อมให้บริการสังเกตการณ์ท้องฟ้าตั้งแต่พฤศจิกายนเป็นต้นไป

ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า กล้องโทรทรรศน์ของหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา หรือ หอดูดาวแห่งชาติเป็นกล้องโทรทรรศน์ชนิดสะท้อนแสง ติดตั้งกระจกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถรวมแสงวัตถุท้องฟ้าที่อยู่ไกลและมีความสว่างน้อยได้ดี เมื่อใช้งานไประยะเวลาหนึ่งฟิล์มบางอะลูมิเนียมที่เคลือบผิวกระจกจะเสื่อมสภาพลง ทำให้ปริมาณแสงที่ได้ลดลงไปด้วย เมื่อมีค่าการสะท้อนแสงต่ำกว่า 80% จำเป็นต้องนำมาทำความสะอาดและเคลือบใหม่อีกครั้ง

กว่า 5 ปีที่กล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ ทำหน้าที่เป็นประตูสู่โลกดาราศาสตร์ให้กับประเทศไทยและนานาประเทศ ถึงเวลาที่ต้องเคลือบกระจกของกล้องโทรทรรศน์ให้สามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพดังเดิม เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทีมเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการหอดูดาวแห่งชาติและวิศวกรรม ได้ดำเนินการถอดกระจกกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติจากอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ และขนส่งมายังอาคารเคลือบกระจก อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อทำความสะอาด ล้างและเคลือบใหม่จนได้กระจกที่ใส มีคุณสมบัติการสะท้อนแสงที่ดีดังเดิม จากนั้นจึงขนย้ายกระจกดังกล่าวกลับไปติดตั้ง ณ หอดูดาวแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

นายอภิชาต เหล็กงาม ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการหอดูดาวและวิศวกรรม กล่าวว่า กระบวนการเริ่มด้วยการล้างฟิล์มบางอะลูมิเนียมเก่าออกด้วยสารเคมี ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยน้ำยาเฉพาะ แล้วจึงเคลือบกระจก ด้วยเทคนิคสปัตเตอริง ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทำให้ฟิล์มมีความเรียบสม่ำเสมอทั่วทั้งผิวกระจกและทำให้ได้ค่าการสะท้อนแสงที่ดีที่สุด จากนั้นจึงทำการทดสอบอยู่หลายครั้ง จนวัดค่าการสะท้อนแสงที่มุมต่างๆ ของบานกระจกได้เฉลี่ยประมาณ 90% (ตามทฤษฎีการสะท้อนแสงของอะลูมินัม) จึงส่งกลับไปติดตั้งที่หอดูดาวแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ดังเดิม

เนื่องจากกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ เป็นกล้องโทรทรรศน์สะท้อนแสงแบบริชชี-เครเทียน (Ritchey-Chretien system) ประกอบด้วยระบบกระจก 4 ชิ้น ได้แก่ กระจกปฐมภูมิ (กระจกหลัก ขนาด 2.4 เมตร) กระจกทุติยภูมิ กระจกตติยภูมิและกระจกจตุรภูมิ ดังนั้น เมื่อนำกระจกขนาด 2.4 เมตรที่เคลือบใหม่กลับไปติดตั้ง เจ้าหน้าที่จึงต้องจัดวางตำแหน่งของกระจกทั้ง 4 บานให้สัมพันธ์กัน เพื่อให้ลำแสงอยู่ในแนวเดียวกัน จากนั้นจึงทดสอบการชี้ตำแหน่ง ระบบติดตามดาว และตรวจสอบคุณภาพภาพถ่ายจากอุปกรณ์ ให้ได้ตามมาตรฐานที่ใช้ทำงานวิจัย ซึ่งถือเป็นงานหลักของกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่เช่นนี้

นายอภิชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีอุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูลการวิจัยที่ติดตั้งและใช้งานร่วมกับกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ จำนวน 4 ชิ้น ได้แก่ กล้องถ่ายภาพอัลตราสเปก เป็นกล้องถ่ายภาพความเร็วสูงหลายร้อยภาพต่อวินาที สำหรับถ่ายภาพปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น ศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบ และดาวแปรแสง เป็นต้น กล้องถ่ายภาพวัตถุทางดาราศาสตร์ระดับงานวิจัย ความละเอียด 4 K (ARC4K : Astronomical Research Camera) ใช้ถ่ายภาพความละเอียดสูง เพื่อให้ได้รายละเอียดของวัตถุที่ชัดเจน สเปกโตรกราฟความละเอียดในช่วงกลาง (MRES : Medium Resolution Echelle Spectrograph) สำหรับถ่ายภาพสเปกโตรสโกปีความละเอียดปานกลาง เพื่อวัดค่าสเปกตรัมของวัตถุท้องฟ้า หาองค์ประกอบของวัตถุท้องฟ้าที่สนใจ และกล้องถ่ายภาพดาวเคราะห์ เพื่อถ่ายภาพดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ

สำหรับเครื่องเคลือบกระจกนี้เป็นผลงานฝีมือคนไทย เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สามารถรองรับกระจกกล้องโทรทรรศน์แห่งชาติซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 2.4 เมตร กระบวนการสร้างเครื่องเคลือบกระจกดังกล่าวต้องอาศัยองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงในหลายสาขาวิชา เพื่อให้ได้เครื่องเคลือบที่มีประสิทธิภาพสูงอันจะเป็นประโยชน์ต่องานด้านดาราศาสตร์ และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้า เครื่องเคลือบดังกล่าวได้รับการพัฒนาจนมีคุณภาพไม่ด้อยกว่าเครื่องเคลือบกระจกจากต่างประเทศ ทั้งยังนำไปสู่ความร่วมมือพัฒนาเครื่องเคลือบกระจกสำหรับโครงการหมู่กล้องโทรทรรศน์รังสีเชเรนคอฟ โครงการวิทยาศาสตร์ระดับโลกที่สนับสนุนให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ค้นหาคำตอบของจักรวาลจากการค้นพบทางฟิสิกส์อนุภาคที่ยิ่งใหญ่ เปิดโอกาสให้บุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ของไทยได้พัฒนาศักยภาพของตน นอกจากนี้ สดร. ยังมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ให้คิดค้นพัฒนาอุปกรณ์และเครื่องมือทางดาราศาสตร์อื่น ๆ อีกมากมายสำหรับพัฒนางานวิจัยทางดาราศาสตร์ ซึ่งในอนาคตอาจนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ใช้ต่อยอดพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ในแขนงอื่นๆ ด้วย

ปัจจุบัน ขั้นตอนการติดตั้งกระจกกล้องโทรทรรศน์และอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านกระบวนการตรวจเช็คและทดสอบเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กล้องโทรทรรศน์แห่งชาติจึงพร้อมให้บริการสังเกตการณ์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการสังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าในประเทศไทย

ข้อมูลข่าวโดย : กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

เผยแพร่ข่าวโดย : นายวรุฒ กิ่่งเล็ก
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
e-mail : pr@most.go.th
Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

สนช. สานพลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ปั้นย่านปุณณวิถี เป็น Bangkok CyberTech District ต้นแบบย่านนวัตกรรมดิจิทัลของไทย

Hits 27 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/sort-by-strategic/strategic1/34-news-gov/7624-bangkok-cybertech-district
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, October 17, 2018
รายละเอียด: 

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานในงานแถลงข่าวความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) โดย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ และ ทรู ดิจิทัล พาร์ค โดย นายฐนสรณ์ ใจดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ เดินหน้าผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมยกระดับพื้นที่และชุมชนย่านปุณณวิถี สู่ “Bangkok CyberTech District” ย่านนวัตกรรมต้นแบบด้านดิจิทัลของประเทศไทย มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในยุคไทยแลนด์ 4.0 พร้อมเตรียมเปิดศูนย์บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) แห่งแรกที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค ผนวกหลากหลายบริการและสิทธิประโยชน์จากภาครัฐ อำนวยความสะดวก และดึงดูดเหล่าสตาร์ตอัพ นักลงทุน และผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ (Talent) จากทั่วโลกเข้ามาลงทุนและดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เติมเต็มระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลให้สมบูรณ์แบบครบวงจรมากที่สุด

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ กล่าวว่า “หนึ่งในภารกิจของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การเตรียมความพร้อมให้กับคนไทยในการก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 จึงต้องปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจสังคมไทยด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม (innovation driven economy) ที่ทำให้เกิดสมดุลระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี พร้อมทั้งสร้างความมั่งคั่ง มั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศไทยตามนโยบาย Thailand 4.0 โดยกระทรวงวิทย์ฯ ได้มอบหมายให้ สนช. ดำเนินยุทธศาสตร์การส่งเสริมนวัตกรรมเชิงพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ภายใต้การสนับสนุนด้วยกลไกต่างๆ ที่ช่วยสร้างโอกาสและความได้เปรียบให้กับผู้ประกอบการไทยได้เติบโตอย่างเข้มแข็ง รวมถึงการนำแนวทางสานพลังประชารัฐ เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในโครงการต่างๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อาทิ การพัฒนาย่านนวัตกรรมทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งความร่วมมือระหว่าง สนช. และ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เปิดตัว Bangkok CyberTech District ในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวของความสำเร็จระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่รวมพลังกันเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่นี้จะต้องเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง game changing ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ พร้อมทั้งช่วยยกระดับขีดความสามารถของสตาร์ตอัพ, SMEs, Talent ต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ อันจะช่วยนำพาประเทศไทยก้าวสู่สังคมแห่งนวัตกรรม”

ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า “Bangkok CyberTech District จะเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและไลฟ์สไตล์ของคนเมืองยุคใหม่ เป็นย่านนวัตกรรมที่มีระบบนิเวศสำหรับ Startup สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่แห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดบุคคลากรผู้มีความเชี่ยวชาญ (Talent) ทั้งในและต่างประเทศให้เข้ามาประกอบธุรกิจ ช่วยสร้างโอกาสการเข้าถึงแหล่งความรู้ เงินทุน การเติบโตทางธุรกิจของผู้ประกอบการ และ Startup ให้ก้าวสู่ระดับสากล พร้อมทั้งเพิ่มอัตราการจ้างงาน รายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น จึงเชื่อมั่นได้ว่า Bangkok CyberTech District จะสามารถสร้างคุณค่า แหล่งงานและเงินทุน สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศไทยได้อย่างมหาศาล”

ด้าน นายฐนสรณ์ ใจดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กล่าวว่า “กลุ่มทรู มุ่งมั่นพัฒนาโครงการทรู ดิจิทัล พาร์ค ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) ในครั้งนี้ เป็นการร่วมพัฒนาย่านนวัตกรรมปุณณวิถี ยกระดับสู่ Bangkok CyberTech District ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมถึงการใช้พื้นที่เป็นศูนย์กลางในการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล และส่งเสริมการเติบโตของเหล่าสตาร์ตอัพ นักรบทางเศรษฐกิจรุ่นใหม่ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยให้เติบโตและมีศักยภาพแข่งขันกับนานาประเทศทั่วโลก การพัฒนาย่านนวัตกรรม Bangkok CyberTech District จะมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น และจะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทำให้เกิดเป็นระบบนิเวศสมบูรณ์แบบสำหรับเหล่าสตาร์ตอัพ นอกจากนี้ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ยังพร้อมรองรับการจัดตั้งศูนย์บริการ Startup Thailand Center ขึ้นเป็นแห่งแรกของสนช. เพื่อให้สิทธิประโยชน์และอำนวยความสะดวกแก่เหล่าสตาร์ตอัพจากทั่วโลกที่เล็งเห็นโอกาสการลงทุนและดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้ย่านนวัตกรรมแห่งนี้ เป็นแหล่งบ่มเพาะสตาร์ตอัพ ที่จะดึงดูดคนเก่งที่มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลก และเป็นศูนย์กลางการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลได้อย่างครบวงจรตามเจตนารมณ์ของสนช.”

เผยแพร่ข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ถ่ายภาพนิ่ง : นายภูมินทร์ ปั้นเล็ก
ถ่ายภาพวิดีโอ : นายสุเมธ บุญเอื้อ

ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
e-mail : pr@most.go.th
Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

ขอเชิญ SME ร่วมสัมมนากระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อสร้างนวัตกรรม

Hits 36 ครั้ง
URL: 
https://www.nstda.or.th/th/aboutus-nstda
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, October 11, 2018
รายละเอียด: 

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) เปิดรับสมัครผู้ประกอบการ SME เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (workshop) ในหัวข้อ “การใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เพื่อสร้างนวัตกรรมให้แก่ผู้ประกอบการ” เติมเต็มความรู้และความพร้อมในการพัฒนาและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการที่มีนวัตกรรมตอบโจทย์ผู้บริโภค พร้อมทำเวิร์กช็อปสร้างแนวคิดนวัตกรรมทางธุรกิจและผลิตภัณฑ์ด้วยโจทย์ตัวอย่างของ SME เอง

ในวันพฤหัสบดีที่ 25 ต.ค. 2561 เวลา 08.30-16.30 น. ณ ห้องบุษกร ชั้น 1 อาคารเนคเทค สวทช. อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย รังสิต จ.ปทุมธานี ขอสงวนสิทธิ์รับเฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคล จำนวนจำกัด 25 บริษัทเท่านั้น ภายใน 19 ต.ค. ศกนี้ สอบถามเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่ คุณพนิตา ศรีประย่า โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1301, 1368, 1381 มือถือ 063-915-6656 หรืออีเมล panita@nstda.or.th

ประเภทข่าว: 
news

แผนที่จีโนมข้าวสาลี: เทคโนโลยีผลิตอาหารเลี้ยงโลก

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45523853
รายละเอียด: 

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติประสบความสำเร็จในการทำแผนที่จีโนม หรือข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมดของข้าวสาลี ซึ่งจะช่วยเปิดทางไปสู่การดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อพัฒนาข้าวสาลีพันธุ์ใหม่ ๆ ที่จะให้ผลผลิตมากขึ้น มีความทนทานต่อโรคต่าง ๆ และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอนาคต

ทีมนักวิจัยใช้เวลาถึง 13 ปี ในการจัดลำดับชุดพันธุกรรมข้าวสาลีพันธุ์ Triticum aestivum ที่เพาะปลูกกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดในโลก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีโนมข้าวสาลีมียีนทั้งหมด 107,891 ตัว โดยจีโนมที่มีความซับซ้อนมีอยู่ 16,000 ล้านคู่เบสของโครงสร้างของสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งใหญ่กว่าจีโนมของมนุษย์กว่า 5 เท่า

 

การทำแผนที่จีโนมนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวสาลีใหม่ ๆ เพราะจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคัดเลือกพันธุ์ ควบคุมการเติบโต ดัดแปลงยีนให้ทนต่อความร้อน รวมทั้งเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของสารอาหารในข้าวสาลี

ข้าวสาลีถือเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นแหล่งพลังงานราว 20% ของพลังงานที่มนุษย์บริโภคทั้งหมด องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ชี้ว่ายอดการผลิตข้าวสาลีจะต้องเพิ่มขึ้นอีก 60% ภายในปี 2050 เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชากรโลก

Hits 52 ครั้ง
Subscribe to RSS - นวัตกรรม