Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

นักฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์ เอวานเจลิสตา โตร์ริเชลลี (อิตาลี: Evangelista Torricelli)

วันที่: 
Tuesday, August 13, 2019

เอวานเจลิสตา โตร์ริเชลลี (อิตาลี: Evangelista Torricelli, บางตำราออกเสียงภาษาอังกฤษว่า ตอร์ริเชลลี หรือ ทอร์ริเชลลี, 15 ตุลาคม พ.ศ. 2151 - 25 ตุลาคม พ.ศ. 2190) เป็นนักฟิสิกส์ และนักคณิตศาสตร์ ชาวอิตาลี ผู้ประดิษฐ์คิดค้น บารอมิเตอร์ และภายหลังได้ถูกนำชื่อของเขาได้นำไปตั้งเป็น หน่วยของความดันในระบบ หน่วยเอสไอ บางตำรายกย่องให้เขาเป็น บิดาแห่งอุทกพลศาสตร์

 

โตร์ริเชลลี เกิดเมื่อ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2151 ใน ฟาเอนซา รัฐสันตะปาปา (Faenza Papal States) กำพร้าพ่อตั้งแต่เด็ก และได้รับการศึกษาในการอุปถัมภ์ของลุง ซึ่งเป็นพระใน นิกายคามัลโดเลเซ (Camaldolese) และลุงได้ชักนำเขาเข้าศึกษาวิชาคณิตศาสตร์และปรัชญาที่ วิทยาลัยเจซุอิท (Jesuit College) ตั้งแต่หนุ่ม เมื่อ พ.ศ. 2167 (1624)

จนเมื่อ พ.ศ. 2170 (1627) วิทยาลัยส่งโตร์ริเชลลีไปศึกษาวิทยาศาสตร์ที่ โรม ในการดูแลของ เบเนเดตโต คัสเตลลี (Benedetto Castelli) ศาสตราจารย์วิชาคณิตศาสตร์ และพระใน นิกายเบเนดิกต์ ที่ วิทยาลัยคอลเลจิโอ เดลลา ซาปิเอนซา (it:collegio della sapienza) ใน ปิซ่า

เมื่อ พ.ศ. 2175 (1632) ไม่นานหลังจากการ กาลิเลโอ ตีพิมพ์บทความลักษณะบทละครพูดชื่อ การโต้วาทีเรื่องสองระบบโลกที่สำคัญ (Dialogue concerning the Two Chief World Systems) โตร์ริเชลลีได้อ่านแล้วเขียนยกย่องว่า : [2] " ความสำราญ ... ของผู้ซึ่ง ได้ฝึกฝนเรขาคณิตทั้งหมดอย่างขมีขมันที่สุด ... และได้ศึกษา ปโตรเลมี และได้เห็นเกือบทุกสิ่งของ ไทโค บราเฮ โยฮันเนส เคปเลอร์ และ คริสเตียน ลองโกมองเตนัส ในท้ายสุด ถูกตรึงด้วยความสอดคล้องมากมาย จนเกิดยึดมั่นตาม โคเปอร์นิคัส แล้วจนต้องปวารณาตนเป็นศิษย์กาลิเลียน "

แต่จากบทความนี้ สำนักวาติกันตัดสินโทษกักบริเวณกาลิเลโอ ข้อหามีความคิดขัดแย้งกับความเชื่อใน ไบเบิล เมื่อ มิถุนายน (1633) และครั้งนี้เป็นโอกาสที่โตร์ริเชลลีประกาศตนถือข้างแนวคิดของโคเปอร์นิคัสตามกาลิเลโอ

จากจดหมายเหตุจำนวนมาก มีเพียงเล็กน้อยที่เราได้รับรู้ถึงกิจกรรมของโตร์ริเชลลี ระหว่าง พ.ศ. 2175 (1632) ถึง พ.ศ. 2184 (1641)

เมื่อคัสเตลลีส่งบทความของโตร์ริเชลลี เกี่ยวกับ วิถีโค้งของ โปรเจกไทล์ ชื่อว่า แมคานิกส์ [3] แก่กาลิเลโอ ซึ่งขณะนั้นเป็นนักโทษในคฤหาสน์ของตัวเองที่ arcetri แม้ว่ากาลิเลโอสนใจและเชิญเขา แต่โตร์ริเชลลีไม่ได้ตัดสินใจทันที และเขาได้ไปหากาลิเลโอก่อนที่เขาจะตายเพียง 3 เดือน (บางตำรากล่าวถึงว่า เขาไปพบกาลิเลโอก่อนหน้านั้นและได้ติดตามศึกษาอยู่กับกาลิเลโอนานกว่านั้น) แต่ระหว่างอยู่ที่นั้น เขาได้จดบันทึกปาฐกถาสุดท้ายจากการพูดเล่าของกาลิเลโอเป็นเวลา 5 วัน และเป็นศิษย์คนสุดท้าย (หรือคนหนึ่งในกลุ่มสุดท้าย) ที่ได้ดูแลรับใช้ก่อนตาย

จุดสมมูลของจุดศูนย์ถ่วง
หลังจากกาลิเลโอตาย เมื่อ 8 มกราคม 2184 (1642) แกรนด์ดยุก เฟอรินันโดที่สองแห่งเมดิซี (it:Ferdinando II de' Medici) ขอให้เขารับช่วงต่อกาลิเลโอในตำแหน่ง ราชบัณฑิตย์ทางคณิตศาสตร์และ ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์ภายใต้อุปถัมภ์ของดยุก (grand-ducal mathematician and professor of mathematics) ใน มหาวิทยาลัยปิซ่า (University of Pisa)

ในบทบาทนี้ เขาได้พิสูจน์ตัวเองโดย แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคหลายข้อ เช่น การค้นพบ พื้นที่ของไซคลอยด์ (cycloid) และ จุดศูนย์ถ่วง

เขายังได้ออกแบบและสร้างกล้องโทรทรรศน์และกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายจำนวนหนึ่งอีกด้วย โดยกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายทำจากเลนส์ขนาดใหญ่หลายอัน มีชื่อของเขาสลักอยู่ ปัจจุบันยังได้รับการเก็บรักษาที่ฟลอเรนซ์

เมื่อ พ.ศ. 2187 (1644) เขาได้เขียนบทความที่ปรากฏข้อความซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันว่า : [4] " พวกเราจมอยู่ที่ก้นมหาสมุทรแห่งอากาศ "

เมื่อ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2190 ขณะอยู่ที่ฟลอเรนซ์ โตร์ริเชลลีติดเชื้อ ไทฟอยด์ และตายหลังจากนั้นไม่นาน พิธีศพจัดขึ้นที่ ซาน โลเรนโซ (it:San lorenzo)

ผลงาน

รูปปั้นอนุสรณ์ของโตร์ริเชลลีในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งปิซ่า
บารอมิเตอร์
การประดิษฐ์คิดค้นของโตร์ริเชลลีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ เครื่องวัดความดันอากาศ หรือ บารอมิเตอร์ (barometer) ซึ่งเกิดขึ้นจากการแก้ปัญหาการทดลองที่สำคัญ การสร้างน้ำพุกลางบ่อที่ขุดลึกประมาณ 16-18 เมตร ของแกรนด์ดยุกแห่งทัสโคนี พยายามสูบน้ำในท่อให้สูง 12 เมตรหรือมากกว่า โดยขณะลูกสูบยกน้ำขึ้น จะเกิดสุญญากาศทำให้เกิดแรงยกของเหลวขึ้นที่ปลายท่อขาออก แต่ค้นพบว่า ไม่ว่าทำอย่างไรก็ขึ้นไปได้เพียงขีดจำกัดที่ 9-10 เมตร ไม่สามารถสูบให้สูงกว่านี้

เมื่อ พ.ศ. 2186 (1643) โตร์ริเชลลี ทดลองเพิ่มเติมโดยใช้ ปรอท ซึ่งหนักเป็น 13-14 เท่า ของน้ำ และพบว่า ได้ผลทำนองเดียวกัน โดยขีดจำกัดต่ำกว่า

เขาสร้างท่อที่มีความยาวประมาณ 1 เมตร บรรจุด้วยปรอท ปลายข้างหนึ่งตัน แล้วติดตั้งในแนวตั้ง ให้ปลายอีกข้างจมอยู่ในอ่าง ปรอทในท่อถูกยกขึ้นไปกับท่อได้สูงเพียงประมาณ 76 เซนติเมตร หรือ 760 มิลลิเมตร แม้ว่าท่อจะถูกยกให้สูงกว่านี้ ภายในเหนือปรอทเป็นสุญญากาศ (Torricellian vacuum) วิธีนี้เป็นที่มาของหน่วยเทียบความดันของอากาศ โดยความดันอากาศที่ระดับน้ำทะเลเท่ากับ 760 มิลลิเมตรของปรอท และที่ระดับความสูงกว่าระดับน้ำทะเล ความดันอากาศจะน้อยกว่า 760 มิลลิเมตรของปรอท

เมื่อ พ.ศ. 2184 เขาประกาศการค้นพบนี้ว่า : [3] " บรรยากาศ เป็นตัวการทำให้เกิดแรงกดของอากาศเปลี่ยนไปในเวลาต่างกัน "

และสิ่งนี้คือ เครื่องวัดความดันอากาศ เครื่องแรก เป็นการค้นพบที่สร้างชื่อเสียงตลอดกาลแก่เขา หลายศตวรรษต่อมา ชื่อหน่วยในการวัดความดัน จึงถูกตั้งตามชื่อนามสกุลของเขาว่า ทอร์ (torr) ซึ่งก็คือ หน่วย มิลลิเมตรปรอท นั่นเอง โดยเทียบ 1 มิลลิเมตรปรอท หรือ 1 ทอร์ เท่ากับประมาณ 133.322 ปาสคาล ในหน่วยอนุพันธ์ของหน่วยเอสไอ

เขายังทดลองต่อมา พบอีกว่า แรงดันหรือความดันอากาศ ในแต่ะวัน จะแตกต่างเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย นอกจากนี้ปัจจุบัน เข้าใจกันดีว่า ความสูงของของเหลวในท่อ แปรผกผันกับ ความดันอากาศ (ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละระดับความสูง) อีกด้วย

การเคลื่อนที่ของของไหล
กฎของทอร์ริเชลลี (Torricelli's Law) ว่าด้วย ความเร็ว ของ ของไหล ที่ไหลออกจากท่อเปิด และภายหลังได้รับการขยายความเข้าใจ กลายเป็น หลักการของแบร์นูลลี (Bernoulli's principle)

การเคลื่อนที่ของวัตถุแข็งเกร็ง
สมการของทอร์ริเชลลี (Torricelli's equation) ว่าด้วย ความเร็วสุดท้าย ของ การเคลื่อนที่ด้วยความเร่งคงที่ และเวลาต่อเนื่อง

แหล่งที่มา: 
https://th.wikipedia.org/wiki/เอวานเจลิสตา_โตร์ริเชลลี
ภาพประกอบ: 

นักวิทยาศาสตร์ โรเบิร์ต บอยล์ (Robert Boyle)

วันที่: 
Thursday, July 18, 2019

โรเบิร์ต บอยล์ (อังกฤษ: Robert Boyle; FRS[4]; 25 มกราคม ค.ศ. 1627 – 31 ธันวาคม ค.ศ. 1691) เป็นชาวแองโกล-ไอริช[5] เป็นนักปรัชญาธรรมชาติ นักเคมี นักฟิสิกส์ และนักประดิษฐ์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ผลงานที่โดดเด่นของบอยล์คือ เป็นผู้คิดค้นกฎของบอยล์[6] ซึงอธิบายว่า ความสัมพันธ์เชิงสัดส่วนจะผกผันระหว่างความดันสัมบูรณ์และปริมาตรของก๊าซ ถ้าอุณหภูมิถูกทำให้คงที่ภายในระบบปิด (ทางฟิสิกส์)

 

โรเบิร์ต บอยล์เกิดที่ปราสาทลิสมอร์ เคานตี้วอเตอร์ฟอร์ด ประเทศไอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2170 เป็นบุตรคนที่ 7 ในครอบครัวที่มีฐานะดี บิดาชื่อริชาร์ด บอยล์ มีฐานะร่ำรวยที่สุดของอังกฤษในสมัยนั้น[ต้องการอ้างอิง] และมีฐานันดรศักดิ์สูง คือ เอิร์กแห่งคอร์ก (Eark fo Cork) บิดาเป็นคนที่เลี้ยงดูบุตรอย่างเข้มงวดมาก ในตอนเด็กบอยล์มีความจำที่ดีมาก สามารถสนทนาภาษาละตินและฝรั่งเศสได้อย่างคล่องแคล่วตั้งแต่อายุ 8 ขวบ บิดาจึงส่งไปเรียนที่วิทยาลัยอีตัน และบอยล์ก็เรียนหนังสือเก่ง เมื่ออายุ 11 ขวบ บอยล์ถูกส่งไปเรียนต่อที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และใช้เวลาเรียนกับการเดินทาง เพื่อเพิ่มประสบการณ์ชีวิตในยุโรปนาน 6 ปี จึงเดินทางกลับเพราะได้ข่าวบิดาเสียชีวิตและครอบครัวกำลังแตกแยก เนื่องจากพี่น้องบางคนสนับสนุนกษัตริย์และบางคนสนับสนุน โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell) เมื่อกลับถึงอังกฤษ บอยล์เดินทางไปพำนักที่คฤหาสน์สตอลบริดจ์ในดอร์เซต ครั้นเมื่อพี่ชายชื่อโรเจอร์ และพี่สาว เลดี้ แรนเนอลาจ์ (Lady Ranelagh) เห็นบอยล์มีความสามารถทางภาษาจึงสนับสนุนให้เขาลองทำงานด้านวรรรกรรมกับกวี จอห์น มิลตัน แต่โดยไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือสนุก จึงหันไปสนใจวิชาเกษตรศาสตร์และเบนความสนใจไปทางด้านแพทยศาสตร์ จน

กระทั่งวันหนึ่งบอยล์ได้ไปซื้อยาที่ร้านขายยาและเภสัชกรจ่ายยาผิดทำให้บอยล์ล้มป่วย การไม่สบายครั้งนั้นทำให้เขาหันมาสนใจธรรมชาติของสารอย่างจริงจัง เมื่อบอยล์อายุ 18 ปี ที่ Gresham College ในลอนดอนมีแพทย์นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักปรัชญา นักอุตสาหกรรม มาประชุมพบปะกัน อย่างสม่ำเสมอ เพื่อฟังการบรรยายความรู้วิทยาศาสตร์ของกาลิเลโอ โคเปอร์นิคัส และเบคอน เรื่องต่าง ๆ ที่มีเนื้อหา ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ แพทย์ ฯลฯ และบอยล์ก็เดินทางมาประชุมด้วยในปี พ.ศ. 2193 สมาชิกหลายคนของสมาคมได้ย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากที่เมืองออกซฟอร์ดนานถึง 14 ปี เพราะเป็นที่มีปราชญ์หลายคน เช่น จอห์น วอลลิส (John Wallis) คริสโตเฟอร์ เรน และโรเบิร์ต ฮุก จนกระทั่งวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2203 สมาชิก 12 คน ของสมาคม รวมทั้งบอยล์ก็ร่วมกันจัดตั้งสมาคมวิชาการ ชื่อ วิทยาลัยเพื่อการส่งเสริมการเรียนรู้การทดลองคณิตศาตร์และฟิสิกส์ ซึ่งต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น ราชสมาคมแห่งลอนดอน (Royal Society of London) และได้รับการรับรองอย่างถูกกฎหมายในปี พ.ศ. 2205 สมาคมเป็นสมาคมวิทยาศาตร์แห่งแรกของโลกที่ยังดำรงสถานภาพอยู่ได้จนทุกวันนี้

ขณะอยู่ที่ออกซฟอร์ด บอยล์ได้อ่านตำราวิทยาศาสตร์ของเบคอนและกาลิเลโอ และหนังสือ Principles of Philosophy ของเรอเน เดการ์ตความคิดของปราชญ์เหล่านี้เข้ามามีอิทธิพลต่อวิธีคิดของบอยล์ในภายหลังมาก เมื่อบอยล์อ่านผลการทดลองของ เอวานเจลิสตา โตร์ริเชลลี(Evangelista Torricelli) เมื่อปี พ.ศ. 2187 เรื่องความดันปรอทในหลอดแก้วคว่ำ เขารู้สึกสนใจประเด็นที่เตอร์รีเชลลีอ้างว่าบริเวณเหนือปรอทมีสุญญากาศตามรูปแบบที่ออตโต ฟอน กูริค (Otto von Guericke) เคยสร้างไว้ ความสามารถในการทำอปกรณ์ของฮุกช่วยให้บอยล์พบว่า เสียงต้องการอากาศในการเคลื่อนที่ เพราะเขาได้ยินเสียง ลูกตุ้มกว่งแผ่วลงๆ เวลาอากาศถูกสูบออกจากขวดแก้วที่บรรจุเทียนไขที่กำลังลุกไหม้จนหมด เทียนไขจะดับ ส่วนนกและแมวที่อยู่ในภาชนะที่สูบอากาศออกจนหมดก็จะตาย บอยล์จึงสรุปได้ว่าอากาศคือองค์ประกอบสำคัญสำหรับการสันดาปและสำหรับการหายใจของสิ่งมีชีวิตในปี พ.ศ. 2204

แม้งานวิจัยส่วนใหญ่ของบอยล์จะมีรากฐานอยู่กับวิชาเล่นแร่แปรธาตุแบบดั้งเดิม แต่ปัจจุบันเขาได้รับยกย่องให้เป็นนักเคมียุคใหม่คนแรก เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเคมีแห่งยุคใหม่

แหล่งที่มา: 
https://th.wikipedia.org/wiki/โรเบิร์ต_บอยล์
ภาพประกอบ: 

นักวิทยาศาสตร์ ไมเคิล ฟาราเดย์

วันที่: 
Monday, June 17, 2019

ไมเคิล ฟาราเดย์ เกิดที่ เซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน เป็นบุตรคนที่ 3 จากจำนวน 10 บิดาของเขาชื่อเจมส์เป็นช่างตีเหล็ก เขาเริ่มทำงานเมื่ออายุ 13 ปี โดยการเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์และฝึกงาน แผนกเย็บปกและซ่อมหนังสือ เขายังเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ศึกษาหาความรู้โดยเฉพาะเรื่องของไฟฟ้า เขาพยายามหาโอกาสไปฟังการบรรยายทางวิทยาศาสตร์ตามสถานที่ต่าง ๆ เสมอ และจะมีการจดบันทึกไว้อย่างละเอียดและเข้าเล่มเก็บไว้ มีครั้งหนึ่งในปี 1812 มีลูกค้าซ่อมหนังสือเห็นว่าเขาสนใจเรื่องการบรรยายของนักวิทยาศาสตร์ จึงได้มอบบัตรในการฟังการบรรยายวิทยาศาสตร์ของน้องเกย์มีรยายที่ราชสมาคม เขาจดรายละเอียดการบรรยาย วาดรูปประกอบ เรียบเรียงอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นเขาจึงไปสมัครเป็นผู้ช่วยเดวี่ โดยนำหนังสือเล่มนี้ไปด้วย ทำให้เดวี่ประทับใจ รับเขาทำงาน
เขาทำงานทุกอย่างในการเป็นผู้ช่วยเดวี่ ตั้งแต่ภารโรง เลขา ด้วยเงินที่ได้รับสัปดาห์ละ 25 ชิลลิง ซึ่งน้อยกว่าทำงานที่ร้านหนังสือ แต่เขาพอใจกับงานและคอยสังเกตการทดลองของเดวี่ อย่างสนใจ เขามีโอกาสได้ตามเดวี่ไปสถานที่ต่าง ๆ ในยุโรป ทำให้เขาได้รู้จักกับคนสำคัญและนักวิทยาศาสตร์ เช่น อองแปร์ วอลตา หลังจากติดตามเดวี่มา 2 ปี ก็เดินทางกลับอังกฤษและได้เงินเพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 30 ชิลลิง นอกจากนี้เขายังเขียนบทความและรายงานทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เขามีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และริเริ่มจัดตั้ง City Plilosophical Society ซึ่งเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนพบปะคุยกันของบรรดาผู้ที่สนใจวิทยาศาสตร์ เขาเริ่มสนใจวิชาเคมีในช่วงนี้ ต่อมาปลายปี 1820 เขาแต่งงานกับ ซาราห์ เบอร์นาด ลูกสาวช่างเงิน
เขาเริ่มสนใจเกี่ยวกับเรื่องแม่เหล็กไฟฟ้า เขาทดลองเรื่อง อำนาจแม่เหล็กให้เป็นพลังงานไฟฟ้าอยู่หลายครั้ง จนการทดลองหนึ่ง เขาพันขดลวด 2 ขดในวงแหวนอันเดียวกัน โดยต่อปลายทั้งสองของขดลวดหนึ่งเข้ากับ กัลวานอมิเตอร์ และต่อขดลวดที่เหลือกับแหล่งจ่ายไฟและปิดเปิดสวิตซ์ให้กระแสไฟฟ้าผ่านเข้าในขดลวด เขาสังเกตเห็นว่า กัลวานอมิเตอร์ ที่ต่อกับอีกขดหนึ่งนั้นขยับ แสดงว่ามีกระแสไฟฟ้าไหลในขดที่ 2 ทั้งที่ไม่ได้จ่ายไฟเข้าขดนั้นเลย จากการทดลองนี้เขาพัฒนาเป็นหม้อแปลงไฟฟ้าในเวลาต่อมา เขายังค้นพบเส้นแรงแม่เหล็กจากการ ทดลองเทผงตะไบเหล็ก ลงบนกระดาษที่อยู่บนแม่เหล็ก
ฟาราเดย์ได้ทดลองใช้ลวดขดเป็นวงหลายรอบแบบที่เราเรียกว่าคอยด์ โดยต่อปลายทั้งสองของขดลวดเข้ากับ กัลวานอมิเตอร์ และทดลองสอดแท่งแม่เหล็กเข้าไปในระหว่างขดลวด พบว่า กัลวานอมิเตอร์กระดิกไปข้างหนึ่ง และพอแม่เหล็กหยุดนิ่ง เข็มก็เบนกลับที่เดิม พอเขาดึงแท่งแม่เหล็กออก เข็มก็เบนไปอีกทางหนึ่ง ตรงข้ามกับตอนแรก แล้วหยุดนิ่ง เขาพบว่า ไฟฟ้าเกิดจากการที่เส้นแรงแม่เหล็กตัดกับขดลวด เขาจึงเรียกกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นว่า กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (Induced current) ซึ่งเขาพบว่ากระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำจะเกิดก็ต่อเมื่อมีการเคลื่อนที่ตัดกันของสนามแม่เหล็กกับขดลวดเท่านั้น ถ้าหยุดเคลื่อนที่กระแสไฟฟ้าก็หายไป เขาจึงมีแนวคิดที่จะให้กระแสไฟฟ้าไหลอยู่ตลอดเวลา จึงหมุนขดลวดตัดกับสนามแม่เหล็กตลอดเวลา เกิดสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่าไดนาโมในเวลาต่อมา ที่ถือว่าเป็นเครื่องแรกของโลกที่ไม่ต้องใช้ปฏิกิริยาทางเคมีเหมือนเดิม *การที่ไดนาโมจะผลิตกระแสไฟฟ้าออกมาได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ คือ.-
ความเร็วของขดลวดตัวนำ และแท่งแม่เหล็ก ถ้าเคลื่อนที่ตัดกันเร็วก็จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าการเคลื่อนที่ช้า
จำนวนขดลวดในโซเลนอยด์ ถ้าจำนวนมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งทำให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าได้สูงมากเท่านั้น
ฟาราเดย์เผยแพร่ผลงานชิ้นนี้ออกไปในปี ค.ศ. 1822 ในหนังสือที่มีชื่อว่า Experimental Researches in Elctriityต่อมาในปี
ในปี 1823 เขาค้นพบวิธีการทำเหล็กกล้ามีความแข็งแรงทนทานมากกว่าเดิมและไม่เป็นสนิม โดยใช้เหล็ก + นิเกล เรียกว่า เหล็กสเตนเลส (Stainless Steel) ต่อมาในปี 1825 เขาพบ สารประกอบเบนซีน พบการทำให้คลอรีนเป็นของเหลว เขาเป็นคนบัญญัติศัพท์เกี่ยวกับการแยกสารละลายด้วยไฟฟ้าหลาย ๆ คำ
เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ ประจำวิชาเคมีแห่งราชสมาคม ในปี ค.ศ. 1833 ในช่วงหลังเขาสนใจในเรื่องแสง และศึกษาค้นคว้าตลอดมา เขาล้มป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมในบั้นปลาย ของชีวิต และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ.1867 ที่แฮมป์ตันคอร์ท อายุได้ 75 ปี
 

แหล่งที่มา: 
://th.wikipedia.org/wiki/ไมเคิล_ฟาราเดย์
ภาพประกอบ: 

นักวิทยาศาสตร์ นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla)

วันที่: 
Tuesday, January 15, 2019

นิโคลา เทสลา (เซอร์เบีย: Никола Тесла, Nikola Tesla) เกิดเมื่อ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2399 - ถึงแก่กรรม 7 มกราคม พ.ศ. 2486 (86 ปี) เป็น นักประดิษฐ์, นักฟิสิกส์, วิศวกรเครื่องกล, วิศวกรไฟฟ้า และ นักทำนายอนาคต เขาเกิดที่ Smiljan ในอดีตออสเตรีย - ฮังการี ซึ่งปัจจุบันคือสาธารณรัฐโครเอเชีย ภายหลังเขาได้รับสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกัน

เทสลามีปัญหาทางประสาทในวัยเด็ก ที่เขาต้องทุกข์ทรมาน จาก โรคย้ำคิดย้ำทำ เขาได้งานแรกในบูดาเปสต์โดยทำงานที่บริษัทโทรศัพท์ เทสล่าได้ประดิษฐ์ลำโพงสำหรับโทรศัพท์ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่นี่ ก่อนที่จะเดินทางเร่ร่อนไปอเมริกาในปี 2427 เพื่อที่จะไปทำงานกับ โทมัส เอดิสัน แต่ในไม่นาน เขาก็เริ่มก่อตั้ง ห้องปฏิบัติการ/บริษัท พัฒนาอุปกรณ์ไฟฟ้า ของตัวเองโดยมีผู้สนับสนุนด้านการเงินให้ สิทธิบัตรมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับแบบเหนี่ยวนำ และ หม้อแปลงไฟฟ้า ได้รับการจดทะเบียนโดย จอร์จ เวสติงเฮ้าส์ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างให้เทสลาเป็นที่ปรึกษาและพัฒนาระบบไฟฟ้ากระแสสลับด้วย

ผลงานของเทสลาที่ทำให้เขาเป็นที่สนใจในสมัยนั้นอาทิเช่น การทดลองเกี่ยวกับ คลื่นความถี่สูงและแรงดันไฟฟ้าแรงสูง ใน นิวยอร์ก และ โคโลราโด สปริงซ์, สิทธิบัตรของอุปกรณ์และทฤษฎีที่ใช้ในการสร้างวิทยุสื่อสาร, การทดลอง X-ray ของเขา, เขายังเป็นผู้คิดค้นตัวกำเนิดสัญญาณ (oscillator) หลากหลายรูปแบบอีกด้วย และ โครงการ Wardenclyffe Tower ซึ่งเป็นความพยายามในการส่งสัญญาณไร้สายข้ามทวีปแต่โชคร้ายที่โครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ

แม้เทสลาจะเป็นผู้คิดค้นสัญญาณวิทยุ การค้นพบหลักการสนามแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักกันดีคือ การค้นคว้าพัฒนาไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งในขณะนั้นมีการแข่งขันกับไฟฟ้ากระแสตรงที่ถูกพัฒนาขึ้นมา โทมัส เอดิสัน แต่ในที่สุดไฟฟ้ากระแสสลับก็ได้รับความนิยมมากกว่า เพราะเกิดการสูญเสียน้อยกว่าในการส่งกระแสไฟฟ้าในระยะทางไกล

เทสลาประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักและทำให้ผู้คนเห็นถึงความสามารถของจากโชว์สิ่งประดิษฐ์ที่ดูน่าอัศจรรย์ทั้งหลาย ถึงแม้ว่าเขาจะได้เงินจากสิทธิบัตรต่าง ๆ แต่เขาก็ได้ทำการทดลองอย่างมากมายด้วยเช่นกัน ทำให้ในช่วงบั้นปลายชีวิตของเขาต้องเป็นหนี้ และ มีปัญหาด้านการเงิน ต้องอาศัยอยู่อย่างโดษเดี่ยวในห้องพักหมายเลข 3327 ที่โรงแรม New Yorker ด้วยลักษณะและธรรมชาติในการทำงานของเทสลาทำให้เขาถูกขนานนามว่าเป็น "นักวิทยาศาสตร์เพี้ยน"

เทสลาถูกพบว่าเสียชีวิตในห้องพักหมายเลข 3327 ที่โรงแรม New Yorker เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2486

หลังจากการตายของเขางานของเทสล่าก็ได้เงียบหายไป แต่ในปี 2533 เขาก็เริ่มกลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง ในปี 2548 เขาถูกเสนอชื่อให้เป็นตัวแทน 1 ใน 100 คนในรายการโทรทัศน์ "The Greatest American" โดยการสำรวจนิยมโดย AOL กับ ช่อง Discovery

การทำงานและสิ่งประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงของเขายังเป็นจุดกำเนิดของทฤษฎีสมคบคิดจำนวนมาก และ ยังได้นำไปใช้สนับสนุนวิทยาศาสตร์เทียม, ทฤษฎียูเอฟโอ และ ไสยศาสตร์ยุคใหม่ อีกด้วย

ในปี 2503 หน่วยสำหรับวัดความ ความหนาแน่นของเส้นแรงแม่เหล็ก หรือ การเหนี่ยวนำด้วยพลังแม่เหล็ก (ที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นสนามแม่เหล็ก B \), ถูกตั้งชื่อว่า เทสลา เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

นอกจากนี้ เทสลายังถือเป็นวิศวกรที่สร้างนวัตกรรมล้ำยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 สิทธิบัตรของเทสลาและผลงานเชิงทฤษฎีของเขากลายเป็นพื้นฐานของระบบไฟฟ้ากระแสสลับ ได้แก่ ระบบจ่ายกำลังหลายเฟส และมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งเขามีส่วนผลักดันเป็นอย่างมากในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง

ผลงานเด่น
1. ผู้ประดิษฐ์ขดลวดเทสลา (Tesla coil) และค้นพบวิธีการเปลี่ยนสนามแม่เหล็กเป็นสนามไฟฟ้า จึงเป็นที่มาของหน่วยวัดสนามแม่เหล็กเทสลา
2. ผู้ค้นพบวิธีการสื่อสารแบบไร้สาย (Wireless communication)
3. ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟแบบใช้ก๊าซให้แสงสว่าง หรือ หลอดฟลูออเรสเซนต์
4. ผู้คิดทฤษฎีของเครื่องเรดาร์
5. ผู้คิดรีโมตคอนโทรล

แหล่งที่มา: 
https://th.wikipedia.org/wiki/นิโคลา_เทสลา
ภาพประกอบ: 

นักวิทยาศาสตร์ เซอร์ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton)

วันที่: 
Friday, October 12, 2018

เซอร์ไอแซก นิวตัน (อังกฤษ: Isaac Newton) (25 ธันวาคม ค.ศ. 1641 – 20 มีนาคม ค.ศ. 1725 ตามปฏิทินจูเลียน)1 นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักปรัชญา นักเล่นแร่แปรธาตุ และนักเทววิทยาชาวอังกฤษ

งานเขียนในปี พ.ศ. 2230 เรื่อง Philosophiæ Naturalis Principia Mathematica (เรียกกันโดยทั่วไปว่า Principia) ถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่มีอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เป็นรากฐานของวิชากลศาสตร์ดั้งเดิม ในงานเขียนชิ้นนี้ นิวตันพรรณนาถึง กฎแรงโน้มถ่วงสากล และ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน ซึ่งเป็นกฎทางวิทยาศาสตร์อันเป็นเสาหลักของการศึกษาจักรวาลทางกายภาพตลอดช่วง 3 ศตวรรษถัดมา นิวตันแสดงให้เห็นว่า การเคลื่อนที่ของวัตถุต่างๆ บนโลกและวัตถุท้องฟ้าล้วนอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติชนิดเดียวกัน โดยแสดงให้เห็นความสอดคล้องระหว่างกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ของเคปเลอร์กับทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของตน ซึ่งช่วยยืนยันแนวคิดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล และช่วยให้การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

นิวตันสร้างกล้องโทรทรรศน์สะท้ อนแสงที่สามารถใช้งานจริงได้เป็นเครื่องแรก[1] และพัฒนาทฤษฎีสีโดยอ้างอิงจากผลสังเกตการณ์ว่า ปริซึมสามเหลี่ยมสามารถแยกแสงสีขาวออกมาเป็นหลายๆ สีได้ ซึ่งเป็นที่มาของสเปกตรัมแสงที่มองเห็น เขายังคิดค้นกฎการเย็นตัวของนิวตัน และศึกษาความเร็วของเสียง

ในทางคณิตศาสตร์ นิวตันกับก็อตฟรีด ไลบ์นิซ ได้ร่วมกันพัฒนาทฤษฎีแคลคูลัสเชิงปริพันธ์และอนุพันธ์ เขายังสาธิตทฤษฎีบททวินาม และพัฒนากระบวนวิธีของนิวตันขึ้นเพื่อการประมาณค่ารากของฟังก์ชัน รวมถึงมีส่วนร่วมในการศึกษาอนุกรมกำลัง

นิวตันไม่เชื่อเรื่องศาสนา เขาเป็นคริสเตียนนอกนิกายออร์โธดอกซ์ และยังเขียนงานตีความคัมภีร์ไบเบิลกับงานศึกษาด้านไสยศาสตร์มากกว่างานด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เสียอีก เขาต่อต้านแนวคิดตรีเอกภาพอย่างลับๆ และเกรงกลัวในการถูกกล่าวหาเนื่องจากปฏิเสธการถือบวช

ไอแซก นิวตัน ได้รับยกย่องจากปราชญ์และสมาชิกสมาคมต่างๆ ว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ภาพประกอบ: 

รังสีคอสมิก: รังสีปริศนาจากนอกระบบสุริยะ

วันที่เผยแพร่: 
Sunday, April 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2970-cosmic-rays-source
รายละเอียด: 

รังสีคอสมิก: รังสีปริศนาจากนอกระบบสุริยะ

ในช่วงต้นปี 1900 สุดยอดนักฟิสิกส์อย่างมาดามมารี คูรี (Marie Curie) และ เฮนรี เบคเคอเรล (Henri Becquerel) ค้นพบว่าธาตุบางอย่างสามารถสลายตัวแล้วปลดปล่อยรังสีออกมาได้  ธาตุเหล่านี้เรียกว่าธาตุกัมมันตรังสี (Radioactive Elements) ซึ่งมีอยู่ในโลกของเราในสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับธาตุอื่นๆ

 

 

 

        การค้นพบนี้ทำให้ วิกเตอร์ เฮส (Victor Hess )นักฟิสิกส์ออสเตรเลียนในวัย 29 ปีเกิดความสนใจซึ่งความสนใจของเขาทำให้เกิดการค้นพบสิ่งสำคัญสุดอย่างหนึ่งในฟิสิกส์ดาราศาสตร์

        อากาศที่อยู่รอบๆตัวเราเกิดการแตกตัว(ionization of the air) จนมีสภาพทางไฟฟ้าซึ่งนักฟิสิกส์สามารถทำการทดลองตรวจจับได้ นักฟิสิกส์ในยุคนั้นเชื่อว่าธาตุกัมมันตรังสีบนโลกเราปลดปล่อยรังสีไปทำให้อากาศแตกตัว

        หากแนวคิดนี้เป็นจริง การแตกตัวของอากาศควรจะลดลงที่ระดับความสูงมากๆเพราะรังสีจากผิวโลกย่อมอ่อนกำลังลง

        การคำนวณพบว่า ค่าการแผ่รังสีที่ระดับความสูง 10 เมตรจะลดลง 83% จากที่พื้นดิน และที่ระดับความสูงราว 1 กิโลเมตร ค่าการแผ่รังสีจะเหลือเพียง 0.1% เท่านั้น  แต่ในปี ค.ศ. 1910  ทีโอดอร์ วูล์ฟ (Theodor Wulf) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันนีได้ทำการทดลองพบว่าอากาศที่ยอดหอไอเฟลซึ่งมีความสูงราว 300 เมตร มีการแตกตัวน้อยกว่าบนพื้นดิน แต่อัตราการแตกตัวที่เขาวัดได้มากกว่าที่ควรจะเป็น กล่าวคือ  อัตราการแตกตัวบนพื้นโลกคือ 6 ไอออนต่อลูกบาศก์เซนติเมตร แต่เมื่อไปอยู่บนยอดหอไอเฟลการแตกตัวลงเหลือ 3.5 ไอออนต่อลูกบาศก์เซนติเมตร 

        ผลการทดลองนี้นับว่าขัดแย้งกับการคำนวณและคำอธิบายที่เชื่อถือกันอยู่ในขณะนั้น เพราะถ้าการแตกตัวเกิดจากกัมมันตรังสีที่อยู่บนผิวโลกเพียงอย่างเดียว อัตราการแตกตัวจะลดลง 50% ที่ระดับความสูง 100 เมตร แต่นี่ขึ้นไปสูงถึง 300 เมตรแล้วอัตราการแตกตัวยังลดลงไม่ถึงครึ่ง

        วิกเตอร์ เฮส จึงทำการทดลองเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดด้วยการนำอุปกรณ์ตรวจจับการแตกตัวของอากาศขึ้นไปบนบอลลูนอากาศร้อนหลายครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911 เป็นระยะเวลากว่าสามปี ผลปรากฏว่าค่าการแตกตัวของอากาศลดลงเรื่อยๆในช่วง 1 กิโลเมตรแรกที่บอลลูนเริ่มลอยสูงขึ้น แต่หลังจากนั้นค่าการแตกตัวเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่น่าแปลกคือที่ระดับความสูงราว 5กิโลเมตรค่าการแตกตัวเพิ่มเป็นสองเท่าของที่ระดับน้ำทะเล!

 

 

        เขาเขียนการค้นพบนี้ในวารสารวิชาการด้วยชื่อเรื่องว่า “รังสีอำนาจทะลุทะลวงสูงจากนอกโลกที่พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกเรา” (“ a radiation of very high penetrating power enters our atmosphere from above” ) แต่เขายังไม่หยุดการทดลองไว้แค่นั้น วิกเตอร์ เฮส นำบอลลูนขึ้นเพื่อทำการทดลองในตอนกลางคืนซึ่งเป็นการทดลองที่ค่อนข้างอันตราย เขาทำเช่นนั้นเพื่อไม่ให้แสงดวงอาทิตย์ส่งผลต่อการทดลอง ผลลัพธ์ที่ได้ยังเหมือนเดิม นั่นแปลว่าสาเหตุของการแตกตัวของอากาศไม่ได้เกิดจากจากดวงอาทิตย์และไม่ใช่การแผ่รังสีจากกัมมันตรังสีบนโลก แต่มาจากห้วงอวกาศที่ห่างไกลออกไป

        วิกเตอร์ เฮส ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ. 1936 จากผลงานการค้นพบรังสีคอสมิก(Cosmic rays)ที่เปิดประตูสู่ฟิสิกส์ใหม่ๆเกี่ยวกับอนุภาคและดาราศาสตร์ แม้จะได้รับรางวัลโนเบลแล้วเขาก็ยังทำการทดลองที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆในด้านนี้จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1964

 

ธรรมชาติของรังสีคอสมิก

        โรเบิร์ต มิลลิแกน (Robert A. Millikan) นักฟิสิกส์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลการวัดค่าประจุของอิเล็กตรอนได้สำเร็จ เสนอว่ารังสีคอสมิกคือ รังสีแกมมาซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  แต่ไม่นานนัก นักฟิสิกส์คนอื่นๆสามารถพิสูจน์ได้ว่าแนวคิดของเขาผิด

 

 

        ในปี ค.ศ. 1927 นักฟิสิกส์ทำการทดลองจนพบว่าอัตราการแตกตัวของอากาศซึ่งเกิดจากรังสีคอสมิกมีการเปลี่ยนแปลงตามตำแหน่งละติจูดบนโลก หากรังสีคอสมิกเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มันควรจะทำให้อากาศเกิดการแตกตัวอย่างสม่ำเสมอกันในทุกๆตำแหน่งบนโลก

         คำอธิบายที่สมเหตุสมผลกว่าคือ รังสีคอสมิกเป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า มันจึงได้รับอิทธิพลจากสนามแม่เหล็กโลกเพราะสนามแม่เหล็กโลกที่ละติจูดต่างๆมีค่าไม่เท่ากันนั่นเอง

        ในปี ค.ศ. 1930 นักฟิสิกส์พบว่ารังสีคอสมิกที่พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกเราทางทิศตะวันออกและในทิศตะวันตกมีค่าไม่เท่ากัน โดยรังสีที่พุ่งมาจากทิศตะวันตกมีค่ามากกว่า ความแตกต่างนี้เรียกว่า "east-west effect" ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่าความแตกต่างนี้เกิดจากการที่รังสีคอสมิกมีประจุไฟฟ้าบวก ซึ่ง 99% เป็นนิวเคลียสของธาตุ อีก 1% เป็นอิเล็กตรอน

        หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบสิ้น นักฟิสิกส์ทำการศึกษาเพิ่มเติมจนพบว่า ส่วนที่เป็นนิวเคลียสของรังสีคอสมิกนั้นมีองค์ประกอบหลักๆเป็นโปรตอนราว 90%  อีก 9% เป็นอนุภาคแอลฟา(ซึ่งประกอบด้วยโปรตอนสองตัวและนิวตรอนสองตัว) ที่เหลือราว 1%เป็นนิวเคลียสของธาตุอื่นๆที่หนักยิ่งกว่านั้น

        ปัจจุบันนักดาราศาสตร์แบ่งรังสีคอสมิกออกเป็นสองส่วน 

        1.รังสีคอสมิกปฐมภูมิ (Primary cosmic rays) เป็นอนุภาคที่เข้ามาสู่ชั้นบรรยากาศในระดับสูงก่อนจะชนเข้ากับแก๊สในชั้นบรรยากาศ ซึ่งประกอบไปด้วยนิวเคลียสของธาตุในสัดส่วนที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

        ปัจจุบันผลการศึกษาจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเฟอร์มีที่ตรวจจับรังสีแกมมา (Fermi Gamma-ray Space Telescope)  พบว่าองค์ประกอบหลักๆรังสีคอสมิกนั้นมาจากซูเปอร์โนวา  เนื่องจากโปรตอนจากซูเปอร์โนวาชนเข้ากับสสารระหว่างดาวฤกษ์ (interstellar material) แล้วกลายเป็นรังสีแกมมาซึ่งกล้องโทรทรรศน์สามารถตรวจจับเพื่อนำมาวิเคราะห์ได้

        นักดาราศาสตร์เชื่อว่าแหล่งกำเนิดรังสีคอสมิกอื่นๆมาจากหลุมดำมวลยิ่งยวดใจกลางกาแล็กซีที่มีการปลดปล่อยพลังงานออกมา รวมทั้งการปะทุของรังสีแกมมา (Gamma-ray bursts)

       2.รังสีคอสมิกทุติยภูมิ (Secondary cosmic rays) เมื่อรังสีคอสมิกปฐมภูมิชมเข้ากับอะตอมและโมเลกุลของแก๊สในชั้นบรรยากาศโลก (ซึ่งส่วนมากเป็นแก๊สไนโตรเจน รองลงมาคือ ออกซิเจน) การชนทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Air shower  ซึ่งเป็นอนุภาคอื่นๆที่กระจายออกมาเหมือนสายฝน ได้แก่ พายออน ,มิวออน,เคออน, อิเล็กตรอน, โพสิตรอน ,โปรตอน และนิวตรอน ฯลฯ ด้วย

 

 

อนุภาคชนิดหนึ่งที่ทะลุลงมาถึงพื้นดินได้คือ มิวออน ซึ่งนักฟิสิกส์สามารถตรวจจับได้ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Cloud chamber 

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 188 ครั้ง
Subscribe to RSS - นักฟิสิกส์