Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

นักวิจัย

นักวิจัยอเมริกัน “สอนหนูขับรถ” เพื่อศึกษาฮอร์โมนป้องกันโรคซึมเศร้า

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, October 30, 2019
รายละเอียด: 

การทดลองให้หนูขับรถขนาดจิ๋วที่ว่านี้ เกี่ยวข้องกับการศึกษาสารที่ร่างกายหลั่งออกมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด และนักวิจัยเชื่อว่าความรู้ที่ได้อาจมีประโยชน์ต่อคำเเนะนำเพื่อให้มนุษย์มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย

สื่อซีเอ็นเอ็นรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยริชมอนด์ ในสหรัฐฯ เริ่มการทดลองด้วยการแบ่งหนูเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้อยู่ในสภาพเเวดล้อมที่มีสิ่งกระตุ้น โดยเฉพาะของเล่นต่าง ๆ และกลุ่มที่สอง ให้อยู่ในกรงซึ่งไร้สิ่งกระตุ้น

จากนั้นหนูทั้งสองกลุ่มถูกจับมาใส่พาหนะที่ทำจากพาชนะพลาสติกที่ต่อกับล้อ หน้าตาเหมือนรถขนาดจิ๋ว ภายในมีที่เร่งมอร์เตอร์ให้รถขับเคลื่อนไปข้างหน้า หากว่าหนูตัวใดสามารถทำให้รถเเล่นได้ไกลจากจุดตั้งต้นถึงอีกฝั่งหนึ่งของพื้นที่ที่ถูกจัดไว้ได้ รางวัลที่รอพวกมันอยู่ก็คือขนมกรุบกรอบรสหวาน

ปรากฏว่าหนูที่ถูกเลี้ยงดูในสภาพเเวดล้อมที่มีสิ่งกระตุ้น สามารถขับรถคันจิ๋วนี้ได้ดี ส่วนกลุ่มที่เคยอยู่เเต่ในกรง ‘สอบตก’ ในการขับรถครั้งนี้

เคลลีย์ แลมเบิร์ต (Kelly Lambert) ผู้นำทีมวิจัยครั้งที่ Behavioral Neuroscience Laboratory แห่งมหาวิทยาลัยริชมอนด์ ศึกษาถึงสารที่สมองของหนูเหล่านี้หลั่งออกมา ด้วยการวิเคราะห์อุจจาระของพวกมัน

สิ่งที่พบอย่างชัดเจนในหนูทั้งสองกลุ่ม คือ ปริมาณฮอร์โมนที่เรียกว่า corticosterone
สารอีกชนิดหนึ่งที่พบในอุจจาระหนูในการทดลองคือ DHEA ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในร่างกายเมื่อเผชิญหน้ากับความเครียด

ซีเอ็นเอ็นระบุโดยอ้างข้อมูลของ นักวิจัย เคลลีย์ แลมเบิร์ตว่า corticosterone ถูกหลั่งออกมาเมื่อร่างกายต้องเจอเรื่องตื่นเต้น เผชิญกับความกังวล และความกลัว ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่

ส่วน DHEA เป็นสารที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดความเครียดยาวนาน จากปริมาณ corticosterone ที่อาจมีมากจนเป็นพิษ

นักวิจัยพบว่าการให้หนูทำสิ่งที่ยาก เช่น ขับรถในการทดลองนี้ ช่วยฝึกให้พวกมันจัดการกับเหตุการณ์ตึงเครียด และฟื้นจากสภาพตระหนกตกใจ

อาจารย์แลมเบิร์ต กล่าวว่า ดูเหมือนว่าการให้หนูบังคับพาหนะ เปรียบเหมือนการให้หนูฝึกรับรู้ถึงความสามารถในการควบคุมสถานการณ์

ความรู้ที่ได้จากการทดลองนี้สามารถปรับใช้กับมนุษย์ได้ แม้คนเราจะมีสมองที่ซับซ้อนกว่าหนูมาก กล่าวคือ นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าสารที่หนูหลั่งออกมา แสดงถึงการฟื้นตัวจากสถานการณ์ที่เกิดความเครียด ซึ่งความสามารถนี้เป็นเครื่องมือป้องกันด่านเเรกของความเจ็บป่วยทางใจ เช่น โรคซึมเศร้าได้

ผู้ทำงานวิจัยชิ้นนี้เรียกการป้องกันความเจ็บป่วยทางจิตด้วยการปรับพฤติกรรม ว่า ‘behaviorceuticals’ ซึ่งช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ป้องกันการเกิดความเครียดระยะยาวได้

สำหรับมนุษย์ สิ่งที่เทียบเคียงได้กับ ‘กิจกรรมขับรถของหนู’ ในการทดลอง อาจจะเป็นงาน ประเภท การถักไหมพรม ที่ฝึกการประสานงานของนิ้ว อุ้งมือ และสมองไปพร้อม ๆ กัน นั่นเอง

เพราะกิจกรรมเหล่านี้มีส่วนสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของเราว่าจะควบคุมสถานการณ์ตรงหน้าได้ แม้ว่างานจะค่อนข้างซับซ้อนกว่าปกติก็ตาม

cr. https://www.voathai.com/a/rat-stress-ro/5138927.html

Hits 15 ครั้ง

ทีมนักวิจัยอเมริกันคิดค้นวิดีโอเกมส์ช่วยเกษตรกรป้องกันโรคระบาดหมู

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, July 11, 2019
รายละเอียด: 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ผสมผสานวิดีโอเกมส์กับระบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ เพื่อเเสดงให้เห็นว่าคนเราสามารถลดความรวดเร็วของการเเพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตรายที่เกิดกับหมูลงได้ หากเกษตรกรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ

ผู้ร่างรายงานผลการศึกษากล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากวิดีโอเกมส์ช่วยให้คนปฏิบัติตามกฎระเบียบในการเลี้ยงสุกร

ตั้งเเต่มีการพบโรคท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อไวรัส PEDV (porcine epidemic diarrhea virus) เมื่อ 40 ปีที่แล้ว โรคนี้ยังคงระบาดในฟาร์มเลี้ยงสุกรในยุโรป เอเชีย เเละอเมริกาเหนือ

เเละเมื่อเชื้อไวรัส PEDV ระบาดในสหรัฐฯ เมื่อปี ค.ศ. 2013 โรคนี้ได้ทำให้หมูตายไปแล้ว 7 ล้านตัวในสหรัฐฯ

Scott Merrill ศาตราจารย์ด้านดินเเละพืช มหาวิทยาลัยแห่งเวอร์มอนต์กล่าวว่า เชื้อไวรัส PEDV เพียงเล็กน้อยสามารถทำให้หมูทุกตัวในสหรัฐฯ ติดเชื้อได้ ศาสตราจารย์ผู้นี้กล่าวว่า ไวรัส PEDV เป็นอันตรายมากต่อลูกหมู

ด้าน Gabriela Bucini นักวิจัยเเละหัวหน้าผู้ร่างรายงานการศึกษา กล่าวว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของหมูที่ติดเชื้อจะตายจากโรคนี้ เเละศาตราจารย์ Merrill กล่าวเสริมว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ต้องการทำงานในอุตสหกรรมเลี้ยงสุกรอีกต่อไป เพราะโรคท้องร้วงรุนแรงจากไวรัส PEDV เพราะทำใจยากมากที่ได้เห็นหมูจำนวนมากป่วยเเละตาย

ขณะที่เชื้อไวรัส PEDV ยังคงเป็นโรคที่คุกคามประชากรหมูในสหรัฐฯ จำนวนการติดเชื้อได้ลดลงตั้งเเค่ปี ค.ศ. 2013 ทีมนักวิจัยได้ให้เหตุผลของการติดเชื้อที่ลดลงว่าเป็นเพราะเกษตรกรเเละผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการต่างๆ ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร ได้ปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาทิ มีการทำความสะอาดฆ่าเชื้ออุปกรณ์ที่ใช้ เสื้อผ้าเเละรองเท้าที่อาจเป็นตัวนำเชื้อไปเเพร่ระบาดระหว่างฟาร์มได้

เห็นได้ชัดเจนว่าวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัยเหล่านี้มีความสำคัญในการป้องกันการเเพร่ระบาดของโรคที่เกิดกับหมู เเต่เท่าที่ผ่านมายังไม่มีวิธีวัดว่ามาตรการต่างๆ เหล่านี้ได้มีความสำคัญแค่ไหน

มาถึงตอนนี้ Bucini นักวิจัยเเละทีมงานได้ทดลองใช้วิดีโอเกมส์ในการวัดประสิทธิภาพของมารตรการเรื่องนี้

ในเกมส์หนึ่งที่ใช้ในการวิจัย ผู้เล่นต้องเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมูเเละพยายามทำงานให้เสร็จ ในขณะที่ต้องป้องกันหมูของตนไม่ให้ติดโรคไวรัสชนิดนี้ ผู้เล่นได้รับคำเตือนถึงความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเเละมีทางเลือกว่าจะปฏิบัติตามหรือจะจะเพิกเฉยข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาทิ ทำการฆ่าเชื้อเสื้อผ้าตอนเข้าเเละออกจากฟาร์ม การปฏิบัติตามมาตราการด้านความปลอดภัยช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อลง เพียงเเต่ต้องเสียเวลาที่มีค่าไปด้วย

Steve Dritz ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสุกรเเละศาสตราจารย์ภาควิชาสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคนซัส ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยกล่าวเเสดงความหวังว่า วิดีโอเกมส์ที่นักวิจัยใช้ทดลองอาจจะนำไปใช้ในการป้องกันการระบาดของโรคในปศุสัตว์ได้ในอนาคต

เขากล่าวว่า นี่จะเป็นเครื่องมือที่เเสนวิเศษ เพราะช่วยให้ค้นหาว่าอะไรเป็นปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้เพื่อป้องกันการระบาดของโรค เเละนี่เป็นวิธีการใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

ผลการวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers ด้านสัตวแพทย์ไปเมื่อเร็วๆนี้

(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 30 ครั้ง

'ไมโครพลาสติก' ในร่างกายมนุษย์มาจากที่ไหน? ส่งผลอย่างไร?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, June 11, 2019
รายละเอียด: 

การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ Environmental Science and Technilogy เมื่อวันพุธที่ 5 มิถุนายน ซึ่งอาศัยเกณฑ์ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ ให้ภาพว่าในแต่ละปีมีคนอเมริกันได้รับอนุภาคขนาดเล็กของพลาสติก หรือที่เรียกว่า "ไมโครพลาสติก" เข้าสู่ร่างกายโดยเฉลี่ยตั้งแต่ 74,000 ถึง 121,000 อนุภาคโดยขึ้นอยู่กับอายุและเพศของบุคคล

แต่สำหรับผู้ที่ดื่มน้ำจากขวดพลาสติกเป็นประจำ การรับอนุภาคดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกปีละราว 90,000 อนุภาคเลยทีเดียว

นักวิจัยได้ตัวเลขดังกล่าวจากการวิเคราะห์รายงานการศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการได้รับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายจากแหล่งสำคัญแปดแหล่ง คือจากอากาศที่หายใจ จากการดื่มแอลกอฮอล์ จากน้ำบรรจุขวด จากน้ำผึ้ง อาหารทะเล เกลือ น้ำตาล และน้ำประปา แต่แหล่งที่มาของไมโครพลาสติกดังกล่าวไม่รวมถึงเนื้อสัตว์และผักต่างๆ เนื่องจากยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ

นักวิจัยอธิบายว่า Microplastic หรืออนุภาคขนาดเล็กของพลาสติกนี้มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราอยู่แล้ว และไม่ใช่เฉพาะคนเท่านั้นแต่สัตว์ต่างๆ ก็ได้รับไมโครพลาสติกนี้เข้าสู่ร่างกายในกระบวนการดำรงชีวิตเช่นกัน เพียงแต่ว่ามนุษย์อาจได้มากกว่าจากกระบวนการผลิตและการบรรจุอาหาร

จากตัวเลขของกระทรวงเกษตรและสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ นักวิจัยประเมินว่า โดยเฉลี่ยในแต่ละปีเด็กผู้ชายจะได้รับไมโครพลาสติกราว 81,000 หน่วย เทียบกับ 74,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้หญิงส่วนผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่จะได้ไมโครพลาสติก 121,000 หน่วยเทียบกับ 98,000 หน่วยสำหรับผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำบรรจุขวดพลาสติกเพียงอย่างเดียวจะเพิ่มอนุภาคพลาสติกนี้ได้ถึง 75,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้ชาย 64,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้หญิงและราว 127,000 หน่วยสำหรับผู้ชายกับราว 93,000 หน่วยสำหรับผู้หญิงตามลำดับ

ผลการวิจัยก่อนหน้านี้แสดงว่า อนุภาคไมโครพลาสติกมีขนาดเล็กพอที่จะแทรกตัวเข้าไปในเนื้อเยื่อของร่างกายและกระตุ้นปฏิกิริยาด้านภูมิคุ้มกัน หรือปล่อยสารพิษกับโลหะหนักที่ติดมาจากสิ่งแวดล้อมได้

แต่ผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแท้จริงของเรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ทราบกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้เตือนว่า นอกจากผลของไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์ซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจนแล้ว การศึกษาดูจะละเลยเรื่องกลไกและระบบร่างกายของมนุษย์ที่อาจสามารถกรองหรือกำจัดไมโครพลาสติกในอากาศที่เราหายใจเข้าไปได้

และนักวิทยาศาสตร์บางคน เช่น ศาสตราจารย์ Richard Lampitt จากทีมวิจัยด้านสมุทรศาสตรของอังกฤษก็ชี้ว่า ขณะนี้เรายังขาดการให้คำนิยามไมโครพลาสติกอย่างชัดเจนว่ามีขนาดเล็กแค่ไหน เพราะนอกจากไมโครพลาสติกแล้ว ยังมีอนุภาคของพลาสติกขนาดเล็กกว่าที่เรียกว่า "นาโนพลาสติก" ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในขอบข่ายของการศึกษาครั้งนี้ด้วย

ในขณะนี้ถึงแม้จะมีการประเมินจำนวนไมโครพลาสติกที่มนุษย์ได้รับเข้าไปในร่างกายจากแหล่งต่างๆ ก็ตาม แต่ความเข้าใจเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแท้จริงนั้นยังไม่ชัดเจน และนักวิทยาศาสตร์ก็เห็นพ้องกันว่าจำเป็นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ต่อไป

Hits 61 ครั้ง

นักวิจัยอังกฤษพัฒนาระบบตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ล้ำสมัย

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, June 6, 2019
รายละเอียด: 

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดอันดับที่สามของโลก เเละหากตรวจพบเร็วเท่าใด ผู้ป่วยก็มีโอกาสสูงมากขึ้นเท่านั้นที่จะหายจากโรค

เเต่แพทย์ที่ทำการตรวจด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่มักไม่สามารถมองเห็นทุกอย่างที่แสดงบนหน้าจอได้เสมอไป และรายละเอียดอื่นๆ ที่มีขนาดเล็กอาจตรวจไม่พบ

ลอเรนซ์ เลิฟวัท ผู้เชี่ยวชาญที่มหาวิทยาลัย UCL กล่าวว่า การตรวจด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่อาจตรวจไม่พบติ่งเมือกหนึ่งในห้าในระหว่างการตรวจ เเละนี่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะมะเร็งชนิดนี้เป็นสาเหตุใหญ่อันดับที่สองที่ทำให้คนเสียชีวิตในอังกฤษ

ทีมนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ปัญญาประดิษฐ์สามารถมองเห็นภาพถ่ายได้ทั้งหมด เพราะไม่มีทางมองผิดจุดเเละไม่มีทางเสียสมาธิ

ปีเตอร์ เมาท์นี่ ซีอีโอของ Odin Vision กล่าวว่า เมื่อได้ภาพวิดีโอสดภายในลำไส้ใหญ่ ระบบที่ใช้จะนำภาพวิดีโอที่ได้ไปวิเคราะห์ทีละภาพเเละประมวลข้อมูลด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ เเละตนเองพยายามระบุว่าติ่งที่เห็นอยู่ในจุดใดของลำไส้ใหญ่โดยมองที่ลักษณะของเนื้อเยื่อที่มีสีเเตกต่างกันไป

ข้อมูลที่ได้นี้มีขนาดใหญ่เเละมีรายละเอียดมากเกินไปที่จะส่งผ่านทางอินเตอร์เน็ต ดังนั้น ระบบ Odin Vision จะใช้การสื่อสารระหว่างโลกเเละดาวเทียมที่ห่างออกไปหลายล้านไมล์แทน โดยจัดเก็บเอาไว้ในฐานข้อมูล cloud เเละส่งข้อมูลกลับมาที่แพทย์ในขณะที่กำลังทำการตรวจทันที

การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในระยะเเรกเริ่มในขณะนี้ หากเทคโนโลยีประสบความสำเร็จ ระบบจัดเก็บข้อมูลใน cloud นี้จะเข้าถึงได้โดยคลินิกเเละโรงพยาบาลต่างๆ เเม้ในเขตชนบทห่างไกล เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ป่วยทุกคนจะได้ผลการวินิจฉัยที่รวดเร็วเเละเเม่นยำ

แดน สโตยานอฟ ผู้เชี่ยวชาญแห่งภาควิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัย UCL กล่าวว่า AI มีบทบาทช่วยให้ทีมงานสามารถพัฒนาบริการที่มีคุณภาพ เพื่อรับประกันว่าผู้ป่วยได้รับการบริการตรวจวินิจฉัยโรคที่ดีที่สุด

นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังพัฒนาระบบ Odin Vision หวังว่าเทคโนโลยีใหม่ที่ก้าวหน้านี้จะช่วยรักษาชีวิตของผู้ป่วยหลายพันราย เเละช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเข้ารับการบำบัดด้วยการฉายรังสี ผู้ป่วยที่หายจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่างหวังว่า เทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยโรคใหม่นี้จะพร้อมออกมาให้ใช้งานกันในอนาคตอันใกล้

บริษัท Odin Vision กำลังวางแผนที่จะศึกษาทดลองในคนเป็นโครงการนำร่องในอีก 12 เดือนข้างหน้า เเละคาดว่าเทคโนโลยีใหม่นี้จะพร้อมออกมาให้ใช้งานกันในอีกสองปีข้างหน้า

Hits 47 ครั้ง

ทีมนักวิจัยพัฒนาขาหุ่นยนต์ เลียนแบบการทำงานของกล้ามเนื้อมนุษย์ทีมนักวิจัยพัฒนาขาหุ่นยนต์ เลียนแบบการทำงานของกล้ามเนื้อมนุษย์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, May 15, 2019
รายละเอียด: 

ขณะที่หุ่นยนต์ชนิดอื่นๆ ถูกตั้งโปรแกรมให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ ขาหุ่นยนต์ที่ทีมงานของมหาวิทยาลัยเเห่ง Southern California พัฒนาขึ้นนี้ทำงานแตกต่างออกไป

ศาสตราจารย์ฟรานซิสโก วัลเลอโร คูเอวาส อาจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ แห่งมหาวิทยาลัย USC กล่าวว่า ขาหุ่นยนต์ที่พัฒนาขึ้นนี้เเตกต่างไปจากหุ่นยนต์ทั่วไปตรงที่ไม่ได้ถูกโปรแกรมให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ

ระบบการคิดคำนวณที่ใช้กับขาหุ่นยนต์ได้เเรงบันดาลใจจากระบบการเคลื่อนไหวเเละควบคุมกล้ามเนื้อของสิ่งมีชีวิต ขาหุ่นยนต์นี้มีเอ็นกล้ามเนื้อที่เหมือนกับเอ็นกล้ามเนื้อของสัตว์ ควบคุมโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ทำให้ขาหุ่นยนต์หัดเดินได้ภายใน 5 นาทีของช่วงเวลา "free play" ขาหุ่นยนต์ยังสามารถเรียนรู้การเคลื่อนไหวเเบบอื่นๆ ได้โดยไม่โปรแกรมคำสั่งเพิ่มเติม

อาลี มาร์เจนนันจาด นักศึกษาปริญญาเอกด้าน Biomedical Engineering ที่มหาวิทยาลัย USC บอกว่า ขาหุ่นยนต์ทำงานเหมือนทารกที่พยายามดึงกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เเละเรียนรู้ว่าจะเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างไรบ้าง เเละเรียนรู้ในการควบคุมกล้ามเนื้อเหล่านั้น

หุ่นยนต์ที่ใช้ระบบการคิดคำนวณนี้สามารถรับการฝึกเหมือนกับการฝึกสุนัข โดยใช้เซ็นเซอร์เป็นตัวช่วย

ศาสตราจารย์ วัลเลโร คูเอวาส บอกว่า เมื่อขาหุ่นยนต์ผลักสาย the belt ไปข้างหลัง การหมุนที่ทำมุมต่างๆ จะส่งสัญญาณเป็นตัวเลขไปที่ระบบการคิดคำนวณที่ที่จะสื่อว่า ชอบ หรือ ถูกใจ แต่หากหุ่นยนต์เคลื่อนไปในทางตรงกันข้าม ระบบการคิดคำนวณที่ก็จะสื่อว่า ไม่ถูกใจ

ดาริโอ เออบีน่า เมลเลนเดส นักศึกษาปริญญาเอกด้าน Biomedical Engineering ที่มหาวิทยาลัย USC บอกว่า ทีมงานออกแบบขาหุ่นยนต์ก่อนที่จะพิมพ์ขาหุ่นยนต์ออกมาด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ การใช้งานอย่างหนึ่งที่เป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้คือการช่วยเหลือคนที่มีความพิการทางกาย

ศาสตราจารย์ วัลเลโร คูเอวาส กล่าวว่า ขาหุ่นยนต์อาจจะเลียนเเบบความสามารถของผู้ใช้ หรืออาจเป็นตัวช่วยหากผู้ใช้ไม่มีเรี่ยวเเรงหรืออ่อนเเอเกินไป

ความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งคือการใช้งานในอนาคตเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่วิกฤติ โดยขาหุ่นยนต์สามารถปรับตัวเข้ากับพื้นที่ที่มีความลาดชันระดับต่างๆ ได้ เเละทีมนักวิจัยชี้ว่า พวกเขาคาดการณ์ว่าขาหุ่นยนต์เรียนรู้ด้วยตัวเอง จะเข้าไปมีบทบาทในงานด้านการสำรวจอวกาศในอนาคต พวกเขาบอกว่าหุ่นยนต์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมนี้ อาจจะพัฒนาออกมาใช้งานจริงๆ ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 63 ครั้ง

นักวิจัยพบ เพลง “ดั๊บสเตป” ช่วยลดความเสี่ยงจากยุงกัดได้

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, April 5, 2019
รายละเอียด: 

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นล่าสุด ระบุว่า หนทางหลบหลีกการถูกยุงกัด อาจจะง่ายขึ้นเพียงแค่เปิดเพลงฟัง ..

การวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Acta Tropica เมื่อ 25 มีนาคมที่ผ่านมา เผยผลการทดสอบว่าเพลงดั๊บสเต็ป หนึ่งในแนวดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่มีต้นกำเนิดจากอังกฤษ อาจมีส่วนช่วยให้ลดความเสี่ยงจากยุงกัดได้

คณะวิจัยนานาชาติที่เชี่ยวชาญด้านยุงและโรคที่มียุงเป็นพาหะ บอกว่า เสียง มีส่วนสำคัญในการผสมพันธุ์ ความอยู่รอด และการรักษาจำนวนประชากรของสัตว์หลายชนิด ทีมวิจัยจึงเน้นไปที่ปฏิกิริยาจากเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีผลต่อการออกล่า โจมตี รวมทั้งผสมพันธุ์ของยุงลาย ที่เป็นพาหะของไข้เลือดออกและไวรัสซิกา และพบว่าแนวเพลงนี้อาจจะใช้เป็นยากันยุงได้

นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาเรื่องนี้ บอกว่า สำหรับแมลงแล้ว เพลงที่มีคลื่นความถี่ต่ำจะกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางเพศ แต่เสียงรบกวนจะกระทบกับกระบวนการดังกล่าว

ในการศึกษาพบว่ายุงลายเพศเมียเลือกจะสนุกสนานกับเพลงดั๊บสเต็ปก่อนจะไปกัดเป้าหมาย และโอกาสดูดเลือดก็ลดลง นอกจากนี้ ยุงที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเพลงแนวดั๊บสเต็ป จะผสมพันธุ์น้อยลงด้วย

การทดลองได้ใช้บทเพลงหลายแนว แต่ที่เห็นได้ชัดเจน คือ เพลงแนวดั๊บสเต็ป ของศิลปินชาวอเมริกัน สกริลเล็กซ์ (Skrillex) ซึ่งทีมวิจัยใช้เพลงดังของเขาอย่าง 'Scary Monsters And Nice Sprites' ที่มีระดับคลื่นเสียงสูงและต่ำมากอยู่ในเพลงเดียวกันมาทดลอง

โดยแบ่งเป็นยุงลายที่ไม่ได้ฟังเพลง กับยุงลายที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีเพลงนี้อยู่ ปรากฏว่า ยุงลายเพศเมียที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเพลงแนวดั๊บสเต็ปอยู่ มีแนวโน้มที่จะกัดน้อยกว่าเมื่อเทียบกับยุงที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไร้เสียงเพลง

ทีมวิจัยมองว่า การศึกษาครั้งนี้ อาจต่อยอดไปถึงการพัฒนาอุปกรณ์ป้องกันยุงที่ใช้เสียงเพลงเข้ามาช่วย เพื่อควบคุมและป้องกันโรคที่มียุงเป็นพาหะในอนาคตได้

Hits 101 ครั้ง

สกว.-สกอ.จัดปฐมนิเทศนักวิจัยใหม่รุ่นสุดท้าย ผลิตกำลังคนตรงตามความต้องการของตลาด

Hits 76 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7966-2019-03-08-03-35-59
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, March 13, 2019
รายละเอียด: 

สกว.จับมือ สกอ. จัดเวทีปฐมนิเทศอาจารย์และนักวิจัยรุ่นใหม่เป็นรุ่นสุดท้ายก่อนย้ายสังกัดไปกระทรวงใหม่ ตั้งเป้าผลิตกำลังคนด้านการวิจัยให้ตรงความต้องการของตลาด สร้างนวัตกรรมหรือผลกระทบสำคัญที่ตอบโจทย์ประเทศ เพื่อให้พ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

เมื่อวันที่ (6 มีนาคม 2562) ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นประธานเปิดการประชุม “การปฐมนิเทศผู้รับทุนพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่ และทุนส่งเสริมนักวิจัยรุ่นใหม่ ประจำปี 2562” ณ โรงแรมเซ็นจูรี่พาร์ค กรุงเทพฯ ซึ่งฝ่ายวิชาการ สกว. จัดร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พันธมิตรที่ให้การสนับสนุนทุนวิจัย และร่วมพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนับเป็นรุ่นที่ 17 เพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศบนพื้นฐานของการสร้างองค์ความรู้จากงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรม

ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า นักวิจัยรุ่นนี้จะถือเป็นรุ่นสุดท้ายภายใต้การสนับสนุนของ สกว.-สกอ. ก่อนย้ายสังกัดใหม่ภายใต้ พร้อมทั้งอธิบายสรุปการทำงานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นกระทรวงใหม่ ถึงขอบเขตภาระหน้าที่ในการเชื่อมโยงงานทั้งภายในและภายนอกกระทรวง ตลอดจนประชาชนคนไทย พร้อมกับย้ำกับผู้รับทุนว่า “ผลงานตีพิมพ์ยังไม่ใช่ผลกระทบที่ สกว.ต้องการ อยากให้นักวิจัยคิดต่อไปว่าผลสุดท้ายของงานวิจัยอยู่ที่ไหน ที่สำคัญจะต้องเปลี่ยนความรู้ไปสู่ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลง (Knowledge Translation) มีผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย

ด้าน ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง รองผู้อำนวยการ สกว. ด้านการวิจัยพื้นฐานและพัฒนานักวิจัย และผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า บทบาทของหน่วยวิจัยตาม พ.ร.บ.ใหม่ นักวิจัยจะต้องอยู่ในหน่วยงานที่ทำวิจัยและสร้างนวัตกรรมให้กับประเทศ ทั้งนี้ ประเทศไทยยังติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางเพราะขาด นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยไม่เข้มแข็ง จึงยังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ได้ ขณะที่ด้านสังคมยังมีปัญหาการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และทุจริตคอร์รัปชั่น นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ดังนั้นเราจึงต้องร่วมกันสร้างองค์ความรู้ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนานักวิจัย นักวิจัยทุกคนต้องทำหน้าที่เป็นนักวิจัยที่ดี สร้างแรงบันดาลใจ “อย่าหยุดที่จุดใดจุดหนึ่งก่อนจะถึงการสร้างผลกระทบที่สำคัญ และหวังว่าทุกคนจะสามารถก้าวมาเป็นนักวิจัยในระดับที่สูงขึ้นตามบันไดอาชีพแผนที่กำหนด”

ขณะที่นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล สกอ. กล่าวระหว่างการบรรยาย “สกอ.กับนโยบายการให้ทุนอาจารย์รุ่นใหม่” ว่าทิศทางของอุดมศึกษาไทยในอนาคต สิ่งแรกคือ การผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพสนองความต้องการตลาด ให้ตอบโจทย์ของประเทศและภาคอุตสาหกรรม จึงต้องมีการพัฒนาศักยภาพของคนทั้งประเทศ ซึ่งเราลงทุน 11 ล้านคน ด้วยงบ 1 แสนบาท/ปีกับอุดมศึกษา แต่ลงทุนไม่กี่หมื่นล้านบาทกับแรงงาน 35-40 ล้านคน โดยจะต้องสร้างความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยลัยต้องสร้างเครือข่ายร่วมกัน เชื่อมต่อด้วยอินเตอร์เน็ต เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพของโลกสมัยใหม่ที่มีการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงสูงอยู่ตลอดเวลา ความจริงที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ มหาวิทยาลัยจะดำรงตนอย่างโดดเดี่ยวเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไปในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล จึงควรแลกเปลี่ยนเนื้อหาหรือหลักสูตรโดยเน้นเป้าหมายใหม่คือ คนวัยทำงานและผู้สูงอายุ รวมถึงช่วยกันพัฒนาเนื้อหา/หลักสูตร เปลี่ยนตัวเองให้เป็นสถานที่ที่ผู้คนทั่วไปและนักศึกษาต่างมหาวิยาลัยสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้ และเอื้อต่อวิทยาลัยชุมชนด้วย ที่สำคัญคือต้องยกระดับความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษและทักษะด้านดิจิทัล

“เราต้องเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นการผลิตกำลังคนที่มีคุณภาพสูง ผลิตนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้สถาบันอุดมศึกษาเป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ นำพาประเทศไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว มีรายได้ประชาชาติ 1.2 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อปีภายในปี 2030 สำหรับ สกอ.กับการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่นั้นจะมุ่งผลิตบุคลากรด้านวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพในการทำงานวิจัยและพัฒนางานวิจัยในระดับที่สูงขึ้น สามารถนำผลงานวิจัยไปแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป นอกจากการจัดสรรทุนแล้วยังจะมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น จัดประชุมวิชาการประจำปี การปฐมนิเทศ รวมถึงกิจกรรมเพื่อสร้างเครือข่ายและความร่วมมือด้านการวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

ข้อมูลข่าวโดย : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ประเภทข่าว: 
news

ผลวิจัยเผย การผ่าตัดเปลี่ยนเข่าและสะโพกเทียมส่วนใหญ่ใช้การได้นานถึง 25 ปี

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, February 25, 2019
รายละเอียด: 

งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยบริสตอล ระบุ 8 ใน 10 ของการผ่าตัดเปลี่ยนเข่า และ 6 ใน 10 ของการผ่าตัดเปลี่ยนสะโพก สามารถใช้การได้ถึง 25 ปี

นักวิจัยระบุว่า ระยะเวลาดังกล่าวยาวนานกว่าที่เคยเชื่อกัน และผลวิจัยนี้จะช่วยให้คนไข้ตัดสินใจว่าเมื่อไรถึงจะเข้ารับการผ่าตัดได้ดีขึ้น

ถึงทุกวันนี้ มีข้อมูลสถิติน้อยมากถึงความประสบความสำเร็จของการผ่าตัดเปลี่ยนเข่าและสะโพกเทียม

งานวิจัยนี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ศึกษากรณีของคนไข้มากกว่า 5 แสนคน การเปลี่ยนข้อเข่าและสะโพกเป็น 2 ชนิดการผ่าตัดที่พบบ่อยที่สุดโดยสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ หรือ เอ็นเอชเอส (NHS) ของอังกฤษ แต่แพทย์มักไม่ทราบว่าจะตอบอย่างไรเมื่อคนไข้ถามว่าเข่าและสะโพกที่ผ่าตัดใหม่จะใช้การไปได้นานเท่าใด

อาจจะใช้ได้นานมากกว่านั้นอีก

ในปี 2017 มีการผ่าตัดเกือบ 2 แสนครั้งในอังกฤษและเวลส์ โดยคนไข้ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 60-80 ปี

ดร.โจนาธาน อีวานส์ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูก ผู้เขียนงานวิจัยหลัก และนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทย์บริสตอล บอกว่า อย่างดีที่สุด สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติบอกได้แค่ว่าการผ่าตัดถูกออกแบบให้ใช้การได้นานแค่ไหน ไม่ใช่อ้างถึงหลักฐานจากประสบการณ์จริงของคนไข้

"หากดูจากเทคโนโลยีและเทคนิคที่พัฒนาในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา เราคาดว่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและสะโพกทุกวันนี้จะใช้การได้นานกว่าเดิมอีก"

ดร.อีวานส์ บอกว่า นี่เป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นเพราะมีจำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น และระดับอายุคาดเฉลี่ยของคนก็สูงขึ้นด้วย

งานวิจัยนี้ค้นคว้าจากรายงานการผ่าตัดจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, ฟินแลนด์, เดนมาร์ก, นิวซีแลนด์, นอร์เวย์ แล ะสวีเดน ซึ่งมีข้อมูลอย่างน้อย 15 ปี แต่ไม่ได้ดูข้อมูลของสหราชอาณาจักรเพราะมีข้อมูลย้อนหลังกลับไปไม่นานพอ อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยก็ตรงกับงานวิจัยเล็ก ๆ อื่น ๆ ที่ทำขึ้นในสหราชอาณาจักร

งานวิจัยระบุว่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและสะโพกที่ผิดพลาดมักจะเกิดจากการติดเชื้อ การใช้งานมาก และที่พบไม่บ่อยคือ เกิดจากการหัก นี่หมายความว่า คนไข้ต้องเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มจะล้มเหลวมากขึ้น

จอห์น สกินเนอร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกจากสมาคมกระดูกแห่งสหราชอาณาจักร บอกว่า จำนวนการผ่าตัดปลูกฝังเทียมที่ประสบความสำเร็จมากขึ้นหมายความว่าจะมีจำนวนการผ่าตัดเพื่อแก้ไขลดน้อยลง

เขาบอกว่านี่เป็นข่าวดี และแพทย์ด้านกระดูกกำลังพยายามพัฒนาการผ่าตัดเปลี่ยนสะโพกเทียมให้ใช้งานได้นานขึ้น เขาบอกว่าเป็นที่รู้กันว่า 95% ของการผ่าตัดเปลี่ยนสะโพกสามารถใช้การได้อย่างน้อย 10 ปี สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติระบุว่า ใช้การได้อย่างน้อย 15 ปี

สกินเนอร์บอกว่า ก่อนหน้านี้ คนไข้เข้ารับการผ่าตัดในช่วงท้ายของป่วยเป็นโรคข้ออักเสบ ก่อนที่จะเดินไม่ได้และต้องพึ่งรถเข็น แต่ตอนนี้มีความมั่นใจกับกระบวนการผ่าตัดเปลี่ยนสะโพกถึงขั้นที่สามารถเสนอการรักษาให้กับคนไข้ในรุ่นเด็กกว่า เพื่อที่จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและช่วยให้พวกเขายังกระฉับกระเฉงทำอะไรต่ออะไรได้อยู่

Hits 54 ครั้ง

ออกกำลังกายเบาๆ ช่วยทุเลาความรุนเเรงของ 'อาการเส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบ'

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, January 29, 2019
รายละเอียด: 

ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวผู้ป่วย 925 คน ที่เข้ารับการรักษาหลังจากล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตก ที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก สวีเดน ระหว่างปี ค.ศ. 2014 – 2016 และพบว่า ผู้ป่วย 4 ใน 5 คนล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตกที่ไม่รุนแรง

และมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ป่วยออกกำลังกายเบาๆ ก่อนล้มป่วย เเละเมื่อเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่อยู่เฉยๆ พบว่า คนที่ออกกำลังกายเบาๆ ก่อนล้มป่วยมีอาการป่วยที่ไม่รุนแรง

ทีมนักวิจัยตีพิมพ์ผลการศึกษานี้ในวารสาร Neurology เมื่อเร็วๆนี้

มาลิน ไรน์โฮล์ดสัน (Malin Reinholdsson) นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก (University of Gothenburg) กล่าวว่า จากการศึกษาก่อนหน้านี้ ทีมนักวิจัยรู้ว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตก แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าการออกกำลังกายมีส่วนช่วยลดระดับความรุนแรงของอาการป่วยมากน้อยแค่ไหน

ผู้ป่วยในการวิจัยอายุโดยเฉลี่ย 73 ปี เเละส่วนมากมีภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดอุดตันซึ่งพบได้ทั่วไป เกิดขึ้นเมื่อมีก้อนอุดตันเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง และราวร้อยละ 6 ของผู้ป่วยเกิดอาการเส้นเลือดในสมองเเตกซึ่งพบไม่บ่อยนัก

เพื่อประเมินระดับของการออกกำลังกายก่อนล้มป่วย ทีมนักวิจัยได้สอบถามผู้ป่วยในการวิจัยถึงระยะเวลาเเละความหนักหน่วงของการออกกำลังกายก่อนหน้าที่ต้องเข้าโรงพยาบาล

ทีมนักวิจัยกล่าวว่า การออกกำลังกายเบาๆ ได้เเก่การเดินเล่นสบายๆ นาน 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และการออกกำลังกายระดับปานกลาง ได้แก่การว่ายน้ำ การวิ่ง เเละการเดินเร็ว อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ในบรรดาผู้ป่วย 481 คนที่ไม่ออกกำลังกายเลย มี 354 หรือร้อยละ 74 เกิดอาการเส้นเลือดสมองอุดตันหรือแตกชนิดไม่รุนแรง

และสำหรับคนที่ออกกำลังกายเบาๆ 330 คน หรือร้อยละ 86 เกิดอาการเส้นเลือดสมองอุดตันหรือเเตกที่ไม่รุนแร งเเละในกลุ่มผู้ป่วย 59 คนที่ออกกำลังกายในระดับปานกลาง พบว่า 53 คน หรือร้อยละ 90 ล้มป่วยเเบบไม่รุนแรง

ทีมนักวิจัยชี้ว่า อายุยังเป็นปัจจัยที่สำคัญด้วย โดยคนที่อายุสูงกว่าจะล้มป่วยด้วยอาการที่รุนแรงกว่าผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่ได้มุ่งพิสูจน์ว่าระยะเวลาเเละความหนักหน่วงของการออกกำลังกายมีผลต่อความรุนแรงของอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตก หรือไม่ และอย่างไร

ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งของการวิจัยนี้คือ ทีมนักวิจัยต้องพึ่งผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตก ในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับนิสัยการออกกำลังกายก่อนล้มป่วย เเละความทรงจำของผู้ป่วยมีความแม่นยำลดลงหลังล้มป่วย

นิโคล สปาร์ตาโน่ (Nicole Spartano) นักวิจัยที่ภาควิชาการแพทย์ มหาวิทยาลัยบอสตัน ซึ่งร่วมเขียนบทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์พร้อมกับรายงานผลการศึกษานี้ กล่าวว่า แม้กระนั้นก็ตาม ผลการวิจัยนี้ได้เพิ่มข้อมูลที่มีหลักฐานยืนยันว่า การออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตกลงได้ ตลอดจนช่วยลดความรุนแรงของอาการป่วยลง

สปาร์ตาโน่กล่าวว่า การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้สมองรักษาความเเข็งเเรงของเส้นเลือดซึ่งมีเครือข่ายที่ซับซ้อน ดังนั้นหากเกิดอาการอุดตันในเส้นเลือดจุดใดจุดหนึ่ง อาจจะมีเส้นทางอื่นที่สามารถนำออกซิเจนไปยังจุดที่มีปัญหาได้

สปาร์ตาโน่ย้ำว่า การออกกำลังกายสามารถช่วยป้องกันปัจจัยเสี่ยงของการเกิดอาการเส้นเลือดอุดตันหรือแตก อาทิ ความอ้วน เบาหวานเเละความดันโลหิตสูง และย้ำว่า การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าคนเราอาจไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเพื่อให้ห่างไกลจากโรคร้าย

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 71 ครั้ง

เทคโนโลยีใหม่ช่วยเตือนก่อนเกิดอาการหัวใจวาย

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, January 15, 2019
รายละเอียด: 

นักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถทำนายการเกิดอาการหัวใจวายได้ก่อนที่จะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาหลายปี

นักวิจัยรายงานโดยใช้ขั้นตอนทางคณิตศาสตร์เพื่อตรวจสอบภาพรังสีโทโมกราฟฟีค หรือภาพถ่ายหัวใจของผู้ป่วยด้วยเครื่อง CT scan ใช้การฉายแสง และคอมพิวเตอร์ เพื่อดูรายละเอียดของกระดูก อวัยวะ และเนื้อเยื่ออื่นๆ ภายในร่างกาย

วิธีการใหม่นี้ได้รับการพัฒนาโดยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Oxford ประเทศอังกฤษ รายงานการศึกษาวิจัยของพวกเขาถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet โดยได้รับความร่วมมือจากทีมงานจากมหาวิทยาลัย Friedrich-Alexander ที่เมือง Erlangen ประเทศเยอรมนี และ Cleveland Clinic ในสหรัฐอเมริกา

อาการหัวใจวายส่วนใหญ่เกิดจากการสะสมตัวของไขมันภายในหลอดเลือดแดงที่นำเลือดจากหัวใจไปหล่อเลี้ยงบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย การสะสมตัวของไขมันที่มากเกินไป อาจกีดขวางการไหลเวียนโลหิตและทำให้เกิดอาการหัวใจวายได้

ปัจจุบันแพทย์ใช้เครื่อง CT Scans เพื่อตรวจสอบดูว่ามีสารเหนียวที่เรียกว่าหินปูน ก่อตัวขึ้นภายในหลอดเลือดแดงหรือไม่

โดยเทคโนโลยีใหม่นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อคาดการณ์ว่าหลอดเลือดแดงเส้นไหนที่มีความเสี่ยงต่อการสะสมหินปูนในอนาคต

นักวิจัยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ตรวจสอบผลจากภาพถ่ายจากเครื่อง CT scan เพื่อดูปริมาณไขมันที่อยู่รอบๆ หลอดเลือดหัวใจ ไขมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อหลอดเลือดแดงอักเสบ ซึ่งจะเป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับการเกิดอาการหัวใจวายได้

คุณ Charalambos Antoniades ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์หัวใจที่มหาวิทยาลัย Oxford บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เขาเชื่อว่างานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าวิธีนี้อาจมีประสิทธิภาพอย่างมากในการช่วยผู้ป่วยให้สามารถป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

กล่าวคือ หากหลอดเลือดแดงมีการอักเสบและหดตัวลง จะพัฒนาอาการต่างๆ ภายในระยะเวลาห้าปี ดังนั้นบางทีผู้ป่วยอาจจะสามารถเริ่มต้นมาตรการป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงการก่อตัวของหินปูนเหล่านี้ได้

และหากสามารถระบุการอักเสบในหลอดเลือดแดงของหัวใจได้ ก็จะสามารถบอกได้ว่าหลอดเลือดแดงเส้นใดที่จะเป็นสาเหตุของการเกิดอาการหัวใจวาย

คุณ Antoniades กล่าวเพิ่มเติมว่า นักวิจัยยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า วิธีนี้จะสามารถป้องกันการเกิดอาการหัวใจวายได้มากน้อยแค่ไหน แต่เขาเชื่อว่าเทคนิคนี้สามารถช่วยระบุผู้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหัวใจวายได้ 20-30 เปอร์เซนต์

และว่าเทคโนโลยีใหม่นี้จะทำให้การคาดการณ์ดังกล่าวง่ายดายยิ่งขึ้น เนื่องจากทำงานร่วมกับเทคโนโลยี CT ที่มีอยู่แล้ว

Hits 76 ครั้ง
Subscribe to RSS - นักวิจัย