Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

นักวิจัย

เทคโนโลยีใหม่ช่วยตรวจหามะเร็งตับอ่อน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, January 14, 2020
รายละเอียด: 

มะเร็งตับอ่อนเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่เป็นอันตรายมากที่สุด แต่เป็นโรคที่ตรวจพบได้ยากและมักจะตรวจพบเมื่ออยู่ในระยะลุกลามจนเกินกว่าที่จะรักษาให้หายขาดได้ แต่บรรดานักวิจัยกำลังทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ที่อาจช่วยป้องกันการพัฒนาโรคมะเร็งตับอ่อนนี้ได้

ตับอ่อนเป็นอวัยวะสำคัญที่ผลิตสารอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดของร่างกาย ตับอ่อนนั้นมองเห็นได้ยาก เพราะเป็นอวัยวะที่อยู่ทางด้านหลังของช่องท้องและถูกบดบังด้วยช่องท้องและตับ ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่แพทย์ตรวจหาก้อนเนื้อได้ยากในระหว่างที่ตรวจร่างกายตามปกติ

นายแพทย์ Somashekar Krishna ผู้เชี่ยวชาญเรื่องต่อมไร้ท่อ กล่าวคือเป็นผู้ที่ศึกษาในเรื่องของฮอร์โมน และอวัยวะต่างๆ ที่ผลิตฮอร์โมนกล่าวว่าเรื่องดังกล่าวคือเหตุผลที่บ่งชี้ว่าเหตุใดจึงมีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนเพียง 9% เท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกห้าปีหลังจากที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ และว่าโรคมะเร็งชนิดนี้จะไม่แสดงอาการใดๆ เลยในระยะเริ่มต้น

Patricia Beatty ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพราะคิดว่าตนติดเชื้อไวรัสในกระเพาะอาหาร แต่ในระหว่างที่สแกนกระเพาะอาหารของเธอ แพทย์กลับพบว่ามีถุงน้ำหรือ Cyst อยู่ ซึ่งแพทย์แจ้งกับเธอว่าถุงน้ำนั้นคือภาวะก่อนการเป็นมะเร็ง

ทั้งนี้ มะเร็งตับอ่อนสามารถพัฒนาได้สองวิธี คือการที่เริ่มจากการเป็นเนื้องอก หรือ Tumor ที่มีเชื้อมะเร็ง หรือเริ่มเมื่อถุงน้ำหรือ Cyst กลายเป็นมะเร็ง ความแตกต่างระหว่างเนื้องอกและถุงน้ำคือ เนื้องอกจะเป็นก้อนแข็ง ในขณะที่ถุงน้ำจะเต็มไปด้วยของเหลว ซีสต์ในตับอ่อนนั้นเป็นเรื่องที่พบเห็นทั่วไป และส่วนใหญ่จะไม่เป็นมะเร็ง แพทย์สามารถตรวจสอบของเหลวจากภายในถุงน้ำเหล่านั้นได้ แต่ก็ยากที่จะบอกได้ว่าซีสต์ก้อนไหนที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็ง

เนื้องอกหรือซีสต์ที่เป็นมะเร็งนั้นสามารถชี้ชัดได้ด้วยการใช้เครื่องมือถ่ายภาพชนิดพิเศษ แต่การถ่ายภาพแบบนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงจนไม่สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ทดสอบแบบปกติได้

นายแพทย์ Krishna เป็นหัวหน้าการในการศึกษาวิจัยอุปกรณ์ชนิดใหม่ที่ให้แพทย์สามารถดูก้อนซีสต์ได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ ที่ศูนย์การแพทย์ Wexner แห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ เขากล่าวว่าการศึกษาของเขาแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์ใหม่นี้มีความแม่นยำในการวินิจฉัยก้อนซีสต์สูงถึง 96% ถึง 97%

วิธีดังกล่าวใช้กล้องจุลทรรศน์ขนาดเล็กที่มีแสงเลเซอร์ในการผลิตภาพด้านในของถุงน้ำ

ซึ่งนายแพทย์ Krishna และนักวิจัยท่านอื่นๆ กำลังให้การฝึกอบรมแพทย์ทั่วสหรัฐฯ ในการใช้เทคโนโลยีใหม่นี้ เพื่อที่จะสามารถชี้ระบุก้อนซีสต์ที่เป็นมะเร็งได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามแพทย์จะใช้วิธีการใหม่นี้ หลังจากผู้ป่วยได้รับใบสั่งจากแพทย์ให้เข้ารับการตรวจสอบด้วยการถ่ายภาพแบบอื่นๆ เท่านั้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเชื้อมะเร็งจะยังคงเติบโตอยู่ภายในร่างกายของผู้ป่วยอย่างเงียบๆ จนสายเกินกว่าที่จะช่วยคนเหล่านั้นได้

นายแพทย์ Somashekar Krishna กล่าวกับผู้สื่อข่าว VOA ว่าการตรวจเลือดเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการค้นหามะเร็งตับอ่อนในระยะเริ่มต้น ซึ่งนักวิจัยกำลังพยายามคิดค้นพัฒนาวิธีการทดสอบด้วยการตรวจเลือดกันอยู่

ที่มา https://www.voathai.com/a/new-tech-for-detect-pancreatic-cancer-01052020...

Hits 6 ครั้ง

นักวิจัยหวั่น “ปัญญาประดิษฐ์” จ่อแย่งงาน “มนุษย์ออฟฟิส”

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, January 6, 2020
รายละเอียด: 

ระหว่างที่หลายคนกำลังเป็นห่วงเป็นใยงานในภาคอุตสาหกรรมว่าจะถูกจักรกลแย่งงาน หันมาอีกที ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อาจจะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานของมนุษย์ออฟฟิสในเวลาอันใกล้นี้แล้ว โดยในการศึกษาจาก Brookings Institute ฟันธงเลยว่า AI จะสะเทือนตำแหน่งงานที่ต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญา และในตำแหน่งที่จะได้รับค่าจ่างสูงๆเสียด้วย

นายมาร์ค มูโร นักวิจัยอาวุโสจาก Brookings Institute บอกว่า จากเดิมที่คิดว่า AI จะทดแทนตำแหน่งงานค่าจ้างน้อย แต่ตอนนี้พบว่าปัญญาประดิษฐ์จะสามารถทดแทนงานของคนรายได้ปานกลาง อย่างเหล่าพนักงานออฟฟิส ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างมาก

ระบบปัญญาประดิษฐ์ ออกแบบมาเพื่อทำสิ่งที่ต้องพึ่งพามันสมองของมนุษย์ เช่น การวางแผน, การเรียนรู้, การให้เหตุผล และการแก้ปัญหา ซึ่งทีมวิจัยของ Brookings Institute วิเคราะห์อาชีพที่จะได้รับผลกระทบจาก AI โดยตรง และพบว่าไม่มีตำแหน่งงานใดที่รอดพ้นจากเงื้อมมือ AI ไปได้

นายมูโร ชี้ว่า ตำแหน่งงานที่ใช้วุฒิการศึกษาปริญญาตรี 4 ปี จะได้รับผลกระทบจาก AI มากกว่าตำแหน่งงานที่ใช้วุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลายถึง 5 เท่าตัว อย่างตำแหน่งงานที่มีรูปแบบการทำงานแบบชัดเจนตายตัว เช่น นักวิเคราะห์ตลาด, ผู้จัดการฝ่ายขาย, โปรแกรมเมอร์, นักวิเคราะห์ฝ่ายบริหาร และวิศวกร นั่นเป็นเพราะว่า AI ถูกออกแบบให้มีทักษะที่จำเป็นของมนุษย์ออฟฟิส โดยเฉพาะตำแหน่งฝ่ายบริหาร อย่างผู้จัดการและฝ่ายวิเคราะห์ ซึ่งเป็นงานถนัดของ AI ในแง่ของการใช้ทักษะการตัดสินใจและการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

จากความท้าทายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ ทีมวิจัยของ Brookings Institute แนะว่า การปรับตัวเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนสำหรับมนุษย์ในทุกหย่อมหญ้า ในการเพิ่มคุณค่าให้กับงานที่ทำอยู่

ขณะที่เอนิมา อนันกุมาร์ หัวหน้าฝ่าย Machine Learning ของ Nvidia กล่าวว่า พนักงานทุกคนควรประเมินอนาคตของบทบาทหน้าที่ที่ได้รับในงานที่ทำ ด้วย 3 คำถามสำคัญ คือ งานที่ทำอยู่เป็นงานที่ทำซ้ำซากหรือไม่? มีรูปแบบการประเมินผลงานที่ชัดเจนหรือไม่? และงานที่ทำเกี่ยวข้องกับข้อมูลมหาศาลเพื่อใช้ในการฝึกฝน AI ด้วยหรือไม่? ถ้าคำตอบทั้งหมดคือ “ใช่” ก็ฟันธงได้ว่า AI จ่อแย่งงานนี้ของคุณไปในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าแน่นอน

อนันกุมาร์ แนะว่า พนักงานที่เสี่ยงต่อการถูก AI แย่งงาน ควรมุ่งเป้าไปที่ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และสัญชาตญาณมนุษย์ เพิ่มทักษะแบบ Soft Skill และด้านเทคโนโลยีซึ่งให้รู้เท่าทัน AI ขณะเดียวกันต้องมี growth mindset ในแง่ของการยอมรับและปรับเพิ่มการเรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อเปิดประตูแห่งโอกาสที่จะเข้ามาในอนาคต

cr. https://www.voathai.com/a/ai-worker-to-steal-middle-class-01022020/52303...

Hits 9 ครั้ง

สารเคมีชนิดใหม่สามารถป้องกันการเริ่มต้นและแพร่กระจายของไฟป่า

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, November 29, 2019
รายละเอียด: 

นักวิจัยได้พัฒนาสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวที่จะสามารถช่วยป้องกันการแพร่กระจายของไฟป่าได้

ของเหลวชนิดใหม่ที่ว่านี้เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์และคณะวิศวกรที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในแคลิฟอร์เนีย รายงานเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์อยู่ในรายงานการประชุมของ National Academy of Sciences

คณะนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่าสารเคมีชนิดนี้อาจกลายเป็นอาวุธที่มีค่าแก่นักผจญเพลิงในการต่อสู้กับไฟป่า

ทุก ๆ ปี ไฟป่าเผาทำลายเนื้อที่ประมาณ 40,000 ตารางกิโลเมตรทั่วสหรัฐฯ โดยในปีพ.ศ. 2561 รัฐบาลใช้งบประมาณกว่า 3 พันล้านดอลล่าร์ในความพยายามเรื่องการดับเพลิง ซึ่งทำให้ทรัพย์สินเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์

ไฟป่าเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมากทางฝั่งตะวันตกของรัฐแคลิฟอร์เนีย ปีที่แล้ว "Camp Fire" ที่เกิดขึ้นทางเหนือของแคลิฟอร์เนียกลายเป็นไฟป่าที่อันตรายที่สุดในสหรัฐฯ ในรอบศตวรรษ เจ้าหน้าที่ของรัฐกล่าวโทษไฟป่าดังกล่าวว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 86 ราย และยังทำลายอาคารต่าง ๆ กว่า 18,000 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนของผู้คน

รายงานฉบับใหม่ระบุว่าไฟป่าส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ โดยมักจะเริ่มมาจากตามริมถนน ในบริเวณที่ตั้งแคมป์ และบริเวณรอบ ๆ อุปกรณ์ส่งกระแสไฟฟ้า นักวิจัยพยายามค้นหาสารที่สามารถนำไปใช้กับบริเวณดังกล่าวเพื่อระงับไม่ให้เกิดเพลิงไหม้

โดยปกติแล้ว นักผจญเพลิงมักใช้สารเคมีหน่วงการติดไฟเพื่อใช้ในการดับไฟ สารหน่วงไฟนี้เป็นวัสดุที่สามารถยับยั้งหรือชะลอการแพร่กระจายของไฟ แต่ปัจจุบันทีมนักดับเพลิงใช้สารนี้ในการดับไฟเท่านั้น เนื่องจากการใช้สารเคมีดังกล่าวไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่บนต้นไม้หรือพืชอื่น ๆ ได้เป็นเวลานาน ๆ และสามารถหายไปได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศ

บางครั้งมีการใช้สารเคมีนี้เพื่อการแก้ปัญหาระยะสั้น เช่น ใช้ในการป้องกันอาคารต่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นเส้นทางของไฟที่ลุกลาม แต่ประสิทธิภาพก็จะสูญเสียไปอย่างรวดเร็วด้วย

ของเหลวที่ได้รับการทดสอบโดยคณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดนี้ถูกค้นพบเพื่อใช้ในการยืดอายุของสารหน่วงไฟโดยที่ไม่ทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

Eric Appel ศาสตราจารย์ด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Stanford ผู้ช่วยเขียนรายงานฉบับนี้ ตั้งข้อสังเกตว่าการใช้สารเคมีดับไฟป่าดังกล่าวช่วยให้นักผจญเพลิงสามารถป้องกันก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ได้ และว่าการใช้สารเคมีนี้ยังช่วยคุมเพลิงไฟป่าได้มากขึ้น

นักวิจัยทำการทดลองสารเคมีป้องกันไฟป่าร่วมกับสำนักงานป่าไม้และสำนักงานป้องกันอัคคีภัยของแคลิฟอร์เนีย หรือ CalFire ในบริเวณที่มักจะเกิดเพลิงไหม้ และพบว่าสารเคมีดังกล่าวสามารถป้องกันอัคคีภัยได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าจะมีฝนตกไปถึงครึ่งนิ้วแล้วก็ตาม แต่ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน สารหน่วงไฟที่ใช้กันทั่วไปสามารถป้องกันไฟได้เพียงเล็กน้อยหรือไม่สามารถป้องกันไฟได้เลย

Eric Appel กล่าวว่า เขาหวังสารเคมีป้องกันไฟป่าชนิดใหม่นี้ จะช่วยให้สามารถระบุและดูแลพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อปกป้องชีวิตต่างรวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนด้วย

ที่มา https://www.voathai.com/a/new-substance-can-prevent-wildfire/5118911.html

Hits 18 ครั้ง

นักวิจัยพบจีนส์ที่ทำให้คนไม่ชอบผัก

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, November 20, 2019
รายละเอียด: 

นักวิจัยเสนอรายงานระหว่างการประชุมสมาคมหัวใจอเมริกันเมื่อวันจันทร์ที่ 11 พ.ย. เรื่องการค้นพบจีนส์บางตัวที่อาจจะเป็นคำอธิบายได้ว่าทำไมบางคนจึงเกลียดหรือไม่ชอบกินผัก

โดยนักวิจัยบอกว่าโดยปกติแล้วในปากหรือบนลิ้นของเรานั้นมีปุ่มรับรสประเภทต่างๆ อยู่อย่างน้อย 25 ประเภทด้วยกันเช่น รสเปรี้ยว หวาน เค็ม ขม หรือแม้กระทั่งรสอร่อยลิ้นแบบผงชูรส เป็นต้น และราว 25% ของคนเราจะมีจีนส์ที่เรียกชื่อว่า PAV อยู่สองคู่ โดยจีนส์ที่ว่านี้จะสร้างความไวต่อรสขื่น หรือพูดง่ายๆ ก็คือคนที่มีจีนส์แบบนี้จะรู้สึกว่าผักมีรสขมนั่นเอง โดยจีนส์ซึ่งทำให้เกิดความละเอียดอ่อนต่อรสขมของผักดังกล่าวจะมีปฏิกิริยาเป็นพิเศษต่อผักที่มีสีเขียวเข้มหรือประเภทที่มีลักษณะเป็นดอกหรือเป็นหัวอย่างเช่น ผักบล็อกเคอรี่ หัวกะหล่ำ กะหล่ำปี หรือผักคะน้า เป็นต้น

นักวิจัยบอกด้วยว่าผู้ที่มีจีนส์ดังกล่าวจะรับรสของผักเหมือนกับรสชาติของกำมะถันทำให้เกิดความไม่ชอบขึ้น ผลการวิจัยระบุด้วยว่าคนที่มีจีนส์รับรสขมแบบนี้มีแนวโน้มจะทานผักน้อยกว่าผู้ที่ไม่มีจีนส์ดังกล่าวถึงราว 2.6 เท่า

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่พบจีนส์อื่นๆ ซึ่งทำให้คนเรามีความละเอียดอ่อนต่อหรือปฏิเสธรสชาติชนิดอื่น เช่นรสเค็ม รสหวาน หรือแม้กระทั่งรสไขมัน และปัญหาของเรื่องนี้อย่างที่เราทราบกันก็คือผักโดยเฉพาะผักสีเขียวเข้มและผักประเภทที่มีลักษณะเป็นดอกเป็นหัวนั้นจะอุดมไปด้วยวิตามินและสารพฤกษเคมีต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและช่วยสร้างภูมิต้านทาน เช่นกากเส้นใยหรือไฟเปอร์ และมีวิตามินเอ วิตามินซี กับวิตามินอื่นๆ ด้วย

นักวิจัยเตือนว่าการเกลียดผักประเภทที่เป็นดอกหรือเป็นหัวหรือปฏิเสธผักชนิดอื่นๆ นั้นนอกจากอาจทำให้ตัวเองมีสุขภาพที่เสี่ยงต่อโรคภัยแล้วยังจะทำให้เรามีรอบเอวที่ใหญ่ขึ้นได้ เช่นกัน

cr. https://www.voathai.com/a/vegetable-taster-genes-ct/5163828.html

Hits 25 ครั้ง

นักวิจัยอเมริกัน “สอนหนูขับรถ” เพื่อศึกษาฮอร์โมนป้องกันโรคซึมเศร้า

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, October 30, 2019
รายละเอียด: 

การทดลองให้หนูขับรถขนาดจิ๋วที่ว่านี้ เกี่ยวข้องกับการศึกษาสารที่ร่างกายหลั่งออกมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด และนักวิจัยเชื่อว่าความรู้ที่ได้อาจมีประโยชน์ต่อคำเเนะนำเพื่อให้มนุษย์มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย

สื่อซีเอ็นเอ็นรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยริชมอนด์ ในสหรัฐฯ เริ่มการทดลองด้วยการแบ่งหนูเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้อยู่ในสภาพเเวดล้อมที่มีสิ่งกระตุ้น โดยเฉพาะของเล่นต่าง ๆ และกลุ่มที่สอง ให้อยู่ในกรงซึ่งไร้สิ่งกระตุ้น

จากนั้นหนูทั้งสองกลุ่มถูกจับมาใส่พาหนะที่ทำจากพาชนะพลาสติกที่ต่อกับล้อ หน้าตาเหมือนรถขนาดจิ๋ว ภายในมีที่เร่งมอร์เตอร์ให้รถขับเคลื่อนไปข้างหน้า หากว่าหนูตัวใดสามารถทำให้รถเเล่นได้ไกลจากจุดตั้งต้นถึงอีกฝั่งหนึ่งของพื้นที่ที่ถูกจัดไว้ได้ รางวัลที่รอพวกมันอยู่ก็คือขนมกรุบกรอบรสหวาน

ปรากฏว่าหนูที่ถูกเลี้ยงดูในสภาพเเวดล้อมที่มีสิ่งกระตุ้น สามารถขับรถคันจิ๋วนี้ได้ดี ส่วนกลุ่มที่เคยอยู่เเต่ในกรง ‘สอบตก’ ในการขับรถครั้งนี้

เคลลีย์ แลมเบิร์ต (Kelly Lambert) ผู้นำทีมวิจัยครั้งที่ Behavioral Neuroscience Laboratory แห่งมหาวิทยาลัยริชมอนด์ ศึกษาถึงสารที่สมองของหนูเหล่านี้หลั่งออกมา ด้วยการวิเคราะห์อุจจาระของพวกมัน

สิ่งที่พบอย่างชัดเจนในหนูทั้งสองกลุ่ม คือ ปริมาณฮอร์โมนที่เรียกว่า corticosterone
สารอีกชนิดหนึ่งที่พบในอุจจาระหนูในการทดลองคือ DHEA ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในร่างกายเมื่อเผชิญหน้ากับความเครียด

ซีเอ็นเอ็นระบุโดยอ้างข้อมูลของ นักวิจัย เคลลีย์ แลมเบิร์ตว่า corticosterone ถูกหลั่งออกมาเมื่อร่างกายต้องเจอเรื่องตื่นเต้น เผชิญกับความกังวล และความกลัว ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่

ส่วน DHEA เป็นสารที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดความเครียดยาวนาน จากปริมาณ corticosterone ที่อาจมีมากจนเป็นพิษ

นักวิจัยพบว่าการให้หนูทำสิ่งที่ยาก เช่น ขับรถในการทดลองนี้ ช่วยฝึกให้พวกมันจัดการกับเหตุการณ์ตึงเครียด และฟื้นจากสภาพตระหนกตกใจ

อาจารย์แลมเบิร์ต กล่าวว่า ดูเหมือนว่าการให้หนูบังคับพาหนะ เปรียบเหมือนการให้หนูฝึกรับรู้ถึงความสามารถในการควบคุมสถานการณ์

ความรู้ที่ได้จากการทดลองนี้สามารถปรับใช้กับมนุษย์ได้ แม้คนเราจะมีสมองที่ซับซ้อนกว่าหนูมาก กล่าวคือ นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าสารที่หนูหลั่งออกมา แสดงถึงการฟื้นตัวจากสถานการณ์ที่เกิดความเครียด ซึ่งความสามารถนี้เป็นเครื่องมือป้องกันด่านเเรกของความเจ็บป่วยทางใจ เช่น โรคซึมเศร้าได้

ผู้ทำงานวิจัยชิ้นนี้เรียกการป้องกันความเจ็บป่วยทางจิตด้วยการปรับพฤติกรรม ว่า ‘behaviorceuticals’ ซึ่งช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ป้องกันการเกิดความเครียดระยะยาวได้

สำหรับมนุษย์ สิ่งที่เทียบเคียงได้กับ ‘กิจกรรมขับรถของหนู’ ในการทดลอง อาจจะเป็นงาน ประเภท การถักไหมพรม ที่ฝึกการประสานงานของนิ้ว อุ้งมือ และสมองไปพร้อม ๆ กัน นั่นเอง

เพราะกิจกรรมเหล่านี้มีส่วนสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของเราว่าจะควบคุมสถานการณ์ตรงหน้าได้ แม้ว่างานจะค่อนข้างซับซ้อนกว่าปกติก็ตาม

cr. https://www.voathai.com/a/rat-stress-ro/5138927.html

Hits 36 ครั้ง

ทีมนักวิจัยอเมริกันคิดค้นวิดีโอเกมส์ช่วยเกษตรกรป้องกันโรคระบาดหมู

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, July 11, 2019
รายละเอียด: 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ผสมผสานวิดีโอเกมส์กับระบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ เพื่อเเสดงให้เห็นว่าคนเราสามารถลดความรวดเร็วของการเเพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตรายที่เกิดกับหมูลงได้ หากเกษตรกรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ

ผู้ร่างรายงานผลการศึกษากล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากวิดีโอเกมส์ช่วยให้คนปฏิบัติตามกฎระเบียบในการเลี้ยงสุกร

ตั้งเเต่มีการพบโรคท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อไวรัส PEDV (porcine epidemic diarrhea virus) เมื่อ 40 ปีที่แล้ว โรคนี้ยังคงระบาดในฟาร์มเลี้ยงสุกรในยุโรป เอเชีย เเละอเมริกาเหนือ

เเละเมื่อเชื้อไวรัส PEDV ระบาดในสหรัฐฯ เมื่อปี ค.ศ. 2013 โรคนี้ได้ทำให้หมูตายไปแล้ว 7 ล้านตัวในสหรัฐฯ

Scott Merrill ศาตราจารย์ด้านดินเเละพืช มหาวิทยาลัยแห่งเวอร์มอนต์กล่าวว่า เชื้อไวรัส PEDV เพียงเล็กน้อยสามารถทำให้หมูทุกตัวในสหรัฐฯ ติดเชื้อได้ ศาสตราจารย์ผู้นี้กล่าวว่า ไวรัส PEDV เป็นอันตรายมากต่อลูกหมู

ด้าน Gabriela Bucini นักวิจัยเเละหัวหน้าผู้ร่างรายงานการศึกษา กล่าวว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของหมูที่ติดเชื้อจะตายจากโรคนี้ เเละศาตราจารย์ Merrill กล่าวเสริมว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ต้องการทำงานในอุตสหกรรมเลี้ยงสุกรอีกต่อไป เพราะโรคท้องร้วงรุนแรงจากไวรัส PEDV เพราะทำใจยากมากที่ได้เห็นหมูจำนวนมากป่วยเเละตาย

ขณะที่เชื้อไวรัส PEDV ยังคงเป็นโรคที่คุกคามประชากรหมูในสหรัฐฯ จำนวนการติดเชื้อได้ลดลงตั้งเเค่ปี ค.ศ. 2013 ทีมนักวิจัยได้ให้เหตุผลของการติดเชื้อที่ลดลงว่าเป็นเพราะเกษตรกรเเละผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการต่างๆ ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร ได้ปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาทิ มีการทำความสะอาดฆ่าเชื้ออุปกรณ์ที่ใช้ เสื้อผ้าเเละรองเท้าที่อาจเป็นตัวนำเชื้อไปเเพร่ระบาดระหว่างฟาร์มได้

เห็นได้ชัดเจนว่าวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัยเหล่านี้มีความสำคัญในการป้องกันการเเพร่ระบาดของโรคที่เกิดกับหมู เเต่เท่าที่ผ่านมายังไม่มีวิธีวัดว่ามาตรการต่างๆ เหล่านี้ได้มีความสำคัญแค่ไหน

มาถึงตอนนี้ Bucini นักวิจัยเเละทีมงานได้ทดลองใช้วิดีโอเกมส์ในการวัดประสิทธิภาพของมารตรการเรื่องนี้

ในเกมส์หนึ่งที่ใช้ในการวิจัย ผู้เล่นต้องเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมูเเละพยายามทำงานให้เสร็จ ในขณะที่ต้องป้องกันหมูของตนไม่ให้ติดโรคไวรัสชนิดนี้ ผู้เล่นได้รับคำเตือนถึงความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเเละมีทางเลือกว่าจะปฏิบัติตามหรือจะจะเพิกเฉยข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาทิ ทำการฆ่าเชื้อเสื้อผ้าตอนเข้าเเละออกจากฟาร์ม การปฏิบัติตามมาตราการด้านความปลอดภัยช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อลง เพียงเเต่ต้องเสียเวลาที่มีค่าไปด้วย

Steve Dritz ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสุกรเเละศาสตราจารย์ภาควิชาสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคนซัส ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยกล่าวเเสดงความหวังว่า วิดีโอเกมส์ที่นักวิจัยใช้ทดลองอาจจะนำไปใช้ในการป้องกันการระบาดของโรคในปศุสัตว์ได้ในอนาคต

เขากล่าวว่า นี่จะเป็นเครื่องมือที่เเสนวิเศษ เพราะช่วยให้ค้นหาว่าอะไรเป็นปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้เพื่อป้องกันการระบาดของโรค เเละนี่เป็นวิธีการใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

ผลการวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers ด้านสัตวแพทย์ไปเมื่อเร็วๆนี้

(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 45 ครั้ง

'ไมโครพลาสติก' ในร่างกายมนุษย์มาจากที่ไหน? ส่งผลอย่างไร?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, June 11, 2019
รายละเอียด: 

การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ Environmental Science and Technilogy เมื่อวันพุธที่ 5 มิถุนายน ซึ่งอาศัยเกณฑ์ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ ให้ภาพว่าในแต่ละปีมีคนอเมริกันได้รับอนุภาคขนาดเล็กของพลาสติก หรือที่เรียกว่า "ไมโครพลาสติก" เข้าสู่ร่างกายโดยเฉลี่ยตั้งแต่ 74,000 ถึง 121,000 อนุภาคโดยขึ้นอยู่กับอายุและเพศของบุคคล

แต่สำหรับผู้ที่ดื่มน้ำจากขวดพลาสติกเป็นประจำ การรับอนุภาคดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกปีละราว 90,000 อนุภาคเลยทีเดียว

นักวิจัยได้ตัวเลขดังกล่าวจากการวิเคราะห์รายงานการศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการได้รับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายจากแหล่งสำคัญแปดแหล่ง คือจากอากาศที่หายใจ จากการดื่มแอลกอฮอล์ จากน้ำบรรจุขวด จากน้ำผึ้ง อาหารทะเล เกลือ น้ำตาล และน้ำประปา แต่แหล่งที่มาของไมโครพลาสติกดังกล่าวไม่รวมถึงเนื้อสัตว์และผักต่างๆ เนื่องจากยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ

นักวิจัยอธิบายว่า Microplastic หรืออนุภาคขนาดเล็กของพลาสติกนี้มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราอยู่แล้ว และไม่ใช่เฉพาะคนเท่านั้นแต่สัตว์ต่างๆ ก็ได้รับไมโครพลาสติกนี้เข้าสู่ร่างกายในกระบวนการดำรงชีวิตเช่นกัน เพียงแต่ว่ามนุษย์อาจได้มากกว่าจากกระบวนการผลิตและการบรรจุอาหาร

จากตัวเลขของกระทรวงเกษตรและสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ นักวิจัยประเมินว่า โดยเฉลี่ยในแต่ละปีเด็กผู้ชายจะได้รับไมโครพลาสติกราว 81,000 หน่วย เทียบกับ 74,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้หญิงส่วนผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่จะได้ไมโครพลาสติก 121,000 หน่วยเทียบกับ 98,000 หน่วยสำหรับผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำบรรจุขวดพลาสติกเพียงอย่างเดียวจะเพิ่มอนุภาคพลาสติกนี้ได้ถึง 75,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้ชาย 64,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้หญิงและราว 127,000 หน่วยสำหรับผู้ชายกับราว 93,000 หน่วยสำหรับผู้หญิงตามลำดับ

ผลการวิจัยก่อนหน้านี้แสดงว่า อนุภาคไมโครพลาสติกมีขนาดเล็กพอที่จะแทรกตัวเข้าไปในเนื้อเยื่อของร่างกายและกระตุ้นปฏิกิริยาด้านภูมิคุ้มกัน หรือปล่อยสารพิษกับโลหะหนักที่ติดมาจากสิ่งแวดล้อมได้

แต่ผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแท้จริงของเรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ทราบกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้เตือนว่า นอกจากผลของไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์ซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจนแล้ว การศึกษาดูจะละเลยเรื่องกลไกและระบบร่างกายของมนุษย์ที่อาจสามารถกรองหรือกำจัดไมโครพลาสติกในอากาศที่เราหายใจเข้าไปได้

และนักวิทยาศาสตร์บางคน เช่น ศาสตราจารย์ Richard Lampitt จากทีมวิจัยด้านสมุทรศาสตรของอังกฤษก็ชี้ว่า ขณะนี้เรายังขาดการให้คำนิยามไมโครพลาสติกอย่างชัดเจนว่ามีขนาดเล็กแค่ไหน เพราะนอกจากไมโครพลาสติกแล้ว ยังมีอนุภาคของพลาสติกขนาดเล็กกว่าที่เรียกว่า "นาโนพลาสติก" ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในขอบข่ายของการศึกษาครั้งนี้ด้วย

ในขณะนี้ถึงแม้จะมีการประเมินจำนวนไมโครพลาสติกที่มนุษย์ได้รับเข้าไปในร่างกายจากแหล่งต่างๆ ก็ตาม แต่ความเข้าใจเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแท้จริงนั้นยังไม่ชัดเจน และนักวิทยาศาสตร์ก็เห็นพ้องกันว่าจำเป็นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ต่อไป

Hits 81 ครั้ง

นักวิจัยอังกฤษพัฒนาระบบตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ล้ำสมัย

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, June 6, 2019
รายละเอียด: 

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดอันดับที่สามของโลก เเละหากตรวจพบเร็วเท่าใด ผู้ป่วยก็มีโอกาสสูงมากขึ้นเท่านั้นที่จะหายจากโรค

เเต่แพทย์ที่ทำการตรวจด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่มักไม่สามารถมองเห็นทุกอย่างที่แสดงบนหน้าจอได้เสมอไป และรายละเอียดอื่นๆ ที่มีขนาดเล็กอาจตรวจไม่พบ

ลอเรนซ์ เลิฟวัท ผู้เชี่ยวชาญที่มหาวิทยาลัย UCL กล่าวว่า การตรวจด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่อาจตรวจไม่พบติ่งเมือกหนึ่งในห้าในระหว่างการตรวจ เเละนี่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะมะเร็งชนิดนี้เป็นสาเหตุใหญ่อันดับที่สองที่ทำให้คนเสียชีวิตในอังกฤษ

ทีมนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ปัญญาประดิษฐ์สามารถมองเห็นภาพถ่ายได้ทั้งหมด เพราะไม่มีทางมองผิดจุดเเละไม่มีทางเสียสมาธิ

ปีเตอร์ เมาท์นี่ ซีอีโอของ Odin Vision กล่าวว่า เมื่อได้ภาพวิดีโอสดภายในลำไส้ใหญ่ ระบบที่ใช้จะนำภาพวิดีโอที่ได้ไปวิเคราะห์ทีละภาพเเละประมวลข้อมูลด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ เเละตนเองพยายามระบุว่าติ่งที่เห็นอยู่ในจุดใดของลำไส้ใหญ่โดยมองที่ลักษณะของเนื้อเยื่อที่มีสีเเตกต่างกันไป

ข้อมูลที่ได้นี้มีขนาดใหญ่เเละมีรายละเอียดมากเกินไปที่จะส่งผ่านทางอินเตอร์เน็ต ดังนั้น ระบบ Odin Vision จะใช้การสื่อสารระหว่างโลกเเละดาวเทียมที่ห่างออกไปหลายล้านไมล์แทน โดยจัดเก็บเอาไว้ในฐานข้อมูล cloud เเละส่งข้อมูลกลับมาที่แพทย์ในขณะที่กำลังทำการตรวจทันที

การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในระยะเเรกเริ่มในขณะนี้ หากเทคโนโลยีประสบความสำเร็จ ระบบจัดเก็บข้อมูลใน cloud นี้จะเข้าถึงได้โดยคลินิกเเละโรงพยาบาลต่างๆ เเม้ในเขตชนบทห่างไกล เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ป่วยทุกคนจะได้ผลการวินิจฉัยที่รวดเร็วเเละเเม่นยำ

แดน สโตยานอฟ ผู้เชี่ยวชาญแห่งภาควิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัย UCL กล่าวว่า AI มีบทบาทช่วยให้ทีมงานสามารถพัฒนาบริการที่มีคุณภาพ เพื่อรับประกันว่าผู้ป่วยได้รับการบริการตรวจวินิจฉัยโรคที่ดีที่สุด

นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังพัฒนาระบบ Odin Vision หวังว่าเทคโนโลยีใหม่ที่ก้าวหน้านี้จะช่วยรักษาชีวิตของผู้ป่วยหลายพันราย เเละช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเข้ารับการบำบัดด้วยการฉายรังสี ผู้ป่วยที่หายจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่างหวังว่า เทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยโรคใหม่นี้จะพร้อมออกมาให้ใช้งานกันในอนาคตอันใกล้

บริษัท Odin Vision กำลังวางแผนที่จะศึกษาทดลองในคนเป็นโครงการนำร่องในอีก 12 เดือนข้างหน้า เเละคาดว่าเทคโนโลยีใหม่นี้จะพร้อมออกมาให้ใช้งานกันในอีกสองปีข้างหน้า

Hits 64 ครั้ง

ทีมนักวิจัยพัฒนาขาหุ่นยนต์ เลียนแบบการทำงานของกล้ามเนื้อมนุษย์ทีมนักวิจัยพัฒนาขาหุ่นยนต์ เลียนแบบการทำงานของกล้ามเนื้อมนุษย์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, May 15, 2019
รายละเอียด: 

ขณะที่หุ่นยนต์ชนิดอื่นๆ ถูกตั้งโปรแกรมให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ ขาหุ่นยนต์ที่ทีมงานของมหาวิทยาลัยเเห่ง Southern California พัฒนาขึ้นนี้ทำงานแตกต่างออกไป

ศาสตราจารย์ฟรานซิสโก วัลเลอโร คูเอวาส อาจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ แห่งมหาวิทยาลัย USC กล่าวว่า ขาหุ่นยนต์ที่พัฒนาขึ้นนี้เเตกต่างไปจากหุ่นยนต์ทั่วไปตรงที่ไม่ได้ถูกโปรแกรมให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ

ระบบการคิดคำนวณที่ใช้กับขาหุ่นยนต์ได้เเรงบันดาลใจจากระบบการเคลื่อนไหวเเละควบคุมกล้ามเนื้อของสิ่งมีชีวิต ขาหุ่นยนต์นี้มีเอ็นกล้ามเนื้อที่เหมือนกับเอ็นกล้ามเนื้อของสัตว์ ควบคุมโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ทำให้ขาหุ่นยนต์หัดเดินได้ภายใน 5 นาทีของช่วงเวลา "free play" ขาหุ่นยนต์ยังสามารถเรียนรู้การเคลื่อนไหวเเบบอื่นๆ ได้โดยไม่โปรแกรมคำสั่งเพิ่มเติม

อาลี มาร์เจนนันจาด นักศึกษาปริญญาเอกด้าน Biomedical Engineering ที่มหาวิทยาลัย USC บอกว่า ขาหุ่นยนต์ทำงานเหมือนทารกที่พยายามดึงกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เเละเรียนรู้ว่าจะเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างไรบ้าง เเละเรียนรู้ในการควบคุมกล้ามเนื้อเหล่านั้น

หุ่นยนต์ที่ใช้ระบบการคิดคำนวณนี้สามารถรับการฝึกเหมือนกับการฝึกสุนัข โดยใช้เซ็นเซอร์เป็นตัวช่วย

ศาสตราจารย์ วัลเลโร คูเอวาส บอกว่า เมื่อขาหุ่นยนต์ผลักสาย the belt ไปข้างหลัง การหมุนที่ทำมุมต่างๆ จะส่งสัญญาณเป็นตัวเลขไปที่ระบบการคิดคำนวณที่ที่จะสื่อว่า ชอบ หรือ ถูกใจ แต่หากหุ่นยนต์เคลื่อนไปในทางตรงกันข้าม ระบบการคิดคำนวณที่ก็จะสื่อว่า ไม่ถูกใจ

ดาริโอ เออบีน่า เมลเลนเดส นักศึกษาปริญญาเอกด้าน Biomedical Engineering ที่มหาวิทยาลัย USC บอกว่า ทีมงานออกแบบขาหุ่นยนต์ก่อนที่จะพิมพ์ขาหุ่นยนต์ออกมาด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ การใช้งานอย่างหนึ่งที่เป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้คือการช่วยเหลือคนที่มีความพิการทางกาย

ศาสตราจารย์ วัลเลโร คูเอวาส กล่าวว่า ขาหุ่นยนต์อาจจะเลียนเเบบความสามารถของผู้ใช้ หรืออาจเป็นตัวช่วยหากผู้ใช้ไม่มีเรี่ยวเเรงหรืออ่อนเเอเกินไป

ความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งคือการใช้งานในอนาคตเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่วิกฤติ โดยขาหุ่นยนต์สามารถปรับตัวเข้ากับพื้นที่ที่มีความลาดชันระดับต่างๆ ได้ เเละทีมนักวิจัยชี้ว่า พวกเขาคาดการณ์ว่าขาหุ่นยนต์เรียนรู้ด้วยตัวเอง จะเข้าไปมีบทบาทในงานด้านการสำรวจอวกาศในอนาคต พวกเขาบอกว่าหุ่นยนต์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมนี้ อาจจะพัฒนาออกมาใช้งานจริงๆ ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 80 ครั้ง

นักวิจัยพบ เพลง “ดั๊บสเตป” ช่วยลดความเสี่ยงจากยุงกัดได้

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, April 5, 2019
รายละเอียด: 

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นล่าสุด ระบุว่า หนทางหลบหลีกการถูกยุงกัด อาจจะง่ายขึ้นเพียงแค่เปิดเพลงฟัง ..

การวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Acta Tropica เมื่อ 25 มีนาคมที่ผ่านมา เผยผลการทดสอบว่าเพลงดั๊บสเต็ป หนึ่งในแนวดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่มีต้นกำเนิดจากอังกฤษ อาจมีส่วนช่วยให้ลดความเสี่ยงจากยุงกัดได้

คณะวิจัยนานาชาติที่เชี่ยวชาญด้านยุงและโรคที่มียุงเป็นพาหะ บอกว่า เสียง มีส่วนสำคัญในการผสมพันธุ์ ความอยู่รอด และการรักษาจำนวนประชากรของสัตว์หลายชนิด ทีมวิจัยจึงเน้นไปที่ปฏิกิริยาจากเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีผลต่อการออกล่า โจมตี รวมทั้งผสมพันธุ์ของยุงลาย ที่เป็นพาหะของไข้เลือดออกและไวรัสซิกา และพบว่าแนวเพลงนี้อาจจะใช้เป็นยากันยุงได้

นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาเรื่องนี้ บอกว่า สำหรับแมลงแล้ว เพลงที่มีคลื่นความถี่ต่ำจะกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางเพศ แต่เสียงรบกวนจะกระทบกับกระบวนการดังกล่าว

ในการศึกษาพบว่ายุงลายเพศเมียเลือกจะสนุกสนานกับเพลงดั๊บสเต็ปก่อนจะไปกัดเป้าหมาย และโอกาสดูดเลือดก็ลดลง นอกจากนี้ ยุงที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเพลงแนวดั๊บสเต็ป จะผสมพันธุ์น้อยลงด้วย

การทดลองได้ใช้บทเพลงหลายแนว แต่ที่เห็นได้ชัดเจน คือ เพลงแนวดั๊บสเต็ป ของศิลปินชาวอเมริกัน สกริลเล็กซ์ (Skrillex) ซึ่งทีมวิจัยใช้เพลงดังของเขาอย่าง 'Scary Monsters And Nice Sprites' ที่มีระดับคลื่นเสียงสูงและต่ำมากอยู่ในเพลงเดียวกันมาทดลอง

โดยแบ่งเป็นยุงลายที่ไม่ได้ฟังเพลง กับยุงลายที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีเพลงนี้อยู่ ปรากฏว่า ยุงลายเพศเมียที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเพลงแนวดั๊บสเต็ปอยู่ มีแนวโน้มที่จะกัดน้อยกว่าเมื่อเทียบกับยุงที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไร้เสียงเพลง

ทีมวิจัยมองว่า การศึกษาครั้งนี้ อาจต่อยอดไปถึงการพัฒนาอุปกรณ์ป้องกันยุงที่ใช้เสียงเพลงเข้ามาช่วย เพื่อควบคุมและป้องกันโรคที่มียุงเป็นพาหะในอนาคตได้

Hits 119 ครั้ง
Subscribe to RSS - นักวิจัย