Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

นาซา

นาซา-สเปซเอ็กซ์ทดสอบ “ดรากอน” แคปซูลขนส่งนักบินอวกาศรุ่นใหม่

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, March 8, 2019
รายละเอียด: 

องค์การนาซาและบริษัทสเปซเอ็กซ์ ทดสอบใช้งานระบบขนส่งมนุษย์ขึ้นสู่ห้วงอวกาศรุ่นใหม่เป็นครั้งแรกในวันนี้ (2 มี.ค.) โดยปล่อยจรวดฟอลคอน 9 ที่ติดตั้งแคปซูลบรรทุกนักบินอวกาศ "ดรากอน" ให้ออกเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติในเวลา 02.49 น.ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (EST) หรือตรงกับเวลา 14.49 น.ตามเวลาในประเทศไทย

การทดสอบครั้งนี้มีขึ้น เพื่อเตรียมการให้นาซาสามารถส่งคนไปปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศได้ด้วยตนเองเป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษ หลังจากสหรัฐฯยุติการใช้งานยานขนส่งอวกาศแอตแลนติสไปเมื่อปี 2011 และต้องใช้ยานโซยุซของรัสเซียในการขนส่งนักบินอวกาศแทน

สเปซเอ็กซ์ ปล่อยจรวดฟอลคอน 9 และแคปซูลดรากอน
แคปซูลบรรทุกนักบินอวกาศ "ดรากอน" (Dragon crew capsule) เป็นผลงานการออกแบบและสร้างขึ้นโดยสเปซเอ็กซ์ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่นาซามอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินโครงการนี้ ถือเป็นความร่วมมือทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่ช่วยให้นาซาประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาบุกเบิกธุรกิจด้านอวกาศได้มากขึ้น

ตัวแคปซูลนั้นออกแบบโดยดัดแปลงมาจากต้นแบบของยานบรรทุกสัมภาระเพื่อนำส่งยังสถานีอวกาศนานาชาติในอดีต แต่มีการติดตั้งระบบปรับสภาพแวดล้อมเพื่อสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้น และติดตั้งเครื่องยนต์ขับดันพลังสูงเพื่อดีดตัวออกหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับจรวดนำส่ง

สำหรับขั้นตอนในการทดสอบนั้น จรวดนำส่งฟอลคอน 9 ซึ่งผ่านการใช้งานมาแล้วหลายครั้ง จะทะยานขึ้นจากแท่นปล่อย 39A ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดา ซึ่งแท่นปล่อยแห่งนี้เคยเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของยานอะพอลโลไปยังดวงจันทร์ และเคยเป็นแท่นปล่อยยานแอตแลนติสในการเดินทางเที่ยวสุดท้ายมาแล้ว

ภาพจากฝีมือศิลปินแสดงให้เห็นตัวแคปซูลดรากอนเข้าจอดเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติทางด้านหน้า
การทดสอบครั้งนี้จะยังไม่มีนักบินอวกาศตัวจริงเดินทางไปด้วย แต่จะใช้หุ่นสวมชุดนักบินอวกาศให้นั่งอยู่ในแคปซูล "ดรากอน" แทน โดยมีเซนเซอร์ตรวจจับแรงกระแทกและข้อมูลความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของสิ่งแวดล้อมภายในแคปซูลอยู่ตลอดเวลา ทีมงานยังตั้งชื่อให้หุ่นนักบินอวกาศตัวนี้ว่า "ริปลีย์" ตามชื่อของตัวละครในภาพยนตร์ดัง "เอเลี่ยน" ซึ่งนำแสดงโดยซิกัวร์นีย์ วีเวอร์

หลังจรวดฟอลคอน 9 ทะยานขึ้นไปไม่กี่นาที ส่วนของจรวดท่อนล่างที่ใช้ในการนำส่งระยะแรกจะแยกตัวออก และตกกลับลงมาจอดบนทุ่นซึ่งเป็นโดรนลอยน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก จรวดระยะที่สองจะยังคงนำส่งแคปซูลต่อไป จนในนาทีที่ 11 หลังจรวดทะยานออกจากฐานปล่อย แคปซูลจะแยกตัวออกในห้วงอวกาศและเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติด้วยตนเอง

ในอดีตนั้นยานบรรทุกสัมภาระที่เข้าจอดเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติจะเข้ามาทางด้านล่าง โดยแขนกลของสถานีอวกาศจะยื่นออกไปดึงยานให้เข้ามาประกบกับท่าจอด แต่ในครั้งนี้แคปซูลดรากอนจะเข้าจอดเชื่อมต่อทางด้านหน้าของสถานีอวกาศแบบอัตโนมัติ โดยใช้วงแหวนเชื่อมต่อรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และมีนักบินอวกาศที่ประจำการบนสถานีอวกาศนานาชาติจับตาดูอย่างใกล้ชิด

คาดว่าแคปซูลดรากอนจะเดินทางถึงสถานีอวกาศนานาชาติในช่วงเย็นของวันอาทิตย์ตามเวลาในประเทศไทย และจะเดินทางกลับสู่พื้นโลกในคืนวันศุกร์ที่ 8 มี.ค. โดยแคปซูลจะจุดเครื่องยนต์ขับดันเพื่อบังคับทิศทางให้ตกลงในมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณใกล้กับศูนย์อวกาศเคนเนดีซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นออกเดินทาง

Hits 42 ครั้ง

ดวงอาทิตย์ ก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, February 12, 2019
รายละเอียด: 

ดวงอาทิตย์มีที่มาอย่างไร ทำไมจึงมีแรงดึงดูดมหาศาล และพลังงานของดวงอาทิตย์อยู่ได้อีกนานแค่ไหน?

ศ.บิลล์ แชปพลิน ม.เบอร์มิงแฮม อธิบายว่า "ดวงอาทิตย์ไม่ใช่ดาวยุคแรก ดวงอาทิตย์น่าจะเกิดจากการก่อตัวของวัตถุที่หลุดออกมาจากดาวดวงอื่น ๆ ที่สิ้นอายุขัย"

"มันคงจะก่อตัวขึ้นจากกลุ่มแก๊สที่ฟุ้งกระจายในที่ว่างระหว่างดวงดาวที่ยุบตัวลง มันดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างในกลุ่มแก๊ส ทำให้เกิดความหนาแน่นสูงมากบริเวณศูนย์กลางของกลุ่มแก๊ส" เขากล่าว

เหตุผล 4 ข้อที่ยานในภารกิจสัมผัสดวงอาทิตย์ไม่มอดไหม้
ภารกิจ “แตะ” ดวงอาทิตย์ของนาซา
ศ.บิลล์ กล่าวว่า "เมื่อความหนาแน่นขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มันก็ดูด หรือดึงดูดสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอกเข้ามาเพิ่มขึ้น จากนั้นก็จะเกิดปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่แกนกลางของมัน"

ปฏิกิริยาเกิดขึ้นจากการที่ ไฮโดรเจน เปลี่ยนเป็น ฮีเลียม และปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา เป็นกระบวนการที่ทำให้ ดวงอาทิตย์มีพลังงานในการส่องสว่าง และแผ่รังสีออกมาได้ด้วยอัตราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

"แหล่งเชื้อเพลิงนั้น จะยังให้พลังงานแก่ ดวงอาทิตย์ ได้อีกราว 5,000 ล้านปี" ศ.บิลล์ กล่าว

Hits 58 ครั้ง

สดร. เผยก้าวแรกผลงานวิจัยจากกล้องโทรทรรศน์ ทางไกลอัตโนมัติที่จีน จับมือ นาซา และทีมนักดาราศาสตร์ นานาชาติศึกษา “ดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว”

Hits 61 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7746-mostnasa2018
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, December 4, 2018
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นาซาและทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติร่วมศึกษา “ดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว” ซึ่งหายากและพบเพียงสามดวงเท่านั้น ผ่านกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน จนเกิดเป็นงานวิจัยแรกจากกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

ดร.ศุภชัย อาวิพันธุ์ นักวิจัย สดร. กล่าวว่า สดร. มีเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติติดตั้งอยู่ทั่วโลก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 0.6-0.7 เมตร หนึ่งในนั้นคือกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือที่รู้จักกันในชื่อ TRT-GAO (Thai Robotic Telescope – Gao Mei Gu Observatory) เปิดใช้งานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ นักเรียน นักศึกษา ในประเทศไทยได้ใช้กล้อง TRT-GAO ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวัตถุท้องฟ้าจำนวนมาก ทั้งระบบดาวคู่ ดาวเคราะห์นอกระบบ กระจุกดาว รวมถึงการศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ที่กำลังสลายตัว ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร The Astronomical Journal เมื่อวัน 26 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา นับเป็นงานวิจัยแรกจากกล้องโทรทรรศน์ TRT-GAO ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ

ปัจจุบันดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ถูกค้นพบแล้วกว่า 3,500 ดวง แต่ละดวงมีลักษณะแตกต่างกันออกไป บางดวงดำมืดยิ่งกว่าถ่าน บางดวงมีอุณหภูมิพื้นผิวสูงกว่าดาวฤกษ์ แต่หนึ่งในกลุ่มที่หายากมากคือ กลุ่มดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว (Disintegrating exoplanet) ซึ่งดาวเคราะห์กลุ่มนี้มีลักษณะพิเศษคือ มีหางยาวเกิดจากเศษหินที่หลุดลอยออกมาคล้ายดาวหาง ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์ในกลุ่มนี้เพียงแค่สามดวงเท่านั้น ดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัวนั้น เกิดจากดาวเคราะห์มีวงโคจรใกล้ดาวฤกษ์มากจนอุณหภูมิสูงมาก ทำให้พื้นผิวของดาวเคราะห์ระเหิดกลายเป็นแก๊สและฝุ่นละออง โดยฝุ่นละอองที่หลุดลอยมานั้นทำให้เกิดหางของดาวเคราะห์คล้ายการเกิดหางของดาวหาง ปรากฏการณ์นี้จะเกิดในระยะสุดท้ายของช่วงชีวิตและมีระยะเวลาการเกิดสั้นมากเมื่อเทียบกับอายุของดาวเคราะห์ กล่าวคือ ดาวเคราะห์เหล่านี้กำลังอยู่ในระยะโคม่าใกล้ตายแล้วนั่นเอง สาเหตุข้างต้นจึงทำให้ดาวเคราะห์กลุ่มนี้มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ทั้งหมด
ดร.ศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า นักดาราศาสตร์ทราบว่าดาวเคราะห์ดังกล่าวกำลังสลายตัวเนื่องจากเมื่อศึกษาการผ่านหน้าดาวฤกษ์ของดาวเคราะห์ดังกล่าวแต่ละครั้งพบว่า ขนาดของดาวเคราะห์ที่วัดได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีการผ่านหน้าของดาวเคราะห์ทั่วไป จนทำให้ในช่วงแรกมีทฤษฎีว่าขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นเกิดจากสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ต่างดาว แต่ในปัจจุบันนักดาราศาสตร์ทราบว่าขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าวเกิดจากการที่ดาวเคราะห์กำลังสลายตัวเป็นเศษหิน ดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัวซึ่งค้นพบโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ เมื่อปี พ.ศ. 2558 มีคาบการโคจรรอบดาวฤกษ์เพียง 9 ชั่วโมง ขณะที่ดาวเคราะห์ดังกล่าวผ่านหน้าดาวฤกษ์ แสงของดาวฤกษ์ลดลง โดยมีค่าการเปลี่ยนแปลงระหว่าง 0% ถึง 1.3% ด้วยข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์นั้นไม่เพียงพอต่อการอธิบายรูปร่างหรือลักษณะของดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b

sdr2

กลุ่มนักดาราศาสตร์นำโดย Knicole Colon จาก NASA Goddard Space Flight Center ร่วมกับทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติ และนักดาราศาสตร์ไทยจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดลและ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงร่วมกันสังเกตการณ์ดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ด้วยกล้องโทรทรรศน์ทั้งหมด 45 ครั้ง ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2560 โดยนักดาราศาสตร์ไทยใช้กล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และกล้องโทรทรรศน์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.4 เมตร ของหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา หรือ หอดูดาวแห่งชาติ ณ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ร่วมสังเกตการณ์จำนวน 5 ครั้ง

จากการศึกษาพบว่าดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ยังคงแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงขนาดขณะผ่านหน้าดาวฤกษ์แต่ละครั้ง มีค่าการเปลี่ยนแปลงระหว่าง 0% ถึง 1.5% ซึ่งอยู่ในสถานะดาวเคราะห์นอกระบบที่กำลังสลายตัว นอกจากนี้ จากข้อมูลการสังเกตการณ์ของทีมนักดาราศาสตร์พบว่าการผ่านหน้าดาวฤกษ์ของดาวเคราะห์นอกระบบ K2-22b ในบางครั้งได้ปลดปล่อยแก๊สออกมาจากภายในดาว ทำให้เกิดแรงผลักให้ดาวเคราะห์เคลื่อนที่ไปด้านหน้าหรือหลังระหว่างการโคจรรอบดาวฤกษ์ ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

งานวิจัยนี้นับเป็นก้าวแรกของผลงานวิจัยจากกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ของ สดร. ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ ซึ่งกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของนักดาราศาสตร์ไทยในการศึกษาวิจัยทั้งด้านดาวเคราะห์นอกระบบ และดาราศาสตร์สาขาอื่นๆ คาดว่าจะสร้างงานวิจัยทั้งในระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย และนานาชาติอีกจำนวนมากในอนาคตอันใกล้ ดร.ศุภชัย กล่าวปิดท้าย

ข้อมูลโดย : สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.)

เผยแพร่ข่าวโดย : นายวรุฒ กิ่่งเล็ก
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
e-mail : pr@most.go.th
Facebook : sciencethailand
Call Center กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โทร.1313.

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - นาซา