Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

น้ำ

น้ำบนดวงจันทร์ การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์

วันที่: 
Monday, August 5, 2019

เผยโฉมครั้งแรก แผนที่น้ำบนดวงจันทร์ อันพาไปสู่โครงการอวกาศในอนาคต
 
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) ได้ทำแผนที่แสดงจุดที่มีน้ำ พร้อมกับปริมาณของน้ำในแต่ละแหล่งบนพื้นผิวดวงจันทร์ขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยใช้ข้อมูลของยานสำรวจแอลคอร์สส์ (LCROSS - Lunar Crater Observation and Sensing Satellite) ที่ตรวจพบน้ำครั้งแรกบนดวงจันทร์ ประกอบกับอุปกรณ์สำรวจหินแร่ นำมาทำเป็นกราฟแสดงข้อมูลน้ำในชั้นผิวนอกสุดของดวงจันทร์
 
ถึงแม้ว่า น้ำที่มีอยู่บนดวงจันทร์ เมื่อเทียบแล้วมีน้อยกว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ในสันทรายในทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุดของโลก แต่ก็ดีกว่าไม่พบน้ำเลย แผนที่น้ำอันนี้จะนำไปต่อยอด โครงการอวกาศในอนาคต ทีมผู้เชี่ยวชาญยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเรื่องนี้โดยเฉพาะต่อไปนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.prachachat.net/spinoff/science-technology/news-47037
ภาพประกอบ: 

การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนสู่การพัมนาที่ยั่งยืน

การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านธรรมชาติวิทยาระดับประเทศ ประจำปี 2562 ภายใต้หัวข้อ “รู้ รักษ์ ดินและน้ำตามรอยพ่อ”

Hits 56 ครั้ง
URL: 
http://www.nsm.or.th/event/competition/naturalscienceproject.html
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, February 28, 2019
รายละเอียด: 

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตระหนักถึงความสำคัญของเยาวชนกับการเรียนรู้เรื่องราวด้านธรรมชาติวิทยา
และสิ่งแวดล้อม จึงจัดการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านธรรมชาติวิทยาระดับประเทศ ประจำปี 2562 ภายใต้หัวข้อ “รู้ รักษ์ ดินและน้ำตามรอยพ่อ” มุ่งเน้นให้
เยาวชนศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ด้านธรรมชาติวิทยาที่ตนเองสนใจในท้องถิ่นของตนเอง เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างการดำรงชีวิตกับธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว และเป็นเวทีสำหรับเยาวชนได้มีโอกาสแสดงความคิดสร้างสรรค์ ผลิตสื่อ และถ่ายทอดเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์
ในธรรมชาติ ผ่านการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทักษะกระบวนการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล มีลำดับขั้นตอน สามารถวิเคราะห์และกลั่นกรององค์ความรู้
รอบตัวได้ รวมทั้งสามารถเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย ส่งเสริมให้เกิดทัศนคติที่ดี ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยโครงงานเยาวชนที่
ได้รับคัดเลือกในแต่ละภูมิภาค จะได้เข้าร่วมการประกวดรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ณ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

กลุ่มเป้าหมาย
• โครงงานของเยาวชนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 40 โครงงาน โครงงานละ 2 คน
• อาจารย์ที่ปรึกษา จำนวน 40 คน (โครงงานละ 1 คน)

ดาวน์โหลดใบสมัคร

การดำเนินการ
รอบคัดเลือก
• ผู้สนใจส่งคลิป VDO หัวข้อโครงงาน พร้อมแนวคิดในการทำโครงงานเป็นภาษาไทย ความยาวไม่เกิน 5 นาที พร้อมใบสมัครเข้าร่วมประกวด
ผ่านทาง E-mail: nsmthailandproject@gmail.com
• ปิดรับสมัครวันที่ 15 มีนาคม 2562
• ประกาศผลรอบคัดเลือกวันที่ 26 มีนาคม 2562 ผ่านทาง www.nsm.or.th

รอบชิงชนะเลิศ
• โครงงานที่ผ่านรอบคัดเลือก จะได้เข้าร่วมการการประกวดรอบชิงชนะเลิศ โดยนำเสนอโครงงานจริง
ณ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 26-29 มิถุนายน 2562 (รวม 4 วัน 3 คืน)

ประเภทข่าว: 
news

นักวิทยาศาสตร์ แอริสตอเติล (Aristotle)

วันที่: 
Tuesday, January 15, 2019

แอริสตอเติล (อังกฤษ: Aristotle) (384 ปีก่อนคริสตกาล – 7 มีนาคม 322 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นนักปรัชญากรีกโบราณ เป็นลูกศิษย์ของเพลโต และเป็นอาจารย์ของอเล็กซานเดอร์มหาราช เขาและเพลโตได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักปรัชญาที่มีอิทธิพลสูงที่สุดคนหนึ่ง ในโลกตะวันตก ด้วยผลงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับฟิสิกส์ ตรรกศาสตร์ กวีนิพนธ์ สัตววิทยา การเมือง การปกครอง จริยศาสตร์ และชีววิทยา

นักปรัชญากรีกโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือแอริสตอเติล เพลโต (อาจารย์ของแอริสตอเติล) และโสกราตีส (ที่แนวคิดของเขานั้นมีอิทธิพลอย่างสูงกับเพลโต) พวกเขาได้เปลี่ยนโฉมหน้าของปรัชญากรีก สมัยก่อนโสกราตีส จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญาตะวันตกในลักษณะปัจจุบัน โสกราตีสนั้นไม่ได้เขียนอะไรทิ้งไว้เลย ทั้งนี้เนื่องจากผลของแนวคิดปรากฏในบทสนทนาของเพลโตชื่อ เฟดรัส เราได้ศึกษาแนวคิดของเขาผ่านทางงานเขียนของเพลโตและนักเขียนคนอื่น ๆ ผลงานของเพลโตและแอริสตอเติลเป็นแก่นของปรัชญาโบราณ

แอริสตอเติลเป็นหนึ่งในไม่กี่บุคคลในประวัติศาสตร์ที่ได้ศึกษาแทบทุกสาขาวิชาที่มีในช่วงเวลาของเขา ในสาขาวิทยาศาสตร์ แอริสตอเติลได้ศึกษา กายวิภาคศาสตร์, ดาราศาสตร์, วิทยาเอ็มบริโอ, ภูมิศาสตร์, ธรณีวิทยา, อุตุนิยมวิทยา, ฟิสิกส์,และ สัตววิทยา   ในด้านปรัชญา แอริสตอเติลเขียนเกี่ยวกับ สุนทรียศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, จริยศาสตร์, การปกครอง, อภิปรัชญา, การเมือง, จิตวิทยา, วาทศิลป์ และ เทววิทยา   เขายังสนใจเกี่ยวกับ ศึกษาศาสตร์, ประเพณีต่างถิ่น, วรรณกรรม และ กวีนิพนธ์ ผลงานของเขาเมื่อรวบรวมเข้าด้วยกันแล้ว สามารถจัดว่าเป็นสารานุกรมของความรู้สมัยกรีก

ปรัชญาของแอริสตอเติล
อภิปรัชญาของแอริสตอเติล
ปรัชญาธรรมชาติของแอริสตอเติล
จิตวิทยาของแอริสตอเติล

 

แอริสตอเติลเกิดเมื่อประมาณ 384 หรือ 383 ปีก่อนคริสตกาลที่เมืองสตากีรา (Stagira) ในแคว้นมาเซโดเนีย (Macedonia) ซึ่งเป็นแคว้นที่แห้งแล้งทางตอนเหนือสุดชองทะเลเอเจียน (Aegaeen Sea) ของประเทศกรีก เป็นบุตรชายของนายนิโคมาคัส (Nicomachus) ซึ่งมีอาชีพทางการแพทย์ประจำอยู่ที่เมืองสตาราเกีย และยังเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าอมินตัสที่ 2 (King Amyntas II) แห่งมาซิโดเนีย

ในวัยเด็กนั้นผู้ที่ให้การศึกษาแก่แอริสตอเติลคือบิดาของเขานั้นเองซึ่งเน้นหนักไปในด้านธรรมชาติวิทยา เมื่อเขาอายุได้ 18 ปีก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อกับปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้นคือ เพลโต ในกรุงเอเธนส์ (Athens) ในระหว่างการศึกษาอยู่กับเพลโต 20 ปีนั้นทำให้แอริสตอเติลเป็นนักปราชญ์ที่ลือนามต่อมาจากเพลโต ต่อมาเมื่อเพลโตถึงแก่กรรมในปี 347 ปีก่อนคริสต์ศักราช แอริสตอเติลจึงเดินทางไปรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ในปี 343 - 342 ก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาในปี 336 ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระเจ้าฟิลิป พระองค์จึงได้พระราชทานทุนให้แก่แอริสตอเติลเพื่อจัดตั้งโรงเรียนที่สตากิราชื่อไลเซียม (Lyceum)

ในการทำการศึกษาและค้นคว้าของแอริสตอเติลทำให้เขาเป็นผู้รอบรู้สรรพวิชา และได้เขียนหนังสือไว้มากมายประมาณ 400 - 1000 เล่ม ซึ่งงานต่าง ๆ ที่ได้เขียนขึ้นมานั้น ได้มีอิทธิพลต่อความเชื่อในศาสนาคริสต์จวบจนกระทั่งยุคกลางหรือยุคมืด ซึ่งมีเวลาประมาณ 1,500 ปีเป็นอย่างน้อย

 

คำสอนที่น่าสนใจของแอริสตอเติลได้แก่ ความเชื่อที่ว่าโลกเรานี้ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ 4 ธาตุ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ

ในเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลนั้นแอริสตอเติลเข้าใจว่า โลกเราเป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีดวงดาวต่าง ๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์โคจรรอบ ๆ สวรรค์นั้นอยู่นอกอวกาศ โลกอยู่ด้านล่างลงมา น้ำอยู่บนพื้นโลก ลมอยู่เหนือน้ำ และไฟอยู่เหนือลมอีกทีหนึ่ง ธาตุต่าง ๆ ของโลกจะเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่ทว่าธาตุที่ประกอบเป็นสวรรค์นั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงจะมีรูปร่างเช่นนั้นตลอดไป ซึ่งคำสอนต่อมาในปี ค.ศ. 1609 โจฮันน์ เคปเลอร์ (Johann Kepler) ได้ตั้งกฎของเคปเลอร์ ซึ่งเป็นการประกาศว่า โลกเราโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี เป็นการลบล้างความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลของแอริสตอเติล

และในอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ กรณีของวัตถุสองอย่างที่มีน้ำหนักไม่เท่ากัน จะตกลงถึงพื้นไม่พร้อมกันตามหลักของแอริสตอเติล ซึ่งกาลิเลโอ ได้ทำการพิสูจน์ต่อหน้าสาธารณชนที่หอเอนแห่งปิซาว่าเป็นคำสอนที่ไม่จริงในปี ค.ศ. 1600

แต่อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของแอริสตอเติลทางด้านชีววิทยานั้นเป็นที่ยกย่องกันมาก เพราะเขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของสัตว์ต่าง ๆ เช่น ปลา และพวกสัตว์เลื้อยคลานและได้ทำการบันทึกไว้อย่างละเอียดมาก เขาได้แบ่งสัตว์ออกเป็น 2 พวกใหญ่ คือ พวกมีกระดูกสันหลัง (Vertebrates) และพวกไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrates) นับว่าแอริสตอเติลเป็นผู้บุกเบิกความรู้ทางด้านนี้จนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักธรรมชาติวิทยาคนแรกของโลก

แหล่งที่มา: 
https://th.wikipedia.org/wiki/แอริสตอเติล
ภาพประกอบ: 

องค์การนาซา (NASA) ค้นพบว่ามีการไหลของน้ำบนดาวอังคาร

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, November 16, 2018
รายละเอียด: 

นักวิทยาศาสตร์จากองค์การนาซา (NASA) ค้นพบว่ามีการไหลของน้ำจากเทือกเขาและหุบเขาในช่วงหน้าร้อนบนดาวอังคาร น้ำที่ไหลลงมาจะทำให้ฝุ่นละอองบนดาวอังคารมีสีเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เกิดเป็นร่องรอยของทางน้ำไหลยาวหลายร้อยเมตร ก่อนจะหายไปก่อนเข้าช่วงฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี ในการสำรวจดาวอังคารตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2513 เป็นต้นมา มีการค้นพบร่องรอยของน้ำบนดาวอังคารจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของร่องรอยของแม่น้ำและมหาสมุทรขนาดใหญ่ และในปี พ.ศ.2554 ยานสำรวจดาวอังคาร มาร์ส รีคอนเนอรส์ซองส์ ออร์บิตเตอร์ (Mars Reconnaissance Orbiter) ขององค์การนาซา ได้ค้นพบรอยน้ำไหลตามหุบเขา ที่จะปรากฏให้เห็นในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี นักวิทยาศาสตร์ได้เรียกรอยทางน้ำไหลเหล่านี้ว่า แนวลายเส้นปรากฏซ้ำตามเนินลาดเอียง (Recurring Slope Lineae : RSL) จากการสำรวจด้วยเครื่องวัดรังสี นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าในเส้นลาดชันเหล่านี้มีเกลือ ไฮเดรต (Hydrated Salts) อยู่ แต่บริเวณที่ไม่มีแนวเส้นลาดชันจะตรวจไม่พบสารเหล่านี้ เป็นหลักฐานสำคัญว่าเส้นลาดชันที่ปรากฏซ้ำเกิดจากการไหลของน้ำซึ่งอยู่ในสภาพของเหลว บนดาวอังคารทุกฤดูร้อน อนึง น้ำบนดาวอังคารมีความเค็มสูง จึงจะปรากฏตัวในสถานะของเหลวได้ต่อเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า -23 องศาเซลเซียสเท่านั้น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าน้ำที่ไหลลงเนินมาจากไหน จึงกลายเป็นหัวข้อหลักในการสำรวจต่อจากนี้ การค้นพบนี้ทำให้เรามองดาวอังคารต่างไปจากเดิมที่แห้งแล้ง อีกทั้งยังให้ชวนให้จินตนาการว่าบนดาวอังคารอาจมีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ หรือกระทั่งว่ามนุษย์อาจขึ้นไปดำรงชีวิตอยู่บนดาวอังคารสักวันหนึ่งก็เป็นได้

อ้างอิง:
NASA. Nasa scientists find evidence of flowing water on Mars. [Online] Source: http://www.theguardian.com/science/2015/sep/28/nasa-scientists-find-evid.... (29 Sep 2015).

Hits 68 ครั้ง

เทคโนโลยีเพื่อการบริหารจัดการน้ำ

ขาดน้ำแม้เพียงเล็กน้อยทำให้สมองมีประสิทธิภาพลดลง

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45057581
รายละเอียด: 

คนดื่มน้ำ

หากรู้สึกว่าสมองไม่ค่อยแจ่มใสคิดอะไรติดขัดไปเสียทุกอย่าง ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ได้ โดยผลวิจัยล่าสุดพบว่า การที่ร่างกายขาดน้ำแม้ในระดับที่เล็กน้อยจะเริ่มส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของสมองให้ทำงานชนิดที่ยากและซับซ้อนได้ไม่ดีเท่าที่ควร

แม้จะทราบกันมานานว่าการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั้นดีต่อสุขภาพ แต่ทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งจอร์เจีย (GIT) ของสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาภาวะขาดน้ำแบบเจาะลึกมากขึ้น เพื่อให้ทราบว่าเมื่อร่างกายสูญเสียน้ำในระดับใดจึงจะทำให้กระบวนการคิดและสั่งการของสมองเริ่มได้รับผลกระทบ

มีการตีพิมพ์รายงานวิจัยนี้ในวารสารการแพทย์และวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการกีฬาและการออกกำลังกาย (Medicine & Science in Sports & Exercise) โดยระบุว่าภาวะขาดน้ำแม้เพียง 2% ของมวลกาย หรือเทียบเท่ากับการเสียเหงื่อปริมาณ 1 ลิตร ก็เริ่มส่งผลเสียต่อการประมวลผลของสมองในงานที่ต้องใช้สมาธิสูงและมีความยุ่งยากซับซ้อนแล้ว

ทีมผู้วิจัยได้วิเคราะห์ผลการศึกษาในอดีต 33 ชิ้น ซึ่งว่าด้วยความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างภาวะขาดน้ำกับประสิทธิภาพในการใช้สมอง โดยงานวิจัยทั้งหมดครอบคลุมกลุ่มตัวอย่าง 416 คน ที่มีภาวะขาดน้ำตั้งแต่ระดับ 1% ไปจนถึงระดับ 6% ของมวลกาย

ผลวิเคราะห์พบว่าภาวะขาดน้ำที่ระดับ 2% ของมวลกาย ก็เพียงพอที่จะทำให้การทำงานของสมองเริ่มรวนเรได้แล้ว แม้การขาดน้ำในระดับนี้จะไม่ทำให้คนเรารู้สึกกระหายน้ำเลยก็ตาม

ภาวะขาดน้ำในระดับเล็กน้อยดังกล่าวส่งผลเสียต่อกระบวนการสร้างสมาธิ และการประสานงานของระบบประสาทสั่งการที่ควบคุมให้ร่างกายเคลื่อนไหวมากที่สุด แต่ไม่สู้มีผลต่อความว่องไวในการตอบสนองสิ่งเร้าต่าง ๆ มากนัก

ทั้งนี้ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยทั่วไปให้คนเราดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือราว 2 ลิตรต่อวัน ซึ่งปริมาณน้ำที่ควรดื่มนั้นขึ้นอยู่กับ เพศ วัย สภาพอากาศ และสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย ส่วนภาวะขาดน้ำรุนแรงเนื่องจากการเสียเหงื่อ อาเจียน ปัสสาวะมากผิดปกติหรือท้องร่วง จะทำให้อ่อนเพลีย มึนงง หัวใจเต้นเร็วและหอบหายใจแรง จนถึงแก่ชีวิตได้

Hits 88 ครั้ง

10 วิธีสู้ ‘น้ำท่วม’ ทำยังไงให้ปลอดภัย?

วันที่: 
Tuesday, August 7, 2018

1. ตามปกติหากสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจ เจ้าหน้าที่จะเริ่มประกาศเตือนภัย หากได้ยินประกาศเตือนภัยน้ำท่วม สิ่งที่ต้องทำทันทีคือ ติดต่อสอบถามหน่วยงานที่จัดการด้านน้ำท่วม หรือหาข้อมูลด้วยตัวเองว่า ภายในละแวกบ้านของคุณเคยเกิดน้ำท่วมสูงที่สุดประมาณกี่เมตร จากนั้นก็คาดคะเน เตรียมการจัดเก็บของขึ้นที่สูงให้พ้นน้ำ
2. เตรียมจดเบอร์โทรศัพท์สำคัญของหน่วยงานต่างๆ ไว้ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้โทรขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงที เช่น
- ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ติดต่อกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โทร. 1784
- ประสานงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน หรืออุบัติเหตุ โทรฟรี 1669 หรือ 0-2591-9769 ตลอด 24 ชั่วโมง
- สอบถามสภาพอากาศกรมอุตุนิยมวิทยา โทร. 0-2398-9830 3.

3. คาดคะเนความเสียหายที่จะเกิดขึ้นที่บ้านของคุณ สำรวจเส้นทางการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดจากบ้าน ไปยังที่สูงหรือพื้นทีซึ่งน้ำไม่ท่วมถึง พร้อมโทรหาประกันรถยนต์ ประกันทรัพย์สินต่างๆ ที่คุณทำไว้
4. เตรียมเสบียงอาหารสำเร็จรูป น้ำดื่ม อาหารแห้ง และอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ เช่น เสื้อชูชีพ บูทกันน้ำแบบขายาว วิทยุแบบพกพา อุปกรณ์ทำอาหารฉุกเฉิน เทียนไข ไฟแช็ก และไฟฉาย รวมทั้งแบตเตอรี่สำรอง ทำบันทึกรายการทรัพย์สินมีค่าทั้งหมด ถ่ายรูปหรือวิดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐาน
5. เตรียมยารักษาโรคให้พร้อม ยาโรคประจำตัวและยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ ยาลดไข้ ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้น้ำกัดเท้า ยาทาแผล และยาแก้พิษจากการกัดต่อยของสัตว์มีพิษ แต่ถ้าบ้านไหนมีคนพิการ คนป่วย เด็กทารก หรือสตรีมีครรภ์ใกล้คลอด ควรแจ้งหน่วยงานราชการทันที
6. จัดหาอุปกรณ์และวัสดุที่จะนำมากั้นไม่ให้น้ำเข้าตัวบ้าน เช่น กระสอบทราย แผ่นพลาสติก ไม้แผ่น ตะปู กาวซิลิโคน เป็นต้น รวมถึงสิ่งป้องกันน้ำอื่นๆ เช่น รองเท้าบูท ถุงมือกันน้ำ กางเกงใน ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมเด็ก ยาทากันยุง ยาฆ่าแมลง ทำอุปกรณ์จัดเตรียมสำหรับเก็บของเสียจากการขับถ่าย
7. ถ้ายังพอมีเวลา ควรพิจารณาย้ายปลั๊กไฟและสวิทช์ไฟฟ้าที่อยู่ในระดับต่ำ ให้อยู่สูงขึ้น ถ้าย้ายไม่ทันแล้ว ก็ให้ตัดไฟฟ้าให้เรียบร้อย ตรงไหนเสี่ยงจะเกิดไฟรั่ว ก็จัดการปิดสวิทช์หรือพันหุ้มสายไฟต่างๆ ให้เรียบร้อย ป้องกันไฟรั่วไฟดูด
8. ถ้าน้ำมาเร็ว ไหลแรง และท่วมสูงเร็ว ข้อควรปฏิบัติคือ ห้ามออกมาเดินลุยน้ำระหว่างที่น้ำไหลเชี่ยวกราก เพราะอาจเสียหลักล้มได้ ยิ่งว่ายน้ำไม่เป็นก็เสี่ยงต่อการจมน้ำเสียชีวิต หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำออกมา ต้องใส่เสื้อชูชีพ มีไม้ค้ำระหว่างเดิน เพื่อวัดความลึกของน้ำในจุดที่จะต้องเดินผ่าน
9. ห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟ ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทันทีหากน้ำไหลทะลักเข้าบ้านแล้ว แม้ในขณะที่ไม่เสียบปลั๊กก็ห้ามใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปียกน้ำ ระวังแก๊สรั่ว และให้ระวังสัตว์อันตราย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง เป็นต้น
10. ใส่รองเท้าทุกครั้งที่ต้องเดินลุยน้ำ เดินอย่างระมัดระวัง บางจุดจะลื่นมากอาจล้มได้ ระวัง บางจุดจะลื่นมากอาจล้มได้ ระวังอันตรายจากเศษแก้ว เข็ม ซากสิ่งของที่พังลอยมากับน้ำ

แหล่งที่มา: 
https://www.thairath.co.th/content/1022099
ภาพประกอบ: 

สาระวิทย์ ฉบับที่ 57 เดือนธันวาคม 2560

สังเกตเมฆ

วันที่เผยแพร่: 
Sunday, April 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.scimath.org/article-science/item/7574-2017-10-17-02-04-19
รายละเอียด: 

ลายคนคงคุ้นเคยกับการมองก้อนเมฆ ที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปต่าง ๆ นานา และเราก็ยังสังเกตบรรดาก้อนเมฆอันอ่อนนุ่มนั้น  ด้วยการดูสีของเมฆ ที่ลอยรวมตัวกันอยู่บนท้องฟ้า  ว่าเป็นอย่างไร 

เมฆเกิดจากอะไร

        ก่อนอื่นต้องรู้จักที่ไปที่มาของก้อนเมฆที่เราเห็นอยู่บนท้องฟ้ากันก่อน น้ำจากแหล่งธรรมชาติบนพื้นดิน เป็นจุดเริ่มต้นของมวลเมฆขนาดใหญ่  เมื่อได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ ก็จะระเหยกลายเป็นไอน้ำลอยอยู่บนอากาศ และเมื่อไอน้ำเกิดการควบแน่นเป็นละอองน้ำหรือเกล็ดน้ำแข็ง การเกาะตัวเป็นกลุ่มในลักษณะแบบนี้ เราเรียกมันว่า เมฆ 

7574 1

ภาพที่ 1 ก้อนเมฆบนท้องฟ้า
ที่มา : Sipa https://pixabay.com/th

 สีและลักษณะของก้อนเมฆ

          เคยสังเกตไหมว่า ทำไมเมื่อเรามองไปบนท้องฟ้า กลุ่มเมฆที่ล่องลอยอยู่ในอากาศมีสีสันแตกต่างกันไป ก็เนื่องจากว่าความหนาแน่นของกลุ่มไอน้ำหรือเมฆบริเวณนั้น ว่ามีความหนาแน่นมากน้อยเพียงใด ถ้าหนาแน่นมาก แสงผ่านไม่ได้ จะมองเห็นเป็นกลุ่มสีเทาไปจนถึงสีดำ ถ้าหนาแน่นน้อย เราจะมองเห็นเมฆเหล่านั้นเป็นสีขาว  สีของเมฆสามารถสื่อสารหรือบ่งบอกให้เราทราบได้ว่า มีปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศ หรือสภาพทางอากาศที่กำลังจะเกิดขึ้น  เช่น เมฆที่มีสีเขียว หรือสีเทาเกือบดำ นั้นบ่งบอกถึงการก่อตัวของพายุฝน  หรือเมฆสีแดงส้มในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก จากการกระเจิงของแสงในชั้นบรรยากาศ

           เมฆสามารถแบ่งตามรูปร่างลักษณะและระดับความสูงเหนือพื้นดินของฐานเมฆ โดยทั่ว ๆ ไปดังนี้

                   เมฆชั้นต่ำ               เหนือพื้นดินไม่เกิน 2 กิโลเมตร ไม่มีน้ำแข็งมีแต่ไอน้ำ แต่เมื่อใดที่ไอน้ำรวมกลุ่มกันมีความหนาแน่นจำนวนมาก ก็จะตกลงมาเป็นฝน

                   เมฆชั้นกลาง           สูงตั้งแต่ 2-6 กิโลเมตร มี เมื่อมีความหนาแน่นของน้ำแข็งและไอน้ำรวมกันจำนวนมาก ก็จะตกลงมาเป็นฝน 

                   เมฆชั้นสูง               สูงตั้งแต่ 6 กิโลเมตร ขึ้นไป  ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำแข็ง เพราะความสูงระดับนั้นอากาศจะเย็นจัดต่ำกว่าจุดเยื่อกแข็ง

7541 2

         เราคงพอสังเกตก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้ากันได้บ้างแล้ว ว่าเมฆชนิดไหนทำให้เกิดฝนพรำหรือทำฝนตกหนัก ฉะนั้นก่อนออกจากบ้านครั้งต่อไปก็อย่าลืมพยากรณ์อากาศกันเสียหน่อย จะได้เตรียมพร้อมรับมือกับฝนฟ้าในแต่ละวันได้ทันเวลา

Hits 219 ครั้ง
Subscribe to RSS - น้ำ