Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

ป้องกัน

สารเคมีชนิดใหม่สามารถป้องกันการเริ่มต้นและแพร่กระจายของไฟป่า

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, November 29, 2019
รายละเอียด: 

นักวิจัยได้พัฒนาสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวที่จะสามารถช่วยป้องกันการแพร่กระจายของไฟป่าได้

ของเหลวชนิดใหม่ที่ว่านี้เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์และคณะวิศวกรที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในแคลิฟอร์เนีย รายงานเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์อยู่ในรายงานการประชุมของ National Academy of Sciences

คณะนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่าสารเคมีชนิดนี้อาจกลายเป็นอาวุธที่มีค่าแก่นักผจญเพลิงในการต่อสู้กับไฟป่า

ทุก ๆ ปี ไฟป่าเผาทำลายเนื้อที่ประมาณ 40,000 ตารางกิโลเมตรทั่วสหรัฐฯ โดยในปีพ.ศ. 2561 รัฐบาลใช้งบประมาณกว่า 3 พันล้านดอลล่าร์ในความพยายามเรื่องการดับเพลิง ซึ่งทำให้ทรัพย์สินเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์

ไฟป่าเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมากทางฝั่งตะวันตกของรัฐแคลิฟอร์เนีย ปีที่แล้ว "Camp Fire" ที่เกิดขึ้นทางเหนือของแคลิฟอร์เนียกลายเป็นไฟป่าที่อันตรายที่สุดในสหรัฐฯ ในรอบศตวรรษ เจ้าหน้าที่ของรัฐกล่าวโทษไฟป่าดังกล่าวว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 86 ราย และยังทำลายอาคารต่าง ๆ กว่า 18,000 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนของผู้คน

รายงานฉบับใหม่ระบุว่าไฟป่าส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ โดยมักจะเริ่มมาจากตามริมถนน ในบริเวณที่ตั้งแคมป์ และบริเวณรอบ ๆ อุปกรณ์ส่งกระแสไฟฟ้า นักวิจัยพยายามค้นหาสารที่สามารถนำไปใช้กับบริเวณดังกล่าวเพื่อระงับไม่ให้เกิดเพลิงไหม้

โดยปกติแล้ว นักผจญเพลิงมักใช้สารเคมีหน่วงการติดไฟเพื่อใช้ในการดับไฟ สารหน่วงไฟนี้เป็นวัสดุที่สามารถยับยั้งหรือชะลอการแพร่กระจายของไฟ แต่ปัจจุบันทีมนักดับเพลิงใช้สารนี้ในการดับไฟเท่านั้น เนื่องจากการใช้สารเคมีดังกล่าวไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่บนต้นไม้หรือพืชอื่น ๆ ได้เป็นเวลานาน ๆ และสามารถหายไปได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศ

บางครั้งมีการใช้สารเคมีนี้เพื่อการแก้ปัญหาระยะสั้น เช่น ใช้ในการป้องกันอาคารต่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นเส้นทางของไฟที่ลุกลาม แต่ประสิทธิภาพก็จะสูญเสียไปอย่างรวดเร็วด้วย

ของเหลวที่ได้รับการทดสอบโดยคณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดนี้ถูกค้นพบเพื่อใช้ในการยืดอายุของสารหน่วงไฟโดยที่ไม่ทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

Eric Appel ศาสตราจารย์ด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Stanford ผู้ช่วยเขียนรายงานฉบับนี้ ตั้งข้อสังเกตว่าการใช้สารเคมีดับไฟป่าดังกล่าวช่วยให้นักผจญเพลิงสามารถป้องกันก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ได้ และว่าการใช้สารเคมีนี้ยังช่วยคุมเพลิงไฟป่าได้มากขึ้น

นักวิจัยทำการทดลองสารเคมีป้องกันไฟป่าร่วมกับสำนักงานป่าไม้และสำนักงานป้องกันอัคคีภัยของแคลิฟอร์เนีย หรือ CalFire ในบริเวณที่มักจะเกิดเพลิงไหม้ และพบว่าสารเคมีดังกล่าวสามารถป้องกันอัคคีภัยได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าจะมีฝนตกไปถึงครึ่งนิ้วแล้วก็ตาม แต่ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน สารหน่วงไฟที่ใช้กันทั่วไปสามารถป้องกันไฟได้เพียงเล็กน้อยหรือไม่สามารถป้องกันไฟได้เลย

Eric Appel กล่าวว่า เขาหวังสารเคมีป้องกันไฟป่าชนิดใหม่นี้ จะช่วยให้สามารถระบุและดูแลพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อปกป้องชีวิตต่างรวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนด้วย

ที่มา https://www.voathai.com/a/new-substance-can-prevent-wildfire/5118911.html

Hits 19 ครั้ง

นักวิจัยอเมริกัน “สอนหนูขับรถ” เพื่อศึกษาฮอร์โมนป้องกันโรคซึมเศร้า

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, October 30, 2019
รายละเอียด: 

การทดลองให้หนูขับรถขนาดจิ๋วที่ว่านี้ เกี่ยวข้องกับการศึกษาสารที่ร่างกายหลั่งออกมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด และนักวิจัยเชื่อว่าความรู้ที่ได้อาจมีประโยชน์ต่อคำเเนะนำเพื่อให้มนุษย์มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย

สื่อซีเอ็นเอ็นรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยริชมอนด์ ในสหรัฐฯ เริ่มการทดลองด้วยการแบ่งหนูเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้อยู่ในสภาพเเวดล้อมที่มีสิ่งกระตุ้น โดยเฉพาะของเล่นต่าง ๆ และกลุ่มที่สอง ให้อยู่ในกรงซึ่งไร้สิ่งกระตุ้น

จากนั้นหนูทั้งสองกลุ่มถูกจับมาใส่พาหนะที่ทำจากพาชนะพลาสติกที่ต่อกับล้อ หน้าตาเหมือนรถขนาดจิ๋ว ภายในมีที่เร่งมอร์เตอร์ให้รถขับเคลื่อนไปข้างหน้า หากว่าหนูตัวใดสามารถทำให้รถเเล่นได้ไกลจากจุดตั้งต้นถึงอีกฝั่งหนึ่งของพื้นที่ที่ถูกจัดไว้ได้ รางวัลที่รอพวกมันอยู่ก็คือขนมกรุบกรอบรสหวาน

ปรากฏว่าหนูที่ถูกเลี้ยงดูในสภาพเเวดล้อมที่มีสิ่งกระตุ้น สามารถขับรถคันจิ๋วนี้ได้ดี ส่วนกลุ่มที่เคยอยู่เเต่ในกรง ‘สอบตก’ ในการขับรถครั้งนี้

เคลลีย์ แลมเบิร์ต (Kelly Lambert) ผู้นำทีมวิจัยครั้งที่ Behavioral Neuroscience Laboratory แห่งมหาวิทยาลัยริชมอนด์ ศึกษาถึงสารที่สมองของหนูเหล่านี้หลั่งออกมา ด้วยการวิเคราะห์อุจจาระของพวกมัน

สิ่งที่พบอย่างชัดเจนในหนูทั้งสองกลุ่ม คือ ปริมาณฮอร์โมนที่เรียกว่า corticosterone
สารอีกชนิดหนึ่งที่พบในอุจจาระหนูในการทดลองคือ DHEA ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในร่างกายเมื่อเผชิญหน้ากับความเครียด

ซีเอ็นเอ็นระบุโดยอ้างข้อมูลของ นักวิจัย เคลลีย์ แลมเบิร์ตว่า corticosterone ถูกหลั่งออกมาเมื่อร่างกายต้องเจอเรื่องตื่นเต้น เผชิญกับความกังวล และความกลัว ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่

ส่วน DHEA เป็นสารที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดความเครียดยาวนาน จากปริมาณ corticosterone ที่อาจมีมากจนเป็นพิษ

นักวิจัยพบว่าการให้หนูทำสิ่งที่ยาก เช่น ขับรถในการทดลองนี้ ช่วยฝึกให้พวกมันจัดการกับเหตุการณ์ตึงเครียด และฟื้นจากสภาพตระหนกตกใจ

อาจารย์แลมเบิร์ต กล่าวว่า ดูเหมือนว่าการให้หนูบังคับพาหนะ เปรียบเหมือนการให้หนูฝึกรับรู้ถึงความสามารถในการควบคุมสถานการณ์

ความรู้ที่ได้จากการทดลองนี้สามารถปรับใช้กับมนุษย์ได้ แม้คนเราจะมีสมองที่ซับซ้อนกว่าหนูมาก กล่าวคือ นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าสารที่หนูหลั่งออกมา แสดงถึงการฟื้นตัวจากสถานการณ์ที่เกิดความเครียด ซึ่งความสามารถนี้เป็นเครื่องมือป้องกันด่านเเรกของความเจ็บป่วยทางใจ เช่น โรคซึมเศร้าได้

ผู้ทำงานวิจัยชิ้นนี้เรียกการป้องกันความเจ็บป่วยทางจิตด้วยการปรับพฤติกรรม ว่า ‘behaviorceuticals’ ซึ่งช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ป้องกันการเกิดความเครียดระยะยาวได้

สำหรับมนุษย์ สิ่งที่เทียบเคียงได้กับ ‘กิจกรรมขับรถของหนู’ ในการทดลอง อาจจะเป็นงาน ประเภท การถักไหมพรม ที่ฝึกการประสานงานของนิ้ว อุ้งมือ และสมองไปพร้อม ๆ กัน นั่นเอง

เพราะกิจกรรมเหล่านี้มีส่วนสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของเราว่าจะควบคุมสถานการณ์ตรงหน้าได้ แม้ว่างานจะค่อนข้างซับซ้อนกว่าปกติก็ตาม

cr. https://www.voathai.com/a/rat-stress-ro/5138927.html

Hits 36 ครั้ง

การศึกษาชี้ เทคโนโลยีวีอาร์ ช่วยป้องกันภาวะความจำเสื่อมได้

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, September 18, 2019
รายละเอียด: 

เวย์น การ์เซีย วัย 57 ปีสวมอุปกรณ์แว่นตาวีอาร์ และเริ่มปั่นจักรยานที่เชื่อมต่อกับโปรแกรมความจริงเสมือน หรือ VR ในห้องทดลองที่มหาวิทยาลัย University of Southern California หรือ USC วิทยาเขตนครลอสแองเจลีส สำหรับการศึกษาเกี่ยวกับการป้องกันภาวะความจำเสื่อมด้วยเทคโนโลยีวีอาร์ ผสมผสานกับการออกกำลังกาย

นายการ์เซีย บอกว่า มันน่ากลัวที่วันหนึ่งเขาอาจจะเผชิญกับโรคความจำเสื่อมนี้ เพราะปู่ ย่า พ่อ และแม่ของเขามีภาวะความจำเสื่อม และเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ต้องเห็นพ่อแม่ซึ่งเคยเป็นปกติดีเริ่มมีความทรงจำเลือนลางลงไปเรื่อยๆ

ด้านจูดี้ พา หนึ่งในทีมวิจัยจาก USC Keck School of Medicine บอกว่า ภาวะความจำเสื่อมจะค่อยๆมีอาการสะสมประมาณ 10-20 ปีก่อนจะแสดงอาการออกมาในลักษณะที่ผู้ป่วยไม่สามารถดูแลตัวเอง หรือทำกิจกรรมที่เคยทำได้ตัวเอง อย่างการจ่ายค่าสาธารณูปโภค ขับรถ ทำกับข้าว แต่งตัว ซึ่งนั่นก็ถือว่าสายเกินแก้ไปเสียแล้ว และปัจจุบันยังไม่มีหนทางรักษาภาวะดังกล่าว

ทีมวิจัยจาก USC ต้องการศึกษาผลจากการใช้เทคโนโลยีวีอาร์ที่มีต่อสมองและการรับรู้ของผู้สูงวัย ซึ่ง จูดี้ พา อธิบายว่า เทคโนโลยีวีอาร์พิเศษว่าเกม 2 มิติทั่วไป ตรงที่ให้ประสบการณ์ 3 มิติที่จำเป็นต่อการฝึกฝนระบบการจดจำด้านระยะ ขนาด และตำแหน่งของวัตถุในสมอง

การทดลองวีอาร์ชะลอภาวะความจำเสื่อมของทีมวิจัยจาก USC เน้นการศึกษาและป้องกันความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ ภาวะความจำเสื่อม และความผิดปกติทางการรับรู้ ด้วยการใช้อุปกรณ์วีอาร์ ที่สร้างสถานการณ์จำลอง ควบคู่กับการออกกำลังกายและฝึกการใช้สมองไปพร้อมกัน

นายการ์เซียอธิบายการทดสอบของเขาว่า เขาต้องปั่นจักรยานให้ได้ระดับอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 135 ครั้งต่อนาที พร้อมกันต้องทำกิจกรรมที่อยู่ในเกมวีอาร์ไปพร้อมๆกัน นั่นคือ การจดจำเส้นทาง การหยิบอาหารในเกมด้วยการแตะเบรค และนำอาหารไปป้อนให้สัตว์ต่างๆที่อยู่ในเกม

ทั้งนี้ ในการศึกษาการใช้เทคโนโลยีวีอาร์ในการป้องกันภาวะความจำเสื่อม ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น โดยมุ่งไปที่ปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ เช่น การดำรงชีวิตแบบเฉื่อยชา และการขาดสิ่งเร้าทางสมองและทางสังคม ด้วยเป้าหมายที่จะชะลอความเสื่อมถอยด้านการรับรู้ ให้ผู้สูงวัยได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีเรื่องราวให้จดจำ

ที่มา. https://www.voathai.com/a/vr-aging-dementia-09122019/5081976.html

Hits 51 ครั้ง

ทีมนักวิจัยอเมริกันคิดค้นวิดีโอเกมส์ช่วยเกษตรกรป้องกันโรคระบาดหมู

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, July 11, 2019
รายละเอียด: 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ผสมผสานวิดีโอเกมส์กับระบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ เพื่อเเสดงให้เห็นว่าคนเราสามารถลดความรวดเร็วของการเเพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตรายที่เกิดกับหมูลงได้ หากเกษตรกรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ

ผู้ร่างรายงานผลการศึกษากล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากวิดีโอเกมส์ช่วยให้คนปฏิบัติตามกฎระเบียบในการเลี้ยงสุกร

ตั้งเเต่มีการพบโรคท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อไวรัส PEDV (porcine epidemic diarrhea virus) เมื่อ 40 ปีที่แล้ว โรคนี้ยังคงระบาดในฟาร์มเลี้ยงสุกรในยุโรป เอเชีย เเละอเมริกาเหนือ

เเละเมื่อเชื้อไวรัส PEDV ระบาดในสหรัฐฯ เมื่อปี ค.ศ. 2013 โรคนี้ได้ทำให้หมูตายไปแล้ว 7 ล้านตัวในสหรัฐฯ

Scott Merrill ศาตราจารย์ด้านดินเเละพืช มหาวิทยาลัยแห่งเวอร์มอนต์กล่าวว่า เชื้อไวรัส PEDV เพียงเล็กน้อยสามารถทำให้หมูทุกตัวในสหรัฐฯ ติดเชื้อได้ ศาสตราจารย์ผู้นี้กล่าวว่า ไวรัส PEDV เป็นอันตรายมากต่อลูกหมู

ด้าน Gabriela Bucini นักวิจัยเเละหัวหน้าผู้ร่างรายงานการศึกษา กล่าวว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของหมูที่ติดเชื้อจะตายจากโรคนี้ เเละศาตราจารย์ Merrill กล่าวเสริมว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ต้องการทำงานในอุตสหกรรมเลี้ยงสุกรอีกต่อไป เพราะโรคท้องร้วงรุนแรงจากไวรัส PEDV เพราะทำใจยากมากที่ได้เห็นหมูจำนวนมากป่วยเเละตาย

ขณะที่เชื้อไวรัส PEDV ยังคงเป็นโรคที่คุกคามประชากรหมูในสหรัฐฯ จำนวนการติดเชื้อได้ลดลงตั้งเเค่ปี ค.ศ. 2013 ทีมนักวิจัยได้ให้เหตุผลของการติดเชื้อที่ลดลงว่าเป็นเพราะเกษตรกรเเละผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการต่างๆ ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร ได้ปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาทิ มีการทำความสะอาดฆ่าเชื้ออุปกรณ์ที่ใช้ เสื้อผ้าเเละรองเท้าที่อาจเป็นตัวนำเชื้อไปเเพร่ระบาดระหว่างฟาร์มได้

เห็นได้ชัดเจนว่าวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัยเหล่านี้มีความสำคัญในการป้องกันการเเพร่ระบาดของโรคที่เกิดกับหมู เเต่เท่าที่ผ่านมายังไม่มีวิธีวัดว่ามาตรการต่างๆ เหล่านี้ได้มีความสำคัญแค่ไหน

มาถึงตอนนี้ Bucini นักวิจัยเเละทีมงานได้ทดลองใช้วิดีโอเกมส์ในการวัดประสิทธิภาพของมารตรการเรื่องนี้

ในเกมส์หนึ่งที่ใช้ในการวิจัย ผู้เล่นต้องเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมูเเละพยายามทำงานให้เสร็จ ในขณะที่ต้องป้องกันหมูของตนไม่ให้ติดโรคไวรัสชนิดนี้ ผู้เล่นได้รับคำเตือนถึงความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเเละมีทางเลือกว่าจะปฏิบัติตามหรือจะจะเพิกเฉยข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาทิ ทำการฆ่าเชื้อเสื้อผ้าตอนเข้าเเละออกจากฟาร์ม การปฏิบัติตามมาตราการด้านความปลอดภัยช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อลง เพียงเเต่ต้องเสียเวลาที่มีค่าไปด้วย

Steve Dritz ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสุกรเเละศาสตราจารย์ภาควิชาสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคนซัส ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยกล่าวเเสดงความหวังว่า วิดีโอเกมส์ที่นักวิจัยใช้ทดลองอาจจะนำไปใช้ในการป้องกันการระบาดของโรคในปศุสัตว์ได้ในอนาคต

เขากล่าวว่า นี่จะเป็นเครื่องมือที่เเสนวิเศษ เพราะช่วยให้ค้นหาว่าอะไรเป็นปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้เพื่อป้องกันการระบาดของโรค เเละนี่เป็นวิธีการใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

ผลการวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers ด้านสัตวแพทย์ไปเมื่อเร็วๆนี้

(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 46 ครั้ง

ในอนาคต ความทรงจำคนเราอาจถูก "แฮก" ได้ เราจะป้องกันความเสี่ยงนั้นได้หรือเปล่า ?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, February 27, 2019
รายละเอียด: 

จะเป็นอย่างไรหากคนเราสามารถย้อนกลับไปดูเศษเสี้ยวความทรงจำจากช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ เหมือนที่เราเลื่อนดูรูปในอินสตาแกรม จะเป็นอย่างไร หากในโลกอนาคต แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงความทรงจำในหัวคุณและขู่ลบล้างข้อมูลทุกอย่างเพื่อรีดไถเงิน

นี่อาจจะฟังดูเกินจริง แต่โลกอนาคตที่ว่าอาจมาถึงเร็วกว่าที่คุณคิด

ผ่าสมอง

ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านประสาทวิทยา เราอาจสามารถปรับปรุงพัฒนาระบบความทรงจำของมนุษย์ได้เร็ว ๆ นี้ และอีกไม่กี่ทศวรรษ เราอาจสามารถปรับเปลี่ยน และเขียนความทรงจำในหัวเราขึ้นมาใหม่ได้

การผ่าตัดฝังอุปกรณ์พิเศษในสมองมีแนวโน้มจะกลายมาเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับศัลยแพทย์ทางประสาท

การผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (deep brain stimulation หรือ DBS) มีส่วนช่วยรักษาผู้ป่วยหลากหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นอาการสั่น โรคพาร์กินสัน หรือ โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ขณะนี้ มีผู้ป่วยที่รักษาด้วยเทคโนโลยีนี้แล้วราว 1.5 แสนคน ทั่วโลก

นอกจากนี้ เทคโนโลยีนี้ยังอาจทำให้สามารถควบคุมโรคเบาหวานและโรคอ้วนด้วยวิธีใหม่ ๆ ได้อีกด้วย

ขณะนี้ มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเตรียมนำเทคโนโลยีนี้ไปรักษาโรคซึมเศร้า โรคสมองเสื่อม โรคทูเร็ตต์ (ความผิดปกติของระบบประสาท ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการอย่างกล้ามเนื้อกระตุกซ้ำ ๆ กะพริบตาและทำเสียงออกมาโดยไม่สามารถควบคุมได้) รวมถึงอาการทางจิตประเภทอื่น ๆ

หน่วยงานค้นคว้าด้านเทคโนโลยีเพื่อการทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ The US Defense Advance Research Projects Agency (DARPA) มีโครงการพัฒนาระบบวงจรประสาทไร้สายเพื่อนำไปผ่าตัดปลูกฝังเพื่อช่วยฟื้นความทรงจำสำหรับทหารที่สมองได้รับบาดเจ็บ
ความทรงจำพิเศษ

ลอรี ไพครอฟต์ นักวิจัยประจำ Nuffield Department of Surgical Sciences ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด บอกว่า จะไม่แปลกใจเลย หากมีการผ่าตัดปลูกฝังเพื่อช่วยเสริมความทรงจำในเชิงพาณิชย์ภายเวลา 10 ปีข้างหน้า

ในอีก 20 ปี เทคโนโลยีอาจพัฒนาถึงขั้นที่สามารถจับและกระตุ้นสัญญาณที่ใช้ในการสร้างความทรงจำได้ ภายในกลางศตวรรษนี้ เราอาจจะสามารถควบคุมเปลี่ยนแปลงความทรงจำของเราก็ได้

แฮกความทรงจำ

อย่างไรก็ตาม ไพครอฟต์ บอกว่า อาจมีผลกระทบ "ร้ายแรง" มากหากอำนาจการควบคุมความทรงจำตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่ปรารถนาดี ลองจินตนาการว่าจะเป็นอย่างไร หากแฮกเกอร์สามารถเข้าไปตั้งค่าในสมองของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้ และสามารถควบคุมความคิดและการกระทำ และแม้กระทั่งทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นอัมพาตชั่วคราวได้

นอกจากนี้ แฮกเกอร์ยังอาจสามารถขู่ลบล้างความทรงจำของเหยื่อได้เพื่อรีดไถเงิน

หากนักวิจัยสามารถถอดรหัสและทำความเข้าใจสัญญาณประสาทในระบบความจำของเราได้ เราไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงอะไรบ้าง อาทิ แฮกเกอร์ต่างชาติอาจจะพยายามสืบค้นข่าวกรองด้วยการเจาะระบบข้อมูลของโรงพยาบาลทหารผ่านศึกในกรุงวอชิงตัน ดีซี

จากการทดลองในปี 2012 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สามารถรู้ถึงข้อมูลส่วนตัวอย่างเช่น บัตรธนาคารและรหัสผ่าน ด้วยการสังเกตการณ์คลื่นสมองของคนที่ใส่หูฟังสำหรับเล่นเกม

ควบคุมอดีต

ดิมิทรี กาลอฟ นักวิจัยจาก Kaspersky Lab บริษัทเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์ บอกว่า การแฮกสมอง และการปรับเปลี่ยนความทรงจำอย่างมุ่งร้าย เป็นเรื่องท้าทายต่อความปลอดภัยของคน และบางกรณีเป็นลักษณะที่ใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

นักวิจัยจาก Kaspersky และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ร่วมมือกันในโครงการที่มุ่งหาความเสี่ยง และวิธีการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาศัยเทคโนโลยีในลักษณะนี้ซึ่งกำลังพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ

รายงานการวิจัยของพวกเขาที่มีชื่อว่า "The Memory Market: Preparing for a future where cyberthreats target your past" ระบุว่า ด้วยระดับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งก้าวหน้าไปกว่าที่คนทั่วไปตระหนัก มีความขัดแย้งที่ชัดเจนระหว่างความปลอดภัยในเชิงสุขภาพและเชิงข้อมูลของคนไข้

รายงานฉบับนี้ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่เราจะจินตนาการถึงยุคที่รัฐบาลเผด็จการพยายามจะเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ด้วยการไปแทรกแซงความทรงจำของคน หรือแม้กระทั่งป้อนความจำใหม่ ๆ เข้าไปในสมองคน

นายกาลอฟ บอกว่า หากเรายอมรับว่าจะมีเทคโนโลยีในลักษณะแบบนี้ เราอาจสามารถควบคุมการกระทำของคนได้ หากคนประพฤติในทางที่เราไม่อยากให้พวกเขาทำ เราสามารถหยุดพวกเขาได้ด้วยการกระตุ้นสมองในส่วนที่ทำให้เกิดอารมณ์ในเชิงลบได้

ในทางเดียวกัน เราก็สามารถส่งเสริมพฤติกรรมต่าง ๆ ด้วยการกระตุ้นสมองในส่วนที่ทำให้เกิดความสุขได้

เจาะข้อมูล

การแฮกข้อมูลจากเครื่องมือทางการแพทย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อปี 2017 ทางการสหรัฐฯ เรียกคืน อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ช่วยให้อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้นและสม่ำเสมอ หรือ pacemaker 465,000 เครื่อง หลังจากพิจารณาว่าอุปกรณ์เหล่านี้เสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ระบุว่า ผู้ไม่ปรารถนาดีสามารถเข้าไปแทรกแซงเครื่องมือนี้ได้ โดยอาจปรับเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจคน หรือทำให้แบตเตอรีหมด ซึ่งทั้งสองกรณีอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ บอกว่า เมื่อเครื่องมือทางการแพทย์มีการเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเสี่ยงที่จะมีการโจมตีทางไซเบอร์ก็มีมากขึ้นตาม
การป้องกันทางไซเบอร์

เป็นเรื่องดีที่การออกแบบเครื่องมือจะสามารถลดความเสี่ยงส่วนมากได้ แต่นายกาลอฟ บอกว่ามาตรการการรักษาความปลอดภัยที่สุดคือการสอนให้แพทย์และคนไข้ระมัดระวัง อาทิ ตั้งรหัสผ่านที่มีความซับซ้อนสูง

ไพครอฟต์ ระบุว่า ในอนาคต การผ่าตัดปลูกฝังในสมองจะซับซ้อนขึ้น และถูกนำไปใช้รักษาอาการหลากหลายขึ้น และจะมีหลายปัจจัยที่ดึงดูดและทำให้การโจมตีทางไซเบอร์ง่ายขึ้น หากเราไม่พัฒนาวิธีแก้ปัญหาสำหรับการปลูกฝังสมองในรุ่นแรก ความปลอดภัยสำหรับผู้เข้ารับการผ่าตัดในรุ่นต่อ ๆ ไปก็จะน้อยลง และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจะทำให้ผู้โจมตีไซเบอร์จะมีความได้เปรียบมากกว่าเดิมอีก

Hits 72 ครั้ง

"เสื้อผ้า" อีกหนึ่งตัวช่วยป้องกันแสงแดด

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, November 8, 2018
รายละเอียด: 

การสวมใส่เสื้อผ้าในทุก ๆ วันของเราสามารถป้องกันผิวหนังจากรังสียูวีในแสงแดดได้ และเนื่องจากเสื้อผ้าในปัจจุบันนั้นมีมากมายหลายแบบและหลากหลายเนื้อผ้าให้เลือกตามความต้องการ ซึ่งทราบหรือไม่ว่าเนื้อผ้าแต่ละประเภทนั้นให้ความสามารถในการป้องกันรังสียูวีต่างกัน ครั้งนี้จึงขอรวบรวมปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในป้องกันรังสียูวีจากแสงแดดของเสื้อผ้ามาให้ทราบกัน

จากที่เกริ่นไว้ข้างต้น ผ้าแต่ละแบบมีความสามารถในการป้องกันรังสีแตกต่างกัน โดยค่าความสามารถในการป้องกันรังสียูวีของผ้าหรือสิ่งทอ (UPF หรือ Ultraviolet Protection Factor) วัดได้จากปริมาณรังสีที่ทะลุผ่านผ้ามายังผิวหนังของเรา เปรียบเทียบกับปริมาณรังสียูวีที่ฉายมายังผิวหนังโดยไม่มีสิ่งใดกั้นอยู่เลย ตัวอย่างเช่น ผ้าที่มีค่า UPF เท่ากับ 50 หมายถึง รังสียูวีสามารถทะลุผ่านผ้าชนิดนั้นได้เพียง 1 ใน 50 ส่วน นั่นคือสามารถป้องกันรังสียูวีได้ 98% ทั้งนี้ ค่า UPF ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่

1. ชนิดของเส้นใย: ผ้าพอลีเอสเตอร์ (polyester) ป้องกันรังสียูวีได้ดีที่สุด รองลงมาเป็นผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าไนลอนและเรยอน ตามลำดับ ส่วนผ้าลินิน ผ้าฝ้ายจะป้องกันรังสียูวีได้น้อยที่สุด อันเป็นผลมาจากโครงสร้างทางเคมีของเส้นใย
2. ความหนาแน่นของผืนผ้า: ผ้าที่มีความหนาแน่นมากย่อมป้องกันรังสียูวีได้ดี เช่น ผ้าหนาย่อมป้องกันรังสียูวีได้ดีกว่าผ้าบาง ในทำนองเดียวกัน ผ้าที่ถูกขึงตึงหรือเสื้อผ้าที่รัดแน่นรวมถึงผ้าที่มีรูพรุนมากจะป้องกันรังสียูวีได้น้อยลง
3. ความชื้น: ผ้าที่เปียกชื้นจะป้องกันรังสียูวีได้น้อยลง เพราะความชื้นทำให้ผ้าสะท้อนรังสียูวีได้ไม่ดี
4. สี: ผ้าที่มีสีเข้มจะดูดซับรังสียูวีไว้ได้มาก ทำให้ผ้าสีเข้มป้องกันรังสียูวีได้ดีกว่าผ้าสีอ่อน
5. กระบวนการทางสิ่งทออื่น ๆ เช่น ผ้าที่ผ่านการย้อมสีหรือพิมพ์ลายจะดูดซับรังสีได้ดีกว่าผ้าธรรมดา ผ้าดิบจะดูดซับรังสีได้ดีกว่าผ้าที่ผ่านการฟอกขาว เป็นต้น

ในปัจจุบันได้มีการพัฒนากระบวนการตกแต่งผ้าชนิดต่าง ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันรังสียูวีโดยตรง โดยการเติมสารช่วยดูดซับรังสียูวี (UV Absorber) เช่น Oxaldianilide, อนุพันธ์ของ Benzotriazole เป็นต้น ลงบนผืนผ้า ซึ่งมิได้จำกัดเพียงเสื้อผ้าที่เราสวมใส่เท่านั้น แต่รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ทำจากผ้าด้วย เช่น ร่ม หมวก ผ้าม่าน ฯลฯ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการป้องกันรังสียูวี ด้วยการเปลี่ยนรังสียูวีเป็นพลังงานความร้อนในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเส้นใย แต่เมื่อผ่านการซักและใช้งานไปในระยะหนึ่งประสิทธิภาพการป้องกันแสงแดดจะลดลง นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาผงซักฟอกที่ผสมสารดูดซับรังสียูวีซึ่งช่วยป้องกัน UVA ได้บางส่วนมาช่วยเสริมประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ผ้านั้นต้องผ่านการซัก 10-20 ครั้งจึงจะได้ผล

จากข้อมูลตามที่ได้กล่าวมานั้น แสดงให้เห็นถึงสมบัติการป้องกันรังสียูวีจากแสงแดดของเสื้อผ้า เพื่อเป็นข้อมูลและทางเลือกให้ผู้บริโภคนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันตามความสะดวกและเหมาะสม อันเป็นประโยชน์สูงสุดในการปกป้องตนเองจากรังสียูวีนอกเหนือจากการใช้ผลิตภัณฑ์สารกันแดด

ที่มา: http://www.aatcc.org/test/methods/test-method-183/
www.science.mju.ac.th/chemistry/download/a_kongdee/คอ362-บทที่%201%20การทำความสะอาด-2-57.pdf
www.doctor.or.th/article/detail/1895

เรียบเรียงโดย: ณัฐสุดา จันทร์พฤกษา

Hits 102 ครั้ง

10 เทรนด์ทำนายภัยมืด Cyber Security ปี 2018

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, February 27, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.it24hrs.com/2018/cybersecurity-predictions-2018/
รายละเอียด: 

เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อกับทุกสิ่ง Internet of Things หรือ IoT ยกตัวอย่างเช่นเช่น กล้องวงจรปิด สมาร์ตทีวี หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ก็เริ่มมีออกมาให้เห็นกัน แน่นอน ด้วยทุกสิ่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะเกิดการแฮกโจมตีโดยอาชญากรไซเบอร์ผ่านทางช่องโหว่ที่ขาดการป้องกัน ก็เริ่มมีแผนให้เห็นโดยเฉพาะการแฮกอุปกรณ์เหล่านี้

บริษัทผู้นำด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลกอย่าง Symantec ได้คาดการณ์ภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในปี 2018 ว่าอุปกรณ์ IoT และ Blockchain จะถูกจับตามองจากอาชญากรไซเบอร์ ทั้งยังระบุว่าอาชญากรจะใช้ AI และ Machine Learning เป็นเครื่องมือโจมตี และมีโอกาสที่เราจะได้เห็นการต่อสู้กันของ AI ฝั่งอาชญากรกับ AI ฝั่งความมั่นคงปลอดภัย

10 เทรนด์ทำนายภัยมืด Cyber Security ปี 2018

 

  1. เงินดิจิทัลเป็นเป้าโจมตี แม้ Blockchain จะมีการนำไปใช้ในด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากเรื่องเงินดิจิทัล แต่เรื่องเงินที่แลกเปลี่ยนบน Blockchain และกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์คือเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์ เหยื่อจะโดนหลอกให้ติดตั้งโปรแกรมขุดเหรียญในคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โมบาย และลักลอบนำพลังในการประมวลผลบนเครื่องที่ติดตั้งโปรแกรมไปใช้ในการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ที่มีความรุนแรงขึ้น
  2. AI และ Machine Learning จะถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตี โดยปกติแล้วเทคโนโลยี AI และ Machine Learning จะใช้ในการป้องกันและตรวจจับภัยคุกคาม แต่สถานการณ์นี้จะเปลี่ยนไปในปี 2561 เพราะกลุ่มอาชญากรไซเบอร์จะนำ AI และ Machine Learning มาประยุกต์ใช้ในการโจมตี และเป็นปีแรกที่เราจะเห็น AI ต่อสู้กับ AI ในบริบทของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยอาชญากรไซเบอร์จะใช้ AI ในการโจมตีและลอบแฝงเข้าไปในเครือข่ายของเหยื่อหลังจากสามารถเจาะเข้าสู่ระบบ ซึ่งโดยปกติจะต้องใช้เวลาและคนจำนวนมาก
  3. การโจมตี Supply Chain กลายเป็นกระแสหลัก การโจมตี Supply Chain ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นการโจมตีที่ได้ผลเสมอ เพราะโจมตีผ่านคู่ค้าหรือพาร์ตเนอร์องค์กร ปัจจุบันมีข้อมูลสำคัญและกระบวนการมากมายบน Supply Chain อาชญากรไซเบอร์อาจเจาะข้อมูลผ่านคู่ค้าเพราะง่ายกว่าการเจาะเข้าระบบบริษัทใหญ่โดยตรง
  4. มัลแวร์ไร้ไฟล์และที่เป็นลักษณะไฟล์ขนาดเล็กจะพุ่งสูงขึ้น ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมามีจำนวนมัลแวร์ไร้ไฟล์และมัลแวร์ที่เป็นลักษณะไฟล์ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โซลูชันที่สามารถที่จะระบุการโจมตียังมีจำกัด และไม่สามารถตรวจจับมัลแวร์ไร้ไฟล์ได้ในทันที ซึ่งจะกลายภัยคุกคามและพุ่งสูงขึ้นในปี 2561 นี้
  5. องค์กรจะยังคงวุ่นวายกับ Security ของ Software-as-a-Service (SaaS) เป็นปัญหาที่องค์กรต้องเจอต่อไปในปี 2018 เพราะส่วนใหญ่อาศัยเครื่องมือดิจิทัลเพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจในการทำ Digital Transformation และเคลื่อนย้ายข้อมูลไปไว้บนคลาวด์ ก่อให้เกิดความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัย เช่น การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล การควบคุมข้อมูล การติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้ และการเข้ารหัสข้อมูลระหว่างแอปพลิเคชัน SaaS นอกจากนี้ยังมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับใหม่ที่จะส่งผลทั่วโลก และมีผลกระทบที่สำคัญในแง่ของบทลงโทษและที่สำคัญกว่าคือความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กร
  6. องค์กรจะยังคงต่อสู้กับ Security ของ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) แม้ IaaS จะเปลี่ยนวิถีระบบการทำงานเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยเพิ่มความคล่องตัว ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม และความมั่นคงปลอดภัย แต่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลจำนวนมหาศาล และทำให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้ และเนื่องจากการควบคุมแบบเดิมไม่ได้เหมาะกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่บนระบบคลาวด์ การเพิกเฉยต่อการควบคุมแบบใหม่จะนำไปสู่การโจมตีมากขึ้นในปี 2561 ซึ่งจะทำให้องค์กรต้องดิ้นรนเปลี่ยนโปรแกรมด้านความมั่นคงปลอดภัยเพื่อให้ IaaS ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  7. โทรจันการเงินจะยังคงสร้างความเสียหายมากกว่ามัลแวร์เรียกค่าไถ่ โดยเปลี่ยนจากโจมตีบนคอมพิวเตอร์ มาโจมตีผ่านมือถือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันภัยน้อยกว่า ซึ่งคาดว่าจะทำให้คนร้ายแสวงหากำไรได้มากขึ้นและสร้างความเสียหายได้มากกว่ามัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware)
  8. อุปกรณ์เครื่องใช้ IoT ราคาแพงภายในบ้านจะถูกเรียกค่าไถ่ แฮกเกอร์กำลังขยายการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ไปสู่ IoT ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องใช้ราคาแพงภายในบ้านซึ่งเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตทีวี ของเล่นอัจฉริยะ หรืออุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ซึ่งผู้ใช้ไม่ได้ตระหนักในเรื่องนี้
  9. อุปกรณ์ IoT จะถูกยึดครองและใช้เป็นฐานในการโจมตี DDoS โดยใช้ประโยชน์จากการตั้งค่าความมั่นคงปลอดภัยที่ไม่เข้มงวดและขาดการจัดการที่เหมาะสมของอุปกรณ์ IoT ภายในบ้าน โดยสามารถใช้การโจมตีเข้าควบคุมอุปกรณ์ด้วยการป้อนเสียง ภาพ หรือข้อมูลปลอมอื่น ๆ เพื่อสั่งให้อุปกรณ์เหล่านั้นทำตามคำสั่งของอาชญากรโจมตีลักษณะ DDoS ส่งผลให้ระบบที่เป็นเป้าหมายให้บริการช้าลง หรือหยุดให้บริการ
  10. อุปกรณ์ IoT จะเปิดช่องทางเชื่อมต่ออย่างถาวรกับเน็ตเวิร์กภายในบ้าน จากการไม่ตระหนักถึงผลกระทบด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของอุปกรณ์ IoT ภายในบ้าน ละทิ้งการตั้งค่ามาตรฐาน และไม่อัปเดตซอฟต์แวร์สม่ำเสมอเหมือนการใช้คอมพิวเตอร์ การเปิดช่องทางอย่างถาวรคือ ไม่ว่าจะแก้ไขโดยการล้างเครื่องหรือปกป้องคอมพิวเตอร์เท่าไร ผู้โจมตีก็ยังสามารถเข้าถึงเน็ตเวิร์กและระบบต่าง ๆ ผ่านช่องทางลับที่ถูกสร้างไว้

Symantecได้เสนอคำแนะนำสำหรับบริษัทและองค์กรว่า

  • ให้นำ AI และ Machine Learning มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันภัยไซเบอร์
  • หาทางใช้เครื่องมือประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อตรวจจับมัลแวร์ไร้ไฟล์ได้
  • ต้องมียุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงปลอดภัย IoT ที่ชัดเจนหากองค์กรจะใช้อุปกรณ์ IoT มาเป็นส่วนหนึ่งในองค์กร
  • อบรมสร้างความตระหนักด้านภัยคุกคามเสมอ เช่น ลักษณะสำคัญของสแปม อีเมลที่ไม่ควรคลิก การจัดเก็บข้อมูลให้เหมาะสม ฯลฯ

การดูแลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นเรื่องที่ผู้ใช้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะผ่านสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือองค์กรต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญ รวมไปถึงติดตามความเคลื่อนไหวด้านเทคโนโลยีด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากภัยคุกคาม ซึ่งมีวิธีการแปลก ๆ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราจำเป็นต้องเรียนรู้และร่วมมือกันดูและป้องกัน เพื่อสร้างสังคมดิจิทัลที่มีความมั่นคงปลอดภัยมากที่สุด

Hits 549 ครั้ง

ประโยชน์ของมะละกอ ผลไม้เพื่อสุขภาพต้านโรคได้

วันที่: 
Tuesday, August 1, 2017

มะละกอ ผลไม้ที่สามารถทานได้ทั้งดิบและสุก สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงและต้านโรคร้ายได้อีกด้วย

แหล่งที่มา: 
http://women.sanook.com/59039/
ภาพประกอบ: 
ประโยชน์ของมะละกอ ผลไม้เพื่อสุขภาพต้านโรคได้
Subscribe to RSS - ป้องกัน