Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

พลาสติก

นักอนุรักษ์กู้ขยะพลาสติก 40 ตันจากแพขยะใหญ่ในมหาสมุทรแปซิฟิก

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, July 10, 2019
รายละเอียด: 

ทีมกะลาสีอาสาสมัครบนเรือสินค้าขนาด 43 เมตร เดินทางจากฮาวายไปยังใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อกอบกู้ขยะพลาสติกที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในทะเล และได้เดินทางกลับไปยังฮอลโนลูลูพร้อมขยะ 40 ตัน ส่วนใหญ่ของขยะที่เก็บได้เป็นชิ้นส่วนของอวนหาปลา

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเก็บกู้อวนหาปลาที่เป็นอันตรายต่อวาฬ เต่า ปลา และยังสร้างความเสียหายแก่ปะการังด้วย

ทีมอาสาสมัครทีมนี้ทำงานให้กับสถาบันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม Ocean Voyages Institute ที่ไม่หวังผลกำไร ที่ตั้งอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ได้กอบกู้อวนหาปลาเหล่านี้ออกจากมหาสมุทรบริเวณนี้ที่กระแสน้ำทะเลจากฮาวายกับแคลิฟอร์เนียมาบรรจบกัน

Mary Crowley ผู้ก่อตั้งกลุ่ม กล่าวว่า การกอบกู้ขยะครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของทีมงานที่ยาวนาน 25 วัน เรือสินค้าเดินทางกลับไปยังฮอนโนลูลูเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน มีการแยกขยะพลาสติกจากอวนหาปลาที่กอบกู้มา และนำไปบริจาคแก่ศิลปินท้องถิ่นหลายคนเพื่อนำไปแปรรูปเป็นงานศิลปะเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับมลพิษขยะพลาสติกในมหาสมุทร

ส่วนขยะที่เหลือถูกนำไปมอบให้โรงงานผลิตไฟฟ้าที่ปลอดจากควันเสีย โดยขยะจะถูกเผาเพื่อผลิตเป็นพลังงาน

Nick Mallos ผู้อำนายการของโครงการ Trash Free Seas Program แห่งหน่วยงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่หวังผลกำไร Ocean Conservancy ประมาณว่ามีอวนและอุปกรณ์หาปลาราว 600,000 ถึง 800,000 ตันถูกทิ้งลงทะเลหรือสูญหายไปในทะเลในช่วงเกิดมรสุมหลายครั้งทุกปี

บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า นอกจากนี้ยังมีขยะอีก 9 ล้านตันที่เป็นขยะพลาสติก ทั้งขวดพลาสติก ถุงพลาสติก ของเล่น และวัสดุอื่นๆ ที่ไหลลงไปในทะเลทุกปีจากชายทะเล แม่น้ำและลำธาร

สถาบัน Ocean Voyages Institute เป็นหนึ่งในสถาบันทั่วโลกที่พยายามจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกในทะเล ส่วนใหญ่เน้นทำความสะอาดชายหาดแห่งต่างๆ ด้วยการเก็บอวนหาปลา กับดักปลา และอุปกรณ์หาปลาอื่นๆ ที่มาเกยฝั่ง และพยายามผลักดันให้มีการลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แพขยะใหญ่ในมหาสมุทรแปซิฟิกมีขยะที่น่าจะมีน้ำหนักรวมทั้งหมด 7 ล้านตัน และมีความหนาจากผิวหน้าทะเลลงไปถึง 9 ฟุต แพขยะแห่งนี้ได้ชื่อว่า "วอร์เท็กซ์ขยะแปซิฟิก" ขยะพลาสติกเหล่านี้ส่วนใหญ่ไหลมาจากประเทศต่างๆ ในเอเชีย

แพขยะตั้งอยู่ระหว่างเกาะฮาวายกับแคลิฟอร์เนีย มองเห็นไม่ง่ายนักจากห้วงอวกาศเพราะกระจัดกระจายเป็นวงกว้าง

ทีมนักวิจัยจากโครงการ Ocean Cleanup กล่าวว่า แพขยะแปซิฟิกกินพื้นที่ 1 ล้าน 6 แสนตารางกิโลเมตร และการวิจัยหลายชื้นชี้ว่า แพขยะมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังพบว่ามีแพขยะคล้ายๆ กันนี้ลอยอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีชื่อว่า "แพขยะใหญ่แอตแลนติกเหนือ" ด้วย

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 11 ครั้ง

ความหน้ากลัวของ ไมโครพลาสติก

วันที่: 
Monday, June 17, 2019

ความน่ากลัวของ “ไมโครพลาสติก”
เบื้องต้นต้องทำความเข้าใจคุณสมบัติของไมโครพลาสติกก่อนว่า เมื่อไมโครพลาสติกลงสู่แหล่งน้ำ มันมีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษสารเคมีต่างๆ เช่น ดีดีที (Dichlorodiphenyl trichloroethane) และพีซีบี (Polychlorinated biphenyls) จำพวก ยาฆ่าแมลง กาว สี สารกันรั่วซึม และน้ำมันหล่อลื่น ฯลฯ ซึ่งสารเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพเรื้อรัง รวมไปถึงการรบกวนระบบฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงยีน และเป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งเจ้าไมโครพลาสติกตัวนี้มันสามารถเล็ดลอดผ่านตัวกรองในกระบวนการบำบัดน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและสามารถแพร่กระจายไปในท้องทะเลได้อย่างง่ายดาย แต่ในทางกลับกันนั้นการกำจัดหรือทำความสะอาดทำได้ยาก

วงจรการเกิดไมโครพลาสติก
เมื่อไมโครพลาสติกลงสู่แหล่งน้ำจะลอยอยู่เหนือผิวน้ำ (เพราะมีความหนาแน่นต่ำ) ทำให้ปะปนไปกับแพลงก์ตอนที่เป็นอาหารของสัตว์น้ำ ซึ่งทำให้สามารถพบไมโครพลาสติกในกระเพาะของสัตว์น้ำหลายชนิดได้ อาทิ ปลา หอย เต่า แมวน้ำ เม่นทะเล ไส้เดือนทะเล เป็นต้น เรียกได้ว่าปรากฏในห่วงโซ่อาหาร พบได้ตั้งแต่แพลงก์ตอนสัตว์ไปจนถึงวาฬเลยทีเดียว ผลกระทบต่อสัตว์ที่ได้รับไมโครพลาสติกซึ่งดูดซับสารพิษเข้าไปในร่างกายพบหลักฐานมากมายทั้งในระดับเซลล์และเนื้อเยื่อ เช่น การทำลายเนื้อเยื่อหลอดเลือด ผลกระทบต่อระบบหัวใจ ความเป็นพิษต่อตับ รวมไปถึงสารพิษที่ทำให้ต่อมไร้ท่อเปลี่ยนระดับฮอร์โมนเพิ่มอัตราการเกิดโรคบางอย่างและก่อให้เกิดปัญหาการสืบพันธุ์และการเสียชีวิต ในความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่กินต่อกันเป็นทอดๆ ทำให้ไมโครพลาสติกระจายตามลำดับการกินตามห่วงโซ่อาหาร โดยมีมนุษย์อยู่ปลายทางการบริโภคสัตว์น้ำที่ได้รับการปนเปื้อนไมโครพลาสติกเหล่านี้อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่พบการศึกษาวิจัยออกมายืนยันชัดเจนถึงผลกระทบการบริโภคอาหารที่มีปนเปื้อนไมโครพลาสติกต่อมนุษย์ แต่กระบวนการย่อยสลายก็ไม่อาจทำได้ รวมถึงการสะสมสารพิษในร่างกายย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เหล่านักวิจัยกำลังให้ความสำคัญ ความสนใจ และพยายามศึกษาในประเด็นผลกระทบต่อไป

แพลงก์ตอน
แพลงก์ตอน (อังกฤษ: plankton) มาจากคำว่า πλανκτος ("planktos") ในภาษากรีกแปลว่า wanderer หรือผู้ท่องเที่ยวไปโดยไร้จุดหมาย คือสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์ที่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ไม่สามารถว่ายน้ำไปยังทิศทางที่ต้องการอย่างอิสระ

ประเภทของแพลงก์ตอน
1. แพลงก์ตอนพืช (อังกฤษ: Phytoplankton มาจากคำว่า phyton ในภาษากรีกแปลว่า พืช) คือ น้ำสีเขียว แพลงก์ตอนเป็นพืชเซลล์เดียว เป็นสาหร่ายชนิดหนึ่ง พวกนี้สามารถสร้างอาหารเองได้ คือสาหร่ายต่างๆ เช่น ไดอะตอม และสาหร่ายเปลวไฟ ในน้ำทุกชนิดมีแพลงก์ตอนชนิดนี้อาศัยอยู่
2. แพลงก์ตอนสัตว์ (อังกฤษ: Zooplankton มาจากคำว่า zoon ในภาษากรีกแปลว่า สัตว์ ) คือโพรทิสต์พวกโพรโทซัว แมงกะพรุน หวีวุ้น ตัวอ่อนของสัตว์หลายชนิด เช่น กุ้ง ปู กั้ง หอย ปลาบางชนิด พวกจุลินทรีย์ พวกบาซิลัสเป็นต้น

แหล่งที่มา: 
https://www.seub.or.th/bloging/สถานการณ์/ขยะ-ระเบิดเวลาสิ่งแวดล/
ภาพประกอบ: 

ประเทศอื่นลดการใช้พลาสติกอย่างไร

วันที่: 
Saturday, June 8, 2019

ในวันที่พลาสติกเป็นภาระต่อโลกและมวลมนุษยชาติ
เรามาดูวิธีแก้ปัญหาของแต่ละประเทศทั่วโลกกัน
 
ไอร์แลนด์ (Ireland) : ประเทศแรกของยุโรปที่บุกเบิกเก็บภาษีถุงถลาสติก
 
เดนมาร์ก (Denmark) : มีการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก และระบบมัดจำค่าขวด ค่าพลาสติก ที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเวลาซื้อสินค้า และจะได้คืนเมื่อนำกลับมายังจุดรับนั่นเอง
 
เยอรมนี (Germany) : นำร่องลดขยะขวดพลาสติกด้วยขวดชนิดที่ใช้ซ้ำได้
 
สวีเดน (Sweden) : มีระบบมัดจำขวดและพลาสติก และสามารถนำขยะมารีไซเคิลได้ จนเกิดสภาวะขยะขาดแคลน
 
สหรัฐอเมริกา (USA) : ยังไม่มีการห้ามหรือเก็บพลาสติกกันอย่างเป็นทางการ มีเพียงบางรัฐที่จัดการมาตรการนี้กันเอง
 
จีน (China) : สั่งห้ามร้านค้าแจกถุงพลาสติกที่บางกว่า 0.25 มิลลิเมตร
 
ออสเตรเลีย (Australia) : สั่งห้ามใช้พลาสติกที่บางกว่า 35 ไมครอน
 
สหราชอาณาจักร (UK) : เริ่มเก็บภาษีพลาสติก และกำลังจะมีนโยบายงดใช้หลอดพลาสติกในอนาคต
 
ในประเทศไทย ก็ได้เริ่มมีการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก โดยเกิดจากการจับมือของเอกชน เช่น การรณรงค์ไม่รับถุงในร้านสะดวกซื้อ หรือการงดแจกถุงพลาสติกทุกวันที่ 4 ของเดือน หรือที่เห็นกันชัดๆ เลยคือ การงดแจกถุงพลาสติกในห้างสรรพสินค้า IKEA ที่ทำให้หลายคนต้องนำถุงกันมาเองนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://thematter.co/pulse/plastic-policy-in-other-country/53099
ภาพประกอบ: 

"ขยะ" ระเบิดเวลาสิ่งแวดล้อม

วันที่: 
Friday, May 24, 2019

“ภัยร้ายที่ย้อนกลับมาสู่มนุษย์ในไม่ช้า” และ “แค่ทิ้งขยะคนละชิ้น มหาสมุทรก็สิ้นแล้ว” เป็นคำนิยามที่หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร คุณอรยุพา สังขะมาน ได้ให้ไว้เมื่อเอ่ยถึงสถานการณ์ขยะในแผนพับสถานการณ์ป่าไม้ไทย ประจำปี พ.ศ. 2559-2560

เพราะปัญหาขยะที่ค่อยๆ พอกพูนขึ้น กำลังส่งผลกระทบต่อสรรพชีวิตทั้งหมด เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และควรให้ความสนใจ สร้างความเข้าใจ ต่อขยะทุกชิ้นที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของเราทุกคน ดังเช่นที่ปรากฎปัญหาการสะสมของขยะพลาสติกในท้องทะเล สิ่งนี้เปรียบเสมือนการนับถอยหลังระเบิดเวลาที่ผลกระทบต่างๆ จะย้อนกลับมาสู่มนุษย์ในที่สุด

องค์กรอนุรักษ์ท้องทะเล (Ocean Conservancy) ได้จัดอันดับชนิดของขยะที่พบปริมาณมากที่สุดในรอบ 25 ปี และตีพิมพ์ในรายงาน Talking Trash: 25 years of actions for ocean ซึ่งทั้ง 10 อันดับแรกนี้มีขยะจำนวนทั้งสิ้น 132,077,087 ชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 80 จากขยะทั่วโลกที่มีจำนวน 166,144,420 ชิ้น) อันประกอบไปด้วย

1. ก้นบุหรี่ 52.90 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 32)
2. ห่อ/ซอง พลาสติก 14.76 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 9)
3. ฝาขวดพลาสติก 13.58 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 8)
4. ภาชนะบรรจุอาหาร 10.11 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 6)
5. ขวดพลาสติก 9.54 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 6)
6. ถุงพลาสติก 7.82 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 5)
7. ขวดแก้ว 7.06 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 4)
8. กระป๋องเครื่องดื่ม 6.75 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 4)
9. หลอด 6.26 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 4)
10. เชือก 3.25 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 2)

และเป็นที่น่าสนใจว่าประเทศผู้ปล่อยขยะลงมหาสมุทรมากที่สุดในโลก (จัดอันดับโดยองค์กรอนุรักษ์ท้องทะเลร่วมกับ McKinsey Center of business and Environment) ระบุว่า ขยะร้อยละ 60 มีแหล่งที่มาจากทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ประเทศเวียดนาม และประเทศไทยของเรา ซึ่งขยับจากอันดับที่ 6 มาเป็นอันดับที่ 5 แทนประเทศศรีลังกาในการจัดอันดับก่อนหน้า

มีการประมาณการว่าภายในปี 2568 มหาสมุทรจะมีปริมาณขยะพลาสติก 1 ตันต่อปริมาณปลาทะเล 3 ตันซึ่งพลาสติกที่ปรากฏอยู่ในมหาสมุทรนั้นมีตั้งแต่พลาสติกขนาดจิ๋วและขยะทั่วไปดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นโดยขยะเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระบบนิเวศตลอดจนห่วงโซ่อาหารทั้งมหาสมุทรทั่วโลกอย่างมหาศาล

ฐานข้อมูลขยะทะเลจากกรมทรัพยากรทางทะเล ในปี 2558 ได้เผยแพร่ข้อมูลซึ่งอ้างอิงจากผลการสำรวจประเมินจากภาพรวมปริมาณขยะมูลฝอยของประเทศ ในปี 2558 ซึ่งมีจำนวนขยะประมาณ 26.85 ล้านตันต่อปี หรือคิดเฉลี่ยเป็นคนหนึ่งคนจะผลิตขยะในปริมาณ 1.13 กิโลกรัมต่อวัน โดยแบ่งชนิดของขยะที่พบได้ตามลำดับดังต่อไปนี้

(1) ถุงพลาสติก ร้อยละ 13 (2) หลอด ร้อยละ 10 (3) ฝาพลาสติก ร้อยละ 8 (4) ภาชนะบรรจุอาหาร ร้อยละ 8 (5) เชือก ร้อยละ 6 (6) ก้นบุหรี่ ร้อยละ 5 (7) กระป๋อง ร้อยละ 5 (8) กระดาษ ร้อยละ 5 (9) โฟม ร้อยละ 5 (10) ขวดแก้ว ร้อยละ 5

จากการสำรวจประเมินโดยทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยจอร์เจีย พบว่าประมาณร้อยละ 10 ของขยะที่ตกค้างเนื่องจากจัดการไม่ถูกวิธีจะไหลลงทะเล ซึ่งนั่นหมายถึงมีขยะไหลลงทะเลปีละประมาณ 50,000-60,000 ตันต่อปี ซึ่งประเมินว่าในแต่ละปีจะมีปริมาณขยะพลาสติกในทะเลประมาณ 50,000 ตัน หรือ 750 ล้านชิ้น

และในปีต่อมา (2559) คนไทยผลิตขยะเพิ่มขึ้นรวมเป็น 27.06 ล้านตัน หรือคิดเฉลี่ยเป็นคนหนึ่งคนจะผลิตขยะในปริมาณ 1.14 กิโลกรัมต่อวัน โดยกรมควบคุมมลพิษปีเดียวกันนี้ให้ข้อมูลแบ่งประเภทขยะภายในประเทศไทยเป็น 4 ประเภท ได้แก่

1. ขยะภายในประเทศไทยได้ถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์ คิดเป็นร้อยละ 16
2. ขยะที่ถูกกำจัดอย่างถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 26
3. ขยะสะสมขาดการจัดเก็บ คิดเป็นร้อยละ 27
4. ขยะที่กำจัดไม่ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 31

ซึ่งในส่วนของขยะข้อ 3 และ 4 นั้น จะเป็นส่วนหนึ่งของขยะที่ถูกพัดหรือชะลงแหล่งน้ำและทะเล โดยคาดการณ์ว่าในปี 2560 นี้จะมีขยะที่ถูกปล่อยลงทะเลในปริมาณ 2.83 ล้านตัน
ในขณะที่ขยะเหล่านี้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้สัตว์ทะเลหายากตายจากการกินขยะและเศษเครื่องมือทำประมงเฉลี่ย 300 ตัวต่อปี

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี ขณะที่ดำรงตำแหน่งผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเล (ทช.) ได้แบ่งสาเหตุการตายของสัตว์ทะเลหายากว่า โลมาและวาฬกินขยะร้อยละ 60 ส่วนเต่าพบปัญหาขยะในทะเลติดพันขาและลำตัวสูงถึงร้อยละ 70

ขณะเดียวกันภัยร้ายที่คืบคลานมาอย่างเงียบเชียบแต่สร้างผลกระทบและไปสะสมในระบบนิเวศทางทะเล นั่นคือ “พลาสติกขนาดจิ๋ว”

“พลาสติกขนาดจิ๋ว” หรือ “ไมโครพลาสติก” คือพลาสติกที่มีขนาด 1 นาโนเมตรถึง 5 มิลลิเมตร (ขนาดไม่เกินเมล็ดข้าว) เกิดจากขยะพลาสติกในแหล่งน้ำสลายตัวจากผลกระทบของคลื่นและแสงอาทิตย์กลายเป็นเศษพลาสติก กระทั่งลดขนาดลงเรื่อยๆ เป็นพลาสติกขนาดจิ๋วที่เราเรียกกันว่า “ไมโครพลาสติก”

แหล่งที่มา: 
https://www.seub.or.th/bloging/สถานการณ์/ขยะ-ระเบิดเวลาสิ่งแวดล/
ภาพประกอบ: 

อย่าเมินเฉย! ปัญหาขยะ 6 วิธี ช่วยลดขยะ ที่ทุกคนทำได้ง่ายๆ

วันที่: 
Wednesday, May 15, 2019

6 วิธีช่วยลดขยะ ที่ทุกคนทำได้ง่ายๆ
1. เลิก / ลด การใช้ถุงพลาสติก
ลองคิดดูนะว่าใน 1 วันคุณใช้ถุงพลาสติกไปแล้วกี่ใบ และถุงพลาสติกใช้เวลากี่ปีในการย่อยสลาย ง่ายๆ แค่หันมาใช้ถุงผ้า แต่ถ้าบางคนที่ไม่ถนัดพกถุงผ้า แนะนำให้ใช้ถุงพลาสติกซ้ำอย่างน้อยก็ช่วยลดขยะไปได้ และในซุปเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งถ้านำถุงผ้าไปเองยังได้แต้มเพิ่มอีก มีแต่คุ้มกับคุ้ม
2. เลิกใช้หลอดพลาสติก
หลายๆ คนมองข้ามเรื่องหลอดพลาสติก เพราะคิดว่าเป็นขยะชิ้นเล็กๆ เอง ไม่เป็นอะไรหรอก แต่รู้ไหมว่า หลอดพลาสติกเป็นขยะที่พบเยอะเป็นลำดับต้นๆ เลยนะ ลองไม่ใช้หลอด หรือใครติดการใช้หลอดก็ลองซื้อหลอดสแตนเลสมาใช้ดูนะ แต่อย่าลืมดูแลเรื่องความสะอาดด้วยล่ะ
3. ซื้อของขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
ซื้อของที่ขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เช่น จากที่เคยซื้อโลชั่นขวดเล็กๆ ลองซื้อขนาดที่ใหญ่กว่าเดิม ลดขยะไปได้อย่างน้อย 1 ชื้นเลยนะ แถมบางทีถ้าเทียบขนาดกับราคาแล้วยังถูกกว่าอีกด้วย
4. พกขวด หรือแก้ว
ต้องยอมรับว่าเดี๋ยวนี้มีแก้วน้ำ หรือขวดน้ำลายน่ารักๆ น่าพกเยอะไปหมดเลย บางอันสามารถเก็บความเย็นได้ดีมากๆ อีกด้วย ลองกรอกน้ำใส่ขวดพกไปโรงเรียน ไปมหาวิทยาลัย ไปที่ทำงาน หรือพกไปร้านกาแฟ ถือเก๋ๆ แล้วยังได้ส่วนลดในบางร้านด้วยนะถ้านำแก้วไปเอง
5. พกกล่อง / ปิ่นโต
ลองหาซื้อกล่องดีๆ น่ารักๆ เอาไว้ซื้อกับข้าวกลับบ้านแทนการใช้กล่องโฟม เพราะกล่องโฟมย่อยสลายยากและยังไม่ดีต่อสุขภาพ อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งอีกด้วย
6. DIY
วันไหนว่างๆ เบื่อๆ ลองหยิบขวดน้ำ หรืออะไรที่ไม่ใช้แล้ว เช่น เสื้อผ้า มาประดิษฐ์ทำให้มีประโยชน์ขึ้นมาใหม่ ถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียอวดคนอื่นได้อีกด้วยนะว่าอันนี้ชั้นทำเองแหละแก

แหล่งที่มา: 
https://lifestyle.campus-star.com/scoop/119271.html
ภาพประกอบ: 

อันตรายจากขยะพลาสติก

วันที่: 
Wednesday, February 6, 2019

ขยะพลาสติก...เรื่องเล็กๆ ที่เป็นอันตรายต่อโลก หลายๆ คนอาจจะคิดว่าแค่พลาสติกมันจะอะไรนักหนา ลองอ่านเรื่องนี้ดูครับ
 
ไมโครพลาสติก (Microplastic) และ นาโนพลาสติก (Nano-Plastic) คือชิ้นส่วนของพลาสติกที่เล็กมากๆ จนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และมักหลุดรอดไปจากระบบการย่อยสลายพลาสติก ละอองพลาสติกเหล่านี้ที่อาจเป็นภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวงของมนุษยชาติ
 
ประเทศไทยใช้ถุงพลาสติก 8 ใบต่อคนต่อวัน เพียงแค่กรุงเทพฯ แห่งเดียวใช้ถุงพลาสติกไม่ต่ำกว่า 500 ล้านถุงต่อสัปดาห์ และในหนึ่งปี คนกรุงเทพฯ ใช้ประมาณ 26,000 ล้านถุงเลยทีเดียว
 
ประเทศไทยมีขยะประมาณ 27 ล้านตันต่อปี จัดการกำจัด ฝังกลบ และเผาได้เพียง 2 ใน 3 ที่เหลือค้างสะสม มีการประเมินว่าขยะเหล่านี้ไหลลงทะเลไม่ต่ำกว่า 60,000 ตันต่อปีและส่วนหนึ่งในนี้คือพลาสติกที่ไปทำลายระบบนิเวศน์และสัตว์น้ำ
 
เท่านี้ทุกคนก็พอจะจินตนาการออกแล้วใช่ไหมครับ ว่าแค่ประเทศไทยประเทศเดียวยังส่งผลขนาดนี้ ทั่วทั้งโลกจะประสบปัญหาที่มาจากพลาสติกขนาดไหน...การแก้ปัญหาเรื่องนี้สามารถทำได้ง่ายที่สุด คือ การลดใช้ถุงพลาสติกในชีวิตระจำวัน เช่น นำถุงผ้าไปจ่ายตลาด หรืองดรับถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อต่างๆ นั่นเองครับ เรามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อลดปัญหาพลาสติกล้นโลกกันครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://thaipublica.org/2018/09/varakorn-263/
ภาพประกอบ: 

ฟักตัวลูกเจี๊ยบได้ โดยไม่ต้องมีเปลือกไข่

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, October 31, 2018
รายละเอียด: 

การทดลองที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา กลายเป็นกระแสข่าววิทยาศาสตร์ที่ฮือฮา เกิดจากคลิปวิดีโอสั้นๆมีความยาวประมาณ 3 นาทีกว่าๆ (ลองชมดูคลิปการทดลองที่ด้านล่างนี้ เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น) ซึ่งมีการส่งต่อกันอย่างแพร่หลายให้ชมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ถือว่าเป็นการฟักตัวลูกเจี๊ยบได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีเปลือกไข่ ในรายการโชว์ทางโทรทัศน์ของประเทศญี่ปุ่น โดยมีครูสอนวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นกำลังสอนวิธีทดลองเพาะเลี้ยงลูกเจี๊ยบในพลาสติกใสบางๆ ให้กลุ่มเด็กนักเรียนผู้หญิงวัยรุ่นหลายคนทำการทดลองนี้ในห้องเรียน มีการใช้อุปกรณ์ง่ายๆเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ไข่ไก่, แก้วน้ำพลาสติกใส, สารเคมีที่ต้องเตรียม, อุปกรณ์พลาสติกหรือทำจากไม้ก็ได้ที่เป็นรูปทรงไข่ครึ่งใบ, ก้อนสำลี, ฟิล์มพลาสติกบางใส, หัวแร้งไฟฟ้า, ฝาครอบทำจากพลาสติกใส, และตู้ฟักไข่ เริ่มต้นการทดลองจากมีนำแก้วน้ำพลาสติกใส ซึ่งทำมาจากพลาสติกชนิดพอลีสไตรีน (polystylene) เติมสารเคมีที่ชื่อ เบนซาลโคเนียมคลอไรด์ (benzalkonium chloride) ซึ่งมักใช้เป็นส่วนผสมของยาหรือสบู่ฆ่าเชื้อโรค มีความเข้มข้น 0.01% ปริมาณ 40 มิลลิลิตรลงไปในแก้วพลาสติกใสใบนี้ แล้วเจาะรูขนาด 1 - 1.5 เซนติเมตรและอุดด้วยก้อนลำลีปั้นเป็นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 3 - 4 เซนติเมตร สูงจากก้นแก้วพลาสติกใบนี้ราว 2 เซนติเมตร ขั้นตอนต่อมาจึงนำฟิล์มพลาสติกใสบางๆชนิดที่เรียกชื่อว่า พอลีเมทิลเพนทีน (polymethylpentene) มาดึงขึงบนอุปกรณ์พลาสติกที่เป็นทรงรูปไข่ครึ่งใบ เพื่อยืดดึงฟิล์มพลาสติกใสนี้ให้บางลงอีก จึงนำมาพลาสติกใสนั้นใส่หย่อนเป็นถุงครอบปากแก้วน้ำพลาสติกใส จากนั้นจึงนำไข่ไก่ที่เช็ดทำความสะอาดเปลือกด้วยแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค ตอกไข่ใส่ลงในฟิล์มพลาสติกใสนี้ แล้วใช้หัวแร้งไฟฟ้าที่ร้อนมาเจาะรูขนาดเล็กโดยรอบๆข้างในฟิล์มพลาสติกบางใสนี้ ขนาด 5 – 8 มิลลิเมตร ราว 10 รู เพื่อระบายอากาศ (ปกติแล้ว หัวแร้งไฟฟ้าจะใช้เป็นอุปกรณ์ใช้เชื่อมบัดกรีเส้นตะกั่วในวงจรไฟฟ้า และวงจรอิเล็กทรอนิกส์) จากนั้นใส่ผงแคลเซียมแลคเตทเพนทาไฮเดรต (calcium lactate pentahydrate) ปริมาณ 250 - 300 มิลลิกรัม เจือจางด้วยน้ำกลั่นปริมาณ 2.5 - 3 มิลลิลิตร จึงปิดปากแก้วใบนี้ด้วยฝาครอบพลาสติกใส แล้วนำแก้วน้ำพลาสติกใบดังกล่าวใส่เข้าไปในตู้ฟักไข่ซึ่งต้องมีการควบคุมอุณหภูมิตามที่กำหนด ต่อมาในตอนท้ายของวิดีโอคลิปนี้จะเผยให้เห็นลูกเจี๊ยบที่กำลังฟักตัวออกมา จนมันเดินและวิ่งได้ในที่สุด ใช้เวลาในการทดลองประมาณ 21 วัน ถึงแม้ว่าลูกเจี๊ยบที่เกิดจากการทดลองในครั้งนี้จะไม่ได้เกิดมาในเปลือกไข่ แต่มันก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนลูกเจี๊ยบโดยปกติทั่วไป อย่างไรก็ดียังมีรายละเอียดปลีกย่อยในการทดลองนี้อีก ถ้ามีใครสนใจลองศึกษาเพิ่มเติมตามเอกสารงานวิจัยตามข้อมูลด้านล่าง เพื่อที่อยากจะประสบความสำเร็จในการทดลองเพาะเลี้ยงหรือฟักตัวลูกเจี๊ยบแบบไม่ต้องมีเปลือกไข่
การทดลองฟักลูกเจี๊ยบโดยไร้เปลือกไข่เชิงความคิดสร้างสรรค์นี้ นำมาจากงานวิจัยที่เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2557 เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น 2 ท่าน คือ คุณยูทากะ ทาฮารา (Yutaka Tahara) และคุณคัทสึยะ โอบารา (Katsuya Obara) จากงานวิจัยในวารสารโพลทรี ไซแอนซ์ (Poultry Science) ที่มีชื่องานวิจัยว่า ระบบเพาะเลี้ยงไร้เปลือกไข่แบบใหม่สำหรับตัวอ่อนของไก่ โดยใช้ฟิล์มพลาสติกใสบางๆเป็นภาชนะในการเพาะเลี้ยง (A Novel Shell-less Culture System for Chick Embryos Using a Plastic Film as Culture Vessels) ซึ่งเอกสารงานวิจัยชุดนี้ได้อธิบายถึงวิธีการฟักไข่ไก่แบบไร้เปลือกอย่างละเอียดทุกขั้นตอน
แม้ว่าจะมีการคิดค้นวิธีฟักตัวลูกเจี๊ยบนอกเปลือกไข่มานานหลายปีแล้วก็ตาม จากนักวิจัยในประเทศอื่นอีกหลายๆท่านมาก่อนหน้านี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 โดยมักมีการตั้งชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป ตามแต่จะตั้งชื่อในภาษาอังกฤษ เช่น chick-in-plastic (ลูกเจี๊ยบในพลาสติก), chick-in-a-cup (ลูกเจี๊ยบในถ้วย) และ the omelette lab (ห้องทดลองตอกไข่เจียว) แต่ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงแรกๆ จนได้พัฒนาวิธีการวิจัยที่แตกต่างกัน และเกิดผลสำเร็จในที่สุด

เรียบเรียงโดย ดร. สุเมธ อาวสกุลสุทธิ
เอกสารอ้างอิง
1. Bell, S. C. (2016). Can You Grow a Chicken in an Egg Without a Shell? [online]. Available from: http://www.huffingtonpost.com/sarah-bell-2/can-you-grow-a-chicken-in_b_1... (7 June 2016).
2. Datar, S. and Bhonde, R. R. (2005). Shell-Less Chick Embryo Culture as an Alternative in vitro Model to Investigate Glucose-Induced Malformations in Mammalian Embryos. Rev Diabet Stud, 2(4), 221–227. Available from: http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1783564/ (7 June 2016).
3. Tahara, Y. and Obara, K. (2014). A Novel Shell-less Culture System for Chick Embryos Using a Plastic Film as Culture Vessels. The Journal of Poultry Science, 51(3), 307-312 Available from: https://www.jstage.jst.go.jp/article/jpsa/51/3/51_0130043/_article (7 June 2016).

Hits 60 ครั้ง

เหตุผล 8 ข้อที่มนุษย์หลงรักพลาสติกตัวร้าย

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, July 10, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-44537467
รายละเอียด: 

ขยะพลาสติกจำนวนมากถูกทิ้งลงสู่มหาสมุทร

ปัญหาขยะพลาสติกล้นโลกที่ก่อมลภาวะไปทุกแห่งในขณะนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามาจากความนิยมชมชอบที่มีมานานนับศตวรรษของมนุษย์ส่วนใหญ่ ซึ่งพากันติดอกติดใจวัสดุใช้งานง่าย ราคาถูก มีน้ำหนักเบา ทั้งปรับเปลี่ยนเป็นสิ่งของได้หลายรูปแบบอย่างพลาสติกนั่นเอง

พลาสติกเริ่มเป็นที่นิยมตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่เราเดินทางมาถึงจุดที่ใช้พลาสติกกันเกินพอดีได้อย่างไร ? เหตุผลที่ทำให้ผู้คนพากันหลงใหลวัสดุอย่างพลาสติกมีอย่างน้อย 8 ข้อดังต่อไปนี้

1. พลาสติกถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกเพื่อทดแทนงาช้าง
ในปี 1863 เกิดภาวะขาดแคลนงาช้างอย่างหนัก ทำให้บริษัทผู้ผลิตลูกบิลเลียดของสหรัฐฯที่ใช้งาช้างเป็นวัตถุดิบ ประกาศจะให้รางวัลแก่ผู้ที่คิดค้นวัสดุทดแทนได้สำเร็จ ทำให้นายจอห์น เวสลีย์ ไฮแอต นักประดิษฐ์มือสมัครเล่น ทดลองใช้ใยฝ้ายและกรดไนตริกสังเคราะห์ "เซลลูลอยด์" (Celluloid) ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดแรกขึ้น

แม้เซลลูลอยด์จะนำมาใช้ผลิตลูกบิลเลียดได้คุณภาพไม่สู้ดีนัก แต่หลังจากนั้นก็มีการค้นพบประโยชน์นับพันอย่างของวัสดุชนิดใหม่นี้ติดตามมา ทำให้ทั่วโลกมีการใช้งานพลาสติกกันกว้างขวางขึ้น

2. พลาสติกทำให้เราได้ชมภาพยนตร์
แม้ฟิล์มภาพยนตร์ที่ผลิตขึ้นครั้งแรกจะทำมาจากกระดาษ แต่ความเหนียวและแข็งแกร่งของเซลลูลอยด์มีความเหมาะสมต่อการใช้งานด้านนี้มากยิ่งกว่า พลาสติกชนิดที่ติดไฟได้ถูกนำมาขึ้นรูปให้เป็นแถบยาวและเคลือบสารเคมีที่ทำปฏิกิริยากับแสงเอาไว้ นับว่าเซลลูลอยด์เป็นพลาสติกที่ขับเคลื่อนวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดให้เติบโตในเวลาที่เหมาะเจาะทีเดียว

เซลลูลอยด์เป็นพลาสติกที่ขับเคลื่อนวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดให้เติบโต

3. เบกาไลต์ (Bakelite) พลาสติกอเนกประสงค์
ในปี 1907 มีการคิดค้นพลาสติกที่มีประโยชน์ใช้สอยได้หลายพันรูปแบบ และถูกนำมาผลิตเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากในเวลาต่อมา ซึ่งก็คือเบกาไลต์หรือเบกไลต์นั่นเอง

เบกาไลต์เป็นชื่อการค้าของสารฟีนอลฟอร์มัลดีไฮด์เรซิน ซึ่งจะแข็งตัวเมื่อร้อน เบกาไลต์มีสีน้ำตาลเข้ม เนื้อแข็งแต่เปราะแตกง่าย มีคุณสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้า ทำให้มีการนำมาผลิตเป็นโคมไฟ ปลั๊กไฟ และเต้าเสียบอย่างแพร่หลาย

4. พลาสติกขับเคลื่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
ในช่วงทศวรรษที่ 1930 และ 1940 นักปิโตรเคมีได้คิดค้นพลาสติกชนิดใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย ซึ่งรวมถึงพลาสติกยอดนิยมอย่างพอลิเอทิลีน (Polyethylene - PE) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในสงครามโลกครั้งที่สองด้วย

พอลิเอทิลีนถูกใช้เป็นฉนวนหุ้มสายไฟฟ้ายาวในระบบเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งระบบนี้ช่วยคุ้มกันกองเรือลำเลียงของสหราชอาณาจักรในมหาสมุทรแอตแลนติก และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อผลแพ้ชนะในการรบ

พลาสติกชนิดอื่นที่คิดค้นขึ้นในยุคนี้ ถูกนำมาใช้งานด้านการทหารด้วยหลายชนิด เช่นมีการนำไนลอนมาใช้แทนผ้าไหมในร่มชูชีพ มีการใช้อะคริลิกทำกระจกหน้าต่างของป้อมปืนบนเครื่องบินทิ้งระเบิด หมวกเหล็กทหารที่เป็นโลหะก็ถูกแทนที่ด้วยหมวกพลาสติกในที่สุด ในยุคนี้อุตสาหกรรมพลาสติกขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด

5. พลาสติกช่วยบันทึกเสียงดนตรี
เมื่อกระบอกเสียง (Phonograph cylinder record) ที่ทำจากไขผึ้งของโทมัส เอดิสัน ถูกผลิตขึ้นใหม่ด้วยพลาสติก ทำให้การบันทึกเสียงและบรรเลงดนตรีมีคุณภาพดีขึ้นอย่างมาก ทั้งตัวกระบอกเสียงก็มีความทนทานเพิ่มขึ้นด้วย ในภายหลังยังมีการผลิตแผ่นเสียงไวนิล เทปคาสเซต และแผ่นซีดีออกมา ซึ่งล้วนทำจากพลาสติกทั้งสิ้น ทำให้อุตสาหกรรมความบันเทิงอย่างดนตรีเข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ง่าย

อุปกรณ์การแพทย์พลาสติกถูกนำมาใช้ในโรงพยาบาล เนื่องจากสามารถใช้แล้วทิ้งหรือฆ่าเชื้อได้ง่าย

6. พลาสติกทำให้โรงพยาบาลมีสุขอนามัยมากขึ้น
เมื่อนักประดิษฐ์เติมสารเคมีบางอย่างลงในพลาสติก ทำให้วัสดุใหม่ที่ได้มีความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น เหมาะกับการนำมาใช้งานทางการแพทย์ เช่น ถุงใส่เลือด หลอดฉีดยาพลาสติก และท่อพลาสติก ถูกนำมาใช้งานในโรงพยาบาลแทนขวดแก้ว หลอดแก้ว และท่อยาง เนื่องจากสามารถใช้แล้วทิ้งหรือฆ่าเชื้อได้ง่าย ทนทานไม่เปราะแตก

7. พลาสติกใช้แล้วทิ้งได้สะดวก
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง วงการอุตสาหกรรมพลาสติกขยายตัวขึ้นอย่างมาก และต้องการจะก้าวไปสู่การผลิตพลาสติกปริมาณมหาศาลเพื่อให้มีราคาถูกลง

แนวคิดนี้นำไปสู่ "การปฏิวัติพลาสติก" ซึ่งเร่งการผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งมาทดแทนข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน เช่น จาน ชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ โดยหวังว่าจะให้ความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภคด้วยการลดภาระงานบ้านอย่างการล้างจานลง แต่จากจุดนี้เองที่วัฒนธรรมใช้แล้วทิ้งแบบสิ้นเปลืองและก่อมลภาวะได้เริ่มต้นขึ้น

ผู้คนพากันติดอกติดใจพลาสติก ซึ่งเป็นวัสดุใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งได้สะดวก จนก่อให้เกิดมลภาวะตามมา

8. พลาสติกช่วยลดอาหารเน่าเสียเหลือทิ้ง
การขนส่งอาหารจากแหล่งผลิตที่อยู่ห่างไกลมายังตลาดหรือบ้านเรือน ทำให้เกิดการเน่าเสียและอาจต้องทิ้งอาหารนั้นไปจำนวนมากอย่างน่าเสียดาย แต่ด้วยการคิดค้นบรรจุภัณฑ์พลาสติก พืชผักผลไม้ นม หรือเนื้อสัตว์ จะถูกเก็บรักษาให้อยู่ในสภาพดีได้ยาวนานขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ข้อดีที่น่าชื่นชมของพลาสติกได้กลายเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมไปในที่สุด เมื่อขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลล้นทะลักลงสู่มหาสมุทร แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก ไม่เว้นแม้แต่ร่องลึกก้นสมุทรและส่วนห่างไกลที่สุดของทวีปแอนตาร์กติกา โดยต้องใช้เวลานานนับร้อยปีกว่าพลาสติกเหล่านี้จะย่อยสลาย

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 85 ครั้ง

พบสารอันตรายปนเปื้อนใน "พลาสติกดำ" ที่ใส่อาหาร-ของใช้

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, July 10, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-44594231
รายละเอียด: 

ดร. แอนดรูว์ เทอร์เนอร์ และของใช้จากพลาสติกดำที่นำมาทดสอบหาสารอันตราย

สารเคมีอันตรายและโลหะหนักอย่างตะกั่ว โบรมีน และพลวงปริมาณมาก เข้าไปปนเปื้อนอยู่ในพลาสติกสีดำ ซึ่งเป็นวัสดุที่สัมผัสกับอาหาร และเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันที่พบได้ทั่วไป

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพลีมัธของสหราชอาณาจักรชี้ว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่ามารีไซเคิล เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติกดำดังกล่าว

มีการตีพิมพ์ผลการศึกษานี้ในวารสาร Environment International โดยผู้วิจัยระบุว่า สารเคมีที่อันตรายต่อสุขภาพเหล่านี้เป็นส่วนประกอบในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างคอมพิวเตอร์แลปท็อปและเครื่องเสียง โดยถูกใช้เป็นสารกันไฟและสีเคลือบ ซึ่งจะยังคงตกค้างอยู่แม้อุปกรณ์ดังกล่าวหมดอายุการใช้งานแล้ว

ดร. แอนดรูว์ เทอร์เนอร์ ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า ได้ใช้วิธีวาวรังสีเอกซ์ (XRF Spectrometry) ตรวจสอบผลิตภัณฑ์พลาสติกดำในชีวิตประจำวัน 600 ชนิด เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร เสื้อผ้า ของเล่น เครื่องประดับ เครื่องใช้สำนักงาน รวมทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่าและใหม่

ผู้วิจัยพบว่ามีสารเคมีอันตรายในผลิตภัณฑ์พลาสติกดำสำหรับผู้บริโภค ทั้งที่ไม่ได้เป็นส่วนประกอบหลักที่จำเป็นในการผลิตพลาสติกดำแต่อย่างใด โดยปริมาณที่ปนเปื้อนนั้นเกินระดับที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย

"ผลการตรวจสอบนี้ชี้ถึงข้อบกพร่องในการคัดแยกวัสดุใช้แล้วสำหรับกระบวนการรีไซเคิล เนื่องจากผู้ผลิตพลาสติกดำเลือกนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่ากลับมาใช้ใหม่ด้วยเหตุผลเรื่องการประหยัดต้นทุน แต่ขาดความระมัดระวังในการป้องกันไม่ให้สารเคมีอันตรายเข้าถึงผู้บริโภค" ดร. เทอร์เนอร์ กล่าว

ทั้งนี้ สารเคมีอันตรายอย่างตะกั่วอาจทำให้เกิดภาวะเป็นพิษ โดยผู้ได้รับสารตะกั่วจะมีอาการทางระบบประสาท ความจำเสื่อมถอย และระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ ส่วนโบรมีนนั้นเป็นสารที่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อของมนุษย์

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 128 ครั้ง

จดหมายข่าว วว. ฉบับที่ 12 เดือนธันวาคม 2559 ปีที่ 19

Subscribe to RSS - พลาสติก