Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

พัฒนา

ดร.สุวิทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เข้าร่วมงานกิจกรรม จิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อม เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2562

Hits 6 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/305-240762
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, July 26, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.30 น. ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตีว่ากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และภริยา พร้อมด้วยนายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมงานกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อม เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2562 โดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานงาน ซึ่งภายในงานมีนางนราพร จันทร์โอชา ภริยานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี คู่สมรสรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประชาชนจิตอาสา เข้าร่วม ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ และถวายความเคารพ ณ สวนวชิรเบญจทัศ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความสำนึก ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยพระราชประสงค์ ที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาและงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลากหลายสาขาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจัดตั้งโครงการจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. เพื่อความสมัครสมาน สามัคคีของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าในการร่วมกันบำเพ็ญกิจกรรมสาธารณประโยชน์ พัฒนาชุมชน และชุมชนเมือง ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี

รัฐบาลร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมทั้งภาคีเครือข่ายจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการมาเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อสนองพระราชปณิธานโดยร่วมกันดำเนินกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อม ปลูกต้นไม้ ณ สวนวชิรเบญจทัศ กรุงเทพมหานคร เพื่อปรับภูมิทัศน์สร้างความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน ในเมือง รวมทั้งลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ อีกทั้งเป็นการช่วยเสริมสร้างจิตสำนึก และความตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของตนเอง ให้คงอยู่และพัฒนาอย่างยั่งยืนสืบไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีร่วมปลูกต้นหางนกยูงฝรั่ง จำนวน 1,010 ต้น ร่วมกับภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนต้นหางนกยูงฝรั่ง เพื่อใช้ในกิจกรรมปลูกต้นไม้ครั้งนี้จำนวน 10 องค์กร ประกอบด้วย 1) ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) 2) กลุ่มบริษัท นายเลิศ จำกัด 3) บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) 4) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 5) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 6) ธนาคารแห่งอเมริกา 7) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 8) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) 9) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และ 10) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โดยสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย ร่วมออกแบบพื้นที่ปลูก และประชาชนจิตอาสาร่วมปลูก และปรับภูมิทัศน์สวนวชิรเบญจทัศให้มีความสวยงามเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับประเทศ จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะ ร่วมถ่ายหมู่ ณ ทุ่งดอกบานชื่น

ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรี ร่วมปลูกต้นรวงผึ้ง ในโครงการ “ปลูกต้นรวงผึ้งเฉลิมพระเกียรติ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 10” จัดโดย สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ กองบัญชาการกองทัพไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกองทัพบก ก่อนเดินไปเยี่ยมชมอุทยานผีเสื้อและแมลง และชมนิทรรศการ “เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9” ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เมื่อเสร็จกิจกรรมจึงเดินทางกลับ

ข้อมูลโดย กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ประเภทข่าว: 
news

รมว.อว. เปิดบ้านจุฬาฯ หารือผู้บริหารมหาวิทยาลัยพัฒนาอุดมศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21

Hits 5 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/303-2019-07-23-10-42-37
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, July 24, 2019
รายละเอียด: 

23 กรกฎาคม 2562 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ นายแพทย์สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงฯและผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในการหารือ “เปิดบ้านจุฬาฯ หารือกระทรวงการอุดมศึกษาฯ” กับศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะผู้บริหาร อาจารย์และตัวแทนประชาคม ณ อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยรับฟังการนำเสนอสรุปแนวทางในการพัฒนาและปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ของจุฬาฯ การหารือร่วมกันและการพบปะพูดคุยกับตัวแทนนิสิตจุฬาฯ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษาฯ จะขับเคลื่อนตามสัญญาประชาคม 7 ประการที่ได้ประกาศไว้ภายใต้นโยบายสร้างและพัฒนาคน สร้างและพัฒนาองค์ความรู้รวมถึงการสร้างและพัฒนานวัตกรรม เพื่อการวางรากฐานประเทศสู่อนาคตและเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยกำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักในการสร้างและพัฒนาคน องค์ความรู้และนวัตกรรม ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิรูปอุดมศึกษาทั้งระบบด้วยการปรับเปลี่ยนบทบาทภารกิจ เติมเต็มศักยภาพสถาบันอุดมศึกษาและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่สามารถตอบโจทย์ประเทศได้ ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนให้ตรงความต้องการของตลาด เน้นการพัฒนาสมรรถนะและประสบการณ์ตามมาตรฐานสากล ส่งเสริมให้เกิดการทำงานวิจัยร่วมกันในรูปแบบ Talent Mobility ระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาคเอกชนและชุมชน และจะให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นแหล่งทดลองทดสอบนวัตกรรมทางการศึกษา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ กล่าวต่อไปว่าวาระการขับเคลื่อนกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เพื่อการสร้างและพัฒนาคนไทยให้เป็น Smart Citizen ในศตวรรษที่ 21 นั้น จะเน้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิตและมีการจัดการศึกษาสำหรับคนสูงวัยด้วย เพื่อสร้างโอกาสและความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้และเป็นการขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม ด้านการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ จะวางรากฐานเพื่อการปรับโครงสร้างสู่เศรษฐกิจที่เน้นคุณค่า (Value Based Economy) ด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์ ทุนทางปัญญา บูรณาการงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์และแปลงไปสู่นวัตกรรมเชิงรุก นวัตกรรมสังคมและนวัตกรรมชุมชน ด้านการสร้างและพัฒนานวัตกรรมก็จะยกระดับสู่ประเทศฐานนวัตกรรม (Innovation Nation) ด้วยการส่งเสริม พัฒนาระบบที่เอื้อต่อการสร้างและแปลงนวัตกรรมสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิตคน

“วาระในการขับเคลื่อนกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าในการสร้างและพัฒนาคนจะเปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยในสังคมมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และแม้กระทั่งมิติทางการเมือง ทั่งนี้เพื่อให้กระทรวงนี้เป็นกระทรวงแห่งปัญญา เป็นกระทรวงแห่งโอกาส และเป็นกระทรวงแห่งอนาคต อย่างแท้จริง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ กล่าวในตอนท้าย

ประเภทข่าว: 
news

วว.โชว์ผลงานวิจัยพัฒนาเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ภายใต้การดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน

Hits 8 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/285-2019-07-11-08-20-48
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, July 12, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ ภายใต้การดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน เล็งเห็นความสำคัญและความต้องการที่จะต้องทำการวิจัยและพัฒนาเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูง มุ่งเน้นให้สามารถช่วยรักษาคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิต โดยให้ความสำคัญในการนำเครื่องจักรมาพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบันเครื่องแยกเม็ดทะลายปาล์มอัตโนมัติที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มทั่วไป ส่วนใหญ่สั่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งมีการสึกหรอเร็วและยังต้องสั่งเพิ่มเข้ามาจากต่างประเทศอยู่เสมอ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว วว. จึงมีการวิจัยและพัฒนาเพื่อช่วยชาวเกษตรกรที่แปรรูปปาล์มน้ำมัน เพื่อลดปัญหาปริมาณทะลายปาล์มที่เกิดการสูญเสีย ไม่ได้คุณภาพ และผลผลิตล้นตลาด ทำให้ราคาทะลายปาล์มตกต่ำ และเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ โดยมีการวิจัยพัฒนาสร้างเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายขึ้นอย่างเป็นระบบที่มีระดับคุณภาพตามมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางการตลาดเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ

โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยและพัฒนา ดังนี้

1. เพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจการค้าปาล์มน้ำมัน โดยการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) และชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

2. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจปาล์มน้ำมันมีการจำหน่ายผลผลิตปาล์มน้ำมันให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น

3. เพื่อพัฒนาศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการปาล์มน้ำมัน สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง ยั่งยืน และแข่งขันทางการค้าได้ รวมทั้งยกระดับไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur)

การออกแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ในปี 2559 ได้มีการออกแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

1. ชุดป้อนปาล์มทะลายเข้าระบบ

2. ชุดอุปกรณ์แยกผลปาล์มออกจากทะลาย

3. ชุดแยกและลำเลียงผลกับทะลายปาล์มออกจากระบบ

สร้างเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทลาย

ในช่วงปี 2560 - 2561 ได้ดำเนินการสร้างและติดตั้งเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ณ สถานติดตั้ง สหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่ายจากัด 37/2 หมู่ที่ 2 ตำบล โมถ่าย อำเภอ ไชยา จังหวัด สุราษฎร์ธานี

การทดสอบประสิทธิภาพระบบการผลิตเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทลาย

วว. ได้มีการทดสอบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลาย ร่วมกับ บริษัท เอสเทอร์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2561 ณ สถานติดตั้ง สหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่ายจำกัด ผลการทดสอบ มีดังนี้

1. ชุดป้อนทะลายปาล์มเข้าระบบ จำนวน 1 ชุด เป็นระบบโซ่ลำเลียงที่สามารถนำทะลายปาล์มจากกองบนพื้นนำขึ้นไปลำเลียงเข้าระบบแยกผลกับทะลายได้อย่างต่อเนื่องและราบเรียบไม่มีการสะดุด และติดขัดจากการลำเลียงทะลายปาล์ม สามารถป้อนทะลายปาล์มที่กำลังผลิตไม่น้อยกว่า 10 ตันต่อชั่วโมง มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและมีระบบควบคุม

2. อุปกรณ์แยกผลปาล์มออกจากทะลาย จำนวน 1 ชุด เป็นระบบที่สามารถทำให้ผลหลุดออกจากทะลายปาล์มได้อย่างต่อเนื่องและราบเรียบไม่มีการติดขัด สามารถสับ ฉีก แยกทะลายปาล์มที่กำลังผลิตไม่น้อยกว่า 10 ตันต่อชั่วโมง ตามการป้อนของชุดป้อนทะลายปาล์มเข้าระบบ มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและมีระบบควบคุม

3. ชุดแยกและลำเลียงผลกับทะลายปาล์มออกจากระบบ จำนวน 1 ชุด แบ่งออกเป็น 3 อุปกรณ์ ดังนี้

1. อุปกรณ์หมุนปั่นแยกทะลายกับผลปาล์ม จำนวน 1 ชุด

2. อุปกรณ์ลำเลียงผลปาล์มด้วยสกรูลำเลียง จำนวน 2 ชุด

3 .อุปกรณ์ลำเลียงทะลายปาล์มด้วยสายพานลำเลียง จำนวน 1 ชุด

ผลการดำเนินงานในภาพรวม พบว่าเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายแบบอัตโนมัติ ทำการออกแบบ ให้สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดปัญหาปริมาณทะลายปาล์มที่เกิดการสูญเสียไม่ได้คุณภาพ และผลผลิตล้นตลาด ผ่านการเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ โดยมุ่งเน้นให้สามารถช่วยรักษาคุณภาพและเพิ่มปริมาณผลผลิตให้มากขึ้น ด้วยการใช้วิธีทางกล ด้วยระบบสับ ฉีก และแยกทะลายปาล์มออกจากผลปาล์มแบบใช้แรงเหวี่ยงหมุนปั่นแยก ผ่านตะแกรงร่อน และมีระบบขนถ่ายระหว่างทะลายปาล์มและผลปาล์มแยกได้อย่างชัดเจน ด้วยกำลังผลิต 10 ตันต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมสู่เชิงพาณิชย์ได้ สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางการตลาดเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ผลจากการที่กลุ่มสหกรณ์กองทุนสวนยางโมถ่าย ได้นำเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายไปใช้ ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนชาวสวนปาล์ม โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง ร้อยละ 9.82 ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิตรวมทั้งเครื่องมือเครื่องจักรในกระบวนการผลิตให้เหมาะสมกับเทคโนโลยีกระบวนการผลิตต่อไปในอนาคต

นอกจากนั้นโครงการยังได้มีการยื่นจดสิทธิบัตรต้นแบบเครื่องแยกผลปาล์มออกจากทะลายแบบอัตโนมัติ จำนวน 1 เรื่อง

ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ วว. โทร. 0 2577 9000 โทรสาร 0 2577 9362 E-mail : tistr.or.th

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

สทน. ชูงานวิจัยพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อม ภาชนะไบโบพลาสติกทนความร้อน

Hits 9 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/281-2019-07-09-09-37-30
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, July 10, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ (9 กรกฎาคม 2562) สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้จัดเสวนาในหัวข้อ สิ่งแวดล้อมไทย...ใครคือ “HERO” ที่อาคารอุทยานนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ มีผู้ร่วมเสวนา ดังนี้ นพ.วีรฉัตร กิตติรัตน์ไพบูลย์กรรมการผู้จัดการ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ดร.เกศินี เหมวิเชียรนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชำนาญการพิเศษ จาก สทน. คุณเข็มอัปสร สิริสุขะ นักแสดงและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Little Forest ปลูกป่า ปลูกคน ปลูกใจ และคุณวรวัฒน์ สภาวสุ ผู้แทนจากกลุ่ม Trash Bangkok

ดร.พรเทพ นิศามณีพงษ์ ผู้อำนวยการ สทน. เปิดเผยว่า ในสายตาของประชาชนทั่วไปกิจกรรมใดที่เกี่ยวกับเรื่องนิวเคลียร์มักจะเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวและทำให้เกิดความตื่นตระหนกได้ง่าย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมในเรื่องใดๆสิ่งที่ สทน. ให้ความสำคัญและระมัดระวังอย่างยิ่งคือจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนสังคมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่ สทน. ถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลา 60 ปี นับตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจกรรมด้านนิวเคลียร์ในประเทศไทย ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว สำหรับการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม สทน. ดำเนินการใน 2 ลักษณะ คือ การรักษาและพัฒนาสภาพสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น รวมทั้งการตรวจและควบคุมปริมาณรังสีที่มีอยู่ในธรรมชาติให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อมนุษย์ เช่น การใช้รังสีแกมมาจากโคบอลต์-60 ฆ่าเชื้อโรคต่างๆในน้ำทิ้งจากชุมชนและโรงพยาบาลเพื่อป้องกันโรคระบาด นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยและพัฒนาอีกหลายด้านที่มีส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมสำหรับความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นผลจากกิจกรรมของมนุษย์และคนในสังคมนั้นก็ได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป ดังนั้นทุกคน ทุกภาคส่วนจึงควรรับผิดชอบร่วมกันในส่วนภาคธุรกิจ หากต้องดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคงและได้รับการยอมรับจากสังคมจะต้องมีบทบาทที่ชัดเจนในการแสดงความรับผิดต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.พิริยาธร สุวรรณมาลา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ สทน. กล่าวว่า จากความรุนแรงของปัญหาขยะล้นโลกได้ผลักดันให้มีการวิจัยและพัฒนาพลาสติกชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติหรือที่เรียกว่าไบโอพลาสติก (Bioplastic) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผลิตขึ้นมาจากพืชซึ่งเป็นพอลิเมอร์ธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี มันเทศ มันฝรั่ง มันสำปะหลัง แต่เนื่องจากข้อจำกัดและเรื่องการทนความร้อนและราคาที่สูงกว่าพลาสติกทั่วไปจึงทำให้การนำไปใช้งานยังคงอยู่ในวงจำกัด สทน. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้จึงได้นำกระบวนการทางรังสีมาช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งปกติเมื่อได้รับความร้อนจะเริ่มมีการอ่อนตัวที่อุณหภูมิประมาณ 60-65 องศาเซลเซียส แต่เมื่อนำไปผ่านกระบวนการทางรังสีในสภาวะที่เหมาะสมจะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของพอลิเมอร์สังเคราะห์ให้สามารถคงรูปและใช้งานได้ที่อุณหภูมิสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีพอลิเมอร์ธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง คือ ไคโตซาน ที่ สทน.ได้นำกระบวนการทางรังสีมาทำให้โมเลกุลของไคโตซานมีขนาดเล็กลงเพื่อใช้เร่งการเจริญเติบโตของพืชได้ ซึ่งขณะนี้ได้มีการพัฒนาต่อยอดโดยนำไคโตซานมาผลิตเป็นเมล็ดบีดส์เพื่อห่อหุ้มน้ำมันหอมระเหย ซึ่งข้อดีของไคโตซาน คือ สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันนี้หลายๆประเทศได้ทำการออกกฎเพื่อห้ามการผลิตเมล็ดบีดส์จากพอลิเมอร์สังเคราะห์ เนื่องจากเมล็ดบีดส์เหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติและกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศน์ในทะเล นอกจากนี้ได้ขยายขอบเขตของการนำแป้งผสมกับพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติเพื่อขึ้นรูปเป็นถุงเพาะชำต้นกล้าที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (biodegradable nursery bag) รวมถึงกระถางเพาะชำต้นกล้าที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (biodegradable nursery pot) ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบในภาคสนาม ในอนาคตบทบาทของ สทน. จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลงานวิจัยด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อช่วยเหลือในภาคเกษตรกรและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.

ประเภทข่าว: 
news

นักวิจัยอังกฤษพัฒนาระบบตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ล้ำสมัย

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, June 6, 2019
รายละเอียด: 

มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดอันดับที่สามของโลก เเละหากตรวจพบเร็วเท่าใด ผู้ป่วยก็มีโอกาสสูงมากขึ้นเท่านั้นที่จะหายจากโรค

เเต่แพทย์ที่ทำการตรวจด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่มักไม่สามารถมองเห็นทุกอย่างที่แสดงบนหน้าจอได้เสมอไป และรายละเอียดอื่นๆ ที่มีขนาดเล็กอาจตรวจไม่พบ

ลอเรนซ์ เลิฟวัท ผู้เชี่ยวชาญที่มหาวิทยาลัย UCL กล่าวว่า การตรวจด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่อาจตรวจไม่พบติ่งเมือกหนึ่งในห้าในระหว่างการตรวจ เเละนี่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะมะเร็งชนิดนี้เป็นสาเหตุใหญ่อันดับที่สองที่ทำให้คนเสียชีวิตในอังกฤษ

ทีมนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ปัญญาประดิษฐ์สามารถมองเห็นภาพถ่ายได้ทั้งหมด เพราะไม่มีทางมองผิดจุดเเละไม่มีทางเสียสมาธิ

ปีเตอร์ เมาท์นี่ ซีอีโอของ Odin Vision กล่าวว่า เมื่อได้ภาพวิดีโอสดภายในลำไส้ใหญ่ ระบบที่ใช้จะนำภาพวิดีโอที่ได้ไปวิเคราะห์ทีละภาพเเละประมวลข้อมูลด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ เเละตนเองพยายามระบุว่าติ่งที่เห็นอยู่ในจุดใดของลำไส้ใหญ่โดยมองที่ลักษณะของเนื้อเยื่อที่มีสีเเตกต่างกันไป

ข้อมูลที่ได้นี้มีขนาดใหญ่เเละมีรายละเอียดมากเกินไปที่จะส่งผ่านทางอินเตอร์เน็ต ดังนั้น ระบบ Odin Vision จะใช้การสื่อสารระหว่างโลกเเละดาวเทียมที่ห่างออกไปหลายล้านไมล์แทน โดยจัดเก็บเอาไว้ในฐานข้อมูล cloud เเละส่งข้อมูลกลับมาที่แพทย์ในขณะที่กำลังทำการตรวจทันที

การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในระยะเเรกเริ่มในขณะนี้ หากเทคโนโลยีประสบความสำเร็จ ระบบจัดเก็บข้อมูลใน cloud นี้จะเข้าถึงได้โดยคลินิกเเละโรงพยาบาลต่างๆ เเม้ในเขตชนบทห่างไกล เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ป่วยทุกคนจะได้ผลการวินิจฉัยที่รวดเร็วเเละเเม่นยำ

แดน สโตยานอฟ ผู้เชี่ยวชาญแห่งภาควิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัย UCL กล่าวว่า AI มีบทบาทช่วยให้ทีมงานสามารถพัฒนาบริการที่มีคุณภาพ เพื่อรับประกันว่าผู้ป่วยได้รับการบริการตรวจวินิจฉัยโรคที่ดีที่สุด

นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังพัฒนาระบบ Odin Vision หวังว่าเทคโนโลยีใหม่ที่ก้าวหน้านี้จะช่วยรักษาชีวิตของผู้ป่วยหลายพันราย เเละช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเข้ารับการบำบัดด้วยการฉายรังสี ผู้ป่วยที่หายจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่างหวังว่า เทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยโรคใหม่นี้จะพร้อมออกมาให้ใช้งานกันในอนาคตอันใกล้

บริษัท Odin Vision กำลังวางแผนที่จะศึกษาทดลองในคนเป็นโครงการนำร่องในอีก 12 เดือนข้างหน้า เเละคาดว่าเทคโนโลยีใหม่นี้จะพร้อมออกมาให้ใช้งานกันในอีกสองปีข้างหน้า

Hits 26 ครั้ง

หุ่นยนต์หลายฟังก์ชั่นตัวใหม่ ช่วยเป็นเพื่อนแก้เหงาในบ้าน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, June 4, 2019
รายละเอียด: 

บริษัทเทคโนโลยีอิสราเอล พัฒนาหุ่นยนต์ผู้ช่วยในบ้านตัวใหม่ ที่จะคอยติดตามคุณไปรอบๆ บ้าน คอยนำทางผ่านสิ่งกีดขวางต่างๆ เพื่อให้คุณสามารถทำงานหลายอย่างได้พร้อมกัน

Temi เป็นหุ่นยนต์ในบ้านรูปแบบใหม่ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ทำทุกอย่างที่อุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ สามารถทำได้ Temi จะคอยติดตาม นั่งเฝ้าเจ้าของอยู่รอบๆ เหมือนเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ หรือเป็นหุ่นยนต์พ่อบ้าน จากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง

หากแตะที่ด้านบนสุดของหัวหุ่นยนต์จะเป็นการเปิดใช้งานฟังก์ชั่นการติดตาม หากคุณกำลังประชุมทางโทรศัพท์อยู่ที่บ้าน เมื่อแตะที่หน้าจอ หน้าจอก็จะติดตามใบหน้าของคุณโดยใช้เซ็นเซอร์ที่แตกต่างกันถึง 7 ตัว หากลองก้มลงเล็กน้อย หน้าจอก็จะติดตามใบหน้าไปทุกที่

หุ่นยนต์นี้ใช้โปรแกรมที่คล้ายกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Alexa และ Google หากคุณเรียกชื่อ Temi หน้าจอก็จะยกขึ้นเพื่อรอรับคำสั่ง หรือตอบคำถาม

Roboteam บริษัท Start-up จากอิสราเอลผู้สร้างหุ่นยนต์ Temi ใช้เซ็นเซอร์ต่างๆ 16 ตัวในระบบนำทาง ซึ่งได้แก่เซ็นเซอร์ความลึก เซ็นเซอร์ความใกล้ชิด และ Lidar ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ระยะไกลที่ใช้แสงเพื่อวัดระยะทางที่เปลี่ยนแปลงได้

Temi จะสำรวจสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวและสร้างแผนที่ 2 มิติเพื่อให้สามารถจดจำตำแหน่งได้ และจะใช้ระบบการจดจำใบหน้าเพื่อระบุและติดตามตัวเจ้าของ

Temi ยังมีความสามารถก้าวไปอีกขั้นเมื่อถูกนำไปใช้เป็นหุ่นยนต์สำหรับการรับคำสั่งจากทางไกล ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถโทรเข้าระบบของหุ่นยนต์ และใบหน้าของคุณจะปรากฏอยู่บนหน้าจอของ Temi ซึ่งอาจนำไปใช้ประโยชน์สำหรับการอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง ในขณะที่เดินทางไปทำธุรกิจ

นอกจากนี้หุ่นยนต์ Temi ยังเป็นเพื่อนแก้เหงา ซึ่งผู้ก่อตั้งบริษัทนี้เล่าว่า ความยากลำบากในการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนของคุณยายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างหุ่นยนต์ตัวนี้ขึ้นมา

อย่างไรก็ดี Roboteam หวังว่าหุ่นยนต์ผู้ช่วยส่วนตัวนี้จะมีใช้กันทั่วไปเหมือนๆ กับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนภายใน 4 ถึง 5 ปี

Hits 24 ครั้ง

สป.อว. (ด้านการอุดมศึกษา) สมาคมสหกิจศึกษาไทย และเครือข่ายพัฒนาสหกิจศึกษา ร่วมจัดงาน “หนึ่งทศวรรษ วันสหกิจศึกษาไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน”

Hits 34 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/151-2019-05-27-08-15-49
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, May 28, 2019
รายละเอียด: 

ดร. อรสา ภาววิมล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเดิม) เป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ผลักดันและดำเนินการจัดการศึกษาในรูปแบบสหกิจศึกษา (Cooperative Education) ซึ่งเป็นหลักสูตรการศึกษาที่จัดให้นักศึกษา เรียนในสถานศึกษาควบคู่กับการปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการอย่างเป็นระบบ เพื่อให้นักศึกษามีความพร้อมสู่โลกแห่งการทำงานจริง และตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บัณฑิต โดยมีเครือข่ายพัฒนาสหกิจศึกษา 9 เครือข่าย เป็นกลไกขับเคลื่อนและสนับสนุนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา มีสถาบันอุดมศึกษาจัดสหกิจศึกษาประมาณ 126 แห่ง สามารถผลิตบัณฑิตสู่โลกของการทำงานจริงได้มากกว่า 40,000 คน มีสถานประกอบการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรจัดสหกิจศึกษากว่า 20,000 แห่ง ทำให้บัณฑิตได้รับประสบการณ์จากการทำงาน สามารถมองเห็นแนวทางการประกอบอาชีพในอนาคต และมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของสถานประกอบการและตลาดแรงงาน

สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สมาคมสหกิจศึกษาไทย และเครือข่ายพัฒนาสหกิจศึก ษา 9 เครือข่าย ได้เล็งเห็นความสำคัญของสหกิจศึกษา จึงได้ร่วมกันกำหนดให้วันที่ ๖ มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสหกิจศึกษาไทย และจัดงานดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา ในปีนี้มีการจัดงานวันสหกิจศึกษาไทยขึ้นเป็นครั้งที่ 10 ภายใต้คำขวัญ “หนึ่งทศวรรษ วันสหกิจศึกษาไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน” เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานด้านสหกิจศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมทั้งยกย่อง เชิดชู สถาบันอุดมศึกษา สถานประกอบการ บุคลากร นักศึกษา ที่มีผลการดำเนินงานและสร้างคุณประโยชน์ในการพัฒนาการดำเนินงานสหกิจศึกษาอย่างต่อเนื่อง

ศาสตราจารย์ ดร. วิจิตร ศรีสอ้าน นายกสมาคมสหกิจศึกษาไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มเป้าหมายของการจัดงานในครั้งนี้ มีทั้งส่วนของสถานศึกษา เช่น ผู้บริหารสถาบัน อุดมศึกษา อาจารย์นิเทศสหกิจศึกษา บุคลากรที่ทำงานด้านสหกิจศึกษา นักศึกษา และส่วนของสถานประกอบการ เช่น ผู้บริหารของสถานประกอบการ พนักงานที่ปรึกษา เจ้าหน้าที่ บุคลากร รวมทั้งเครือข่ายวิชาชีพ สมาคมวิชาชีพ องค์กร และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง “ผู้จัดงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้เข้าร่วมงานวันสหกิจศึกษาไทย ครั้งที่ 10 ทุกคน ทุกภาคส่วน จะได้รับความรู้ ความเข้าใจ ได้เห็นความสำคัญ และประโยชน์ของการจัดการศึกษาแบบสหกิจศึกษา ก่อให้เกิดพลังในการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาการดำเนินงานของสหกิจศึกษาของประเทศในภาพรวมให้สามารถผลิตบัณฑิตที่มีความสมบูรณ์พร้อมทั้งศักยภาพ สมรรถนะ และคุณลักษณะที่ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการหรือตลาดงาน และสามารถยืนหยัดอยู่ในประชาคมโลกได้อยากภาคภูมิ” นายกสมาคมสหกิจศึกษาไทย กล่าวในตอนท้าย

การจัดงานดังกล่าวมีขึ้นระหว่างวันที่ 6 - 8 มิถุนายน พ.ศ. 2562 โดยวันที่ 6 มิถุนายน จัดที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนวันที่ 7 - 8 มิถุนายน เป็นการศึกษาดูงานที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดพัทลุง ตามลำดับ จุดเด่นของงานในครั้งนี้ คือ การปาฐกถาพิเศษเพื่อนำเสนอมุมมองของสหกิจศึกษาในระดับสากล โดย Dr. Nancy Johnston ประธานของ The World Association for Cooperative and Work-Integrated Education (WACE) ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การมอบรางวัลสหกิจศึกษาดีเด่นระดับชาติ การจัดการศึกษาดูงานในสถานประกอบการในเขตพื้นที่ภาคใต้ที่เคยได้รับรางวัลผลงานสหกิจศึกษาดีเด่นหรือเป็นตัวอย่างที่ดีในการดำเนินงานสหกิจศึกษา การออกบูธของสถานประกอบการ และการแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับผลงาน พัฒนาการ และความก้าวหน้าของการดำเนินการสหกิจศึกษาไทยในภาพรวมตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการสัมภาษณ์นักศึกษา ผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา และสถานประกอบการที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลข่าวโดย : สป.อว. (ด้านการอุดมศึกษา)
สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ประเภทข่าว: 
news

เปิดบ้านเทคโนธานี 30 ปี มุ่งสู่นวัตกรรม รวมพลัง 7 หน่วยงานพัฒนาขับเคลื่อนเป็นศูนย์กลาง วทน. ส่งเสริมคุณภาพชีวิตสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์พลังงาน

Hits 43 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/129-30-7
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, May 23, 2019
รายละเอียด: 

วันนี้ (21 พ.ค. 2562) รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “เปิดบ้านเทคโนธานี 30 ปี มุ่งสู่นวัตกรรม” กิจกรรมฉลองในโอกาสครบรอบคล้ายวันก่อตั้ง เทคโนธานี เผยแพร่ภารกิจหน่วยงานให้กลุ่มเป้าหมายนำผลงานไปต่อยอด ใช้ประโยชน์ประกอบอาชีพ/ธุรกิจ สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจประเทศให้ยั่งยืน พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง “7 หน่วยงานรวมพลังขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนธานี” ให้เป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พลังงาน ที่สำคัญของประเทศ มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

รศ.นพ.สรนิต กล่าวว่า กิจกรรมเปิดบ้านเทคโนธานี 30 ปี มุ่งสู่นวัตกรรม เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของ 7 หน่วยงานในเทคโนธานี คือ สำนักงานปลัดกระทรวง อว./ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)/ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)/ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.)/ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.)/ กองพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (กพบ.)/ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ศวฝ.)/ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2562 เวลา 9.00-16.00 น. ณ เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ประกอบด้วยกิจกรรมเยี่ยมชมการดำเนินงานของหน่วยงานภายในเทคโนธานี ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างความตระหนักเพิ่มพูนความรู้ให้แก่เยาวชนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เสริมแกร่งผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน Startup ให้มีศักยภาพด้านการแข่งขันทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เป็นแหล่งรวบรวมเทคโนโลยีด้านการอนุรักษ์พลังงานถ่ายทอดความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งการวิจัยฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงการขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีของทั้ง 7 หน่วยงาน มีผลบังคับใช้เป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 โดยมีกำหนดให้ทบทวนความร่วมมือทุกๆ 3 ปี วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้และบริการของหน่วยงานในเทคโนธานี เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) สิ่งแวดล้อมและพลังงาน ที่รองรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน รวมทั้งเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานของเทคโนธานีให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศ

กรอบและแนวทางความร่วมมือ ประกอบด้วย 1.การร่วมดำเนินกิจกรรมพัฒนาเทคโนธานีที่เหมาะสมกับบริบทของหน่วยงาน รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร พร้อมแผนปฏิบัติงานและงบประมาณการพัฒนาเทคโนธานี/ 2.การจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การสื่อสารสื่อมวลชน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนธานี/ 3.การจัดกิจกรรมสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้ การฝึกอบรม การดูงาน การแสดงนิทรรศการเพื่อถ่ายทอดความรู้ และสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ส่งเสริมแนวคิดการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง/ 4.การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการด้าน วทน. การส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน และ 5.การพัฒนาบุคลากรด้านการศึกษาวิจัยและการจัดแหล่งเรียนรู้ การสื่อสารทาง วทน. สิ่งแวดล้อมและพลังงาน

กิจกรรม “เปิดบ้านเทคโนธานี 30 ปี มุ่งสู่นวัตกรรม” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2562 เวลา 9.00-16.00 น. ณ เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีรายละเอียด ดังนี้

กิจกรรม Open House “เปิดบ้าน วว. สานสัมพันธ์เทคโนโลยี” ในความรับผิดชอบของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เนื่องในโอกาสครบรอบคล้ายวันสถาปนา 56 ปี เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงแก่กลุ่มเป้าหมาย สร้างการรับรู้ในศักยภาพการปฏิบัติงานวิจัย บริการอุตสาหกรรม ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ของ วว. ภายใต้ธีม “4 Guiding Principles for TISTR” ได้แก่ วทน.เพื่อเศรษฐกิจฐานชีวภาพ วทน.เพื่อชุมชน วทน.แก้ปัญหาเบ็ดเสร็จครบวงจร และเทคโนโลยีที่เหมาะสม กิจกรรมประกอบด้วยการเยี่ยมชม โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง และศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ ซึ่ง วว. มุ่งเน้นเป็นองค์กรด้าน วทน. แก้ปัญหาเบ็ดเสร็จครบวงจร (STI total service solution) และเป็นหุ้นส่วนความสำเร็จ (partner for your success) สนับสนุนส่งเสริมนโยบาย Thailand 4.0

Virtual Museum พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง 360 องศา ในความรับผิดชอบของ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ร่วมเปิดประสบการณ์ เสริมสร้างการเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา และพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากจะได้เห็นภาพเสมือนเดินทางไปชมด้วยตัวเองแล้วยังมีเกมสนุกๆ ให้ผู้เข้าชมได้ทดลองเล่นด้วย

Better measurement, Better Quality of life ในความรับผิดชอบของ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการสอบเทียบที่ไม่ใช่มีแค่การสร้างมาตรฐานการวัด...แต่จะทำให้ผู้เข้าชมได้รู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับระบบการวัด เพราะการวัดจะทำให้คุณภาพชีวิตของคุณดีกว่าที่เคยเป็นมา รวมทั้งร่วมเรียนรู้และยกระดับมาตรฐานการวัดด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม ที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของทุกๆท่านไปพร้อมกัน “สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ พัฒนามาตรฐานการวัดเพื่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน”

ศูนย์ฉายรังสี เทคโนธานี คลองห้า ในความรับผิดชอบของ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) พบกับกิจกรรมเปิดบ้านเยี่ยมชม อบรมสัมมนา การบริการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีฉายรังสีในผลิตภัณฑ์ และการตรวจวิเคราะห์เชื้อจุลินทลีย์ สามารถฉายรังสีผลิตภัณฑ์ไทยหลากหลายชนิด เช่น สมุนไพร เครื่องเทศ ผลิตผลทางการเกษตร อาหารแปรรูป อาหารสัตว์ ผลไม้ส่งออกไปสหรัฐอเมริกา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือแพทย์

ERTC กับการสร้างป่านิเวศเพื่อลดฝุ่น PM.2.5 ในความรับผิดชอบของ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เยี่ยมชมฐานการเรียนรู้งานวิจัยป่านิเวศกับการลดปริมาณ PM.2.5 ทั้งนี้ PM.2.5 เป็นวิกฤติมลพิษทางอากาศใกล้ตัว เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในรถยนต์ การเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร จากการศึกษาวิจัยพบว่าป่านิเวศสามารถช่วยลด PM.2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เปิดอาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ : ต้นแบบอาคารอนุรักษ์พลังงานหนึ่งเดียวในอาเซียน ในความรับผิดชอบของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เยี่ยมชมศูนย์แสดงเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน แบบบ้านประหยัดพลังงาน ซึ่งจะเปิดให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในวัน-เวลาราชการ

ตลาดนัด Green Market (30 ปี เทคโนธานี & 56 ปี วว.) ช้อปและชิมผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการโอทอปจังหวัดปทุมธานี ที่ วว. นำ วทน. เข้าไปพัฒนากระบวนการผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ให้ได้มาตรฐาน

เขียนข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ถ่ายภาพนิ่ง : นายภูมินทร์ ปั้นเล็ก
ถ่ายภาพวีดิโอ : นายสุเมธ บุญเอื้อ

ประเภทข่าว: 
news

ทีมนักวิจัยพัฒนาขาหุ่นยนต์ เลียนแบบการทำงานของกล้ามเนื้อมนุษย์ทีมนักวิจัยพัฒนาขาหุ่นยนต์ เลียนแบบการทำงานของกล้ามเนื้อมนุษย์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, May 15, 2019
รายละเอียด: 

ขณะที่หุ่นยนต์ชนิดอื่นๆ ถูกตั้งโปรแกรมให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ ขาหุ่นยนต์ที่ทีมงานของมหาวิทยาลัยเเห่ง Southern California พัฒนาขึ้นนี้ทำงานแตกต่างออกไป

ศาสตราจารย์ฟรานซิสโก วัลเลอโร คูเอวาส อาจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ แห่งมหาวิทยาลัย USC กล่าวว่า ขาหุ่นยนต์ที่พัฒนาขึ้นนี้เเตกต่างไปจากหุ่นยนต์ทั่วไปตรงที่ไม่ได้ถูกโปรแกรมให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ

ระบบการคิดคำนวณที่ใช้กับขาหุ่นยนต์ได้เเรงบันดาลใจจากระบบการเคลื่อนไหวเเละควบคุมกล้ามเนื้อของสิ่งมีชีวิต ขาหุ่นยนต์นี้มีเอ็นกล้ามเนื้อที่เหมือนกับเอ็นกล้ามเนื้อของสัตว์ ควบคุมโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ทำให้ขาหุ่นยนต์หัดเดินได้ภายใน 5 นาทีของช่วงเวลา "free play" ขาหุ่นยนต์ยังสามารถเรียนรู้การเคลื่อนไหวเเบบอื่นๆ ได้โดยไม่โปรแกรมคำสั่งเพิ่มเติม

อาลี มาร์เจนนันจาด นักศึกษาปริญญาเอกด้าน Biomedical Engineering ที่มหาวิทยาลัย USC บอกว่า ขาหุ่นยนต์ทำงานเหมือนทารกที่พยายามดึงกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เเละเรียนรู้ว่าจะเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างไรบ้าง เเละเรียนรู้ในการควบคุมกล้ามเนื้อเหล่านั้น

หุ่นยนต์ที่ใช้ระบบการคิดคำนวณนี้สามารถรับการฝึกเหมือนกับการฝึกสุนัข โดยใช้เซ็นเซอร์เป็นตัวช่วย

ศาสตราจารย์ วัลเลโร คูเอวาส บอกว่า เมื่อขาหุ่นยนต์ผลักสาย the belt ไปข้างหลัง การหมุนที่ทำมุมต่างๆ จะส่งสัญญาณเป็นตัวเลขไปที่ระบบการคิดคำนวณที่ที่จะสื่อว่า ชอบ หรือ ถูกใจ แต่หากหุ่นยนต์เคลื่อนไปในทางตรงกันข้าม ระบบการคิดคำนวณที่ก็จะสื่อว่า ไม่ถูกใจ

ดาริโอ เออบีน่า เมลเลนเดส นักศึกษาปริญญาเอกด้าน Biomedical Engineering ที่มหาวิทยาลัย USC บอกว่า ทีมงานออกแบบขาหุ่นยนต์ก่อนที่จะพิมพ์ขาหุ่นยนต์ออกมาด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ การใช้งานอย่างหนึ่งที่เป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้คือการช่วยเหลือคนที่มีความพิการทางกาย

ศาสตราจารย์ วัลเลโร คูเอวาส กล่าวว่า ขาหุ่นยนต์อาจจะเลียนเเบบความสามารถของผู้ใช้ หรืออาจเป็นตัวช่วยหากผู้ใช้ไม่มีเรี่ยวเเรงหรืออ่อนเเอเกินไป

ความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งคือการใช้งานในอนาคตเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่วิกฤติ โดยขาหุ่นยนต์สามารถปรับตัวเข้ากับพื้นที่ที่มีความลาดชันระดับต่างๆ ได้ เเละทีมนักวิจัยชี้ว่า พวกเขาคาดการณ์ว่าขาหุ่นยนต์เรียนรู้ด้วยตัวเอง จะเข้าไปมีบทบาทในงานด้านการสำรวจอวกาศในอนาคต พวกเขาบอกว่าหุ่นยนต์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมนี้ อาจจะพัฒนาออกมาใช้งานจริงๆ ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 42 ครั้ง

ขอเชิญ SME ผักและผลไม้ใน จ.ราชบุรี และใกล้เคียง เข้าสัมมนาพัฒนาระบบเกษตรด้วยนวัตกรรม 4.0

Hits 36 ครั้ง
URL: 
https://www.nstda.or.th/th/news/12530-20190502-smart-farmer
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, May 7, 2019
รายละเอียด: 

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ขอเชิญผู้ประกอบการผักและผลไม้ รวมถึงกลุ่ม SME ทั่วไปในจังหวัดราชบุรีและใกล้เคียง เข้าร่วมอบรมสัมมนาในหัวข้อ “การพัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืนด้วยนวัตกรรม 4.0” ภายใต้โครงการยกระดับผักและผลไม้ไทย : โอกาสสำหรับพัฒนาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน เพื่อรับทราบถึงแนวทางพัฒนาการเกษตรด้วยนวัตกรรม และการก้าวสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farmer) พร้อมรับฟังบรรยายนวัตกรรมและกระบวนการที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเกษตร โดยนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญ ในวันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม 2562 เวลา 08.30 - 16.30 น. ที่โรงแรม ณ เวลา อ.เมือง จ.ราชบุรี ขอสงวนสิทธิ์รับเฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคล จำนวนจำกัด 50 ท่าน ภายใน 17 พฤษภาคมนี้ สอบถามและลงทะเบียนได้ที่ คุณพนิตา โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1301 มือถือ 063-915-6656 หรืออีเมล panita@nstda.or.th

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - พัฒนา