Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

มนุษย์

รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติการทดลองปลูกอวัยวะมนุษย์ในสัตว์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, August 30, 2019
รายละเอียด: 

หนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun ของญี่ปุ่น รายงานว่า Hiromitsu Nakauchi นักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยที่สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยโตเกียว ยืนยันการอนุมัติการทดลองปลูกอวัยวะมนุษย์ในสัตว์แล้ว

ศูนย์วิจัยของ Nakauchi ทำการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างตัวอ่อนสัตว์ที่มีเซลล์ของมนุษย์อยู่ในตัว โดยได้ขออนุมัติการปลูกเซลล์มนุษย์ในตัวอ่อนของสัตว์แล้วฝังเข้าไปในมดลูกของสัตว์

เป้าหมายของการวิจัยนี้ก็คือการปลูกอวัยวะของมนุษย์ในสัตว์จนโตเต็มที่ ซึ่งอาจสามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์ และหากประสบความสำเร็จ อวัยวะดังกล่าวจะสามารถช่วยผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะได้

อย่างไรก็ตาม การทดลองดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากนักวิทยาศาสตร์ที่แสดงความห่วงกังวลในเรื่องจริยธรรม

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามการทดลองปลูกเซลล์มนุษย์ในตัวอ่อนของสัตว์เป็นเวลานานกว่า 14 วัน เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีความกังวลว่าอาจนำไปสู่การกำเนิดของสิ่งมีชีวิตลูกผสมระหว่างสัตว์และยีนของมนุษย์

แต่รายงานของวารสาร Nature ระบุว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่นยกเลิกคำสั่งห้ามดังกล่าวเมื่อเดือนมีนาคม การยกเลิกคำสั่งนี้ช่วยให้คณะวิจัยของ Nakauchi สามารถปลูกอวัยวะจนโตเต็มที่ โดยจะเริ่มต้นจากการทดลองปลูกอวัยวะตับอ่อนของมนุษย์ในสัตว์ อย่างเช่น หนูทดลอง

Hiromitsu Nakauchi กล่าวว่า ในที่สุดเราก็สามารถเริ่มต้นทำการศึกษาในเรื่องนี้ได้อย่างจริงจัง หลังจากการเตรียมการนานถึง 10 ปี แต่เขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องสร้างอวัยวะมนุษย์ได้ทันที

ทีมวิจัยของ Nakauchi วางแผนที่จะสร้างตัวอ่อนที่ไม่สามารถสร้างตับอ่อนเองได้ โดยฉีดเซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์เข้าไปในตัวอ่อนเพื่อให้สร้างตับอ่อนจากเซลล์นั้น จากนั้นตัวอ่อนจะถูกฉีดเข้าไปในมดลูกของสัตว์ ด้วยความหวังว่าตับอ่อนเซลล์มนุษย์จะเติบโตขึ้นมาได้

หากการทดลองนี้ประสบความสำเร็จ นักวิจัยหวังว่าสักวันหนึ่งจะสามารถปลูกอวัยวะขนาดเท่าของมนุษย์ในสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น หมูและแกะ ได้

หนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun รายงานว่า แนวทางใหม่กำหนดให้นักวิจัยต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการถือกำเนิดของสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งสัตว์

Nakauchi กล่าวว่า จะปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ และกล่าวอ้างว่าการทดลองนี้อยู่ในความควบคุมเพื่อป้องกันผลลัพธ์ดังกล่าว และว่าจำนวนเซลล์ของมนุษย์ที่ปลูกในร่างแกะนั้นมีขนาดเล็กมาก ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1,000 หรือ 1 ต่อ 10,000 ซึ่งการปลูกถ่ายในอัตราส่วนนี้จะไม่มีทางทำให้เกิดการถือกำเนิดของสัตว์ที่มีใบหน้าเป็นมนุษย์ได้

Cr : https://www.voathai.com/a/japan-grow-human-organs-in-animals/5040708.html

Hits 17 ครั้ง

มนุษย์เคยมีหางจริงหรือไม่

วันที่: 
Monday, August 26, 2019

จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ มนุษย์ทุกคนมีหาง
เท็จจริงแล้วคืออะไรกันแน่?
 
เคยสังเกตกันไหม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกือบทุกชนิดล้วนมีหาง เช่น สุนัข แมว กระบือ ลิง และอื่นๆ แต่ทำไมมนุษย์ถึงไม่มีหางล่ะ?
 
แท้จริงแล้ว เมื่อตัวอ่อนของมนุษย์อายุประมาณ 5 สัปดาห์ ส่วนที่เป็นหางจะเห็นเป็นกระดูกและเนื้ออย่างชัดเจน แต่ด้วยพัฒนาการมนุษย์จึงได้หยุดยั้งการเจริญเติบโตของหางไว้แค่นั้น แต่อวัยวะส่วนอื่นๆ ยังเจริญเติบโตต่อไป ส่วนหางไม่ได้หายไปไหน แต่ได้กลายเป็นกระดูกก้นกบของมนุษย์นั่นเอง
 
และนี่ก็คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ได้พัฒนาสิ่งมีชีวิตจนมาเป็นเราในปัจจุบันนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72939/-scibio-sci-
ภาพประกอบ: 

ถ้ามนุษย์มีปีกจะบินได้ไหม ?

ปีงบประมาณ: 
2562
Hits 24 ครั้ง
รายละเอียด: 

วันสหกิจศึกษาไทย ครั้งที่ 10

Hits 54 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/187-2019-06-11-09-16-21
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, June 12, 2019
รายละเอียด: 

๖ มิถุนายน ๒๕62 : ดร.อรสา ภาววิมล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกอ.เดิม) เป็นประธานเปิดงานวันสหกิจศึกษาไทย ครั้งที่ 10 พ.ศ. ๒๕62 ณ หอประชุมใหญ่ อาคารไทยบุรี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ดร.อรสา ภาววิมล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้กำหนดเรื่องการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกันสหประชาชาติก็ได้กำหนดเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ในเรื่องของคุณภาพการศึกษา ทุนมนุษย์จึงเป็นเป้าหมายสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับโลก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงมีบทบาทสำคัญประการหนึ่งในการผลิต และพัฒนากำลังคนคุณภาพที่มีศักยภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน มีทักษะสากล
ที่พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สหกิจศึกษาถือเป็นการเตรียมบัณฑิตให้พร้อมสู่โลกแห่งการทำงานจริง จากการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยร่วมกับการปฏิบัติงานในสถานประกอบการ จึงทำให้บัณฑิตมีศักยภาพพร้อมทั้งทางวิชาการ วิชาชีพและวิชาชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายและทิศทางการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ทบวงมหาวิทยาลัยและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเดิม ได้กำหนดนโยบายส่งเสริมสหกิจศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาและใช้เครือข่ายพัฒนาสหกิจศึกษา 9 เครือข่ายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศเป็นกลไกขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง ได้เห็นพัฒนาการและความก้าวหน้าของการยกระดับคุณภาพบัณฑิตไทย ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาจัดสหกิจศึกษาเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% มีสถานประกอบการเข้าร่วมกว่า 19,000 แห่ง ในเชิงของคุณภาพจะเห็นได้ว่าการจัดสหกิจศึกษาไม่เพียงตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และผู้ใช้บัณฑิตภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังก้าวหน้าไปสู่มาตรฐานสากลผ่านสหกิจศึกษานานาชาติ นอกจากนี้ความรู้และประสบการณ์จากสหกิจศึกษายังเป็นรากฐานสำคัญที่จะส่งเสริมให้บัณฑิตก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการตามเป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศด้วย
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสหกิจศึกษาให้มีความยั่งยืนก็ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในโลกการทำงานยุคใหม่ ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันอุดมศึกษาและเครือข่ายสหกิจศึกษา สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาที่จะเข้าร่วมสหกิจศึกษา รวมทั้งผู้ประกอบการพันธมิตรให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น
“สหกิจศึกษาจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษา ที่ตอบสนองต่อการสร้างศักยภาพการเรียนรู้ และทักษะการทำงานในโลกปัจจุบันและอนาคตให้บัณฑิตไทย และยกระดับสู่การเป็นพลโลก ที่มีความพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปทำงานที่ไหนก็ได้ในโลกนี้อย่างสง่างาม” รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้าย

ข้อมูลข่าวโดย : สป.อว. (ด้านการอุดมศึกษา)
สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
อาคารอุดมศึกษา ถนนศรีอยุธยา โทร.02 0395606-9

ประเภทข่าว: 
news

'ไมโครพลาสติก' ในร่างกายมนุษย์มาจากที่ไหน? ส่งผลอย่างไร?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, June 11, 2019
รายละเอียด: 

การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ Environmental Science and Technilogy เมื่อวันพุธที่ 5 มิถุนายน ซึ่งอาศัยเกณฑ์ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ ให้ภาพว่าในแต่ละปีมีคนอเมริกันได้รับอนุภาคขนาดเล็กของพลาสติก หรือที่เรียกว่า "ไมโครพลาสติก" เข้าสู่ร่างกายโดยเฉลี่ยตั้งแต่ 74,000 ถึง 121,000 อนุภาคโดยขึ้นอยู่กับอายุและเพศของบุคคล

แต่สำหรับผู้ที่ดื่มน้ำจากขวดพลาสติกเป็นประจำ การรับอนุภาคดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกปีละราว 90,000 อนุภาคเลยทีเดียว

นักวิจัยได้ตัวเลขดังกล่าวจากการวิเคราะห์รายงานการศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการได้รับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายจากแหล่งสำคัญแปดแหล่ง คือจากอากาศที่หายใจ จากการดื่มแอลกอฮอล์ จากน้ำบรรจุขวด จากน้ำผึ้ง อาหารทะเล เกลือ น้ำตาล และน้ำประปา แต่แหล่งที่มาของไมโครพลาสติกดังกล่าวไม่รวมถึงเนื้อสัตว์และผักต่างๆ เนื่องจากยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ

นักวิจัยอธิบายว่า Microplastic หรืออนุภาคขนาดเล็กของพลาสติกนี้มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราอยู่แล้ว และไม่ใช่เฉพาะคนเท่านั้นแต่สัตว์ต่างๆ ก็ได้รับไมโครพลาสติกนี้เข้าสู่ร่างกายในกระบวนการดำรงชีวิตเช่นกัน เพียงแต่ว่ามนุษย์อาจได้มากกว่าจากกระบวนการผลิตและการบรรจุอาหาร

จากตัวเลขของกระทรวงเกษตรและสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ นักวิจัยประเมินว่า โดยเฉลี่ยในแต่ละปีเด็กผู้ชายจะได้รับไมโครพลาสติกราว 81,000 หน่วย เทียบกับ 74,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้หญิงส่วนผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่จะได้ไมโครพลาสติก 121,000 หน่วยเทียบกับ 98,000 หน่วยสำหรับผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำบรรจุขวดพลาสติกเพียงอย่างเดียวจะเพิ่มอนุภาคพลาสติกนี้ได้ถึง 75,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้ชาย 64,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้หญิงและราว 127,000 หน่วยสำหรับผู้ชายกับราว 93,000 หน่วยสำหรับผู้หญิงตามลำดับ

ผลการวิจัยก่อนหน้านี้แสดงว่า อนุภาคไมโครพลาสติกมีขนาดเล็กพอที่จะแทรกตัวเข้าไปในเนื้อเยื่อของร่างกายและกระตุ้นปฏิกิริยาด้านภูมิคุ้มกัน หรือปล่อยสารพิษกับโลหะหนักที่ติดมาจากสิ่งแวดล้อมได้

แต่ผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแท้จริงของเรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ทราบกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้เตือนว่า นอกจากผลของไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์ซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจนแล้ว การศึกษาดูจะละเลยเรื่องกลไกและระบบร่างกายของมนุษย์ที่อาจสามารถกรองหรือกำจัดไมโครพลาสติกในอากาศที่เราหายใจเข้าไปได้

และนักวิทยาศาสตร์บางคน เช่น ศาสตราจารย์ Richard Lampitt จากทีมวิจัยด้านสมุทรศาสตรของอังกฤษก็ชี้ว่า ขณะนี้เรายังขาดการให้คำนิยามไมโครพลาสติกอย่างชัดเจนว่ามีขนาดเล็กแค่ไหน เพราะนอกจากไมโครพลาสติกแล้ว ยังมีอนุภาคของพลาสติกขนาดเล็กกว่าที่เรียกว่า "นาโนพลาสติก" ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในขอบข่ายของการศึกษาครั้งนี้ด้วย

ในขณะนี้ถึงแม้จะมีการประเมินจำนวนไมโครพลาสติกที่มนุษย์ได้รับเข้าไปในร่างกายจากแหล่งต่างๆ ก็ตาม แต่ความเข้าใจเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแท้จริงนั้นยังไม่ชัดเจน และนักวิทยาศาสตร์ก็เห็นพ้องกันว่าจำเป็นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ต่อไป

Hits 51 ครั้ง

นักวิทยาศาสตร์พัฒนา ‘โดรน’ เพื่องานดูแลอาคารแทนมนุษย์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, April 30, 2019
รายละเอียด: 

นักวิทยาศาสตร์พัฒนา ‘โดรน’ เพื่องานดูแลอาคารแทนมนุษย์

นักวิจัยที่อังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งโปรแกรมให้โดรนทำงานแทนคนในการทำความสะอาดกระจกของตึกสูงและตรวจสอบสภาพอาคาร

เมอร์โค โควัคจาก Federal Laboratories ของสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เพิ่มการทำงานของระบบหุ่นยนต์ ทำให้เกิดการพิจารณาถึงการทำงานของสิ่งปะดิษฐ์นี้ ที่อาจสามรถตอบสนองกับสภาพงานและสถานการณ์ในการก่อสร้างได้มากขึ้นเรื่อยๆ

โดรนจึงอาจทำใช้ในการตรวจสอบโครงสร้างของอุโมงค์และเหมืองแร่ได้ด้วย เพราะพื้นที่เหล่านี้ เข้าถึงยากและอาจมีความเสี่ยงต่อมนุษย์

นักประดิษฐ์เมอร์โค โควัค กล่าวว่าโดรนจะเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยมนุษย์ให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น ปลอดภัยกว่าเดิม และใช้งบประมาณน้อยลง

Hits 56 ครั้ง

วันน้ำโลก (World Water Day)

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, March 21, 2019
รายละเอียด: 

น้ำ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก โดยเฉพาะมนุษย์ใช้ประโยชน์จากน้ำในการอุปโภคบริโภคเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต รวมถึงใช้ในภาคการเกษตรและ อุตสาหกรรมซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ แต่ในปัจจุบันการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากรและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ทำให้เกิดความต้องการใช้น้ำมากขึ้นในทุกภาคส่วน ประกอบกับโลกกำลังเผชิญกับปัญหาภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อวัฏจักรของน้ำบนโลก ซึ่งนำไปสู่ปัญหาและวิกฤติความมั่นคงด้านน้ำ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดของประชากรทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ องค์การสหประชาชาติ ได้ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และอาจก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำขึ้นได้ในอนาคต ดังนั้น ในปี ค.ศ.1992 สมัชชาสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 22 มีนาคม ของทุกปีเป็น วันน้ำโลก หรือ World Water Day เพื่อระลึกถึงความสำคัญของน้ำ ซึ่งเป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลก อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในหมู่มวลมนุษยชาติ ในเรื่องของการอนุรักษ์น้ำ และการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยองค์การสหประชาชาติจะกำหนดหัวข้อประเด็นของวันน้ำโลกในแต่ละปีแตกต่างกันออกไป โดยวันน้ำโลก ในปี 2019 นี้ ได้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Leaving no one behind หรือ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เนื่องจากปัจจุบันประชากรโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดว่าจะสูงถึง 9.8 พันล้านคน ในปี 2050 โดยปัจจุบันมีประชากรจำนวนมากดำรงชีวิตโดยปราศจากน้ำสะอาด ทั้งผู้หญิง เด็ก ผู้อพยพ และอีกหลายๆ ชีวิต ต้องดิ้นรนหาน้ำสะอาดมาใช้เพื่อการเจริญเติบโตและความอยู่รอดของตนเอง ในบางครั้งคนเหล่านี้มักถูกมองข้ามและถูกเลือกปฏิบัติ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงน้ำที่สะอาดและปลอดภัยได้ โครงการวันน้ำโลก ปี 2019 จึงมุ่งเน้นให้ทุกคนได้รับน้ำที่สะอาดและปลอดภัยอย่างเท่าเทียมกัน

เนื่องในวันน้ำโลกปีนี้ หากพวกเราทุกคนช่วยกันรณรงค์อนุรักษ์น้ำ โดยการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสม และรู้คุณค่า เช่น การประหยัดน้ำ การหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการป้องกันการเกิดมลพิษในแหล่งน้ำ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เรามีทรัพยากรน้ำไว้ใช้ได้อย่างยั่งยืนและตลอดไป

Webp.net resizeimage

ภาพจาก : https://www.shutterstock.com/th/image-photo/world-water-day-saving-quali... (Stock ID Photo : 391442647)
ที่มา : https://www.kehakaset.com/articles_details.php?view_item=783
คำค้น : วันน้ำโลก, World Water Day, อนุรักษ์น้ำ
ผู้เขียน : นายชนินทร์ สาริกภูติ

Hits 89 ครั้ง

รู้หรือไมธาตุใดที่มีมากที่สุดในร่างกายของมนุษย์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, March 5, 2019
รายละเอียด: 

รู้หรือไม่ธาตุใดที่มีมากที่สุดในร่างกายของมนุษย์

ร่างกายของมนุษย์มีกลไกการทำงานที่ซับซ้อน ซึ่งกลไกการทำงานเหล่านี้ต้องอาศัยธาตุอื่น ๆ อีกมากมาย ในปริมาณที่ต่างกันไปเพื่อควบคุมให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ และธาตุที่มีปริมาณที่สุดในร่างกายก็คือ ออกซิเจน (Oxygen, O) ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 65% โดยมวลของร่างกาย หรือเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหนักตัว เนื่องจากออกซิเจนมีการหมุนเวียนอยู่ในร่างกายในรูปของน้ำประมาณ 60% ของร่างกาย ขณะที่บางส่วนก็อยู่ในกระบวนการเมทาบอลิซึมซึ่งไม่สามารถวัดค่าได้ นอกจากนี้ บางส่วนยังพบในปอดด้วย จากการหายใจเข้าซึ่งมีออกซิเจนอยู่ประมาณ 20% ของอากาศที่หายใจเข้าไปทั้งหมด โดยเป็นกุญแจสำคัญในการหายใจระดับเซลล์ที่ร่างกายจะนำไปใช้ที่ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) ภายในเซลล์ เพื่อสร้างพลังงานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์

shutterstock 1297451833

ที่มาข้อมูล
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/67386/-blo-scibio-sci-

ภาพจาก shutterstock

เรียบเรียงโดย นายชนินทร์ สาริกภูติ

Hits 67 ครั้ง

สุขภาพ : ดีเอ็นเอฉลามอาจช่วยชี้ทางรักษามะเร็งและโรคจากความชราในมนุษย์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, February 25, 2019
รายละเอียด: 

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ฉลามขาว (Great white shark) นักล่ายักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเลอาจกุมความลับในการมีชีวิตที่ยืนยาว เพราะมีวิวัฒนาการทางพันธุกรรมที่ช่วยปกป้องพวกมันจากโรคมะเร็ง และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากความแก่ชรา ซึ่งความรู้ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ให้ความหวังว่าจะนำไปสู่หนทางการรักษาโรคต่าง ๆ ของมนุษย์ในอนาคต

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโนวา เซาท์อีสเทิร์น ในรัฐฟอลริดาของสหรัฐฯ ได้ถอดรหัสพันธุกรรมทั้งหมด หรือจีโนม (Genome) ของฉลามขาวสำเร็จเป็นครั้งแรก แล้วนำไปเปรียบเทียบกับจีโนมของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ซึ่งรวมถึงฉลามวาฬ และมนุษย์

มีความลับอะไรซุกซ่อนในยีนฉลามขาว

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่าฉลามขาวซึ่งมีจีโนมใหญ่กว่ามนุษย์ 1.5 เท่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงในลำดับดีเอ็นเอที่บ่งชี้ถึงการปรับตัวในระดับโมเลกุล หรือที่เรียกว่า "การคัดเลือกตามธรรมชาติ" ในยีนหลายตัวซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้จีโนมเสถียร ซึ่งช่วยให้ฉลามขาวมีดีเอ็นเอที่สามารถซ่อมแซมความเสียหายได้เอง และทนทานต่อความเสียหายในแบบที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้

ในทางกลับกัน การที่จีโนมไม่เสถียรในมนุษย์นั้น ทำให้เราเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคจากความเสื่อมถอยของร่างกายเมื่อมีอายุมากขึ้น และโรคมะเร็ง

ดร.มาห์มูด ชีวจี หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า "ความไม่เสถียรของจีโนมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ ในมนุษย์...และตอนนี้เราค้นพบว่าธรรมชาติได้พัฒนากลยุทธ์อันชาญฉลาดในการรักษาความเสถียรของจีโนมในสัตว์ขนาดยักษ์และอายุยืนอย่างฉลาม"

ดร.ชีวจี ชี้ว่า ฉลามขาวไม่เพียงจะมียีนที่มีความเสถียรของจีโนมจำนวนมากอย่างน่าประหลาดใจ แต่ยังมีความสมบูรณ์มากอีกด้วย

โดยนักวิจัยพบว่า จีโนมของฉลามขาวมี "ยีนกระโดด"( jumping genes) ซึ่งเป็นหน่วยพันธุกรรมที่สามารถเคลื่อนที่ได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ฉลามขาวมียีนที่มีความเสถียรของจีโนมเป็นจำนวนมากนั่นเอง

นอกจากนี้ยังพบว่า ฉลามขาวมีการปรับตัวเชิงวิวัฒนาการที่น่าทึ่งในยีนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาบาดแผลให้หายอย่างรวดเร็ว เช่น ยีนสำคัญที่ทำให้เลือดแข็งตัว ทำให้ร่างกายของฉลามเยียวยาได้อย่างรวดเร็วแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ตาม

ฉลามขาวเป็นปลากินเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยอาศัยอยู่ในโลกมาอย่างน้อย 16 ล้านปี และเมื่อโตเต็มวัยอาจมีขนาดยาวได้ถึง 6 เมตร และหนักได้ถึง 3 ตัน

Hits 55 ครั้ง

ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ 6 อย่างที่พบในมนุษย์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, February 13, 2019
รายละเอียด: 

วิวัฒนาการของมนุษย์ได้ก้าวมาไกลมาก แต่ก็ยังเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า

ลักษณะเด่นทางกายภาพบางอย่างในสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ยังคงตกทอดต่อกันไปในหลายรุ่น แม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์ในการใช้งานแล้วก็ตาม ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ หรือ ลักษณะสืบสายพันธุ์ ยังพบในมนุษย์อย่างเรา ๆ ด้วย

ดร.ดอร์ซา อามีร์ นักมานุษยวิทยาที่ศึกษาด้านวิวัฒนาการ ระบุว่า "ร่างกายของคุณก็คือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ ดี ๆ นี่เอง"

แล้วเหตุใดลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายของเราแม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์แล้ว

คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญก็คือ เพราะวิวัฒนาการเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั่นเอง

ในบางครั้งก็ไม่มีแรงกดดันจากการคัดเลือกทางธรรมชาติเพียงพอที่จะขจัดลักษณะสืบสายพันธุ์ที่ไร้ประโยชน์บางอย่าง ไป ดังนั้นมันจึงยังหลงเหลืออยู่จากรุ่นสู่รุ่น ในบางกรณีลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ได้พัฒนาประโยชน์การใช้งานใหม่ขึ้น ในกระบวนการที่เรียกว่า "การเปลี่ยนหน้าที่ของโครงสร้าง" (exaptation)

เหตุใดบางคนจึงมีคุณสมบัติทางกายภาพเหนือคนทั่วไป?
มนุษย์โบราณโฮโม อีเร็กตัส สูญพันธุ์เพราะ "ขี้เกียจ"
มนุษย์อาจกำลังมีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา
นีแอนเดอร์ทัลมีหน้ายื่น-จมูกใหญ่ เพื่อหายใจในอากาศหนาวได้ดีขึ้น
Image copyrightGETTY IMAGES
ดร.อามีร์ กล่าวกับบีบีซีว่า คุณอาจเคยสงสัยว่า แล้วเราจะระบุได้อย่างไรว่าลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ ประโยชน์ดั้งเดิม ของมันคืออะไร

"เราสามารถทำได้เพียงการตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอยดั้งเดิมของลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้...โดยพิจารณาว่ามันสำคัญต่อการดำรงชีพของเราหรือไม่ หรือเปรียบเทียบกับลักษณะสืบสายพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มไพรเมต และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ที่เป็นญาติกับมนุษย์ เพื่อดูว่ามันยังปรากฏอยู่หรือไม่ และมีประโยชน์ใช้งานอย่างไร"

นี่คือ ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ 6 อย่างที่พบในมนุษย์ :

1. กล้ามเนื้อปาล์มาริส ลองกัส (palmaris longus)

ถ้าคุณมีกล้ามเนื้อนี้ ก็จะสามารถมองเห็นและคลำได้จากผิวหนัง โดยเอานิ้วโป้งและนิ้วก้อยสัมผัสกันแล้วงอข้อมือเล็กน้อย บรรพบุรุษของเราเคยกล้ามเนื้อส่วนนี้ในการปีนป่ายต้นไม้
นี่คือการทดลองง่าย ๆ : เอานิ้วโป้งและนิ้วก้อยสัมผัสกันแล้วงอข้อมือเล็กน้อย

คุณสังเกตเห็นสิ่งที่ดูคล้ายเส้นเอ็นนูนปรากฏขึ้นมาบริเวณข้อมือหรือไม่ สิ่งที่เห็นก็คือ กล้ามเนื้อปาล์มาริส ลองกัส นั่นเอง

แต่คุณไม่ต้องตกใจหากไม่เห็นมัน เพราะราว 18% ของคนเราไม่มีกล้ามเนื้อชนิดนี้อยู่แล้ว และการไม่มีก็ไม่ใช่ความบกพร่องทางร่างกายแต่อย่างใด

กล้ามเนื้อส่วนนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของ "ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ"โดยเป็นกล้ามเนื้อที่มักพบในสัตว์กลุ่มไพรเมตที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ เช่น ลิงอุรังอุตัง แต่จะมีความแตกต่างกันออกไปในหมู่ไพรเมตที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน

"นี่ชี้ว่ามันอาจมีประโยชน์ในการเคลื่อนไหวบนต้นไม้" ดร.อามีร์ กล่าว ปัจจุบันกล้ามเนื้อส่วนนี้ได้กลายเป็นชิ้นส่วนโปรดของเหล่าศัลยแพทย์ ที่มักนำมันไปใช้ในการทำศัลยกรรมตกแต่ง เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่ไม่สำคัญต่อการใช้มือของคนเรา

2. ตุ่มเล็ก ๆ บนใบหู ที่เรียกว่า ดาร์วินส์ ทูเบอร์เคิล (Darwin's tubercle)

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นยังคงใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้ช่วยในการตรวจจับเสียงของสัตว์นักล่า
"หากคุณกระดิกหูได้ คุณกำลังแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการ" นี่คือถ้อยคำของ เจอร์รี คอยน์ ที่เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Why Evolution is True

เขาพูดถึงกล้ามเนื้อ 3 มัดที่อยู่ใต้หนังศีรษะซึ่งเชื่อมต่อกับหูของเรา และติ่งหรือตุ่มเล็ก ๆ ที่ยื่นออกมาจากใบหูด้านบนก็คือหนึ่งในกล้ามเนื้อที่พูดถึงนี้

มันไม่มีประโยชน์สำหรับคนส่วนใหญ่ แต่บางคนสามารถใช้มันกระดิกหูได้ และถูกระบุถึงเป็นครั้งแรกโดย ชาลส์ ดาร์วิน บิดาด้านธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ทำให้มันถูกเรียกว่า Darwin's tubercle หรือตุ่มของดาร์วินนั่นเอง

ดร.อามีร์ กล่าวว่า "ในขณะที่ยังมีการถกเถียงกันว่าตุ่มนี้คือลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการหรือไม่ แต่ในส่วนของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หูนั้นอาจแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ"

เจอร์รี คอยน์ ระบุว่า ปัจจุบันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่าง ม้า และแมว ยังคงใช้กล้ามเนื้อดังกล่าวในการขยับใบหู เพื่อช่วยในการตรวจจับเสียงของสัตว์นักล่า, หาตำแหน่งของลูกน้อย และระบุต้นตอของเสียงต่าง ๆ

3. กระดูกก้นกบ

บรรพบุรุษของเราเคยใช้กระดูกก้นกบในการทรงตัวและการเคลื่อนไหวบนต้นไม้
ดร.อามีร์ บอกว่า กระดูกก้นกบ ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังข้อสุดท้ายของมนุษย์คือ "ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการที่เด่นชัดกว่าส่วนอื่น"

"มันเป็นเครื่องเตือนความทรงจำถึงหางที่หายไปของเรา ซึ่งเคยมีประโยชน์ในการทรงตัวและการเคลื่อนไหวบนต้นไม้"

ลักษณะสืบสายพันธุ์นี้คือตัวอย่างที่ดีของกระบวนการเปลี่ยนหน้าที่ของโครงสร้าง (exaptation) ที่กล่าวไปตอนต้น เพราะปัจจุบันมันได้เปลี่ยนมาเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ และเอ็นกระดูกต่าง ๆ ในท้องน้อยแทน

4. เยื่อบุตา plica semilunaris หรือที่เรียกว่า "เปลือกตาที่สาม"

เปลือกตาที่สาม คือติ่งเนื้อเล็ก ๆ สีชมพูที่หัวตา
คุณเคยสังเกตเห็นติ่งเนื้อเล็ก ๆ สีชมพูที่หัวตาไหม

มันคือเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่อยู่ระหว่างชั้นเปลือกตากับกระจกตาที่หลงเหลือมาจากวิวัฒนาการในอดีตของมนุษย์ และมักถูกเรียกว่า "เปลือกตาที่สาม"

ดร.อามีร์ บอกว่า "เปลือกตาที่สามจะกะพริบในแนวนอน...แต่มันไม่ได้ทำงานเลยตลอดชั่วชีวิตของคนเรา"

ปัจจุบัน เรายังเห็นสัตว์ที่ใช้เนื้อเยื่อส่วนนี้ เช่น นก และแมว

5. อาการขนลุกชูชัน (piloerection reflex)

สัตว์อย่างแมวใช้การพองขนข่มขู่ศัตรูเพื่อทำให้ตัวมันดูใหญ่กว่าความเป็นจริง
คุณคงเคยเห็นแมวพองขนเวลาที่ตื่นกลัว

มันคืออาการคล้ายกันกับเวลาที่คนเราขนลุกเมื่อรู้สึกหนาวหรือหวาดกลัว

ปฏิกิริยาสะท้อนกลับแบบนี้เรียกว่า piloerection reflex

ดร.อามีร์ บอกว่า ด้วยความที่บรรพบุรุษของเรามีชีวิตบนโลกในฐานะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนปกคลุมร่างกายมายาวนาน ก่อนที่จะวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน อาการขนลุกจึงเป็นปฏิกิริยาเก่าแก่ที่ตกทอดมาเพื่อทำให้เราดูตัวใหญ่กว่าความเป็นจริง หรือเพื่อช่วยให้ร่างกายรักษาความร้อนเอาไว้ในสภาพอากาศหนาวเย็น

"เมื่อเราเริ่มมีขนน้อยลง ปฏิกิริยานี้จึงไร้ประโยชน์ ถึงขั้นที่มันไม่ได้ทำหน้าที่ดั้งเดิมตามธรรมชาติของมัน"

6. ปฏิกิริยาสะท้อนด้วยการกำมือ (Palmar grasp Reflex)

ลูกลิงใช้ปฏิกิริยาสะท้อนกลับนี้ในการเกาะยึดขนเวลาเกาะหลังพ่อแม่ไปไหนมาไหน
ปฏิกิริยาสะท้อนกลับด้วยการกำมือมักเห็นได้จากเด็กทารกที่มักกำนิ้วมือไว้แน่น

ปฏิกิริยานี้ยังคงมีประโยชน์กับลูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นอยู่ ซึ่งพวกมันมักเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเกาะขนของสัตว์ที่แก่กว่าไปไหนมาไหน

ดร.อามีร์ กล่าวว่า มีการตั้งสมมุติฐานว่า ปฏิกิริยาสะท้อนด้วยการกำมือของคนเราก็มีจุดประสงค์เดียวกันกับสัตว์เหล่านี้ "แต่เด็กทารกเกิดออกมาโดยที่ยังไม่โตเต็มที่เหมือนลูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น และยังไม่สามารถชันคอหรือเคลื่อนที่ได้"

Hits 57 ครั้ง
Subscribe to RSS - มนุษย์