Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

มนุษย์

นักวิจัยหวั่น “ปัญญาประดิษฐ์” จ่อแย่งงาน “มนุษย์ออฟฟิส”

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, January 6, 2020
รายละเอียด: 

ระหว่างที่หลายคนกำลังเป็นห่วงเป็นใยงานในภาคอุตสาหกรรมว่าจะถูกจักรกลแย่งงาน หันมาอีกที ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อาจจะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานของมนุษย์ออฟฟิสในเวลาอันใกล้นี้แล้ว โดยในการศึกษาจาก Brookings Institute ฟันธงเลยว่า AI จะสะเทือนตำแหน่งงานที่ต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญา และในตำแหน่งที่จะได้รับค่าจ่างสูงๆเสียด้วย

นายมาร์ค มูโร นักวิจัยอาวุโสจาก Brookings Institute บอกว่า จากเดิมที่คิดว่า AI จะทดแทนตำแหน่งงานค่าจ้างน้อย แต่ตอนนี้พบว่าปัญญาประดิษฐ์จะสามารถทดแทนงานของคนรายได้ปานกลาง อย่างเหล่าพนักงานออฟฟิส ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างมาก

ระบบปัญญาประดิษฐ์ ออกแบบมาเพื่อทำสิ่งที่ต้องพึ่งพามันสมองของมนุษย์ เช่น การวางแผน, การเรียนรู้, การให้เหตุผล และการแก้ปัญหา ซึ่งทีมวิจัยของ Brookings Institute วิเคราะห์อาชีพที่จะได้รับผลกระทบจาก AI โดยตรง และพบว่าไม่มีตำแหน่งงานใดที่รอดพ้นจากเงื้อมมือ AI ไปได้

นายมูโร ชี้ว่า ตำแหน่งงานที่ใช้วุฒิการศึกษาปริญญาตรี 4 ปี จะได้รับผลกระทบจาก AI มากกว่าตำแหน่งงานที่ใช้วุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลายถึง 5 เท่าตัว อย่างตำแหน่งงานที่มีรูปแบบการทำงานแบบชัดเจนตายตัว เช่น นักวิเคราะห์ตลาด, ผู้จัดการฝ่ายขาย, โปรแกรมเมอร์, นักวิเคราะห์ฝ่ายบริหาร และวิศวกร นั่นเป็นเพราะว่า AI ถูกออกแบบให้มีทักษะที่จำเป็นของมนุษย์ออฟฟิส โดยเฉพาะตำแหน่งฝ่ายบริหาร อย่างผู้จัดการและฝ่ายวิเคราะห์ ซึ่งเป็นงานถนัดของ AI ในแง่ของการใช้ทักษะการตัดสินใจและการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

จากความท้าทายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ ทีมวิจัยของ Brookings Institute แนะว่า การปรับตัวเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนสำหรับมนุษย์ในทุกหย่อมหญ้า ในการเพิ่มคุณค่าให้กับงานที่ทำอยู่

ขณะที่เอนิมา อนันกุมาร์ หัวหน้าฝ่าย Machine Learning ของ Nvidia กล่าวว่า พนักงานทุกคนควรประเมินอนาคตของบทบาทหน้าที่ที่ได้รับในงานที่ทำ ด้วย 3 คำถามสำคัญ คือ งานที่ทำอยู่เป็นงานที่ทำซ้ำซากหรือไม่? มีรูปแบบการประเมินผลงานที่ชัดเจนหรือไม่? และงานที่ทำเกี่ยวข้องกับข้อมูลมหาศาลเพื่อใช้ในการฝึกฝน AI ด้วยหรือไม่? ถ้าคำตอบทั้งหมดคือ “ใช่” ก็ฟันธงได้ว่า AI จ่อแย่งงานนี้ของคุณไปในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าแน่นอน

อนันกุมาร์ แนะว่า พนักงานที่เสี่ยงต่อการถูก AI แย่งงาน ควรมุ่งเป้าไปที่ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และสัญชาตญาณมนุษย์ เพิ่มทักษะแบบ Soft Skill และด้านเทคโนโลยีซึ่งให้รู้เท่าทัน AI ขณะเดียวกันต้องมี growth mindset ในแง่ของการยอมรับและปรับเพิ่มการเรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อเปิดประตูแห่งโอกาสที่จะเข้ามาในอนาคต

cr. https://www.voathai.com/a/ai-worker-to-steal-middle-class-01022020/52303...

Hits 11 ครั้ง

เก่งเหมือนกิ้งก่า? มนุษย์สามารถซ่อมสร้างกระดูกอ่อนบางส่วนได้เอง

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, October 31, 2019
รายละเอียด: 

ถึงแม้มนุษย์จะไม่มีขีดความสามารถในการสร้างอวัยวะบางส่วนที่ถูกตัดขาดหรือเสียหายไปขึ้นมาใหม่เหมือนกับสัตว์เลื้อยคลานประเภทกิ้งก่าได้ก็ตาม แต่นักวิจัยของมหาวิทยาลัย Duke ซึ่งเสนอรายงานทางวารสาร Science Advances พบว่า กระดูกอ่อนในข้อต่อของอวัยวะบางส่วนของมนุษย์นั้นสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะทำได้ไม่ดีหรือเร็วเท่าในสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด

นักวิจัยทราบว่าสัตว์บางชนิด เช่น กิ้งก่า ปลาม้าลาย และ axoloti หรือปลาเดินได้ในเม็กซิโกนั้น มีความสามารถในการซ่อมแซมและสร้างอวัยวะขึ้นทดแทน เพราะมีโมเลกุลชนิดหนึ่งที่เรียกว่า microRNA ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อในกระดูกข้อต่อ

ขณะเดียวกันนักวิจัยก็พบว่า มนุษย์เราก็มีโมเลกุล microRNA ที่ว่านี้เช่นกัน แต่ความสามารถของโมเลกุล microRNA ในการซ่อมแซมในร่างกายมนุษย์นั้นจะแตกต่างกันไปสำหรับอวัยวะแต่ละส่วน

โดยโมเลกุล microRNA จะทำงานได้อย่างดีหรือแข็งขันสำหรับกระดูกข้อเท้า แต่จะทำงานได้ไม่ดีเท่าสำหรับหัวเข่าหรือสะโพก

ถึงกระนั้นก็ตาม นักวิจัยของมหาวิทยาลัย Duke ผู้ศึกษาเรื่องนี้ก็บอกว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบกลไกการทำงานซึ่งเป็นตัวควบคุมกระบวนการซ่อมสร้างอวัยวะนี้ในเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนของคน และเรียกความสามารถในเรื่องนี้ว่าเป็น “ความสามารถแบบกิ้งก่าที่แฝงอยู่ในตัวคน”

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของกระดูกอ่อนในอวัยวะแต่ละส่วนของมนุษย์นั้นไม่เท่ากัน คือกระดูกข้อเท้าจะมีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองได้มากที่สุด ตามด้วยหัวเข่าและกระดูกสะโพก ดังนั้นเรื่องนี้จึงดูจะเป็นคำตอบว่า ทำไมผู้ที่บาดเจ็บที่ข้อเท้าจึงมีโอกาสหายหรือฟื้นตัวได้เร็วกว่าการบาดเจ็บที่หัวเข่าหรือสะโพก

นักวิจัยกล่าวด้วยว่า เรื่องนี้อาจเป็นข่าวดี เพราะในอนาคตอาจมีการใช้โมเลกุล microRNA ฉีดเข้าไปในกระดูกข้อต่อเพื่อช่วยรักษากระดูกที่เสียหาย หรือเพื่อป้องกันโรคข้ออักเสบ รวมทั้งอาจเป็นพื้นฐานสำหรับโอกาสที่จะสร้างอวัยวะขึ้นมาทดแทนด้วย

cr. https://www.voathai.com/a/salamander-like-ability-ct/5135592.html

Hits 31 ครั้ง

เลี้ยงสุนัข... อายุยืนจริงหรือไม่?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, October 16, 2019
รายละเอียด: 

สุนัขได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร และรายงานชิ้นใหม่ที่สำรวจข้อมูลจากประชาชนเกือบ 4 ล้านคนในหลายประเทศ รวมทั้ง สหรัฐฯ แคนาดา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และอังกฤษ เป็นเวลาเกือบ 70 ปี ระบุถึงข้อดีของการเสี้ยงสุนัขอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ อาจทำให้เจ้าของสุนัขมีอายุยืนยาวขึ้น ก็เป็นได้

รายงานการวิจัยจาก University of Toronto ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Circulation ของสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน ที่เผยแพร่ในวันอังคาร ชี้ว่า การเลี้ยงสุนัขสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้ราว 24% โดยเฉลี่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจหรือหลอดเลือดเลี้ยงสมองอุดตัน (Stroke) ที่สามารถลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตได้ถึง 31%

รายงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่สำรวจชาวสวีเดนกว่า 300,000 คน บ่งชี้เช่นกันว่า คนที่อาศัยอยู่คนเดียวแต่เลี้ยงสุนัข และเคยมีอาการหัวใจล้มเหลว มีโอกาสเสียชีวิตลดลง 33% เทียบกับคนที่ไม่เลี้ยงสุนัข ในขณะที่ผู้เลี้ยงสุนัขที่อาศัยอยู่คนเดียว และเคยมีอาการสโตรค มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตน้อยลง 27%

องค์การอนามัยโลก ระบุว่าโรคหัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดเลี้ยงสมองอุดตัน เป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของการเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บทั่วโลก

ผช.ศ.โทฟ ฟอลล์ แห่งภาควิชาระบาดวิทยา มหาวิทยาลัย Uppsala ในสวีเดน ผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้ ชี้ว่า ความเหงาและความแปลกแยกจากสังคม คือสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ช่วยยืนยันว่าการมีสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้าน สามารถช่วยคลายความเหงาเปล่าเปลี่ยว

เช่นเดียวกับรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC ที่บอกว่า สุนัขช่วยลดความเครียดและลดอาการซึมเศร้าได้สำหรับคนทุกเพศและทุกวัย

นอกจากนี้การเลี้ยงสุนัขยังช่วยให้ผู้เลี้ยงได้เดินออกกำลังกายทุกวัน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ กับสุนัขของพวกเขา ซึ่งช่วยเพิ่มอายุขัยของผู้ที่ป่วยเป็นโรคร้ายต่าง ๆ ได้อีกด้วย โดยรายงานของสมาคมโรคหัวใจอเมริกันชี้ว่า ผู้เลี้ยงสุนัขมักได้ออกกำลังกายมากกว่าคนที่ไม่ได้เลี้ยงราว 30 นาทีต่อวัน

อย่างไรก็ตาม ดร.มาร์ธา กูลาตี บรรณาธิการ CardioSmart.org ซึ่งเป็นกระดานสนทนาของผู้ป่วยโรคหัวใจเพื่อการวิจัย ระบุว่า งานวิจัยทั้งสองชิ้นนี้ล้วนเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งหมายความว่านักวิจัยไม่สามารถหาหลักการทางวิทยาศาสตร์โดยตรงมาอธิบายได้ว่าผู้เลี้ยงสุนัขมีอายุยืนกว่าเพราะเหตุใด

ถึงกระนั้น ดร.กูลาตี ชี้ว่า ปัจจุบันแพทย์โรคหัวใจจำนวนมากต่างแนะนำให้คนไข้ของตนเลี้ยงสุนัขเพื่อความผ่อนคลาย แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับความสามารถทั้งในเรื่องของกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ ของคนไข้ผู้นั้น ว่าจะสามารถเลี้ยงสุนัขได้อย่างดีหรือไม่ เพราะการดูแลสุนัขสักตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และหากยังไม่พร้อม แทนที่น้องหมาจะเป็น “ตัวช่วย” อาจจะกลายเป็น “ภาระ” แทนก็เป็นได้

cr. https://www.voathai.com/a/dog-owners-live-longer/5115856.html

Hits 98 ครั้ง

รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติการทดลองปลูกอวัยวะมนุษย์ในสัตว์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, August 30, 2019
รายละเอียด: 

หนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun ของญี่ปุ่น รายงานว่า Hiromitsu Nakauchi นักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยที่สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยโตเกียว ยืนยันการอนุมัติการทดลองปลูกอวัยวะมนุษย์ในสัตว์แล้ว

ศูนย์วิจัยของ Nakauchi ทำการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างตัวอ่อนสัตว์ที่มีเซลล์ของมนุษย์อยู่ในตัว โดยได้ขออนุมัติการปลูกเซลล์มนุษย์ในตัวอ่อนของสัตว์แล้วฝังเข้าไปในมดลูกของสัตว์

เป้าหมายของการวิจัยนี้ก็คือการปลูกอวัยวะของมนุษย์ในสัตว์จนโตเต็มที่ ซึ่งอาจสามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์ และหากประสบความสำเร็จ อวัยวะดังกล่าวจะสามารถช่วยผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะได้

อย่างไรก็ตาม การทดลองดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากนักวิทยาศาสตร์ที่แสดงความห่วงกังวลในเรื่องจริยธรรม

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามการทดลองปลูกเซลล์มนุษย์ในตัวอ่อนของสัตว์เป็นเวลานานกว่า 14 วัน เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีความกังวลว่าอาจนำไปสู่การกำเนิดของสิ่งมีชีวิตลูกผสมระหว่างสัตว์และยีนของมนุษย์

แต่รายงานของวารสาร Nature ระบุว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่นยกเลิกคำสั่งห้ามดังกล่าวเมื่อเดือนมีนาคม การยกเลิกคำสั่งนี้ช่วยให้คณะวิจัยของ Nakauchi สามารถปลูกอวัยวะจนโตเต็มที่ โดยจะเริ่มต้นจากการทดลองปลูกอวัยวะตับอ่อนของมนุษย์ในสัตว์ อย่างเช่น หนูทดลอง

Hiromitsu Nakauchi กล่าวว่า ในที่สุดเราก็สามารถเริ่มต้นทำการศึกษาในเรื่องนี้ได้อย่างจริงจัง หลังจากการเตรียมการนานถึง 10 ปี แต่เขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องสร้างอวัยวะมนุษย์ได้ทันที

ทีมวิจัยของ Nakauchi วางแผนที่จะสร้างตัวอ่อนที่ไม่สามารถสร้างตับอ่อนเองได้ โดยฉีดเซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์เข้าไปในตัวอ่อนเพื่อให้สร้างตับอ่อนจากเซลล์นั้น จากนั้นตัวอ่อนจะถูกฉีดเข้าไปในมดลูกของสัตว์ ด้วยความหวังว่าตับอ่อนเซลล์มนุษย์จะเติบโตขึ้นมาได้

หากการทดลองนี้ประสบความสำเร็จ นักวิจัยหวังว่าสักวันหนึ่งจะสามารถปลูกอวัยวะขนาดเท่าของมนุษย์ในสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น หมูและแกะ ได้

หนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun รายงานว่า แนวทางใหม่กำหนดให้นักวิจัยต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการถือกำเนิดของสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งสัตว์

Nakauchi กล่าวว่า จะปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ และกล่าวอ้างว่าการทดลองนี้อยู่ในความควบคุมเพื่อป้องกันผลลัพธ์ดังกล่าว และว่าจำนวนเซลล์ของมนุษย์ที่ปลูกในร่างแกะนั้นมีขนาดเล็กมาก ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1,000 หรือ 1 ต่อ 10,000 ซึ่งการปลูกถ่ายในอัตราส่วนนี้จะไม่มีทางทำให้เกิดการถือกำเนิดของสัตว์ที่มีใบหน้าเป็นมนุษย์ได้

Cr : https://www.voathai.com/a/japan-grow-human-organs-in-animals/5040708.html

Hits 66 ครั้ง

มนุษย์เคยมีหางจริงหรือไม่

วันที่: 
Monday, August 26, 2019

จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ มนุษย์ทุกคนมีหาง
เท็จจริงแล้วคืออะไรกันแน่?
 
เคยสังเกตกันไหม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกือบทุกชนิดล้วนมีหาง เช่น สุนัข แมว กระบือ ลิง และอื่นๆ แต่ทำไมมนุษย์ถึงไม่มีหางล่ะ?
 
แท้จริงแล้ว เมื่อตัวอ่อนของมนุษย์อายุประมาณ 5 สัปดาห์ ส่วนที่เป็นหางจะเห็นเป็นกระดูกและเนื้ออย่างชัดเจน แต่ด้วยพัฒนาการมนุษย์จึงได้หยุดยั้งการเจริญเติบโตของหางไว้แค่นั้น แต่อวัยวะส่วนอื่นๆ ยังเจริญเติบโตต่อไป ส่วนหางไม่ได้หายไปไหน แต่ได้กลายเป็นกระดูกก้นกบของมนุษย์นั่นเอง
 
และนี่ก็คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ได้พัฒนาสิ่งมีชีวิตจนมาเป็นเราในปัจจุบันนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72939/-scibio-sci-
ภาพประกอบ: 

ถ้ามนุษย์มีปีกจะบินได้ไหม ?

VDO Cover Image: 
ปีงบประมาณ: 
2562
Hits 118 ครั้ง
รายละเอียด: 

วันสหกิจศึกษาไทย ครั้งที่ 10

Hits 86 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/187-2019-06-11-09-16-21
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, June 12, 2019
รายละเอียด: 

๖ มิถุนายน ๒๕62 : ดร.อรสา ภาววิมล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกอ.เดิม) เป็นประธานเปิดงานวันสหกิจศึกษาไทย ครั้งที่ 10 พ.ศ. ๒๕62 ณ หอประชุมใหญ่ อาคารไทยบุรี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ดร.อรสา ภาววิมล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้กำหนดเรื่องการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกันสหประชาชาติก็ได้กำหนดเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ในเรื่องของคุณภาพการศึกษา ทุนมนุษย์จึงเป็นเป้าหมายสำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับโลก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงมีบทบาทสำคัญประการหนึ่งในการผลิต และพัฒนากำลังคนคุณภาพที่มีศักยภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน มีทักษะสากล
ที่พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

สหกิจศึกษาถือเป็นการเตรียมบัณฑิตให้พร้อมสู่โลกแห่งการทำงานจริง จากการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยร่วมกับการปฏิบัติงานในสถานประกอบการ จึงทำให้บัณฑิตมีศักยภาพพร้อมทั้งทางวิชาการ วิชาชีพและวิชาชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายและทิศทางการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ทบวงมหาวิทยาลัยและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเดิม ได้กำหนดนโยบายส่งเสริมสหกิจศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาและใช้เครือข่ายพัฒนาสหกิจศึกษา 9 เครือข่ายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศเป็นกลไกขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง ได้เห็นพัฒนาการและความก้าวหน้าของการยกระดับคุณภาพบัณฑิตไทย ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ปัจจุบันมีสถาบันอุดมศึกษาจัดสหกิจศึกษาเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% มีสถานประกอบการเข้าร่วมกว่า 19,000 แห่ง ในเชิงของคุณภาพจะเห็นได้ว่าการจัดสหกิจศึกษาไม่เพียงตอบสนองความต้องการของผู้เรียน และผู้ใช้บัณฑิตภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังก้าวหน้าไปสู่มาตรฐานสากลผ่านสหกิจศึกษานานาชาติ นอกจากนี้ความรู้และประสบการณ์จากสหกิจศึกษายังเป็นรากฐานสำคัญที่จะส่งเสริมให้บัณฑิตก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการตามเป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศด้วย
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาสหกิจศึกษาให้มีความยั่งยืนก็ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในโลกการทำงานยุคใหม่ ส่งเสริมความเข้มแข็งของสถาบันอุดมศึกษาและเครือข่ายสหกิจศึกษา สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาที่จะเข้าร่วมสหกิจศึกษา รวมทั้งผู้ประกอบการพันธมิตรให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น
“สหกิจศึกษาจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษา ที่ตอบสนองต่อการสร้างศักยภาพการเรียนรู้ และทักษะการทำงานในโลกปัจจุบันและอนาคตให้บัณฑิตไทย และยกระดับสู่การเป็นพลโลก ที่มีความพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปทำงานที่ไหนก็ได้ในโลกนี้อย่างสง่างาม” รองเลขาธิการฯ กล่าวในตอนท้าย

ข้อมูลข่าวโดย : สป.อว. (ด้านการอุดมศึกษา)
สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
อาคารอุดมศึกษา ถนนศรีอยุธยา โทร.02 0395606-9

ประเภทข่าว: 
news

'ไมโครพลาสติก' ในร่างกายมนุษย์มาจากที่ไหน? ส่งผลอย่างไร?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, June 11, 2019
รายละเอียด: 

การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ Environmental Science and Technilogy เมื่อวันพุธที่ 5 มิถุนายน ซึ่งอาศัยเกณฑ์ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ ให้ภาพว่าในแต่ละปีมีคนอเมริกันได้รับอนุภาคขนาดเล็กของพลาสติก หรือที่เรียกว่า "ไมโครพลาสติก" เข้าสู่ร่างกายโดยเฉลี่ยตั้งแต่ 74,000 ถึง 121,000 อนุภาคโดยขึ้นอยู่กับอายุและเพศของบุคคล

แต่สำหรับผู้ที่ดื่มน้ำจากขวดพลาสติกเป็นประจำ การรับอนุภาคดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกปีละราว 90,000 อนุภาคเลยทีเดียว

นักวิจัยได้ตัวเลขดังกล่าวจากการวิเคราะห์รายงานการศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการได้รับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายจากแหล่งสำคัญแปดแหล่ง คือจากอากาศที่หายใจ จากการดื่มแอลกอฮอล์ จากน้ำบรรจุขวด จากน้ำผึ้ง อาหารทะเล เกลือ น้ำตาล และน้ำประปา แต่แหล่งที่มาของไมโครพลาสติกดังกล่าวไม่รวมถึงเนื้อสัตว์และผักต่างๆ เนื่องจากยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ

นักวิจัยอธิบายว่า Microplastic หรืออนุภาคขนาดเล็กของพลาสติกนี้มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราอยู่แล้ว และไม่ใช่เฉพาะคนเท่านั้นแต่สัตว์ต่างๆ ก็ได้รับไมโครพลาสติกนี้เข้าสู่ร่างกายในกระบวนการดำรงชีวิตเช่นกัน เพียงแต่ว่ามนุษย์อาจได้มากกว่าจากกระบวนการผลิตและการบรรจุอาหาร

จากตัวเลขของกระทรวงเกษตรและสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ นักวิจัยประเมินว่า โดยเฉลี่ยในแต่ละปีเด็กผู้ชายจะได้รับไมโครพลาสติกราว 81,000 หน่วย เทียบกับ 74,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้หญิงส่วนผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่จะได้ไมโครพลาสติก 121,000 หน่วยเทียบกับ 98,000 หน่วยสำหรับผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำบรรจุขวดพลาสติกเพียงอย่างเดียวจะเพิ่มอนุภาคพลาสติกนี้ได้ถึง 75,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้ชาย 64,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้หญิงและราว 127,000 หน่วยสำหรับผู้ชายกับราว 93,000 หน่วยสำหรับผู้หญิงตามลำดับ

ผลการวิจัยก่อนหน้านี้แสดงว่า อนุภาคไมโครพลาสติกมีขนาดเล็กพอที่จะแทรกตัวเข้าไปในเนื้อเยื่อของร่างกายและกระตุ้นปฏิกิริยาด้านภูมิคุ้มกัน หรือปล่อยสารพิษกับโลหะหนักที่ติดมาจากสิ่งแวดล้อมได้

แต่ผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแท้จริงของเรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ทราบกัน

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้เตือนว่า นอกจากผลของไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์ซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจนแล้ว การศึกษาดูจะละเลยเรื่องกลไกและระบบร่างกายของมนุษย์ที่อาจสามารถกรองหรือกำจัดไมโครพลาสติกในอากาศที่เราหายใจเข้าไปได้

และนักวิทยาศาสตร์บางคน เช่น ศาสตราจารย์ Richard Lampitt จากทีมวิจัยด้านสมุทรศาสตรของอังกฤษก็ชี้ว่า ขณะนี้เรายังขาดการให้คำนิยามไมโครพลาสติกอย่างชัดเจนว่ามีขนาดเล็กแค่ไหน เพราะนอกจากไมโครพลาสติกแล้ว ยังมีอนุภาคของพลาสติกขนาดเล็กกว่าที่เรียกว่า "นาโนพลาสติก" ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในขอบข่ายของการศึกษาครั้งนี้ด้วย

ในขณะนี้ถึงแม้จะมีการประเมินจำนวนไมโครพลาสติกที่มนุษย์ได้รับเข้าไปในร่างกายจากแหล่งต่างๆ ก็ตาม แต่ความเข้าใจเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแท้จริงนั้นยังไม่ชัดเจน และนักวิทยาศาสตร์ก็เห็นพ้องกันว่าจำเป็นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ต่อไป

Hits 81 ครั้ง

นักวิทยาศาสตร์พัฒนา ‘โดรน’ เพื่องานดูแลอาคารแทนมนุษย์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, April 30, 2019
รายละเอียด: 

นักวิทยาศาสตร์พัฒนา ‘โดรน’ เพื่องานดูแลอาคารแทนมนุษย์

นักวิจัยที่อังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งโปรแกรมให้โดรนทำงานแทนคนในการทำความสะอาดกระจกของตึกสูงและตรวจสอบสภาพอาคาร

เมอร์โค โควัคจาก Federal Laboratories ของสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เพิ่มการทำงานของระบบหุ่นยนต์ ทำให้เกิดการพิจารณาถึงการทำงานของสิ่งปะดิษฐ์นี้ ที่อาจสามรถตอบสนองกับสภาพงานและสถานการณ์ในการก่อสร้างได้มากขึ้นเรื่อยๆ

โดรนจึงอาจทำใช้ในการตรวจสอบโครงสร้างของอุโมงค์และเหมืองแร่ได้ด้วย เพราะพื้นที่เหล่านี้ เข้าถึงยากและอาจมีความเสี่ยงต่อมนุษย์

นักประดิษฐ์เมอร์โค โควัค กล่าวว่าโดรนจะเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยมนุษย์ให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น ปลอดภัยกว่าเดิม และใช้งบประมาณน้อยลง

Hits 91 ครั้ง

วันน้ำโลก (World Water Day)

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, March 21, 2019
รายละเอียด: 

น้ำ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก โดยเฉพาะมนุษย์ใช้ประโยชน์จากน้ำในการอุปโภคบริโภคเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต รวมถึงใช้ในภาคการเกษตรและ อุตสาหกรรมซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ แต่ในปัจจุบันการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากรและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ทำให้เกิดความต้องการใช้น้ำมากขึ้นในทุกภาคส่วน ประกอบกับโลกกำลังเผชิญกับปัญหาภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อวัฏจักรของน้ำบนโลก ซึ่งนำไปสู่ปัญหาและวิกฤติความมั่นคงด้านน้ำ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดของประชากรทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ องค์การสหประชาชาติ ได้ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และอาจก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำขึ้นได้ในอนาคต ดังนั้น ในปี ค.ศ.1992 สมัชชาสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 22 มีนาคม ของทุกปีเป็น วันน้ำโลก หรือ World Water Day เพื่อระลึกถึงความสำคัญของน้ำ ซึ่งเป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลก อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในหมู่มวลมนุษยชาติ ในเรื่องของการอนุรักษ์น้ำ และการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยองค์การสหประชาชาติจะกำหนดหัวข้อประเด็นของวันน้ำโลกในแต่ละปีแตกต่างกันออกไป โดยวันน้ำโลก ในปี 2019 นี้ ได้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Leaving no one behind หรือ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เนื่องจากปัจจุบันประชากรโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดว่าจะสูงถึง 9.8 พันล้านคน ในปี 2050 โดยปัจจุบันมีประชากรจำนวนมากดำรงชีวิตโดยปราศจากน้ำสะอาด ทั้งผู้หญิง เด็ก ผู้อพยพ และอีกหลายๆ ชีวิต ต้องดิ้นรนหาน้ำสะอาดมาใช้เพื่อการเจริญเติบโตและความอยู่รอดของตนเอง ในบางครั้งคนเหล่านี้มักถูกมองข้ามและถูกเลือกปฏิบัติ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงน้ำที่สะอาดและปลอดภัยได้ โครงการวันน้ำโลก ปี 2019 จึงมุ่งเน้นให้ทุกคนได้รับน้ำที่สะอาดและปลอดภัยอย่างเท่าเทียมกัน

เนื่องในวันน้ำโลกปีนี้ หากพวกเราทุกคนช่วยกันรณรงค์อนุรักษ์น้ำ โดยการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสม และรู้คุณค่า เช่น การประหยัดน้ำ การหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการป้องกันการเกิดมลพิษในแหล่งน้ำ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เรามีทรัพยากรน้ำไว้ใช้ได้อย่างยั่งยืนและตลอดไป

Webp.net resizeimage

ภาพจาก : https://www.shutterstock.com/th/image-photo/world-water-day-saving-quali... (Stock ID Photo : 391442647)
ที่มา : https://www.kehakaset.com/articles_details.php?view_item=783
คำค้น : วันน้ำโลก, World Water Day, อนุรักษ์น้ำ
ผู้เขียน : นายชนินทร์ สาริกภูติ

Hits 124 ครั้ง
Subscribe to RSS - มนุษย์