Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

มลพิษ

มลพิษทางอากาศอาจส่งผลต่ออวัยวะทุกส่วนและทุกเซลล์ในร่างกาย

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, October 21, 2019
รายละเอียด: 

การสูดหายใจเข้าลึก ๆ นาน ๆ เป็นสิ่งที่ดีสำหรับทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะช่วยนำออกซิเจนที่มีความจำเป็นเข้าไปสู่เลือด และช่วยสร้างความสงบทางด้านอารมณ์ได้

แต่ความสงบและออกซิเจนนั้นไม่ได้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เข้ามาพร้อมกับการสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพราะในหลาย ๆ ส่วนของโลกการสูดหายใจลึก ๆ เป็นการนำเอามลพิษเข้าสู่ร่างกาย

การสูดหายใจเอาอากาศที่มีมลพิษของประชากรหลาย ๆ ส่วนในโลกกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ในเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า 91% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในที่ที่มีคุณภาพอากาศแย่เกินขีดจำกัด ตามแนวทางของ WHO

ผู้เชี่ยวชาญของ WHO กล่าวว่า ทุก ๆ ปี มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตผู้คนราว 7 ล้านคนทั่วโลก โดยการเสียชีวิตของคนราว 4 ล้านคนเชื่อมโยงกับมลพิษทางอากาศจากภายนอก และอีก 3 ล้านคนเชื่อมโยงกับมลพิษทางอากาศภายในหรือที่เรียกว่า "มลพิษทางอากาศในครัวเรือน"

WHO กล่าวเพิ่มเติมอีกว่ามลพิษทางอากาศเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้คนคนนับพันล้านคน

รายงานของ WHO ระบุว่า กว่า 80% ของประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองสูดอาการที่เป็นมลพิษอยู่ในระดับที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

การศึกษาบางฉบับแสดงให้เห็นว่า ขนาดของมลพิษในอากาศคือสิ่งที่คุกคามต่อสุขภาพมากที่สุด

อนุภาคขนาดเล็กละเอียดที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 ไมโครเมตรหรือเล็กกว่านั้นดูเหมือนจะส่งผลเสียต่อสุขภาพมากที่สุด ขนาดที่ว่านั้นมีสัดส่วนเพียง 3% ของเส้นผมมนุษย์หรืออาจจะเล็กกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์มักจะเรียกมลพิษทางอากาศชนิดนี้สั้นๆ ว่า PM2.5 และ PM ที่เล็กที่สุดสามารถเคลื่อนที่ผ่านเนื้อเยื่อได้

อย่างไรก็ดี การหายใจอยู่ในอากาศที่มีมลพิษ ไม่ได้ส่งผลต่อระบบการหายใจมนุษย์ของเพียงอย่างเดียวนั้น แต่จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าปาก จมูก ลำคอ และปอดก็ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศด้วยเช่นกัน

บรรดานักวิทยาศาสตร์จากหลายๆ แห่งชี้ว่า PM2.5 สามารถส่งผลกระทบต่อทุกอวัยวะและทุกเซลล์ในร่างกายของเรา PM2.5 สามารถผ่านสิ่งกีดขวางที่ปกป้องสมองของคนเราได้ และยังสามารถผ่านไปถึงรก ดังนั้นแม้แต่ทารกในครรภ์มารดาก็ไม่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ

WHO รายงานว่ามลพิษทางอากาศทำให้เกิดการเสียชีวิตด้วยอาการเส้นโลหิตอุดตันในสมอง หรือสโรค 24% และทำให้ผู้คนเป็นโรคหัวใจ 25%

นอกจากนี้นักวิจัยจาก Forum of International Respiratory Societies หรือ FIRS ยังพบว่ามลพิษทางอากาศนั้นเป็นอันตรายต่อสมองผู้สูงอายุด้วย โดยผู้สูงอายุที่ต้องสูดดมมลพิษทางอากาศมากๆ นั้นมีความเสี่ยงต่ออาการสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้น

รายงานยังระบุอีกว่ามลพิษทางอากาศนั้นทำให้กระดูกอ่อนแอลง แตกหักง่ายขึ้น ทำให้ผิวพรรณมีริ้วรอย มีอาการเจ็บตา รบกวนการนอนหลับ และส่งผลกระทบต่อไต และนักวิจัยกล่าวว่าการอาศัยอยู่ใกล้ๆ กับถนนที่มีความวุ่นวายอาจทำให้เป็นโรคตับได้

นักวิจัยของ WHO กล่าวว่าในปีพ.ศ. 2559 มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบประมาณ 600,000 คนที่เสียชีวิตจากอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศควรเป็นผู้นำในการต่อสู้กับความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศเป็นพิษ ควรอยู่แต่ในตัวอาคารเมื่อมลพิษทางอากาศอยู่ในระดับสูง ควรสวมหน้ากากไม่ว่าจะเป็นแบบผ้าหรือกระดาษ ในการปิดจมูกและปากเพื่อป้องกันมลพิษทางอากาศไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย

cr. https://www.voathai.com/a/air-pollution-effects-whole-body/5120601.html

Hits 23 ครั้ง

งานวิจัยระบุเด็กทั่วโลกเป็น "โรคหอบหืด" มากขึ้นเพราะมลพิษทางอากาศ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, May 13, 2019
รายละเอียด: 

รายงานขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า อาการหอบหืดในเด็กถือเป็นโรคเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งในเด็กเล็ก โดยเชื่อว่ามลพิษทางอากาศคือสาเหตุหลักของโรคนี้

รายงานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่า มลพิษทางอากาศนั้นคือสาเหตุสำคัญของโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหอบหืดในเด็ก

คุณซูซาน แอนเนนเบิร์ก แห่งสถาบันด้านสาธารณสุขมิลเคน ของมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า งานวิจัยชิ้นล่าสุดแสดงให้เห็นว่า มลพิษทางอากาศคือปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งด้านสิ่งแวดล้อม ที่อาจก่อให้เกิดโรคร้ายได้

องค์การอนามัยโลก ประเมินว่า แต่ละปีมีเด็กเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยสาเหตุที่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศราย 3 ล้าน 7 แสนคนทั่วโลก

แต่รายงานชิ้นใหม่ของสถาบันด้านสาธารณสุขมิลเคน ชี้ชัดลงไปว่า สารไนโตรเจนไดออกไซด์ หรือ NO2 ที่มาจากท่อไอเสียรถยนต์ คือตัวการสำคัญที่เป็นต้นเหตุของโรคหอบหืดในเด็กทั่วโลก

คุณซูซาน แอนเนนเบิร์ก กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลของเมืองใหญ่หลายเมืองทั่วโลก พบว่าราวครึ่งหนึ่งของเด็กที่เป็นโรคหอบหืดรายใหม่นั้น มีความเกี่ยวข้องกับระดับสารไนโตรเจนไดออกไซด์ในเมืองนั้นๆ

รายงานยังพบด้วยว่า เมืองที่พบเด็กป่วยเป็นโรคหอบหืดจำนวนมากนั้น มีปริมาณสาร NO2 อยู่ในระดับที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าเป็นระดับปลอดภัย

คุณพลอย พัทธนันท์ อัชชะกุลวิสุทธิ์ แห่งสถาบันด้านสาธารณสุขมิลเคน มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ชี้ว่า 90% ของโรคหอบหืดในเด็กที่เชื่อว่ามีสาเหตุมาจากสารสารไนโตรเจนไดออกไซด์ อยู่ในพื้นที่ที่มีระดับสารดังกล่าวไม่เกิน 21 ส่วนต่อ 1,000 ล้านส่วน ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เป็นอันตรายตามคำจำกัดความขององค์การอนามัยโลก

รายงานวิจัยชิ้นนี้ยังพบด้วยว่า เมืองที่มีระดับ NO2 สูงที่สุดนั้น ส่วนใหญ่อยู่ใน 3 ประเทศ คือ จีน อินเดีย และสหรัฐฯ

นักวิจัยแนะนำว่า วิธีการที่ดีที่สุดในการรับมือกับการเพิ่มขึ้นของโรคหอบหืดในเด็ก คือการใส่อุปกรณ์ป้องกันเมื่อต้องไปในบริเวณที่การจราจรติดขัด และช่วยกันรณรงค์ต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก เช่น การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

Hits 82 ครั้ง

วัสดุมุงหลังคาต้านมลพิษช่วยแก้ปัญหาหมอกควันในแคลิฟอร์เนีย

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, March 27, 2019
รายละเอียด: 

แคลิฟอร์เนียทางตอนเหนือมีชื่อเสียงในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแสดงแดด คลื่นทะเลและไวน์ แต่ก็มีเรื่องที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเช่นกัน นั่นก็คือ เรื่องหมอกควัน

หมอกควันคือสิ่งสะสมที่เป็นพิษจากไนโตรเจนและซัลเฟอร์ออกไซด์รวมทั้งควันและอนุภาคสกปรก ซึ่งทั้งหมดนี้รวมกันแล้วก่อให้เกิดหมอกควันในอากาศ แต่เทคโนโลยีใหม่บางอย่างอาจสามารถเปลี่ยนหลังคาให้เป็นเครื่องฟอกอากาศได้

ฝุ่นละอองสกปรกที่พ่นออกมาจากปลายท่อไอเสียรถยนต์ เป็นตัวการสำคัญอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาหมอกควันในแคลิฟอร์เนีย

แต่เม็ดฝุ่นเล็กๆ เหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาหมอกควันของแคลิฟอร์เนียได้

บริษัท 3M ใช้วิธีการเคลือบวัสดุมุงหลังคาหลังคาด้วยเม็ด photocatalytic ขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยดึงอนุภาคฝุ่นละอองออกจากบรรยากาศ และทำปฏิกิริยาจนเปลี่ยนให้ฝุ่นเหล่านั้นกลายเป็นเกลือที่สามารถละลายในน้ำได้

เกลือจะเกาะติดกับแผ่นไม้มุงหลังคาจนกว่าน้ำค้างหรือน้ำฝนจะชะล้างมันกลับลงสู่ดิน

วิธีดังกล่าวเป็นวิธีการทางเคมีที่ง่ายๆ และสามารถใช้ได้ผล แต่วัสดุมุงหลังคาต้านมลพิษนั้นมีราคาสูงกว่าวัสดุมุงหลังคาทั่วๆ ไป

James Martinez เจ้าของบ้านในแคลิฟอร์เนียผู้หนึ่ง กล่าวว่า เมื่อมีการผลิตวัสดุมุงหลังคาซึ่งสามารถต้านมลพิษนี้ขึ้นมา แม้จะมีราคาแพง แต่เมื่อผู้คนหันมาใช้นวัตกรรมนี้จนกลายเป็นเรื่องปกติไป ท้ายที่สุดแล้วก็อาจจะทำให้ราคาถูกลงได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวัสดุมุงหลังคาเหล่านี้ใช้ได้ผลได้อย่างแน่นอน แต่ Ed Avol แห่งแผนกอนามัยสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยเซาธ์เทิร์นแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ยังคงมีคำถามที่เปิดกว้างอยู่ว่าวัสดุมุงหลังคาดังกล่าวจะสามารถใช้งานได้ดีมากน้อยแค่ไหน

บริษัท 3M ชี้แจงว่า เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย ทางบริษัทจะเคลือบหลังคาด้วยเม็ด photocatalytic เพียง 5% ของหลังคาใหม่ทุกหลัง เพื่อช่วยในการฟอกอากาศประหนึ่งมีต้นไม้ใหม่ถึงสามต้น

ฟังดูแล้วเหมือนจะไม่มากนัก แต่ลองนึกถึงความแตกต่างที่จะเกิดขึ้นหากทุกหลังคาเรือนในแคลิฟอร์เนียใช้วัสดุมุงหลังคาเพื่อช่วยฟอกอากาศ

Hits 116 ครั้ง

วิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, February 8, 2019
รายละเอียด: 

กรมควบคุมมลพิษแจ้งเตือนค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินมาตรฐานเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง
ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวของประชาชนจำนวนมากเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ โดยฝุ่นละออง PM 2.5 ตามข่าวนั้นเป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กและไม่สามารถมองเห็นได้
ด้วยตาเปล่า เพราะมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (ไมโครเมตร) หรือเล็กกว่าเส้นผมคนเราถึง 20 เท่าเลยทีเดียว

โดยปกติในเมืองใหญ่ ๆ จะมีฝุ่นชนิดนี้อยู่แล้วในระดับที่ยอมรับได้ แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ภาครัฐต้องออกมาเตือนประชาชนเนื่องมาจากมีการสะสมของฝุ่น PM 2.5
เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานซึ่งกรมควบคุมมลพิษ กำหนดไว้ที่ 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร มีสาเหตุหลักมาจากควันเสียของรถยนต์โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล
โรงงานอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง รวมถึงสภาพอากาศในช่วงนี้มีลักษณะแบบอากาศนิ่งและสภาพอากาศปิด ทำให้ฝุ่นละอองในอากาศไม่สามารถลอยตัวขึ้น
ทำให้มีการสะสมเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

pm2 5 2

ด้วยอนุภาคของฝุ่นละอองที่มีขนาดที่เล็ก ทำให้เมื่อเราหายใจเข้าไปจะส่งผลให้เกิดการระคายเคือง ไอ จามหรือมีเสมหะ ฝุ่นละออง PM 2.5 นี้สามารถผ่านเข้าไป
จนถึงส่วนในสุดของปอดซึ่งจะมีผลกระทบต่อหลอดลมฝอยและถุงลม สามารถผ่านผนังถุงลมเข้าสู่เส้นเลือดฝอยและกระจายตัวไปทั่วร่างกายของเรา ส่งผลกระทบ
ต่อสุขภาพในหลายๆด้าน อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคมะเร็งปอด ภาวะหลอดเลือดแข็ง หลอดเลือดสมองตีบและหัวใจ
เต้นผิดจังหวะ

การป้องกันที่เราสามารถทำได้คือ การลดกิจกรรมที่อยู่นอกตัวอาคารในช่วงเวลาที่มีระดับของฝุ่นละอองอยู่ในปริมาณที่สูง แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเดินทางไป
ในบริเวณที่มีความเสี่ยงควรใส่อุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐานและต้องมีความละเอียดของเส้นใยสูงพอที่จะกรองฝุ่นเล็กขนาด 2.5 ไมครอนโดยการใส่หน้ากาก
อนามัย N95 ซึ่งหน้ากากชนิดนี้ต่างจากหน้ากากอนามัยที่ไปใช้กันทั่วไป เนื่องจากสามารถป้องกันฝุ่นขนาด 0.1-0.3 ไมครอน ได้ 95% การสวมใส่จำเป็นต้อง
คำนึงถึงขั้นตอนการใส่ที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและไม่ควรใส่นานเกินไปเพราะอาจส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพออีกด้วย

แหล่งข้อมูล :
https://www.bbc.com/thai/thailand-46643980
http://www.pcd.go.th/Public/News/GetNewsThai.cfm?task=lt2019&id=18542
https://www.honestdocs.co/pm-2-5-environmental-nano-pollutants

Hits 127 ครั้ง

ภาวะฝุ่นละอองในอากาศ และความหมายของค่า PM

วันที่: 
Sunday, January 27, 2019

ฝุ่น PM 2.5 ทำไมใครๆ ก็ว่าอันตราย? วันนี้เรามาทำความรู้จักฝุ่นและความหมายของค่า PM ให้มากขึ้นกันเถอะ
 
PM หรือ ไมครอน เป็นหน่วยชี้วัดขนาดของฝุ่นละออง ซึ่งฝุ่น PM 2.5 คือฝุ่นที่มีขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เล็กพอที่จะเล็ดลอดขนจมูกเข้าไปในร่างกาย และเล็กพอที่จะเข้าไปในเม็ดเลือดแดงของเราได้
 
ดังนั้นฝุ่นพิษจึงสามารถเข้าสู่เส้นเลือดฝอยและกระจายไปตามอวัยวะได้ อีกทั้งฝุ่นเป็นพาหะนำสารอื่นเข้ามาด้วย เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก ไฮโดรคาร์บอน และสารก่อมะเร็งจำนวนมาก
 
อันตรายและร้ายกาจแบบนี้ อย่าละเลยภาวะฝุ่น และแก้ไขด้วยการป้องกันด้วยหน้ากากอนาภัยประเภทต่างๆ ที่สามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ในทุกครั้งที่ออกจากบ้าน จนกว่าจะมีการประกาศว่าฝุ่น PM 2.5 ได้ลดลงในระดับปลอดภัยแล้วนั่นเอง
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/pm25/blog/57660/
ภาพประกอบ: 

ขยะพลาสติกชิ้นเล็กเพียงชิ้นเดียวทำให้เต่าทะเลถึงตายได้

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45518623
รายละเอียด: 

ขยะพลาสติกชิ้นเล็กเพียงชิ้นเดียวทำให้เต่าทะเลถึงตายได้

 

ผลวิจัยล่าสุดจากออสเตรเลียชี้ว่า ขยะพลาสติกในมหาสมุทรก่อความเสียหายร้ายแรงต่อความอยู่รอดของสัตว์ทะเลมากกว่าที่คาดกันไว้ โดยในกรณีของเต่าทะเลนั้น การกินขยะพลาสติกเล็ก ๆ เข้าไปเพียงชิ้นเดียว เพิ่มความเสี่ยงที่จะต้องตายให้สูงขึ้นถึง 22% เลยทีเดียว

ทีมนักวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล จากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) สำนักงานออสเตรเลีย ตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นในวารสาร Scientific Reports หลังได้ติดตามศึกษาชีวิตของเต่าทะเลในรัฐควีนส์แลนด์มาระยะหนึ่ง โดยได้มีการผ่าซากเต่าทะเลและลูกเต่าที่ตายแล้วซึ่งถูกคลื่นซัดมาเกยหาดเกือบ 250 ตัวด้วย

ผลการวิเคราะห์พบว่า เต่าทะเลที่กลืนพลาสติกลงท้องไป 1 ชิ้น มีความเสี่ยงจะต้องตายจากภาวะทางเดินอาหารอุดตันหรืออวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นถึง 22% ส่วนเต่าที่กินพลาสติกเข้าไป 14 ชิ้น ความเสี่ยงดังกล่าวจะพุ่งสูงขึ้นอีกเป็น 50% และเมื่อใดที่ในท้องเต่ามีพลาสติกรวมกันเกินกว่า 200 ชิ้น เต่าตัวนั้นจะต้องเสียชีวิตลงอย่างแน่นอนโดยไม่มีทางแก้ไขหรือรักษาได้

 

ทีมผู้วิจัยคาดว่าครึ่งหนึ่งของเต่าทะเลทั่วโลกได้กลืนกินขยะพลาสติกเข้าไปบ้างแล้ว โดยลูกเต่าที่เพิ่งฟักออกจากไข่และเต่าอายุน้อยมีความเสี่ยงที่จะกินพลาสติกและตายลงสูงกว่าเต่าในวัยผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า เนื่องจากความอ่อนประสบการณ์ในการแยกแยะสิ่งที่เป็นอาหาร

การที่ลูกเต่ามักจะลอยไปตามกระแสคลื่นที่พัดพามันออกห่างจากฝั่ง ยังทำให้มีโอกาสพบกับแพขยะในมหาสมุทรมากกว่าเต่าที่โตแล้ว ซึ่งมักจะหาหญ้าทะเลและสัตว์น้ำมีเปลือกแข็งกินอยู่ตามชายฝั่ง

เต่าทะเลสามารถมีอายุยืนได้ถึง 80 ปี ซึ่งในระหว่างนั้นจะมีช่วงวัยเจริญพันธุ์ที่ยาวนานหลายสิบปี การที่ลูกเต่าจำนวนมากต้องมาตายลงก่อนถึงวัยเจริญพันธุ์นั้น นับว่าเสี่ยงต่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์เต่าทะเลในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง

ดร. บริตตา เดนีส ฮาร์เดสตี หัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า "เต่าทะเลมีอายุยืนเกือบร้อยปี แต่ถ้าเกิดมีพลาสติกชิ้นเล็ก ๆ เข้าไปอุดตันลำไส้ พวกมันจะไม่สามารถสำรอกออกได้ พลาสติกแค่ชิ้นเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เต่าทะเลตายได้แล้ว" ดร. ฮาร์เดสตี กล่าว

Hits 105 ครั้ง

เลิกดื่มน้ำฝนได้แล้ว หลังพบปนเปื้อนมลพิษหลายจังหวัด

วันที่: 
Thursday, June 28, 2018

ใครที่ยังเก็บน้ำฝนเอาไว้ใช้ดื่ม เลิกได้แล้วครับ...เพราะอันตรายกว่าที่คิด!
 
คุณพ่อคุณแม่อาจจะเคยเล่าให้น้องๆ ฟังว่า สมัยก่อนมีการรองน้ำฝนที่ตกจากฟ้ามาใช้ดื่ม เนื่องจากมีรสชาติที่หวานอร่อยกว่า แต่น้องๆ รู้ไหมครับ ว่ายุคนี้เราไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีกแล้ว
 
เนื่องจากมีการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม และความเจริญเติบโตของเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำฝนเกือบทั่วประเทศมีค่าความเป็นกรด-ด่าง สูงกว่าปกติ ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดอยุธยา น้ำฝนจะพบค่าเป็นด่างสูงกว่าปกติ เพราะบริเวณนั้นมีโรงปูนอยู่จำนวนมาก หรือในภาคใต้ ที่พบแอมโมเนียปนเปื้อนจำนวนมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมยางพารา รวมถึงภาคตะวันออกที่เป็นแหล่งผลิตปิโตเลียมเคมี ทำให้น้ำฝนเหล่านั้นไม่บริสุทธิ์พอที่จะนำมาดื่มนั่นเอง
 
อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของน้องๆ หากจะดื่มน้ำ ควรดื่มน้ำที่ผ่านการกรองจนสะอาดแล้วเท่านั้นนะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view6835.html
ภาพประกอบ: 

รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2559

เลิกบุหรี่...ง่ายๆด้วยลูกอมสมุนไพร

วันที่: 
Tuesday, July 4, 2017

วิธีเลิกสูบบุหรี่ด้วยตนเองอย่างง่ายๆ ไม่ว่าใครก็เลิกได้....เลิกบุหรี่ง่ายๆด้วยลูกอมสมุนไพร

แหล่งที่มา: 
http://www.most.go.th/main/th/news/executive-news/items/6449-most_6449
ภาพประกอบ: 
เลิกบุหรี่...ง่ายๆด้วยลูกอมสมุนไพร
Subscribe to RSS - มลพิษ