Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สัตว์ทะเล

สัตว์ทะเลหายาก

วันที่: 
Tuesday, October 8, 2019

สัตว์ทะเลหายากในน่านน้ำไทยประกอบด้วยกลุ่มสัตว์ทะเล 3 กลุ่ม ได้แก่ เต่าทะเล (Sea turtles) พะยูน (Dugong) โลมาและวาฬ (Whales and Dolphins) ซึ่งทั้งหมดถูกจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนและคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ว่าด้วยการห้ามล่า ห้ามค้า ห้ามครอบครอง ห้ามเพาะพันธุ์ โดยมีผลครอบคลุมไปถึงไข่ ซาก ตลอดจนชิ้นส่วนต่างๆของสัตว์เหล่านั้นด้วย โดย จัดให้พะยูน วาฬบรูด้า วาฬโอมูระ เต่ามะเฟือง และฉลามวาฬ เป็นสัตว์สงวน และ สัตว์ทะเลหายากชนิดอื่นเป็นสัตว์คุ้มครอง นอกจากนี้สัตว์ทะเลหายากยังถูกจัดให้อยู่ในบัญชีรายชื่อของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งพันธ์ุพืชป่าและสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) โดยเต่าทะเลทุกชนิด พะยูน และโลมาอิรวดี อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธ์ุอย่างย่ิง จึงจัดอยู่ในรายชื่อ CITES บัญชี 1 ส่วนโลมาและวาฬชนิดอื่นๆ และฉลามวาฬ จัดอยู่ใน CITES บัญชี 2

เต่าทะเลมี 5 ชนิด ได้แก่ เต่าตนุ (Green turtle, Chelonia mydas), เต่ากระ (Hawksbill tur-tle, Eretmochelys imbricata), เต่าหญ้า (Olive ridley turtle, Lepidochelys olivacea) เต่ามะเฟือง (Leatherback turtle, Dermochelys coriacea) และ เต่าหัวค้อน (Loggerhead tur-tle, Caretta caretta) พะยูนมีเพียงชนิดเดียวคือ พะยูน (Dugong, Dugong dugon) กลุ่มโลมาและวาฬมี 27 ชนิด แบ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ประจำถิ่นใกล้ฝั่งและกลุ่มที่มีการอพยพย้ายถิ่นระยะไกลซึ่งมักอาศัยบริเวณไกลฝั่ง ชนิดโลมาและวาฬท่ีมีการศึกษาในเชิงสถานภาพและการแพร่กระจายจำกัดอยู่ในกลุ่มประชากรใกล้ฝั่ง 6 ชนิด ได้แก่ โลมาปากขวด (Indo-Pacific Bottlenose dolphin, Tursiops aduncus) โลมาหัวบาตรหลังเรียบ (Finless porpoise, Neophocaena phocaenoides) โลมาหลังโหนก (Indo-Pacific Humpback dolphin, Sousa chinensis) โลมาอิรวดี (Irrawaddy dolphin, Orcaella brevirostris) วาฬบรูด้า (Bryde's whale, Balaenoptera edeni) และโอมูระ (Omura’s whale, Balaenoptera omurai)

แหล่งที่มา: 
https://dmcrth.dmcr.go.th
ภาพประกอบ: 

สัตว์ทะเลใน Aquarium

วันที่: 
Tuesday, September 17, 2019

ปัจจุบันเมืองไทยของเราน่าจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีอะควาเรียมหรือสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำมากที่สุดในอันดับต้น ๆ ในภูมิภาคหรือในโลกเลยก็ว่าได้ เพราะระยะหลังนี้มีการสร้างสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มในจังหวัดต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลหรือในจังหวัดที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเป็นดอยห่างไกลจากทะเลและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทะเลแม้แต่น้อยก็ยังอุตส่าห์ลงทุนสร้างอะควาเรียมสัตว์ทะเลขึ้นมาบนภูเขา และยังมีอีกมากมายหลายพื้นที่หลายจังหวัดที่สนใจหรือกำลังมีโครงการจะสร้างสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ สัตว์ทะเลขึ้นในพื้นที่ของตัวเอง

ก่อนการขนส่งปลาจะต้องงดให้อาหารปลาก่อน เพราะถ้าให้ปลากินอาหาร เวลาขนส่งปลาก็จะขับถ่ายออกมาทำให้น้ำเสีย เมื่อขนส่งปลาถึงจุดหมายแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะนำมาปลามาปรับสภาพ ถ้าเป็นปลาขนาดเล็กที่ใส่มาในถุงก็จะนำมาปรับสภาพภายใน แต่ถ้าเป็นปลาขนาดใหญ่ที่นำมาจากบ่อ สระ หรือ ปลาที่บรรทุกก็จะนำปลามาปรับสภาพข้างนอก ซึ่งในการนำปลาไปปรับสภาพนั้น ก็เหมือนการปรับสภาพปลาที่นำมาเลี้ยงที่บ้าน แต่อาจจะใช้เวลานานกว่าเพราะเป็นปลาขนาดใหญ่

หลังจากที่ปลาเข้ามาอยู่ในสถานที่เลี้ยงแล้ว ปลาจะถูกกักบริเวณหรือที่เรียกว่าอยู่ในช่วง quarantine เป็นช่วงระยะเวลาประมาณหนึ่ง เพื่อดูว่าปลาที่เข้ามามีโรคหรือนำพาหะเชื้อโรคเข้ามาหรือเปล่า ถ้ามีเจ้าหน้าที่ก็จะแยกปลาตัวนั้นไปรักษาในบ่อบำบัด ถ้ามั่นใจว่าปลาไม่มีโรคก็จะย้ายปลาลงตู้ ซึ่งตู้แต่ละใบก็จะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับปลาชนิดนั้นๆ ปลาบางชนิดชอบน้ำเย็นก็จะมีเครื่องทำความเย็นให้ ปลาบางชนิดชอบอยู่กับสาหร่ายก็จะมีสาหร่ายเทียมให้ หรือปลาบางชนิดชอบอยู่ในบริเวณที่มีน้ำไหลแรงๆ ก็จะจัดตู้นั้นให้มีน้ำไหลแรงกว่าปกติ น้ำทะเลที่ใช้เป็นน้ำทะเลสังเคราะห์ ไม่ใช่น้ำทะเลจริง คือใช้เกลือวิทยาศาสตร์ที่ใช้สำหรับเลี้ยงปลาโดยเฉพาะมาผสมให้ได้ความเค็มเทียบเท่ากับน้ำทะเล ซึ่งตามปกติความเค็มของน้ำทะเลในแต่ละฤดู หรือในทะเลแต่ละแห่งความเค็มของน้ำในแต่ละช่วงก็ไม่เท่ากัน

เกร็ดความรู้ : น้ำทะเลที่ใช้เป็นน้ำทะเลสังเคราะห์ ไม่ใช่น้ำทะเลจริง โดยใช้เกลือวิทยาศาสตร์สำหรับเลี้ยงปลาโดยเฉพาะมาผสมให้ได้ความเค็มเทียบเท่าน้ำทะเล

แหล่งที่มา: 
https://www.sanook.com/campus/926294/ , https://mgronline.com/travel/detail/9550000042254
ภาพประกอบ: 

อพวช. รับช่วงต่อ “น้องมาเรียม” สตัฟฟ์เพื่อการศึกษา ผลักดันการอนุรักษ์สัตว์ทะเลก่อนนำเป็นกรณีศึกษาแก่ประชาชน

Hits 36 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/409-2019-08-26-06-47-23
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, August 27, 2019
รายละเอียด: 

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) โดยพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา รับร่างพะยูนน้อย “น้องมาเรียม” จากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเสียชีวิตจากการกินขยะพลาสติกในท้องทะเลไทยเตรียมทำการสตัฟฟ์เพื่อการศึกษา หวังให้ประชาชนตระหนักและให้ความสำคัญกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งมากยิ่งขึ้นต่อไป

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า “อพวช. เป็นหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ โดยมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยด้านธรรมชาติวิทยาของประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง อีกทั้งยังเป็นศูนย์จัดแสดงนิทรรศการความหลากหลายทางชีวภาพ มีการสตัฟฟ์สัตว์เพื่อการเก็บรักษา และจัดแสดงผ่านตัวอย่างสัตว์สตัฟฟ์เกือบทุกกลุ่ม ซึ่งการสตัฟฟ์สัตว์เป็นการใช้เทคนิคทางวิทยาศาสตร์ผสานกับศิลปะทำให้สัตว์ที่ตายแล้วมีท่าทางเสมือนยังมีชีวิตในอิริยาบถที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติที่สุด ซึ่งทาง อพวช. ถือเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสตัฟฟ์สัตว์อันดับต้นๆ ของประเทศ ที่มุ่งมั่นทำการศึกษาและพัฒนาด้านนี้อย่างจริงจังมาโดยตลอด”

ดร.บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา กล่าวว่า “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาได้ให้ความความสำคัญงานด้านการศึกษาวิจัยด้านธรรมชาติวิทยาและการเก็บรักษาวัสดุตัวอย่างด้านธรรมชาติวิทยามาโดยตลอด โดยเฉพาะการสตัฟฟ์สัตว์ด้วยเทคนิคสมัยใหม่อย่าง Taxidermy ด้วยความพร้อมด้านบุคลากร เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมา อพวช. ได้ทำการสตัฟฟ์สัตว์และนำมามาจัดแสดงนิทรรศการมากมาย ถือเป็นมิติใหม่ของแนวทางการจัดนิทรรศการด้านธรรมชาติวิทยาของประเทศไทย ในกรณีของน้องมาเรียม ทางด้านทีมนัก Taxidermy ผู้เชี่ยวชาญ​ด้าน​สตัฟฟ์​สัตว์ของ​ อพวช.​ กำลังวางแผนและหารือเรื่องวิธีการที่เหมาะสมที่สุด เพื่อให้สมบูรณ์และดีที่สุด โดยจะดำเนินการสตัฟฟ์​หลังงามหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2562 เสร็จสิ้นลง ซึ่งคาดว่าการสตัฟฟ์​น้องมาเรียมจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 เดือน จึงจะแล้วเสร็จ”

ด้านนายวัชระ สงวนสมบัติ ผู้อำนวยการกองวัสดุอุเทศธรรมชาติวิทยา นัก Taxidermy ผู้เชี่ยวชาญ​ด้าน​สตัฟฟ์​สัตว์ของ​ อพวช.​ กล่าวว่า “ขณะนี้ อพวช. ได้เก็บรักษาน้องมาเรียมลูกพะยูนเอาไว้ในห้องแช่แข็งลบ 20 องศา เพื่อคงสภาพผิวหนังของมาเรียมไม่ให้เน่าเปื่อย ส่วนเรื่องการสตัฟฟ์นั้นต้องรอปรึกษากับเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายอีกครั้งก่อนทำการสตัฟฟ์ โดยการสตัฟฟ์​สัตว์ คือ การนำหนังของสัตว์ที่ตายลงมาทำการรักษาสภาพ​ใว้ให้ใกล้เคียง​กับตอนมีชีวิต​ ในสภาพการเก็บแบบแห้ง​ โดยไม่มีโครงกระดูกและกระโหลกศีรษะ การสตัฟฟ​สัตว์ต้องใช้ทั้งศาสตร์​และศิลป์​ เพื่อให้ผลงานออกมาเหมือนจริง​มาก​ที่สุด​ โดยเฉพาะ​ Anatomy กายวิภาค​เฉพาะ​ของสัตว์​ชนิดนั้นๆ​ สัตว์สตัฟฟ์จะต้องได้รับการดูแลรักษา​อย่างดี​ ไม่ให้ชำรุดเสียหาย​ จากความร้อน​ ความชื้น​ แมลง​ เชื้อรา​ หนูและแมลงสาบ ที่อาจทำความเสียหายต่อสัตว์สตัฟฟ์ได้

ซึ่งความยากของการสตัฟฟ์ครั้งนี้ คือการรักษาสภาพหนังของมาเรียม​ เพราะ​หนังของสัตว์​เลี้ยง​ลูก​ด้ว​ยนม​ในทะเล​ เช่น​ วาฬ​ โลมา และพะยูนนั้น​ จะมีไขมันค่อนข้างหนามากแทรกอยู่​ จึงมีความยากกว่าการสตัฟฟ์​สัตว์​บก​ จึงต้องนำหนังผ่านกระบวนการเพื่อให้ไขมันออกจากหนังให้มากที่สุด​ มิฉะนั้นหนังจะเปียกเยิ้ม​ ไม่แห้ง​ และไม่สามารถ​ขึ้นรูปให้คงสภาพตามที่ต้องการได้ อีกทั้งจะเกิดการเปื่อยยุ่ย​ ขึ้นรา​ เน่า​เสีย หรือเสียหายได้ง่าย​ และยังต้องใช้การขึ้นรูปให้เสมือนจริงที่สุด​ รวมถึงเย็บผิวหนังและตกแต่งลักษณะ​ภายนอกให้ถูกต้องและสวยงามอีก​ด้วย นอกจากการสตัฟฟ์แล้ว​ ยังสามารถต่อโครงกระดูกน้องมาเรียมเก็บไว้ศึก​ษาต่อได้อีกโดยทำหุ่นจำลองไว้หลายๆ ที่ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และจดจำน้องมาเรียมตลอดไป”

ปัจจุบันขยะพลาสติกในทะเล นับเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่สร้างความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลอย่างมาก มีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่ได้รับผลกระทบจากขยะที่ถูกทิ้งลงสู่ทะเลทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่งผลทำให้เกิดวิกฤตปัญหาขยะทะเลที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ทะเลหายาก อย่าง เต่าทะเล พะยูน โลมา และวาฬ ที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากหนึ่งการสูญพันธุ์ นำไปสู่การสูญสิ้นอันเนื่องมาจากสายใยในห่วงโซ่อาหารเพียงเส้นเดียวต้องขาดสะบั้น ทั้งนี้ อพวช. ตระหนักถึงปัญหาและให้ความสำคัญถึงปัญหานี้จึงได้จัดแสดงนิทรรศการพลาสติกพลิกโลก (Plastic Changed the World) ขึ้นภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำเป็น 2562 โดยจัดแสดงเกี่ยวกับขยะพลาสติกซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ พร้อมร่วมค้นหาคำตอบว่าทำไมพลาสติกสารพัดประโยชน์จึงกลายเป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบกลับมาทำร้ายมนุษย์ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้สังคมได้เห็นถึงปัญหาขยะทะเลมากยิ่งขึ้น และอีกหนึ่งนิทรรศการที่น่าสนใจ อย่างนิทรรศการพินิจ พิพิธ-พันธุ์ (Biodiversity AMUSUE-um) ที่ชวนมาเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพผ่านการจัดแสดงในรูปแบบของ Collection base ที่จัดแสดงการจัดเก็บความหลากหลายทางชีวภาพในรูปแบบของตัวอย่างดอง, ตัวอย่างแห้ง และสัตว์สตัฟฟ์ ซึ่งเสมือนยกพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยามาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับผู้สนใจมาศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมสามารถมาเยี่ยมชมได้ใน “งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำเป็น 2562” ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ - 25 สิงหาคม 2562 เวลา 09.00 - 19.00 น.

ข้อมูลข่าวโดย : องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)

ประเภทข่าว: 
news

7 สัตว์มหัศจรรย์ ใต้ท้องทะเลอันดามัน ตอน ปลาดาวสีน้ำเงิน Blue Sea Star

วันที่: 
Tuesday, February 5, 2019

ดาวทะเล หรือ ปลาดาว เป็นสัตว์ทะเลไม่มีกระดูกสันหลัง ที่อยู่ในชั้น Asteroidea ลักษณะทั่วไป มีลำตัวแยกเป็นห้าแฉกคล้ายรูปดาวเรียกว่า แขน ส่วนกลาง มีลักษณะเป็นจานกลม ด้านหลังมีตุ่มหินปูน ขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป มีปากอยู่ด้านล่างบริเวณ จุดกึ่งกลางของ ลำตัว ใต้แขนแต่ละข้างมีหนวดสั้น ๆ เรียงตามส่วนยาว ของแขนเป็นคู่ ๆ มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อที่เหนียวและแข็งแรงเรียกว่า โปเดีย ใช้สำหรับยึดเกาะกับเคลื่อนที่ มีสีต่าง ๆ ออกไป ทั้ง ขาว, ชมพู, แดง, ดำ, ม่วง หรือน้ำเงิน พบอยู่ตามชายฝั่งทะเล โขดหิน และบางส่วนอาจพบได้ถึงพื้นทะเลลึก กินหอยสองฝา โดยเฉพาะ หอยนางรม, กุ้ง, ปู หนอน และ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ เช่น ฟองน้ำหรือปะการัง เป็นอาหาร
ถิ่นที่อยู่ ดาวทะเล พบอยู่ในทะเลทั่วโลก ทั้ง มหาสมุทรแปซิฟิก, แอตแลนติก, มหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งในเขตขั้วโลกด้วยอย่าง มหาสมุทรอาร์กติก และแอนตาร์กติกา
ปัจจุบันนี้พบอยู่ด้วยประมาณ 1,800 ชนิด กระจายอยู่ในอันดับต่าง ๆ 7 อันดับ (ดูในตาราง) ซึ่งดาวทะเลขนาดเล็กอาจมีความกว้างเพียง 1 เซนติเมตร และขนาดใหญ่ที่สุดอาจยาวได้ถึง 1 เมตร และในบางชนิดอาจมีแขนได้มากกว่า 5 แขน
การสืบพันธุ์ สืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยมีทั้งเพศผู้และเพศเมีย การปฏิสนธิเกิดภายนอกตัว ระยะแรกตัวอ่อนจะดำรงชีวิตแบบแพลงก์ตอนสัตว์ จากนั้นจะเริ่มพัฒนาตัวแล้วจมตัวลงเพื่อหาที่ยึดเกาะแล้วเจริญเป็นตัวเต็มวัย ส่วนการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ในบางชนิดเมื่อแขนถูกตัดขาดลง จะพัฒนาตรงส่วนนั้นกลายเป็นดาวทะเลตัวใหม่เกิดขึ้น และตัวที่ขาดก็จะงอกชิ้นใหม่ขึ้นมาได้จนสมบูรณ์ แต่กระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลาเป็นปี
การเคลือนที่ การเคลื่อนที่ของดาวทะเล เนื่องจากดาวทะเลเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มีโครงแข็งที่ผิวนอก ไม่ได้ยึดเกาะกับกล้ามเนื้อ จึงมีระบบการเคลื่อนที่ด้วยระบบท่อน้ำ จากท่อวงแหวนจะมีท่อน้ำแยกออกไปในแขน เรียกท่อนี้ว่า เรเดียลแคแนล ทางด้านข้างของเรเดียลคาแนล มีท่อแยกไปยังทิวบ์ฟีต การยืดและหดของทิวบ์ฟิตจะเกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้ง และมีความสัมพันธ์กันทำให้เกิดการเคลื่อนที่ไปได้
ความสัมพันธ์ต่อมนุษย์ ดาวทะเลมีความสัมพันธ์ต่อมนุษย์ในแง่ ของการใช้ซากเป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้านเพื่อความสวยงาม อีกทั้งในบางวัฒนธรรมเช่น จีน มีการใช้ดาวทะเลเพื่อปรุงเป็นยา รวมทั้งใช้ปิ้งย่างเป็นอาหาร[3] อีกทั้งยังนิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงภายในตู้ปลาเพื่อความเพลิดเพลินอีกด้วย
การปฏิสนธิ(Fertilisation) หมายถึง การหลอมรวมระหว่างนิวเคลียสของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย การปฏิสนธิในสัตว์และพืช
1. การปฏิสนธิในพืช
2. การปฏิสนธิในสัตว์
3. การปฏิสนธิในคน

แหล่งที่มา: 
https://th.wikipedia.org/wiki/การปฏิสนธิ,https://th.wikipedia.org/wiki/ดาวทะเล
ภาพประกอบ: 

7 สัตว์มหัศจรรย์ ใต้ท้องทะเลอันดามัน ตอน เต่าตนุ (Green sea turtle)

วันที่: 
Wednesday, December 19, 2018

เต่าตนุ Green turtle เป็นเต่าทะเลชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chelonia mydas อยู่ในวงศ์ Cheloniidae และเป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Chelonia
เป็นเต่าทะเลที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีน้ำหนักมากเมื่อโตเต็มที่ โดยมีความยาวตั้งแต่หัวจรดหางประมาณ 1 เมตร น้ำหนักราว 130 กิโลกรัม หัวป้อมสั้น ปากสั้น เกล็ดเรียงต่อกันโดยไม่ซ้อนกัน กระดองหลังโค้งนูนเล็กน้อย บริเวณกลางหลังเป็นแนวนูนเกือบเป็นสัน ท้องแบนราบขาทั้ง 4 แบน เป็นใบพาย ขาคู่หลังมีขนาดเล็กกว่าขาคู่หน้ามาก ขาคู่หน้ามีเล็บแหลมเพียงข้างละชิ้น สีของกระดองดูเผิน ๆ มีเพียงสีน้ำตาลแดงเท่านั้น แต่ถ้าหากพิจารณาให้ละเอียด จะพบว่าเกล็ดแต่ละเกล็ดของกระดองหลังมีสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลอมเขียว ขอบเกล็ดมีสีอ่อน ๆ เป็นรอยด่างและมีลายเป็นเส้นกระจายออกจากจุดสีแดงปนน้ำตาล คล้ายกับแสงของพระอาทิตย์ที่ลอดออกจากเมฆ จึงมีชื่อเรียกเต่าชนิดนี้ว่าอีกชื่อหนึ่งว่า "เต่าแสงอาทิตย์" ขณะที่ชาวตะวันตกเรียกว่า "เต่าเขียว" อันเนื่องจากมีกระดองเหลือบสีเขียวนั่นเอง
เต่าตนุเป็นเต่าที่กินทั้งพืชและสัตว์ แต่จะกินพืชเป็นหลัก โดยกินอาหารจำพวก หญ้าทะเลหรือสาหร่ายทะเล โดยมีสัตว์น้ำขนาดเล็กทั่วไป เช่น ปลาหรือแมงกะพรุน เป็นอาหารรองลงไป
โตเต็มที่เมื่ออายุได้ 4-7 ปี เชื่อว่าอายุยืนถึง 80 ปี ฤดูวางไข่ตกอยู่ในราวเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกันยายนในบริเวณอ่าวไทยและอยู่ในราวเดือนกันยายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ในทะเลอันดามัน จำนวนไข่ต่อครั้งมีตั้งแต่ 70-150 ฟอง เต่าขนาดโตเต็มที่แล้วจะว่ายน้ำหากินไปเรื่อย ๆ แต่จะกลับมาวางไข่บนชายหาดที่ถือกำเนิด
เป็นเต่าที่มักพบในเขตน้ำตื้นใกล้ชายฝั่งหรือตามเกาะต่าง ๆ สำหรับในน่านน้ำไทย พบเต่าชนิดนี้ขึ้นวางไข่มากที่เกาะครามและเกาะกระในอ่าวไทย และทางฝั่งทะเลอันดามันพบวางไข่มากที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตา บนชายหาดและเกาะหลายแห่งในจังหวัดภูเก็ตและพังงา

หญ้าทะเล (อังกฤษ: Seagrass) เป็นกลุ่มของพืชดอกเพียงกลุ่มเดียว ที่ได้มีวิวัฒนาการให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในทะเล โดยมีลักษณะโครงสร้างภายนอกคล้ายคลึงกับหญ้าที่เจริญอยู่บนบก ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
1.ราก เป็นส่วนที่ใช้ในการดูดซึมสารอารหารและแร่ธาตุจากในดิน ทั้งยังช่วยในการยึดเกาะกับพื้นดินทำให้หญ้าทะเลมีความมั่นคง
2.เหง้า เป็นส่วนของลำต้นที่เจริญคืบคลานไปใต้พื้นผิวดิน
3.ใบ เป็นส่วนที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงเพื่อสร้างอาหาร มีรูปร่างแตกต่างกันตามแต่ชนิดของหญ้าทะเล มีทั้งชนิดที่ใบมีลักษณะเป็นแผ่นแบน และชนิดที่เป็นท่อกลม ใบของหญ้าทะเลใช้เป็นลักษณะสำคัญในการจำแนกชนิดของหญ้าทะเล
หญ้าทะเลสามารถขยายพันธุ์ได้ 2 วิธีคือ
1. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยการผลิตดอกและมีการถ่ายละอองเกสรโดยใช้น้ำและคลื่นลมเป็นตัวพัดพา จากนั้นมื่อมีการปฏิสนธิดอกตัวเมียจะพัฒนาเป็นผลซึ่งภายในมีเมล็ดที่ใช้ในการแพร่ขยายพันธ์ต่อไปได้
2. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยการแตกแขนงของลำต้นใต้ดินและเจริญเป็นต้นใหม่ขึ้นมาจากผิวดิน

แหล่งที่มา: 
https://th.wikipedia.org/wiki/เต่าตนุ,https://th.wikipedia.org/wiki/หญ้าทะเล
ภาพประกอบ: 

สัตว์ทะเลหน้าตาแปลก...หายาก

วันที่: 
Wednesday, January 11, 2017

สัตว์ทะเลหน้าตาแปลก...หายาก ที่มา วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 64 ฉบับที่ 202 ประจำเดือน กันยายน ปีที่พิมพ์ 2559

แหล่งที่มา: 
http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2559_64_202_p31-32.pdf
ภาพประกอบ: 
สัตว์ทะเลหน้าตาแปลก...หายาก
Subscribe to RSS - สัตว์ทะเล