Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สำรวจ

เลี้ยงสุนัข... อายุยืนจริงหรือไม่?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, October 16, 2019
รายละเอียด: 

สุนัขได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร และรายงานชิ้นใหม่ที่สำรวจข้อมูลจากประชาชนเกือบ 4 ล้านคนในหลายประเทศ รวมทั้ง สหรัฐฯ แคนาดา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และอังกฤษ เป็นเวลาเกือบ 70 ปี ระบุถึงข้อดีของการเสี้ยงสุนัขอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ อาจทำให้เจ้าของสุนัขมีอายุยืนยาวขึ้น ก็เป็นได้

รายงานการวิจัยจาก University of Toronto ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Circulation ของสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน ที่เผยแพร่ในวันอังคาร ชี้ว่า การเลี้ยงสุนัขสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้ราว 24% โดยเฉลี่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจหรือหลอดเลือดเลี้ยงสมองอุดตัน (Stroke) ที่สามารถลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตได้ถึง 31%

รายงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่สำรวจชาวสวีเดนกว่า 300,000 คน บ่งชี้เช่นกันว่า คนที่อาศัยอยู่คนเดียวแต่เลี้ยงสุนัข และเคยมีอาการหัวใจล้มเหลว มีโอกาสเสียชีวิตลดลง 33% เทียบกับคนที่ไม่เลี้ยงสุนัข ในขณะที่ผู้เลี้ยงสุนัขที่อาศัยอยู่คนเดียว และเคยมีอาการสโตรค มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตน้อยลง 27%

องค์การอนามัยโลก ระบุว่าโรคหัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดเลี้ยงสมองอุดตัน เป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของการเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บทั่วโลก

ผช.ศ.โทฟ ฟอลล์ แห่งภาควิชาระบาดวิทยา มหาวิทยาลัย Uppsala ในสวีเดน ผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้ ชี้ว่า ความเหงาและความแปลกแยกจากสังคม คือสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ช่วยยืนยันว่าการมีสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้าน สามารถช่วยคลายความเหงาเปล่าเปลี่ยว

เช่นเดียวกับรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC ที่บอกว่า สุนัขช่วยลดความเครียดและลดอาการซึมเศร้าได้สำหรับคนทุกเพศและทุกวัย

นอกจากนี้การเลี้ยงสุนัขยังช่วยให้ผู้เลี้ยงได้เดินออกกำลังกายทุกวัน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ กับสุนัขของพวกเขา ซึ่งช่วยเพิ่มอายุขัยของผู้ที่ป่วยเป็นโรคร้ายต่าง ๆ ได้อีกด้วย โดยรายงานของสมาคมโรคหัวใจอเมริกันชี้ว่า ผู้เลี้ยงสุนัขมักได้ออกกำลังกายมากกว่าคนที่ไม่ได้เลี้ยงราว 30 นาทีต่อวัน

อย่างไรก็ตาม ดร.มาร์ธา กูลาตี บรรณาธิการ CardioSmart.org ซึ่งเป็นกระดานสนทนาของผู้ป่วยโรคหัวใจเพื่อการวิจัย ระบุว่า งานวิจัยทั้งสองชิ้นนี้ล้วนเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งหมายความว่านักวิจัยไม่สามารถหาหลักการทางวิทยาศาสตร์โดยตรงมาอธิบายได้ว่าผู้เลี้ยงสุนัขมีอายุยืนกว่าเพราะเหตุใด

ถึงกระนั้น ดร.กูลาตี ชี้ว่า ปัจจุบันแพทย์โรคหัวใจจำนวนมากต่างแนะนำให้คนไข้ของตนเลี้ยงสุนัขเพื่อความผ่อนคลาย แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับความสามารถทั้งในเรื่องของกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ ของคนไข้ผู้นั้น ว่าจะสามารถเลี้ยงสุนัขได้อย่างดีหรือไม่ เพราะการดูแลสุนัขสักตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และหากยังไม่พร้อม แทนที่น้องหมาจะเป็น “ตัวช่วย” อาจจะกลายเป็น “ภาระ” แทนก็เป็นได้

cr. https://www.voathai.com/a/dog-owners-live-longer/5115856.html

Hits 99 ครั้ง

ผลสำรวจเศรษฐกิจออนไลน์พบ คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนมากที่สุดในโลก

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, October 15, 2019
รายละเอียด: 

ผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนมากที่สุดในโลก โดยคนไทยทำสถิตินำหน้าทุกชาติในอาเซียน ด้วยการใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวันท่องโลกอินเตอร์เน็ต ตามด้วยอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ที่ใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมง ในขณะที่คนทั้งโลก ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมง

ข้อมูลดังกล่าวได้มาจากรายงานสำรวจกิจกรรมทางเศรษฐกิจออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (“e-Conomy SEA 2019 – Swipe up and to the right: Southeast Asia’s $100 billion internet economy”) ที่กูเกิล จัดทำร่วมกับ กองทุน เทมาเสค (Temasek) ของรัฐบาลสิงคโปร์ และ เบน แอนด์ คอมพานี (Bain & Company) บริษัทให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ ซึ่งออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน

รายงานดังกล่าววัดการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจออนไลน์ผ่าน 5 ภาคส่วน คือ ธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ สื่อออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการโฆษณาและสตรีมมิ่ง การใช้บริการเรียกรถโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่น การซื้อของออนไลน์ และการใช้บริการการเงินออนไลน์ และคาดว่าเศรษฐกิจออนไลน์จะโตทะลุความคาดหมาย มีมูลค่ามากถึง 100,000 ล้านดอลล่าร์ในปีนี้

นอกจากนี้ยังได้ทำนายด้วยว่า ช่องว่างของการใช้อินเตอร์เน็ตระหว่างมหานครที่มีผู้อาศัยมากกว่า 10 ล้านคน และชนบท จะแคบลง เพราะคนในพื้นที่นอกเมืองจะหันมาใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น และจะทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจออนไลน์นอกหัวเมืองใหญ่โตขึ้น 4 เท่าในอีก 6 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ รายงานของกูเกิลไม่ได้สำรวจผลเสียของเศรษฐกิจออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะการเสพติดเกมออนไลน์ของเยาวชนในภูมิภาค หรือขยะพลาสติกที่เพิ่มมากขึ้น จากการสั่งซื้ออาหารและสินค้าออนไลน์​ เป็นต้น
Cr. https://www.voathai.com/a/google-reports-highest-mobile-internet-use-in-...

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 26 ครั้ง

อินเดียหวังปฏิบัติการสำรวจขั้วใต้ดวงจันทร์จะส่งเสริมสถานะด้านอวกาศที่ใช้ต้นทุนต่ำ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, September 3, 2019
รายละเอียด: 

เจ้าหน้าที่ด้านอวกาศของอินเดียคาดว่า ยานสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์ซึ่งแยกตัวจากยานแม่ Chandrayaan 2 ได้สำเร็จเมื่อวันจันท์ จะร่อนลงสัมผัสพื้นผิวของดาวบริวารของโลกดวงนี้ได้ในวันเสาร์ เพื่อปล่อยหุ่นยนต์ขนาดเล็กน้ำหนัก 27 กิโลกรัมออกไปสำรวจและเก็บตัวอย่างต่างๆ ทั้งจากบริเวณผิวหน้าและใต้พื้นผิว โดยใช้เวลารวม 14 วัน เพื่อพิสูจน์ยืนยันเรื่องการมีแหล่งน้ำ

บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์นี้ไม่เคยมีประเทศใดพยายามสำรวจมาก่อน

รัฐบาลอินเดียหวังว่าปฏิบัติการสำรวจดวงจันทร์ที่ว่านี้ ถ้าเป็นผลสำเร็จตามเป้าหมายจะช่วยผลักดันอินเดียให้เป็นประเทศที่สี่ในกลุ่มประเทศระดับแนวหน้าเรื่องการสำรวจดวงจันทร์ เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงสหรัฐ รัสเซีย กับจีน เท่านั้นที่เคยส่งยานไปสำรวจดวงจันทร์

หน่วยงานด้านอวกาศของอินเดียแถลงว่า อุปกรณ์ต่างๆ บนยานอวกาศ Chandrayaan 2 ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตที่แปลว่ายานสู่ดวงจันทร์นี้ มีขีดความสามารถในการตรวจหาแหล่งน้ำที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวดวงจันทร์ได้หลายเมตร

และหากพบหลักฐานเรื่องนี้ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการส่งมนุษย์ขึ้นไปตั้งฐานอยู่บนดวงจันทร์ได้ โดยอินเดียมีแผนจะส่งมนุษย์ขึ้นไปยังดวงจันทร์ภายในปี 2065

โครงการสำรวจดวงจันทร์ดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของอินเดียที่ใช้ต้นทุนต่ำ โดยโครงการสำรวจด้วยยาน Chandrayaan 2 นี้ใช้เงินลงทุนเพียงราว 140 ล้านดอลลาร์ ซึ่งก็เป็นค่าใช้จ่ายเพียงไม่ถึงหนึ่งในสามของงบประมาณสำรวจอวกาศของประเทศตะวันตก

Cr. : https://www.voathai.com/a/india-moon-mission-ct/5067274.html

Hits 59 ครั้ง

นาซ่าเตรียมส่งยาน 'ดราก้อนฟลาย' สำรวจดวงจันทร์เยือกแข็ง 'ไททัน'

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, July 10, 2019
รายละเอียด: 

หากดูเผินๆ เเล้ว ดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์มีลักษณะคล้ายกับโลกอย่างมาก มีทะเลสาบและมหาสมุทรกระจายทั่วไปเเละมีฝนตกเป็นบางครั้งบางคราว ทำให้ทรายที่เป็นผิวหน้าของดวงจันทร์ไททันมีความเปียกชื้น

เเต่ดวงจันทร์ไททันก็เเตกต่างจากโลกเช่นกัน โดยมีความหนาวเย็นติดลบจนน้ำกลายเป็นน้ำเเข็ง เเก๊สมีเทนกลายเป็นแก๊สเหนียวเหมือนน้ำมัน พื้นทรายบนดวงจันทร์ไททันเกิดขึ้นจากวัสดุอินทรีย์ชนิดต่างๆ คือ คาร์บอน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน เเละออกซิเจน ซึ่งต่างจากเม็ดทรายที่พบทั่วไปตามชายหาดบนโลก

Elizabeth Turtle หัวหน้านักวิจัยประจำโครงการ ดราก้อนฟลาย (Dragonfly) กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่น่าตื่นเต้นมากเกี่ยวกับดวงจันทร์ไททันอยู่ที่ดวงจันทร์ดวงนี้มีทั้งความเหมือนเเละความเเตกต่างจากโลก

เราไม่สามารถมองเห็นผิวหน้าของดวงจันทร์ไททันได้เพราะถูกบดบังจากชั้นบรรยากาศที่ขมุกขมัวของดวงจันทร์ดวงนี้ ซึ่งมีความหนาเเน่นมากกว่าชั้นบรรยากาศโลกสี่เท่าตัว เมื่อรวมเข้ากับเเรงดึงดูดระดับต่ำกว่าโลกถึง 1 ใน 7 ทำให้ดวงจันทร์ไททันเหมาะเเก่การสำรวจจากทางอากาศ

ยานสำรวจดราก้อนฟลายมีใบพัดสองชุด รวมสี่ใบพัด โดยวางทับด้านบนทำให้มองเเล้วเหมือนกับโดรน เพียงเเต่มีขนาดใหญ่กว่าโดรนทั่วไปมาก มีความยาวที่ประมาณ 3 เมตร เเละสูงกว่าหนึ่งเมตร

การออกแบบนี้ช่วยให้ยานสำรวจสามารถถ่ายภาพจากทั้งทางอากาศเเละจากภาคพื้นดินได้ ตลอดจนสามารถลงจอดบนพื้นผิวที่เย็นจนกลายเป็นน้ำเเข็งของดวงจันทร์ไททันได้ การสำรวจเน้นที่พื้นที่บริเวณใกล้กับจุดศูนย์สูตรของไททันที่มีเนินทรายปกคลุม ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกับเนินทรายของทะเลทรายบนโลก

จากจุดนี้ ดราก้อนฟลายจะเริ่มการสำรวจดวงจันทร์ไททันด้วยการกระโดดกบ เพื่อตระเวณสำรวจจุดเป้าหมายต่อไปว่ามีอะไรอยู่ในบริเวณบ้าง เเล้วจะกลับมายังจุดลงจอดเพื่อวิเคราะห์ตัวอย่างของผิวหน้า ถ่ายภาพเเละตรวจหาแผ่นดินไหว หรือ titanquakes

ยานดราก้อนฟลายเดินทางไกล 8 กิโลเมตรต่อการกระโดดกบหนึ่งครั้ง ทำให้สามารถเดินทางเข้าไปถึงหลุม Selk crater ที่อยู่ห่างจากจุดลงจอดไปกว่า 100 กิโลเมตรได้

ทีมนักวิทยาศาสตร์คิดว่า ความร้อนที่เกิดจากการพุ่งชนของลูกอุกาบาตจนทำให้พื้นผิวกลายเป็นหลุม น่าจะร้อนมากจนทำให้น้ำเเข็งในเปลือกของดวงจันทร์ไททันละลาย สร้างสภาพเเวดล้อมที่มีองค์ประกอบเพียบพร้อมสำหรับสิ่งมีชีวิต

ทีมงาน ดราก้อนฟลาย ต้องการค้นหาคำตอบว่าการรวมตัวของวัสดุอินทรีย์กับน้ำที่เป็นของเหลวเเละพลังงานในรูปของความร้อน ช่วยก่อให้เกิดโมเลกุลที่มีความซับซ้อนหรือสิ่งมีชีวิตได้หรือไม่

Melissa Trainer รองหัวหน้านักวิจัยของโครงการดราก้อนฟลาย กล่าวว่า ทีมงานมีโอกาสได้สำรวจโลกอีกโลกหนึ่งที่เรารู้ว่ามีองค์ประกอบทุกอย่างที่เหมาะเเก่สิ่งมีชีวิต เเต่ต้องการรู้ว่ามีสิ่งชีวิตกำเนิดขึ้นหรือไม่

หากมีสิ่งมีชีวิตกำเนิดขึ้นบนดวงจันทร์ไททัน ยานสำรวจดราก้อนฟลายน่าจะสามารถตรวจพบได้โดยใช้อุปกรณ์ที่ช่วยเสาะหากรดอะมีโอชนิดหนึ่งที่พบในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก

ยานสำรวจดราก้อนฟลายจะถูกส่งออกไปทำงานสำรวจในปี ค.ศ. 2026 หรืออีก 7 ปีข้างหน้า เเละจะเดินทางไปถึงดวงจันทร์ไททันในปี ค.ศ. 2034 โดยจะใช้เวลาเดินทางในห้วงอวกาศนาน 8 ปี

ในขณะนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์เเละวิศวกรในโครงการมีงานทำมากมายและเเม้ว่ายังต้องใช้เวลานานอีกหลายปี พวกเขามั่นใจว่างานสำรวจดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์ครั้งนี้จะคุ้มค่าแก่การรอคอยอย่างเเน่นอน

(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 55 ครั้ง

Google เปิดตัว "Lookout" แอพใหม่เพื่อช่วยคนตาบอดสำรวจสิ่งรอบๆ ตัว

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, April 3, 2019
รายละเอียด: 

ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ชื่อว่า Lookout สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ ที่ใช้ Google Pixel

แอพนี้ได้รับการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในการประชุมนักพัฒนาซอฟท์แวร์ของบริษัท Google เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2018 ตั้งแต่นั้นมาทางบริษัทได้ทำการทดสอบและทำงานเพื่อปรับปรุงคุณภาพผลลัพธ์ของแอพพลิเคชั่นนี้

แอพดังกล่าวนี้ใช้เทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกับ Google Lens ซึ่งใช้เครื่องเรียนรู้ในการจดจำข้อความและวัตถุผ่านกล้อง จากนั้นผู้ใช้จะสามารถรับข้อมูลหรือดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับข้อความและวัตถุที่ถูกบันทึกไว้

Lookout มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่มีปัญหาทางสายตา โดยการใช้กล้องเพื่อจดจำข้อความและวัตถุ จากนั้นให้คำอธิบายภาพที่เห็นด้วยเสียง

อย่างไรก็ตาม Lookout ไม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถอธิบายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ใช้ในการค้นหาสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ โดยแอพนี้สามารถเรียนรู้สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับบุคคลนั้นๆ ได้เมื่อเวลาผ่านไป

Google ชี้ว่า แอพนี้จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อผู้ใช้สวมใส่อุปกรณ์ไว้รอบคอหรือในกระเป๋าโดยที่เลนส์กล้องชี้ออกไปข้างหน้า

แอพ Lookout จะมีการตั้งค่าหลักสามแบบสำหรับผู้ใช้

การตั้งค่าสำรวจ ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ความช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ทำกิจกรรมประจำวันหรือใช้ระบุสิ่งต่างๆ ในสถานที่ใหม่ๆ

การตั้งค่าการช็อปปิ้ง สามารถจับภาพผลิตภัณฑ์และช่วยให้ผู้ใช้สามารถระบุจำนวนเงินของพวกเขา

การตั้งค่าการอ่านแบบเร็ว สามารถช่วยให้ผู้ใช้อ่านอีเมล์ อ่านป้ายต่างๆ หรือช่วยระบุสิ่งพิมพ์อื่นๆ ได้

นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถควบคุมแอพนี้โดยใช้ลายนิ้วมือสัมผัส เช่น การเปลี่ยนการตั้งค่าการทำงานหรือดูผลลัพธ์ล่าสุดที่กล้องจับได้ โดยจะมีรายละเอียดต่างๆ สามระดับที่สามารถเปิดใช้งานเพื่อให้ข้อมูลมากหรือน้อยตามที่ต้องการ

Google กล่าวว่า เป้าหมายของแอพนี้คือการช่วยให้ประชาชนเกือบ 253 ล้านคนในโลกที่ตาบอดหรือมีปัญหาการมองเห็นอย่างรุนแรงสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง

ปัจจุบัน แอพนี้สามารถใช้ได้ในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ทางบริษัทคาดว่าต่อไปจะสามารถใช้ Lookout ในอุปกรณ์อื่นๆ และประเทศอื่นๆ ได้ในไม่ช้า

Hits 110 ครั้ง

เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, March 14, 2019
รายละเอียด: 

ไม่มีใครทราบได้ว่าด้านในของหลุมดำที่มืดสนิทนั้นมีอะไรอยู่บ้าง เพราะสรรพสิ่งรวมทั้งข้อมูลที่ผ่านเข้าไปในหลุมดำจะไม่สามารถนำกลับคืนออกมาอีกได้ แต่ล่าสุดนักฟิสิกส์จากสหรัฐฯและแคนาดาได้เสนอแนวทางใหม่ ซึ่งชี้ว่าเราอาจจะใช้ "ความพัวพันเชิงควอนตัม" (Quantum entanglement) ในการไขปริศนานี้ได้

ตามหลักการของกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว คู่ของอนุภาคควอนตัมซึ่งถูกสร้างให้มี "ความพัวพัน" ระหว่างกัน จะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามกันในทันทีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงกับอนุภาคใดอนุภาคหนึ่ง ไม่ว่าทั้งสองจะอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันไปเท่าใดก็ตาม

ดร. เบนิ โยชิดะ จากสถาบันเพริมิเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีของแคนาดา และดร. นอร์แมน เหยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ เผยถึงแนวคิดข้างต้นในวารสาร Nature โดยระบุว่าหลักความพัวพันเชิงควอนตัมจะทำให้เราทราบถึงข้อมูลเชิงสถานะของอนุภาคที่ตกลงไปในหลุมดำ ผ่านการตรวจสอบคู่ของมันอีกอนุภาคหนึ่งซึ่งจะหลุดพ้นจากหลุมดำออกมาได้ด้วยการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)

ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าข้อมูลของสรรพสิ่งที่ตกลงไปในหลุมดำจะถูกทำลายและผสมปนเปเข้ากับข้อมูลของสิ่งอื่น ๆ อย่างปั่นป่วนวุ่นวายจนไม่สามารถจะนำข้อมูลนั้นกลับคืนมาได้ แม้กฎของกลศาสตร์ควอนตัมจะยืนยันว่าข้อมูลไม่มีวันสูญหายไปก็ตาม บ้างก็เชื่อว่าจะนำข้อมูลที่อยู่ในหลุมดำกลับคืนมาได้ ก็ต่อเมื่อรอให้หลุมดำหดตัวเล็กลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดเดิมเสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลารอคอยยาวนานกว่าอายุของจักรวาลในปัจจุบันเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยพบว่าอาจใช้วิธีปล่อยอนุภาคควอนตัมลงไปในหลุมดำ ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้จากการแผ่รังสีฮอว์คิง ซึ่งก็คืออนุภาคของแสง (โฟตอน) ที่หลุมดำปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้น มาคำนวณหาร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นกับอนุภาคควอนตัมที่ติดอยู่ในหลุมดำได้ แม้จะเป็นงานหนักเพราะต้องทำการคำนวณกันอย่างขนานใหญ่ก็ตาม

มีการทดสอบวิธีการดังกล่าวด้วยแบบจำลองหลุมดำที่สร้างขึ้นในควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบ 7 คิวบิต (Qubit) พบว่าอนุภาคควอนตัมที่อยู่ในสภาพปั่นป่วนภายในหลุมดำ สามารถ "เทเลพอร์ต" (Teleport) หรือส่งผ่านข้อมูลมายังคู่อนุภาคที่อยู่ภายนอกหลุมดำได้กว่าครึ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาวิธีการนี้เพื่อไขปริศนาเบื้องลึกของหลุมดำในอนาคต

Hits 126 ครั้ง

รายงานผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2546

Subscribe to RSS - สำรวจ