Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สิ่งแวดล้อม

รู้จัก 'ม่านสาหร่าย' นวัตกรรมใหม่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, July 30, 2019
รายละเอียด: 

ม่านสาหร่ายที่ถูกเรียกว่า biocurtains เป็นสิ่งประดิษฐ์กึ่งวิศวกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและกึ่งศิลปะ โดยผ้าม่านที่ได้รับการออกแบบไม่เหมือนใครนี้จะถูกเติมด้วยสาหร่ายที่ช่วยดูดคาร์บอนและปล่อยออกซิเจนออกมา

ม่านสาหร่ายนี้ยังอาจเป็นองค์ประกอบเล็กๆ ในด้านวิศวกรรม ที่ช่วยในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงอีกด้วย

เจลชีวภาพสีเขียวเป็นสาหร่ายที่มีชีวิต ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ด้วยคาร์บอนเป็นหลัก และช่วยปล่อยออกซิเจนออกมาสู่บรรยากาศ โดยเจลสีเขียวนี้จะถูกปั๊มส่งเข้าไปในม่านที่แขวนอยู่บนผนังกลางแจ้ง

Marco Poletto จาก ecoLogicStudio ซึ่งเป็นผู้ปั๊มเจลสีเขียวเข้าไปในม่านนี้กล่าวว่า Cyanobacteria เป็นสาหร่ายขนาดเล็ก เซลล์ขนาดเล็กๆ นี้เป็นเครื่องสังเคราะห์แสงที่ทรงพลังมาก พวกมันจะแปลงพลังงานจากดวงอาทิตย์และดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ อนุภาค และก๊าซต่างๆ ในอากาศ และกักรวมสิ่งเหล่านั้นไว้ในตัวเอง

และว่า ไบโอเจลในปริมาณหนึ่งตารางเมตรสามารถดูดคาร์บอนได้วันละ 31 กรัม และปล่อยออกซิเจนได้วันละ 24 กรัม

Poletto และเพื่อนร่วมงาน กล่าวว่า คาร์บอนไม่ได้ถูกนำไปเก็บไว้เพียงเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปเปลี่ยนเป็นมวลชีวภาพเพื่อใช้เรื่องของอาหาร สุขภาพ อย่างเช่นในอุตสาหกรรมความสวยความงาม อุตสาหกรรมยา หรือนำไปใช้เป็นพลังงานได้

แต่เจลชีวภาพนี้เมื่อถูกนำไปใส่ในผ้าม่านแล้วจะไม่ได้คงอยู่ตลอดไป คือต้องมีการเปลี่ยนใหม่ทุกๆ สองสัปดาห์

ม่านสาหร่ายนี้ได้ถูกติดตั้งไว้ในอาคารหลายแห่งในยุโรป และถูกนำไปแสดงในงานนิทรรศการด้านเทคโนโลยีในกรุงปารีส

ทั้ง นี้ทางบริษัทสามารถสร้างม่านที่กำหนดขนาดเองได้ทุกที่ตั้งแต่ 300 ถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่

Hits 10 ครั้ง

ดร.สุวิทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เข้าร่วมงานกิจกรรม จิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อม เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2562

Hits 6 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/305-240762
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, July 26, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.30 น. ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตีว่ากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และภริยา พร้อมด้วยนายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมงานกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อม เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2562 โดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานงาน ซึ่งภายในงานมีนางนราพร จันทร์โอชา ภริยานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี คู่สมรสรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประชาชนจิตอาสา เข้าร่วม ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ และถวายความเคารพ ณ สวนวชิรเบญจทัศ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความสำนึก ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยพระราชประสงค์ ที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาและงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลากหลายสาขาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจัดตั้งโครงการจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. เพื่อความสมัครสมาน สามัคคีของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าในการร่วมกันบำเพ็ญกิจกรรมสาธารณประโยชน์ พัฒนาชุมชน และชุมชนเมือง ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี

รัฐบาลร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมทั้งภาคีเครือข่ายจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการมาเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อสนองพระราชปณิธานโดยร่วมกันดำเนินกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อม ปลูกต้นไม้ ณ สวนวชิรเบญจทัศ กรุงเทพมหานคร เพื่อปรับภูมิทัศน์สร้างความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน ในเมือง รวมทั้งลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ อีกทั้งเป็นการช่วยเสริมสร้างจิตสำนึก และความตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของตนเอง ให้คงอยู่และพัฒนาอย่างยั่งยืนสืบไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีร่วมปลูกต้นหางนกยูงฝรั่ง จำนวน 1,010 ต้น ร่วมกับภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนต้นหางนกยูงฝรั่ง เพื่อใช้ในกิจกรรมปลูกต้นไม้ครั้งนี้จำนวน 10 องค์กร ประกอบด้วย 1) ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) 2) กลุ่มบริษัท นายเลิศ จำกัด 3) บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) 4) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 5) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 6) ธนาคารแห่งอเมริกา 7) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 8) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) 9) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และ 10) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โดยสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย ร่วมออกแบบพื้นที่ปลูก และประชาชนจิตอาสาร่วมปลูก และปรับภูมิทัศน์สวนวชิรเบญจทัศให้มีความสวยงามเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับประเทศ จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะ ร่วมถ่ายหมู่ ณ ทุ่งดอกบานชื่น

ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรี ร่วมปลูกต้นรวงผึ้ง ในโครงการ “ปลูกต้นรวงผึ้งเฉลิมพระเกียรติ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 10” จัดโดย สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ กองบัญชาการกองทัพไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกองทัพบก ก่อนเดินไปเยี่ยมชมอุทยานผีเสื้อและแมลง และชมนิทรรศการ “เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9” ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เมื่อเสร็จกิจกรรมจึงเดินทางกลับ

ข้อมูลโดย กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ประเภทข่าว: 
news

สทน. ชูงานวิจัยพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อม ภาชนะไบโบพลาสติกทนความร้อน

Hits 9 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/281-2019-07-09-09-37-30
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, July 10, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ (9 กรกฎาคม 2562) สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้จัดเสวนาในหัวข้อ สิ่งแวดล้อมไทย...ใครคือ “HERO” ที่อาคารอุทยานนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ มีผู้ร่วมเสวนา ดังนี้ นพ.วีรฉัตร กิตติรัตน์ไพบูลย์กรรมการผู้จัดการ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ดร.เกศินี เหมวิเชียรนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชำนาญการพิเศษ จาก สทน. คุณเข็มอัปสร สิริสุขะ นักแสดงและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Little Forest ปลูกป่า ปลูกคน ปลูกใจ และคุณวรวัฒน์ สภาวสุ ผู้แทนจากกลุ่ม Trash Bangkok

ดร.พรเทพ นิศามณีพงษ์ ผู้อำนวยการ สทน. เปิดเผยว่า ในสายตาของประชาชนทั่วไปกิจกรรมใดที่เกี่ยวกับเรื่องนิวเคลียร์มักจะเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวและทำให้เกิดความตื่นตระหนกได้ง่าย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมในเรื่องใดๆสิ่งที่ สทน. ให้ความสำคัญและระมัดระวังอย่างยิ่งคือจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนสังคมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่ สทน. ถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลา 60 ปี นับตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจกรรมด้านนิวเคลียร์ในประเทศไทย ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว สำหรับการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม สทน. ดำเนินการใน 2 ลักษณะ คือ การรักษาและพัฒนาสภาพสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น รวมทั้งการตรวจและควบคุมปริมาณรังสีที่มีอยู่ในธรรมชาติให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อมนุษย์ เช่น การใช้รังสีแกมมาจากโคบอลต์-60 ฆ่าเชื้อโรคต่างๆในน้ำทิ้งจากชุมชนและโรงพยาบาลเพื่อป้องกันโรคระบาด นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยและพัฒนาอีกหลายด้านที่มีส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมสำหรับความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นผลจากกิจกรรมของมนุษย์และคนในสังคมนั้นก็ได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป ดังนั้นทุกคน ทุกภาคส่วนจึงควรรับผิดชอบร่วมกันในส่วนภาคธุรกิจ หากต้องดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคงและได้รับการยอมรับจากสังคมจะต้องมีบทบาทที่ชัดเจนในการแสดงความรับผิดต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.พิริยาธร สุวรรณมาลา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ สทน. กล่าวว่า จากความรุนแรงของปัญหาขยะล้นโลกได้ผลักดันให้มีการวิจัยและพัฒนาพลาสติกชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติหรือที่เรียกว่าไบโอพลาสติก (Bioplastic) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผลิตขึ้นมาจากพืชซึ่งเป็นพอลิเมอร์ธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี มันเทศ มันฝรั่ง มันสำปะหลัง แต่เนื่องจากข้อจำกัดและเรื่องการทนความร้อนและราคาที่สูงกว่าพลาสติกทั่วไปจึงทำให้การนำไปใช้งานยังคงอยู่ในวงจำกัด สทน. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้จึงได้นำกระบวนการทางรังสีมาช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งปกติเมื่อได้รับความร้อนจะเริ่มมีการอ่อนตัวที่อุณหภูมิประมาณ 60-65 องศาเซลเซียส แต่เมื่อนำไปผ่านกระบวนการทางรังสีในสภาวะที่เหมาะสมจะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของพอลิเมอร์สังเคราะห์ให้สามารถคงรูปและใช้งานได้ที่อุณหภูมิสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีพอลิเมอร์ธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง คือ ไคโตซาน ที่ สทน.ได้นำกระบวนการทางรังสีมาทำให้โมเลกุลของไคโตซานมีขนาดเล็กลงเพื่อใช้เร่งการเจริญเติบโตของพืชได้ ซึ่งขณะนี้ได้มีการพัฒนาต่อยอดโดยนำไคโตซานมาผลิตเป็นเมล็ดบีดส์เพื่อห่อหุ้มน้ำมันหอมระเหย ซึ่งข้อดีของไคโตซาน คือ สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันนี้หลายๆประเทศได้ทำการออกกฎเพื่อห้ามการผลิตเมล็ดบีดส์จากพอลิเมอร์สังเคราะห์ เนื่องจากเมล็ดบีดส์เหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติและกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศน์ในทะเล นอกจากนี้ได้ขยายขอบเขตของการนำแป้งผสมกับพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติเพื่อขึ้นรูปเป็นถุงเพาะชำต้นกล้าที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (biodegradable nursery bag) รวมถึงกระถางเพาะชำต้นกล้าที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (biodegradable nursery pot) ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบในภาคสนาม ในอนาคตบทบาทของ สทน. จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลงานวิจัยด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อช่วยเหลือในภาคเกษตรกรและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.

ประเภทข่าว: 
news

วว. ร่วมปลุกจิตสำนึกช่วยโลก จัดเสวนา ENVIRONMENT CRISIS : สิ่งแวดล้อมวิกฤต ทุกชีวิตต้องช่วยกัน เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

Hits 32 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/177-environment-crisis-5-6-2562
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, June 6, 2019
รายละเอียด: 

5 มิถุนายน 2562 ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. / กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดเสวนาเรื่อง Environment Crisis : สิ่งแวดล้อมวิกฤต ทุกชีวิตต้องช่วยกัน เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี 2562 โดยมีนายปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมรับฟังการเสวนาในครั้งนี้ และได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ผศ.ดร.ธนวันต์ สินธุนาวา นายกสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ ประเทศไทย ตั้งรับ-รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก, ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. ในหัวข้อ วว. กับการแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม....อย่างยั่งยืน, ดร.อัญชนา พัฒนสุพงษ์ ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ (ศพว.) วว. ในหัวข้อ Green Service….งานบริการเพื่อธุรกิจสีเขียว มาร่วมเผยแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โชว์งานวิจัย/บริการช่วยแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เดินหน้าผลักดันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นกลไกหลักให้เกิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ หรือ BCG กระตุ้นสังคมร่วมกัน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สร้างจิตสำนึกคนไทยช่วยกันลดโลกร้อน

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ชี้แจงว่า จากปัญหาสภาวะแวดล้อมของโลกกำลังส่งผลคุกคามต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในทุกพื้นที่ทั่วโลกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เข้าสู่ภาวะวิกฤติ (Climate Crisis) นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง และสื่อที่สำคัญได้ออกมาเรียกร้องให้เปลี่ยนการใช้คำจาก “Global Warming” เป็น “Global Heating” ในประเทศไทยได้รับผลกระทบเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการเผชิญกับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญต่างๆ เช่น มลพิษทางอากาศจาก PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ เป็นเหตุจากมลพิษจากการคมนาคมขนส่ง การเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และการเปลี่ยนแปลงสภาพความกดอากาศ รวมถึงมลพิษพลาสติกที่คร่าชีวิตทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ เช่น กวาง นก เต่า วาฬและโลมา ที่กินพลาสติกด้วยความเข้าใจผิด สิ่งที่ต้องตระหนัก คือ ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับ 5 ของประเทศที่มีส่วนร่วมก่อให้เกิดขยะพลาสติกในมหาสมุทรมากที่สุดของโลก

"... ที่ผ่านมา วว. ได้ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมวิกฤต เพื่อพัฒนาสังคม และเศรษฐกิจภายใต้กรอบของเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy-BCG) ตามเป้าหมาย SDGs โดยเฉพาะ SDG 1 (ขจัดความยากจน) ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกการดำเนินงาน ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน องค์ความรู้ และเทคโนโลยีของ วว. ที่ผ่านมา วว. ดำเนินงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี เพื่อรองรับการวิกฤติสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ รวมถึงให้ความสำคัญกับงานบริการสีเขียวเพื่อภาคอุตสาหกรรม นับจากนี้ไปเราทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลด ละ เลิก สิ่งที่จะมีผลต่อการทำลายสิ่งแวดล้อม ช่วยกันลดโลกร้อน โดยเริ่มต้นจากตัวท่าน คนในครอบครัว ชุมชน สังคม ไปจนถึงระดับประเทศ เพื่อให้สร้างสังคมที่น่าอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกหลานไทยในอนาคต” ผู้ว่าการ วว. กล่าวเพิ่มเติม

ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. กล่าวถึงผลงานวิจัย วว. ที่ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกมิติอย่างรูปธรรม ดังนี้

สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช พื้นที่สงวนชีวมณฑล UNESCO จังหวัดนครราชสีมา วิจัยเพื่อการอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน รวมทั้งการติดตามกระบวนการถ่ายเทดูดซับคาร์บอนในพื้นที่ติดต่อกันกว่า 20 ปี วว. ยังได้ทำการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ และการศึกษา วอเตอร์ฟุตปริ้นต์และคาร์บอนฟุตปริ้นต์ (Water and carbon footprints) ของเห็ดพื้นบ้านและผักพื้นบ้าน ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกเห็ดป่าในป่าชุมชนต้นแบบให้เป็นแหล่งผลิตผลิตผลอินทรีย์แบบธรรมชาติ เพื่อสร้างฐานอาหารและเศรษฐกิจในชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดแพร่และน่าน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาผ่านการจัดค่ายอบรมเยาวชน แต่ละปีมีเยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศเข้ารับการอบรมกว่า 15,000 คน

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย (ALEC) ดำเนินงานอย่างครบวงจรตั้งแต่การเก็บรักษาสายพันธุ์สาหร่ายทั้งน้ำจืดและน้ำทะเล เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน กว่า 1,200 สายพันธุ์ การวิจัย พัฒนา การเพาะเลี้ยงสาหร่ายเพื่อเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นพลังงานชีวมวลและสารมูลค่าสูงต่างๆ รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีปุ๋ยชีวภาพ และวัสดุปรับปรุงดินจากสาหร่าย ช่วยในการปกป้อง ฟื้นฟู และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดินซึ่งเป็นระบบนิเวศทางบกได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยชีวภาพและวัสดุปรับปรุงดินจากสาหร่าย เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูดินแก่ภาคเอกชนที่มีการจำหน่ายในท้องตลาดมาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม (ศนพ.) มีโรงงานต้นแบบผลิตพลังงานหมุนเวียนจากขยะและน้ำเสีย ทั้งก๊าซชีวภาพ ความร้อน และไฟฟ้า ตั้งอยู่ ณ สถานีวิจัยลำตะคอง จ.นครราชสีมา ในส่วนของขยะชุมชนขนาดเล็กที่มีการกระจายกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ โดยดำเนินงานในพื้นที่ ร่วมกับ อบต. ตาลเดี่ยว จ. สระบุรี จัดตั้งโรงงานกำจัดขยะชุมชน ช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทน (ก๊าซชีวภาพ) ที่เป็นสาเหตุของไฟไหม้กองขยะและภาวะโลกร้อน (ก๊าซมีเทนมีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่า) รวมทั้งลดปริมาณขยะพลาสติกและอื่นๆ ที่ไหลลงสู่ทะเล ทั้งยังลดการปนเปื้อนของแหล่งน้ำใต้ดินจากน้ำชะขยะ

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ (ศนว.) ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตบล็อกประสาน ที่ไม่ต้องใช้พลังงานในการเผา สามารถลดค่าใช้จ่ายในการสร้างอาคารที่อยู่อาศัยได้ถึง 1 ใน 3 ทั้งยังมีความทนทานต่อภัยพิบัติธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว พายุ และสึนามิ มีผู้เข้ารับการอบรมทั้งที่สนใจเป็นผู้ประกอบและช่างก่อสร้าง กว่า 10,000 ราย ปัจจุบันมีผู้ประกอบการผลิตบล็อกประสานกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศประมาณ 700 ราย และมีการนำบล็อกประสานไปใช้ในการก่อสร้างอาคาร บ้านเรือนต่างๆ อย่างกว้างขวางในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

งานบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเขียว (Green Service) เพื่อการบริการแก่ภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร โดย ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์คุณสมบัติของวัสดุ (ศพว.) ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) และสำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) ที่มีความพร้อมของระบบโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการบริการวิเคราะห์ ทดสอบ และ ด้วยงานบริการวิเคราะห์ทดสอบที่รองรับมาตรฐานต่างๆ ของประเทศและระดับสากล รวมถึงมาตรฐานในการส่งออก เช่น วิเคราะห์ทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพเพื่อยืนยันถึงสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำผลการทดสอบไปยื่นขอสัญลักษณ์การรับรองจากสถาบัน DIN CERTCO ประเทศเยอรมนี และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ วว. ยังสามารถให้การรับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco Lodge) ในขอบข่ายผลิตภัณฑ์ พลาสติกสลายตัวทางชีวภาพ ตามมาตรฐาน ISO 17088 นอกจากนี้ วว. ได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์สีเขียว หรือ Green Packaging ภายใต้แนวคิดการออกแบบ Green by Design แบบองค์รวม ซึ่งได้รับรางวัลทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

โครงการ “การสร้างความเข้มแข็งให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลดและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อต่อยอดสู่กลุ่มประเทศอาเซียน” เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเสริมศักยภาพให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในด้านความสำคัญและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยซึ่งเป็นภาคที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

“... วว. มุ่งมั่นในการดำเนินงานเพื่อลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องที่เร่งด่วนและกระทบกับทุกชีวิตทั่วโลก คือ SDG 13 (ปฏิบัติการและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) แต่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใหญ่และเร่งด่วนระดับโลกที่ทุกชีวิตต้องช่วยกันลงมือแก้ไขก่อนที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งจะสายเกินแก้ ปัญหาขยะนับเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ต้องได้รับการแก้ไขให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยด่วนที่สุด เนื่องจากเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้ง ดิน น้ำ อากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตทั้งทางบกและทางทะเล รวมทั้งการทำให้โลกร้อน เริ่มต้นวินัยในการจัดการขยะทุกระดับตั้งแต่ บุคคล ครัวเรือน ชุมชน สังคม ประเทศ ในวันนี้ ก่อนที่ลูกหลานไทยจะออกมาประท้วง เพื่อทวงสิทธิ์ในการรับมอบทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ สิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า และอากาศบริสุทธิ์ เพื่อการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพจากคนรุ่นก่อนอย่างเรา” ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย

ประเภทข่าว: 
news

เปิดบ้านเทคโนธานี 30 ปี มุ่งสู่นวัตกรรม รวมพลัง 7 หน่วยงานพัฒนาขับเคลื่อนเป็นศูนย์กลาง วทน. ส่งเสริมคุณภาพชีวิตสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์พลังงาน

Hits 44 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/129-30-7
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, May 23, 2019
รายละเอียด: 

วันนี้ (21 พ.ค. 2562) รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “เปิดบ้านเทคโนธานี 30 ปี มุ่งสู่นวัตกรรม” กิจกรรมฉลองในโอกาสครบรอบคล้ายวันก่อตั้ง เทคโนธานี เผยแพร่ภารกิจหน่วยงานให้กลุ่มเป้าหมายนำผลงานไปต่อยอด ใช้ประโยชน์ประกอบอาชีพ/ธุรกิจ สร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจประเทศให้ยั่งยืน พร้อมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง “7 หน่วยงานรวมพลังขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนธานี” ให้เป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์พลังงาน ที่สำคัญของประเทศ มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

รศ.นพ.สรนิต กล่าวว่า กิจกรรมเปิดบ้านเทคโนธานี 30 ปี มุ่งสู่นวัตกรรม เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของ 7 หน่วยงานในเทคโนธานี คือ สำนักงานปลัดกระทรวง อว./ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)/ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)/ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.)/ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.)/ กองพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (กพบ.)/ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (ศวฝ.)/ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2562 เวลา 9.00-16.00 น. ณ เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ประกอบด้วยกิจกรรมเยี่ยมชมการดำเนินงานของหน่วยงานภายในเทคโนธานี ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างความตระหนักเพิ่มพูนความรู้ให้แก่เยาวชนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เสริมแกร่งผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน Startup ให้มีศักยภาพด้านการแข่งขันทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เป็นแหล่งรวบรวมเทคโนโลยีด้านการอนุรักษ์พลังงานถ่ายทอดความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งการวิจัยฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ

สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงการขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีของทั้ง 7 หน่วยงาน มีผลบังคับใช้เป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 โดยมีกำหนดให้ทบทวนความร่วมมือทุกๆ 3 ปี วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้และบริการของหน่วยงานในเทคโนธานี เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) สิ่งแวดล้อมและพลังงาน ที่รองรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน รวมทั้งเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงานของเทคโนธานีให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศ

กรอบและแนวทางความร่วมมือ ประกอบด้วย 1.การร่วมดำเนินกิจกรรมพัฒนาเทคโนธานีที่เหมาะสมกับบริบทของหน่วยงาน รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร พร้อมแผนปฏิบัติงานและงบประมาณการพัฒนาเทคโนธานี/ 2.การจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การสื่อสารสื่อมวลชน ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนธานี/ 3.การจัดกิจกรรมสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้ การฝึกอบรม การดูงาน การแสดงนิทรรศการเพื่อถ่ายทอดความรู้ และสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ส่งเสริมแนวคิดการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง/ 4.การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการด้าน วทน. การส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน และ 5.การพัฒนาบุคลากรด้านการศึกษาวิจัยและการจัดแหล่งเรียนรู้ การสื่อสารทาง วทน. สิ่งแวดล้อมและพลังงาน

กิจกรรม “เปิดบ้านเทคโนธานี 30 ปี มุ่งสู่นวัตกรรม” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2562 เวลา 9.00-16.00 น. ณ เทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยมีรายละเอียด ดังนี้

กิจกรรม Open House “เปิดบ้าน วว. สานสัมพันธ์เทคโนโลยี” ในความรับผิดชอบของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เนื่องในโอกาสครบรอบคล้ายวันสถาปนา 56 ปี เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงแก่กลุ่มเป้าหมาย สร้างการรับรู้ในศักยภาพการปฏิบัติงานวิจัย บริการอุตสาหกรรม ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ของ วว. ภายใต้ธีม “4 Guiding Principles for TISTR” ได้แก่ วทน.เพื่อเศรษฐกิจฐานชีวภาพ วทน.เพื่อชุมชน วทน.แก้ปัญหาเบ็ดเสร็จครบวงจร และเทคโนโลยีที่เหมาะสม กิจกรรมประกอบด้วยการเยี่ยมชม โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ ศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง และศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ ซึ่ง วว. มุ่งเน้นเป็นองค์กรด้าน วทน. แก้ปัญหาเบ็ดเสร็จครบวงจร (STI total service solution) และเป็นหุ้นส่วนความสำเร็จ (partner for your success) สนับสนุนส่งเสริมนโยบาย Thailand 4.0

Virtual Museum พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง 360 องศา ในความรับผิดชอบของ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ร่วมเปิดประสบการณ์ เสริมสร้างการเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา และพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ นอกจากจะได้เห็นภาพเสมือนเดินทางไปชมด้วยตัวเองแล้วยังมีเกมสนุกๆ ให้ผู้เข้าชมได้ทดลองเล่นด้วย

Better measurement, Better Quality of life ในความรับผิดชอบของ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ (มว.) เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการสอบเทียบที่ไม่ใช่มีแค่การสร้างมาตรฐานการวัด...แต่จะทำให้ผู้เข้าชมได้รู้จักและเข้าใจเกี่ยวกับระบบการวัด เพราะการวัดจะทำให้คุณภาพชีวิตของคุณดีกว่าที่เคยเป็นมา รวมทั้งร่วมเรียนรู้และยกระดับมาตรฐานการวัดด้านอาหารและสิ่งแวดล้อม ที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตของทุกๆท่านไปพร้อมกัน “สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ พัฒนามาตรฐานการวัดเพื่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน”

ศูนย์ฉายรังสี เทคโนธานี คลองห้า ในความรับผิดชอบของ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) พบกับกิจกรรมเปิดบ้านเยี่ยมชม อบรมสัมมนา การบริการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีฉายรังสีในผลิตภัณฑ์ และการตรวจวิเคราะห์เชื้อจุลินทลีย์ สามารถฉายรังสีผลิตภัณฑ์ไทยหลากหลายชนิด เช่น สมุนไพร เครื่องเทศ ผลิตผลทางการเกษตร อาหารแปรรูป อาหารสัตว์ ผลไม้ส่งออกไปสหรัฐอเมริกา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือแพทย์

ERTC กับการสร้างป่านิเวศเพื่อลดฝุ่น PM.2.5 ในความรับผิดชอบของ ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เยี่ยมชมฐานการเรียนรู้งานวิจัยป่านิเวศกับการลดปริมาณ PM.2.5 ทั้งนี้ PM.2.5 เป็นวิกฤติมลพิษทางอากาศใกล้ตัว เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในรถยนต์ การเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร จากการศึกษาวิจัยพบว่าป่านิเวศสามารถช่วยลด PM.2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เปิดอาคารอนุรักษ์พลังงานเฉลิมพระเกียรติ : ต้นแบบอาคารอนุรักษ์พลังงานหนึ่งเดียวในอาเซียน ในความรับผิดชอบของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เยี่ยมชมศูนย์แสดงเทคโนโลยีการอนุรักษ์พลังงาน แบบบ้านประหยัดพลังงาน ซึ่งจะเปิดให้บริการโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในวัน-เวลาราชการ

ตลาดนัด Green Market (30 ปี เทคโนธานี & 56 ปี วว.) ช้อปและชิมผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการโอทอปจังหวัดปทุมธานี ที่ วว. นำ วทน. เข้าไปพัฒนากระบวนการผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ให้ได้มาตรฐาน

เขียนข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ถ่ายภาพนิ่ง : นายภูมินทร์ ปั้นเล็ก
ถ่ายภาพวีดิโอ : นายสุเมธ บุญเอื้อ

ประเภทข่าว: 
news

โครงงานวิทยาศาสตร์ด้านธรรมชาติวิทยาระดับประเทศ

Hits 81 ครั้ง
URL: 
http://www.nsm.or.th/event/competition/naturalscienceproject.html
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, February 12, 2019
รายละเอียด: 

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตระหนักถึงความสำคัญของเยาวชนกับการเรียนรู้เรื่องราวด้านธรรมชาติวิทยา
และสิ่งแวดล้อม จึงจัดการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้านธรรมชาติวิทยาระดับประเทศ ประจำปี 2562 ภายใต้หัวข้อ “รู้ รักษ์ ดินและน้ำตามรอยพ่อ” มุ่งเน้นให้
เยาวชนศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ด้านธรรมชาติวิทยาที่ตนเองสนใจในท้องถิ่นของตนเอง เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างการดำรงชีวิตกับธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว และเป็นเวทีสำหรับเยาวชนได้มีโอกาสแสดงความคิดสร้างสรรค์ ผลิตสื่อ และถ่ายทอดเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์
ในธรรมชาติ ผ่านการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทักษะกระบวนการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผล มีลำดับขั้นตอน สามารถวิเคราะห์และกลั่นกรององค์ความรู้
รอบตัวได้ รวมทั้งสามารถเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย ส่งเสริมให้เกิดทัศนคติที่ดี ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยโครงงานเยาวชนที่
ได้รับคัดเลือกในแต่ละภูมิภาค จะได้เข้าร่วมการประกวดรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ณ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

กลุ่มเป้าหมาย
• โครงงานของเยาวชนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 40 โครงงาน โครงงานละ 2 คน
• อาจารย์ที่ปรึกษา จำนวน 40 คน (โครงงานละ 1 คน)

ดาวน์โหลดใบสมัคร

การดำเนินการ
รอบคัดเลือก
• ผู้สนใจส่งคลิป VDO หัวข้อโครงงาน พร้อมแนวคิดในการทำโครงงานเป็นภาษาไทย ความยาวไม่เกิน 5 นาที พร้อมใบสมัครเข้าร่วมประกวด
ผ่านทาง E-mail: nsmthailandproject@gmail.com
• ปิดรับสมัครวันที่ 15 มีนาคม 2562
• ประกาศผลรอบคัดเลือกวันที่ 26 มีนาคม 2562 ผ่านทาง www.nsm.or.th

รอบชิงชนะเลิศ
• โครงงานที่ผ่านรอบคัดเลือก จะได้เข้าร่วมการการประกวดรอบชิงชนะเลิศ โดยนำเสนอโครงงานจริง
ณ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 26-29 มิถุนายน 2562 (รวม 4 วัน 3 คืน)

ประเภทข่าว: 
news

ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

ภัยล่องหนจากไมโครพลาสติก

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, October 26, 2018
รายละเอียด: 

เป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้วว่าขยะพลาสติกมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตคิดว่าพลาสติกเป็นอาหารและกินเข้าไป ทำให้ไม่สามารถย่อยได้และเกิดการอุดตันของทางเดินอาหาร หรือพลาสติกบางรูปทรงอาจไปเกี่ยวอวัยวะหรือตัวของสัตว์ ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ซึ่งเสี่ยงต่อชีวิตของสัตว์ทั้งบนบกและในน้ำ แต่ยังมีภัยอีกรูปแบบหนึ่งจากพลาสติก ที่เรียกว่าไมโครพลาสติก

ไมโครพลาสติกคือ ชิ้นส่วนพลาสติกที่มีขนาด 1 นาโนเมตร ถึง 5 มิลลิเมตร ไมโครพลาสติกมีที่มาจากหลายแหล่งอาทิเช่นไมโครพลาสติกบนบกซึ่งส่วนมากมาจากการเสียดสีของยางรถยนต์กับถนน หรือสีที่ใช้ทาอาคารหรือยานพาหนะ แม้กระทั้งผ้าที่ทำจากใยสังเคราะห์ นอกจากนี้ยังมีการผลิต ไมโครบีดส์ ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติกจิ๋วที่เป็นส่วนผสมในสบู่ล้างหน้า เจลขัดผิวไมโครพลาสติกเหล่านี้ล้วนสามารถลอดผ่านจากกระบวนการบำบัดน้ำเสียลงสู่ทะเลได้ อีกทั้งขยะพลาสติกที่มีขนาดใหญ่ที่ล่องลอยอยู่ในทะเลเมื่อถูกรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ จะสลายโครงสร้างเป็นชิ้นเล็กลงได้ กลายเป็นไมโครพลาสติก โดยเฉพาะในมหาสมุทรน้ำอุ่นพลาสติกขนาดใหญ่จะย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติก

ไมโครพลาสติก สามารถดูดซึมสารพิษที่มีอยู่ในทะเล ดังนั้นยิ่งอยู่ในน้ำทะเลนาน ไมโครพลาสติกจะมีความเป็นพิษเพิ่มสูงขึ้น สิ่งมีชีวิตตั้งแต่ต้นห่วงโซ่อาหารอย่างเช่นแพลงตอนสัตว์ในทะเลจึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับพลาสติกล่องหนเหล่านี้เข้าไป ส่วนสิ่งมีชีวิตท้ายห่วงโซ่อาหารอย่างเช่นมนุษย์อาจได้รับสารพิษตกค้าง เพราะไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กสามารถผ่านผนังเซลล์ มีนักวิจัยนำเสนอความเป็นไปได้ว่าอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กเหล่านี้อาจโดนลมพัดและล่องลอยอยู่ในอากาศเข้าสู่ปอดของสิ่งมีชีวิตได้ เป็นเหมือนมลภาวะทางอากาศเช่นเดียวกับไอเสียจากรถยนต์

นอกจากนี้กระบวนการผลิตพลาสติกบางส่วนมีการใส่สารเคมีเพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้กับพลาสติก เช่น Bisphenol A (BPA) ซึ่งส่งผลกับการเจริญเติบโตของเด็ก และพบ Poly Bromodifenyl Ether (PBDE) ในเนื้อเยื่อของนกที่อาศัยแถวทะเล ซึ่งเป็นสารมีพิษที่ใส่ในพลาสติกเพื่อกันการติดไฟ

ไมโครพลาสติกจึงเป็นผลมาจากที่เกิดจากการใช้พลาสติก ซึ่งได้แฝงตัวอยู่รอบตัวเราโดยที่เราคาดไม่ถึง และเป็นภัยอันตรายกับสิ่งมีชีวิตบนโลก รวมทั้งมนุษย์ซึ่งถือว่าอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารดังนั้นเราควรตระหนักถึงการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น ปัจจุบันเริ่มมีบางบริษัทที่มีการนำพลาสติกมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือนำวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติมาใช้แทนพลาสติก แต่นวัตกรรมเหล่านี้ล้วนยังมีราคาสูง หากทุกคนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการกระทำที่ช่วยในการลดการใช้ (Reduce) นำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) หรือ แปรรูป
(Recycle) พลาสติก อาจมีทางช่วยบรรเทาหรือแม้กระทั้งลดปัญหาได้ในอนาคต

แหล่งอ้างอิง:
http://science.howstuffworks.com/science-vs-myth/everyday-myths/how-long...
http://www.plasticsoupfoundation.org
http://www.ecowatch.com/scientists-warn-that-you-could-be-inhaling-chemi...
http://grist.org/living/2011-12-07-how-microplastics-cause-macro-problem...

เรียบเรียงโดย: นางสาวนุชจริม เย็นทรวง

Hits 66 ครั้ง

ปลาไหลกัลเปอร์ สิ่งมีชีวิตประหลาดใต้ท้องทะเลลึก

วันที่เผยแพร่: 
Friday, October 12, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45720175
รายละเอียด: 

บ่อยครั้งที่เราได้เห็นการค้นพบสัตว์แปลก ๆ จากท้องทะเลลึก และครั้งล่าสุดนี้เป็นภาพที่เหล่านักวิทยาศาสตร์บนเรือวิจัย อีวี นอติลุส บันทึกไว้ได้ ขณะสำรวจมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้กับฮาวาย โดยเป็นภาพของ "ปลาไหลกัลเปอร์" (Gulper eel) ที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างน่าทึ่ง

ปลาไหลกัลเปอร์ เป็นปลาทะเลในวงศ์ Saccopharyngidae ที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกที่ระดับ 1,800 เมตร (6,000 ฟุต) มีลำตัวเรียวยาวสีดำไม่มีเกล็ด เมื่อโตเต็มวัยอาจยาวได้ถึง 2 เมตร

ปลาไหลกัลเปอร์ มีลักษณะเด่น คือ สามารถเปลี่ยนรูปร่างเพื่อข่มขู่สัตว์นักล่าได้ อีกทั้งยังมีขากรรไกรที่ใหญ่กว่าลำตัว และขยายได้กว้างเพื่อเขมือบกินเหยื่อขนาดใหญ่กว่า

Hits 58 ครั้ง

แผนที่จีโนมข้าวสาลี: เทคโนโลยีผลิตอาหารเลี้ยงโลก

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45523853
รายละเอียด: 

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติประสบความสำเร็จในการทำแผนที่จีโนม หรือข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมดของข้าวสาลี ซึ่งจะช่วยเปิดทางไปสู่การดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อพัฒนาข้าวสาลีพันธุ์ใหม่ ๆ ที่จะให้ผลผลิตมากขึ้น มีความทนทานต่อโรคต่าง ๆ และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอนาคต

ทีมนักวิจัยใช้เวลาถึง 13 ปี ในการจัดลำดับชุดพันธุกรรมข้าวสาลีพันธุ์ Triticum aestivum ที่เพาะปลูกกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดในโลก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีโนมข้าวสาลีมียีนทั้งหมด 107,891 ตัว โดยจีโนมที่มีความซับซ้อนมีอยู่ 16,000 ล้านคู่เบสของโครงสร้างของสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งใหญ่กว่าจีโนมของมนุษย์กว่า 5 เท่า

 

การทำแผนที่จีโนมนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวสาลีใหม่ ๆ เพราะจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคัดเลือกพันธุ์ ควบคุมการเติบโต ดัดแปลงยีนให้ทนต่อความร้อน รวมทั้งเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของสารอาหารในข้าวสาลี

ข้าวสาลีถือเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นแหล่งพลังงานราว 20% ของพลังงานที่มนุษย์บริโภคทั้งหมด องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ชี้ว่ายอดการผลิตข้าวสาลีจะต้องเพิ่มขึ้นอีก 60% ภายในปี 2050 เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชากรโลก

Hits 102 ครั้ง
Subscribe to RSS - สิ่งแวดล้อม