Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สิ่งแวดล้อม

พิธีเปิดงาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2019”

Hits 14 ครั้ง
URL: 
https://www.tistr.or.th/TISTR/newsboard/shownews.php?Category=newsboard&No=1468
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, January 2, 2020
รายละเอียด: 

(25 ธันวาคม 2562) ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิด “งานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2019” ณ สวนไม้งามริมน้ำกก จังหวัดเชียงราย โอกาสนี้ ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย ดร.เรวดี อนุวัฒนา นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม และทีมนักวิจัย ร่วมเฝ้ารับเสด็จและถวายรายงานการจัดแสดงนิทรรศการของ วว. ที่นำผลงานวิจัยสร้างสร้างมูลค่าเพิ่มและใช้ประโยชน์กับขยะชุมชนและของเหลือทิ้งภาคการเกษตร ช่วยปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตามแนวคิด BCG โมเดลเศรษฐกิจใหม่สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำหรับงาน “มหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงราย 2019 จัดขึ้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถึงวันที่ 12 มกราคม 2563 ณ สวนไม้งามริมน้ำกก (ศูนย์ราชการฝั่งหมิ่น)อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยจัดแสดงดอกไม้นานาพันธุ์ ทั้งดอกไม้พื้นเมือง และดอกไม้เมืองหนาวที่หาชมได้ยาก รวมทั้งสวนกล้วยไม้ และไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ เช่น ทิวลิป ลิลลี่ บีโกเนียร์ เป็นต้น พร้อมทั้งจัดแสดงกิจกรรมต่างๆ อาทิ ลานกาสะลองชัย ประติมากรรมที่ออกแบบโดยศิลปินจากขัวศิลปะ การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศเมียนมา มาประดิษฐานเพื่อให้นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศได้มาเคารพสักการะเพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิต กาดหมั้วครัวล้านนา การจัดแสดงวิถีชีวิตวัฒนธรรมล้านนาและชนเผ่า และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนเชียงรายขายดี เป็นต้น รวมถึงเป็นการเผยแพร่แนวคิด “เลิก…กล่องโฟม ลด….พลาสติก ใช้…ถุงผ้า” มาใช้ในการบริหารจัดการขยะสอดคล้องยุทธศาสตร์การบริหารจังหวัดเชียงรายอีกด้วย

ประเภทข่าว: 
news

สารเคมีชนิดใหม่สามารถป้องกันการเริ่มต้นและแพร่กระจายของไฟป่า

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, November 29, 2019
รายละเอียด: 

นักวิจัยได้พัฒนาสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวที่จะสามารถช่วยป้องกันการแพร่กระจายของไฟป่าได้

ของเหลวชนิดใหม่ที่ว่านี้เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์และคณะวิศวกรที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในแคลิฟอร์เนีย รายงานเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์อยู่ในรายงานการประชุมของ National Academy of Sciences

คณะนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่าสารเคมีชนิดนี้อาจกลายเป็นอาวุธที่มีค่าแก่นักผจญเพลิงในการต่อสู้กับไฟป่า

ทุก ๆ ปี ไฟป่าเผาทำลายเนื้อที่ประมาณ 40,000 ตารางกิโลเมตรทั่วสหรัฐฯ โดยในปีพ.ศ. 2561 รัฐบาลใช้งบประมาณกว่า 3 พันล้านดอลล่าร์ในความพยายามเรื่องการดับเพลิง ซึ่งทำให้ทรัพย์สินเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์

ไฟป่าเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมากทางฝั่งตะวันตกของรัฐแคลิฟอร์เนีย ปีที่แล้ว "Camp Fire" ที่เกิดขึ้นทางเหนือของแคลิฟอร์เนียกลายเป็นไฟป่าที่อันตรายที่สุดในสหรัฐฯ ในรอบศตวรรษ เจ้าหน้าที่ของรัฐกล่าวโทษไฟป่าดังกล่าวว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 86 ราย และยังทำลายอาคารต่าง ๆ กว่า 18,000 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนของผู้คน

รายงานฉบับใหม่ระบุว่าไฟป่าส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ โดยมักจะเริ่มมาจากตามริมถนน ในบริเวณที่ตั้งแคมป์ และบริเวณรอบ ๆ อุปกรณ์ส่งกระแสไฟฟ้า นักวิจัยพยายามค้นหาสารที่สามารถนำไปใช้กับบริเวณดังกล่าวเพื่อระงับไม่ให้เกิดเพลิงไหม้

โดยปกติแล้ว นักผจญเพลิงมักใช้สารเคมีหน่วงการติดไฟเพื่อใช้ในการดับไฟ สารหน่วงไฟนี้เป็นวัสดุที่สามารถยับยั้งหรือชะลอการแพร่กระจายของไฟ แต่ปัจจุบันทีมนักดับเพลิงใช้สารนี้ในการดับไฟเท่านั้น เนื่องจากการใช้สารเคมีดังกล่าวไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่บนต้นไม้หรือพืชอื่น ๆ ได้เป็นเวลานาน ๆ และสามารถหายไปได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศ

บางครั้งมีการใช้สารเคมีนี้เพื่อการแก้ปัญหาระยะสั้น เช่น ใช้ในการป้องกันอาคารต่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นเส้นทางของไฟที่ลุกลาม แต่ประสิทธิภาพก็จะสูญเสียไปอย่างรวดเร็วด้วย

ของเหลวที่ได้รับการทดสอบโดยคณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดนี้ถูกค้นพบเพื่อใช้ในการยืดอายุของสารหน่วงไฟโดยที่ไม่ทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

Eric Appel ศาสตราจารย์ด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Stanford ผู้ช่วยเขียนรายงานฉบับนี้ ตั้งข้อสังเกตว่าการใช้สารเคมีดับไฟป่าดังกล่าวช่วยให้นักผจญเพลิงสามารถป้องกันก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ได้ และว่าการใช้สารเคมีนี้ยังช่วยคุมเพลิงไฟป่าได้มากขึ้น

นักวิจัยทำการทดลองสารเคมีป้องกันไฟป่าร่วมกับสำนักงานป่าไม้และสำนักงานป้องกันอัคคีภัยของแคลิฟอร์เนีย หรือ CalFire ในบริเวณที่มักจะเกิดเพลิงไหม้ และพบว่าสารเคมีดังกล่าวสามารถป้องกันอัคคีภัยได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าจะมีฝนตกไปถึงครึ่งนิ้วแล้วก็ตาม แต่ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน สารหน่วงไฟที่ใช้กันทั่วไปสามารถป้องกันไฟได้เพียงเล็กน้อยหรือไม่สามารถป้องกันไฟได้เลย

Eric Appel กล่าวว่า เขาหวังสารเคมีป้องกันไฟป่าชนิดใหม่นี้ จะช่วยให้สามารถระบุและดูแลพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อปกป้องชีวิตต่างรวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนด้วย

ที่มา https://www.voathai.com/a/new-substance-can-prevent-wildfire/5118911.html

Hits 19 ครั้ง

ฟินแลนด์ พัฒนาพลังงานไฟฟ้าจากขี้ม้า

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, November 11, 2019
รายละเอียด: 

ผู้จัดงานแข่งม้า FEI World Cup Jumping Show ในเฮลซิงกิ ของฟินแลนด์ เปลี่ยนมุมมองของพลังขี้ม้าที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำขี้ม้ามากกว่า 100 ตันมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าพลังงานทดแทน เพื่อใช้ระหว่างการจัดการแข่งขัน และสามารถนำมาแบ่งปันเพื่อใช้ทำความร้อนในบ้านเรือนที่เมืองหลวงของฟินแลนด์ได้อีกด้วย

สหพันธ์กีฬาขี่ม้านานาชาติ หรือ FEI ผลักดันแนวคิดไฟฟ้าพลังขี้ม้านี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการผลักดันการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนในการแข่งขันกีฬา ด้วยการร่วมมือกับบริษัทด้านพลังงานระหว่างประเทศฟอร์ทัม ยาเวนพา (Fortum Jarvenpaa) ที่เห็นประโยชน์จากขี้ม้าจำนวนมากในการแข่งขันนี้ ซึ่งนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้

ในโครงการเริ่มแรกเมื่อปี 2017 โครงการ Fortum HorsePower นำไฟฟ้าจากขี้ม้ามาใช้ในส่วนของเครื่องทำความร้อนในคอกม้าชั่วคราว 200 แห่งระหว่างการแข่งขัน ก่อนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในปีหน้าคาดว่าม้าที่เข้าแข่งขันราว 235 ตัว จะผลิตขี้ม้าได้ราว 112 ตัน นั่นเท่ากับเป็นพลังงานไฟฟ้าราว 168 เมกะวัตต์ เพียงพอสำหรับกิจกรรมการแข่งขันต่อเนื่อง 4 วัน และเหลือสำหรับแบ่งเป็นกระแสไฟฟ้าใช้ทำความร้อนในแฟลตขนาดเล็ก 26 จุดในเฮลซิงกิได้นาน 1 เดือนเต็ม

cr. https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/597-smart-farmer-1-1

Hits 73 ครั้ง

วว. โดยสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช/พันธมิตร อ.วังน้ำเขียว จัดกิจกรรมวิ่งการกุศล “วิ่งชีวมณฑล @ สะแกราช 2019” ระบุเป็นการวิ่งครั้งแรกของประเทศไทยในพื้นที่ชีวมณฑลของยูเนสโก

Hits 33 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/524-2019
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, October 8, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับอำเภอวังน้ำเขียว สภ. วังน้ำเขียว และส่วนราชการ องค์กรส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในอำเภอวังน้ำเขียว จัดกิจกรรมการกุศลวิ่งเชิงอนุรักษ์ “วิ่งชีวมณฑล @ สะแกราช 2019” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมมอบรายได้เพื่อการกุศลของกิ่งกาชาดวังน้ำเขียวและสาธารณประโยชน์ อำเภอวังน้ำ จังหวัดนครราชสีมา

กิจกรรม ประกอบด้วย เส้นทางการวิ่งระยะทาง 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร โดยได้รับความสนใจจากนักวิ่งเชิงอนุรักษ์เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 1,500 คน เป็นการวิ่ง-เดิน เพื่อสุขภาพ ไม่มีการแข่งขัน กิจกรรมเริ่มจากโรงเรียนบ้านวังน้ำเขียว (พ่วงโพธิ์อุปถัมภ์) โดยวิ่งข้ามถนน 304 เข้าไปภายในสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช หน่วยงานในสังกัดของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลของโลกและเป็นแห่งแรกของไทย ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น ในเส้นทางการวิ่งที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติของป่าเขา ต้นไม้ที่เขียวขจีอุดมสมบูรณ์ นักวิ่งที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับอากาศบริสุทธิ์ตลอดเส้นทาง ทั้งนี้ผู้ที่วิ่งเข้าเส้นชัยทุกท่านได้รับเหรียญที่ระลึกจากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

อนึ่ง สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2510 โดยมีภารกิจการวิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา จนถึงขณะนี้มีผลงานวิจัยในพื้นที่แห่งนี้มากกว่า 500 เรื่อง ขณะเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2519 สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก ภายใต้โครงการ MAB (Man and Biosphere Program) ให้เป็นแหล่งสงวนชีวมณฑลแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นแห่งแรกของประเทศไทย และเป็น 1 ใน 7 แห่งของเอเชียในขณะนั้น และในปัจจุบันสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช วว. ตั้งอยู่ในเขตแกนกลางพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช และในปี 2562 ได้รับรางวัลสำนักงานสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมระดับดีเยี่ยม

สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชปกคลุมด้วยป่าไม้สำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ ป่าดิบแล้ง และป่าเต็งรัง พันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าดิบแล้งชนิดนี้ ประกอบด้วย ตะเคียนหิน ตะเคียนทอง กระเบากลัก เป็นต้น ส่วนป่าเต็งรัง ประกอบด้วย เต็ง รัง เหียง พะยอม เป็นต้น ป่าทั้งสองชนิดครอบคลุมเนื้อที่ประมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ นอกนั้นเป็นป่าชนิดอื่น เช่น ป่าไผ่ ป่าปลูก และทุ่งหญ้า

สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชมีความหลากหลายชีวภาพ ของชนิดพันธุ์พืช สัตว์และสิ่งมีชีวิตจำพวกเห็ดรา จากการศึกษาความหลากหลายของเห็ด (Mushroom) ในพื้นที่เบื้องต้น สามารถจำแนกได้ 94 ชนิด 32 วงศ์ จากตัวอย่างสัณฐานวิทยาของเห็ดราขนาดใหญ่ (Macro fungi) มากกว่า 330 สัณฐาน นอกจากนี้ยังมีสัตว์ 486 ชนิด ประกอบด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 79 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 29 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน(Reptiles) 88 ชนิด นกและสัตว์ปีก 290 ชนิด โดยมี “ไก่ฟ้าพญาลอ” นกประจำชาติไทยเป็นจุดเด่นซึ่งแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในพื้นที่แห่งนี้

สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชมีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งหมดปีละ 146,059 ตัน ประกอบด้วย 1) ป่าดิบแล้ง พื้นที่ 26,474 ไร่ ดูดซับได้ 3.26 ตัน/ไร่/ปี หรือปีละ 86,305 ตัน ป่าเต็งรัง พื้นที่ 7,373 ไร่ ดูดซับ 2.84 ตัน/ไร่/ปี หรือปีละ 20,939 ตัน 3) ป่าปลูก พื้นที่ 12,028 ไร่ ดูดซับได้ 3.23 ตัน/ไร่/ปี หรือปีละ38,850 ตัน

ความสำคัญของสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชในด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ได้แก่ 1) เป็นสถานที่เพื่อการวิจัย ทางด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาป่าเขตร้อน (ป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง) จนถึงขณะนี้การวิจัยในพื้นที่แห่งนี้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 500 เรื่อง ซึ่งความรู้ดังกล่าวได้สร้างสรรค์ภูมิปัญญาแก่นักวิชาการและยังได้นำไปช่วยเหลือในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนอีกด้วย 2) เป็นห้องปฏิบัติการธรรมชาติ สำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ใช้พื้นที่ป่าไม้ ในเขตสถานีฯ เป็นสถานที่เพื่อการศึกษาและวิจัยทางด้านธรรมชาติของป่าไม้ นอกจากนั้น บริเวณโดยรอบของพื้นที่ป่าไม้ ของสถานีฯ ยังมีหมู่บ้านจำนวน 9 หมู่บ้าน ที่อยู่กับป่าไม้ ได้อย่างสมดุลซึ่งเป็นสถานที่เพื่อการวิจัยทางด้านสังคมเศรษฐกิจกับป่าไม้ได้อีกด้านหนึ่ง ซึ่งปีหนึ่งมีจำนวนมาก 3) เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล (UNESCO Biosphere Reserves) แห่งหนึ่งของ โลกที่ทำหน้าที่ดำเนินการอนุรักษ์ พัฒนา และการสนับสนุนการศึกษาวิจัยที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนานาชาติทั่วโลก 4) เป็นสถานที่ศึกษาธรรมชาติและพักผ่อนหย่อนใจ ทางด้านธรรมชาติ ของป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง พรรณพืชและพันธุ์สัตว์นานาชนิด และ 5) เป็นศูนย์การประชุมและสัมมนาเนื่องจากมีความพร้อมทั้งที่พัก สถานที่ประชุมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช วว. ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา 30370 ได้ที่ โทร. 09 8219 5570, 06 1102 1707, 08 5774 3539, 08 4823 7974 และ 0 4400 9556 เว็บไซต์: www.tistr.or.th/sakaerat อีเมล์: sakaerat@tistr.or.th

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
เผยแพร่ข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ประเภทข่าว: 
news

อาหารมังสวิรัติอาจไม่ได้เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศเสมอไป

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, October 7, 2019
รายละเอียด: 

การศึกษาครั้งใหม่ชี้ว่า อาจมีความเป็นไปได้ที่เราจะช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ยังคงทานแซนด์วิชเบคอน หรือทานหอยนางรมบ้างเป็นครั้งคราว

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ใน 95% ของประเทศต่าง ๆ ที่พวกเขาได้ทำการวิเคราะห์ พบว่าการบริโภคเนื้อสัตว์ ปลา หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมเพียงวันละมื้อ ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแหล่งต่าง ๆ น้อยกว่าการทานอาหารมังสวิรัติที่มีทั้งนมและไข่

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเลี้ยงโคนมเพื่อผลิต นม เนย และเนยแข็งนั้น ต้องใช้พลังงานและที่ดินเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่ใช้ในการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสำหรับโคนมเหล่านั้น ตลอดจนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น

นักวิจัยที่ศูนย์ Johns Hopkins Center for a Livable Future กล่าวว่า อาหารที่มีแมลง ปลาตัวเล็ก ๆ และหอย ต่างก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมล็กน้อย เช่นเดียวกับอาหารมังสวิรัติที่ทำจากพืช แต่มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า

นักวิทยาศาสตร์คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้น้ำจืดสำหรับการรับประทานอาหาร 9 ประเภทที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การงดเนื้อสัตว์หนึ่งวันต่อสัปดาห์ การไม่ทานเนื้อแดง ไปจนถึงการไม่ทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่นยกเว้นปลา และการทานอาหารมังสวิรัติใน 140 ประเทศ

กลุ่มผู้เคลื่อนไหวและนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศจำนวนมากเรียกร้องให้เปลี่ยนไปทานอาหารที่ทำจากพืชเพื่อช่วยควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดการตัดไม้ทำลายป่า เนื่องจากการผลิตเนื้อแดงต้องอาศัยที่ดินจำนวนมากในการทำทุ่งปศุสัตว์และปลูกพืชที่ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์

คณะนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศของสหประชาชาติ กล่าวว่า กิจกรรมทางด้านการเกษตร ป่าไม้ และการใช้ที่ดินอื่น ๆ มีอัตราส่วนเกือบหนึ่งในสี่ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์สร้างขึ้น ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 - พ.ศ. 2559

Keeve Nachman ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่โรงเรียนการสาธารณสุข Johns Hopkins Bloomberg ในบัลติมอร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าการศึกษาวิจัยนี้ กล่าวว่า ยังไม่มีวิธีใดที่จะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ และว่าในประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เช่นอินโดนีเซีย ประชาชนจำเป็นต้องทานโปรตีนจากสัตว์ให้มากขึ้นเพื่อเป็นให้ได้คุณค่าทางโภชนาการที่เพียงพอ

ซึ่งนั่นหมายถึงว่า โภชนาการต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้น้ำในบรรดาประเทศยากจน จะต้องมีเพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยลดความหิวโหยและการขาดสารอาหารในประเทศเหล่านั้น ในขณะที่ประเทศที่มีรายได้สูงก็ควรลดการบริโภคเนื้อสัตว์ อาหารที่ทำจากนม และไข่ให้น้อยลง

ที่มา https://www.voathai.com/a/vegetarian-diets-not-climate-friendly/5106174....

Hits 52 ครั้ง

อพวช. ร่วมด้วย ม.มหิดล และสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ค้นพบ “มดอาจารย์รวิน” มดชนิดใหม่ของโลก ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ และบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมของประเทศ

Hits 48 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/428-2019-09-03-06-45-55
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, September 3, 2019
รายละเอียด: 

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมด้วย คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ค้นพบมดชนิดใหม่ของโลก พร้อมตั้งชื่อ “มดอาจารย์รวิน” ส่งเสริมความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งกระตุ้นศาสตร์ ด้านอนุกรมวิธานวิทยาให้เป็นที่สนใจอย่างแพร่หลาย พร้อมร่วมกันศึกษาด้านอนุกรมวิธานสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ต่อไป เพื่อนำองค์ความรู้ถ่ายทอดสู่สังคมไทยต่อไปในอนาคต

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า “องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ หรือ อพวช. มีภารกิจในการสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยนำผลการศึกษาวิจัย การเก็บรักษาวัสดุตัวอย่างที่สำคัญและมีคุณค่า มาสร้างองค์ความรู้และถ่ายทอดไปสู่สังคม ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ซึ่งในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา อพวช. ได้ดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเหล่านักธรรมชาติวิทยา ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ที่ดำเนินการศึกษาค้นพบมดชนิดใหม่ของโลกแล้วกว่า 68 ชนิด ซึ่งเฉลี่ยแล้ว อพวช. ได้ทำการค้นพบปีละ 6-7 ชนิด นำมาสู่ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ และผลงานหรืองานวิจัยเหล่านี้ถูกนำไปตีพิมพ์ให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการระดับนานาชาติ และต่อจากนี้ อพวช. ก็จะยังให้การสนับสนุนและผลักดันการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อประโยชน์ของคนไทยและประเทศไทยต่อไป โดยผลงานการค้นพบมดชนิดใหม่ของนักธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา อพวช. ครั้งนี้ ได้ สร้างความสำคัญให้กับด้านการศึกษาวิจัยด้านธรรมชาติวิทยาให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นในสังคม และหวังว่าองค์ความรู้เหล่านี้จะได้ถ่ายทอดไปสู่เยาวชน และประชาชนที่ได้หันมาสนใจเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมกันมากยิ่งขึ้น”

ดร.วียะวัฒน์ ใจตรง นักวิชาการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา อพวช. ผู้ค้นพบมดชนิดใหม่ กล่าวว่า “การค้นพบมดชนิดดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา อพวช. คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ซึ่งมดที่เราค้นพบมีความแตกต่างจากมดชนิดอื่นๆ บนโลก โดยมีลักษณะเด่นก็คือ ลักษณะภายนอกที่มีผิวหนังที่ขรุขระ ไม่เงาเหมือนมดสายพันธุ์อื่นๆบนโลกที่มีความมันเงา มดตัวนี้สามารถบ่งชี้ถึงดัชนีของความอุดมสมบูรณ์บนผืนป่าในประเทศไทยที่ยังคงอยู่ โดยเราได้ค้นพบเจอที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จ.นครราชสีมา ซึ่งการค้นพบครั้งนี้นับเป็นสมบัติอันมีค่าของประเทศ มดสายพันธุ์ใหม่ของโลกชนิดนี้มีชื่อเต็มคือ Myrmecina raviwongsei Jaitrong, Samung, Waengsothorn et Okido โดยมดชนิดนี้ถูกจัดให้เป็นมดชนิดใหม่ของโลก ในเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา พร้อมถูกตั้งชื่อว่า "มดอาจารย์รวิน" ตามชื่อของ ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการ อพวช. เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ท่านในฐานะที่ท่านเป็นผู้บริหารของ อพวช. ที่ให้การสนับสนุนและผลักดันการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ ให้แก่นักวิชาการด้านธรรมชาติวิทยาของ อพวช. อย่างจริงจังมาโดยตลอด”

สุดท้ายนี้ อพวช. ยังคงมุ่งมั่นและผลักดันการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพในด้านต่างๆ ทั้งการศึกษาวิจัย การสำรวจ และเก็บรวบรวมตัวอย่างอ้างอิง รวมถึงองค์ความรู้ด้านธรรมชาติวิทยา พร้อมเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัย รวบรวมวัสดุอุเทศ เผยแพร่ความรู้และจัดแสดงนิทรรศการด้านธรรมชาติวิทยาของประเทศไทย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างนักวิชาการ และนักเรียน นักศึกษา ผู้สนใจ และประชาชนโดยทั่วไป เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอนุกรมวิธาน และสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลกที่มีความสำคัญต่อมนุษย์ต่อไปในอนาคต

ข้อมูลข่าวโดย : องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)

ประเภทข่าว: 
news

รู้จัก 'ม่านสาหร่าย' นวัตกรรมใหม่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, July 30, 2019
รายละเอียด: 

ม่านสาหร่ายที่ถูกเรียกว่า biocurtains เป็นสิ่งประดิษฐ์กึ่งวิศวกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและกึ่งศิลปะ โดยผ้าม่านที่ได้รับการออกแบบไม่เหมือนใครนี้จะถูกเติมด้วยสาหร่ายที่ช่วยดูดคาร์บอนและปล่อยออกซิเจนออกมา

ม่านสาหร่ายนี้ยังอาจเป็นองค์ประกอบเล็กๆ ในด้านวิศวกรรม ที่ช่วยในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงอีกด้วย

เจลชีวภาพสีเขียวเป็นสาหร่ายที่มีชีวิต ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ด้วยคาร์บอนเป็นหลัก และช่วยปล่อยออกซิเจนออกมาสู่บรรยากาศ โดยเจลสีเขียวนี้จะถูกปั๊มส่งเข้าไปในม่านที่แขวนอยู่บนผนังกลางแจ้ง

Marco Poletto จาก ecoLogicStudio ซึ่งเป็นผู้ปั๊มเจลสีเขียวเข้าไปในม่านนี้กล่าวว่า Cyanobacteria เป็นสาหร่ายขนาดเล็ก เซลล์ขนาดเล็กๆ นี้เป็นเครื่องสังเคราะห์แสงที่ทรงพลังมาก พวกมันจะแปลงพลังงานจากดวงอาทิตย์และดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ อนุภาค และก๊าซต่างๆ ในอากาศ และกักรวมสิ่งเหล่านั้นไว้ในตัวเอง

และว่า ไบโอเจลในปริมาณหนึ่งตารางเมตรสามารถดูดคาร์บอนได้วันละ 31 กรัม และปล่อยออกซิเจนได้วันละ 24 กรัม

Poletto และเพื่อนร่วมงาน กล่าวว่า คาร์บอนไม่ได้ถูกนำไปเก็บไว้เพียงเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปเปลี่ยนเป็นมวลชีวภาพเพื่อใช้เรื่องของอาหาร สุขภาพ อย่างเช่นในอุตสาหกรรมความสวยความงาม อุตสาหกรรมยา หรือนำไปใช้เป็นพลังงานได้

แต่เจลชีวภาพนี้เมื่อถูกนำไปใส่ในผ้าม่านแล้วจะไม่ได้คงอยู่ตลอดไป คือต้องมีการเปลี่ยนใหม่ทุกๆ สองสัปดาห์

ม่านสาหร่ายนี้ได้ถูกติดตั้งไว้ในอาคารหลายแห่งในยุโรป และถูกนำไปแสดงในงานนิทรรศการด้านเทคโนโลยีในกรุงปารีส

ทั้ง นี้ทางบริษัทสามารถสร้างม่านที่กำหนดขนาดเองได้ทุกที่ตั้งแต่ 300 ถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่

Hits 62 ครั้ง

ดร.สุวิทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เข้าร่วมงานกิจกรรม จิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อม เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2562

Hits 43 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/305-240762
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, July 26, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 เวลา 10.30 น. ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตีว่ากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และภริยา พร้อมด้วยนายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมงานกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อม เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี 2562 โดยมีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานงาน ซึ่งภายในงานมีนางนราพร จันทร์โอชา ภริยานายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี คู่สมรสรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประชาชนจิตอาสา เข้าร่วม ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดกรวยกระทงดอกไม้ ธูปเทียนแพ และถวายความเคารพ ณ สวนวชิรเบญจทัศ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความสำนึก ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยพระราชประสงค์ ที่จะสืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาและงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลากหลายสาขาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเฉพาะด้านการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจัดตั้งโครงการจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. เพื่อความสมัครสมาน สามัคคีของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าในการร่วมกันบำเพ็ญกิจกรรมสาธารณประโยชน์ พัฒนาชุมชน และชุมชนเมือง ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี

รัฐบาลร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมทั้งภาคีเครือข่ายจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ได้น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการมาเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อสนองพระราชปณิธานโดยร่วมกันดำเนินกิจกรรมจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อม ปลูกต้นไม้ ณ สวนวชิรเบญจทัศ กรุงเทพมหานคร เพื่อปรับภูมิทัศน์สร้างความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน ในเมือง รวมทั้งลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ อีกทั้งเป็นการช่วยเสริมสร้างจิตสำนึก และความตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของตนเอง ให้คงอยู่และพัฒนาอย่างยั่งยืนสืบไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีร่วมปลูกต้นหางนกยูงฝรั่ง จำนวน 1,010 ต้น ร่วมกับภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนต้นหางนกยูงฝรั่ง เพื่อใช้ในกิจกรรมปลูกต้นไม้ครั้งนี้จำนวน 10 องค์กร ประกอบด้วย 1) ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) 2) กลุ่มบริษัท นายเลิศ จำกัด 3) บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) 4) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 5) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 6) ธนาคารแห่งอเมริกา 7) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 8) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) 9) บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) และ 10) ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โดยสมาคมภูมิสถาปนิกประเทศไทย ร่วมออกแบบพื้นที่ปลูก และประชาชนจิตอาสาร่วมปลูก และปรับภูมิทัศน์สวนวชิรเบญจทัศให้มีความสวยงามเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับประเทศ จากนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะ ร่วมถ่ายหมู่ ณ ทุ่งดอกบานชื่น

ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรี ร่วมปลูกต้นรวงผึ้ง ในโครงการ “ปลูกต้นรวงผึ้งเฉลิมพระเกียรติ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 10” จัดโดย สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ กองบัญชาการกองทัพไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกองทัพบก ก่อนเดินไปเยี่ยมชมอุทยานผีเสื้อและแมลง และชมนิทรรศการ “เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9” ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เมื่อเสร็จกิจกรรมจึงเดินทางกลับ

ข้อมูลโดย กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ประเภทข่าว: 
news

สทน. ชูงานวิจัยพัฒนาเพื่อสิ่งแวดล้อม ภาชนะไบโบพลาสติกทนความร้อน

Hits 42 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/281-2019-07-09-09-37-30
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, July 10, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ (9 กรกฎาคม 2562) สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ได้จัดเสวนาในหัวข้อ สิ่งแวดล้อมไทย...ใครคือ “HERO” ที่อาคารอุทยานนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ มีผู้ร่วมเสวนา ดังนี้ นพ.วีรฉัตร กิตติรัตน์ไพบูลย์กรรมการผู้จัดการ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) ดร.เกศินี เหมวิเชียรนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ชำนาญการพิเศษ จาก สทน. คุณเข็มอัปสร สิริสุขะ นักแสดงและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ Little Forest ปลูกป่า ปลูกคน ปลูกใจ และคุณวรวัฒน์ สภาวสุ ผู้แทนจากกลุ่ม Trash Bangkok

ดร.พรเทพ นิศามณีพงษ์ ผู้อำนวยการ สทน. เปิดเผยว่า ในสายตาของประชาชนทั่วไปกิจกรรมใดที่เกี่ยวกับเรื่องนิวเคลียร์มักจะเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวและทำให้เกิดความตื่นตระหนกได้ง่าย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมในเรื่องใดๆสิ่งที่ สทน. ให้ความสำคัญและระมัดระวังอย่างยิ่งคือจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนสังคมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่ สทน. ถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลา 60 ปี นับตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจกรรมด้านนิวเคลียร์ในประเทศไทย ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว สำหรับการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม สทน. ดำเนินการใน 2 ลักษณะ คือ การรักษาและพัฒนาสภาพสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น รวมทั้งการตรวจและควบคุมปริมาณรังสีที่มีอยู่ในธรรมชาติให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อมนุษย์ เช่น การใช้รังสีแกมมาจากโคบอลต์-60 ฆ่าเชื้อโรคต่างๆในน้ำทิ้งจากชุมชนและโรงพยาบาลเพื่อป้องกันโรคระบาด นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยและพัฒนาอีกหลายด้านที่มีส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมสำหรับความรุนแรงของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นผลจากกิจกรรมของมนุษย์และคนในสังคมนั้นก็ได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป ดังนั้นทุกคน ทุกภาคส่วนจึงควรรับผิดชอบร่วมกันในส่วนภาคธุรกิจ หากต้องดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคงและได้รับการยอมรับจากสังคมจะต้องมีบทบาทที่ชัดเจนในการแสดงความรับผิดต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.พิริยาธร สุวรรณมาลา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ สทน. กล่าวว่า จากความรุนแรงของปัญหาขยะล้นโลกได้ผลักดันให้มีการวิจัยและพัฒนาพลาสติกชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติหรือที่เรียกว่าไบโอพลาสติก (Bioplastic) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วผลิตขึ้นมาจากพืชซึ่งเป็นพอลิเมอร์ธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี มันเทศ มันฝรั่ง มันสำปะหลัง แต่เนื่องจากข้อจำกัดและเรื่องการทนความร้อนและราคาที่สูงกว่าพลาสติกทั่วไปจึงทำให้การนำไปใช้งานยังคงอยู่ในวงจำกัด สทน. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหานี้จึงได้นำกระบวนการทางรังสีมาช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งปกติเมื่อได้รับความร้อนจะเริ่มมีการอ่อนตัวที่อุณหภูมิประมาณ 60-65 องศาเซลเซียส แต่เมื่อนำไปผ่านกระบวนการทางรังสีในสภาวะที่เหมาะสมจะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของพอลิเมอร์สังเคราะห์ให้สามารถคงรูปและใช้งานได้ที่อุณหภูมิสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีพอลิเมอร์ธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง คือ ไคโตซาน ที่ สทน.ได้นำกระบวนการทางรังสีมาทำให้โมเลกุลของไคโตซานมีขนาดเล็กลงเพื่อใช้เร่งการเจริญเติบโตของพืชได้ ซึ่งขณะนี้ได้มีการพัฒนาต่อยอดโดยนำไคโตซานมาผลิตเป็นเมล็ดบีดส์เพื่อห่อหุ้มน้ำมันหอมระเหย ซึ่งข้อดีของไคโตซาน คือ สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันนี้หลายๆประเทศได้ทำการออกกฎเพื่อห้ามการผลิตเมล็ดบีดส์จากพอลิเมอร์สังเคราะห์ เนื่องจากเมล็ดบีดส์เหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติและกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศน์ในทะเล นอกจากนี้ได้ขยายขอบเขตของการนำแป้งผสมกับพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติเพื่อขึ้นรูปเป็นถุงเพาะชำต้นกล้าที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (biodegradable nursery bag) รวมถึงกระถางเพาะชำต้นกล้าที่ย่อยสลายได้ในธรรมชาติ (biodegradable nursery pot) ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบในภาคสนาม ในอนาคตบทบาทของ สทน. จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลงานวิจัยด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อช่วยเหลือในภาคเกษตรกรและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน.

ประเภทข่าว: 
news

วว. ร่วมปลุกจิตสำนึกช่วยโลก จัดเสวนา ENVIRONMENT CRISIS : สิ่งแวดล้อมวิกฤต ทุกชีวิตต้องช่วยกัน เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก

Hits 70 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/177-environment-crisis-5-6-2562
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, June 6, 2019
รายละเอียด: 

5 มิถุนายน 2562 ณ ห้องโถงชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. / กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดเสวนาเรื่อง Environment Crisis : สิ่งแวดล้อมวิกฤต ทุกชีวิตต้องช่วยกัน เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลกประจำปี 2562 โดยมีนายปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมรับฟังการเสวนาในครั้งนี้ และได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ ผศ.ดร.ธนวันต์ สินธุนาวา นายกสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในหัวข้อ ประเทศไทย ตั้งรับ-รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก, ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. ในหัวข้อ วว. กับการแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อม....อย่างยั่งยืน, ดร.อัญชนา พัฒนสุพงษ์ ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ (ศพว.) วว. ในหัวข้อ Green Service….งานบริการเพื่อธุรกิจสีเขียว มาร่วมเผยแนวทางรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก โชว์งานวิจัย/บริการช่วยแก้วิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เดินหน้าผลักดันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นกลไกหลักให้เกิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ หรือ BCG กระตุ้นสังคมร่วมกัน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สร้างจิตสำนึกคนไทยช่วยกันลดโลกร้อน

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ชี้แจงว่า จากปัญหาสภาวะแวดล้อมของโลกกำลังส่งผลคุกคามต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในทุกพื้นที่ทั่วโลกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เข้าสู่ภาวะวิกฤติ (Climate Crisis) นักวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง และสื่อที่สำคัญได้ออกมาเรียกร้องให้เปลี่ยนการใช้คำจาก “Global Warming” เป็น “Global Heating” ในประเทศไทยได้รับผลกระทบเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการเผชิญกับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญต่างๆ เช่น มลพิษทางอากาศจาก PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ เป็นเหตุจากมลพิษจากการคมนาคมขนส่ง การเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และการเปลี่ยนแปลงสภาพความกดอากาศ รวมถึงมลพิษพลาสติกที่คร่าชีวิตทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ เช่น กวาง นก เต่า วาฬและโลมา ที่กินพลาสติกด้วยความเข้าใจผิด สิ่งที่ต้องตระหนัก คือ ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับ 5 ของประเทศที่มีส่วนร่วมก่อให้เกิดขยะพลาสติกในมหาสมุทรมากที่สุดของโลก

"... ที่ผ่านมา วว. ได้ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมวิกฤต เพื่อพัฒนาสังคม และเศรษฐกิจภายใต้กรอบของเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy-BCG) ตามเป้าหมาย SDGs โดยเฉพาะ SDG 1 (ขจัดความยากจน) ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกการดำเนินงาน ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน องค์ความรู้ และเทคโนโลยีของ วว. ที่ผ่านมา วว. ดำเนินงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี เพื่อรองรับการวิกฤติสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ รวมถึงให้ความสำคัญกับงานบริการสีเขียวเพื่อภาคอุตสาหกรรม นับจากนี้ไปเราทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลด ละ เลิก สิ่งที่จะมีผลต่อการทำลายสิ่งแวดล้อม ช่วยกันลดโลกร้อน โดยเริ่มต้นจากตัวท่าน คนในครอบครัว ชุมชน สังคม ไปจนถึงระดับประเทศ เพื่อให้สร้างสังคมที่น่าอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีของลูกหลานไทยในอนาคต” ผู้ว่าการ วว. กล่าวเพิ่มเติม

ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. กล่าวถึงผลงานวิจัย วว. ที่ช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกมิติอย่างรูปธรรม ดังนี้

สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช พื้นที่สงวนชีวมณฑล UNESCO จังหวัดนครราชสีมา วิจัยเพื่อการอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน รวมทั้งการติดตามกระบวนการถ่ายเทดูดซับคาร์บอนในพื้นที่ติดต่อกันกว่า 20 ปี วว. ยังได้ทำการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ และการศึกษา วอเตอร์ฟุตปริ้นต์และคาร์บอนฟุตปริ้นต์ (Water and carbon footprints) ของเห็ดพื้นบ้านและผักพื้นบ้าน ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกเห็ดป่าในป่าชุมชนต้นแบบให้เป็นแหล่งผลิตผลิตผลอินทรีย์แบบธรรมชาติ เพื่อสร้างฐานอาหารและเศรษฐกิจในชุมชนอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดแพร่และน่าน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาผ่านการจัดค่ายอบรมเยาวชน แต่ละปีมีเยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศเข้ารับการอบรมกว่า 15,000 คน

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย (ALEC) ดำเนินงานอย่างครบวงจรตั้งแต่การเก็บรักษาสายพันธุ์สาหร่ายทั้งน้ำจืดและน้ำทะเล เพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน กว่า 1,200 สายพันธุ์ การวิจัย พัฒนา การเพาะเลี้ยงสาหร่ายเพื่อเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นพลังงานชีวมวลและสารมูลค่าสูงต่างๆ รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีปุ๋ยชีวภาพ และวัสดุปรับปรุงดินจากสาหร่าย ช่วยในการปกป้อง ฟื้นฟู และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดินซึ่งเป็นระบบนิเวศทางบกได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยชีวภาพและวัสดุปรับปรุงดินจากสาหร่าย เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูดินแก่ภาคเอกชนที่มีการจำหน่ายในท้องตลาดมาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม (ศนพ.) มีโรงงานต้นแบบผลิตพลังงานหมุนเวียนจากขยะและน้ำเสีย ทั้งก๊าซชีวภาพ ความร้อน และไฟฟ้า ตั้งอยู่ ณ สถานีวิจัยลำตะคอง จ.นครราชสีมา ในส่วนของขยะชุมชนขนาดเล็กที่มีการกระจายกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ โดยดำเนินงานในพื้นที่ ร่วมกับ อบต. ตาลเดี่ยว จ. สระบุรี จัดตั้งโรงงานกำจัดขยะชุมชน ช่วยลดการเกิดก๊าซมีเทน (ก๊าซชีวภาพ) ที่เป็นสาเหตุของไฟไหม้กองขยะและภาวะโลกร้อน (ก๊าซมีเทนมีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่า) รวมทั้งลดปริมาณขยะพลาสติกและอื่นๆ ที่ไหลลงสู่ทะเล ทั้งยังลดการปนเปื้อนของแหล่งน้ำใต้ดินจากน้ำชะขยะ

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ (ศนว.) ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตบล็อกประสาน ที่ไม่ต้องใช้พลังงานในการเผา สามารถลดค่าใช้จ่ายในการสร้างอาคารที่อยู่อาศัยได้ถึง 1 ใน 3 ทั้งยังมีความทนทานต่อภัยพิบัติธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว พายุ และสึนามิ มีผู้เข้ารับการอบรมทั้งที่สนใจเป็นผู้ประกอบและช่างก่อสร้าง กว่า 10,000 ราย ปัจจุบันมีผู้ประกอบการผลิตบล็อกประสานกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศประมาณ 700 ราย และมีการนำบล็อกประสานไปใช้ในการก่อสร้างอาคาร บ้านเรือนต่างๆ อย่างกว้างขวางในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

งานบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเขียว (Green Service) เพื่อการบริการแก่ภาคอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร โดย ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์คุณสมบัติของวัสดุ (ศพว.) ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) และสำนักรับรองระบบคุณภาพ (สรร.) ที่มีความพร้อมของระบบโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการบริการวิเคราะห์ ทดสอบ และ ด้วยงานบริการวิเคราะห์ทดสอบที่รองรับมาตรฐานต่างๆ ของประเทศและระดับสากล รวมถึงมาตรฐานในการส่งออก เช่น วิเคราะห์ทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพเพื่อยืนยันถึงสมบัติของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำผลการทดสอบไปยื่นขอสัญลักษณ์การรับรองจากสถาบัน DIN CERTCO ประเทศเยอรมนี และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ วว. ยังสามารถให้การรับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco Lodge) ในขอบข่ายผลิตภัณฑ์ พลาสติกสลายตัวทางชีวภาพ ตามมาตรฐาน ISO 17088 นอกจากนี้ วว. ได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์สีเขียว หรือ Green Packaging ภายใต้แนวคิดการออกแบบ Green by Design แบบองค์รวม ซึ่งได้รับรางวัลทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

โครงการ “การสร้างความเข้มแข็งให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยในการลดและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อต่อยอดสู่กลุ่มประเทศอาเซียน” เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเสริมศักยภาพให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในด้านความสำคัญและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยซึ่งเป็นภาคที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

“... วว. มุ่งมั่นในการดำเนินงานเพื่อลดวิกฤตสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ โดยเฉพาะเรื่องที่เร่งด่วนและกระทบกับทุกชีวิตทั่วโลก คือ SDG 13 (ปฏิบัติการและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) แต่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใหญ่และเร่งด่วนระดับโลกที่ทุกชีวิตต้องช่วยกันลงมือแก้ไขก่อนที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งจะสายเกินแก้ ปัญหาขยะนับเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ต้องได้รับการแก้ไขให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยด่วนที่สุด เนื่องจากเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้ง ดิน น้ำ อากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตทั้งทางบกและทางทะเล รวมทั้งการทำให้โลกร้อน เริ่มต้นวินัยในการจัดการขยะทุกระดับตั้งแต่ บุคคล ครัวเรือน ชุมชน สังคม ประเทศ ในวันนี้ ก่อนที่ลูกหลานไทยจะออกมาประท้วง เพื่อทวงสิทธิ์ในการรับมอบทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ สิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า และอากาศบริสุทธิ์ เพื่อการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพจากคนรุ่นก่อนอย่างเรา” ดร.อาภารัตน์ มหาขันธ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย

ประเภทข่าว: 
news
Subscribe to RSS - สิ่งแวดล้อม