Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

ออกกำลังกาย

อาหารหลังออกกำลังกาย กินอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

วันที่: 
Wednesday, December 11, 2019

ออกกำลังกายเสร็จแล้ว
ควรกินอะไรเพื่อให้ดีต่อสุขภาพ?
 
หลังจากที่เราออกกำลังกาย ร่างกายของเราใช้ ไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่กักเก็บอยู่ในกล้ามเนื้อ ทำให้ไกลโคเจนในร่างกายลดลง และโปรตีนในกล้ามเนื้ออาจจะเสื่อมสภาพได้ ดังนั้นเราควรต้องเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ
 
1. โปรตีน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของกล้ามเนื้อ
2. คาร์โบไฮเดรต ช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย
3. ไขมัน ในปริมาณที่พอดีช่วยสร้างไกลโคเจน
4. ดื่มน้ำ เนื่องจากสูญเสียเหงื่อ
 
หลายๆ คนอาจจะยังมีความเข้าใจผิดว่าหลังออกกำลังกายต้องไม่กินอะไรเลย เพื่อที่จะลดน้ำหนักให้ดีที่สุด และนี่ก็คือเหตุผลนั่นเองครับ การกินให้ถูกต้อง กินแต่พอดี จะช่วยให้เราควบคุมน้ำหนักและยังมีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วยนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72967/-blo-scihea-sci-
ภาพประกอบ: 

ไขปริศนา! ออกกำลังกายก่อนหรือหลังทานอาหารเช้า ดีต่อสุขภาพกว่ากัน?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, November 20, 2019
รายละเอียด: 

คนที่ชอบออกกำลังกายตอนเช้า อาจเคยสงสัยว่าควรทานอาหารก่อนหรือหลังไปวิ่ง หรือเล่นฟิตเนส ผู้ที่เชื่อว่าไม่ควรไปออกกำลังขณะท้องว่างคิดว่าถ้าทานอาหารไปบ้างจะทำให้ร่างกายมีแรงเล่นได้หนักและนานขึ้น

แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เชื่อว่าควรรับประทานอาหารหลังจากการออกกำลังกาย มั่นใจว่าจะสามารถเผาผลาญไขมันได้ดีกว่า

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ผลการวิจัยต่อกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กที่อังกฤษ ชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการออกกำลังกายก่อนรับประทานอาหารเช้า

การวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัย Bath ที่อังกฤษ มุ่งศึกษาผลการออกกำลังกายโดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายที่น้ำหนักตัวเกินขนาด 30 ราย เป็นเวลา 6 สัปดาห์

นักวิจัยพบว่า แม้ว่า การออกกำลังกายขณะท้องว่างไม่จำเป็นที่จะทำให้น้ำหนักลดลงมากกว่าการทานอาหารไปก่อน แต่การออกกำลังกายก่อนอาหารเช้ามีผลดีต่อการทำงานของร่างมากกว่า ในเรื่องการตอบสนองสารอินซูลินโดยกล้ามเนื้อ นั่นหมายถึงการช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจ

ร.ศ. Javier Gonzales แห่งมหาวิทยาลัย Bath กล่าวในรายงานว่า กลุ่มทดลองที่ไม่ทานอาหารเช้าก่อนออกกำลังกาย สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองต่ออินุซูลินในร่างกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะทั้งสองกลุ่ม ลดน้ำหนักได้เท่าๆ กัน และสร้างความเเข็งแรงต่อกล้ามเนื้อได้เท่าๆ กัน

ซีเอ็นเอ็นอ้างคำเเนะนำจากสมาคมสเก็ตลีลา หรือ Figure Skating ของสหรัฐฯ เรื่องการป้องกันปัญหาต่อกล้ามเนื้อ จากการออกกำลังกายขณะท้องว่าง

ประการเเรกควรดื่มน้ำ หรือเครื่องดื่มให้พลังงานสำหรับการออกกำลังกาย ประการที่สองควรทานอาหาร 15 ถึง 30 นาทีหลังออกกำลังกาย ในสัดส่วน โปรตีนคุณภาพสูง 1 ส่วน ต่อคาร์โบไฮเดรต 4 ส่วน ท้ายสุดอาหารเสริมพลังงานที่ดีในคำแนะนำของรายงานชิ้นนี้ คือ กล้วยหอม กับเนยถั่ว (peanut butter) โยเกิร์ตไขมันต่ำ และ ผลไม้

cr. https://www.voathai.com/a/exercise-burns-ro/5165468.html

Hits 33 ครั้ง

ไขปริศนา! ออกกำลังกายก่อนหรือหลังทานอาหารเช้า ดีต่อสุขภาพกว่ากัน?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, November 20, 2019
รายละเอียด: 

คนที่ชอบออกกำลังกายตอนเช้า อาจเคยสงสัยว่าควรทานอาหารก่อนหรือหลังไปวิ่ง หรือเล่นฟิตเนส ผู้ที่เชื่อว่าไม่ควรไปออกกำลังขณะท้องว่างคิดว่าถ้าทานอาหารไปบ้างจะทำให้ร่างกายมีแรงเล่นได้หนักและนานขึ้น

แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เชื่อว่าควรรับประทานอาหารหลังจากการออกกำลังกาย มั่นใจว่าจะสามารถเผาผลาญไขมันได้ดีกว่า

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ผลการวิจัยต่อกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กที่อังกฤษ ชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการออกกำลังกายก่อนรับประทานอาหารเช้า

การวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัย Bath ที่อังกฤษ มุ่งศึกษาผลการออกกำลังกายโดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายที่น้ำหนักตัวเกินขนาด 30 ราย เป็นเวลา 6 สัปดาห์

นักวิจัยพบว่า แม้ว่า การออกกำลังกายขณะท้องว่างไม่จำเป็นที่จะทำให้น้ำหนักลดลงมากกว่าการทานอาหารไปก่อน แต่การออกกำลังกายก่อนอาหารเช้ามีผลดีต่อการทำงานของร่างมากกว่า ในเรื่องการตอบสนองสารอินซูลินโดยกล้ามเนื้อ นั่นหมายถึงการช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจ

ร.ศ. Javier Gonzales แห่งมหาวิทยาลัย Bath กล่าวในรายงานว่า กลุ่มทดลองที่ไม่ทานอาหารเช้าก่อนออกกำลังกาย สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองต่ออินุซูลินในร่างกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะทั้งสองกลุ่ม ลดน้ำหนักได้เท่าๆ กัน และสร้างความเเข็งแรงต่อกล้ามเนื้อได้เท่าๆ กัน

ซีเอ็นเอ็นอ้างคำเเนะนำจากสมาคมสเก็ตลีลา หรือ Figure Skating ของสหรัฐฯ เรื่องการป้องกันปัญหาต่อกล้ามเนื้อ จากการออกกำลังกายขณะท้องว่าง

ประการเเรกควรดื่มน้ำ หรือเครื่องดื่มให้พลังงานสำหรับการออกกำลังกาย ประการที่สองควรทานอาหาร 15 ถึง 30 นาทีหลังออกกำลังกาย ในสัดส่วน โปรตีนคุณภาพสูง 1 ส่วน ต่อคาร์โบไฮเดรต 4 ส่วน ท้ายสุดอาหารเสริมพลังงานที่ดีในคำแนะนำของรายงานชิ้นนี้ คือ กล้วยหอม กับเนยถั่ว (peanut butter) โยเกิร์ตไขมันต่ำ และ ผลไม้

cr. https://www.voathai.com/a/exercise-burns-ro/5165468.html

Hits 0 ครั้ง

ลูกอ้วนแล้ว ควรทำอย่างไร ?

วันที่: 
Tuesday, November 12, 2019

1. ควบคุมการบริโภคอาหาร ตัดปริมาณที่เกิน ลดการกิน ของทอด ของมัน ของหวาน หรือขนมขบเคี้ยว เพิ่มผักและผลไม้ที่ไม่หวานไม่งดมื้ออาหาร ไม่ชงนมจาง เพราะจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของลูก

2. เมื่อพ้นวัยทารก ควรให้ดื่มนมรสจืดวันละ 2 – 3 แก้ว ( ถ้าอายุเกิน 2 ปี ดื่มนมพร่องไขมันหรือขาดมันเนยได้ ) ไม่ควรดื่มนมนมปรุงแต่งรสหวานหรือนมเปรี้ยว

3. ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับอายุ โดยการสนับสนุนการเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆและการเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ครั้งละครึ่ง - หนึ่งชั่วโมง

แหล่งที่มา: 
https://www.thaihealth.or.th/Content/50280-ลูกอ้วนแล้ว%20ควรทำอย่างไร.html
ภาพประกอบ: 

เผย 6 คำแนะนำ 'อายุยืน' - กินดี นอนหลับ ออกกำลังกาย ไม่เครียด!

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, October 4, 2019
รายละเอียด: 

รายงานเกี่ยวกับคำแนะนำสำหรับการมีชีวิตที่ยืนยาวซึ่งเขียนโดย Christie Aschwanden ในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ฉบับวันที่ 28 กันยายน 2019 รวบรวมคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาที่จะช่วยให้มีอายุยืนรวม 6 ข้อ

ได้แก่ การออกกำลังกาย นอนพักผ่อนให้พอ กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ เลี่ยงแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป จัดการกับความเครียด และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น

1. การออกกำลังกาย - แพทย์บอกว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเพียง 10 ถึง 15 นาทีต่อวันก็ให้ผลที่ดีได้ โดยไม่จำเป็นถึงกับต้องวิ่งมาราธอน และว่าเราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเพิ่มเติมจากการหักโหมออกกำลังกายเกินกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อวัน

ตัวอย่างเรื่องประโยชน์ของการเคลื่อนไหวร่างกายนั้นมาจากผลการศึกษาในอังกฤษเมื่อราว 60 ปีที่แล้ว ซึ่งพบว่าพนักงานขายตั๋วบนรถเมล์สองชั้นของอังกฤษที่ต้องเดินขึ้นลงตลอดเวลาในการทำงาน มีอายุยืนกว่าพนักงานขับรถที่ต้องนั่งทำงานทั้งวัน

นอกจากนั้น การออกกำลังกายยังเป็นผลดีต่อสมองด้วย ในแง่การช่วยสร้างการเชื่อมต่อของเซลประสาท

การศึกษาชิ้นใหม่ช่วยยืนยันไม่มีใครแก่เกินออกกำลังกาย
2. การนอนหลับ - เป็นกระบวนการที่ร่างกายและสมองได้ฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเอง โดยการอดนอนจะไปลดการทำงานของอินซูลินซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวานได้

ผลการศึกษาเมื่อปี 2015 ชี้ว่า ความเสี่ยงของโรคเบาหวานประเภท 2 จะเพิ่มขึ้นในคนที่นอนน้อยกว่าวันละ 7 ชั่วโมงหรือมากกว่า 9 ชั่วโมง และนักวิจัยแนะว่าชั่วโมงการนอนหลับที่เหมาะสมนั้นคือ 7 - 8 ชั่วโมงต่อวัน

แพทย์ชี้ 'นอนชดเชย' ในวันหยุดไม่ช่วยแก้ปัญหานอนไม่พอ-เสี่ยงหลายโรค
3. อาหารที่ดีมีประโยชน์ – ไม่มียาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดซึ่งได้รับการรับรองว่าช่วยให้อายุยืนได้ และผลการทดลองในหนูที่รับแคลอรี่น้อยลงและมีอายุยืนขึ้นนั้น ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะให้ผลแบบเดียวกันในมนุษย์หรือไม่ ดังนั้น การเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งควรเลือกเวลากินให้ถูกต้องด้วย

สำหรับอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน เช่น ปลา ผัก ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง ไขมันชนิดดีเช่น น้ำมันมะกอก และเมล็ดธัญพืชไม่ขัดสีนั้น นักโภชนาการแนะว่าสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดอาหารสไตล์นี้อาจทานอาหารที่เน้นผักผลไม้ก็จะให้ประโยชน์เช่นกัน

อิ่มท้องอิ่มใจ กับ “อาหารสร้างอารมณ์ดี”
4. การดื่มแอลกอฮอล์ - ผลการวิจัยของฝรั่งเศสเคยระบุว่า ไวน์แดงในปริมาณที่เหมาะสมอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวานประเภท 2 ได้

อย่างไรก็ตาม แพทย์แนะนำว่าควรถือหลักพอประมาณเรื่องแอลกอฮอล์ คือให้ไม่เกิน วันละหนึ่งถึงสองแก้ว และสำหรับคนที่ไม่เคยดื่ม นักวิจัยก็เตือนว่าไม่ควรจะเริ่มโดยคิดว่าจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้

นักวิจัยระบุ 'แอลกอฮอล์' ทำลายร่างกายลึกถึงเซลล์ตั้งต้น
5. การบริหารจัดการความเครียด - เป็นเรื่องสำคัญเพราะความเครียดทำให้เกิดภาวะอักเสบในร่างกายหรือ inflammation ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคร้ายต่าง ๆ เช่น มะเร็ง หัวใจวาย หรืออัลไซเมอร์

นักวิจัยพบพันธุกรรมแปรผัน 44 แบบ เกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้ารุนแรง
6. การสร้างสายใยความสัมพันธ์กับผู้อื่น และทำให้ชีวิตมีเป้าหมายและมีคุณค่า - เพราะความสัมพันธ์ที่มีความหมายก็มักเป็นพลังสำคัญช่วยผลักดันให้อายุยืนยาวได้

งานวิจัยฮาร์วาร์ดชี้ "ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ" สำคัญกว่าเงินทอง ชื่อเสียง หรือตำแหน่งใหญ่โต
อาจารย์ Steve Cole ศาสตราจารย์ด้านอายุรกรรมและพฤติกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัย UCLA ชี้ว่า ความหมายที่แท้จริงของการมีอายุยืนนั้นไม่ใช่การมีชีวิตอยู่ได้นาน แต่เป็นความโชคดีของเราที่อยู่ได้โดยปราศจากโรคร้ายที่รุมเร้ามากกว่า

ดังนั้นจึงดูเหมือนว่า นัยสำคัญของการมีอายุยืนจึงไม่ใช่ที่จำนวนปี แต่เป็นการมีอายุแบบที่ไม่ต้องนอนป่วยยาว ๆ อยู่บนเตียงนั่นเอง

ที่มา : https://www.voathai.com/a/longevity-ct/5108541.html

Hits 47 ครั้ง

ควรออกกำลังกายหรือไม่...ในขณะป่วย?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, September 17, 2019
รายละเอียด: 

แพทย์ที่สมาคม American Heart Association แนะนำให้ออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพราะการออกกำลังกายช่วยให้มีสุขภาพที่ดี

หลายๆ คนออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยจะออกกำลังกายเพียงไม่กี่นาทีเป็นประจำทุกวันหรือวันเว้นวัน ดังนั้นการที่จะออกกำลังกายให้ได้ 150 นาทีนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับคนเหล่านี้

แต่คำถามก็คือ จะทำอย่างไรในเวลาที่ป่วย? หากคุณรู้สึกไม่สบายคุณควรออกกำลังกายตามปกติหรือไม่? การออกกำลังกายจะช่วยให้หายป่วยเร็วขึ้น หรือจะทำให้หายป่วยช้าลง?

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพตอบคำถามเหล่านี้รวมทั้งคำถามอื่นๆ ไว้ บนเว็บไซต์ของ Mayo Clinic ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์ที่ไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯ

Edward R. Laskowski นายแพทย์ที่ Mayo Clinic ตั้งข้อสังเกตว่า การออกกำลังกายแบบไม่รุนแรงไปจนถึงปานกลางนั้น เป็นสิ่งที่สามารถทำได้หากเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา

นายแพทย์ Laskowski และผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ มีเกณฑ์ทั่วๆ ไปเกี่ยวกับการออกกำลังกายในเวลาที่ป่วย โดยอธิบายว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ปกติ หากมีอาการเจ็บป่วยที่อยู่เหนือลำคอขึ้นไป ซึ่งอาการเหล่านี้อาจรวมถึงน้ำมูกไหล คัดจมูก จาม หรือเจ็บคอเล็กน้อย

นายแพทย์ Laskowski กล่าวเสริมอีกว่า ที่จริงแล้วการออกกำลังกายอาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นโดยจะเป็นการเปิดโพรงจมูก ให้หายคัดจมูกชั่วคราว และช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น

WebMD ซึ่งเว็บไซต์สุขภาพของชาวอเมริกันก็ให้คำแนะนำที่คล้ายกันนี้

Geralyn Coopersmith ผู้ฝึกสอนสมรรถภาพทางกาย ซึ่งเขียนหนังสือไว้หลายเล่มเกี่ยวกับการออกกำลังกายและโภชนาการ กล่าวว่ากฎทั่วๆ ไปคือหากมีอาการฟุดฟิดเพียงเล็กน้อย เมื่อทานยาและไม่รู้สึกป่วยมากจนเกินไป ก็สามารถออกกำลังกายได้

อย่างไรก็ตามทั้ง Coopersmith และ นายแพทย์ Laskowski แนะนำให้หยุดพักจากการออกกำลังกายหากมีอาการเจ็บป่วยในบริเวณที่ต่ำกว่าลำคอลงมา เช่นมีอาการคัดหน้าอก ไอแบบรุนแรง หรือมีอาการปวดท้อง

และก็ยังมีอาการอื่นๆ ที่สามารถบอกได้ว่าควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ได้แก่

ตัวร้อนผิดปกติ

รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากมาก หรือมีอาการอ่อนระโหยโรยแรง

ปวดกล้ามเนื้อในบริเวณกว้างๆ

Coopersmith กล่าวเสริมอีกว่าหากมีอาการแน่นหน้าอก ไม่ควรออกกำลังกาย ทั้งนี้ทุกคนควรจะฟังเสียงจากร่างกายของตัวเอง หากรู้สึกแย่จริงๆ ก็ควรหยุดพักให้ร่างกายได้พักผ่อน หรือให้ลดความเข้มข้นของการออกกำลังกาย เช่นให้ใช้วิธีการเดินออกกำลังกายแทนการวิ่ง และว่าการหยุดออกกำลังกายเพียงไม่กี่วันในเวลาที่ป่วย ไม่น่าส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพของร่างกายแต่อย่างใด เมื่อรู้สึกดีขึ้นแล้ว ก็สามารถออกกำลังกายแบบเข้มข้นตามเดิมได้

อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ Laskowski เตือนว่าการออกกำลังกายในเวลาที่ป่วยมากกว่าการเป็นหวัดแบบธรรมดา อาจทำให้มีอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บมากขึ้นได้

ที่มา : https://www.voathai.com/a/exercise-while-sick/5077085.html

Hits 42 ครั้ง

การศึกษาชิ้นใหม่ช่วยยืนยันไม่มีใครแก่เกินออกกำลังกาย

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, September 5, 2019
รายละเอียด: 

นักวิจัยด้านการแพทย์บอกว่า ความเชื่อตั้งเดิมที่ว่าการออกกำลังกายจะสร้างปัญหาและภาระให้กับผู้สูงวัยนั้นเป็นความคิดที่ล้าสมัย เพราะนายแพทย์เลห์ บรีน จากคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและการบำบัดฟื้นฟูด้วยการออกกำลังกาย ที่มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ของอังกฤษ กล่าวว่า วิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันโรคภัยและความเจ็บป่วยในวัยชรานั้นคือการหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ

คำถามก็คือการออกกำลังกายแบบไหนจะเหมาะสมที่สุดสำหรับคนสูงวัย คำตอบก็คือการออกกำลังกายแบบที่เรียกว่า Resistance Training หรือการออกกำลังกายแบบออกแรงต้านเพื่อมุ่งสร้างกล้ามเนื้อและมวลกระดูก เพราะทั้งสองเรื่องนี้ล้วนแต่มีความสำคัญต่อสุขภาพที่ดีของร่างกายที่ผ่านโลกมานาน

คุณหมอเลห์ บรีน จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ให้คำแนะนำด้วยว่า ผู้ที่อยู่ในช่วงวัย 50 เศษถึง 60 ปีเศษ ควรออกกำลังกายแบบออกแรงต้านเพื่อช่วยสร้างกล้ามเนื้อและมวลกระดูกราวสองถึงสามวันต่อสัปดาห์ โดยการศึกษาได้ชี้ให้เห็นว่ามีการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อราว 20% อันเป็นผลจากการออกกำลังกายลักษณะดังกล่าว

และผลที่ได้นี้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้มากวัยแต่ใจยังสู้อยู่ แม้จะไม่เคยฝึกเรื่องการออกกำลังกายลักษณะนี้มาก่อนเลย

การศึกษาของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมดังกล่าวดูจะเป็นเครื่องยืนยันด้วยว่า อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขจริงๆ และไม่มีคำว่าแก่เกินกว่าจะได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกาย โดยเฉพาะที่มุ่งสร้างกล้ามเนื้อกับมวลกระดูก

โดยตัวอย่างที่เห็นได้คือการศึกษาเรื่องนี้กับชายสูงวัยอายุตั้งแต่ 65 ถึง 80 ปีจำนวน 15 คน และนายแพทย์เลห์ บรีน บอกด้วยว่า ทางมหาวิทยาลัยมีแผนจะศึกษาเพิ่มเติมเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงต่อไปในช่วงปลายปีนี้

cr : voathai.com/a/elderly-hardcore-exercise-ct/5068958.html

Hits 68 ครั้ง

อาหารฟาสต์ฟูดบวกการไม่สนใจออกกำลังกายส่งผลถึงโรคความจำเสื่อมได้

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, June 20, 2019
รายละเอียด: 

การศึกษาของมหาวิทยาลัย Australian National University (ANU) ในออสเตรเลีย ที่วิเคราะห์ผลการวิจัยระหว่างประเทศราว 200 ชิ้นโดยอาศัยกลุ่มตัวอย่างกว่า 7,000 คน ซึ่งเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Frontier in Neuroendocrinology ระบุความเกี่ยวพันระหว่างการทานอาหารแคลอรี่สูงประเภทฟาสต์ฟูด กับโรคทางสมอง โดยเฉพาะโรคความจำเสื่อม

โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนในยุคนี้ทานอาหารที่มีแคลอรี่สูงกว่าเมื่อ 50 ปีก่อน จากชีวิตที่รีบเร่งและการมีอาหารทางเลือกที่เร็วและสะดวก ตัวอย่างเช่น อาหารฟาสต์ฟูดหนึ่งมื้อซึ่งประกอบด้วยเบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด กับเครื่องดื่มนั้น จะมีแคลอรี่ประมาณ 650 หน่วย ซึ่งเท่ากับราวหนึ่งในสี่ของความต้องการแคลอรี่สำหรับผู้ชายในแต่ละวัน และเท่ากับประมาณหนึ่งในสามของความต้องการแคลอรี่สำหรับผู้หญิงในแต่ละวัน

ศาสตราจารย์ Nicolas Cherbuin ของมหาวิทยาลัย ANU อธิบายว่าอาหารที่มีแคลอรี่สูง เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด มีความเกี่ยวพันกับโรคอ้วนและปัญหาเบาหวานประเภทสอง และถ้าประกอบกับการขาดกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายหรือการออกกำลังกายด้วยแล้ว ก็จะทำให้เกิดภาวะอักเสบในร่างกาย หรือ inflammation ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการทำงานของเซลล์สมองและปัญหาความจำเสื่อมเมื่อเราอายุมากขึ้นได้

นักวิจัยเตือนว่า ถึงแม้อาการความจำเสื่อมส่วนใหญ่มักจะแสดงให้เห็นในช่วงเลยวัยกลางคนไปแล้วก็ตาม กระบวนการซึ่งสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ประสาทและทำให้เกิดโรคความจำเสื่อมหรือสมองฝ่อนี้จะไม่สามารถแก้ไขให้กลับคืนได้เมื่อย่างเข้าวัยกลางคน แต่เรื่องนี้ก็อาจป้องกันได้หากเราเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์และสนใจออกกำลังกายในเชิงป้องกันตั้งแต่ยังเยาว์วัย

ขณะนี้มีผู้คนราวหนึ่งในสามของโลกมีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน และมีราว 50 ล้านคนซึ่งเป็นโรคความจำเสื่อม ดังนั้นคำแนะนำอย่างชัดเจนของนักวิจัยจากการศึกษาเรื่องนี้คือ อย่าละเลยเรื่องความสำคัญและความจำเป็นของการดูแลสุขภาพตัวเอง การเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และสนใจออกกำลังกายตั้งแต่ในช่วงวัยหนุ่มสาว เพราะถ้ารอให้เวลาล่วงเลยไปถึงช่วงวัยกลางคนหรือวัยทองแล้วก็อาจจะสายเกินไป

องค์การอนามัยโลกให้คำแนะนำด้วยว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายประเภท Cardio ซึ่งทำให้หัวใจเต้นแรง การไม่สูบบุหรี่ และละเว้นการบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป การควบคุมน้ำหนักตัว การทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ การรักษาระดับความดันโลหิตและระดับโคเลสเตอรอลให้เหมาะสม รวมทั้งการได้นอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพและเพียงพอ ล้วนเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงของโรคความจำเสื่อมได้

Hits 62 ครั้ง

ทำไมต้องยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกำลังกาย

วันที่: 
Wednesday, February 27, 2019

เคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมต้องยืดกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา?
 
การยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นสิ่งสำคัญมาก จะช่วยบริหารเอ็นข้อต่อและเส้นใยกล้ามเนื้อ สามารถป้องกันการฉีกขาดของเส้นใยกล้ามเนื้อได้ และนอกจากจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและมีความยืดหยุ่นแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายทรงตัวได้ดีขึ้น และลดความเครียดที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อได้อีกด้วย
 
ดังนั้นทุกคนอย่าลืมที่จะยืดกล้ามเนื้อทุกครั้งในเวลาก่อนและหลังออกกำลังกาย เพื่อที่จะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและลดโอกาสการบาดเจ็บได้นั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://society.wefitnesssociety.com/ทำไมต้อง-stretching-กล้ามเนื้อก่/
ภาพประกอบ: 

ออกกำลังกายเบาๆ ช่วยทุเลาความรุนเเรงของ 'อาการเส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบ'

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, January 29, 2019
รายละเอียด: 

ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวผู้ป่วย 925 คน ที่เข้ารับการรักษาหลังจากล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตก ที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก สวีเดน ระหว่างปี ค.ศ. 2014 – 2016 และพบว่า ผู้ป่วย 4 ใน 5 คนล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตกที่ไม่รุนแรง

และมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ป่วยออกกำลังกายเบาๆ ก่อนล้มป่วย เเละเมื่อเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่อยู่เฉยๆ พบว่า คนที่ออกกำลังกายเบาๆ ก่อนล้มป่วยมีอาการป่วยที่ไม่รุนแรง

ทีมนักวิจัยตีพิมพ์ผลการศึกษานี้ในวารสาร Neurology เมื่อเร็วๆนี้

มาลิน ไรน์โฮล์ดสัน (Malin Reinholdsson) นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก (University of Gothenburg) กล่าวว่า จากการศึกษาก่อนหน้านี้ ทีมนักวิจัยรู้ว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตก แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าการออกกำลังกายมีส่วนช่วยลดระดับความรุนแรงของอาการป่วยมากน้อยแค่ไหน

ผู้ป่วยในการวิจัยอายุโดยเฉลี่ย 73 ปี เเละส่วนมากมีภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดอุดตันซึ่งพบได้ทั่วไป เกิดขึ้นเมื่อมีก้อนอุดตันเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง และราวร้อยละ 6 ของผู้ป่วยเกิดอาการเส้นเลือดในสมองเเตกซึ่งพบไม่บ่อยนัก

เพื่อประเมินระดับของการออกกำลังกายก่อนล้มป่วย ทีมนักวิจัยได้สอบถามผู้ป่วยในการวิจัยถึงระยะเวลาเเละความหนักหน่วงของการออกกำลังกายก่อนหน้าที่ต้องเข้าโรงพยาบาล

ทีมนักวิจัยกล่าวว่า การออกกำลังกายเบาๆ ได้เเก่การเดินเล่นสบายๆ นาน 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และการออกกำลังกายระดับปานกลาง ได้แก่การว่ายน้ำ การวิ่ง เเละการเดินเร็ว อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ในบรรดาผู้ป่วย 481 คนที่ไม่ออกกำลังกายเลย มี 354 หรือร้อยละ 74 เกิดอาการเส้นเลือดสมองอุดตันหรือแตกชนิดไม่รุนแรง

และสำหรับคนที่ออกกำลังกายเบาๆ 330 คน หรือร้อยละ 86 เกิดอาการเส้นเลือดสมองอุดตันหรือเเตกที่ไม่รุนแร งเเละในกลุ่มผู้ป่วย 59 คนที่ออกกำลังกายในระดับปานกลาง พบว่า 53 คน หรือร้อยละ 90 ล้มป่วยเเบบไม่รุนแรง

ทีมนักวิจัยชี้ว่า อายุยังเป็นปัจจัยที่สำคัญด้วย โดยคนที่อายุสูงกว่าจะล้มป่วยด้วยอาการที่รุนแรงกว่าผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่ได้มุ่งพิสูจน์ว่าระยะเวลาเเละความหนักหน่วงของการออกกำลังกายมีผลต่อความรุนแรงของอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตก หรือไม่ และอย่างไร

ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งของการวิจัยนี้คือ ทีมนักวิจัยต้องพึ่งผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตก ในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับนิสัยการออกกำลังกายก่อนล้มป่วย เเละความทรงจำของผู้ป่วยมีความแม่นยำลดลงหลังล้มป่วย

นิโคล สปาร์ตาโน่ (Nicole Spartano) นักวิจัยที่ภาควิชาการแพทย์ มหาวิทยาลัยบอสตัน ซึ่งร่วมเขียนบทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์พร้อมกับรายงานผลการศึกษานี้ กล่าวว่า แม้กระนั้นก็ตาม ผลการวิจัยนี้ได้เพิ่มข้อมูลที่มีหลักฐานยืนยันว่า การออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตกลงได้ ตลอดจนช่วยลดความรุนแรงของอาการป่วยลง

สปาร์ตาโน่กล่าวว่า การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้สมองรักษาความเเข็งเเรงของเส้นเลือดซึ่งมีเครือข่ายที่ซับซ้อน ดังนั้นหากเกิดอาการอุดตันในเส้นเลือดจุดใดจุดหนึ่ง อาจจะมีเส้นทางอื่นที่สามารถนำออกซิเจนไปยังจุดที่มีปัญหาได้

สปาร์ตาโน่ย้ำว่า การออกกำลังกายสามารถช่วยป้องกันปัจจัยเสี่ยงของการเกิดอาการเส้นเลือดอุดตันหรือแตก อาทิ ความอ้วน เบาหวานเเละความดันโลหิตสูง และย้ำว่า การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าคนเราอาจไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเพื่อให้ห่างไกลจากโรคร้าย

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 92 ครั้ง
Subscribe to RSS - ออกกำลังกาย