Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

ออกกำลังกาย

การศึกษาชิ้นใหม่ช่วยยืนยันไม่มีใครแก่เกินออกกำลังกาย

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, September 5, 2019
รายละเอียด: 

นักวิจัยด้านการแพทย์บอกว่า ความเชื่อตั้งเดิมที่ว่าการออกกำลังกายจะสร้างปัญหาและภาระให้กับผู้สูงวัยนั้นเป็นความคิดที่ล้าสมัย เพราะนายแพทย์เลห์ บรีน จากคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและการบำบัดฟื้นฟูด้วยการออกกำลังกาย ที่มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ของอังกฤษ กล่าวว่า วิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันโรคภัยและความเจ็บป่วยในวัยชรานั้นคือการหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ

คำถามก็คือการออกกำลังกายแบบไหนจะเหมาะสมที่สุดสำหรับคนสูงวัย คำตอบก็คือการออกกำลังกายแบบที่เรียกว่า Resistance Training หรือการออกกำลังกายแบบออกแรงต้านเพื่อมุ่งสร้างกล้ามเนื้อและมวลกระดูก เพราะทั้งสองเรื่องนี้ล้วนแต่มีความสำคัญต่อสุขภาพที่ดีของร่างกายที่ผ่านโลกมานาน

คุณหมอเลห์ บรีน จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ให้คำแนะนำด้วยว่า ผู้ที่อยู่ในช่วงวัย 50 เศษถึง 60 ปีเศษ ควรออกกำลังกายแบบออกแรงต้านเพื่อช่วยสร้างกล้ามเนื้อและมวลกระดูกราวสองถึงสามวันต่อสัปดาห์ โดยการศึกษาได้ชี้ให้เห็นว่ามีการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อราว 20% อันเป็นผลจากการออกกำลังกายลักษณะดังกล่าว

และผลที่ได้นี้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้มากวัยแต่ใจยังสู้อยู่ แม้จะไม่เคยฝึกเรื่องการออกกำลังกายลักษณะนี้มาก่อนเลย

การศึกษาของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมดังกล่าวดูจะเป็นเครื่องยืนยันด้วยว่า อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขจริงๆ และไม่มีคำว่าแก่เกินกว่าจะได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกาย โดยเฉพาะที่มุ่งสร้างกล้ามเนื้อกับมวลกระดูก

โดยตัวอย่างที่เห็นได้คือการศึกษาเรื่องนี้กับชายสูงวัยอายุตั้งแต่ 65 ถึง 80 ปีจำนวน 15 คน และนายแพทย์เลห์ บรีน บอกด้วยว่า ทางมหาวิทยาลัยมีแผนจะศึกษาเพิ่มเติมเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงต่อไปในช่วงปลายปีนี้

cr : voathai.com/a/elderly-hardcore-exercise-ct/5068958.html

Hits 20 ครั้ง

อาหารฟาสต์ฟูดบวกการไม่สนใจออกกำลังกายส่งผลถึงโรคความจำเสื่อมได้

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, June 20, 2019
รายละเอียด: 

การศึกษาของมหาวิทยาลัย Australian National University (ANU) ในออสเตรเลีย ที่วิเคราะห์ผลการวิจัยระหว่างประเทศราว 200 ชิ้นโดยอาศัยกลุ่มตัวอย่างกว่า 7,000 คน ซึ่งเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Frontier in Neuroendocrinology ระบุความเกี่ยวพันระหว่างการทานอาหารแคลอรี่สูงประเภทฟาสต์ฟูด กับโรคทางสมอง โดยเฉพาะโรคความจำเสื่อม

โดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนในยุคนี้ทานอาหารที่มีแคลอรี่สูงกว่าเมื่อ 50 ปีก่อน จากชีวิตที่รีบเร่งและการมีอาหารทางเลือกที่เร็วและสะดวก ตัวอย่างเช่น อาหารฟาสต์ฟูดหนึ่งมื้อซึ่งประกอบด้วยเบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด กับเครื่องดื่มนั้น จะมีแคลอรี่ประมาณ 650 หน่วย ซึ่งเท่ากับราวหนึ่งในสี่ของความต้องการแคลอรี่สำหรับผู้ชายในแต่ละวัน และเท่ากับประมาณหนึ่งในสามของความต้องการแคลอรี่สำหรับผู้หญิงในแต่ละวัน

ศาสตราจารย์ Nicolas Cherbuin ของมหาวิทยาลัย ANU อธิบายว่าอาหารที่มีแคลอรี่สูง เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด มีความเกี่ยวพันกับโรคอ้วนและปัญหาเบาหวานประเภทสอง และถ้าประกอบกับการขาดกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายหรือการออกกำลังกายด้วยแล้ว ก็จะทำให้เกิดภาวะอักเสบในร่างกาย หรือ inflammation ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการทำงานของเซลล์สมองและปัญหาความจำเสื่อมเมื่อเราอายุมากขึ้นได้

นักวิจัยเตือนว่า ถึงแม้อาการความจำเสื่อมส่วนใหญ่มักจะแสดงให้เห็นในช่วงเลยวัยกลางคนไปแล้วก็ตาม กระบวนการซึ่งสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ประสาทและทำให้เกิดโรคความจำเสื่อมหรือสมองฝ่อนี้จะไม่สามารถแก้ไขให้กลับคืนได้เมื่อย่างเข้าวัยกลางคน แต่เรื่องนี้ก็อาจป้องกันได้หากเราเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์และสนใจออกกำลังกายในเชิงป้องกันตั้งแต่ยังเยาว์วัย

ขณะนี้มีผู้คนราวหนึ่งในสามของโลกมีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน และมีราว 50 ล้านคนซึ่งเป็นโรคความจำเสื่อม ดังนั้นคำแนะนำอย่างชัดเจนของนักวิจัยจากการศึกษาเรื่องนี้คือ อย่าละเลยเรื่องความสำคัญและความจำเป็นของการดูแลสุขภาพตัวเอง การเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และสนใจออกกำลังกายตั้งแต่ในช่วงวัยหนุ่มสาว เพราะถ้ารอให้เวลาล่วงเลยไปถึงช่วงวัยกลางคนหรือวัยทองแล้วก็อาจจะสายเกินไป

องค์การอนามัยโลกให้คำแนะนำด้วยว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายประเภท Cardio ซึ่งทำให้หัวใจเต้นแรง การไม่สูบบุหรี่ และละเว้นการบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป การควบคุมน้ำหนักตัว การทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ การรักษาระดับความดันโลหิตและระดับโคเลสเตอรอลให้เหมาะสม รวมทั้งการได้นอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพและเพียงพอ ล้วนเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงของโรคความจำเสื่อมได้

Hits 26 ครั้ง

ทำไมต้องยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกำลังกาย

วันที่: 
Wednesday, February 27, 2019

เคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมต้องยืดกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา?
 
การยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นสิ่งสำคัญมาก จะช่วยบริหารเอ็นข้อต่อและเส้นใยกล้ามเนื้อ สามารถป้องกันการฉีกขาดของเส้นใยกล้ามเนื้อได้ และนอกจากจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและมีความยืดหยุ่นแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายทรงตัวได้ดีขึ้น และลดความเครียดที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อได้อีกด้วย
 
ดังนั้นทุกคนอย่าลืมที่จะยืดกล้ามเนื้อทุกครั้งในเวลาก่อนและหลังออกกำลังกาย เพื่อที่จะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและลดโอกาสการบาดเจ็บได้นั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://society.wefitnesssociety.com/ทำไมต้อง-stretching-กล้ามเนื้อก่/
ภาพประกอบ: 

ออกกำลังกายเบาๆ ช่วยทุเลาความรุนเเรงของ 'อาการเส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบ'

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, January 29, 2019
รายละเอียด: 

ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวผู้ป่วย 925 คน ที่เข้ารับการรักษาหลังจากล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตก ที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก สวีเดน ระหว่างปี ค.ศ. 2014 – 2016 และพบว่า ผู้ป่วย 4 ใน 5 คนล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตกที่ไม่รุนแรง

และมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ป่วยออกกำลังกายเบาๆ ก่อนล้มป่วย เเละเมื่อเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่อยู่เฉยๆ พบว่า คนที่ออกกำลังกายเบาๆ ก่อนล้มป่วยมีอาการป่วยที่ไม่รุนแรง

ทีมนักวิจัยตีพิมพ์ผลการศึกษานี้ในวารสาร Neurology เมื่อเร็วๆนี้

มาลิน ไรน์โฮล์ดสัน (Malin Reinholdsson) นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก (University of Gothenburg) กล่าวว่า จากการศึกษาก่อนหน้านี้ ทีมนักวิจัยรู้ว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตก แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าการออกกำลังกายมีส่วนช่วยลดระดับความรุนแรงของอาการป่วยมากน้อยแค่ไหน

ผู้ป่วยในการวิจัยอายุโดยเฉลี่ย 73 ปี เเละส่วนมากมีภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดอุดตันซึ่งพบได้ทั่วไป เกิดขึ้นเมื่อมีก้อนอุดตันเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง และราวร้อยละ 6 ของผู้ป่วยเกิดอาการเส้นเลือดในสมองเเตกซึ่งพบไม่บ่อยนัก

เพื่อประเมินระดับของการออกกำลังกายก่อนล้มป่วย ทีมนักวิจัยได้สอบถามผู้ป่วยในการวิจัยถึงระยะเวลาเเละความหนักหน่วงของการออกกำลังกายก่อนหน้าที่ต้องเข้าโรงพยาบาล

ทีมนักวิจัยกล่าวว่า การออกกำลังกายเบาๆ ได้เเก่การเดินเล่นสบายๆ นาน 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และการออกกำลังกายระดับปานกลาง ได้แก่การว่ายน้ำ การวิ่ง เเละการเดินเร็ว อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ในบรรดาผู้ป่วย 481 คนที่ไม่ออกกำลังกายเลย มี 354 หรือร้อยละ 74 เกิดอาการเส้นเลือดสมองอุดตันหรือแตกชนิดไม่รุนแรง

และสำหรับคนที่ออกกำลังกายเบาๆ 330 คน หรือร้อยละ 86 เกิดอาการเส้นเลือดสมองอุดตันหรือเเตกที่ไม่รุนแร งเเละในกลุ่มผู้ป่วย 59 คนที่ออกกำลังกายในระดับปานกลาง พบว่า 53 คน หรือร้อยละ 90 ล้มป่วยเเบบไม่รุนแรง

ทีมนักวิจัยชี้ว่า อายุยังเป็นปัจจัยที่สำคัญด้วย โดยคนที่อายุสูงกว่าจะล้มป่วยด้วยอาการที่รุนแรงกว่าผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่ได้มุ่งพิสูจน์ว่าระยะเวลาเเละความหนักหน่วงของการออกกำลังกายมีผลต่อความรุนแรงของอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตก หรือไม่ และอย่างไร

ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งของการวิจัยนี้คือ ทีมนักวิจัยต้องพึ่งผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตก ในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับนิสัยการออกกำลังกายก่อนล้มป่วย เเละความทรงจำของผู้ป่วยมีความแม่นยำลดลงหลังล้มป่วย

นิโคล สปาร์ตาโน่ (Nicole Spartano) นักวิจัยที่ภาควิชาการแพทย์ มหาวิทยาลัยบอสตัน ซึ่งร่วมเขียนบทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์พร้อมกับรายงานผลการศึกษานี้ กล่าวว่า แม้กระนั้นก็ตาม ผลการวิจัยนี้ได้เพิ่มข้อมูลที่มีหลักฐานยืนยันว่า การออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตกลงได้ ตลอดจนช่วยลดความรุนแรงของอาการป่วยลง

สปาร์ตาโน่กล่าวว่า การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้สมองรักษาความเเข็งเเรงของเส้นเลือดซึ่งมีเครือข่ายที่ซับซ้อน ดังนั้นหากเกิดอาการอุดตันในเส้นเลือดจุดใดจุดหนึ่ง อาจจะมีเส้นทางอื่นที่สามารถนำออกซิเจนไปยังจุดที่มีปัญหาได้

สปาร์ตาโน่ย้ำว่า การออกกำลังกายสามารถช่วยป้องกันปัจจัยเสี่ยงของการเกิดอาการเส้นเลือดอุดตันหรือแตก อาทิ ความอ้วน เบาหวานเเละความดันโลหิตสูง และย้ำว่า การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าคนเราอาจไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเพื่อให้ห่างไกลจากโรคร้าย

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 56 ครั้ง

กล้วยหอมกับนักวิ่งเป็นสิ่งดีที่คู่กัน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, October 30, 2018
รายละเอียด: 

เป็นที่ทราบกันดีว่าการออกกำลังกายเป็นประจำ สม่ำเสมอ จะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพจิตที่ดี มีพลังในการทำงานและพร้อมที่จะใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข “การวิ่ง” ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เพียงมีรองเท้าหนึ่งคู่ก็ออกวิ่งได้แล้ว แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการวิ่งก็คืออาหารที่มีประโยชน์ต่อนักวิ่งก็คือ ผลไม้ที่มีชื่อว่า “กล้วยหอม” เราจะไปดูกันว่ากล้วยหอมมีประโยชน์ต่อนักวิ่งอย่างไร

กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง เหมาะกับนักวิ่งทั่วไปหรือนักวิ่งระยะไกล เพราะคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) ที่มีอยู่ในกล้วยหอมนั้น สามารถย่อยได้ง่ายและให้พลังงานมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ มีแร่ธาตุที่สำคัญคือโพแทสเซียม (Potassium) เป็นส่วนสำคัญในการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart rate regulation) และการหดตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle contraction) ซึ่งสามารถลดอาการเป็นตะคริวได้อีกด้วย แถมยังมีวิตามินบี 6 ( Vitamin B6 ) ซึ่งวิตามินนี้ช่วยในการลำเลียงออกซิเจน และการเผาผลาญพลังงานได้ดีด้วย

มีสรรพคุณดีอย่างนี้นี่เอง กล้วยหอมจึงเป็นผลไม้ที่นักวิ่งส่วนใหญ่ถึงนิยมรับประทานกัน เพราะว่าหาซื้อง่าย ไม่ยุ่งยากในการพกพา แถมยังราคาไม่แพงอีกด้วย สำหรับใครที่อยากออกกำลังกายโดยการวิ่ง ก็อย่าลืมพกพากล้วยหอมสักลูกไปรับประทานกันด้วยนะรับรองว่ามีประโยชน์อย่างแน่นอน

แหล่งอ้างอิง

: www.bloggang.com
: www.wingnaidee.com

เรียบเรียงโดย เอกวัตน์ ถาวรนารถ

Hits 59 ครั้ง

10 ประโยชน์ของการวิ่ง

วันที่: 
Friday, August 10, 2018

1. ความเครียดหายไป ควรเลือกวิ่งช่วงเช้าหรือเย็น ไม่ใช่ไปวิ่งกลางแดดแรงๆ การวิ่งเพื่อให้มีความสุข ลดความเครียดนั้น จะต้องวิ่งเหยาะๆให้ได้ 30 นาทีขึ้นไป
2. ได้เหงื่อ ได้เหงื่อจากการออกกำลังกายแล้วจะมีความสุข นอกจากความสุขก็คือผิวสวย เมื่อเหงื่อของคุณชะล้างสิ่งสกปรกในรูขุมขนออกมาด้วย หลังจากเหงื่อออกแล้ว ร่างกายก็จะสดชื่น นั่งพักและอย่าหมักเหงื่อเอาไว้ พักสักแล้วก็ไปอาบน้ำ
3. สมองไวขึ้น ควรวิ่งให้ได้ประมาณ 30 นาที หรือ 5,400 ก้าว นั่นจะช่วยให้สมองของคุณทำงานได้ดี    มีการตอบโต้รวดเร็ว ลดโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ด้วย
4. วิ่งให้ได้ 45 นาที เผาผลาญไขมันไปอีก 14 ชั่วโมง นอกจากจะเกิดการเผาผลาญระหว่างการวิ่งแล้ว เมื่อหยุดวิ่ง ร่างกายจะเผาผลาญไขมันไปได้อีก 14 ชั่วโมง ประมาณ 190 กิโลแคลอรี่
5. ข้อต่อไม่เสื่อมง่าย คุณต้องวิ่งให้ได้สม่ำเสมอสัปดาห์ละประมาณ 5 วัน หรือทุกวันยิ่งดี และต้องวิ่งนานหน่อยประมาณ 1 ชั่วโมง
6. ลดความดันโลหิต วิ่งให้ได้ครั้งละ 50 นาที วันเว้นวันหรือสัปดาห์ละประมาณ 4 ครั้ง 
7. สร้างกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ลดลงไปเมื่ออายุเกิน 30 ปี วิ่งให้ได้ ครั้งละ 45 นาที
8. ลดคอเลสเตอรอล การวิ่งคือการลดคอเรสเตอรอล อย่างพวกไขมันเลวได้ดีที่สุด และจะเพิ่มไขมันดีขึ้นในร่างกายของเราด้วยนะ ถ้าจะทำให้ได้ ก็ต้องวิ่งวันละ 1 ชั่วโมง ให้ได้แทบทุกวันในสัปดาห์ และใช้เวลานานหน่อย ประมาณ 2 เดือน
9. การวิ่งช่วยให้คุณมีเวลากับตัวเองมากขึ้น การวิ่งอาจทำให้คุณงดงานเสียเงินอื่น ๆ อย่างช้อปปิ้งหรือปาร์ตี้ คนที่วิ่งมาก ๆ จะติด หยุดไม่ได้ วันไหนไม่ได้วิ่งจะกระวนกระวาย นี่เป็นเรื่องที่ดี เพราะคุณจะมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น
10. บุคลิกภาพดูดีมาก คุณกลายเป็นหนุ่มสาว สปอร์ต ตัวจริงแล้วนะ มันช่วยให้บุคลิกดูดี กับรองเท้าวิ่งคู่ใหม่ กางเกงวอร์มสวย ๆ เอวคอด หลังตรง ท่าเดินกระฉับกระเฉง
 

แหล่งที่มา: 
https://www.cosmenet.in.th/cosme-intrend/27973/10-ประโยชน์ของการวิ่ง-อ่านจบแล้วอยากลุกไปวิ่ง
ภาพประกอบ: 

DNA ในร่างกาย กำหนดวิธี “ออกกำลังกาย” ที่เหมาะสมได้

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, May 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/10441/
รายละเอียด: 

DNA ในร่างกาย กำหนดวิธี “ออกกำลังกาย” ที่เหมาะสมได้

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและปราศจากโรค หลายคนคิดว่าการได้ออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งถือว่าประสบความสำเร็จ แต่รู้หรือไม่ว่าการออกกำลังกายที่ได้ผลดีต่อร่างกาย จะต้องมีวินัยและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี ซึ่งการที่จะรู้ว่าออกกำลังกายรูปแบบใดถึงจะเหมาะสมนั้น สามารถตรวจวิเคราะห์ได้จากพันธุกรรมพื้นฐานของแต่ละคน

การตรวจพันธุกรรมพื้นฐาน หรือ DNA เพื่อค้นหาสมรรถภาพ เริ่มมีการนำมาใช้ในการดูประสิทธิภาพทางกีฬา เนื่องจากปัจจุบัน วิทยาศาสตร์การกีฬาถูกนำมาใช้ในวงการกีฬาอาชีพมากขึ้น โดยสามารถทำการวิเคราะห์พันธุกรรมเป็นรายบุคคลเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการกำหนด กิจกรรมหรือโปรแกรมการออกกำลังกายหรือฝึกซ้อม ว่า DNA ลักษณะนี้ต้องทำกิจกรรมที่เน้นความทนทานหรือกิจกรรมที่เน้นการใช้พลังงานหรือสามารถทำได้ทั้งสองแบบ โดยข้อมูลจาก DNA นี้จะช่วยในการเลือกโปรแกรมการฝึกซ้อมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งผู้ที่เข้ารับการทดสอบสามารถใช้ในการตัดสินใจเลือกเล่นกีฬาที่เหมาะสมและตรงกับความสามารถของตนเองมากที่สุด

การวิเคราะห์ DNA จะทำให้นักกีฬาสามารถทราบถึงพันธุกรรมและสมรรถณะพื้นฐานของตน ซึ่งจะทำให้การฝึกฝนเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและลดความเสี่ยงได้ การเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของร่างกายทำให้รู้ถึงขีดความสามารถของเราซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาสมรรถภาพของร่างกายเพิ่มเติมจากการฝึกซ้อมและอาหาร โดยการตรวจนั้นมีการสกัด DNA จากกระพุ้งแก้ม ตัวอย่างน้ำลาย หรือเลือด  ผ่านกระบวนการเก็บรักษาที่ได้มาตรฐาน และส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการมาตรฐานระดับสากล

ยีนสามารถกำหนดการแปรผันทางพันธุกรรมของร่างกาย เช่น ความแข็งแกร่ง ความสามารถในการใช้ออกซิเจนประสิทธิภาพการเต้นของหัวใจ ขนาดของกล้ามเนื้อ และองค์ประกอบเส้นใยกล้ามเนื้อ การรู้จักยีนของคุณหมายความว่าคุณรู้จักร่างกายของคุณดีขึ้น และนั่นจะทำให้คุณเป็นนักกีฬาที่ดียิ่งขึ้น การตรวจวิเคราะห์ DNA ช่วยให้กำหนดกิจกรรมทางกายภาพที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคล เพราะเป็นการวิเคราะห์จากลักษณะทางพันธุกรรมเฉพาะบุคคล เพื่อดูว่าบุคคลนั้นๆ เหมาะกับการเล่นกีฬาหรือการฝึกซ้อมที่เน้นความทนทาน หรือกิจกรรมที่เน้นการใช้พลังงาน หากจำเป็นจะช่วยกำหนดทรีทเมนต์ จากผลการวิเคราะห์และอาจรวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมากขึ้นหรือการออกแบบอาหารที่ให้นักกีฬารับประทาน

การทราบข้อมูลของยีนบางยีนก็ช่วยให้ทราบเรื่องความเสี่ยงในการบาดเจ็บ ตัวอย่างเช่นยีนที่ชื่อ Collagen type l alpha 1 gene (COL1A1) เป็นยีนที่สร้างโปรตีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเส้นเอ็น(1) ในยีนนี้จะมีความหลากหลายทางพันธุกรรมจุดหนึ่ง (rs1800012) ในสายพันธุกรรมที่มีผลต่อปริมาณการแสดงออกของยีน โดยคนส่วนใหญ่จะมีรหัสพันธุกรรมเป็น G (Guanine) ณ ตำแหน่งนี้ แต่จะมีประชากรประมาณ 20% ที่มีรหัสพันธุกรรมเป็น T (Thymine) ด้วย ซึ่งหากมีรหัสพันธุกรรมเป็น T จะส่งผลให้การแสดงออกของยีนดังกล่าวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ความแข็งแรงของเส้นเอ็นมากขึ้นเช่นกัน(2) มีนักกีฬาประมาณ 4% ที่มีรหัสพันธุกรรมเป็น T ทั้งคู่ จะทำให้มีความเสี่ยงของการเกิดอาการบาดเจ็บเส้นเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า และ เอ็นร้อยหวาย ลดลง (3) สำหรับคนทั่วไปที่มีรหัสพันธุกรรมแบบ G จะมีการแสดงออกของยีนนี้ตามปกติ ก็ควรจะมีการอบอุ่นร่างกายและยืดเส้นเอ็นก่อนการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดโอกาสการในการบาดเจ็บดังกล่าว            

เมื่อเราทราบข้อมูลทางพันธุกรรมแล้วก็จะสามารถรู้ได้ว่าร่างกายสามารถตอบสนองต่อการกินอาหารและการออกกำลังกายประเภทใด และสามารถนำข้อมูลที่ได้มาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายให้เหมาะสมต่อลักษณะทางพันธุกรรมของแต่ละคนเพื่อผลลัพท์ทางสุขภาพที่ดีที่สุด

Hits 168 ครั้ง

8 สิ่งที่คนมีความสุขทำ นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้ว

วันที่: 
Tuesday, December 26, 2017

1. ออกกำลังกาย : นับเป็นการสร้างสุขอย่างง่ายอันดับแรก เพราะการออกกำลังกายนั้นจะทำให้ร่างกายได้หลั่งโฮโมน เอนดอร์ฟินส์ ซึ่งเป็นสารสร้างสุข นอกจากนี้ยังช่วยลดความรู้สึกซึมเศร้าได้อีกด้วย
2. เลือกอาหารการกินที่ดีช่วยสร้างสุขให้ชีวิต : นักวิทยาศาสตร์แนะนำว่าหากเลี่ยงน้ำตาลต่อวันให้ได้มากที่สุดมีความเป็นไปได้ที่จะช่วยลดความปรวนแปรทางอารมณ์ และยิ่งเลือกอาหารที่ดีเข้าสู่ร่างกาย ก็จะมีผลที่ดีต่อสภาพภายใน อันส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์ของคุณเป็นอย่างยิ่ง
3. ทำตารางเวลาในชีวิตประจำวัน : วิธีนี้นักวิทยาศาสตร์หาเหตุผลสนับสนุนว่าจะทำให้เกิดความสุขแก่ผู้ที่สามารถบริหารจัดการเวลาในชีวิตของตนเองได้ และ นับเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมขั้นพื้นฐาน เพื่อลดอารมณ์ที่ทำให้รู้สึกซึมเศร้า
4. สังสรรค์กับเพื่อนฝูง : นักวิทยาศาสตร์แนะนำว่า การได้ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง จะช่วยสร้างความมั่นใจและรักษาสุขภาพใจได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะเป็นการสร้างพลังในการดำเนินชีวิตของคุณเอง
5. มีสติกับตนเองและเอาเรื่องรกสมองออกไปจากหัวเสียบ้าง : มีหลายคนที่มักจะมีเรื่องราวถกเถียงอยู่ในหัวตัวเอง บางทีก็เก็บมาเป็นกังวล หรือ คิดเองเออเอง จนกลายเป็นทุกข์ วิธีแก้ปัญหาคือหยุดคิดซะ ถ้าทำไม่ได้ ให้ใช้วิธีการเขียนบันทึกประจำวัน หรือ หาคนที่ไว้ใจได้คุยเรื่องราวในใจของคุณให้เขาฟัง
6. การบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม : เป็นอีกหนึ่งหนทางในการสร้างสุขให้กับตนเอง เพราะแนวคิดการบำบัดนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาโรคซึมเศร้า และ ความผิดปกติทางจิตประเภทอื่นด้วยโดยมีแนวทางให้คนที่ชอบคิดลบกับตนเอง เปลี่ยนมาคิดบวก และ ทำให้มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น
7. นั่งสมาธิ : นับเป็นแนวทางสร้างสุขที่นักวิทยาศาตร์เองยอมรับว่า มีผลต่อวิธีคิดของคนเป็นอย่างยิ่ง และมีรายงานจากสถาบันจอห์น ฮอพกิ้นส์ ที่ระบุว่า การนั่งสมาธิ ช่วยลดความรู้สึกซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี
8. ทำตัวเองให้ง่ายขึ้น : วิธีสร้างสุขแบบสุดท้ายคือการตามใจตัวเองบ้าง ลองเลือกทำกิจกรรมที่ไม่ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า หรือกำหนดพื้นที่ง่ายๆสำหรับตัวคุณเอง จะทำให้คุณรู้สึกอึดอัดน้อยลง และมีใจที่สบายขึ้น

แหล่งที่มา: 
https://www.sanook.com/men/20921/
ภาพประกอบ: 

วิ่งอย่างไรไม่ให้เหนื่อยมาก

วันที่: 
Thursday, November 23, 2017

1.จัดสภาพร่างกายให้เหมาะสมก่อนวิ่ง: สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่บางคนอาจมองข้ามไป แต่ที่จริงมันจะช่วยให้คุณพร้อมสำหรับการวิ่งได้มากเลยทีเดียว
2.ใช้ท่าวิ่งที่ถูก: จำไว้ว่าการวิ่งแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน คุณไม่สามารถเอาวิธีวิ่งแบบหนึ่งมาใช้กับอีกแบบได้ ต่อไปนี้คือสิ่งสำคัญในการจัดท่าวิ่งของคุณ
3.หายใจให้ถูก: การหายใจที่ถูกคือการหายใจเป็นจังหวะทางปาก เช่น “เข้า เข้า ออก ออก” (2:2 Rhythm) หรือ “เข้า เข้า เข้า ออก ออก ออก” (3:3 Rhythm) โดยเป็นการหายใจด้วยส่วนท้องไม่ใช่อก ในขณะที่การหายใจที่ผิดคือการหายใจ “เข้า ออก” รัวๆ (1:1 Rhythm) ซึ่งจะทำให้คุณไม่สามารถนำอากาศเข้าไปได้อย่างเต็มที่ระหว่างวิ่ง ทั้งนี้หากคุณหายใจถูกวิธี คุณจะสามารถพูดไประหว่างวิ่งได้
4.ใช้รองเท้าที่ถูกต้อง: หลายคนเข้าใจผิดแล้วหยิบรองเท้ากีฬาอะไรก็ได้มาวิ่ง แต่ที่จริงแล้วรองเท้าแต่ละชนิดออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ที่ต่างกัน ดังนั้นคุณควรลงทุนซื้อรองเท้าให้เหมาะกับการวิ่งระยะไกล แล้วคุณจะเห็นผลลัพท์ที่ดีขึ้นอย่างมาก
5.เริ่มจากการวิ่งช้าๆ: คุณควรฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อดังนี้ (Resistant Training) เพื่อเพิ่มพลังในการวิ่งด้วยการยกเวทต่างๆในทุกส่วนตั้งแต่ร่างกายส่วนบนจนถึงขา จำไว้ว่าการจะวิ่งเร็วนั้นคุณต้องมีกล้ามเนื้อส่วนบนที่แข็งแรงด้วย ไม่ใช่กล้ามเนื้อขาอย่างเดียว
6.สลับเดิน วิ่ง: โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นมือใหม่ การสลับเดินวิ่งจะช่วยให้คุณสามารถค่อยๆปรับตัวและวิ่งได้นานขึ้น คุณไม่ควรหักโหมวิ่งรวดเดียวโดยไม่พักเลย เพราะท้ายสุดแล้วคุณจะเหนื่อยเกินและจะเผาผลาญพลังงานน้อยกว่าการสลับเดินวิ่งที่กินระยะนานกว่าอีก
7.พกน้ำ: เพราะน้ำจะช่วยให้คุณสดชื่นและพร้อมกับมาวิ่งได้อีก อีกทั้งยังทำให้การเผาผลาญพลังงานคุณดีขึ้น อย่างไรก็ดีคุณไม่ควรดื่มน้ำเยอะเกินไปเพราะจะทำให้จุก ควรจิบทีละนิดเพื่อให้ดับกระหายก็พอ
8.พักและกินระหว่างฝึก: คุณจะหยุดพักกินบ้างทุกๆ 30-60 นาทีขึ้นอยู่กับความแข็งแรง โดยคุณอาจกินผลไม้ที่ไม่หนักท้องมากเพื่อเพิ่มกำลังให้คุณวิ่งต่อได้ และคุณไม่ควรหักโหมวิ่งหนักๆไปรอบเดียว เพราะนั่นจะทำให้คุณไม่เหลือพลังในการฝึกที่เหลือเลย และจะทำให้ประสิทธิภาพในการฝึกน้อยลง
9.ฝึกวิ่งเร็ว: คุณไม่ควรจะฝึกวิ่งช้าๆแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะการฝึกวิ่งเร็วจะเพิ่มความทนทานและความแข็งแรงของหัวใจคุณได้ดีขึ้น อีกทั้งยังยกระดับความสามารถของกล้ามเนื้อคุณ และส่งผลให้คุณวิ่งได้นานด้วยในที่สุด
10.เพิ่มความยากขึ้นทีละนิด: คุณควรค่อยๆเพิ่มระยะหรือความเร็วให้มากขึ้นทีละนิด แต่อย่าหักโหม และพยายามมีระเบียบวินับกับการฝึกให้มากที่สุด ดังนั้นคุณควรจะบันทึกการฝึกของคุณไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อวิเคราะห์พัฒนาการของการฝึกของคุณ
11.ฝึกอย่างสม่ำเสมอ: จำไว้ว่ามันไม่ได้สำคัญว่าคุณเป็นนักกีฬามืออาชีพหรือไม่ที่จะวิ่งได้นาน แม้ว่าคนที่เคยเป็นนักกีฬามาก่อน แต่ถ้าขาดจากการฝึกมานาน ก็จะวิ่งได้แป๊ปเดียวแล้วเหนื่อยเร็ว
12.สร้างสภาพแวดล้อมในการฝึก: ไม่ว่าจะเป็นการชวนเพื่อนไปวิ่งหรือออกกำลังกายอื่นๆด้วยกัน เพราะมันจะดีกว่าคุณฝึกอยู่คนเดียว นอกจากนี้หากคุณมีเพื่อนเก่งๆเข้าร่วมการฝึกด้วย มันจะก่อให้เกิดสัญชาติญาณการแข่งขันซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ และมันจะทำให้คุณเก่งขึ้นโดยที่ไม่ต้องสงสัยเลย

แหล่งที่มา: 
http://www.ohlor.com/วิธีวิ่งไม่ให้เหนื่อยมาก/
ภาพประกอบ: 

คนไทยอายุ 35 ปี ควรตรวจมะเร็ง

วันที่: 
Wednesday, July 19, 2017

โรคมะเร็งคร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 1 ประชาชนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

แหล่งที่มา: 
http://www.thaihealth.or.th/content/2534-คนไทยอายุ%2035%20ปีขึ้นไป%20ควรตรวจมะเร็ง.html
ภาพประกอบ: 
คนไทยอายุ 35 ปี ควรตรวจมะเร็ง
Subscribe to RSS - ออกกำลังกาย