Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

อาหาร

พบสารอันตรายปนเปื้อนใน "พลาสติกดำ" ที่ใส่อาหาร-ของใช้

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, July 10, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-44594231
รายละเอียด: 

ดร. แอนดรูว์ เทอร์เนอร์ และของใช้จากพลาสติกดำที่นำมาทดสอบหาสารอันตราย

สารเคมีอันตรายและโลหะหนักอย่างตะกั่ว โบรมีน และพลวงปริมาณมาก เข้าไปปนเปื้อนอยู่ในพลาสติกสีดำ ซึ่งเป็นวัสดุที่สัมผัสกับอาหาร และเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันที่พบได้ทั่วไป

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพลีมัธของสหราชอาณาจักรชี้ว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่ามารีไซเคิล เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติกดำดังกล่าว

มีการตีพิมพ์ผลการศึกษานี้ในวารสาร Environment International โดยผู้วิจัยระบุว่า สารเคมีที่อันตรายต่อสุขภาพเหล่านี้เป็นส่วนประกอบในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างคอมพิวเตอร์แลปท็อปและเครื่องเสียง โดยถูกใช้เป็นสารกันไฟและสีเคลือบ ซึ่งจะยังคงตกค้างอยู่แม้อุปกรณ์ดังกล่าวหมดอายุการใช้งานแล้ว

ดร. แอนดรูว์ เทอร์เนอร์ ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า ได้ใช้วิธีวาวรังสีเอกซ์ (XRF Spectrometry) ตรวจสอบผลิตภัณฑ์พลาสติกดำในชีวิตประจำวัน 600 ชนิด เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร เสื้อผ้า ของเล่น เครื่องประดับ เครื่องใช้สำนักงาน รวมทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่าและใหม่

ผู้วิจัยพบว่ามีสารเคมีอันตรายในผลิตภัณฑ์พลาสติกดำสำหรับผู้บริโภค ทั้งที่ไม่ได้เป็นส่วนประกอบหลักที่จำเป็นในการผลิตพลาสติกดำแต่อย่างใด โดยปริมาณที่ปนเปื้อนนั้นเกินระดับที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย

"ผลการตรวจสอบนี้ชี้ถึงข้อบกพร่องในการคัดแยกวัสดุใช้แล้วสำหรับกระบวนการรีไซเคิล เนื่องจากผู้ผลิตพลาสติกดำเลือกนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่ากลับมาใช้ใหม่ด้วยเหตุผลเรื่องการประหยัดต้นทุน แต่ขาดความระมัดระวังในการป้องกันไม่ให้สารเคมีอันตรายเข้าถึงผู้บริโภค" ดร. เทอร์เนอร์ กล่าว

ทั้งนี้ สารเคมีอันตรายอย่างตะกั่วอาจทำให้เกิดภาวะเป็นพิษ โดยผู้ได้รับสารตะกั่วจะมีอาการทางระบบประสาท ความจำเสื่อมถอย และระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ ส่วนโบรมีนนั้นเป็นสารที่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อของมนุษย์

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 11 ครั้ง

วิธีสังเกตคำ โฆษณาเกินจริง ของอาหาร ยา เครื่องสำอาง ที่ปรากฏทางทีวี

วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, May 30, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.it24hrs.com/2018/food-drug-warning-tv/
รายละเอียด: 

โฆษณาเกินจริง บนสื่อโทรทัศน์  ที่เป็นประเด็นร้อนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง กสทช. โดยสำนักคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ได้จัดทำ Infographic ในเรื่อง รู้เท่าทันโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริง ระวังคำโฆษณาเกินจริง เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตของคุณเอง

โดยการตรวจสอบโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพต้องดูที่ “เลขที่อนุญาตโฆษณา” ซึ่งแบ่งตามประเภทผลิตภัณฑ์แต่ละอย่าง

  1. อาหาร  

ต้องสังเกต ฆอ. …/….  โดยการโฆษณาคุณประโยชน์คุณภาพ หรือสรรพคุณ ต้องขออนุญาตโฆษณา

  1. ยา

ต้องสังเกต ฆท. …./…. โดยต้องมีเลขที่อนุญาตโฆษณาด้วย

  1. เครื่องสำอาง

ไม่ต้องขออนุญาตโฆษณา โฆษณาได้แต่ต้องไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในสารสำคัญของเครื่องสำอาง

ข้อสังเกตว่าเป็น โฆษณาเกินจริง

โฆษณาอาหาร ต้องไม่แสดงสรรพคุณเรื่องการรักษาโรค และ สรรพคุณทางเวชสำอาง เช่น ทำให้ผิวขาวขึ้น ลดความอ้วน ลดไขมันส่วนเกิน หรือ รักษาโรคได้ครอบจักรวาลอกฟูรูฟิต ระงับกลิ่น หน้าอกเต่งตึง

  • โฆษณายา ต้องไม่แสดงสรรพคุณอันเป็นเท็จ หรือเกินจริง เช่น บำบัดรักษาโรคให้หายขาด รักษาโรคเรื้องรังร้านแรงได้ เช่นมะเร็ง โรคหัวใจ เสริมสมรรถภาพทางเพศ
  • โฆษณาเครื่องสำอาง ต้องไม่แสดงสรรพคุณเกินจริง เช่นผิวขาวภายใน 7 วัน หน้าเรียวเด้งภายใน 1 นาที ลดสิวภายใน 3 วัน  ใช้แล้วเสริมอำนาจ บารมี เงินทอง เรียกเสน่ห์ พูดอะไรก็เชื่อ

ทั้งนี้ โฆษณาเกินจริง และเป็นเท็จ โอ้อวดเกินจริง ถือว่าเอาเปรียบผู้บริโภค  

หากพบโฆษณาเกินจริง สามารถโทรแจ้ง อย. 1556 และ กสทช. Call Center 1200

Hits 44 ครั้ง

จริงหรือมั่ว? แว๊กซ์ในถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อันตรายต่อร่างกาย

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, May 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/4473/
รายละเอียด: 

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วย มีขี้ผึ้งเคลือบอยู่ด้านในหรือไม่?

ก่อนที่จะไปถึงคำตอบที่ว่า ขี้ผึ้งเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราหรือไม่นั้น ต้องดูก่อนว่าในบรรจุภัณฑ์อาหารที่เราทาน มีขี้ผึ้งเคลือบอยู่ด้านในจริงหรือไม่ ทั้งนี้คำตอบของเจ้าของผลิตภัณฑ์กล่าวไว้ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของว่า ถ้วยของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นถ้วยกระดาษลามิเนตพลาสติกชนิด PE Food Grade (Polyethylene) ไม่มีการเคลือบแว๊กซ์ หรือขี้ผึ้งแต่อย่างใด ส่วนที่เห็นลื่นๆ ด้านในถ้วย เป็นพลาสติกชนิดทนร้อน ที่ใส่ไว้ด้านในของถ้วยเพื่อทำให้ถ้วยคงรูป และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองว่าใช้กับอาหารได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังสามารถนำเข้าเตาไมโครเวฟได้อีกด้วย

 

ชนิดของภาชนะสำหรับบรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วย

โดยทั่วไปแล้ว ชนิดของภาชนะสำหรับบรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วยมีด้วยกัน 3 แบบ คือ

1. ถ้วยพลาสติก PP (Polypropylene) ขึ้นรูปโดยการหลอมเม็ดพลาสติก PP Food Grade แล้วยิงขึ้นรูปถ้วย  พลาสติกประเภทนี้สามารถใช้กับผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดนการเติมน้ำร้อนหรือน้ำธรรมดาและเข้าไมโครเวฟก็ได้  ถ้วยพลาสติกมีความแข็งแรงง  ป้องกันความชื้นและกลิ่นได้ดี

 

2. ถ้วยโฟม PS (Polystyrene)  ขึ้นรูปโดยการหลอมพลาสติก PS แล้วขึ้นรูปถ้วย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเม็ดโฟมเล็กๆ เกาะกันแน่น มีข้อดีคือ เป็น ฉนวนความร้อน  เมื่อชงน้ำร้อนในบะหมี่แล้ว  บะหมี่จะร้อนนาน ผู้ถือถ้วยจะไม่รู้สึกร้อน อย่างไรก็ตามถ้วยโฟมไม่สามารถทนความร้อนระดับ 100 องศาเซลเซียสได้ จึงไม่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ ยังมีข้อเสียของบรรจุภัณฑ์โฟมอีกหลายประการ คือ เป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยวิธีทางชีวภาพโดยจุลินทรีย์  ยังไม่มีวิธีรีไซเคิลที่เหมาะสม  (นักวิชาการประเมินว่าต้องใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย) นอกจากนี้ถ้วยโฟมพิมพ์สีภายนอกได้ไม่สวยงาม จึงต้องอาศัยการหุ้มด้วยพลาสติกอีกชั้นหนึ่งเพื่อเป็นพื้นที่ฉลากอาหาร

3. ถ้วยกระดาษลามิเนตพลาสติกชนิด PE (Polyethylene)  ขึ้นรูปโดยการพ่นพลาสติก PE Food Grade เป็นฟิลม์เคลือบบนผิวกระดาษด้านในของถ้วย  ถ้วยชนิดนี้เมื่อเติมน้ำร้อนยังสามารถถือถ้วยได้โดยไม่ร้อนมือ เพราะถ้วยออกแบบให้ปลอกกระดาษชั้นนอกที่พิมพ์ฉลากสวมทับไว้ ทำให้เป็นฉนวนอากาศป้องกันไม่ให้ความร้อนในถ้วยออกไปสู่ภายนอก สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้  และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะใช้เวลาย่อยสลายน้อยกว่าถ้วยชนิดอื่น อย่างไรก็ตามถ้วยอาจอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากไอน้ำ จึงควรถือถ้วยอย่างระมัดระวัง

 

ขี้ผึ้ง เป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหารได้หรือไม่?

หากรับประทานอาหารอื่นๆ ที่บรรจุภัณฑ์มีการเคลือบขี้ผึ้งอยู่จริงๆ อยากแจ้งให้ทราบว่า ขี้ผึ้งมีชนิดที่สามารถรับประทานได้อยู่ด้วย เช่น ขี้ผึ้งที่ใช้ในการเคลือบผักและผลไม้ เพื่อยืดระยะเวลาการเก็บรักษาให้ยาวนาน ป้องกันโรคราและแมลง รักษาน้ำหนัก รสชาติ และการสูญเสียวิตามิน ดังนั้นหากเลือกรับประทานจากผู้ผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตอย่างถูกต้อง ก็ขอให้มั่นใจได้ว่าเป็นขี้ผึ้งที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างที่กลัวกัน

 

รู้อย่างนี้แล้ว ก็ทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันอย่างสบายใจได้เลยนะคะ แต่ถ้าจะให้ดีอย่าทานติดต่อกันเป็นประจำจะดีกว่า เพราะบะหมี่กึ่งสำเร็จสารอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และหากต้องทานจริงๆ ควรเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วยการเติมผัก เนื้อสัตว์ ไข่ และอื่นๆ ได้ตามใจชอบ

Hits 27 ครั้ง

วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากกรุงบรัสเซลส์ ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม 2561

อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ

วันที่: 
Tuesday, April 24, 2018

1.โรคเบาหวาน และภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน
อย่างที่เกริ่นไปว่า น้ำอัดลมอุดมไปด้วยน้ำตาล แต่ขอเรียนให้ทราบอีกครั้งอย่างละเอียดว่า หากดื่มน้ำอัดลมกระป๋องขนาด 325 ซีซี เท่ากับคุณทานน้ำตาลเข้าไป 8-12 ก้อน หรือ 12 ช้อนชา ในขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เราทานน้ำตาลได้เพียงวันละ 6 ช้อนชาเท่านั้น แต่เฉลี่ยแล้วคนไทยทานอาหาร และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากถึง 27 ช้อนชาต่อวัน และเกือบครึ่งหนึ่งมาจากน้ำอัดลมเพียงกระป๋องเดียว ดังนั้นการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อร่างกายในการรับปริมาณน้ำตาลในแต่ละวันมากเกินไป จนรบกวนการทำงานของระบบการผลิตอินซูลิน และทำให้เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมา

2.ฟันผุ
น้ำอัดลมมีส่วนประกอบสำคัญคือ น้ำหวานแต่งสี และอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไป เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ละลายลงไปในน้ำ จะทำให้เกิดกรดคาร์บอนิก (Carbonic Acid) ทำให้น้ำอัดลมมีฤทธิ์เป็นกรดพอๆ กันกับน้ำส้มคั้น หรือน้ำมะนาว (pH เท่ากับ 3) ดังนั้นการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ ส่งผลให้ฟันถูกกัดกร่อนจากฤทธิ์ของกรดอ่อนๆ มากขึ้น ยิ่งน้ำอัดลมมีส่วนผสมเกือบ 1 ใน 10 ที่เป็นน้ำตาลด้วยแล้ว ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าหากดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป แล้วไม่ทำความสะอาดฟันให้ดีพอ อาจมีความเสี่ยงต่ออาการฟันผุ ฟันกร่อนได้

3.โรคกระดูกพรุน
หากน้ำอัดลมที่คุณดื่มมีปริมาณของกรดฟอสฟอริก (Phosphoric) อยู่มาก หากทำให้ผู้ที่ดื่มเป็นเวลานานมี่ความเสี่ยงต่อภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ (Hypocalcemia) เนื่องจากกรดนี้จะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียมจนทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูกได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ภาวะกระดูกบาง มวลกระดูกน้อยอย่างผู้สูงอายุ

4.โรคหัวใจ
การดื่มน้ำอัดลมเป็นปริมาณมากๆ หรือดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน มีส่วนทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ สูงขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อระดับไขมันในหลอดเลือดหัวใจ เกิดการอักเสบ และเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความอิ่มในทางที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย

หากต้องการลดความอยากดื่มน้ำอัดลม ขอให้ค่อยๆ เปลี่ยนเครื่องดื่มโดยเลือกระดับความหวานที่น้องลงมาเรื่อยๆ เช่น จากน้ำอัดลมเป็นน้ำหวาน ชาเย็น ชาเขียว น้ำผลไม้ 100% ไปจนถึงน้ำเปล่า หากชอบความซาบซ่าของน้ำอัด ให้ลองผสมโซดากับสารแต่งรสที่ไม่มีแคลอรี่ นอกจากน้ำอัดลมแล้ว เราควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวานอื่นๆ ด้วย และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป

ภาพประกอบ: 

วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากกรุงบรัสเซลส์ ฉบับที่ 7 ประจำเดือนกรกฎาคม 2560

อาหารบำรุง-ทำลายสมอง ลดเสี่ยงสมองเสื่อม

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, February 14, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/9769/
รายละเอียด: 

หลายคนอาจคิดถึงแค่ว่า อาหารมื้อนี้จะทำให้อ้วนหรือไม่ พลังงานมากเกินไปหรือเปล่า ย่อยยากไหม ถ่ายยากไหม เสาะท้องหรือไม่ แต่จริงๆ แล้วอาหารในแต่ละคำที่เราทานเข้าไป ไม่ได้ส่งผลแค่กับร่างกายของเราเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงสมองของเราด้วย

จริงๆ แล้วสมองของเรานับว่าเป็นอวัยวะที่ใช้พลังงานค่อนข้างหนัก อาจจะหนักที่สุดในบรรดาอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายเลยด้วยซ้ำ เพราะสมองใช้พลังงานไปกว่า 20% ของพลังงานทั้งหมดที่เราใช้ไปในแต่ละวัน แถมเซลล์ของสมองก็ไม่สามารถผลิตขึ้นมาทดแทนได้ ไม่เหมือนกับเซลล์ในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ที่มีการทดแทนกันตลอด เซลล์สมองของเราจะยังคงอยู่เหมือนเดิมตั้งแต่เกิดยันแก่ ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับการทะนุถนอม ดูแลรักษาสุขภาพสมองของเราให้ดี พอๆ กับที่เราดูแลสุขภาพร่างกายกันด้วย

อาหารบำรุงสมอง

1.ไขมันไม่อิ่มตัว อย่างที่รู้ๆ กันว่าการทานปลาทะเลจะช่วยบำรุงสมอง เพราะปลาทะเลมีไขมันไม่อิ่มตัวอย่าง โอเมก้า-3 ที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของสมองนั่นเอง ทั้งปลาแซลมอน ปลาทูน่า แอนโชวี่ ซาดีน หากไม่ชอบทานปลาก็ยังเลือกทานเมล็ดแฟล็กซ์ และเมล็ดเจียได้

2.กลูโคส กลูโคสเป็นแหล่งพลังงานชั้นเยี่ยมของสมอง ดังนั้นหากสมองขาดกลูโคสไป การทำงานของสมองก็จะแย่ลงไปด้วย แต่หากใครที่กังวลว่า กลูโคสก็คือน้ำตาล ทานมากๆ จะอ้วนหรือเป็นเบาหวานหรือเปล่า เรายังมีอาหารที่มีกลูโคส พร้อมกากใยอาหารที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ให้ได้เลือกทานกันอยู่ ได้แก่ บีทรูท กีวี่ โฮลเกรน มันเทศ หัวหอม และต้นหอม แต่ถ้าใครไม่ถนัดสายผักเหล่านี้ ยังมีน้ำผึ้งสด น้ำเชื่อมเมเปิล และน้ำตาลมะพร้าวให้เลือกทานแทนได้

3.วิตามิน และเกลือแร่ นับว่าเป็นเรื่องดีที่วิตามิน และเกลือแร่ช่วยบำรุงทั้งร่างกาย และสมองในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะวิตามินที่ให้ผลเหมือนสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม (ทำงานร่วมกับวิตามินอี ในการช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ หาได้จากข้าวกล้อง หัวหอม กระเทียม เห็ด บรอคโคลี มะเขือเทศ) เหล็ก ทองแดง และซิงค์ สามารถทานผัก และผลไม้นานาชนิดได้ตามใจชอบ เช่น เบอร์รี่ ส้ม เกรฟฟรุต แอปเปิ้ล แม้ผลไม้เหล่านี้จะมีรสหวาน แต่ก็มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ สำหรับผักเน้นไปที่ผักใบเขียวและผักตระกูลกะหล่ำ เช่น บรอคโคลี กะหล่ำปลี คะน้า ปวยเล้ง หัวหอม แครอต มะเขือเทศ เป็นต้น

4.น้ำมันมะกอบบริสุทธิ์ น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์แบบเอ๊กซ์ตร้าเวอร์จิ้น (Extra virgin) เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยบำรุงสมองได้มากกว่าที่คุณคิด เพราะเต็มไปด้วยสารอาหารดีๆ ที่บำรุงสมองทั้งนั้น ทั้งโอเมก้า-3 วิตามินอี ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อม จากการศึกษาในอเมริกาพบว่าคนชราที่บริโภควิตามินอีมากกว่า 16 มิลลิกรัมต่อวัน (น้อยกว่าครึ่งช้อนชาเสียอีก) จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อมได้มากถึง 67% เลยทีเดียว นอกจากนี้หากอยากลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อมมากขึ้น ควรทานวิตามินอีควบคู่ไปกับวิตามินซีด้วย เพราะวิตามินทั้งสองชนิดนี้จะช่วยปกป้องสมองจากการถูกทำลาย จากสารพิษต่างๆ และช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระอีกด้วย

 

อาหารทำลายสมอง
​​​​​​​อาหารทำลายสมองมีมากมาย และคิดว่าหลายคนก็คงจะทราบดีว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายโดยรวม ทั้งฟาสฟู้ด อาหารทอด เนื้อแดง ขนมเบเกอรี่ต่างๆ อาหารกระป๋อง อาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์สูง เช่น เค้ก เนยเทียม มาการีน พิซซ่าแช่แข็ง คุกกี้ ขนมขบเคี้ยวต่างๆ เนื้อสัตว์ที่ผ่านการแปรรูป เช่น ไส้กรอก โบโลน่า แฮม เบคอน โดยมีรายงานวิจัยว่าคนชราที่ทานไขมันทรานส์เพียง 2 กรัมต่อวัน มีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมมากกว่าคนที่ทานไขมันทรานส์น้อยกว่า 2 กรัมต่อวันถึง 2 เท่าอีกด้วย

พันธุกรรมไม่ใช่ทุกสิ่ง
หากจะโทษว่าสมองไม่ดีเป็นเพราะพันธุกรรมจากพ่อแม่ปู่ยาตายายให้มาไม่ดีตั้งแต่แรกนั้น จะบอกว่าไม่ใช่ความจริง 100% เสมอไป เพราะทั้งระบบความคิดที่เกิดจากการฝึกฝนการทำงานของสมอง อารมณ์ และระบบความทรงจำแล้ว ยังรวมไปถึงการเลือกทานอาหารที่ช่วยบำรุงสมอง ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อมได้อีกด้วย หลายคนอาจคิดว่าโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมได้ ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีโอกาสเป็นเช่นนั้นได้ แต่หากเรามีบริหารสมอง และบำรุงสมองจากอาหาร และการดำเนินชีวิตที่ดีแล้ว เราก็สามารถหลีกเลี่ยงการเป็นโรคสมองเสื่อมได้ไม่ยากแน่นอน

Hits 239 ครั้ง

เป็นโรคกระเพาะห้ามกินอะไรบ้าง

วันที่: 
Friday, January 19, 2018

เป็นโรคกระเพาะห้ามกินอะไรบ้าง
1. อาหารรสจัด
2. ชา กาแฟ ช็อกโกแลต
3. น้ำอัดลม
4. เครื่องดื่มชูกำลัง
5. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
6. อาหารไขมันสูง ของทอด
7. ของหมักดอง
8. ผลิตภัณฑ์จากถั่ว
9. ผักดิบ
10. ผลไม้รสเปรี้ยว
11. เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ

เกร็ดความรู้
โรคกระเพาะอาหาร Pectic ulcer
Peptic ulcer หมายถึงแผลหรือการอักเสบเนื่องจากกรด แผลกระเพาะอาหารโรคกระเพาะอาหารหมายถึง ภาวะที่มีแผลเยื่อบุกระเพาะหรือลำไส้ถูกทำลาย ถึงแม้ว่าจะเรียกว่าโรคกระเพาะ แต่สามารถเป็นได้ทั้งที่กระเพาะ และลำไส้ ว่า ถ้าเป็นเฉพาะเยื่อบุกระเพาะเรียก gastritis แต่ถ้าเป็นแผลถึงชั้นลึก muscularis mucosa เรียก ulcer

Helicobacter pylori (H. pylori) คืออะไร
เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่สำคัญ ของผู้ป่วยโรคกระเพาะ เชื่อว่าติดต่อโดยการรับประทานอาหาร และน้ำ เชื้อจะทำลายเยื่อบุ และฝังตัวที่กระเพาะอาหาร กรดจากกระเพาะอาหารจะช่วยทำลายเยื่อบุทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร

ภาพประกอบ: 

รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากวอชิงตัน ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ฉบับที่ 2/2560

กลิ่นหอมชวนกิน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, November 28, 2017
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6087:2017-02-17-04-09-36&Itemid=315
รายละเอียด: 


คุณเคยมีประสบการณ์แบบนี้หรือไม่ เมื่อเดินผ่านร้านอาหาร กลิ่นของอาหารที่ลอยออกมาให้เราได้รับรู้นั้นกระตุ้นความรู้สึกอยากอาหารของเรา จนทำให้เราตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารร้านนั้น แม้ว่าบางครั้งเวลานั้นอาจยังไม่ถึงเวลามื้ออาหารของเราก็ตาม หรือเวลาที่เราเดินผ่านแผงลอย ที่ขายอาหารจำพวกปิ้งย่าง (หมูปิ้ง ไก่ย่าง) แค่กลิ่นหอมก็ทำให้เราเกิดอาการน้ำลายสอแล้ว กลิ่นเหล่านี้คืออะไร กลิ่นอาหารที่ทำให้น่ารับประทานนี้เกิดจากปฏิกิริยาเมล์ลาร์ด (Maillard reaction) ซึ่งค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1913 โดยนักเคมีชื่อ หลุยส์ คามิลล์ เมล์ลาร์ด ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นจากน้ำตาลในอาหาร ทำปฏิกิริยากับกรดอะมิโน โดยมีความร้อนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีอย่างต่อเนื่องกลายเป็น สารเคมีสีน้ำตาล มีกลิ่น และทำให้เกิดรสชาติของอาหาร ปฏิกิริยานี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า Browning Reaction สารเคมีที่ได้นี้ มีทั้งชนิดที่ละลายน้ำและ ไม่ละลายน้ำ อาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ จะมีกลิ่นหอมมากกว่า เนื่องจากสารนี้ปะปนมากับไอน้ำที่ลอยออกมา สารเหล่านี้เป็นกลิ่นที่กระตุ้นความรู้สึกอยาก อาหารของเรา เช่น กลิ่นเหมือนโกโก้หรือกาแฟเมื่อคั่วเมล็ดกาแฟ กลิ่นคล้ายคาราเมลเมื่อปิ้งขนมปัง สำหรับอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์นั้น ส่วนประกอบสำคัญของสารเคมีที่ส่งกลิ่นจากปฏิกิริยาเมล์ลาร์ดประกอบไปด้วย สารกลุ่มไฮโดรคาร์บอน และสารกลุ่มอัลดีไฮด์ สารทั้งสองตัวนี้จะทำให้เกิดกลิ่นที่ชวนให้รับประทานเหมือนกลิ่นย่าง และเนื่องจากไขมันสัตว์ระเหยได้ง่ายจากการให้ความร้อน ทำให้เวลาย่างเนื้อเราจะอยาก อาหารได้ง่ายเนื่องจากประสาทรับกลิ่นของเราถูกกระตุ้นอย่างมากทั้งจากไอน้ำและไขมันที่เราหายใจเข้าไปนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยานี้อาจก่อให้เกิดผลเสียได้ ถ้าความร้อนสูงเกินไป ผลที่ได้จะทำให้เกิดสารเคมีที่ให้รสขม หรือการไหม้เกรียม ซึ่งสารนี้นอกจากมีรสชาติ ไม่พึงประสงค์แล้วยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วยถ้าเกิดในเนื้อสัตว์ เราจึงควรระมัดระวังขณะประกอบอาหารหรือเลือกรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีของเรา

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 308 ครั้ง
Subscribe to RSS - อาหาร