Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

อเมริกัน

แพทย์อเมริกันแนะแนวทางใหม่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, January 13, 2020
รายละเอียด: 

การศึกษาฉบับใหม่ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงคำแนะนำด้านสุขภาพอาจนำไปสู่การลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจได้รับการรักษาได้ดียิ่งขึ้น

โรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลก และคอเลสเตอรอลในระดับที่สูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคนี้ โดยที่ผ่านมา แพทย์ให้การรักษาผู้ป่วยโดยดูที่ระดับคอเลสเตอรอลตัวร้าย หรือที่เรียกว่า LDL

ในปีพ.ศ. 2556 แนวทางปฏิบัติใหม่ในสหรัฐฯ แนะให้แพทย์ตรวจสอบความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจโดยรวม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง แนวทางปฏิบัตินี้แนะนำให้แพทย์พิจารณาอายุ ความดันโลหิต อาการของโรคเบาหวาน และปัจจัยอื่น ๆ ของผู้ป่วย

แนวคิดของแนวทางปฏิบัตินี้ก็คือ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุดจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดจากยาลดคอเลสเตอรอล “สเตติน”

นักวิจัยได้ศึกษาข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ข้อมูลดังกล่าวนี้มีผลการวัดระดับคอเลสเตอรอลจากผู้ใหญ่มากกว่า 32,000 คน ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. 2548 ถึงพ.ศ. 2559

ในกลุ่มคนที่ทานยาสเตติน ระดับคอเลสเตอรอลตัวร้ายโดยเฉลี่ยลดลง 21 จุดตลอดระยะเวลาที่ทำการศึกษา นอกจากนี้ระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมและไขมันชนิดอื่น ๆ ในเลือดก็ลดลงด้วยเช่นเดียวกัน

นายแพทย์ Michael Miller เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจที่ศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษานี้ กล่าวว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวนั้นดีมากจนน่าประหลาดใจ โดยรวมกันแล้วคาดว่าความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและอาการเส้นเลือดอุดตันในสมองจะลดลง 15% ถึง 20%

นอกจากนี้อัตราการใช้ยา “สเตติน” ของผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานยังมีเพิ่มมากขึ้น

นายแพทย์ Neil J. Stone จากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น ซึ่งเป็นหัวหน้าในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติปี พ.ศ. 2556 จากสมาคม American College of Cardiology และ American Heart Association กล่าวว่า การป้องกันไม่ให้ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานมีอาการหัวใจวายเป็นครั้งแรกนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

นายแพทย์ Pankaj Arora จากมหาวิทยาลัยรัฐแอละบามา วิทยาเขตเบอร์มิงแฮม หัวหน้าการศึกษาวิจัยนี้ กล่าวว่า ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว

ด้านนายแพทย์ Arora จากมหาวิทยาลัยแอละบามา เตือนว่า ยังไม่พบว่ามีการรักษาเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกลุ่มอื่น ๆ และว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่ทราบว่าตัวเองมีปัญหาในเรื่องระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้ก็คือ ควรไปตรวจวัดระดับคอเลสเตอรอลหากยังไม่ได้ตรวจวัดในระยะนี้

รายงานการศึกษานี้ ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร the American College of Cardiology

Hits 7 ครั้ง

ชาวอเมริกันเจอ “หุ่นยนต์” แย่งงานเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 10 ปี

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, December 16, 2019
รายละเอียด: 

หุ่นยนต์และจักรกลเข้ามามีบทบาทในตลาดแรงงานอเมริกันเพิ่มมากขึ้นกว่าเท่าตัว ในช่วงปี ค.ศ. 2009-2017 โดยภาคการผลิตอเมริกันได้รับผลกระทบหนักช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

วิลเลียม รอดเจอร์ส นักเศรษฐศาสตร์และอาจารย์จากศูนย์พัฒนาแรงงานจาก Rutgers University และผู้จัดทำรายงานด้านหุ่นยนต์ที่มีผลต่อการจ้างงานและค่าจ้างในอเมริกา ระบุว่า เศรษฐกิจในยุคนี้พึ่งพาเทคโนโลยีและหุ่นยนต์มากขึ้น เพื่อแทนที่กำลังแรงงานที่เป็นมนุษย์

อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ยุค Robotization ที่หุ่นยนต์มีบทบาทในตลาดแรงงานมากขึ้น ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานอเมริกาทั้งหมด

ในรายงานพบว่า รัฐในตอนกลางด้านเหนือของประเทศ หรือ มิดเวสต์ อาทิ มิชิแกน โอไฮโอ อินเดียนา อิลลินอยส์ และวิสคอนซิน ที่มีอัตราการใช้หุ่นยนต์อย่างเข้มข้น ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในภาคการผลิต อย่างโรงงานประกอบชิ้นส่วนและโรงงานบรรจุภัณฑ์

ขณะที่กลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบมากสุด คือ คนอายุน้อย ระดับการศึกษาต่ำ นอกจากนี้ยังพบว่า ชายผิวสีและผู้หญิงจะถูกหุ่นยนต์แย่งงานมากที่สุด แต่คนกลุ่มดังกล่าวจะเลือกหางานในภาคส่วนอื่นๆที่ได้รับค่าจ้างน้อยกว่าแทน อย่างภาคบริการ

นายรอดเจอร์ส แนะว่า ทางที่จะช่วยให้มนุษย์ไม่ถูกหุ่นยนต์แย่งงานได้ คือ การพัฒนาการศึกษาและฝึกอบรมแรงงานที่จะได้รับผลกระทบให้สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางอาชีพที่สร้างรายได้มากขึ้นให้พวกเขา และตอนนี้ที่เศรษฐกิจอเมริกันกำลังเฟื่องฟู ถือเป็นจังหวะที่ดีที่สุดในการลงทุนพัฒนาแรงงานมนุษย์ เพื่อสร้างเกราะป้องกันจากการคืบคลานเข้ามาของยุค Robotization

ที่มา https://www.voathai.com/a/us-job-robot-replacement-12122019/5204373.html

Hits 14 ครั้ง

พ่อแม่อเมริกันแห่ใช้แอพพลิเคชั่น “พี่เลี้ยงติดล้อ”

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, November 26, 2019
รายละเอียด: 

พ่อแม่อเมริกันที่ตารางงานรัดตัว หันไปพึ่งพาแอพพลิเคชั่น “พี่เลี้ยงติดล้อ” บริการรับ-ส่งลูกทำกิจกรรมหลังเลิกเรียน รวมทั้งช่วยรับ-ส่งไปโรงเรียนแทนผู้ปกครองที่ไม่มีเวลาอีกด้วย ตามรายงานของเอพี

บริษัทแอพพลิเคชั่น HopSkipDrive, Kango, Zum มีจุดขายที่แตกต่างจาก Uber หรือ Lyft ที่เน้นบริการรับส่งผู้โดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นทั่วไป โดยแอพใหม่เหล่านี้เริ่มต้นจากบรรดาคุณแม่วัยทำงานที่ต้องการหาบริการคนขับรถรับ-ส่งลูกตัวเองไปโรงเรียน รวมทั้งพาไปทำกิจกรรมหลังเลิกเรียน และที่ผ่านมาบริการผ่านแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ ช่วยรับส่งเด็กๆมากกว่า 1.4 ล้านคน ในโรงเรียน 16,000 แห่ง ในแคลิฟอร์เนีย และกำลังขยายตลาดมายังโคโลราโด เท็กซัส และกรุงวอชิงตันแล้ว

ซารา แชร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Kango บอกว่า เป้าหมายของแอพฯนี้คือช่วยแก้ปัญหาให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่ติดภารกิจเรื่องงานในเวลาที่ต้องไปรับส่งลูกทำกิจกรรมอื่นๆหลังเลิกเรียน ส่วนผู้ที่จะมาเป็นคนรับ-ส่งเด็กๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นได้ ต้องผ่านการคัดกรองเข้มงวด ทั้งการตรวจประวัติอาชญากรรม มีประสบการณ์การเลี้ยงดูเด็ก และเลี้ยงดูบุตรหลาน

เวลาใช้บริการนี้ เด็กและคนขับรถจะมีรหัสผ่านส่วนตัวที่ต้องตรงกันเพื่อความปลอดภัย รวมทั้งพ่อแม่สามารถติดตามพิกัดของเด็กได้อย่างเรียลไทม์ผ่านแอพพลิเคชั่น

ส่วนประเด็นเรื่องความไว้วางใจในการโดยสารไปกับคนแปลกหน้า โจแอนนา แมคฟาร์แลนด์ ซีอีโอของ HopSkipDrive บอกว่า ลองเปรียบเทียบกับการนั่งรถบัสรับส่งนักเรียนทั่วไป เราไม่รู้ว่าคนขับรถคือใครรวมทั้งเด็กที่นั่งไปบนรถกับลูกหลานเป็นใคร และยังไม่สามารถติดตามตัวเด็กได้ ซึ่งต่างจากแอพพลิเคชั่นนี้ที่สามารถติดตามชีวิตของลูกได้ตลอดเส้นทาง

ในแง่ของผู้ปกครองที่เคยใช้แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ต่างชื่นชอบกันมา อย่างคุณอัลพ่า โคห์ลี ผู้พัฒนาคอนเทนต์ของไมโครซอฟต์ ที่บอกว่า ชีวิตของพ่อแม่วัยทำงาน เวลามีค่าอย่างมาก และเธอประหยัดเวลาเดินทางในตอนเช้าจาก 1 ชั่วโมงครึ่ง เหลือเพียง 15 นาที หลังจากให้ลูกเดินทางผ่านแอพฯ Zum

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดเรื่องค่าบริการที่สูง ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดของหลายครอบครัว อย่างฟิงค์ นักการศึกษาจากแคลิฟอร์เนีย ที่บอกว่า แค่ค่าเดินทางระยะ 4 กิโลเมตร ก็มีราคาประมาณ 18 ดอลลาร์ หรือราว 540 บาทเข้าไปแล้ว ซึ่งถือว่าแพงมากสำหรับผู้ที่ต้องใช้บริการนี้เป็นประจำ

แอพพลิเคชั่น Zum ให้บริการใน 7 รัฐของอเมริกา รับ-ส่งเด็กอายุตั้งแต่ 5-18 ปี ส่วน HopSkipDrive เปิดให้บริการใน 5 รัฐของอเมริกา รับ-ส่งเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป และ Kango ให้บริการในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่มีบริการรับ-ส่งเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งต้องมีผู้ดูแลติดตามไปด้วย

ที่มา https://www.voathai.com/a/nannies-on-wheels-11222019/5177729.html

Hits 29 ครั้ง

นักวิจัยอเมริกัน “สอนหนูขับรถ” เพื่อศึกษาฮอร์โมนป้องกันโรคซึมเศร้า

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, October 30, 2019
รายละเอียด: 

การทดลองให้หนูขับรถขนาดจิ๋วที่ว่านี้ เกี่ยวข้องกับการศึกษาสารที่ร่างกายหลั่งออกมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด และนักวิจัยเชื่อว่าความรู้ที่ได้อาจมีประโยชน์ต่อคำเเนะนำเพื่อให้มนุษย์มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย

สื่อซีเอ็นเอ็นรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยริชมอนด์ ในสหรัฐฯ เริ่มการทดลองด้วยการแบ่งหนูเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้อยู่ในสภาพเเวดล้อมที่มีสิ่งกระตุ้น โดยเฉพาะของเล่นต่าง ๆ และกลุ่มที่สอง ให้อยู่ในกรงซึ่งไร้สิ่งกระตุ้น

จากนั้นหนูทั้งสองกลุ่มถูกจับมาใส่พาหนะที่ทำจากพาชนะพลาสติกที่ต่อกับล้อ หน้าตาเหมือนรถขนาดจิ๋ว ภายในมีที่เร่งมอร์เตอร์ให้รถขับเคลื่อนไปข้างหน้า หากว่าหนูตัวใดสามารถทำให้รถเเล่นได้ไกลจากจุดตั้งต้นถึงอีกฝั่งหนึ่งของพื้นที่ที่ถูกจัดไว้ได้ รางวัลที่รอพวกมันอยู่ก็คือขนมกรุบกรอบรสหวาน

ปรากฏว่าหนูที่ถูกเลี้ยงดูในสภาพเเวดล้อมที่มีสิ่งกระตุ้น สามารถขับรถคันจิ๋วนี้ได้ดี ส่วนกลุ่มที่เคยอยู่เเต่ในกรง ‘สอบตก’ ในการขับรถครั้งนี้

เคลลีย์ แลมเบิร์ต (Kelly Lambert) ผู้นำทีมวิจัยครั้งที่ Behavioral Neuroscience Laboratory แห่งมหาวิทยาลัยริชมอนด์ ศึกษาถึงสารที่สมองของหนูเหล่านี้หลั่งออกมา ด้วยการวิเคราะห์อุจจาระของพวกมัน

สิ่งที่พบอย่างชัดเจนในหนูทั้งสองกลุ่ม คือ ปริมาณฮอร์โมนที่เรียกว่า corticosterone
สารอีกชนิดหนึ่งที่พบในอุจจาระหนูในการทดลองคือ DHEA ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในร่างกายเมื่อเผชิญหน้ากับความเครียด

ซีเอ็นเอ็นระบุโดยอ้างข้อมูลของ นักวิจัย เคลลีย์ แลมเบิร์ตว่า corticosterone ถูกหลั่งออกมาเมื่อร่างกายต้องเจอเรื่องตื่นเต้น เผชิญกับความกังวล และความกลัว ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่

ส่วน DHEA เป็นสารที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดความเครียดยาวนาน จากปริมาณ corticosterone ที่อาจมีมากจนเป็นพิษ

นักวิจัยพบว่าการให้หนูทำสิ่งที่ยาก เช่น ขับรถในการทดลองนี้ ช่วยฝึกให้พวกมันจัดการกับเหตุการณ์ตึงเครียด และฟื้นจากสภาพตระหนกตกใจ

อาจารย์แลมเบิร์ต กล่าวว่า ดูเหมือนว่าการให้หนูบังคับพาหนะ เปรียบเหมือนการให้หนูฝึกรับรู้ถึงความสามารถในการควบคุมสถานการณ์

ความรู้ที่ได้จากการทดลองนี้สามารถปรับใช้กับมนุษย์ได้ แม้คนเราจะมีสมองที่ซับซ้อนกว่าหนูมาก กล่าวคือ นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าสารที่หนูหลั่งออกมา แสดงถึงการฟื้นตัวจากสถานการณ์ที่เกิดความเครียด ซึ่งความสามารถนี้เป็นเครื่องมือป้องกันด่านเเรกของความเจ็บป่วยทางใจ เช่น โรคซึมเศร้าได้

ผู้ทำงานวิจัยชิ้นนี้เรียกการป้องกันความเจ็บป่วยทางจิตด้วยการปรับพฤติกรรม ว่า ‘behaviorceuticals’ ซึ่งช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ป้องกันการเกิดความเครียดระยะยาวได้

สำหรับมนุษย์ สิ่งที่เทียบเคียงได้กับ ‘กิจกรรมขับรถของหนู’ ในการทดลอง อาจจะเป็นงาน ประเภท การถักไหมพรม ที่ฝึกการประสานงานของนิ้ว อุ้งมือ และสมองไปพร้อม ๆ กัน นั่นเอง

เพราะกิจกรรมเหล่านี้มีส่วนสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของเราว่าจะควบคุมสถานการณ์ตรงหน้าได้ แม้ว่างานจะค่อนข้างซับซ้อนกว่าปกติก็ตาม

cr. https://www.voathai.com/a/rat-stress-ro/5138927.html

Hits 36 ครั้ง

บริษัทอเมริกันผุดไอเดียรีไซเคิลแบตเตอรีรถยนต์ไฟฟ้าใช้ในสนามกีฬา

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 8, 2019
รายละเอียด: 

บริษัท JATO Dynamics ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับรถยนต์และยานพาหนะอื่นๆ พบว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 74% ในปี พ.ศ. 2561 ซึ่งมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 125 ล้านคัน หรือ 1.5% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก และคาดว่าตลาดนี้น่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วในปีต่อๆ ไป

รถยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้ต้องใช้แบตเตอรี่ในการขับเคลื่อน บางครั้งต้องใช้มากกว่าหนึ่งอัน แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าจะมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเวลาผ่านไปและจะต้องเปลี่ยนใหม่ ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ส่วนมากรับประกันประสิทธิภาพแบตเตอรี่ที่คุณภาพดีราว 8 ปีเท่านั้น

เวลานี้ บริษัทผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนรถบรรทุกและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของสหรัฐที่ชื่อว่า Eaton ได้ค้นพบวิธีนำแบตเตอรี่ที่รถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ โดยนำแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานมากแล้ว หรือที่เรียกว่า "second-life-batteries" จากยานยนต์ไฟฟ้า กลับมาใช้ใหม่ร่วมกับผลิตภัณฑ์ xStorage ซึ่งใช้เก็บพลังงานไว้ในตัวอาคาร

เจ้าหน้าที่ของ Eaton กล่าวว่า ทางบริษัทกำลังเจรจากับทีมฟุตบอลยุโรปหลายทีม ในเรื่องการใช้แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าสำหรับการเก็บไฟให้กับสนามกีฬา

Eaton ได้ติดตั้งระบบดังกล่าวในสนามกีฬาใหญ่ๆ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เช่นที่สนามกีฬา Johan Cruyff Arena ในกรุงอัมสเตอร์ดัม สนามกีฬาแห่งนี้จุคนได้ประมาณ 54,000 คน และเป็นที่ตั้งของทีมฟุตบอล Ajax ซึ่งเป็นทีมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดทีมหนึ่งของยุโรป นอกจากนี้สนามกีฬานี้ยังเป็นที่จัดคอนเสิร์ตใหญ่ๆ และกิจกรรมสำคัญอื่นๆ ด้วย

นอกจากนี้ยังมีสนามกีฬา Bislett ของประเทศนอร์เวย์ ที่ได้รับการติดตั้งระบบนี้แล้ว โดยสนามกีฬานี้ส่วนหนึ่งใช้พลังงานแสงอาทิตย์ด้วย

บริษัท Eaton เผยว่า xStorage นั้นมีราคาน้อยกว่าแบตเตอรี่ใหม่ 20% ระบบเก็บพลังงานที่สนามกีฬา Johan Cruyff Arena สามารถผลิตไฟฟ้าได้ทั้งหมด 3 เมกะวัตต์ ซึ่งทางบริษัทบอกว่าเพียงพอที่จะให้พลังงานแก่บ้านได้หลายพันครัวเรือน

นอกจากนี้ยังเพิ่มระบบการผลิตพลังงานในช่วงเวลาที่มีการใช้พลังงานสูง เช่นในระหว่างการแสดงคอนเสิร์ต

Eaton กล่าวว่า ระบบเก็บกักพลังงานช่วยให้มีพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็สร้างวงจรเศรษฐกิจสำหรับแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าด้วย

Eaton เป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่หลายๆ บริษัท ที่พยายามพัฒนาตลาดสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเก่าๆ และ BMW บริษัทผลิตรถยนต์ของเยอรมัน ก็เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่นำแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วจากรถยนต์ไฟฟ้า i3 ของตนมาใช้เก็บกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากทุ่งกังหันลม

บริษัท Eaton คาดว่าตลาดแบตเตอรี่มือสองจะเติบโตขึ้น 20 เท่าภายในปี พ.ศ.2565 ส่วนที่ยุโรปตะวันออกกลาง และแอฟริกา คาดว่ามูลค่าการตลาดอาจสูงได้ถึง 2,300 ล้านดอลลาร์ ภายใน ปี พ.ศ. 2568

Hits 57 ครั้ง

แพทย์อเมริกันมองว่าควรใช้ 'การผ่าตัดกระเพาะ' บำบัดโรคอ้วนแต่เนิ่นๆ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, July 18, 2019
รายละเอียด: 

ชอน โรเจอร์ส พยายามมานานร่วม 20 กว่าปีเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว เเม้ว่าขณะที่โรคเบาหวานที่เป็นอยู่มีอาการแย่ลงก็ตาม

การบำบัดด้วยการควบคุมอาหารกับสารอินซูลินไม่ช่วยให้เขาลดน้ำหนักตัวได้อย่างที่ต้องการ เขาไม่สามารถควบคุมภาวะเบาหวานได้

สารอินซูลินทำให้ผู้ใช้รู้สึกหิว ทำให้ยากมากขึ้นที่จะลดน้ำหนักตัว แต่การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารเสียค่าใช้จ่ายสูง

ในสหรัฐฯ บริษัทประกันสุขภาพไม่จ่ายค่าผ่าตัดนี้ นอกเสียจากว่าดัชนีมวลกายของผู้ป่วย หรือ BMI สูงที่อย่างน้อย 35 เเม้ว่าภาวะเบาหวานของผู้ป่วยจะเกินการควบคุม

ด็อกเตอร์สเตซี่ เบรทเฮาเออร์ แห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ กล่าวว่าไม่สามารถใช้ดัชนีมวลกายเป็นตัวชี้บ่งว่าผู้ป่วยตอบสนองต่อการบำบัดเบาหวานดีแค่ไหน ดัชนีมวลกายเป็นตัวชี้ที่ไม่ยุติธรรมเละไม่ถูกต้องในการระบุว่าใครควรได้รับการผ่าตัดลดกระเพาะอาหาร

ด็อกเตอร์เบรทเฮาเออร์บอกว่า ข้อกำหนดว่าผู้ป่วยคนใดควรได้รับการบำบัดด้วยการผ่าตัดนี้ไม่ทันต่อยุค ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการผ่าตัดจะมีอาการเบาหวานรุนแรงขึ้น อายุขัยจะสั้นลงหากไม่ได้รับการรักษาที่ได้ผล

สมาคมการแพทย์อเมริกัน(American Medical Association) ถือว่าภาวะโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ซับซ้อนซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษา หากไม่ได้รับการบำบัด โรคอ้วนจะนำไปสู่โรคหัวใจ มะเร็ง และภาวะเบาหวาน

ด็อกเตอร์เบรทเฮาเออร์สนับสนุนการรักษาแต่เนิ่นๆ ทั้งโรคอ้วนและเบาหวาน เขากล่าวว่า ไม่มีใครบอกผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ป่วยโรคหัวใจว่าให้บำบัดโรคด้วยตัวเอง ผู้ป่วยต้องมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาโรคของตนเอง และต้องดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง แต่ผู้ป่วยเหล่านี้ควรมีโอกาสได้รับการบำบัดโรคที่มีประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กันด้วย

และตั้งแต่เขาเข้ารับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร คุณโรเจอร์สลดน้ำหนักตัวลงมาได้อย่างมาก ภาวะเบาหวานก็อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เขาไม่จำเป็นต้องกินยาคุมเบาหวานอีกแล้ว และลดปริมาณอินซูลินที่ใช้ต่อวันลงมาจากเกือบ 500 ยูนิทต่อวัน เหลือแค่ราว 10 ยูนิทเท่านั้น

เขาบอกว่า การผ่าตัดกระเพาะอาหารเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาอย่างมาก เขาขอแนะนำการผ่าตัดนี้แก่ทุกคนที่มีปัญหาเดียวกัน

ภาวะเบาหวานเป็นปัญหาสุขภาพทั่วโลก มีคนมากกว่า 400 ล้านคนหรือ ผู้ใหญ่ 1 คนในทุก 11 คนเป็นโรคนี้

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ประมาณว่า ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคตอันใกล้ แต่หากคนที่เป็นโรคเบาหวานได้รับการผ่าตัดกระเพาะแต่เนิ่นๆ ภาวะเบาหวานของพวกเขาจะรักษาหายได้

สำหรับคนที่เป็นเบาหวานมานาน 10 ปีขึ้นไปและต้องฉีดสารอินซูลินเทียม การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารจะไม่ช่วยแก้ไขภาวะเบาหวานได้ แต่แม้กระนั้น ด็อกเตอร์เบรทเฮาเออร์กล่าวว่า การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะลงจะช่วยให้สุขภาพของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างแน่นอน

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 40 ครั้ง

ทีมนักวิจัยอเมริกันคิดค้นวิดีโอเกมส์ช่วยเกษตรกรป้องกันโรคระบาดหมู

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, July 11, 2019
รายละเอียด: 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ผสมผสานวิดีโอเกมส์กับระบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ เพื่อเเสดงให้เห็นว่าคนเราสามารถลดความรวดเร็วของการเเพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตรายที่เกิดกับหมูลงได้ หากเกษตรกรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ

ผู้ร่างรายงานผลการศึกษากล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากวิดีโอเกมส์ช่วยให้คนปฏิบัติตามกฎระเบียบในการเลี้ยงสุกร

ตั้งเเต่มีการพบโรคท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อไวรัส PEDV (porcine epidemic diarrhea virus) เมื่อ 40 ปีที่แล้ว โรคนี้ยังคงระบาดในฟาร์มเลี้ยงสุกรในยุโรป เอเชีย เเละอเมริกาเหนือ

เเละเมื่อเชื้อไวรัส PEDV ระบาดในสหรัฐฯ เมื่อปี ค.ศ. 2013 โรคนี้ได้ทำให้หมูตายไปแล้ว 7 ล้านตัวในสหรัฐฯ

Scott Merrill ศาตราจารย์ด้านดินเเละพืช มหาวิทยาลัยแห่งเวอร์มอนต์กล่าวว่า เชื้อไวรัส PEDV เพียงเล็กน้อยสามารถทำให้หมูทุกตัวในสหรัฐฯ ติดเชื้อได้ ศาสตราจารย์ผู้นี้กล่าวว่า ไวรัส PEDV เป็นอันตรายมากต่อลูกหมู

ด้าน Gabriela Bucini นักวิจัยเเละหัวหน้าผู้ร่างรายงานการศึกษา กล่าวว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของหมูที่ติดเชื้อจะตายจากโรคนี้ เเละศาตราจารย์ Merrill กล่าวเสริมว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ต้องการทำงานในอุตสหกรรมเลี้ยงสุกรอีกต่อไป เพราะโรคท้องร้วงรุนแรงจากไวรัส PEDV เพราะทำใจยากมากที่ได้เห็นหมูจำนวนมากป่วยเเละตาย

ขณะที่เชื้อไวรัส PEDV ยังคงเป็นโรคที่คุกคามประชากรหมูในสหรัฐฯ จำนวนการติดเชื้อได้ลดลงตั้งเเค่ปี ค.ศ. 2013 ทีมนักวิจัยได้ให้เหตุผลของการติดเชื้อที่ลดลงว่าเป็นเพราะเกษตรกรเเละผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการต่างๆ ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร ได้ปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาทิ มีการทำความสะอาดฆ่าเชื้ออุปกรณ์ที่ใช้ เสื้อผ้าเเละรองเท้าที่อาจเป็นตัวนำเชื้อไปเเพร่ระบาดระหว่างฟาร์มได้

เห็นได้ชัดเจนว่าวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัยเหล่านี้มีความสำคัญในการป้องกันการเเพร่ระบาดของโรคที่เกิดกับหมู เเต่เท่าที่ผ่านมายังไม่มีวิธีวัดว่ามาตรการต่างๆ เหล่านี้ได้มีความสำคัญแค่ไหน

มาถึงตอนนี้ Bucini นักวิจัยเเละทีมงานได้ทดลองใช้วิดีโอเกมส์ในการวัดประสิทธิภาพของมารตรการเรื่องนี้

ในเกมส์หนึ่งที่ใช้ในการวิจัย ผู้เล่นต้องเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมูเเละพยายามทำงานให้เสร็จ ในขณะที่ต้องป้องกันหมูของตนไม่ให้ติดโรคไวรัสชนิดนี้ ผู้เล่นได้รับคำเตือนถึงความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเเละมีทางเลือกว่าจะปฏิบัติตามหรือจะจะเพิกเฉยข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาทิ ทำการฆ่าเชื้อเสื้อผ้าตอนเข้าเเละออกจากฟาร์ม การปฏิบัติตามมาตราการด้านความปลอดภัยช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อลง เพียงเเต่ต้องเสียเวลาที่มีค่าไปด้วย

Steve Dritz ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสุกรเเละศาสตราจารย์ภาควิชาสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคนซัส ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยกล่าวเเสดงความหวังว่า วิดีโอเกมส์ที่นักวิจัยใช้ทดลองอาจจะนำไปใช้ในการป้องกันการระบาดของโรคในปศุสัตว์ได้ในอนาคต

เขากล่าวว่า นี่จะเป็นเครื่องมือที่เเสนวิเศษ เพราะช่วยให้ค้นหาว่าอะไรเป็นปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้เพื่อป้องกันการระบาดของโรค เเละนี่เป็นวิธีการใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

ผลการวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers ด้านสัตวแพทย์ไปเมื่อเร็วๆนี้

(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 46 ครั้ง

มะเร็ง : ชายอเมริกันเขียนประกาศข่าวมรณกรรมตัวเอง เตือนใจผู้คนถึงพิษภัยบุหรี่

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, February 25, 2019
รายละเอียด: 

ชายวัย 66 ปี ในรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ เขียนประกาศข่าวมรณกรรมของตัวเอง เพื่อเตือนให้ผู้คนตระหนักถึงพิษภัยจากการสูบบุหรี่

นายเจฟฟรีย์ เทอร์เนอร์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดเมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากสูบบุหรี่ต่อเนื่องมานานหลายสิบปี แต่ก่อนที่จะลาโลกไป เขาได้เขียนประกาศข่าวมรณกรรมของตัวเองที่ตีพิมพ์ใน ออลบานี ไทมส์ ยูเนียน หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเมืองออลบานี เมืองเอกของรัฐนิวยอร์ก

"ผมเป็นคนโง่เขลาที่ตัดสินใจทำเรื่องโง่เดิม ๆ วันแล้ววันเล่า" นายเทอร์เนอร์เขียน "หากคุณเป็นคนที่สูบบุหรี่ จงเลิกเดี๋ยวนี้ เพราะชีวิตคุณขึ้นอยู่กับมัน"

นายเทอร์เนอร์ ได้รับการวินิจฉัยเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้วว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 ซึ่งแพทย์บอกว่าเป็นผลโดยตรงมาจากการสูบบุหรี่ต่อเนื่องหลายสิบปีของเขา

"ความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่ผมสร้างให้ครอบครัวไม่คุ้มค่าเลยกับสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น 'ความพึงพอใจ' ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากทำให้สิ้นเปลืองเงิน พรากผมไปจากครอบครัว และทำร้ายร่างกายของผมในท้ายที่สุด"

"ผมมีชีวิตที่ดี แต่ยังมีเรื่องราวและเหตุการณ์สำคัญในชีวิตอีกมากมายที่ผมจะไม่สามารถแบ่งปันกับคนที่ผมรักได้อีก" เขาเขียน "คำสอนของเรื่องนี้ก็คือ จงอย่าเป็นคนโง่"

"จงจำไว้ว่า ชีวิตคือสิ่งดีงาม อย่าปล่อยให้มันลอยไปกับควันบุหรี่"

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ระบุว่า การสูบบุหรี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคที่ป้องกันได้ และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในสหรัฐฯ โดยแต่ละปีมีคนอเมริกันราวครึ่งล้านคนเสียชีวิตจากความเจ็บป่วยที่สืบเนื่องมาจากการสูบบุหรี่

ในส่วนของประเทศไทยนั้น ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำรายงานสถิติการบริโภคยาสูบของประเทศไทย พ.ศ. 2561 และพบว่าเมื่อปี พ.ศ. 2560 มีประชากรที่อายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นผู้สูบบุหรี่ 10.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 19.1% ของประชากรทั้งประเทศ โดยส่วนใหญ่ของผู้สูบบุหรี่เป็นกลุ่มคนที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา และพบว่าภาคใต้มีอัตราผู้สูบบุหรี่มากที่สุด

ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เมื่อปี 2557 มีคนไทยที่เสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ ที่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ 54,512 ราย เป็นชาย 47,770 ราย และหญิง 6,742 ราย

ผลการศึกษาของกระทรวงสาธารณสุขยังพบว่า ผู้สูบบุหรี่มีแนวโน้มจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 17.8 ปี และก่อนจะเสียชีวิตคนกลุ่มนี้มักต้องทุกข์ทรมานจากโรคเรื้อรังจนสูญเสียคุณภาพชีวิตที่ดีไปโดยเฉลี่ย 3 ปี ซึ่งโรคเหล่านี้ได้แก่ โรคมะเร็งปอด มะเร็งในอวัยวะอื่น ๆ ถุงลมโป่งพอง โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ

Hits 80 ครั้ง

นักวิจัยอเมริกันพัฒนาเทคนิคเปลี่ยน 'ปัสสาวะมนุษย์' มาใช้ในการปลูกพืช

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, December 24, 2018
รายละเอียด: 

นักวิจัยอเมริกันที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน พัฒนาเทคนิคเปลี่ยนปัสสาวะมนุษย์ที่มีเเร่ธาตุสำคัญต่อพืช เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส มาใช้น้ำแและปุ๋ยสำหรับพืช

อาจารย์แนนซี เลิฟ (Nancy Love) นักวิศวกรสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกแปลกบ้างกับความคิดนี้ในตอนแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปคนเข้าใจและยอมรับฟัง

ทีมงานของแนนซี เลิฟ ร่วมมือกับสถาบัน Rich Earth Institute พร้อมแรงสนับสนุนจากรัฐผ่านกองทุน National Science Fund ในความพยายามรีไซเคิลปัสสาวะ โดยแต่ละปี สถาบัน Rich Earth Insittute เก็บปัสสาวะได้จากผู้บริจาคได้ 26,000 ลิตร

อับราฮัม โน-เฮย์ส (Abraham Noe-Hays) จากหน่วยงาน Rich Earth Institute พูดถึงคำคมที่ว่า มลพิษไม่ได้เป็นอะไรอื่น แค่คือทรัพยากรที่ไม่ถูกนำมาใช้ ซึ่งตรงกับเรื่องนี้

ขณะนี้กระบวนการรีไซเคิลทำให้ของเสียจากร่างการมนุษย์นี้ปราศจากเชื้อโรค แต่ภารกิจที่ต้องทำต่อไปคือการกำจัดสารเคมีในปัสสาวะ ที่มาจากยาที่มนุษย์รับประทาน

อาจารย์เลิฟ กล่าวว่า สารเคมีตกค้างจากยา นอกจากไม่เป็นที่ต้องการของพืชแล้ว ยังสร้างปัญหาต่อเเหล่งน้ำและสัตว์น้ำได้

ท้ายสุดเธอย้ำถึงความตั้งใจของโครงการนี้ ที่น้ำจากร่างกายมนุษย์และที่มีเเร่ธาตุอาหารมาให้พืช ขณะเดียวกันก็ลดการปล่อยของเสียนี้สู่แหล่งน้ำ ซึ่งน่าจะช่วยลดปัญหา การแพร่ขยายอย่างรุนแรงของสาหร่ายในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะสาหร่ายเหล่านั้นได้รับธาตุอาหารเกินความจำเป็น

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 93 ครั้ง
Subscribe to RSS - อเมริกัน