Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

เกษตรกร

เกษตรกรโคนมรัสเซียให้วัวใส่แว่นตา VR ช่วยเพิ่มคุณภาพน้ำนม

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, December 19, 2019
รายละเอียด: 

กระทรวงเกษตรกรกรุงมอสโกเผยแพร่ข่าวพร้อมภาพของฟาร์มโคนมแห่งหนึ่งนอกกรุงมอสโกที่กำลังทดลองใช้แว่นตา VR กับวัวในฟาร์ม โดยหลังว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของนมที่ผลิตได้

เกษตรกรเชื่อว่า แว่นตาดังกล่าวทำให้วัวมองเห็นภาพทุ่งหญ้าฤดูร้อน และทำให้อารมณ์ดี

การศึกษาพบว่าสภาพแวดล้อมของวัวสามารถส่งผลกระทบต่อน้ำนมที่ผลิตขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปรับปรุงคุณภาพหรือเพิ่มปริมาณน้ำนม ดังนั้นทีมนักพัฒนา คณะสัตวแพทย์ และที่ปรึกษาด้านการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม จึงช่วยกันผลิตแว่นตา VR ขนาดใหญ่สำหรับวัว โดยดัดแปลงจากแว่นตาของมนุษย์เพื่อให้เข้ากับรูปร่างของศีรษะวัวที่มีขนาดแตกต่างกันและสายตาที่แตกต่างกันของวัว

สิ่งที่วัวมองเห็นจากแว่นตา VR คือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ภายใต้ดวงอาทิตย์ในฤดูร้อน ซึ่งเป็นเสมือนสวรรค์ของวัว

รายงานระบุว่า แม้จนถึงในตอนนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าแว่นตานี้สามารถช่วยในการผลิตน้ำนมได้หรือไม่ ซึ่งต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ แต่การทดสอบครั้งแรกแสดงให้เห็นว่าความวิตกกังวลของวัวลดลง และวัวมีอารมณ์ที่ดีขึ้น

เกษตรกรโคนมชาวรัสเซีย ไม่ได้เป็นเพียงเกษตรกรกลุ่มเดียวที่พยายามอย่างมากเพื่อให้วัวของตนมีความสุขและเพื่อปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์โคนม ก่อนหน้านี้เกษตรกรวากิวบางรายใช้วิธีจัดแสง ร่วมกับวิธีอื่น ๆ เพื่อให้วัวสงบและผลิตเนื้อวัวที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ส่วนบางรายก็เปิดเพลงให้วัวฟัง ซึ่งเชื่อว่าวิธีนี้สามารถช่วยให้วัวผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพดีขึ้น

ที่มา https://www.voathai.com/a/vr-goggles-for-happy-cow-12092019/5199759.html

Hits 13 ครั้ง

สอวช. ร่วมเวทีเอกชน ฉายภาพนโยบายรัฐ บีซีจี โมเดล สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

Hits 27 ครั้ง
URL: 
http://www.nxpo.or.th/th/2821/
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Monday, November 11, 2019
รายละเอียด: 

(7 พ.ย. 62) ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวปาฐกถา “นวัตกรรม Syn Bio สร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนา Syn Bio Forum 2019 ชีวนวัตกรรม ศาสตร์เปลี่ยนโลก ณ ชั้น 8 อาคาร เอ็ม ทาวเวอร์ สำนักงานใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดโดย บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ดร.กิติพงค์ เปิดเผยช่วงหนึ่งของการปาฐกถาว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรประเทศ และมีแนวคิดในการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรในรูปแบบ Less is more หรือ ใช้น้อยแต่ให้ผลมาก ตลอดจนมีกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อนำประเทศไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs โดยเฉพาะนโยบาย BCG in Action (Bioeconomy – Circular Economy – Green Economy) ซึ่งเป็นโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดย Bioeconomy จะเป็นการมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างคุ้มค่าควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลทางสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในหลากหลายสาขามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพหรือก่อให้เกิดนวัตกรรม Circular Economy ระบบเศรษฐกิจที่มีการวางแผนให้ทรัพยากรในระบบการผลิตทั้งหมดสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมและนำกลับมาใช้ใหม่ได้เพื่อรับมือกับปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรในอนาคต และ Green Economy เป็นรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาที่สมดุลทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

นโยบาย BCG in Action เป็นนโยบายที่มุ่งการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ Syn Bio โดย BCG in Action มีวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนข้อได้เปรียบที่ไทยมีจากความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมให้เป็นความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรม เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจ BCG ที่เติบโต แข่งขันได้ในระดับโลก เกิดการกระจายรายได้ลงสู่ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ ชุมชนเข้มแข็ง มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยภายใต้กรอบนโยบายดังกล่าว สอวช. ได้วางนโยบายนำร่องใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ประกอบด้วย อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุ อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ทั้งนี้ ยังได้กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาตร์ของนโยบาย BCG ครอบคลุม 4 ด้าน คือ ด้านการสร้างคุณค่า (Value creation) ซึ่ง BCG ถือเป็นนโยบายที่จะสร้างความมั่งคั่งและยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ขยายโอกาสทางการค้าในเวทีโลก โดยจะช่วยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ BCG ที่เพิ่มขึ้นจาก 3.4 ล้านล้านบาทในปี 2562 เป็น 4.4 ล้านล้านบาทในปี 2565 เกิดการสร้างงานใหม่ในอุตสาหกรรม BCG เกิดตำแหน่งงานรายได้สูง และเพิ่มระดับรายได้ของแรงงานในอุตสาหกรรม BCG โดยมีจ้างงานกลุ่ม Highly-skill talents, Innovative entrepreneurs และงานรายได้สูง 10 ล้านตำแหน่ง ภายใน 10 ปี และเกิด Startup และ IDEs ที่เกี่ยวกับ BCG 10,000 ราย ด้านการลดความเหลื่อมล้ำ นโยบาย BCG จะช่วยเพิ่มรายได้ชุมชนผ่านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถดึงเอาศักยภาพพื้นที่ออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยจะช่วยให้รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นเป็น 240,000 บาท/ครัวเรือน/ปี และภายใน 5 ปี ดัชนีความมั่นคงทางอาหารไทยติดท็อป 5 ของโลก และมีการเข้าถึงยาชีววัตถุอย่างน้อย 300,000 คนต่อปี ส่วนด้านความมั่นคงบนฐานทรัพยากรธรรมชาติ BCG จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตลอดห่วงโซ่คุณค่า ลดปริมาณของเสียจากระบบ เพื่อรักษาฐานทรัพยากรของประเทศและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะช่วยลดการใช้ทรัพยากรลง 2 ใน 3 จากปัจจุบัน ปริมาณขยะลดลง 16.5 ล้านตัน และการจัดการท่องเที่ยวและคอนเทนต์ท่องเที่ยวติดอันดับท็อป 3 ของเอเชียแปซิฟิก

“BCG Model เป็นนโยบายที่พัฒนาตั้งแต่ระดับเศรษฐกิจฐานรากโดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยเพิ่ม Productivity ให้กับสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ตลอดจนเป็นนโยบายที่จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่วนนี้จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ และยังส่งผลต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมากด้วย นอกจากนโยบาย BCG แล้ว สอวช. ยังดำเนินนโยบายการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) โดยเอาจุดแข็งของประเทศ มาผลักดันให้เกิดการกล้าคิด กล้าลองที่จะกำหนดโจทย์วิจัยเพื่อกำหนดอนาคตประเทศ โดยนโยบายนี้เองได้กำหนดโจทย์วิจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับ Syn Bio เช่น โจทย์วิจัยอาหารเฉพาะบุคคล โภชนพันธุศาสตร์ โจทย์วิจัยการแพทย์และสาธารณสุขขั้นแนวหน้า อาทิ การแพทย์จีโนมิกส์ การค้นพบยาชนิดใหม่ โจทย์วิจัยพลังงานแห่งอนาคต อาทิ วัสดุขั้นสูง วัสดุสำหรับการผลิตและกักเก็บพลังงาน เป็นต้น ซึ่งการวิจัยขั้นแนวหน้าเป็นนโยบายเพื่อมุ่งการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และมุ่งสู่ความเป็นเลิศ เพื่อนำประเทศไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและมั่นคง อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายลักษณะดังกล่าว ต้องมองอย่างรอบทิศและคำนึงถึงจริยธรรมด้านการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ด้วย” ดร.กิติพงค์ กล่าว

นอกจากนี้ ดร.กิติพงค์ ยังกล่าวถึงการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาอีกว่า ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นอย่างมาก จะเห็นได้จากการตั้งเป้าหมายการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในปี 2563 อยู่ที่ 1.2% ต่อ GDP หรือ 212,340 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนจากภาครัฐ 25% หรือ 53,085 ล้านบาท และเป็นการลงทุนจากภาคเอกชน 75% หรือ 159,255 ล้านบาท โดยมีแนวทางกระบวนการสนับสนุนการวิจัยแบบใหม่ที่เน้นตอบโจทย์ประเทศ มุ่งเน้นเป้าหมาย ลงลึกเพื่อความเป็นเลิศ และเกิดผลกระทบสูง เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

อย่างไรก็ตาม สำหรับการสนับสนุน Syn Bio ที่ผ่านมา สอวช. เคยให้การสนับสนุนผ่านแผนงานสเปียร์เฮดด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนด้าน Biologics ในการพัฒนายาชีววัตถุต้นแบบเพื่อใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินที่ผลิตในประเทศไทยเพื่อใช้ในประเทศและส่งออก พัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึงสำหรับกระตุ้นเม็ดเลือดขาวสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัดที่สามารถผลิตในประเทศไทยตามมาตรฐานยุโรป รวมถึงการพัฒนาและผลิตวัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์แบบรีคอมบิแนนท์ที่มีความปลอดภัย ประสิทธิภาพเทียบเท่าและสามารถแข่งขันได้ สำหรับ Syn Bio ด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ ได้มีการสนับสนุนแผนงานด้านเทคโนโลยีการผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบมันสำปะหลัง เป็นต้น

ประเภทข่าว: 
news

ทีมนักวิจัยอเมริกันคิดค้นวิดีโอเกมส์ช่วยเกษตรกรป้องกันโรคระบาดหมู

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, July 11, 2019
รายละเอียด: 

ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ผสมผสานวิดีโอเกมส์กับระบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ เพื่อเเสดงให้เห็นว่าคนเราสามารถลดความรวดเร็วของการเเพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตรายที่เกิดกับหมูลงได้ หากเกษตรกรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ

ผู้ร่างรายงานผลการศึกษากล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากวิดีโอเกมส์ช่วยให้คนปฏิบัติตามกฎระเบียบในการเลี้ยงสุกร

ตั้งเเต่มีการพบโรคท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อไวรัส PEDV (porcine epidemic diarrhea virus) เมื่อ 40 ปีที่แล้ว โรคนี้ยังคงระบาดในฟาร์มเลี้ยงสุกรในยุโรป เอเชีย เเละอเมริกาเหนือ

เเละเมื่อเชื้อไวรัส PEDV ระบาดในสหรัฐฯ เมื่อปี ค.ศ. 2013 โรคนี้ได้ทำให้หมูตายไปแล้ว 7 ล้านตัวในสหรัฐฯ

Scott Merrill ศาตราจารย์ด้านดินเเละพืช มหาวิทยาลัยแห่งเวอร์มอนต์กล่าวว่า เชื้อไวรัส PEDV เพียงเล็กน้อยสามารถทำให้หมูทุกตัวในสหรัฐฯ ติดเชื้อได้ ศาสตราจารย์ผู้นี้กล่าวว่า ไวรัส PEDV เป็นอันตรายมากต่อลูกหมู

ด้าน Gabriela Bucini นักวิจัยเเละหัวหน้าผู้ร่างรายงานการศึกษา กล่าวว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของหมูที่ติดเชื้อจะตายจากโรคนี้ เเละศาตราจารย์ Merrill กล่าวเสริมว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ต้องการทำงานในอุตสหกรรมเลี้ยงสุกรอีกต่อไป เพราะโรคท้องร้วงรุนแรงจากไวรัส PEDV เพราะทำใจยากมากที่ได้เห็นหมูจำนวนมากป่วยเเละตาย

ขณะที่เชื้อไวรัส PEDV ยังคงเป็นโรคที่คุกคามประชากรหมูในสหรัฐฯ จำนวนการติดเชื้อได้ลดลงตั้งเเค่ปี ค.ศ. 2013 ทีมนักวิจัยได้ให้เหตุผลของการติดเชื้อที่ลดลงว่าเป็นเพราะเกษตรกรเเละผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการต่างๆ ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร ได้ปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาทิ มีการทำความสะอาดฆ่าเชื้ออุปกรณ์ที่ใช้ เสื้อผ้าเเละรองเท้าที่อาจเป็นตัวนำเชื้อไปเเพร่ระบาดระหว่างฟาร์มได้

เห็นได้ชัดเจนว่าวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัยเหล่านี้มีความสำคัญในการป้องกันการเเพร่ระบาดของโรคที่เกิดกับหมู เเต่เท่าที่ผ่านมายังไม่มีวิธีวัดว่ามาตรการต่างๆ เหล่านี้ได้มีความสำคัญแค่ไหน

มาถึงตอนนี้ Bucini นักวิจัยเเละทีมงานได้ทดลองใช้วิดีโอเกมส์ในการวัดประสิทธิภาพของมารตรการเรื่องนี้

ในเกมส์หนึ่งที่ใช้ในการวิจัย ผู้เล่นต้องเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมูเเละพยายามทำงานให้เสร็จ ในขณะที่ต้องป้องกันหมูของตนไม่ให้ติดโรคไวรัสชนิดนี้ ผู้เล่นได้รับคำเตือนถึงความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเเละมีทางเลือกว่าจะปฏิบัติตามหรือจะจะเพิกเฉยข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาทิ ทำการฆ่าเชื้อเสื้อผ้าตอนเข้าเเละออกจากฟาร์ม การปฏิบัติตามมาตราการด้านความปลอดภัยช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อลง เพียงเเต่ต้องเสียเวลาที่มีค่าไปด้วย

Steve Dritz ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสุกรเเละศาสตราจารย์ภาควิชาสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคนซัส ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยกล่าวเเสดงความหวังว่า วิดีโอเกมส์ที่นักวิจัยใช้ทดลองอาจจะนำไปใช้ในการป้องกันการระบาดของโรคในปศุสัตว์ได้ในอนาคต

เขากล่าวว่า นี่จะเป็นเครื่องมือที่เเสนวิเศษ เพราะช่วยให้ค้นหาว่าอะไรเป็นปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้เพื่อป้องกันการระบาดของโรค เเละนี่เป็นวิธีการใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

ผลการวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers ด้านสัตวแพทย์ไปเมื่อเร็วๆนี้

(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 46 ครั้ง

วว. เพิ่มศักยภาพเกษตรกร จ.ประจวบฯ ด้วย วทน. จัดฝึกอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออก

Hits 45 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/250-2019-07-01-07-20-27
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, July 2, 2019
รายละเอียด: 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดฝึกอบรมหลักสูตร “การถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออก” เพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จำนวน 100 คน ภายใต้ความร่วมมือกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในโครงการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาจังหวัด มุ่งให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศ ในวันศุกร์ที่ 28 มิถุนายน 2562 ณ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด วว. ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์

นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า การฝึกอบรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออกให้แก่พี่น้องเกษตรกร เป็นการเพิ่มศักยภาพและพัฒนาการแข่งขัน ซึ่งการดำเนินงานโดย วว. ร่วมกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภายใต้บันทึกข้อตกลงการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาจังหวัด มุ่งให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นแหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญของประเทศ มีมูลค่าผลผลิตปีละหลายหมื่นล้านบาท ผลผลิตเฉลี่ยในแต่ละปีประมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งมากเป็นครึ่งหนึ่งของผลผลิตทั้งประเทศ โดยผลผลิต 80% ส่งเข้าโรงงานแปรรูป อีก 20% บริโภคภายในประเทศ แต่การส่งออกสับปะรดไปต่างประเทศยังมีปริมาณน้อยมาก เนื่องจากมีปัญหาหลายประการ ได้แก่ คุณภาพไม่สม่ำเสมอ ปัญหาการปนเปื้อน สิ่งสกปรก โรคแมลง ปัญหาอายุการเก็บรักษาเทคโนโลยีหลังเก็บเกี่ยว และที่สำคัญผลสับปะรดมีลักษณะอาการไส้ดำ

“...วว. เป็นหน่วยงานที่มีผลงานวิจัยและองค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้ดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน (สับปะรด จ.ประจวบคีรีขันธ์) มีระยะเวลาการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2559-2561 โดยบูรณาการองค์ความรู้งานวิจัยภายใน วว. เพื่อนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ไปใช้แก้ปัญหาให้เกิดประโยชน์กับการผลิตสับปะรดในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และพื้นที่ใกล้เคียงอย่างครบวงจร หนึ่งในนั้นคือการจัดสร้างโรงคัดบรรจุสับปะรดมาตรฐาน ที่มีความสามารถในการผลิตสับปะรดผลสดส่งจำหน่ายต่างประเทศ ขนาดกำลังการผลิต 3 ตันต่อชั่วโมง เป็นโรงคัดบรรจุผลสดทันสมัยแห่งแรกของประเทศไทย ที่มีเครื่องจักรและกระบวนการผลิตมาตรฐานครบวงจร ที่สามารถใช้งานได้จริงในพื้นที่และเป็นศูนย์เรียนรู้ศึกษาดูงานของผู้ผลิตผู้ประกอบการสับปะรดจากพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศ นอกจากนั้นโรงคัดบรรจุแห่งนี้สามารถประยุกต์ต่อยอดการใช้ประโยชน์กับการผลิตผลไม้อื่นๆในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และใกล้เคียงได้อีกด้วย...” รองผู้ว่าการกลุ่มวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าว

ทั้งนี้การนำ วทน. เข้าไปแก้ปัญหาให้เกิดประโยชน์กับการผลิตสับปะรดฯ อย่างครบวงจร นอกจากการจัดสร้างโรงคัดบรรจุสับปะรดมาตรฐานแล้ว วว. ยังมีการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดและผลไม้อื่นๆในพื้นที่ได้อย่างครบถ้วน วิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปสับปะรด โดยมีห้องแปรรูปที่เป็นไปตามมาตรฐาน GMP เครื่องจักรแปรรูป ประกอบด้วย เครื่องคั้นน้ำ เครื่องฆ่าเชื้อ เครื่องบดย่อย เครื่องกวน และเครื่องอบแห้ง เป็นต้น

นายสายันต์ ตันพานิช กล่าวถึงภารกิจของศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมสับปะรดว่า จะเป็นทั้งที่ปรึกษาให้แก่เกษตรกรในระดับต้นน้ำ การสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการขั้นปลายน้ำเกี่ยวกับมาตรฐานของผลผลิตที่จะรับซื้อจากเกษตรกร การเป็นเสมือนตัวกลางในการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อยกระดับการวิจัยพัฒนาและโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรและเทคโนโลยีการเกษตรในพื้นที่เพาะปลูกสับปะรด โดยผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว คือ การทำให้เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดมีความสามารถในการพัฒนาคุณภาพผลผลิต มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลางและมีรายได้เพิ่มขึ้น

8

4 5 3

นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญวิจัย วว. และหัวหน้าโครงการศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินงานศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรดว่า ปัจจุบัน วว. อยู่ในระหว่างดำเนินการปรับปรุงศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด ให้เป็นไปตามมาตรฐาน GMP เพื่อการส่งออกสับปะรดผลสด ทั้งนี้กำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ วว. ได้เตรียมความพร้อมด้านเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับการให้บริการภายในศูนย์ฯ อย่างครบวงจร ตั้งแต่เครื่องคัดขนาด เครื่องตัดแต่ง เครื่องคัดผลดีผลเสีย อุโมงค์ลมทำความสะอาด เครื่องเคลือบแว็กซ์ สายพานลำเลียง การบรรจุภัณฑ์ เครื่องรัดกล่อง เครื่องลดอุณหภูมิแบบ Froced Air Cooling และห้องเย็น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการช่วยแก้ปัญหาอาการไส้ดำในสับปะรด ช่วยยืดอายุการเก็บรักษา ลดการสูญเสียน้ำหนัก คงคุณภาพผลผลิต มีภาพลักษณ์ที่สวยงามและช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่ดีขึ้น

นอกจากความพร้อมด้านเครื่องมืออุปกรณ์ดังกล่าว ภายในศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังมีพื้นที่ใช้สอยอื่นๆ สำหรับอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ลูกค้า โดยปัจจุบันได้จัดเตรียมสถานที่ไว้รองรับผลผลิตจากเกษตรกรที่ขนส่งมายังโรงงานไว้ด้านหน้า ซึ่งในอนาคตจะมีการปรับปรุงเป็นห้องเย็นสำหรับเก็บรักษาผลผลิตก่อนนำมาคัดบรรจุ และเมื่อผลผลิตผ่านกระบวนการต่างๆ รวมทั้งเข้าสู่ห้องเย็นที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Froced Air Cooling แล้ว ก็จะลำเลียงไปยังพื้นที่ด้านข้างโรงงานเพื่อขึ้นตู้คอนเทนเนอร์ ในขณะเดียวกันศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ยังให้บริการด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้หลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ซึ่งประกอบด้วยองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ดังนี้ เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์เพื่อรักษาคุณภาพของสับประรดผลสดเพื่อการจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เทคโนโลยีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากสับปะรด

อนึ่ง การฝึกอบรมหลักสูตร “การถ่ายทอดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออก” มีเกษตรกรเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเพิ่มศักยภาพจำนวน 100 คน ประกอบด้วยกิจกรรมบรรยายถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีจากนักวิจัย วว. ได้แก่ ความก้าวหน้าการดำเนินงานศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด การใช้เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออก เทคโนโลยีการผลิตสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออกในโรงงานต้นแบบ วว. และการเยี่ยมชมโรงงานต้นแบบการผลิตและบรรจุสับปะรดผลสดเพื่อการส่งออก ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด วว.

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงคัดบรรจุสับปะรด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ที่ (นายสัมพันธ์ ศรีสุริยวงษ์) โทร. 0 2577 9000 โทรสาร 0 2577 9009 E-mail : samphan@tistr.or.th / tistr@tistr.or.th

ข้อมูลข่าวโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

Horizon Vol.3 No.4 12

Subscribe to RSS - เกษตรกร