Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

เทคโนโลยี

เปิดรับสมัคร STARTUP เข้าร่วม SPRINT ACCELERATOR โครงการบ่มเพาะสำหรับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งแรกของประเทศไทย

Hits 33 ครั้ง
URL: 
www.sprintacceleratorthailand.com/apply
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Monday, June 10, 2019
รายละเอียด: 

SPRINT Accelerator(สปริ้นท์) โครงการบ่มเพาะสำหรับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งแรกของประเทศไทย เปิดรับสมัคร startup สายdeep-tech ในกลุ่มIndustrial IoT & Inspection, Healthcare & Medical Device, Advance Materials และSustainability & Green Technology สำหรับ Batch ที่ 3เปิดรับสมัคร startup ตั้งแต่วันนี้ - 30 มิถุนายน 2562

Startupที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการอบรมเพิ่อพัฒนากลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจจากผู้ประกอบการ นักวิชาการ และ ผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในโครงการนี้startup จะได้รับการให้คำปรึกษาแบบ 1 ต่อ 1 พร้อมกับการสร้างเครือข่ายกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม มีพื้นที่ co-workingให้ใช้ ได้รับโอกาศนำเสนอแผนธุรกิจให้กับ VC และเครือข่ายนักลงทุน และ การทดลองใช้เทคโนโลยีในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม

โครงการ SPRINT ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (SCG), สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin), TCELS, NIA, Houston Technology Center (HTC Asia), KX Knowledge Exchange for Innovation, Hello Tomorrow Singapore, Leave a Nest Singapore, และ Tech Sauce

ฟอร์มสมัคร Sprint Accelerator Batch 3:
https://forms.gle/w9hsuxCz6aZDWmqD8
ติดต่อสอบถามได้ที่ : www.sprintacceleratorthailand.com/apply

ประเภทข่าว: 
news

ความกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยี 'จดจำใบหน้า' เริ่มลามไปทั่วโลก

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, June 5, 2019
รายละเอียด: 

ซานฟรานซิสโกได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ ซานฟรานซิสโกกลับเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ตำรวจและหน่วยงานของรัฐฯ ใช้เทคโนโลยี Facial Recognition หรือเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” โดยผู้ที่สนับสนุนมาตรการนี้กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของประชาชน

นายเนธาน เชียร์ด ผู้จัดกิจกรรมรณรงค์ระดับรากหญ้า ของมูลนิธิ Electronic Frontier Foundation กล่าวกับวีโอเอว่า เทคโนโลยีนี้ทำให้หลายคนกังวลเรื่องผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก

“ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐฯ สามารถแทรค หรือติดตามพลเมืองได้ อาจจะมีผลกระทบต่อสิทธิในการแสดงออกของประชาชน ตามบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 หรือ First Amendment ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนกังวลใจมาก”

ในขณะที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายออกมาห้ามใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ในฝั่งของจีน กลับมีการเอาไปใช้งานด้านความมั่นคงในประเทศอย่างแพร่หลาย ถึงขนาดมีการเอาไปใช้ในการแจกจ่ายกระดาษชำระในห้องน้ำสาธารณะ

เทคโนโลยี Facial Recognition นี้ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ก็ได้เป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้าล้ำลึกไปมาก

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของของสหรัฐฯ อย่าง แอบเปิ้ล ก็เป็นบริษัทหนึ่งที่นำเอาเทคโนโลยี "จดจำใบหน้า” มาใช้เป็นกลไกในการปลดล็อคโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นล่าสุด บริษัท อี คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง แอมะซอน ก็ใช้เทคโนโลยีนี้เช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นของ แอมะซอน ได้เคยมีการลงมติเพื่อจำกัดการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว แต่ก็ไร้ผลทั้งสองครั้ง

สภาคองเกรส หรือรัฐสภาของสหรัฐฯ กำลังมีการประเมินกันอยู่ว่า เทคโนโลยี Facial Recognition มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพพลเมืองอย่างไรบ้าง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ เทคโนโลยีนี้กล่าวว่า บางครั้งมีปัญหาในการนำเทคโนโลยี "จดจำใบหน้า” ไปใช้ โดยเฉพาะในการใช้แยกแยะใบหน้าของผู้หญิง และคนผิวสี

จอย บูว์ลัมวีนี ผู้ก่อตั้ง Algorithmic Justice League องค์กรที่ส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence อย่างมีจริยธรรม กล่าวต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ว่าควรจะมีการยับยั้งการใช้ เทคโนโลยี Facial Recognition จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบ

“อย่างน้อยคองเกรสน่าจะออกกฎยับยั้งไม่ให้ตำรวจใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ชั่วคราว เพราะว่ามีการเอาไปใช้ในทางที่ผิด ขาดการควบคุมดูแล และยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้มีความเสี่ยง โดยเฉพาะถ้านำมาใช้กับกลุ่มคนชายขอบ หรือชุมชนที่เป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม”

ในขณะที่มีเสียงต่อต้าน ก็มีอีกกลุ่มที่สนับสนุนการใช้ Facial Recognition ​ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานด้านไบโอเมทริคส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสูง ที่นำข้อมูลทางชีวภาพมาใช้ในการตรวจสิทธิหรือแสดงตน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางกายภาพหรือพฤติกรรม โดยคนกลุ่มนี้บอกว่า เทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” มีประโยชน์มากต่อมนุษยชาติ

นายบรูซ แฮนสัน ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท Credence ID กล่าวว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่ผู้ร้ายที่น่ากลัว

“ยุคนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและน่าตื่นเต้นของไบโอเมทริคส์ ภาพลักษณ์หรือความคิดที่ว่าเทคโนโลยีนี้ เป็นผู้ร้าย หรือจะทำให้สังคมกลายเป็นโลกมืดที่ผู้คนถูกรัฐฯ กดขี่ เป็นการเข้าใจผิด”

บริษัทของนายแฮนสัน ใช้ เทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” และ ไบโอเมทริคส์อื่น ๆ เช่น การพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อช่วยระบุตัวบุคคลในประเทศที่กำลังพัฒนา เพื่อให้คนเหล่านั้นเข้าถึงปัจจัยสำคัญ เช่น อาหาร ยา อุปกรณ์การแพทย์ หรือนมผงสำหรับทารก เขาคิดว่าการที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายห้ามใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เป็นมาตรการที่รุนแรงเกินไป

เขาเห็นว่า “การออกกฎหมายห้ามแบบนั้นเป็นการทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะควรจะมีการพิจารณาดูก่อนว่ามีการนำเอาเทคโนโลยีไปใช้ในลักษณะไหนบ้าง ควรจะมีการถกเถียงกันว่าเราจะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีแบบนี้ได้หรือไม่ หรือว่าเราอยากจะอยู่ในสังคมที่มีแต่ความหวาดระแวง การห้ามใช้เทคโนโลยีอย่าง Facial Recognition และ ไบโอเมทริคส์ ก็เหมือนกับการห้ามไม่ให้ใช้อินเตอร์เน็ต เพราะก็มีคนใช้อินเตอร์เน็ตในทางที่ไม่ดีเช่นกัน”

ขณะนี้ เมืองอื่น ๆ ในสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะออกมาตรการห้ามใช้ Facial Recognition ตามรอย ซานฟรานซิสโก หรือไม่ ในขณะที่บริษัท องค์กรต่าง ๆ หรือแม้แต้รัฐบาลหลายประเทศ กำลังหาทางนำเอาเทคโนโลยีเดียวกันนี้มาใช้ในด้านอื่น ๆ มากขึ้น

การนำเอาเทคโนโลยี Facial Recognition มีแต่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้ตอนนี้ก็คือว่า การออกกฎหมายห้าม จะไล่ทันการนำเอาไปใช้หรือไม่

Hits 11 ครั้ง

อังกฤษเดินหน้าโครงการ 5 จี กับหัวเหว่ย

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, May 13, 2019
รายละเอียด: 

อังกฤษเป็นหนึ่งในหลายประเทศในยุโรป ที่เตรียมใช้เทคโนโลยีจากบริษัทหัวเหว่ยของจีน ในการพัฒนาโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 5 จี แม้ว่าสหรัฐฯ จะออกมาเตือนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ว่าอาจทำให้สหรัฐฯและอังกฤษไม่อาจแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคงระหว่างกันได้เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยของโครงข่ายของอังกฤษที่กำลังจะพัฒนาในอนาคต

ด้าน David Dollar นักวิเคราะห์จาก Brookings Institution มองว่า ระบบ 5 จี จะเป็นโครงข่ายโทรคมนาคมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก แต่หากจะลงทุนพัฒนาโครงการดังกล่าวโดยปราศจากอุปกรณ์โทรคมนาคมจากจีน จะทำให้เสียโอกาสในการนำเข้าอุปกรณ์คุณภาพสูงแต่ราคาถูกจากจีน และยิ่งทำให้ต้นทุนของโครงข่าย 5 จี สูงเกินเข้าถึง

Hits 25 ครั้ง

ทีเซลส์ ผลักดันเทคโนโลยีระดับห้องปฏิบัติการสู่การนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

Hits 30 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/34-news-gov/8058-mosttcel2932562
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Monday, April 1, 2019
รายละเอียด: 

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเซลส์ (TCELS) ฝ่ายโปรแกรมบริหารเภสัชภัณฑ์และเซลล์บำบัด จัดงานสัมมนา The Future on Your Fingertip with Regenerative Medicine หัวข้อ “โอกาส ความหวัง และความท้าทายของการรักษาด้วย Regenerative Medicine” ขับเคลื่อนการใช้เซลล์ต้นกำเนิดของไทยด้วยเครือข่ายนักวิจัยเซลล์ต้นกำเนิด และการขึ้นทะเบียนเซลล์ต้นกำเนิดในประเทศไทย ณ ห้อง Pinwheel ชั้น 1 โรงแรมโฟร์พอยท์ บาย เชอราตัน กรุงเทพ สุขุมวิท 15 เมื่อเร็วๆ นี้

ภายในงานได้จัดกิจกรรมประกวด โครงการ “Business Pitching: Stem Cell and Smart Regenerative Medicine” ได้รับสนใจจากอาจารย์ นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน สมัครเข้าร่วมโครงการ โดยนำเสนอแนวคิดที่มุ่งเน้นในการนำเทคโนโลยีระดับห้องปฏิบัติการสู่การนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป

ผลงานที่ชนะการประกวดโครงการ “Business Pitching: Stem Cell and Smart Regenerative Medicine”

รางวัลที่ 1

โครงการ “การบริการตรวจหายารักษามะเร็งที่จำเพาะต่อผู้ป่วยโดยใช้การเพาะเลี้ยงเซลล์ 3 มิติ
ร่วมกับการตรวจพันธุกรรม” (Precision oncology service using 3D cell culture system and genomic studies) โดย ผศ.ดร.นพ.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

รางวัลที่ 2

โครงการ “การผลิตสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อไขมันและการพัฒนาการรักษาเพื่อใช้ในการฟื้นฟูสภาพเต้า
นมในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและเพิ่มขนาดเต้านมในการทำศัลยกรรมตกแต่ง” (Adipose-derived stem cell manufacturing and treatment development for breast reconstruction in breast cancer patients and breast augmentation in plastic surgery) โดย รศ.ดร.ณัฐวัฒน์ อ่อนลมูล คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

รางวัลที่ 3

โครงการ “ไอเว็ท เพ็ทสเต็มเซลล์” (iVET Pet Stem Cell) โดย สัตวแพทย์หญิง วรางคณา พันธุ์วาณิช iVET animal hospital
Regenerative Medicin 190329 0019

รางวัลที่ 4

โครงการ “การพัฒนากระบวนการรักษาด้วยวิธีเซลล์และยีนบำบัดในประเทศไทย” (Establishment
of a Medical Hub for Cell and Gene Therapy in Thailand) โดย ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ประเภทข่าว: 
news

ก.วิทย์ฯ สวทช. จัดงาน “NAC2019” ประชุมวิชาการประจำปีครั้งยิ่งใหญ่ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแนวใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Hits 41 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/8050-nac2019
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, March 27, 2019
รายละเอียด: 

(25 มีนาคม 2562) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2562 (NSTDA Annual Conference: NAC2019) ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจแห่งอนาคตไทย ก้าวไกลด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Moving Towards Thailand’s Future Economy with Science, Technology and Innovation)” ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 15 ระหว่างวันที่ 25 - 28 มีนาคม 2562 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี โดยภายในงานมีการแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยของ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตร การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและทดสอบ กิจกรรมวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชน และการสัมมนาที่น่าสนใจจากผู้ทรงคุณวุฒิและอบรมเชิงปฏิบัติการ มุ่งเน้นนำเสนอความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ เพื่อสนองตอบยุทธศาสตร์ของประเทศที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน วทน. การวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ นำมาพัฒนาขีดความสามารถด้าน วทน. ของประเทศ พร้อมทั้งยกระดับศักยภาพ และสร้างความมั่นคง ยั่งยืนต่อไป

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กราบบังคมทูลรายงานตอนหนึ่งว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หน่วยงานในกำกับของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีเป้าหมายในการวิจัยและพัฒนาด้าน วทน. และพัฒนากลไกการส่งมอบ เพื่อผลักดันงานวิจัยและพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์ทั้งเชิงพาณิชย์และสาธารณประโยชน์ ตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0 มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมา สวทช. ดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรภาครัฐ การศึกษา และเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ ส่งมอบผลงานวิจัยที่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ และสังคมใน 5 ประเด็นมุ่งเน้น ได้แก่ 1. สารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่และนวัตกรรมอาหาร 2. ระบบขนส่งสมัยใหม่ 3. การสร้างเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทย 4. เคมีชีวภาพและเชื้อเพลิงชีวภาพ และ 5. นวัตกรรมเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน ผลงานวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้สร้างมูลค่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นเงินมากกว่า 45,000 ล้านบาท หรือประมาณ 7 เท่าของค่าใช้จ่ายของ สวทช. ได้ผลงานที่เป็นองค์ความรู้ ได้แก่ สิ่งตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ 546 เรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญาที่ขอจด 383 คำขอ และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิตและบริการ 261 รายการ หน่วยงานรับมอบ 335 หน่วยงาน นอกจากนั้น สวทช. ได้สร้างเสริมขีดความสามารถเกษตรชุมชน โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกร 6,700 คน จาก 264 ชุมชน ใน 35 จังหวัด ครอบคลุมเทคโนโลยีหลัก 36 เรื่อง เช่น การแปรรูปมันสำปะหลัง ข้าว เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง การใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ และการใช้สารชีวภัณฑ์เพื่อลดการใช้สารเคมี เป็นต้น รวมทั้งพัฒนาบุคลากรเข้าสู่อาชีพวิจัย ในรูปแบบการให้ทุนการศึกษาและการพัฒนาระบบนักวิจัยพี่เลี้ยง โดยมีนักวิจัย สวทช. เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ในการทำโครงงานวิจัยตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาถึงบัณฑิตศึกษาในประเทศ จำนวน 790 ทุน นอกจากนี้ สวทช.ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำเนินการบริหารจัดการโครงการที่มีความสำคัญและการลงทุนสูงมากของประเทศ เช่น การจัดตั้งเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EECi ซึ่งมีความก้าวหน้าในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาแผนที่นำทางเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ในเขต EECi ตามลำดับ

สำหรับการประชุมวิชาการประจำปีครั้งนี้ สวทช. หน่วยงานวิจัยและพัฒนาของประเทศ ผ่านการทำงานของ 4 ศูนย์เทคโนโลยีแห่งชาติ และสนับสนุนให้มีการนำผลงานวิจัยไปใช้ภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สตาร์ทอัพ เกษตรกร และอุตสาหกรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถด้าน วทน. ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางสู่ไทยแลนด์ 4.0 ในปีนี้เน้นการวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ จากยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ประเทศโดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพของประเทศไปสู่ประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจแนวใหม่ 6 ด้าน ได้แก่ 1. เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) มุ่งเน้นใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และต้นทุนความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของประเทศเป็นตัวขับเคลื่อน 2. เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มุ่งเน้นใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งมาเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง 3. เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) มุ่งเน้นประหยัดพลังงาน ลดความเสี่ยงที่จะทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย ตอบสนองการพัฒนาที่ยั่งยืน 4. เศรษฐกิจอัจฉริยะ (Intelligent Economy) เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าและบริการ โดยใช้เวลาน้อยลง 5. เศรษฐกิจร่วมใช้ประโยชน์ (Sharing Economy)เป็นรูปแบบเศรษฐกิจที่ใช้พื้นฐานแนวคิดความร่วมมือและแบ่งปัน ทำให้เกิดรูปแบบสินค้าและบริการใหม่ สร้างรายได้แบบพึ่งพากัน และ 6. เศรษฐกิจผู้สูงวัย (Silver Economy) เป็นระบบที่นำความรู้เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่รองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุพึ่งพาตนเองได้

ทั้งนี้ การประชุม NAC2019 เริ่มขึ้นในวันที่ 25 - 28 มีนาคม 2562 โดยมีกิจกรรมหลัก คือ การสัมมนาวิชาการเป็นเวทีนำเสนอความก้าวหน้าของการวิจัยและพัฒนา และการประชุมเชิงปฏิบัติการ รวม 49 หัวข้อ การแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและพัฒนาของ สวทช.และพันธมิตร ได้จัดโซนนิทรรศการเป็น 6 โซน ได้แก่ โซนเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และโครงการตามพระราชดำริ โซนพัฒนาเด็กและเยาวชน โซนสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร โซนงานวิจัยและพัฒนา โซนความร่วมมือภาคเอกชนและต่างประเทศ แและโซนผลิตภัณฑ์จากชุมชนเครือข่ายสวทช. การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและทดสอบของ สวทช. และบริษัทผู้เช่า รวม 24 ห้องปฏิบัติการ และกิจกรรมสำหรับครูและเยาวชนในโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย โครงการมหาวิทยาลัยเด็กประเทศไทย โครงการเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาของโรงเรียนในชนบท โครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม หรือ Fabrication Lab เพื่อพัฒนาความเป็นนวัตกรสู่เด็กและเยาวชนไทย และโครงการ Coding at School Powered by KidBright รวม 11 กิจกรรม
นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กราบบังคมทูลรายงานและเบิกผู้เข้ารับพระราชทานรางวัลตามประเภทต่างๆ ในกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการวิจัยที่ สวทช. ให้การสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อให้เกิดบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ที่จะนำทรัพยากรต่างๆ มาประยุกต์ให้เกิดนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี ที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ตลอดจนอาศัยการเชื่อมโยงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปกับระบบการศึกษา ทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยแก่เด็ก เยาวชน และบุคคลทั่วไป ผ่านในหลากหลายกิจกรรมทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก เพื่อสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีความตระหนัก รวมไปถึงสร้างให้เกิดนวัตกรรมด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระจายความรู้ออกสู่สังคมไทยให้ทั่วถึงและเท่าเทียม
สำหรับในปี 2561 สวทช. ดำเนินโครงการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการวิจัยที่สำคัญ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการทุนนักวิจัยแกนนำ ประจำปี 2561 จำนวน 2 รางวัล โครงการการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 21 (National Software Contest: NSC2019) จำนวน 6 รางวัล และโครงการการแข่งขันออกแบบและสร้างหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 11 (The 11th Thailand Robot Design Contest: RDC 2018) จำนวน 1 รางวัล
จากนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำรัสเปิดการประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจแห่งอนาคตไทย ก้าวไกลด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม(Moving Towards Thailand’s Future Economy with Science, Technology and Innovation)” และเสด็จพระราชดำเนินทรงตัดแถบแพรเปิดนิทรรศการ และทอดพระเนตรนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย และนิทรรศการผลงานวิจัย อาทิ การแสดงผลงานวิจัยทางด้านอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีความสําคัญต่อประเทศ มีมูลค่าการลงทุนสูง มีการใช้แรงงานจํานวนมาก และมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาสูงที่สุดเทียบกับอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ของประเทศ โดยจัดแสดงในรูปแบบของ BCG Café & restaurant เทคโนโลยีและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพสัตว์น้ำไทยอย่างยั่งยืน โครงความร่วมมืองานวิจัยทางด้านเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bioeconomy) เพื่อความยั่งยืน ระหว่าง สถาบัน Forschungszentrum Jülich สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และ สวทช. ไฮโดรเจลกักเก็บโปรตีนสำหรับอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์น้ำ นาโนวัคซีนเทคโนโลยีดูดซึมทางเหงือกต้านโรคในปลา TPMAP : ระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า โครงการสื่อการสอนโปรแกรมมิ่งในโรงเรียน ต้นแบบอุปกรณ์สำหรับตรวจสอบค่าความถูกต้องและแม่นยำของหุ่นยนต์อุตสาหกรรม สานพลังเทคโนโลยียางพารา สานชุมชน สานอุตสาหกรรม น้ำยางพาราข้นชนิดใหม่ ParaFIT สำหรับการผลิตหมอนและที่นอนยางพาราโดยเฉพาะ ความร่วมมือและสื่อการเรียนรู้ Fabrication Lab โดยมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยง สนุกกับเครื่องมือ/อุปกรณ์ Fabrication Lab โครงงานวิทยาศาสตร์ Smart Farm, Smart Energy, Smart Industry เพื่อส่งเสริมความเป็นนวัตกร โครงการต่อกล้าให้เติบใหญ่ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร และสมาคมระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะไทย เป็นต้น

พร้อมทั้งได้เสด็จเยี่ยมชมโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดย สวทช. ภายใต้โครงการพัฒนาพิเศษขนาดใหญ่ หรือ BIG ROCK ของรัฐบาล ซึ่งโรงงานผลิตพืชเป็นเทคโนโลยีการปลูกพืชในระบบปิดหรือกึ่งปิด ที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่างๆ ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างสมบูรณ์ เช่น ช่วงคลื่นแสง ความเข้มแสง อุณหภูมิ ความชื้น แร่ธาตุต่างๆ รวมถึงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้แสงจากหลอดไฟ LED สีต่างๆ เช่น สีแดงใช้เร่งดอก สีน้ำเงินบำรุงใบพืช ทดแทนแสงอาทิตย์จากธรรมชาติ อีกทั้งยังมีระบบกรองอากาศทำให้ปราศจากเชื้อโรคและแมลง ไม่ต้องใช้สารเคมีปราบศัตรูพืช และนักปรับปรุงพันธุ์พืชยังใช้องค์ความรู้ในการคำนวณและออกแบบการให้ความเข้มข้นของสารอาหารที่เหมาะสมตามช่วงวัยของพืชด้วย ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตเร็วช่วยร่นระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต นอกจากนี้ผลผลิตที่ได้มีความสะอาดปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง คุณภาพดีและมีราคาสูงกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 1.3 เท่า ซึ่งขณะนี้โรงงานผลิตพืช (Plant Factory) สวทช. สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นแห่งแรกของประเทศไทยบนพื้นที่ 1,200 ตารางเมตร ในอาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี และได้เริ่มทดลองปลูกพืชสมุนไพร เช่น ใบบัวบก ฟ้าทะลายโจร รวมถึงพืชชนิดอื่นๆ เพื่อนำมาสกัดเป็นสารสำคัญมูลค่าสูงและนำไปพัฒนาเป็นสารออกฤทธิ์สำคัญในอาหารเสริม เวชสำอางเพื่อเพิ่มมูลค่าแก่พืชสมุนไพรในประเทศ
นอกจากนี้แล้วยังมีกิจกรรมพิเศษเปิดบ้าน สวทช. (NSTDA Open house) การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและหน่วยงานทดสอบมาตรฐานต่างๆ ของ สวทช. ซึ่งจะผู้เยี่ยมชมจะได้พบกับอุปกรณ์และเครื่องมือในการวิจัยที่ทันสมัยระดับโลก โดย สวทช. และประชาคมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ร่วมเปิดบ้านต้อนรับนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรม และนักลงทุนที่สนใจ ได้เยี่ยมชมเทคโนโลยีจากศักยภาพของบุคลากรวิจัยและห้องปฏิบัติการ สวทช. ตลอดจนนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ พร้อมคำแนะนำบริการและมาตรการสนับสนุนภาคเอกชนของ สวทช. ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพและสร้างกำไรให้กับธุรกิจได้โดยง่าย
ทั้งนี้ งานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2562 (NAC2019) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 - 28 มีนาคม 2562 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ผู้สนใจสามารถร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-564-8000 หรือ www.nstda.or.th/nac

ประเภทข่าว: 
news

เทคโนโลยีควอนตัม

เอกสารประกอบ: 
ชุดหนังสือ: 
Hits 98 ครั้ง

การเสวนาเรื่อง “เรียนรู้และรับมือกับ PM 2.5 ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ”

Hits 48 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/main/th/news/sort-by-strategic/strategic1/7961-pm
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Monday, March 11, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ 7 มีนาคม 2562 เวลา 9.30-12.30 น. ณ ห้องโถงชั้น1 อาคารพระจอมเกล้า สานักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เข้าร่วมถ่ายทอดสด และรับฟังการเสวนา ที่สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สชวท.) ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดเสวนาเรื่อง “เรียนรู้และรับมือกับ PM 2.5 ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ”

โดยงานเสวนาในครั้งนี้มี รศ.ดร.ไกรชาติ ตันตระการอาภา กรรมการสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้ดาเนินรายการ พร้อมด้วยวิทยากร 3 ท่าน ได้แก่ ดร. สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ,รศ.ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และดร.วรล อินทะสันตา ผู้อํานวยการหน่วยวิจัยวัสดุนาโนเฉพาะทางและนาโนเทคโนโลยีขั้นสูง และได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ศุภวรรณ ตันตยานนท์ นายกสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร. สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึง แนวทางเชิงนโยบายในการแก้ปัญหาและรับมือกับ PM 2.5 นําไปสู่การดําเนินงานที่เป็นรูปธรรม

รศ.ดร.ชยันต์ ตันติวัสดาการ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึง เรื่อง มาตรการเศรษฐศาสตร์กับมลพิษฝุ่น โดยผลกระทบเชิงลบภายนอก ได้แก่ ผลกระทบระยะสั้น ทําให้เกิดการระคายเคือง ภูมิแพ้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง และผลกระทบระยะยาว ทาให้เกิดโรคหลอดเลือด โรคปอด มะเร็ง ซึ่งปี 2016 ทาให้คนเสียชีวิตมากถึง 4.2 ล้านคน จึงส่งผลกระทบให้ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ กระทบท่องเที่ยวลดลง โดยจะมีต้นทุนความเสียหายของมลพิษทางอากาศเกิดขึ้น ซึ่งผลประโยชน์จากการลดฝุ่น ได้แก่ ประหยัดต้นทุนผลกระทบสุขภาพกายและใจของพลเมืองที่ดีขึ้นและผลประโยชน์พลอยได้ต่อการลดโลกร้อน อีกทั้งยังกล่าวถึงการปรับตัว การบรรเทาปัญหาฝุ่น PM2.5 ,การบังคับกากับดูแล แหล่งปล่อยมลพิษ ,การปรับและสร้างระบบขนส่งที่ปลอดฝุ่นและมาตรการด้านราคา เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ดร.วรล อินทะสันตา ผู้อานวยการหน่วยวิจัยวัสดุนาโนเฉพาะทางและนาโนเทคโนโลยีขั้นสูง กล่าวถึง นาโนเทคโนโลยีสาหรับการจัดการปัญหา PM 2.5 และความเป็นไปได้ทางธุรกิจ วิธีการทดสอบและมาตรฐานของเทคโนโลยี รวมทั้งแผนการดาเนินงานในปัจจุบันและอนาคต

ประเภทข่าว: 
news

วว. สร้างรายได้วิสาหกิจชุมชนด้วยเทคโนโลยีนวัตกรรม ถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการเกิดการพัฒนาเชิงพื้นที่

Hits 44 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/380-activity-news/7955-2019-03-05-06-24-37
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, March 6, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ (5 มีนาคม 2562) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำความเชี่ยวชาญนวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยพัฒนาและจัดระเบียบองค์ความรู้ ถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการให้เกิดการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area based) มุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศ สามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประเทศได้มากกว่า 900 ล้านบาทต่อปี ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 30

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า วว.นำความเชี่ยวชาญนวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยพัฒนาและจัดระเบียบองค์ความรู้แล้ว ไปถ่ายทอดสู่ผู้ประกอบการให้เกิดการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area based) ที่มุ่งเน้นการตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ ผ่านการดำเนินงานโครงการสำคัญ อาทิ โครงการยกระดับโอทอปในพื้นที่ 10 จังหวัดยากจน โครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอปและโครงการบูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ เป็นต้น โดยการดำเนินงานของ วว. ให้ความสำคัญในการบูรณาการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ขับเคลื่อนผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน ให้มีช่องทางเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการเชิงพื้นที่ได้อย่างชัดเจน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ผ่านการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานภายในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กลไกประชารัฐ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยราชภัฏ สถาบันอาชีวศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษาในพื้นที่ สถาบันการเงิน ห้างร้านจำหน่ายสินค้า มากกว่า 20 เครือข่าย ตลอดตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดและค้าขายได้จริง อันนำไปสู่การพัฒนางานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) อย่างต่อเนื่อง

“...วว.เสริมสร้างความรู้ทางนวัตกรรมแก่ผู้ประกอบการ (Innovative Literacy) โดยมีจำนวนผู้เข้ารับการถ่ายทอดความรู้และเรียนรู้ด้าน วทน. ในปี 2561 จำนวน 2,895 ราย จำนวนประชาชนในชนบทได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี 2,803 ราย ถ่ายทอดเทคโนโลยีทักษะเข้มข้น (Skill Intensive) ให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน จำนวน 430 ราย มีมูลค่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากการตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนและประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area based) จากการประเมินโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนที่ได้รับการยกระดับและพัฒนาขีดความสามารถด้านวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์กระบวนการ มาตรฐาน และเครื่องจักร ตลอดจนประชาชนที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีเชิงสังคม สามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประเทศได้มากกว่า 900 ล้านบาทต่อปี ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ของปีที่ผ่านมา และสรุปผลการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม ของโครงการยกระดับโอทอป 10 จังหวัดยากจน คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 2,946.2267 ล้านบาท SROI = 1 : 7.75 (1 บาท ได้คืน 7.75 บาท) ส่งผลให้ GDP 10 จังหวัดขยายตัว 0.92% ต่อปี…” ผู้ว่าการ วว.กล่าวถึงความสำเร็จในการดำเนินการสร้างรายได้วิสาหกิจชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต กล่าวต่อว่า การสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนและชุมชนในระดับฐานราก วว. มุ่งเน้นแนวคิดการแปรรูปผลิตผลจากทรัพยากรท้องถิ่นให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีจุดเด่นเอกลักษณ์เป็นของตนเองที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมในท้องถิ่น โดยได้นำนวัตกรรม ปัญญา เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ เข้าไปมีส่วนสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ดังนี้ 1.ส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีพร้อมใช้อย่างทั่วถึง เพื่อพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และความสามารถในการผลิตสินค้าโอทอป โดยบูรณาการหลายหน่วยงานให้ดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพัฒนา เทคโนโลยีมุ่งเป้าเพื่อแก้ไขปัญหารายพื้นที่ และรายผลิตภัณฑ์ 2.พัฒนาและยกระดับด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้า ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้การรับรองมาตรฐาน (Product Certification) เพื่อสร้างความแตกต่างและยกระดับผลิตภัณฑ์ ด้วยการให้บริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพและมาตรฐานสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และ 3.พัฒนาด้านบริหารจัดการโดยช่วยเชื่อมโยงเครือข่ายให้เกิดการรวมกลุ่มร่วมผลิต ร่วมจำหน่ายสินค้า เชื่อมต่อการเข้าแหล่งทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา ช่องทางการตลาดเพื่อขยายโอกาสทางการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายช่องทางการตลาดใหม่ๆ เช่น การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) และ e-Market

ทั้งนี้ วว. ได้ต่อยอดขยายผลการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัด และระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยมีการจัดกิจกรรม Roadshow ในจังหวัดเป้าหมาย ดำเนินงานจับคู่ความต้องการกับนักวิจัย วว. และนักวิจัยภายใต้เครือข่ายความร่วมมือวิจัย ตลอดจนมีการส่งต่อผู้ประกอบการที่ได้รับพัฒนา จนสามารถยกระดับมาตรฐานและขยายโอกาสจนมีความพร้อมสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยสนับสนุนการพัฒนาให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าใน 6 ด้าน ได้แก่ 1.พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ 2.พัฒนาและออกแบบบรรจุภัณฑ์ 3.พัฒนาและออกแบบกระบวนการผลิต 4.พัฒนาระบบมาตรฐาน 5.พัฒนาและออกแบบเครื่องจักร และ 6.พัฒนาคุณภาพวัตถุดิบต้นน้ำ

สำหรับเป้าหมายในอนาคตของ วว. ในการสร้างรายได้วิสาหกิจชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และความคาดหวังในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เสริมแกร่งเศรษฐกิจของประเทศในยุค Thailand 4.0 วว. มุ่งเน้นการขยายพื้นที่ดำเนินการให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยทั้ง 77 จังหวัด โดยการใช้ วทน. เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการดำเนินงาน เพื่อเสริมแกร่งเศรษฐกิจของประเทศในยุค Thailand 4.0 ในการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง โดยมาตรการต่างๆ ทั้งการพัฒนาการดำเนินธุรกิจ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาด้านการตลาด ดังนี้ 1.ปัจจุบัน วว. ดำเนินโครงการฯ ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน นราธิวาส ปัตตานี กาฬสินธุ์ นครพนม ชัยนาท ตาก บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ และจังหวัดน่าน 2.ปี 2563 มุ่งดำเนินโครงการฯ ให้ครอบคลุมพื้นที่ 45 จังหวัด และ 3.ปี 2564 มุ่งดำเนินโครงการฯ ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 77 จังหวัดของประเทศ

ข้อมูลโดย : สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

ประเภทข่าว: 
news

รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากวอชิงตัน ย้อนรอย วทน. ซีกโลกใหม่ ที่เก่ากว่าที่คิด

รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากวอชิงตัน ชวนเที่ยวสถาบัน smithsonian

Subscribe to RSS - เทคโนโลยี