Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

โภชนาการ

'ผลไม้แช่แข็ง' อาจมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าผลไม้สด

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, June 25, 2019
รายละเอียด: 

CNN รายงานผลการศึกษาซึ่งเราอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่า ผักผลไม้แช่แข็งนั้นยังคงมีวิตามินและมีคุณค่าทางอาหารมากกว่าผักผลไม้สดด้วยซ้ำ

การศึกษาของ Ali Bouzari นักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร ระบุว่า การแช่แข็งอาหารนั้นดูจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะรักษาวิตามิน รวมทั้งสารเคมีต่างๆ ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารและเป็นประโยชน์ในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งผักผลไม้เหล่านี้มีอยู่

นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพืชให้คำอธิบายว่า ผักผลไม้แช่แข็งจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าถ้าเราต้องการเก็บอาหารไว้ในระยะยาว หรือเมื่อพ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่มีผักผลไม้ต่างๆ ให้เลือกไปแล้ว ไม่ใช่การเก็บเอาไว้ช่วงสั้นๆ เพียงแค่สองสามวันเท่านั้น

เพราะการแช่แข็งด้วยวิธีใช้ไนโตรเจนในทางอุตสาหกรรมจะช่วยรักษาสารอาหารต่างๆ ในผลไม้สด ที่มักจะเสื่อมสภาพลงตามธรรมชาติจากการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน

เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งของการที่ผักผลไม้ที่ถูกแช่แข็งยังคงมีคุณค่าทางอาหารเหนือกว่าผลไม้สดก็คือ โดยทั่วไปแล้วสินค้าที่แช่แข็งนั้นมักจะถูกเก็บเกี่ยวจากไร่หรือสวนในช่วงเวลาที่มีความสุกและความพร้อมเต็มที่ หรือเรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่ peak ซึ่งวิตามินหรือสารอาหารในผักผลไม้เหล่านี้จะขึ้นถึงระดับสูงสุด เมื่อเทียบกับผักผลไม้สดที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวจากไร่สวนก่อนเวลาและป้อนสู่ท้องตลาด โดยจะต้องผ่านกระบวนการลำเลียงขนส่งมายังซุปเปอร์มาร์เก็ตก่อนที่จะให้เราเลือกซื้อและรับประทาน

ผักผลไม้เหล่านี้จะต้องถูกเก็บเกี่ยวก่อนหน้าช่วงเวลา peak หลายสัปดาห์ เพราะจะต้องเผื่อเวลาสำหรับการลำเลียงขนส่งเดินทาง ดังนั้นความพร้อมสูงสุดของคุณค่าทางอาหารและวิตามินจึงเทียบไม่ได้เท่ากับผลไม้สดที่ถูกเก็บเพื่อแช่แข็ง

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนจะมีข้อยกเว้นอย่างหนึ่งเกี่ยวกับคุณค่าทางอาหารและความอุดมด้วยวิตามินที่ผลไม้แช่แข็งอาจจะด้อยกว่าผลไม้สด คือในกรณีที่ผักไม้สดนั้นสดใหม่จริงมาจากไร่สวนที่เรียกว่า Farmers’ Market หรือตรงจากไร่สวนที่ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง

เพราะผักผลไม้ประเภทนี้มักจะมีการขายและบริโภคภายในสองถึงสามวันหลังการเก็บเกี่ยวแล้ว ดังนั้นในกรณีนี้ ผักสดในลักษณะดังกล่าวจะยังคงมีความสดจริง และมีคุณค่าทางโภชนการและวิตามินมากกว่าผลไม้แช่แข็ง

Hits 27 ครั้ง

ทำความรู้จักกับ “แมงลัก

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, November 21, 2018
รายละเอียด: 

“แมงลัก” สำหรับใครที่ยังไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน อาจจะคิดว่าเป็นแมงหรือแมลงหรือเปล่า? หรือหลายคนอาจจะคุ้นชินแต่กับคำว่า “เม็ดแมงลัก” แต่ยังไม่รู้จักกับ “แมงลัก” เสียที ซึ่งวันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกันค่ะ

“แมงลัก” คือพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้าย ๆ กับต้นกะเพราหรือโหระพาที่เราคุ้นเคยกัน แต่จะมีใบเล็กกว่าสีของต้นและใบอ่อนกว่า แถมยังบอบบางและช้ำง่ายกว่าด้วยแมงลักก็สามารถนำมารับประทานได้ทั้งใบและเมล็ด โดยใบนั้นจะมีกลิ่นฉุน นำไปประกอบอาหารเช่นเดียวกับกะเพราและโหระพา ส่วนเมล็ดแมงลักหรือที่หลายคนเรียกกันว่า “เม็ดแมงลัก” นั้น สามารถนำมาทำเป็นขนมหรือผสมกับเครื่องดื่มต่าง ๆ ได้

“แมงลัก” เป็นพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงชนิดหนึ่งเลยทีเดียว มีข้อมูลจากกรมอนามัยและกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ในใบแมงลักสด 100 กรัม มีเบต้า-แคโรทีน 590.56 ไมโครกรัม แคลเซียม 140-350 มิลลิกรัม ไขมัน 0.8 กรัม แป้ง 11.1 กรัม ฟอสฟอรัส 86 มิลลิกรัม เหล็ก 4.9 มิลลิกรัม วิตามินบี1 0.3 มิลลิกรัม วิตามินซี 78 มิลลิกรัม วิตามินเอ 10,666 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.14 มิลลิกรัม และให้พลังงาน 0.032 กิโลแคลอรี

ไม่เพียงแต่ใบเท่านั้นที่ให้พลังงานน้อย เมล็ดก็ให้พลังงานน้อยเพียง 0.03 กิโลแคลอรี โดยเมล็ดจะมีลักษณะเป็นเมือกหุ้มลื่น และพองตัวได้ถึง 45 เท่าเมื่อแช่ในน้ำ ทำให้รับประทานได้ง่าย เหมาะกับผู้มีปัญหาการกลืนอาหาร ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แถมยังมีส่วนช่วยหล่อลื่นระบบขับถ่ายอีกด้วย แต่อย่าเพิ่งหลงรักเจ้าเมล็ดแมงลักนี่นะคะ เพราะหากรับประทานไม่ถูกก็มีโทษได้เช่นกัน ขอเตือนไว้ว่าต้องทานตอนที่เจ้าเมล็ดนี้แช่น้ำจนพองตัวเต็มที่แล้วเท่านั้น มิเช่นนั้นอาจก่อให้เกิดอาการท้องอืดหรือท้องผูกได้ รวมถึงห้ามรับประทานพร้อมยาหรือวิตามิน เพราะแมงลักจะดูดซับตัวยาของเราออกไปกับอุจจาระโดยที่ไม่ทันได้รับสารดังกล่าว

เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าแมงลักเป็นพืชที่น่ารักกับร่างกายเราขนาดไหน แต่ทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษ ซึ่งต้องเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเราในปริมาณที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายกันอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ

ที่มา: http://www.doctor.or.th/article/detail/5844
https://th.wikipedia.org/wiki/แมงลัก

เรียบเรียงโดย: ณัฐสุดา จันทร์พฤกษา

Hits 74 ครั้ง

การทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนคืออะไร และช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้จริงหรือ?

วันที่เผยแพร่: 
Friday, October 12, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45698827
รายละเอียด: 

 

การทานอาหารแบบคนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนไม่เพียงจะส่งผลดีต่อสุขภาพกายในแง่ของการลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยลดน้ำหนัก และลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่งานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษยังอ้างว่าวิธีการรับประทานอาหารแบบนี้ยังช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้ด้วย

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Molecular Psychiatry มาจากการวิเคราะห์งานวิจัย 41 ชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่า การรับประทานอาหารแบบคนในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเน้นการทาน ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว น้ำมันปลา และน้ำมันมะกอก รวมทั้งการทานผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อสัตว์แต่น้อยนั้น ส่งผลดีต่ออารมณ์ของคนเรา และช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าได้

ดร.คามิลลา ลาซาลล์ ผู้ศึกษาเรื่องนี้ร่วมกับทีมนักวิจัยจากยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน บอกว่า หลักฐานที่พบบ่งชี้ว่าการทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนอาจช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานเป็นรูปธรรมจากการทดลองทางคลินิกก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายชี้ว่า ความเกี่ยวโยงระหว่างอารมณ์กับอาหารยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากอาหารไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า เพราะเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศก็มีผลอยู่ไม่น้อย และการที่คนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนมีสุขภาพจิตและอารมณ์ดีนั้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากการใช้ชีวิตอยู่ในสภาพอากาศที่ดีด้วย ดังนั้นบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายระบุว่า จะต้องมีการศึกษาทดลองเรื่องนี้ให้ละเอียด และแม่นยำมากขึ้นเพื่อหาหลักฐานยืนยันทฤษฎีความเชื่อมโยงระหว่างอาหารกับภาวะซึมเศร้า

 

Hits 54 ครั้ง

กินจิ้งหรีดช่วยเพิ่มจุลชีพในลำไส้-ลดการอักเสบทั่วร่างกาย

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45077662
รายละเอียด: 

จิ้งหรีดทอด

นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันชี้ว่า จิ้งหรีดคือหนึ่งในแมลงที่นับเป็นสุดยอดอาหารหรือซูเปอร์ฟูดส์ (Super foods) อย่างแท้จริง โดยผลการวิจัยล่าสุดพบว่าการกินจิ้งหรีดช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้เติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น ลดการอักเสบในร่างกาย และไม่เป็นอันตรายแม้กินเข้าไปในปริมาณมาก

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ของสหรัฐฯ ตีพิมพ์เผยแพร่รายงานดังกล่าวในวารสาร Scientific Reports โดยชี้ว่าจิ้งหรีดเป็นอาหารแนวใหม่ที่มีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์มากกว่าที่เคยคาดกันเอาไว้ โดยนอกจากจะมีโปรตีนสูงและมีสารอาหารอื่น ๆ แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น

มีการทดลองนำร่องในกลุ่มจำกัดเพื่อทดสอบว่าเส้นใยอาหาร (ไฟเบอร์) จากจิ้งหรีด เช่นเส้นใยอาหารที่เรียกว่าไคติน (Chitin) จะมีประโยชน์ต่อจุลชีพในร่างกายมนุษย์เป็นพิเศษหรือไม่ เพราะไฟเบอร์จากแมลงนั้นแตกต่างกับของพืชผักผลไม้โดยทั่วไปมาก แม้จะเป็นอาหารของจุลชีพในลำไส้เหมือนกันก็ตาม

ปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำ

ทีมผู้วิจัยให้ชายและหญิงสุขภาพดีอายุระหว่าง 18-48 ปี จำนวน 20 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารเช้าตามปกติ แต่อีกกลุ่มจะได้รับจิ้งหรีดแห้งบดเป็นผง 25 กรัมผสมไปกับขนมและเครื่องดื่มด้วย แล้วให้ทั้งสองกลุ่มรับประทานอาหารแบบนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์

จากนั้นผู้วิจัยให้อาสาสมัครทั้งหมดงดรับประทานจิ้งหรีดอย่างสิ้นเชิงตลอด 2 สัปดาห์ถัดมา แล้วจึงสลับให้กลุ่มที่ไม่ได้กินจิ้งหรีดในตอนแรกเป็นฝ่ายได้รับประทานบ้างอีก 2 สัปดาห์ โดยมีการวิเคราะห์ตัวอย่างเลือด อุจจาระ และคำตอบในแบบสอบถามเรื่องระบบทางเดินอาหารของอาสาสมัครในการทดลองทุกระยะ

ผลที่ได้พบว่า อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มมีเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญและส่งผลดีต่อสุขภาพของระบบทางเดินอาหารเพิ่มขึ้น ส่วนโปรตีนในเลือดชื่อ TNF-alpha ซึ่งสัมพันธ์กับการอักเสบ การก่อมะเร็ง และภาวะซึมเศร้านั้นกลับลดลง และที่สำคัญพบว่าจำนวนของแบคทีเรียชนิดที่มีประโยชน์ในลำไส้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งการแพทย์สมัยใหม่ถือว่าจุลชีพเหล่านี้มีบทบาทส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพร่างกายโดยรวมอย่างยิ่ง

ปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำ ส่วนผู้คนในโลกตะวันตกต่างให้ความสนใจรับประทานแมลงเป็นอาหารกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการทำฟาร์มปศุสัตว์ ทั้งยังอุดมไปด้วยไขมันชนิดดี วิตามิน และแร่ธาตุ มากกว่าหมูหรือเนื้อวัวซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณมากเกินไป

Hits 113 ครั้ง

เนื้อสังเคราะห์ อาหารแห่งอนาคต?

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45110653
รายละเอียด: 

คุณกล้าทานเนื้อที่ถูกเพาะขึ้นในห้องทดลองหรือเปล่า?

ไม่ว่าคุณจะกล้าหรือไม่ แต่แนวคิดเรื่องการใช้อาหารที่สังเคราะห์ขึ้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาเลี้ยงปากท้องชาวโลกกำลังใกล้ความจริงขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โลกกำลังเสี่ยงกับภาวะขาดแคลนอาหารจากประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันมีข้อมูลว่ามนุษย์เราใช้ทรัพยากรซึ่งปกติใช้ได้นาน 1 ปี หมดไปภายในเวลาเพียง 7 เดือน ขณะเดียวกันประชากรโลกก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 11,000 ล้านคนภายในช่วงสิ้นสุดศตวรรษนี้ ดังนั้นการผลิตอาหารให้ได้มากขึ้นจึงเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้น ๆ ของเรา ส่งผลให้มีธุรกิจสตาร์ทอัพหลายรายหันมาผลิตเนื้อสังเคราะห์ หรือที่เรียกว่า "คลีนมีท" (clean meat) เพื่อหวังให้เป็นแหล่งอาหารแห่งอนาคตของมนุษย์

บริษัท Mosa Meat ของเนเธอร์แลนด์ ถือเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจด้านนี้ โดยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ได้คิดค้นการผลิตเนื้อเบอร์เกอร์จากเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ในห้องทดลองขึ้นมาเป็นครั้งแรก หวังแก้ปัญหาความต้องการเนื้อสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการที่กระบวนการทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์แบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ทั้งพลังงาน น้ำ และที่ดิน ซึ่งส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนปัญหาทางจริยธรรมในการเลี้ยงสัตว์เพื่อนำเนื้อมาบริโภค

ในการทดลองเมื่อ 5 ปีก่อน คณะนักวิจัยนำสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อของวัวมาเพาะโดยเติมสารอาหารและสารเร่งการเติบโต แล้วปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลาสามสัปดาห์ จนสเต็มเซลล์ได้แบ่งตัวเพิ่มนับล้านเซลล์ ก่อนจะนำสเต็มเซลล์เหล่านั้นมาแบ่งและเพาะต่อเพื่อให้ก่อตัวและประสานรวมกันเป็นกล้ามเนื้อ จากนั้นก็เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลายาวนานในการนำสเต็มเซลล์กล้ามเนื้อมาเรียงกันเป็นชั้น ใส่สี และผสมกับไขมัน จนได้ออกมาเป็นชิ้นเบอร์เกอร์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารที่ได้ชิมเนื้อเบอร์เกอร์ดังกล่าว บอกว่ารสชาติใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ แต่ไม่ชุ่มฉ่ำเท่า

Hits 92 ครั้ง

การศึกษาชี้ "ดื่มกาแฟ" อาจช่วยให้อายุยืนขึ้น

วันที่เผยแพร่: 
Monday, July 9, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/11685/
รายละเอียด: 

การศึกษาชี้ "ดื่มกาแฟ" อาจช่วยให้อายุยืนขึ้น

การศึกษาฉบับใหม่ชี้ว่า การดื่มกาแฟอาจช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น แม้ว่าจะดื่มวันละหลายๆ แก้วก็ตาม

นักวิจัยรวบรวมข้อมูลจากชาวอังกฤษราว 500,000 คน เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี พบว่า ผู้ที่ชอบดื่มกาแฟมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ

ผลของกาแฟต่อการมีอายุยืนยาวขึ้นนั้น พบในผู้ดื่มกาแฟทั้งแบบสำเร็จรูป กาแฟสด หรือกาแฟที่สกัดสารคาเฟอีน

การศึกษาครั้งนี้นับว่าเป็นการศึกษาใหญ่ชิ้นแรก ที่แนะประโยชน์ของการดื่มกาแฟ แม้แต่ในผู้ที่มีความบกพร่องด้านพันธุกรรมที่มีผลต่อการนำคาเฟอีนไปใช้ในร่างกาย

จากการเฝ้าติดตามดูผู้ร่วมการศึกษาวิจัยเป็นระยะเวลา 10 ปี พบว่าโดยรวมแล้ว ผู้ดื่มกาแฟมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ 10-15 เปอร์เซนต์ และผลแตกต่างจากปริมาณกาแฟที่ดื่ม และความแตกต่างทางพันธุกรรมนั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม คุณ Alice Lichtenstein ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัย Tufts University ซึ่งไม่ได้มีส่วนกับการศึกษาในครั้งนี้ กล่าวว่า ผลการศึกษานี้ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า กาแฟจะเปรียบเสมือนยาอายุวัฒนะ หรือควรจะเป็นสาเหตุให้คนหันมาดื่มกาแฟกันหรือไม่ แต่ผลการศึกษานี้ก็ช่วยสนับสนุนการศึกษาครั้งก่อน และยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟอีกด้วย

โดยผลการศึกษาฉบับนี้ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Internal Medicine

คุณ Erikka Loftfield นักวิจัยที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ ผู้นำการวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการดื่มกาแฟส่งผลต่อการมีชีวิตยืนยาวได้อย่างไร แต่อาจเป็นเพราะกาแฟประกอบไปด้วยสารเคมีต่างๆ กว่า 1,000 ชนิด รวมไปถึงสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ ไม่ให้เกิดความเสียหาย

และว่าการศึกษาฉบับอื่นๆ ชี้ว่า สารต่างๆ ในกาแฟอาจช่วยลดภาวะอักเสบ และช่วยให้ร่างกายสามารถนำอินซูลินไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ายังต้องพยายามหาคำตอบเพื่ออธิบายต่อไปว่า กาแฟจะมีผลช่วยให้อายุยืนยาวต่อไปได้อย่างไร

Hits 121 ครั้ง

อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ

วันที่: 
Tuesday, April 24, 2018

1.โรคเบาหวาน และภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน
อย่างที่เกริ่นไปว่า น้ำอัดลมอุดมไปด้วยน้ำตาล แต่ขอเรียนให้ทราบอีกครั้งอย่างละเอียดว่า หากดื่มน้ำอัดลมกระป๋องขนาด 325 ซีซี เท่ากับคุณทานน้ำตาลเข้าไป 8-12 ก้อน หรือ 12 ช้อนชา ในขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เราทานน้ำตาลได้เพียงวันละ 6 ช้อนชาเท่านั้น แต่เฉลี่ยแล้วคนไทยทานอาหาร และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากถึง 27 ช้อนชาต่อวัน และเกือบครึ่งหนึ่งมาจากน้ำอัดลมเพียงกระป๋องเดียว ดังนั้นการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อร่างกายในการรับปริมาณน้ำตาลในแต่ละวันมากเกินไป จนรบกวนการทำงานของระบบการผลิตอินซูลิน และทำให้เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมา

2.ฟันผุ
น้ำอัดลมมีส่วนประกอบสำคัญคือ น้ำหวานแต่งสี และอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไป เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ละลายลงไปในน้ำ จะทำให้เกิดกรดคาร์บอนิก (Carbonic Acid) ทำให้น้ำอัดลมมีฤทธิ์เป็นกรดพอๆ กันกับน้ำส้มคั้น หรือน้ำมะนาว (pH เท่ากับ 3) ดังนั้นการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ ส่งผลให้ฟันถูกกัดกร่อนจากฤทธิ์ของกรดอ่อนๆ มากขึ้น ยิ่งน้ำอัดลมมีส่วนผสมเกือบ 1 ใน 10 ที่เป็นน้ำตาลด้วยแล้ว ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าหากดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป แล้วไม่ทำความสะอาดฟันให้ดีพอ อาจมีความเสี่ยงต่ออาการฟันผุ ฟันกร่อนได้

3.โรคกระดูกพรุน
หากน้ำอัดลมที่คุณดื่มมีปริมาณของกรดฟอสฟอริก (Phosphoric) อยู่มาก หากทำให้ผู้ที่ดื่มเป็นเวลานานมี่ความเสี่ยงต่อภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ (Hypocalcemia) เนื่องจากกรดนี้จะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียมจนทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูกได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ภาวะกระดูกบาง มวลกระดูกน้อยอย่างผู้สูงอายุ

4.โรคหัวใจ
การดื่มน้ำอัดลมเป็นปริมาณมากๆ หรือดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน มีส่วนทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ สูงขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อระดับไขมันในหลอดเลือดหัวใจ เกิดการอักเสบ และเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความอิ่มในทางที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย

หากต้องการลดความอยากดื่มน้ำอัดลม ขอให้ค่อยๆ เปลี่ยนเครื่องดื่มโดยเลือกระดับความหวานที่น้องลงมาเรื่อยๆ เช่น จากน้ำอัดลมเป็นน้ำหวาน ชาเย็น ชาเขียว น้ำผลไม้ 100% ไปจนถึงน้ำเปล่า หากชอบความซาบซ่าของน้ำอัด ให้ลองผสมโซดากับสารแต่งรสที่ไม่มีแคลอรี่ นอกจากน้ำอัดลมแล้ว เราควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวานอื่นๆ ด้วย และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป

ภาพประกอบ: 

นวัตกรรมอาหารในยุคดิจิทอล

วันที่เผยแพร่: 
Monday, May 15, 2017
เจ้าของข้อมูล: 
สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
เอกสารแนบ: 
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: 
รายละเอียด: 

ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมามีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ เทคโนโลยีเกี่ยวกับรถยนต์ โทรศัพท์สมาร์ทโฟน การเดินทางทางอากาศ การซื้อสินค้า เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีมีบทบาทในการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น วงการของอาหารก็เช่นเดียวกัน ได้มีการพัฒนารูปแบบอุตสาหกรรมอาหารเริ่มต้นจากการปฏิวัติเกษตรกรรม ตามมาด้วยอุตสาหกรรมอาหาร และการปฏิวัติสีเขียว โลกเราที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างแหล่งอาหารที่มีราคาถูกลงและมีอย่างเพียงพอเพื่อตอบสนองปริมาณความต้องการของประชากรโลกให้ได้อย่างทั่วถึง

ที่มา http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5518

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 405 ครั้ง

โครงการ Food 2030

วันที่เผยแพร่: 
Monday, March 27, 2017
เจ้าของข้อมูล: 
สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์
เอกสารแนบ: 
รายละเอียด: 

ความมั่นคงทางด้านอาหารและโภชนาการ ถือเป็นประเด็นที่ท้าทาย และมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและจำเป็นต้องมีการจัดการอย่างเร่งด่วน ทั้งการเติบโตของจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมเมือง การอพยพ การขาดแคลนทรัพยากร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่างก็ร่วมกันส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตอาหารในยุโรป และทวีปอื่น ๆ ทั่วโลก

ที่มา วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 11 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2559
http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124439-pdf.pdf

Hits 450 ครั้ง

ความก้าวหน้าวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถปรับปรุงวิถีการกินและการใช้ชีวิต

วันที่เผยแพร่: 
Monday, March 27, 2017
เจ้าของข้อมูล: 
สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์
เอกสารแนบ: 
รายละเอียด: 

ภายในงาน “Research Strategies: Europe 2030 and the next Framework Programme” ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 2016 ได้มีการนำเสนอในประเด็นความก้าวหน้าวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถปรับปรุงวิถีการกินและการใช้ชีวิต โดยมีนักวิจัย 3 ท่านซึ่งได้รับทุนวิจัยจากสภาวิจัยยุโรป (European Research Council, ERC) มานำเสนอผลงานวิจัยของตนเอง

ที่มา วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 11 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2559
http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124439-pdf.pdf

Hits 323 ครั้ง
Subscribe to RSS - โภชนาการ