Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

โลก

ครั้งแรกของโลก! อิสราเอลสร้างหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, April 29, 2019
รายละเอียด: 

ทีมนักวิทยาศาสตร์อิสราเอล ผลิตหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ใช้ชิ้นส่วนเนื้อเยื่อของมนุษย์ในการสร้างหัวใจใหม่ขึ้นมา เพื่อเป็นใบเบิกทางในการรักษาผู้ป่วยที่ต้องการเปลี่ยนถ่ายหัวใจมนุษย์ในอนาคต

ความก้าวหน้าทางการแพทย์ครั้งใหม่ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Advanced Science เผยภาพหัวใจขนาด 2.5 เซนติเมตร ขนาดเล็กเท่ากับหัวใจของกระต่าย แต่มีโครงสร้างของหัวใจที่ใกล้เคียงของหัวใจจริงๆทั้งหมด ซึ่งพิมพ์ขึ้นมาจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ

อาจารย์ Tal Dvir หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Tel Aviv University แถลงข่าวความสำเร็จเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อธิบายว่า นี่ถือเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ครั้งสำคัญ เพราะเป็นหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ผลิตจากเซลล์ของมนุษย์ และมีโครงสร้างห้องหัวใจและหลอดเลือดที่ใกล้เคียงกับหัวใจของจริงทั้งหมด

อาจารย์ Dvir มองว่า จุดเด่นของหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติดวงนี้ คือ หมึกชีวภาพที่มาจากเนื้อเยื่อของคนไข้โดยตรง ซึ่งช่วยลดปัญหาการเข้ากันไม่ได้ของอวัยวะที่ปลูกถ่ายในคนไข้ และร่นเวลาที่คนไข้ต้องรอในการปลูกถ่ายหัวใจในอนาคต

ขั้นตอนการผลิตหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบนี้ จะเริ่มจากการนำชิ้นส่วนเซลล์เนื้อเยื่อไขมัน หรือ fatty tissue ของคนไข้มาแยกส่วนที่เป็นเซลล์และที่ไม่ใช่เซลล์ เช่น คอลลาเจน เพื่อใช้เป็นหมึกชีวภาพสำหรับขึ้นรูปเป็นหัวใจในเครื่องพิมพ์ 3 มิติ และปรับแต่งเซลล์ให้เป็นสเต็มเซลล์เพื่อพัฒนาเป็นเซลล์หัวใจดวงใหม่

สำหรับหัวใจกระต่าย ขนาด 2.5 เซนติเมตรนั้นใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการพิมพ์ขึ้นมา แต่สำหรับหัวใจมนุษย์ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 วัน และต้องใช้เซลล์หลายพันล้านเซลล์สำหรับหัวใจเพียง 1 ดวง

อย่างไรก็ตาม หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Tel Aviv University อธิบายเพิ่มเติมว่า ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนให้หัวใจได้เติบโตมากพอที่จะเริ่มเต้นเหมือนหัวใจปกติ โดยในขั้นตอนนี้ทีมวิจัยเตรียมทดสอบปลูกถ่ายหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้ในสัตว์ และคาดว่าจะทดสอบในมนุษย์ได้ในเวลาต่อไป

ในขณะที่ตอนนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า เครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้จะสร้างหัวใจเทียมที่ทำงานได้ดีกว่าหัวใจธรรมชาติได้หรือไม่ แต่ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดก็คือ ชิ้นส่วนที่สร้างขึ้นจากเครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้ สามารถทดแทนหรือใช้ซ่อมแซมชิ้นส่วนของหัวใจที่เป็นโรคหรือเสียหายได้

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Tel Aviv University ตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 10 ปี โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ทันสมัยทั่วโลก จะมีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่สร้างอวัยวะทดแทนให้กับมนุษย์ได้

(นีธิกาญจน์ กำลังวรรณ เรียบเรียงบทความจาก Bloomberg และ The Jerusalem Post)

Hits 22 ครั้ง

สัตว์โลกชนิดอื่นมีอารมณ์ความรู้สึกซับซ้อนเหมือนมนุษย์หรือไม่

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, March 19, 2019
รายละเอียด: 

ความสามารถในการรู้สึกถึงความสุข ความเจ็บปวด และความกลัว ไม่ได้มีแค่ในมนุษย์เท่านั้น อันที่จริงอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากในการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์

แล้วอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน เช่น ความเศร้าโศกจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือความไม่พอใจต่อความไม่เป็นธรรมแบบที่พบเห็นได้ในมนุษย์จะมีอยู่ในสัตว์ชนิดอื่นด้วยหรือไม่

นักวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยาวิวัฒนาการ ด้านพฤติกรรม และด้านสมอง พบว่าระบบประสาทของคนเรามีความคล้ายคลึงกับสัตว์บางชนิดอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่มักคิดว่าเกิดขึ้นเฉพาะในมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ในความจริงแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

นี่คือ 5 ตัวอย่างอารมณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งถูกพูดถึงในหนังสือเรื่อง The Emotional Intelligence of Animals (ความฉลาดทางอารมณ์ของสัตว์) ของ ดร.ปาโบล เฮอร์เรรอส ผู้เชี่ยวชาญด้านไพรเมตวิทยา และมานุษยวิทยา

1. ความรู้สึกถึงความยุติธรรม

ลองปฏิบัติอย่างลำเอียงต่อเจ้าลิงคาปูชินดูสิ คุณจะต้องเผชิญกับปฏิกิริยาอันเกรี้ยวโกรธของพวกมัน!
คนส่วนใหญ่สามารถรับรู้ได้ถึงความยุติธรรมและความอยุติธรรมเช่นเดียวกับลิงคาปูชิน

งานวิจัยจากศูนย์ไพรเมตเยอร์คีส์ ในเมืองแอตแลนตา ของสหรัฐฯ พบว่า ลิงพันธุ์นี้จะไม่ยอมให้ความร่วมมือเวลาที่พวกมันรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

นักวิจัยศึกษาเรื่องนี้โดยให้แตงกวากับลิงคาปูชินกลุ่มหนึ่งเพื่อให้ลิงมอบเหรียญพลาสติกเป็นการตอบแทน

แต่มีลิงตัวหนึ่งในกลุ่มได้รับผลองุ่น ซึ่งเป็นอาหารที่พวกมันโปรดปรานมากกว่าแตงกวา

เมื่อลิงตัวอื่นเห็นเช่นนั้น พวกมันจึงหยุดให้ความร่วมมือในการทดลองทันที แถมบางตัวยังแสดงอาการไม่พอใจด้วยการเขวี้ยงแตงกว่าใส่มนุษย์ด้วย

2. ความรู้สึกอยากแก้แค้น

ช้างที่มีใจผูกพยาบาทจะหาทางแก้แค้นคนที่ทำไม่ดีกับพวกมัน
มนุษย์แทบทุกคนคงจะมีความรู้สึกอยากแก้แค้นขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต แต่เหตุใดสัตว์บางชนิดจึงมีความรู้สึกแบบนี้ด้วย

เมื่อปี 2016 โขลงช้างป่าบุกเข้าเมืองรานชีทางภาคตะวันออกของอินเดีย ทำให้ชาวเมืองต้องหนีตายกันจ้าละหวั่น ช้างโขลงนี้ต่างมองหาศพของช้างเพศเมียตัวหนึ่งที่ตายหลังจากพลัดตกลงไปในคลองชลประทาน

สัตว์หลายชนิดยังแสดงออกถึงความแค้นใจและความพยาบาทคนเลี้ยงที่มีความโหดร้ายด้วย

นอกจากนี้ ลิงชิมแปนซี ยังรู้ด้วยว่าใครเป็นมิตรและใครคือศัตรู และหากคู่อริทำร้ายเพื่อนของมันก็จะมีการแก้แค้นเกิดขึ้น

3. ความรักของแม่

สายใยรักที่แม่ชิมแปนซีมีให้ลูกน้อยมีความแน่นแฟ้นมาก
มนุษย์มักมีความรักและการปกป้องลูกน้อย แต่สัตว์ชนิดอื่นก็สามารถแสดงออกถึงสายใยรักระหว่างแม่และลูกได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

คริสตินา ลิงชิมแปนซีเพศเมียจากแทนซาเนีย คือหนึ่งตัวอย่างของสัตว์ที่แสดงออกถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีให้ลูกน้อยของมัน ซึ่งเกิดมาพร้อมกับอาการดาวน์ซินโดรม และโรคไส้เลื่อนจนทำให้มันไม่สามารถลุกขึ้นยืนเองได้

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียว เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของคริสตินาและพบว่ามันจะหยุดจากการกินอาหารเพื่อดูแลลูกน้อยของมัน และมันจะไม่ยอมให้ใครอุ้มลูกของมันราวกับรู้ว่าไม่มีใครดูแลลูกได้ดีเท่าตัวมันเอง แต่ในที่สุดลูกสาวตัวน้อยของคริสตินาก็ตายลงตอนอายุ 2 ขวบ

ดร.เฮอร์เรรอส ยังเขียนเกี่ยวกับแม่ช้างและลูกน้อยที่พลัดพรากจากกัน หลังจากลูกช้างถูกขโมยไปฝึกเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวในประเทศไทย

3 ปีต่อมา กลุ่มนักอนุรักษ์ได้ตามหาลูกช้างจนเจอแล้วช่วยนำมันกลับไปหาแม่ที่อยู่ในศูนย์อนุรักษ์แห่งหนึ่ง เมื่อพบหน้ากันพวกมันยืนนิ่งอยู่ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะค่อย ๆ ใช้งวงลูบสัมผัสกันและกันอย่างอ่อนโยน

4. อกหัก

นกแก้วมาคอว์สามารถตายได้เพราะอกหัก
การอกหักและสูญเสียคู่รักอาจสร้างความเจ็บปวดใจแสนสาหัสให้แก่มนุษย์

นกแก้วมาคอว์ ซึ่งมีคู่ครองเดียวตลอดชีวิต ก็มีความรู้สึกอกหักได้อย่างรุนแรงไม่แพ้กัน

โดยหากนกตัวใดตัวหนึ่งตายลงกะทันหัน อีกตัวจะไม่สามารถทนรับความสูญเสียได้ และมักมีอาการตรอมใจไม่ยอมกินอาหารจนร่างกายอ่อนแอลง

บางตัวร่างกายอ่อนแอจนไม่มีแรงเกาะรังที่หน้าผาแล้วร่วงลงสู่ก้นเหวเบื้องล่าง นี่อาจเป็นรูปแบบหนึ่งในการฆ่าตัวตายเพราะความรักของสัตว์ก็เป็นได้

5. ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและการปลอบประโลมกัน

หนูนาแพรรี จะปลอบประโลมหนูตัวอื่นที่ตกอยู่ในความครียด
มนุษย์มีความสามารถในการปลอบโยนและมีความเห็นอกเห็นใจให้กันและกัน

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อปี 2016 พบว่า หนูนาแพรรี (Prairie vole) จะปลอบประโลมหนูตัวอื่นที่มีอาการเครียด ซึ่งเป็นการค้นพบที่นักวิจัยบอกว่าเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน

ในการทดลองนี้ นักวิจัยจะแยกหนูสองตัวออกจากกัน แล้วใช้ไฟฟ้าช็อตเบา ๆ หนูตัวหนึ่ง จากนั้นเมื่อจับหนูทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกัน หนูตัวที่ไม่ถูกไฟช็อตจะช่วยบรรเทาความรู้สึกไม่สบายตัวให้หนูอีกตัวด้วยการเลียเป็นระยะเวลานานกว่าปกติ เมื่อเทียบกับหนูอีกคู่ที่ถูกจับแยกแต่ไม่ได้ถูกช็อตไฟฟ้า

ทีมนักวิจัยบอกว่า นี่เป็นการแสดงความรักที่ช่วยกระตุ้นให้สมองของหนูที่มีอาการเครียดได้หลั่งสารออกซิโทซิน (oxytocin) หรือที่เรียกว่า "ฮอร์โมนแห่งความรัก" ออกมาซึ่งจะช่วยให้มันรู้สึกดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอื่นที่พบว่าลิงชิมแปนซีจะช่วยปลอบโยนลิงที่ถูกตัวอื่นแสดงอาการก้าวร้าวใส่ เช่นเดียวกับโลมา ช้าง และสุนัข ก็แสดงพฤติกรรมลักษณะเดียวกัน

Hits 21 ครั้ง

จุดกำเนิดของโลก

วันที่: 
Wednesday, February 20, 2019

โลกที่เราอยู่กันตอนนี้ มีจุดกำเนิดจากอะไร?
วันนี้เรามาดูจุดกำเนินของโลกกันครับ
 
จักรวาล (Universe) กำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ 13,000 ล้านปีก่อน ตามทฤษฏีบิกแบง ในยุคเริ่มแรกจักรวาลมีขนาดเล็ก มีพลังงานมหาศาลอัดแน่นเป็นสสาร ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอสไตน์
 
โลกในยุคแรกเป็นหินหนืดร้อน ถูกกระหน่ำชนด้วยอุกกาบาตตลอดเวลา ทำให้องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น เหล็กและนิเกิล ได้จมตัวลงสู่แกนกลางของโลก
 
ขณะที่องค์ประกอบที่เบากว่า เช่น ซิลิกอน ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก กลายเป็นบรรยากาศ เมื่อโลกเย็นลง เปลือกนอกตกผลึกเป็นแร่และหิน ไอน้ำในอากาศควบแน่นทำให้เกิดฝน และน้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว ไหลลงทะเลและมหาสมุทรและได้เริ่มวิวัฒนาการมาเป็นโลกของเรานั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
http://www.lesa.biz/earth/earth-system/earth-origin
ภาพประกอบ: 

เปิดตัว FameLab Thailand 2019 เฟ้นสุดยอด Talking Science ส่งขึ้นเวทีระดับโลก

Hits 33 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/knowledge/media-library/clipping-most-update/7889-famelab-thailand-2019
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Tuesday, February 12, 2019
รายละเอียด: 

ณ True Incube ชั้น4 ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์พ้อยท์ ออฟ สยามสแควร์ / กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยงานในสังกัด (สวทช. , สวทน. , และ อพวช.) ร่วมกับ บริติช เคานซิล , เดอะ สแตนดาร์ด กลุ่มทรู และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว “FameLab Thailand 2019” การแข่งขันนำเสนอเรื่องราววิทยาศาสตร์บนเวทีระดับโลก ปีที่ 4 ในประเทศไทย เพื่อร่วมค้นหาสุดยอดนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ตัวแทนประเทศไทยร่วมแข่งขัน ณ สหราชอาณาจักร โดยได้ 3 ตัวแทนนักวิทยาศาสตร์ FameLab Ambassadors ทั้ง 3 เจนเนอเรชั่น นำโดย ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ และผู้ได้รับทุน Newton Fund และ เฌอปราง อารีย์กุล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเคมี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมแชร์มุมมองถึงความสำคัญของ “การสื่อสารวิทยาศาสตร์” เพื่อการพัฒนาสังคมและประเทศ ในการนี้ รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กล่าวถึงที่มาของโครงการ FameLab นี้ด้วย

ประเภทข่าว: 
news

ภาพถ่ายดาวเทียมช่วยระบุพื้นที่ยากจนที่สุดของโลก

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, January 22, 2019
รายละเอียด: 

Pop-out player
หนึ่งในเป้าหมาย 17 ข้อตามเป้าหมายของพัฒนาอย่างยั่งยืนองค์การสหประชาชาติที่ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 2015 (Sustainable Development Goals) มุ่งที่จะกำจัดความยากจนมากที่สุดหรือความยากจนสุดโต่งให้หมดไปภายในปี ค.ศ. 2030 หรือภายในอีกเกือบ 12 ปีข้างหน้า

บรรดาผู้เชี่ยวชาญมักวัดระดับความยากจนด้วยข้อมูลของการสำรวจสำมะโนประชากร เเต่การสำรวจเหล่านี้เสียค่าใช้จ่ายสูงเเละใช้เวลานานเเละใช้บุคลากรจำนวนมาก ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมักทำการสำรวจประชากรนานๆ ครั้งเท่านั้นเพราะไม่สามารถทำได้เป็นประจำทุกปี

ในอีกด้านหนึ่ง ดาวเทียมสามารถถ่ายภาพพื้นที่ต่างๆทั่วโลกได้ทุกๆสองถึงสามวัน โดยเป็นภาพถ่ายที่มีความละเอียดของภาพสูง ภาพถ่ายทางดาวเทียมมีคุณภาพดีขึ้นตลอดเวลาเเละมีราคาถูกลงเนื่องจากมีจำนวนดาวเทียมของรัฐบาลและของบริษัทเอกชนถูกส่งขึ้นไปทำงานกันมากขึ้น

ทีมนักวิจัยได้ใช้ภาพถ่ายทางดาวเทียมที่เเสดงระดับความสว่างมากที่สุดของแสงไฟในตอนกลางคืนในการประเมินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ในขณะที่มีนักวิจัยอีกจำนวนหนึ่งที่ใช้ภาพถ่ายทางดาวเทียมในการระบุหมูบ้านที่ร่ำร่วยที่สุดและที่ยากจนที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งที่แยกว่าเขตที่อยู่ใดร่ำรวยหรือยากจน โดยใช้ภาพถ่ายของความหนาเเน่นของตึกและอาคาร ตลอดจนพืชปกคลุมดิน

ผลการศึกษาชิ้นใหม่ล่าสุดใช้วิธีการศึกษาข้อมูลที่ให้รายละเอียด มากที่สุด โดยสามารถระบุได้ว่าภายในหนึ่งหมู่บ้าน โดยสามารถระบุว่าครัวเรือนใดยากจนและครัวเรือนใดร่ำรวย ซึ่งมีความแม่นยำถึงร้อยละ 62

ผลการศึกษานี้เน้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตชนบทของประเทศเคนยา ชื่อ Sauri ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการหมู่บ้านมิลเลเนี่ยม (Millennium Villages Project) ซึ่งเป็นโครงการทดลองด้านการศึกษาความยากจนขนาดใหญ่โครงการหนึ่ง มีการจัดเก็บข้อมูลในรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้เเละทรัพย์สินของครัวเรือนในปี ค.ศ. 2005

และในภาพถ่ายทางดาวเทียมของหมู่บ้านเเห่งนี้ ทีมนักวิจัยได้วัดขนาดของบ้านแต่ละหลังเเละศึกษาที่กินทำกินที่อยู่รอบๆ และไม่แปลกใจที่ บ้านที่มีขนาดเล็กกว่ามีคนอาศัยที่ยากจนกว่า และที่น่าสนใจ ทีมนักวิจัยยังพบด้วยว่าครัวเรือนที่ยากจนมักมีที่ดินทำกินที่ว่างเปล่ามากกว่าในเดือนกันยายน ในพื้นที่เขตนี้ของเคนยา ปกติในช่วงเดือนนี้ของปี เกษตรกรจะเตรียมพื้นที่ดินในการปลูกพืชรอบที่สองของปี

แกรี่ วัทมอค (Gary Watmough) นักภูมิศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเอดินเบอเรอห์ (University of Edinburgh) เเละหัวหน้าผู้ร่างรายงานผลการวิจัยกล่าวว่าโดยทั่วไปแล้ว ครัวเรือนที่ยากจนกว่าจะปลูกพืชรอบสองในช่วงปลายฤดูการเพาะปลูกเพราะมีความจำ้เป็นเนื่องจากไม่มีที่ดินเพียงพอเเก่การเพาะปลูกหรืออาจต้องการปลูกพืชสำรองเผื่อมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น

ภาพถ่ายจากดาวเทียมยังพบด้วยว่าพื้นที่เพาะปลูกของครัวเรือนที่ยากจนปลูกพืชในเวลาที่สั้นกว่า นักวิจัยกล่าวว่าเมื่อทีมงานกลับไปดูข้อมูลจากภาคสนาม พวกเขาพบว่าครัวเรือนยากจนมักไม่ปลูกพืชในพื้นที่เพาะปลูกเร็วเท่ากับครัวเรือนอื่นๆ นั่นเป็นเพราะว่าคนเหล่านี้ไปรับจ้างปลูกพืชให้กับครอบครัวที่ร่ำรวยกว่าเสียก่อนที่จะปลูกพืชของตน

พวกเขาจะใช้เงินที่ได้จากค่ารับจ้างปลูกพืชไปซื้อเมล็ดพืช ซึ่งทำให้พืชที่พวกเขาปลูกมีเวลาน้อยลงในการเติบโต

เดวิด นิวเฮ้าส์ (David Newhouse) นักเศรษฐศาสตร์แห่งธนาคารโลกซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้กล่าวว่าผลการศึกษานี้เป็นก้าวย่างที่สำคัญ แสดงให้เห็นศักยภาพของภาพถ่ายทางดาวเทียมในการเเยกเเยะระหว่างความมั่งคั่งของคุณกับของเพื่อนบ้านและเขาชี้ว่านี่ค่อนข้างน่ากลัว เเต่ก็น่าตื่นเต้นด้วย

เขาเเนะนำว่าความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวนี้ต้องได้รับแก้ไขเสียก่อนที่จะนำวิธีการศึกษาแบบนี้ไปใช้ในงานจริงๆ

แต่ยังไม่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงต่อความยากจนจะสามารถมองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียมหรือไม่เเละคำถามนี้เป็นประเด็นที่ทีมนักวิจัยจะค้นหาคำตอบต่อไป

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 44 ครั้ง

6 นักวิทยาศาสตร์ผู้พลิกประวัติศาสตร์นิวเคลียร์โลก

โลกอาจขาดแคลนสารอินซูลินเทียมในอนาคตเพราะมีคนเป็นเบาหวานมากขึ้น

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, December 24, 2018
รายละเอียด: 

นักวิจัยเตือนโลกอาจขาดเเคลนสารอินซูลินเทียมเพราะมีคนเป็นเบาหวานประเภทที่สองเพิ่มขึ้น

Harun Abdalla เป็นหนึ่งในผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 กว่า 400 ล้านคนทั้งหมดทั่วโลก

โรคเบาหวานประเภทที่สองเกิดจากอาหารการกินเเละวิถึชีวิตที่ขาดการออกกำลังกาย

Abdalla กล่าวว่าตอนที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นเขาโรคเบาหวานประเภทที่สอง เขารู้สึกว่าทุกอย่างในชีวิตจบลงแล้ว

Abdalla อาศัยในสลัม Kibera สลัมที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกา เขาตกงานหลังจากป่วยเป็นเบาหวานในปี 2006 หรือ 12 ปีที่แล้วเเละแทบไม่มีเงินพอซื้ออินซูลินเทียมมาบำบัดอาการของโรค เขาไม่สามารถรับประทานอาหารตามที่แพทย์แนะนำได้เพราะขาดรายได้ Abdalla กล่าวว่าเขารู้สึกหมดคุณค่าในชีวิต

คนที่อาศัยในสลัมแห่งนี้เกือบทุกคนไม่มีเงินพอที่ซื้อยารักษาเบาหวานได้ ทางการได้ตั้งศูนย์สุขภาพขึ้นเพื่อช่วยออกค่ายาเบาหวานให้ประชาชนส่วนหนึ่ง แต่จำนวนผู้ป่วยเบาหวานกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นและปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเป็นโรคเบาหวานประเภทที่สองคือการมีน้ำหนักตัวเกิน

Irene Aoko เจ้าหน้าที่การแพทย์ที่ศูนย์สุขภาพในสลัม Kibera กล่าวว่าคนในสลัมมีวิถีชีวิตที่ขาดการออกกำลังกายเเละอาหารที่รับประทานกันในสลัมก็ไม่ดีกับสุขภาพ ทำให้เสี่ยงต่อโรคเบาหวานกันมากขึ้น

ผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานวารสารการเเพทย์เดอะเเลนเซ็ทชี้ว่าจำนวนผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่สองทั่วโลก คาดว่าน่าจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 511 ล้านคนภายในปี ค.ศ. 2030 หรือ อีก 12 ปีข้างหน้า และ Dr. Sanjay Basu หัวหน้าผู้ร่างรายงานผลการวิจัยนี้กล่าวว่าผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่สองส่วนมากในประเทศเเอฟริกาทางใต้ของทะเลทรายซาฮาร่าจะเป็นคนที่เสี่ยงมากที่สุดที่จะขาดเเคลนสารอินซูลินเทียม

เขากล่าวว่าเเน่นอนว่าเอเชียเเละเเอฟริกาจะเป็นจุดที่ขาดเเคลนสารอินซูลินเทียมมากที่สุด ซึ่งตรงข้ามกับที่เราคาดคิดเนื่องจากลักษณะอาหารการกินเเละวิถีชีวิตเปลี่ยนไปทั่วโลก ทำให้มีคนในเอเชียเเละแอฟริกาเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเดียวกันกับที่เริ่มมีปริมาณสารอินซูลินรักษาโรคลดลง

มีบริษัทยา 3 เเห่งที่ผลิตสารอินซูลินรักษาเบาหวานได้ 96 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเเละยังไม่รู้ว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตให้เพียงพอแก่ความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตได้หรือไม่

Dr. Sanjay Basu หัวหน้าผู้ร่างรายงานผลการวิจัยยอมรับว่าการขาดเเคลนสารอินซูลินรักษาเบาหวานอย่างรุนแรงที่เขาคาดการณ์อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ และเเม้ว่าการศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากคนที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ราว 60 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนทั้งหมดทั่วโลก

ทีมนักวิจัยไม่ได้รวมเอาปัจจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรในแอฟริกาเข้าไว้ในการวิเคราะห์ด้วย นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนด้านนิสัยการกินและการหันไปออกกำลังกายกันมากขึ้น อาจจะมีผลให้ความต้องการใช้สารอินซูลินเทียมรักษาโรคลดลงได้

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 30 ครั้ง

ดวงจันทร์ มีผลกับสภาพอากาศบนโลก

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, November 27, 2018
รายละเอียด: 

เมื่อมีวัตถุที่มีมวลมหาศาลอยู่ใกล้กันย่อมมีแรงดึงดูดกระทำต่อกัน หรือที่เรียกว่า แรงโน้มถ่วง ซึ่งแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ทำให้เกิดแรงที่เรียกว่า
แรงไทเดล (Tidal force) ซึ่งส่งผลต่อปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อความกดอากาศ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก และรวมถึงปริมาณน้ำฝนด้วย

จากงานวิจัยตีพิมพ์ในปี 2557 ของศาสตราจารย์โคยาม่า อาจารย์ภาควิทยาศาสตร์ชั้นบรรยากาศ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา อธิบายว่า ความกดอากาศสูง
ขึ้นเมื่อดวงจันทร์อยู่เหนือหัวหรือใต้เท้าเรา โดยแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ทำให้ชั้นบรรยากาศโป่งออก-เข้าหาดวงจันทร์ มวลของอากาศที่มารวมกันก่อให้เกิดความ
กดอากาศที่เพิ่มขึ้นและตามมาด้วย

อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย อากาศที่มีความอุ่นย่อมสามารถรับความชื้นได้สูงขึ้น ทำให้เอื้อต่อการเกิดฝนมากขึ้น
แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.washington.edu/news/2016/01/29/phases-of-the-moon-affect-amou...

เรียบเรียงโดย : นุชจริม เย็นทรวง

Hits 47 ครั้ง

วิทยาศาสตร์ธรณี ตอน โครงสร้างของโลก

VDO Cover Image: 
ปีงบประมาณ: 
2561
Hits 213 ครั้ง
รายละเอียด: 

ซีแลนเดีย (Zealandia) ทวีปใหม่ที่รอการประกาศ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, October 16, 2018
รายละเอียด: 

เด็กๆคงได้เรียนมาแล้วว่าโลกประกอบด้วยทวีป 7 ทวีป คือ เอเชีย ยุโรป แอฟริกา แอนตาร์กติกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และออสเตรเลีย
ซึ่งทวีปเอเชียและยุโรปอยู่ติดกันบนผืนทวีปขนาดใหญ่หรือมหาทวีป ที่ชื่อว่า “ยูเรเชีย” (Eurasia) ทำให้บนโลกมีแผ่นทวีปหลักเพียง 6 ทวีปทั้งนั้น

ในปีค.ศ. 1995 Bruce Luyendyk นักธรณีฟิสิกส์จาก University of California ที่ Santa Barbara ได้กล่าวถึง “ซีแลนเดีย” (Zealandia) ซึ่งเป็นชื่อ
ที่ตั้งขึ้นเพื่อเรียกพื้นที่ส่วนหนึ่งของนิวซีแลนด์ รวมถึงนิวคาลีโดเนีย และส่วนที่จมอยู่ใต้น้ำซึ่งแยกจากมหาทวีปโบราณกอนด์วานา

ผลการศึกษาวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์อีก 10 ท่าน โดยนำแนวคิดของ Bruce Luyendyk มาต่อยอด และใช้เวลารวบรวมข้อมูลกว่า 2 ทศวรรษ แล้วนำ
มาวิเคราะห์ด้วยเกณฑ์การศึกษาชั้นหินทางธรณีวิทยาโดยพิจารณาเกณฑ์ดังนี้

1. ความสูงสัมพัทธ์ของแผ่นดินที่โผล่พ้นจากมหาสมุทร
2. ความหลากหลายของชั้นหิน 3 ประเภทคือ หินอัคนี หินแปร และหินตะกอน
3. ความหนาของชั้นหินและแผ่นเปลือกโลก เทียบกับพื้นมหาสมุทรโดยรอบ
4. ขนาดของพื้นที่ซึ่งใหญ่เกินกว่าจะเป็นอนุทวีป และชิ้นส่วนของทวีปโบราณ
จากการวิเคราะห์โดยใช้เกณฑ์พิจารณาข้างต้น ประกอบกับการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมทำให้ได้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม และแผนที่ความโน้มถ่วงของ
พื้นมหาสมุทรโบราณแสดงให้เห็นว่า ซีแลนเดียนั้นแยกตัวออกมาอย่างชัดเจน อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ
4.9 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 2 ใน 3 ของทวีปออสเตรเลีย แต่มีขนาดใหญ่กว่าแผ่นทวีปอินเดีย มาดากัสการ์ นิวกีนี กรีนแลนด์ และเปลือกโลกอื่นๆ
ถึงแม้ว่า 94% ของพื้นที่ทั้งหมดจมอยู่ใต้มหาสมุทร มีเพียงพื้นดินส่วนเกาะเหนือ และเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ และนิวคาลีโดเนียเท่านั้นที่โผล่พ้นน้ำ
แต่ซีแลนเดียก็ตรงตามเงื่อนไขสำคัญที่กล่าวมา ทำให้นักธรณีวิทยาเห็นตรงกันว่าซีแลนเดียควรได้รับการพิจารณาให้เป็นทวีปใหม่ของโลก

ไม่เพียงประกาศให้ซีแลนเดียเป็นทวีปใหม่เท่านั้น แต่ความรู้ใหม่ทางธรณีวิทยาครั้งนี้ยังทำให้เห็นว่าแผ่นทวีปสามารถถูกกดให้จมลงใต้น้ำ และส่วนที่ยัง
ไม่แตกออกนั้นมีประโยชน์ในด้านการวิจัยทางธรณีวิยา กระตุ้นแนวคิดด้านพลศาสตร์ของโลกต่อการสำรวจการก่อตัวและล่มสลายของแผ่นทวีปและจาก
ข้อกำหนดของสหประชาชาติ ซึ่งระบุเกี่ยวกับขอบเขตของทวีปว่า ประเทศในอาณาเขตสามารถเสาะหาผลประโยชน์นอกชายฝั่งได้ อาจมีผลในด้านเศรษฐกิจ
ทำให้ประเทศนิวซีแลนด์มีทรัพยากรทางทะเลอย่างแหล่งน้ำมัน และแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นอีกด้วย

แหล่งอ้างอิง:
o https://www.geosociety.org/gsatoday/archive/27/3/article/GSATG321A.1.htm
o http://www.iflscience.com/environment/earth-has-a-brandnew-continent-cal...
o http://www.businessinsider.com/zealandia-continent-new-zealand-australia...

Hits 33 ครั้ง
Subscribe to RSS - โลก