Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

ไทย

ไทย – ฝรั่งเศส กระชับความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เน้นพัฒนาการวิจัยภายใต้ BCG MODEL

Hits 12 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/633-france-201162
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, November 21, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 นายฌาก ลาปูฌ (Mr.Jacques Lapouge) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย ได้เข้าเยี่ยมคารวะ ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) ณ ห้องพระจอมเกล้าชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (โยธี)

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการกระชับความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ระหว่างสองประเทศ ซึ่งฝรั่งเศสถือเป็นประเทศเป้าหมายที่ไทยให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านความร่วมมือสำหรับการพัฒนางานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ประเทศ โดย ดร.สุวิทย์ฯ ได้เสนอแนวทางการขยายความร่วมมือกับฝรั่งเศสในด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย

1) การพัฒนากำลังคนด้านการอุดมศึกษา ตลอดจน การศึกษาในทุกช่วงชีวิตเพื่อพัฒนาศักยภาพแรงงานของไทยให้มีความเชี่ยวชาญทัดเทียมกับนานาประเทศ

2) การขยายความร่วมมือเพื่อการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม (RDI) สำหรับเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (New Growth Engine) โดยครอบคลุมการพัฒนาในหลายด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาความร่วมมือภายใต้รูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ “BCG Model” ผ่าน 4 แนวทาง ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ด้าน อววน. เพื่อการพัฒนาของไทย ได้แก่ (1) การพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ (2) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายสังคม (3) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และ (4) การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ

3) การพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการทำงานด้านวิชาการเพื่อตอบโจทย์ของพื้นที่ (Area Based University) ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์

ในการนี้ นายฌากฯ ได้แสดงความสนใจที่จะดำเนินความร่วมมือกับประเทศไทย รวมถึงยินดีที่จะสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การฝึกอบรมให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ การสร้างความเป็นหุ้นส่วนกับมหาวิทยาลัยของฝรั่งเศส การส่งผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยฝรั่งเศส Institute of Technology (IUT) เข้ามาศึกษาความต้องการในการพัฒนาสาขาเป้าหมายของประเทศไทย รวมถึง การพัฒนาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจ EEC ของไทย นอกจากนี้ ยังได้แสดงความประสงค์ที่จะลงนามในร่างเอกสาร Declaration of Intent เพื่อใช้เป็นกรอบการดำเนินความร่วมมือระหว่างหน่วยงานไทยและฝรั่งเศสต่อไปในอนาคต

ข้อมูลโดย สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศและวิเทศสัมพันธ์

ข่าวและภาพ : นางสาวพจนพร แสงสว่าง

ส่วนสื่อสารองค์กร กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

โทร. 02 333 3727 – 3732 โทรสาร 02 333 3834

E-mail: pr@mhesi.go.th Facebook: MHESIThailand

ประเภทข่าว: 
news

แม่ทัพอุทยานวิทย์ฯไทย ปักธงบทบาทผู้นำในเวทีระดับโลก

Hits 24 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/593-2019-11-06-03-04-06
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Thursday, November 7, 2019
รายละเอียด: 

นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคของสมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์นานาชาติ (International Association of Science Parks and Areas of Innovation, IASP) นับเป็นก้าวสำคัญของไทย ที่จะเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในเวทีโลก

เมื่อเร็วๆนี้ สมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์นานาชาติ ได้จัดงานประชุมนานาชาติ 36TH IASP WORLD CONFERENCE 2019 ณ เมืองน็องต์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นการรวมเครือข่ายของอุทยานวิทยาศาสตร์และ Area of Innovation จากทั่วโลก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการนวัตกรรม อันนำไปสู่การเติบโตของภาคเศรษฐกิจระดับโลก ตลอดจนการถ่ายทอดด้านองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ Science, technology & research parks (STPs) ทั่วโลก พร้อมกันนี้ที่ประชุมได้พิจารณาให้นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ในฐานะผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ดำรงตำแหน่งประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคของสมาคมอุทยานวิทยาศาสตร์นานาชาติ (International Association of Science Parks and Areas of Innovation, IASP) โดยมีวาระ 2 ปี (ค.ศ.2019-2020) มีสมาชิกเป็นอุทยานวิทยาศาสตร์ต่างๆ กว่า 350 แห่ง จาก 74 ประเทศทั่วโลก

นางสุวิภา กล่าวว่า “การเข้ารับตำแหน่งในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสดีที่ไทยจะใช้ประโยชน์จากเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์นี้เป็นสะพานเชื่อมธุรกิจและขยายความร่วมมือและตลาดต่างประเทศให้กับผู้ประกอบการและส่งเสริมให้นานาชาติเห็นถึงศักยภาพของอุทยานวิทยาศาสตร์ในไทยและดึงดูดให้มาลงทุน อันจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก”

ข้อมูลข่าวโดย : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เผยแพร่ข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand
Call Center โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

"5G พลิกชีวิต SME ไทย" ดร.สุวิทย์ ปาฐกถา "พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วย 5G"

Hits 24 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/580-301062
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Friday, November 1, 2019
รายละเอียด: 

30 ตุลาคม 2562 ณ ห้องออดิทอเรี่ยม ชั้น 6 ทรู ดิจิทัล พาร์ค/ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมงานสัมมนา 5G พลิกชีวิตเอสเอ็มอีไทย พร้อมปาฐกถาหัวข้อ “พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยด้วย 5G” โดยผู้คณะผู้บริหารจากบริษัทต่างๆ ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี และ ผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมงาน

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ กล่าวว่า ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังปรับตัวเองจาก 4G เป็น 5G คาดหวังว่าในปีหน้าประเทศไทยจะสามารถก้าวเข้าสู่ยุค 5G ได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยประเทศไทยมีการพัฒนาการสื่อสารอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จาก 2G 3G เป็น 4G ซึ่งในยุค 5G นี้เป็นเรื่อง Continuous Disruption จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการเชื่อมคนต่อคน (Connect People to People) เป็นการเชื่อมคนต่อสิ่งของ Connect People to Things นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมสิ่งของต่อสิ่งของ (Connect Things to Things) อีกด้วย

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ กล่าวต่อไปว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง ซึ่งเทคโนโลยี 5G มีการเก็บข้อมูลเป็น 100 เท่าของ 4G และมีการผิดพลาดของข้อมูลเพียง 1 ในพันล้านเท่านั้น สามารถพูดได้ว่า 5G ดีกว่า 4G ในทุกเรื่อง โดยสามารถใช้ประสิทธิภาพได้อย่างเต็มร้อย นอกจากการเปลี่ยนจาก 4G ไปสู่ 5G แล้ว ยังมีเรื่องของ Data analysis ก็มีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยตอนนี้ Data analysis สามารถวิเคราะห์ตัวเองว่าจะมีกี่รูปแบบได้บ้างในเชิงนโยบาย เชิงการตัดสินใจในอนาคตของ SME สุดท้ายอยากฝากว่า 5G คือ platform ที่เสริมกับ Network Communication เสริมกับ Internet of Things เสริมกับปัญญาประดิษฐ์ และเรื่องต่างๆ โดยทุกส่วนเป็นการผนึกกันอยู่บน platform ของ 5G และแต่ส่วนก็มีการพัฒนาการของตัวมันเองอีกด้วย เพราะฉะนั้น โลกไม่ใช่ใบเดิมอีกต่อไป เรากำลังอยู่ในโลกที่ฉลาดกว่าเก่าจากมนุษย์

เขียนข่าว : นายปวีณ ควรแย้ม
ถ่ายภาพนิ่ง : นายกรภัทร์ จิตต์จำนงค์ และนายปวีณ ควรแย้ม
ถ่ายวิดีโอ : นายกรภัทร์ จิตต์จำนงค์
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand
Call Center โทร.1313

ประเภทข่าว: 
news

ครั้งแรกของไทย กับการส่งขบวนพาเหรดเข้าร่วม World Pride 2019

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, July 4, 2019
รายละเอียด: 

เสียงขบวนแห่กลองยาว ที่ลุงป้าน้าอาชาวไทยพร้อมใจกันบรรเลง เป็นการประกาศว่าคนไทยในมหานครนิวยอร์กที่มายืนตั้งขบวนอยู่บนถนน Fifth Avenue กลางเกาะแมนฮัตตัน พร้อมแล้วที่จะเข้าร่วม World Pride Parade เพื่อเฉลิมฉลองกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศร่วมกับหลายประเทศทั่วโลก

ปีนี้เป็นปีแรกที่ประเทศไทยส่งขบวนเข้าร่วมงาน World Pride ที่นิวยอร์กเป็นเจ้าภาพ ในวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งผู้จัดคาดว่ามีผู้เข้าร่วมเดินและผู้ที่มาชมขบวนพาเหรดตลอดสองข้างทางนับล้านคน

การส่งขบวนเข้าร่วมในปีนี้ คุณจริญญา เกียรติลัภนชัย ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนิวยอร์ก กล่าวกับวีโอเอไทยว่า ททท. ต้องการประชาสัมพันธ์ว่าประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมไปถึงกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ และได้ทำแคมเปญ "Go Thai Be Free" เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว

“ตลาดอเมริกานี่ก็มีคนประกาศตัวว่าเขาเป็น LGBT ประมาณ 5 ล้านกว่าคน เราก็เชื่อว่ากลุ่มนี้จะเป็น target ของเรา เราเชื่อมั่นว่าตลาดนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน้อยการที่ ททท.เปิดตัวตลาดนี้ขึ้นมา อย่างน้อยเราเชื่อว่าคนเหล่านี้จะวางใจที่จะไปประเทศไทยมากขึ้น บางประเทศขณะที่มีการเปิดรับ บางประเทศก็ไม่ยอมรับคนกลุ่มนี้ อันนี้เป็นจุดแข็งที่ประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอื่น เราก็คิดว่าจุดแข็งที่แตกต่างอันนี้ จะมีนักท่องเที่ยว LGBT ไปเมืองไทยมากขึ้น”

คนไทยทั้งที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์กและที่มาจากรัฐอื่น ๆ พร้อมใจกันแต่งตัวชุดแฟนซี เพื่อสร้างสีสันและความสนุกสนานให้คนที่มาร่วมงาน เช่นเดียวกับ คุณสมพร อุทัยกิติศัพท์ ชาวไทยในนิวยอร์กที่บอกว่าเธอมาให้กำลังใจกลุ่ม LGBTQ ไทยโดยเฉพาะ

"เราอยากจะสนับสนุน เราก็เลยมาเหมือนกันแม้ว่าเราจะเป็นผู้หญิง แต่เราก็มีความสนับสนุนที่จะให้เพื่อนเราที่เป็นคนไทยมี choice ที่เขาจะเป็นอะไรก็ได้ที่เขาต้องการ"

World Pride ปีนี้พิเศษกว่าปีอื่น ๆ เพราะตรงกับการครบรอบ 50 ปีของเหตุจลาจล Stonewall Riots ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ชาวเกย์และเลสเบี้ยนในนิวยอร์กรวมตัวกันต่อต้านตำรวจ ที่บุกเข้ามาจับกุมพวกเขาในบาร์ Stonewall Inn

ในปี ค.ศ. 1969 การเป็นคนรักเพศเดียวกัน และการแต่งกายข้ามเพศในสหรัฐฯ ยังคงผิดกฎหมาย ทำให้พวกเขามักจะถูกกลั่นแกล้ง ถูกเลือกปฏิบัติ ส่วนบาร์ที่เป็นแหล่งพบปะของชาวเกย์และเลสเบี้ยน เช่น Stonewall Inn ก็มักจะถูกตำรวจบุกค้นตรวจจับอยู่เสมอ แต่ละครั้งก็มักจะมีการใช้ความรุนแรง เพียงแต่ในเช้ามืดของวันที่ 28 มิถุนายน ปีค.ศ. 1969 เกย์และเลสเบี้ยนใน Stonewall Inn เลือกที่จะต่อสู้ ไม่ยอมจำนน จนนำไปสู่การจลาจล และเป็นจุดเริ่มต้นที่การเรียกร้องสิทธิและความเสมอภาคของกลุ่ม LGBTQ ขยายตัวไปในวงกว้าง

คุณ สุกฤษฎิ์ เกษกลิ่นหอม เกย์ไทยในวอชิงตันดีซี บอกว่างาน Pride เป็นช่วงเวลาที่ทำให้หลายคนได้รู้สึกภูมิใจกับเพศสภาพของตัวเอง และรำลึกถึงการต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่มีมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

“มันทำให้เรารู้ว่า กว่าที่เราจะมีไพรด์อย่างทุกวันนี้ เราต้องต่อสู้กับอะไรมากมาย...มันไม่ใช่การแต่งตัวสวย มันไม่ได้เป็นการแต่งตัวออกมาอวดโชว์กัน มันเป็นการโชว์ให้โลกได้เห็นว่าเรามีตัวตน เราเป็นเกย์ เราเป็นเลสเบี้ยน เราเป็น LGBT เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก”

ชาว LGBTQ ไทยที่อยู่ในสหรัฐฯ บอกกับวีโอเอไทยว่า ประเทศไทยมักจะถูกมองว่าเป็นสวรรค์ของกลุ่ม LGBTQ เพราะมีความเป็นมิตร ปลอดภัย

แต่ในขณะที่สังคมไทยเปิดกว้างและให้การยอมรับกลุ่ม LGBTQ มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา หลายคนกลับรู้สึกว่า การดำเนินการด้านกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและสร้างความเสมอภาคอย่างแท้จริง ยังไม่เดินหน้าไปเท่าที่ควร

คุณเฉลิมราช ฉายมงคลชัย เกย์ไทยที่มาร่วมงาน World Pride บอกว่าสังคมไทยยังมีการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

“ในสังคมตอนนี้ เขาเหมือนจะยอมรับว่าเรามีตัวตน แต่ในความเป็นจริง เรายังถูกกีดกัน เรายังถูกปิดกั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหางาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแสดงออก การแต่งตัวแบบนี้ เป็นแบบนี้ ไม่ใช่เราผิด เราแค่ต้องการแสดงออกสิ่งที่เราเป็น อยากให้คนไทยมองว่าเราไม่ใช่จุดบกพร่อง แค่นั้นเอง นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่อยากเห็น”

ส่วนคุณฐิตวัฒน์ โภคทรัพย์ทอง เจ้าของกิจการร้านอาหารไทยในกรุงวอชิงตันดีซี กล่าวว่า เขาสนับสนุนให้เมืองไทยจัดงาน Pride ทุกปี เพื่อเป็นการให้กำลังใจกลุ่ม LGBTQ ในทุกภาคส่วนของสังคม

ในขณะที่นิวยอร์ก และเมืองใหญ่ ๆ อย่าง มะนิลา มิลาน ปารีส และเม็กซิโก ซิตี้ ออกมาเฉลิมฉลอง Pride อย่างเสรีและปลอดภัยในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศในอีกหลายเมืองกลับไม่มีโอกาสแบบเดียวกัน ในกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี LGBTQ ถูกตำรวจยิงแก๊สน้ำตาและกระสุนยางใส่ เพื่อบังคับให้เลิกจัดงาน Pride ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งย้ำเตือนว่า ยังมีกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศในอีกหลายมุมของโลกที่ยังต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมกัน

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 51 ครั้ง

ไทย-จีน ร่วมสานสัมพันธ์ ผลักดันการวิจัยพัฒนา และนวัตกรรม

Hits 89 ครั้ง
URL: 
http://www.most.go.th/main/th/news/34-news-gov/7936-thai-shanghai
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Monday, February 25, 2019
รายละเอียด: 

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รักษาการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมด้วย รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้การต้อนรับ นาย LI Yiping รองประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาทางการเมือง ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ระหว่างไทยและนครเซี่ยงไฮ้ ณ ห้องพระจอมเกล้า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้ดำเนินการโครงการผลักดันความร่วมมือด้าน วทน. ระหว่างไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามแผนงานยุทธศาสตร์ โดยในปี 2562 ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสร้าง ความร่วมมือใน 3 ด้าน ได้แก่ (1) ความร่วมมือกับหน่วยงานเครือข่ายสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (Chinese Academy of Sciences (CAS)) ในสาขาที่มีความสำคัญ คือ เทคโนโลยีชีวภาพ จุลินทรีย์เทคโนโลยีพันธุกรรม เทคโนโลยีระบบขนส่งทางรางเทคโนโลยีพลาสมาและฟิวชัน เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ การแลกเปลี่ยนกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในสาขาเป้าหมาย (2) โครงการความร่วมมือด้าน วทน. ไทย-จีน เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Thailand 4.0 และนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative) และ (3) โครงการสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งเครือข่ายรายสาขาเพื่อสนับสนุนภารกิจทางการศึกษา การวิจัยและพัฒนา

สำหรับประเด็นที่หารือกันในครั้งนี้ ได้แก่ (1) การจัดงานสัมมนาหุ้นส่วนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมนโยบาย Belt and Road Initiative และ Thailand 4.0 (2) การใช้นวัตกรรมในเชิงอุตสาหกรรม ได้แก่ Quantum Technology, Precision Agriculture, Biopharma and Nanomedicine Innovation Hub และ (3) ขอเชิญชวนภาครัฐ ภาคการศึกษาและวิจัย และภาคเอกชนร่วมลงทุนใน EECi เพื่อส่งเสริมให้เกิดการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน

ฝ่ายไทย มีความสนใจที่มีความร่วมมือในการพัฒนา Smart City ตามแนวทางของนครเซี่ยงไฮ้ รวมถึงเยี่ยมชมพื้นที่ในการพัฒนาเมือง โดยนครเซี่ยงไฮ้ถือเป็นหนึ่งในเมืองตัวอย่างด้าน Smart City ของจีน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับภูมิภาคระหว่างสองประเทศต่อไป ส่วนฝ่ายนครเซี่ยงไฮ้ มีความสนใจในการร่วมมือด้าน วทน. กับไทย โดยในอนาคตอาจจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างไทย และ CAS ในประเทศไทย เพื่อผลักดันโครงการสำคัญๆ ต่อไป

ข่าว : นางสาวพจนพร แสงสว่าง

ประเภทข่าว: 
news

GDPR คืออะไร? กฎหมายใหม่ ที่ผู้ใช้เน็ตทั่วโลกต้องรู้

วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, May 30, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.it24hrs.com/2018/gdpr-the-general-data-protection-regulation/
รายละเอียด: 

GDPR คืออะไร เป็นประเด็นร้อนสำคัญที่แม้ว่าจะเป็นกฎหมายใหม่ของยุโรป แต่กลับกระทบผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อ 25 พฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมาดังนั้นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรวมถึงผู้ให้บริการต่างๆทั้งเว็บไซต์ อีคอมเมิร์ซ SME ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม รวมถึงผู้พัฒนาแอปอื่นๆ ควรทราบเกี่ยวกับ GDPR ด้วย

GDPR คืออะไร

GDPR (The General Data Protection Regulation) คือ กฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองสหภาพยุโรป หากทำผิดมีโทษค่อนข้างแรง อย่างเช่น มีกำหนดค่าปรับสูงสุดถึง 20 ล้านยูโร หรือ 4% ของรายได้ต่อปีของบริษัท ค่าใดค่าหนึ่งที่สูงกว่า ซึ่งแม้บริษัทจะละเมิดข้อกำหนดแค่บางข้อเช่น จัดเก็บข้อมูลไม่ตรงตามข้อกำหนด, หรือไม่แจ้งผู้ดูแลและเจ้าของข้อมูลเมื่อเกิดการรั่วไหลของข้อมูล ก็มีค่าปรับที่สูงถึง 2% ของรายได้ต่อปี นอกจากนี้คุณอาจถูกฟ้องร้องโดยผู้ที่ได้รับผลกระทบข้อมูลด้วย

ดังนั้น เว็บไซต์ไทยและบริการออนไลน์ต่างๆ เช่น เว็บค้นหาและจองที่พัก, โฮมสเตย์, กิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ, หรือแอพฯ จดบันทึกงาน, แอพฯ อ่านข่าวที่มีลูกค้าเป็นชาวยุโรปจึงต้องศึกษาและปรับปรุงการทำงานให้สอดคล้องกับข้อกฎหมาย GDPR ด้วย

GDPR นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องให้ประชาชนสามารถควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็อำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจต่างๆ ให้ปฎิบัติงานบนมาตรฐานเดียวกันทุกประเทศในยุโรป โดยออกแบบให้สอดคล้องต่อยุคสมัยและธุรกิจดิจิทัลในปัจจุบัน

ข้อมูลส่วนบุคคล ที่กล่าวถึงใน GPDR คือข้อมูลที่สามารถระบุถึงตัวบุคคลได้ ตัวอย่างเช่น ไอพีแอดเดรส, ชื่อ, รูปถ่าย, ที่อยู่, อีเมล, ข้อมูลทางการแพทย์, รวมถึงข้อความที่บุคคลได้โพสท์บน Social Network และพฤติกรรมผู้ใช้งานออนไลน์

แม้ว่ากฎหมาย GDPR ออกแบบเพื่อคุ้มครองข้อมูลพลเมืองยุโรป ไม่ว่าข้อมูลจะวิ่งไปเก็บอยู่ที่ไหนของโลก โดยสิ่งที่ผู้ให้บริการต่างๆบนเน็ตต้องทำต้องทำหลัง GDPR ได้ประกาศใช้แล้วคือ ผู้ให้บริการจะใช้ข้อมูลอะไรของผู้ใช้ ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ในการจัดเก็บข้อมูล รวมทั้งต้องกำหนดขอบเขต วัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งนี้การส่งข้อมูลไปต่างประเทศ หรือบริษัทที่อยู่ต่างประเทศ ผู้รับข้อมูลต้องมีการคุ้มครองข้อมูลมาตรฐานเดียวกับบริษัทในยุโรป
หน่วยงานควบคุมข้อมูลต้องกำหนดขอบเขต ระยะเวลาในการประมวลผล และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลอย่างรัดกุม

การยินยอมให้ใช้ข้อมูลตาม GDPR

  • เว็บไซต์จะต้องมีการแจ้งและขอความร่วมมือจากผู้เข้าใช้อย่างชัดเจน ห้ามมีระบบบังคับอัตโนมัติในเว็บไชต์นั้นๆ
  • จะต้องมีการแจ้งให้ทราบว่าจะใช้ข้อมูลในทางใด ด้วยข้อความที่ชัดเจน ใช้ภาษาที่เป็นมาตรฐาน เข้าใจได้โดยทั่วกัน
  • ผู้ใช้บริการสามารถขอยกเลิกหรือปฏิเสธการอนุญาตในการเข้าถึงข้อมูลของตนเอง โดยปราศจากความเสียหายใดๆตามมา ผู้ให้บริการควรที่จะมีทางเลือกสำหรับการอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูล โดยที่ข้อกำหนดการบริการไม่สามารถนำมาใช้เป็นเงื่อนไขบังคับให้ผู้ใช้ให้ข้อมูลได้
  • ไม่มีความจำเป็นสำหรับการขออนุญาตใช้ข้อมูลเพิ่มเติมยกเว้นในกรณีที่ต้องใช้ข้อมูลร่วมกัน เช่น การส่งบัตรข้อเสนอพิเศษอัตราสำหรับสุดสัปดาห์ให้ลูกค้าที่มาจองโรงแรม
  • เยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่มีสิทธิอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลได้
  • ข้อมูลที่พิเศษ เช่น เชื้อชาติ ข้อมูลทางสุขภาพ หรือ ข้อมูลทางพันธุกรรม จะต้องได้รับการอนุญาตอย่างชัดแจ้งจากผู้ใช้บริการ

เนื่องด้วยกฎหมายข้อมูล GDPR ประกาศบังคับใช้แล้ว ในไทยเองก็มีสิ่งที่คล้ายคลึงกับ GDPR เช่นกัน นั่นคือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผ่านมติเห็นชอบจาก ครม. แล้ว เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา ก่อนที่เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2018 เริ่มบังคับใช้กฎหมาย GDPR

GDPR คืออะไร

และใครที่สังเกตว่าตอนนี้บริการเว็บไซต์ต่างๆอีกมากมาย ต้องคอยอ่านเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้บริการ และตอบตกลงต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อรับทราบเป็นการตอบยอมรับหลังจากที่กฎหมาย GDPR นั่นเอง

ดังนั้นสิ่งที่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตควรทำคือควรศึกษาอ่านเงื่อนไขและกฎการให้บริการของแต่ละบริการอย่างละเอียด ว่าจะใช้ข้อมูลเราทำอะไรบ้าง ขณะเดียวกันผู้ให้บริการก็ปรับปรุงเงื่อนไขและเตรียมรับมือ

12 ขั้นตอนเตรียมความพร้อมรับ GDPR

Information Commissioner’s Office (ICO) แห่งสหราชอาณาจักร ได้ให้แนวทางในการปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จากการเริ่มใช้ GDPR ซึ่งมีผลบังคับแล้วเมื่อ 25 พฤษภาคม 2018

  1. Awareness การสร้างความตระหนัก
    เริ่มจากผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและบุคคลสำคัญในองค์กร ต้องทราบถึงข้อกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรับมือกับ GDPR เพราะเป็นกลุ่มที่จะต้องประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและทางออกหากเกิดปัญหาเรื่องการปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่

     

  2. Information you hold ใส่ใจกับข้อมูลที่มีอยู่
    ควรมีการบันทึกว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บไว้ มีที่มาจากที่ใดและผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูล โดยจะต้องสามารถตรวจสอบ

  3. Communicating privacy information การสื่อสารข้อมูลส่วนบุคคล
    ต้องพิจารณาแผน Privacy Information ในปัจจุบัน และวางแผนเพื่อรับเปลี่ยนแปลงให้ทันท่วงทีก่อน GDPR เริ่มมีผลบังคับใช้

  4. Individuals’ rights สิทธิส่วนบุคคล
    ต้องตรวจสอบขั้นตอนการทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าครอบคลุมกับสิทธิส่วนบุคคลที่พึงมีทุกประการ รวมถึงวิธีการลบข้อมูลส่วนบุคคล และการส่งต่อข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประกอบไปด้วย

  • สิทธิที่จะได้รับแจ้ง
  • สิทธิ์ในการเข้าถึง
  • สิทธิในการแก้ไข
  • สิทธิในการลบล้าง
  • สิทธิในการจำกัดการประมวลผลข้อมูล
  • สิทธิในการถ่ายโอนข้อมูล
  • สิทธิในการปฎิเสธไม่ให้ใช้ข้อมูล
  • สิทธิที่จะไม่ใช้การตัดสินใจโดยอัตโนมัติในการประมวลผลข้อมูล
  1. Subject access requests การขอเข้าถึงข้อมูล
    ต้องปรับปรุงวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และวางแผนในการดำเนินการ เพื่อพร้อมรับคำร้องขอต่างๆ ภายในระยะเวลาที่กำหนดขึ้นมาใหม่ โดยมีเงื่อนไข ดังนี้
  • ไม่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียม
  • มีเวลาหนึ่งเดือนในการปฏิบัติตามข้อกำหนด ซึ่งสั้นกว่าในปัจจุบันที่กำหนดให้ 40 วัน
  • สามารถปฏิเสธหรือเรียกเก็บเงินสำหรับคำขอที่ไร้เหตุผลอย่างชัดเจน หรือเกินความจำเป็น
  • ในกรณีที่ปฏิเสธคำขอต้องระบุเหตุผล ผู้ที่ถูกปฎิเสธมีสิทธิร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแลและกระบวนการยุติธรรม
  1. Lawful basis for processing personal data หลักการเบื้องต้นทางกฎหมายในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล
    ต้องระบุหลักการเบื้องต้นทางกฎหมาย สำหรับกิจกรรมการประมวลผลใน GDPR ทั้งด้านเอกสารและปรับปรุงคำชี้แจงเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นปัจจุบัน

  2. Consent ความยินยอม
    ต้องรายงานวิธีการจัดเก็บและจัดการกับข้อมูล ว่าได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล และอาจจะต้องทำการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจัดการข้อมูลที่มีอยู้ให้เป็นไปตามมาตรฐานของ GDPR

  3. Children เยาวชน
    ต้องเริ่มคำนึงถึงการจัดการระบบในการยืนยันตัวตนและได้รับความยินยอมจากพ่อแม่ หรือผู้ปกครองสำหรับกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลใด ๆที่เกิดขึ้นกับข้อมูลของเยาวชน

  4. Data breaches การละเมิดข้อมูล
    ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีขั้นตอนที่เหมาะสมในการตรวจหา รายงานและตรวจสอบการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจเกิดขึ้น องค์กรบางแห่งต้องแจ้ง ICO (และหน่วยงานอื่น ๆ ) เมื่อตรวจพบการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

  5. Data Protection by Design and Data Protection Impact Assessments การป้องกันข้อมูลด้วยการออกแบบและการปกป้องข้อมูล
    ควรเริ่มประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เพื่อทำความเข้าใจกับคำแนะนำของ ICO พร้อมคำแนะนำจากมาตรา 29 และหาแนวทางในการนำไปใช้ในองค์กร

  6. Data Protection Officers เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล
    ต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล หรือ Data Protection Officers (DPO) จากเดิมที่องค์กรต้องแจ้งกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลต่อหน่วยงานท้องถิ่น (Local Data Protection Authority) ที่เป็นข้อบังคับตามกฎหมายเดิม (Data Protection Act 1998) ภายใต้กฎ GDPR นี้ไม่ต้องแจ้งแล้ว แต่ต้องจ้างเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล หรือ DPO เข้ามาในบริษัท

  7. International การทำงานระดับสากล
    หากองค์กรต้องทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปมากกว่าหนึ่งประเทศ (เช่น มีการโอนย้ายข้อมูลข้ามพรมแดน) ต้องตรวจสอบข้อมูลนำของคุณหน่วยงานกำกับดูแลการป้องกัน มาตรา 29 เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงาน

Hits 188 ครั้ง
Subscribe to RSS - ไทย