Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์การแพทย์

การบริการกล้ามเนื้อตาอย่างง่าย

วันที่: 
Friday, November 16, 2018

ขยับตาวันละนิด...ลดความตึงเครียดรอบดวงตา วันนี้เรามีวิธีบริหารกล้ามเนื้อบริเวณดวงตา เพื่อผ่อนคลายและลดอาการเครียดเนื่องจากใช้สายตามากเกินไปมาฝากกันครับ
 
1. กลอกตาขึ้น-ลงช้าๆ 6 ครั้ง : โดยเหลือบตาขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุด ในระหว่างการบริหารอย่างเกร็งลูกตา
 
2. กลอกตาไปข้างขวาและซ้ายสลับกัน : โดยกลอกตาไปให้ขวาสุด และซ้ายสุด ทำซ้ำ 2 - 3 ครั้ง
 
3. ชูนิ้วชี้ขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตา : ให้นิ้วอยู่ห่างจากสายตาประมาณ 8 นิ้ว แล้วจองมองไปที่ระยะไกลๆ ประมาณ 10 ฟุต สลับกับใช้ตามองระยะใกล้ที่นิ้วมือ
 
4. กลอกตาเป็นวงกลมช้าๆ : โดยเริ่มกลอกตาตามเข็มนาฬิกาก่อน แล้วกลอกตาทวนเข็มนาฬิกา
 
เท่านี้ดวงตาของของเราก็จะรู้สึกผ่อนคลาย และลดบรรเทาอาการปวดสายตาเนื่องจากใช้สายตามากเกินไปได้แล้วล่ะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://guru.sanook.com/9635
ภาพประกอบ: 

การกำหนดวันคลอดที่แม่นยำ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, November 14, 2018
รายละเอียด: 

ข้อเท็จจริงของการกำหนดวันคลอดบุตรของคุณแม่ แพทย์สามารถกำหนดวันคลอดบุตรได้ถูกต้องตามกำหนดเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก 90 เปอร์เซ็นต์มักจะคลอดเกินวันที่แพทย์กำหนดไว้ แต่ปัจจุบันแพทย์ค้นพบวิธีที่ช่วยให้กำหนดวันคลอดลูกได้แม่นยำมากขึ้น โดยในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 ศาสตราจารย์วินเซนโซ เบอร์เกลลา แห่งมหาวิทยาลัยโธมัส เจฟเฟอร์สัน ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา เสนอผลงานวิจัยในวารสารด้านสูติ-นรีเวชนานาชาติโดยทำการศึกษาวิจัยจากคุณแม่ตั้งครรภ์ทารกหนึ่งคน 735 ราย ในระยะเวลาตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ และทารกในครรภ์อยู่ในท่าปกติกลับหัวลง ศาสตราจารย์เบอร์เกลลาพบว่า ความยาวปากมดลูกที่หดสั้นลงสัมพันธ์กับการกำหนดวันคลอดบุตร โดยถ้าความยาวปากมดลูกสั้นกว่าปกติจะทำให้คุณแม่คลอดลูกก่อนกำหนดได้

จากการศึกษาพบว่า ถ้าความยาวปากมดลูกยาวเกินกว่า 30 มิลลิเมตร ผู้เป็นแม่จะมีโอกาสคลอดลูก 50 เปอร์เซ็นต์ภายใน 7 วันต่อมา ถ้าความยาวปากมดลูกอยู่ที่ 10 มิลลิเมตรหรือน้อยกว่า ผู้เป็นแม่จะมีโอกาสคลอดลูกสูงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ภายใน 7 วันต่อมา ถ้าความยาวปากมดลูกอยู่ที่ 5 มิลลิเมตรหรือน้อยกว่า ผู้เป็นแม่จะมีโอกาสคลอดลูกสูงถึง 94 เปอร์เซ็นต์ภายใน 7 วันต่อมา นายแพทย์เรโนล์ด เลมอนต์ แห่งโรงพยาบาลนอร์วิก พาร์ค กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อธิบายว่า ถ้าปากมดลูกยาวอาจทำให้การคลอดไม่ประสบความสำเร็จ จึงควรเลือกใช้วิธีผ่าตัดทำคลอดแทนดีกว่า ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถเร่งคลอดหรือภาษาทางการแพทย์เรียกว่า การชักนำการคลอด เพื่อช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพของทารกในตอนคลอดได้ ขณะที่แพทย์หญิงซินดู ศรีนาวาส ผู้อำนวยการศูนย์สูติ แห่งโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย อธิบายว่าการทำนายการคลอดบุตรจากงานวิจัยนี้น่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่าเดิม แต่อาจเร็วเกินไปที่จะนำมาใช้ทำนายกับผู้ตั้งครรภ์ทุกคน อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้อาจนำไปสู่การตรวจครรภ์ที่ช่วยให้ผู้หญิงมีเวลาเตรียมตัวลาคลอดล่วงหน้าได้ และทำให้เกิดความสะดวกสบายต่อการเตรียมความพร้อมในการต้อนรับสมาชิกใหม่ที่จะออกมาดูโลก
เอกสารอ้างอิง
1. Newman, T. (2015). Are more accurate due dates for expectant mothers possible? [online] Available from: http://www.medicalnewstoday.com/articles/301605.php (29 October 2015).
2. Pearson, C. (2015). Do We Finally Have A Better Way To Predict Due Dates? It could eliminate guessing, and improve women's care. [online] Available from: http://www.huffingtonpost.com/entry/do-we-finally-have-a-better-way-to-p... (29 October 2015).
3. Science Codex (2015). More precise due dates for pregnant mothers. [online] Available from: http://www.sciencecodex.com/more_precise_due_dates_for_pregnant_mothers-... (29 October 2015).

Hits 9 ครั้ง

ลดน้ำหนักอย่างไรห่างไกล YOYO Effect

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, November 14, 2018
รายละเอียด: 

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า YOYO Effect กันมาบ้างแล้ว แต่แท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ ลองมาหาคำตอบกันค่ะ “YOYO Effect” คือการเหวี่ยงตัวอย่างรวดเร็วของน้ำหนักตัว ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการเหวี่ยงของลูกดิ่งหรือโยโย่ ลูกดิ่งเป็นของเล่นชนิดหนึ่งที่หมุนโดยมีแกนติดกับเชือกเวลาเล่นต้องจับลูกดิ่งโยนลงพื้นถ้าเราออกแรงส่งลงพื้นมากลูกดิ่งก็จะเหวี่ยงขึ้นมาแรงและเร็วหลายคนจึงเปรียบเทียบการเหวี่ยงตัวขึ้นของน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็วหลังจากการลดน้ำหนักอย่างผิดวิธีนั่นเอง

มีหลายคนที่เข้าใจว่าสาเหตุของ YOYO Effect มาจาการทานยาลดความอ้วนเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วการเกิด YOYO Effect มีหลายสาเหตุ เช่น การพยายามลดอาหาร เปลี่ยนประเภทอาหารก็เป็นสาเหตุได้เช่นกันเนื่องจากร่างกายของเรามีความซับซ้อน ระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์ สามารถสั่งได้ด้วยกิจวัตรประจำวันของแต่ละคนจากสมดุลเคมี ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อระบบประสาทส่วนกลาง และอื่นๆ อีกมากมาย ร่างกายคนเราอาศัยความเคยชินกับปริมาณอาหารและปริมาณแคลลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวัน รวมทั้งกิจกรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองในแต่ละวันก็เป็นตัวกำหนดอัตราการเผาผลาญพลังงาน (metabolism)

YOYO Effect เกิดจากภาวะการขาดสมดุลในร่างกาย การที่คนส่วนใหญ่ลดปริมาณอาหารหรือเปลี่ยนประเภทของอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดีและถูกต้อง แต่ถ้าเราทำอย่างฉับพลันก็อาจทำให้เกิดผลเสียได้ เช่น ปกติเราใช้พลังงานวันละ 800 – 1,200 kcal (กิโลแคลอรี่) ถ้าเราทานอาหารวันละ 400 kcal เราก็จะสามารถดึงพลังงานเก่าที่สะสมในร่างกายออกมาใช้ได้วันละ 400 – 600 kcal แต่เมื่อเรามีการลดปริมาณอาหารลงอย่างรวดเร็วเป็นเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 3 วันร่างกายจะรับรู้ว่าเรากำลังจะอดตายและจะลดการเผาผลาญพลังงานลงจากเดิม (800-1200 kcal) เป็น 400-600 kcal เพื่อกักเก็บพลังงานที่เราสะสมไว้ให้มากที่สุด ช่วงแรกน้ำหนักจะลดลงเร็วมากแต่ระยะหลังจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ลดลง แต่เรากลับมารับประทานอาหารในปริมาณเท่าเดิมคือ 1200 Kcal แต่ร่างกายยังคงเผาผลาญได้แค่ 400 Kcal ดังนั้นเราจะเหลือพลังงานถึง 800 Kcal ที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามร่างกาย นั่นหมายความว่าการปรับลดหรือเปลี่ยนประเภทอาหารอย่างรวดเร็วทำให้น้ำหนักตัวเราขึ้นลงได้อย่างรวดเร็วเป็น YOYO Effect จากพฤติกรรมของเราเอง ดังนั้นผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารโดยไม่เกิด YOYO Effect ควรควบคุมปริมาณอาหารอย่างต่อเนื่อง และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อคงระดับเมตาบอลิซึมให้พอดีกับอาหารที่รับประทานและกิจกรรมที่ทำ และไม่ควรอดอาหารหรือทำให้ร่างกายเกิดความเคยชินว่ากำลังจะอดตายจนทำให้
การเผาผลาญลดลง

สุดท้ายที่ควรรู้เกี่ยวกับการลดน้ำหนักคือยิ่งเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้นระดับการเผาผลาญอาหารของเราก็จะยิ่งลดลง ดังนั้นเราต้องหาทางเพิ่มกระบวนการเผาผลาญอาหารเพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกายนะคะ

เรียบเรียงโดย
น.ส. ธนภรณ์ ก้องเสียง

Hits 10 ครั้ง

ค่าพีเอช (pH) นั้นสำคัญไฉน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, November 13, 2018
รายละเอียด: 

ค่าพีเอช (pH) เป็นค่าที่แสดงความเป็นกรดเป็นเบสของของเหลว ตัวอักษร pH นั้นย่อมาจาก Potential of Hydrogen ion หรือค่าจากการวัดความเข้มข้นของไอออนไฮโดรเจน เนื่องจากสูตรที่ใช้คำนวณค่าพีเอชเป็นค่าติดลบของลอการิทึม ค่าพีเอชน้อยจึงมีจำนวนไอออนไฮโดรเจนมาก และมีคุณสมบัติเป็นกรด ตัวอย่างเช่น
น้ำผลไม้ และกรดกระเพาะ เป็นต้น ส่วนค่าพีเอชมากจะหมายถึงการมีจำนวนไอออนไฮโดรเจนน้อย และมีคุณสมบัติเป็นเบส ตัวอย่างเช่น แอมโมเนีย และผงซักฟอก เป็นต้น เราสามารถวัดค่าพีเอชของสารได้ผ่านการทดลองด้วยกระดาษลิตมัส หรือกระดาษทดสอบค่าพีเอช ซึ่งความเป็นกรดเบสของของเหลวจะเป็นกลางเมื่อค่าพีเอชมีค่าเท่ากับ 7 ซึ่งเท่ากับค่าพีเอชของน้ำบริสุทธิ

อ้างอิง:
United States Environmental Protection Agency (12/5/2012). Acid Rain – What is pH? [Online] Source: http://www.epa.gov/acidrain/measure/ph.html. (17 Sep 2015).
Hyper Physics. pH. [Online] Source: http://hyperphysics.phy-astr.gsu.edu/hbase/chemical/ph.html. (17 Sep 2015).
Synonym.com – Classroom. What are the Differences Between Litmus Paper & pH Strips? [Online] Source: http://classroom.synonym.com/differences-between-litmus-paper-ph-strips-.... (17 Sep 2015).

Hits 8 ครั้ง

หัวเราะวันละนิดพิชิตโรคร้าย

วันที่: 
Sunday, November 11, 2018

ยิ้มวันละนิด พิชิตโรคร้ายได้? เป็นไปได้ไง วันนี้มีคำตอบครับ
 
ผลการวิจัยเปิดเผยว่า การหัวเราะทำให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย หัวใจสูบฉีดเลือดได้เต็มที่ นอกจากจะส่งผลเรื่องจิตใจ และคลายความกังวลแล้ว ยังส่งผลให้ช่วยลดความดันโลหิต และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำย่อย เสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงได้อีกด้วย
 
และที่สำคัญ กลุ่มที่หัวเราะเป็นประจำ มีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่หัวเราะมากถึง 40% เลยทีเดียว รู้แบบนี้แล้วอย่าลืมหัวเราวันละนิด พิชิตโรคร้ายกันนะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://guru.sanook.com/9846/
ภาพประกอบ: 

ภาวะโลหิตจางกับการสูญเสียการได้ยินอย่างฉับพลัน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, November 12, 2018
รายละเอียด: 

มีงานวิจัยล่าสุด ได้กล่าวถึงการสูญเสียการได้ยินอย่างเฉียบพลันว่า มีสาเหตุที่มาจาก การขาดธาตุเหล็ก ซึ่งอย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า ธาตุเหล็กนั้นมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมากโดยเฉพาะเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง ที่มีหน้าที่ในการช่วยลำเลียง ออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย แต่จะเกี่ยวข้องอย่างไรกับการสูญเสียการได้ยินอย่างเฉียบพลัน เรามีคำอธิบายโดยงานวิจัยนี้เป็นผลงานของ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Pennsylvania State ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งคณะวิจัยได้เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ตัวอย่างจากประชากรประมาณ 300,000 คน ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 21 ไปจนถึง 90 ปี ทางทีมงานวิจัยได้กล่าวว่า ผู้ที่มีอาการโลหิตจางชนิดที่ขาดธาตุเหล็ก มีโอกาสเกิดความผิดปกติในการได้ยินมากกว่าคนปกติ ซึ่งความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวข้องกับระบบประสาทที่เชื่อมต่อกับสมอง และทีมวิจัยให้เหตุผลที่สนับสนุนงานวิจัยเพิ่มเติมว่าการสูญเสียการได้ยินอย่างเฉียบพลัน เป็นผลที่เกิดจากโลหิตจางเพราะภายในหูของมนุษย์นั้นมีความอ่อนไหวต่อการรับออกซิเจน เมื่อออกซิเจนมาเลี้ยงบริเวณหูชั้นในได้ไม่ดีก็จะมีผลต่อการได้ยินงานวิจัยนี้มีความสำคัญอย่างมากในการช่วยเพิ่มทางเลือกในการวินิจฉัยอาการของผู้ที่สูญเสียการได้ยินแบบเฉียบพลันได้ และนักวิจัยยังเสริมอีกว่าการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กและอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสมดุล อาจจะเป็นหนทางที่ช่วยให้อาการดีขึ้นหรือใช้ร่วมในการรักษาได้ ซึ่งงานวิจัยนี้อาจจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาต่อไป

เรียบเรียงโดย; นายตามพงศ์ เหลืองบริบูรณ์
ข้อมูลอ้างอิง : http://jamanetwork.com/journals/jamaotolaryngology/article-abstract/2594264
ข้อมูลอ้างอิง :http://www.acsh.org/news/2017/01/02/iron-deficiency-anemia-associated-he...

Hits 10 ครั้ง

อายุสมองที่มนุษย์จะสามารถเรียนรู้ภาษาใหม่ได้ดี

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, November 12, 2018
รายละเอียด: 

ช่วงอายุ 11 ปี คือช่วงสำคัญที่มนุษย์จะสามารถเรียนรู้ภาษาใหม่ได้ดี คนส่วนใหญ่จะไม่สามารถพูดภาษาต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่วหากเริ่มเรียนหลังอายุ 11 ปี
ศูนย์กลางด้านภาษาในสมองของเราส่วนมากจะอยู่ที่สมองกลีบขมับ (Temporal Lobe)
สำหรับสมองกลีบหน้า (Frontal lobe) ซึ่งเป็นส่วนควบคุมบุคลิกภาพ และสภาพจิตใจ จะเจริญเต็มที่เมื่ออายุ 25 ปีในเพศหญิง
และในเพศชายสองส่วนนี้จะเจริญเต็มที่เมื่ออายุราว 30 ปี

ภาพจาก: https://www.emaze.com

อ้างอิง
วารสาร Science Illustrated

Hits 12 ครั้ง

สุนัขหลอดแก้ว ครั้งแรกของโลก

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, November 9, 2018
รายละเอียด: 

ความสำเร็จดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Public Library of Science ONE เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่การอนุรักษ์สายพันธุ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์รวมถึงเทคนิคใหม่ๆ ในการตัดต่อยีนเพื่อกำจัดโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในสุนัขและเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาโรคทางพันธุกรรมในมนุษย์

ทีมนักวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกา ทำการปฏิสนธิไข่และอสุจิในหลอดทดลองภายในห้องปฏิบัติการเพื่อสร้างตัวอ่อน (embryo) และนำไปฝากไว้ยังสุนัขเพศเมียในช่วงเวลาของวงจรการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติโดยตัวอ่อนจำนวน 19 ตัวถูกย้ายไปฝากไว้ยังสุนัขเพศเมีย 2 ตัวจาก 2 สายพันธุ์ ซึ่งต่อมาได้ให้กำเนิดลูกสุนัขสุขภาพแข็งแรงจำนวน 7 ตัว โดย 2 ตัวเป็นพันธุ์ผสมระหว่างแม่สุนัขพันธุ์บีเกิ้ลกับพ่อสุนัขพันธุ์คอกเกอร์สแปเนียล และอีก 5 ตัวมาจากแม่และพ่อสุนัขพันธุ์บีเกิ้ล

ความท้าทายอันดับแรกของทีมวิจัยคือ การนำไข่ที่พร้อมปฏิสนธิออกจากสุนัขเพศเมีย ซึ่งต้องรอให้ไข่หลุดออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่ (เมื่อเทียบกับคน) แล้วเป็นเวลา 1 วันก่อน ไข่ถึงจะพร้อมรับการปฏิสนธิ (สำหรับสุนัข) ความท้าทายอันดับถัดมาคือ การเตรียมสภาวะแวดล้อมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิสนธิซึ่งทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการทำให้เกิดการปฏิสนธิถึง 80 – 90 เปอร์เซ็นต์และความท้าทายสุดท้ายคือ การแช่แข็งตัวอ่อน (ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว) ซึ่งเทคนิคนี้ช่วยให้ทีมนักวิจัยสามารถย้ายตัวอ่อนเข้าไปสู่ท่อนำไข่ของแม่สุนัขได้ตรงเวลาของช่วงวงจรการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 1 หรือ 2 ครั้งต่อปีเท่านั้น และด้วยเทคนิคการตัดต่อยีนแบบใหม่ นักวิจัยอาจใช้เวลาเพียง 1 วัน ในการกำจัดยีนก่อโรคทางพันธุกรรมและลักษณะด้อยในตัวอ่อนของสุนัข เช่น สุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ มียีนที่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ในขณะที่พันธุ์ดัลเมเชียน มียีนที่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปเป็นนิ่วในท่อทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น นับว่าสุนัขเป็นสัตว์ทดลองที่มีประสิทธิภาพในการทำความเข้าใจเรื่องโรคทางพันธุกรรมขั้นพื้นฐานเพราะสุนัข และมนุษย์ มีลักษณะความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เหมือนกันกว่า 350 โรค ดังนั้นความสำเร็จนี้นอกจากจะนำไปใช้ในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์แล้ว ยังสามารถนำไปสู่เทคนิคการตัดต่อยีนผิดปกติ และผสมเทียมตัวอ่อน เพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมในมนุษย์ได้อีกด้วย

ทีมข่าววิทยาศาสตร์ อพวช. รายงาน
Link ที่เกี่ยวข้อง
http://www.bbc.com/news/science-environment-35053391
http://www.sciencedaily.com/releases/2015/12/151209183500.htm

Hits 14 ครั้ง

สายกินผัก VS สายกินเนื้อ

วันที่: 
Thursday, November 8, 2018

มีหลายกลุ่มถกเถียงกันว่า สายกินผัก (มังสวิรัติ) หรือ สายกินเนื้อสัตว์ปกติ แบบไหนดีกว่ากัน สายไหนอายุยืนกว่ากัน? เรามาดูกันเลยครับ
 
หากจะบอกว่าสายไหนสุขภาพดีกว่า อายุยืนยาวกว่า ตอนนี้ยังไม่มีสำนักไหนสามารถหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ได้ เพราะแต่ละสายต่างมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป
 
สายมังสวิรัติที่เลือกกินแต่ผักแทนเนื้อนั้น จำเป็นต้องกินในปริมาณที่มากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากต้องทดแทนพลังงานหรือโปรตีนที่หายไปแทนที่เนื้อสัตว์ ในขณะที่สายกินเนื้อสามารถทานได้ในปริมาณปกติ
 
แต่จะมีความแตกต่างกันตรงความเสี่ยงของโรคที่จะพบ คนที่กินเนื้อสัตว์จะมีมวลกล้ามเนื้อมากกว่า แต่ในขณะที่สายกินผักจะมีความดันเลือดต่ำกว่า รวมถึงมีความเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียดเลือดและโรคขาดสารอาหารมากกว่า แต่มีคลอเรสเตอรอลต่ำกว่า และความเสี่ยงในโรคเบาหวานก็ต่ำกว่าเช่นกัน
 
คำตอบสุดท้าย สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสายใดก็ตาม การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเลือกบริโภคอาหารที่สะอาด ปลอดภัย คือสิ่งที่ดีที่สุดสำคัญร่างกายมนุษย์นั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
http://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/64029/-scihea-sci-?fbclid=IwAR2Tku-JSW51jw_scp2GcmXvPU_wP4EgxpL1f_9-DL7CIlVhfwxa8tg8Kwk
ภาพประกอบ: 

เจลล้างมือ ใช้อย่างไร?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, November 1, 2018
รายละเอียด: 

นักวิทยาศาสตร์เผยวิธีทำความสะอาดมือด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคชนิดไม่ต้องใช้น้ำ (Sanitizer) หรือเจลล้างมือให้มีประสิทธิภาพ ควรพ่นเจลลงบนฝ่ามือและถูมือไปมาเป็นเวลา 15 – 30 วินาที

ScienceNews รายงานผลการศึกษาจาก Geneva University Hospitals ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กำหนดให้อาสาสมัครซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขจำนวน 23 คน ใช้มือสัมผัสแบคทีเรีย E.coli และบีบเจลล้างมือปริมาณ 3 มิลลิลิตร ใส่ฝ่ามือและถูไปมาโดยใช้เวลาที่แตกต่างกันตั้งแต่ 10 – 60 วินาที จากนั้นนักวิจัยได้ตรวจสอบปริมาณแบคทีเรียบนมือของอาสาสมัคร ผลปรากฎว่าแบคทีเรียลดปริมาณลงอย่างมากในเวลา 10 - 15 วินาที และค่อย ๆ ลดลงจนวินาทีที่ 30 แต่หลังจาก 45 วินาทีไปแล้วปริมาณแบคทีเรียไม่ลดลงอีกเลย

จากผลการศึกษา นักวิจัยจึงแนะนำให้ใช้ระยะเวลา 15 – 30 วินาที ถูมือไปมาหลังจากพ่นเจลล้างมือลงบนฝ่ามือ เพราะเป็นช่วงเวลาที่สามารถกำจัดแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันนักวิจัยไม่สามารถอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตามการรักษาสุขอนามัยของมือเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรค และลดปัจจัยเสี่ยงจากโรคไข้หวัด โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ได้อีกด้วย

ข้อแนะนำสำหรับการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดแต่ละครั้ง ควรฟอกสบู่ที่มืออย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเท่ากับการร้องเพลงแฮปปีเบิร์ดเดย์ (Happy Birthday) 2 รอบ จึงจะกำจัดเชื้อโรคได้

ภาพจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1335428803

Hits 13 ครั้ง
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์การแพทย์