Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์การแพทย์

Alz Calendar

วันที่: 
Friday, January 12, 2018

วันนี้ เรามี Application ดีๆ มาบอกต่อ เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์กันครับ
 
แอพพลิเคชั่นนี้จะช่วยทำให้คุณฝึกสมองในด้านต่างๆ ที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ มากถึง 7 ด่านคือ สมาธิ, ความตั้งใจ, ความจำ, ความสามารถทางภาษา, การเรียนรู้, การใช้เหตุผล และ การแก้ไขปัญหา และการตัดสินใจ
 
มีปฏิทินบันทึกช่วยจำในการเล่นถึง 365 วันเลยทีเดียว อัลไซเมอร์ป้องกันได้ง่ายๆ แค่เริ่มต้นโหลดแอพเลยครับ
 
ดาวน์โหลด iOS : https://itunes.apple.com/th/app/alz-calendar/id1160652905?l=th&mt=8
 
ดาวน์โหลด Android : https://play.google.com/store/apps/details?id=air.th.go.most.alzcalendar
 
#STKC #Application #AlzCalendar

ภาพประกอบ: 

มาทดสอบกันว่า เราถนัดสมองซีกซ้ายหรือซีกขวามากกว่ากัน

วันที่: 
Thursday, January 11, 2018

วันนี้เราพาน้องๆ มาเล่นเกมทดสอบสมองกัน
 
อย่างที่รู้ว่า มนุษย์เราแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน บางคนถนัดเรื่องของตรรกะและการใช้เหตุผล ในขณะที่บางคนถนัดในเรื่องของศิลปะและการสร้างสรรค์ นั่นเป็นเพราะเราถนัดการใช้สมองคนละซีกกันนั่นเองครับ
 
ก่อนอื่นเรามารู้จักกันก่อนว่า สมองแต่ละซีก ทำหน้าที่อะไร
 
หน้าที่สมองซีกซ้าย - ทำหน้าที่ในเรื่องของการใช้ภาษา การเขียน การอ่าน ทักษะด้านตัวเลข การใช้เหตุผล การควบคุม การพูด ทักษะด้านวิทยาศาสตร์ การควบคุมการทำงานของมือขวา เราอาจเรียกการทำงานของสมองซีกนี้ได้ว่าเป็น “ส่วนของการตัดสิน”
 
หน้าที่สมองซีกขวา - ทำหน้าที่ในเรื่องของความเข้าใจการเห็นภาพสามมิติ ความรู้สึกดื่มด่ำต่อศิลปะ ความมีสุนทรียะด้านดนตรี เพลง และการใช้จินตนาการในการดำเนินชีวิต รวมทั้งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของมือซ้ายเราอาจเรียกสมองส่วนนี้ว่า “ส่วนของการสร้างสรรค์”
 
วิธีเล่นเกมทดสอบ - เพียงเข้าไปที่ http://th.sommer-sommer.com และทำการตอบคำถามไม่กี่ข้อ ก็จะรู้แล้วล่ะว่าน้องๆ ถนัดสมองซีกไหนมากกว่ากัน ใครเล่นแล้วแชร์คำตอบกันมาได้นะครับ
 
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์

แหล่งที่มา: 
http://www.wegointer.com/2014/02/มาเล่นเกมทดสอบ-เราถนัด/
ภาพประกอบ: 

โค้กกับเป๊ปซี่ อะไรอร่อยกว่ากัน?

วันที่: 
Wednesday, January 10, 2018

"โค้กกับเป๊ปซี่ อะไรอร่อยกว่ากัน?" เป็นคำถามที่ถกเถียงกันมาตลอด วันนี้เราลองมาดูคำอธิบายจากงานวิจัยทางประสาทวิทยากันครับ
 
เมื่อปี 1975 เคยมีการทำทดลอง ให้ผู้คนลองดื่มน้ำทั้ง 2 ยี่ห้อ โดยดึงฉลากออก และให้บอกว่ายี่ห่อไหนอร่อยกว่ากัน ผลลัพธ์คือ 75% เทคะแนนให้เป๊ปซี่ แต่ทำไมโค้กถึงยังเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับ 1 ของโลกอยู่ดีล่ะ?
 
จนเมื่อมีการทดลองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งแรกทำการทดสอบเหมือนเดิม คือให้ลองดื่มน้ำทั้ง 2 ยี่ห้อโดยไม่เห็นฉลาก ผลลัพธ์ยังเป็นเช่นเดิมคือ คนเทคะแนนให้เป๊ปซี่มากกว่า
 
แต่เมื่อเขาทำการทดลองกับคนกลุ่มเดิม แต่คราวนี้มีการแปะฉลากยี่ห้อลงไปด้วย ผลปรากฏว่ารอบนี้ ผู้เข้าร่วมการทดลองกลับเลือกให้โค้กอร่อยกว่าเป๊ปซี่ น่าแปลกใจใช่ไหมล่ะครับ?
 
นั่นเป็นเพราะเวลากลุ่มผู้ทำการทดลองเห็นฉลากยี่ห้อ จะส่งผลต่อสมองส่วนที่เรียกว่า มีเดียล ฟรีฟรอน คอร์เทกซ์ ซึ่งเป็นส่วนการตัดสินใจเชิงอารมณ์ จากการทดลองชี้ให้เห็นว่า โค้ก มีความหมายเชิงอารมณ์มากกว่า ผู้คนจึงเลือกโค้กในตอนหลังนั่นเองครับ
 
เป็นยังไงบ้างครับ การตัดสินใจเชิงอารมณ์ก็ส่งผลไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะครับ แล้วน้องๆ ล่ะ? คิดว่าโค้กกับเป๊ปซี่ อะไรอร่อยกว่ากัน?
 
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์

แหล่งที่มา: 
https://th.linkedin.com/pulse/coke-vs-pepsi-นำอดลมอนไหนอรอยกวากน-varavut-pahuwuttanakorn
ภาพประกอบ: 

[สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก] - หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)

วันที่: 
Monday, January 8, 2018

สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลกที่เราจะนำเสนอวันนี้ เขาช่วยชีวิตมนุษย์มาแล้วนับไม่ถ้วน!! นั่นคือ หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) ครับ
 
หลุยส์ ปาสเตอร์ เป็นนักเคมีและนักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศส เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1822 (พ.ศ. 2365) และเสียชีวิตลงในวัย 72 ปี เมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1895 (พ.ศ. 2438) เขามีผลงานที่โดดเด่นมากๆ นั่นคือ คิดค้นวิธีรักษาโรคพิษสุนัขบ้า และโรคแอนแทรกซ์ นอกจากนั้นยังคิดค้นวิธีทำพาสเจอร์ไรส์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคและถนอมอาหารให้มีอายุการเก็บที่ยาวนานขึ้นอีกด้วย
 
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์ #สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก

แหล่งที่มา: 
https://hilight.kapook.com/view/72163
ภาพประกอบ: 

สรรพคุณของไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate) ยาแก้เมารถ เรือ เครื่องบิน

วันที่: 
Tuesday, December 19, 2017

มาดูเจ้าเม็ดจิ๋วแต่แจ๋ว คู่ใจนักเมารถ
 
ไดเมนไฮดริเนต หรือที่เห็นตามแผงขายยาในชื่อ ดรามามีน (Dramamine), ไดมิน (Dimin), ไดโมเนท (Dimonate) หรือ นาวาเมด (Navamed)
 
เป็นยาในกลุ่มแก้แพ้ ซึ่งจะออกฤทธิ์ต้านหรือยับยั้งสาร ฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งสารตัวนี้ทำให้เราเกิดอาการแพ้ต่างๆ เช่นอาการเมารถ เมาเรือ คลื่นไส้ แต่เจ้ายาตัวนี้ก็จะมีผลข้างเคียงตามมาคืออาการง่วงนอนนั่นเองครับ
 
ด้วยความที่ยาตัวนี้มีราคาถูก และหาซื้อง่าย (ร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมงก็มีขาย) จึงได้รับความนิยมมาก เพราะฉะนั้นหากครั้งหน้าคุณมีแผนจะเดินทาง ก็อย่าลืมพกเจ้า ไดเมนไฮดริเนต ติดตัวไว้ด้วยนะครับ
 
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์

แหล่งที่มา: 
https://medthai.com/ไดเมนไฮดริเนต
ภาพประกอบ: 

ทำไมอ่านหนังสือบนรถแล้วถึงปวดหัว?

วันที่: 
Monday, December 18, 2017

เพื่อนเคยเป็นสงสัยไหมครับ ทำไมอ่านหนังสือ หรือแชท LINE บนรถนานๆ แล้วปวดหัว คลื่นไส้?
 
นั่นเป็นเพราะว่า เวลาสายตาเราจดจ่ออยู่กับหนังสือหรือหน้าจอโทรศัพท์ที่ไม่มีการเคลื่อนที่ ดวงตาจะส่งสัญญาณไปยังสมองบอกว่า ร่างกายไม่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งขัดแย้งกับสัญญาณจากหูชั้นใน, กล้ามเนื้อ หรือข้อต่อต่างๆ ที่รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวจากการสั่นสะเทือนของรถ ความขัดแย้งของสัญญาณนี้ส่งผลให้เกิดอาการเมารถนั่นเอง
 
วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้น - ให้ละสายตาจากการอ่านทุกๆ ช่วงเวลาสั้นๆ และให้มองออกไปบนท้องฟ้า จะช่วยให้ดวงตาจับสัญญาณได้สอดคล้องกับร่างกายดีขึ้น และบรรเทาอาการต่างๆ ได้นั้นเองครับ
 
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์

แหล่งที่มา: 
https://th.wikihow.com/หลีกเลี่ยงอาการคลื่นไส้เวลาอ่านหนังสือในรถ
ภาพประกอบ: 

นักเดินทางข้ามเวลามีจริง! อาการเมาเวลาก็มีจริง!!

วันที่: 
Friday, December 8, 2017

นักเดินทางข้ามเวลาที่เรากำลังจะพูดถึงไม่ใช่คนที่เดินทางไปในอดีตได้หรอกครับ แต่กำลังพูดถึงคนที่เดินทางข้ามเขตโซนเวลาด้วยความรวดเร็ว จนเกิดอาการเมาเวลา
 
ยกตัวอย่างถ้าเราเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังสหรัฐอเมริกา ที่มีเขตเวลาต่างจากเราถึง 12 เขต และมีเวลาช้ากว่าเรา 12 ชั่วโมงด้วยเครื่องบิน ร่างกายของเราจะยังคงทำงานเป็นไปตามรอบเวลาเหมือนอยู่ที่ประเทศไทย แต่เวลาของประเทศกลับตรงกันข้ามกัน จึงทำให้ร่างกายสับสน เช่น เวลาเที่ยงวันของประเทศไทย กลับเป็นเวลาเที่ยงคืนของที่นี่ จึงส่งผลกับกิจกรรมประจำวันของเรา เช่น ทำให้เรานอนไม่หลับ เป็นต้น และอาการแบบนี่เองที่เรียกว่า เจ็ทแล็ค (Jet Lag) นั่นเองครับ
 
โดยปกติแล้ว การข้าม 1 เขตเวลา จะต้องให้ร่างกายปรับตัวประมาณ 1 วัน แต่จากตัวอย่าง การข้าม 12 เขตเวลา จึงต้องใช้เวลาปรับตัวเกือบ 2 สัปดาห์เลยหล่ะครับ
 
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์ #JetLag

แหล่งที่มา: 
https://travel.mthai.com/travel_tips/46288.html
ภาพประกอบ: 

หูอื้อเวลาขึ้นเครื่องบินเกิดจากอะไร? แล้วแก้ไขยังไงดี?

วันที่: 
Wednesday, December 6, 2017

ขึ้นเครื่องบินแล้วทำไมถึงหูอื้อ? แล้วแก้ยังไงดี?
 
ใครมีแผนจะไปเที่ยวด้วยเครื่องบินช่วงนี้ ต้องเตรียมสู้กับอาการหูอื้อให้ดีครับ วันนี้เรามีวิธีแก้อาการหูอื้อง่ายๆ มาฝาก แต่ก่อนอื่น เราไปทำความเข้าใจกันก่อนว่า อาการหูอื้อขณะเครื่องบินขึ้น-ลง เกิดจากอะไร
 
ในหูชั้นกลางของคนเรามีท่อที่เชื่อมกับด้านหลังโพรงจมูก เรียกว่า ท่อยูสเตเชี่ยน (Eustachian Tube) ทำหน้าที่ปรับความดันอากาศภายในหูกับความดันอากาศภายนอกให้เท่ากัน เช่น ทุกวันนี้เราอาศัยอยู่ในระดับพื้นดิน กลไกมนุษย์ก็จะปรับแรงดันภายในหู ให้เท่ากับข้างนอกเราจึงไม่มีอาการผิดปกติ
 
1. เมื่อเครื่องไต่ระดับขึ้นฟ้า (ยิ่งสูง แรงดันอากาศยิ่งน้อย) : ความดันในหูจะมากกว่าด้านนอก หูชั้นกลางจะทำการผลักอากาศออกไปด้านนอกผ่านทางแก้วหูและท่อยูสเตนเชี่ยน การที่แก้วหูถูกผลักออก ทำให้เราเกิดอาการหูอื้อหรือเจ็บหู
 
วิธีแก้ : กลืนน้ำลายบ่อยๆ หรือขยับกรามไปมา จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณปากท่อเปิด ลมภายในช่องหูชั้นกลางจึงถูกดันออกมาง่ายขึ้น
 
2. เมื่อเครื่องลดระดับสู่พื้น (ยิ่งต่ำ แรงดันอากาศยิ่งมาก) : ความดันในหูจะน้อยกว่าด้านนอก หูชั้นในจะทำการดูดอากาศจากภายนอกเข้ามาผ่านทางแก้วหูและท่อยูสเตนเชี่ยน เหมือนเดิม ทำให้แก้วหูถูกดันเข้าด้านใน ทำให้เราเกิดอาการหูอื้ออีกครั้ง
 
วิธีแก้ : ให้ใช้มืออุดจมูก แล้วเป่าลม ทำแก้มป่อง อากาศจะถูกดันเข้าช่องหูผ่านทางท่อยูสเตนเชียน และออกแรงผลักแก้วหูที่ถูกดันเข้ามาให้กลับสู่สภาสะปกติโดยเร็วนั่นเอง
 
นอกจากอาการหูอื้อจะเกิดจากการขึ้นเครื่องบินแล้ว เรายังพบได้ในสถาณการณือื่นๆ ที่ความดันอากาศเปลี่ยนอย่างรวดเร็วอีกด้วย เช่น ขึ้นหรือลงลิฟท์ที่เร็วๆ เป็นต้น
 
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์

แหล่งที่มา: 
https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1404808501
ภาพประกอบ: 

กัดเล็บนิ้วมือเล่น เป็นโรคทางจิต กลุ่มย้ำคิดย้ำทำจำพวกหนึ่ง

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, December 4, 2017
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=409:กัดเล็บนิ้วมือเล่น-เป็นโรคทางจิต-กลุ่มย้ำคิดย้ำทำจำพวกหนึ่ง&Itemid=184
รายละเอียด: 

หลายคนที่มีนิสัยชอบกัดเล็บนิ้วมือตัวเองเล่น รู้หรือไม่ว่าอาจเป็นโรคจิต ซึ่งจิตแพทย์สมาคมอเมริกันได้จัดให้อยู่ในกลุ่มอาการโรคจิต ประเภทย้ำคิดย้ำทำหรือโรควิตกกังวล แต่ถือว่าเป็นนิสัยที่ไม่เป็นภัยหรือเป็นอันตรายต่อผู้อื่น สำหรับผู้ที่ชอบมีนิสัยแบบนี้ถือว่าเป็นการทำร้ายตนเอง และทำตัวเองเจ็บปวดบ่อยๆ โดยไม่มีเหตุผลทั้งที่รู้ว่าเป็นเรื่องไร้สาระแต่ไม่สามารถห้ามได้ และยังมีความรู้สึกไม่สบายใจ วิตกกังวล จิตแพทย์สมาคมอเมริกันจึงระบุอาการชอบกัดเล็บนิ้วมือตัวเองไว้ในกลุ่มของโรคย้ำคิดย้ำทำ รวมถึงอาการอื่น ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันด้วย เช่น การล้างมือบ่อยๆ หรือการชอบถอนผมเล่น

โดยส่วนใหญ่เราจะพบการกัดเล็บนิ้วมือรวมถึงนิ้วเท้าตัวเองในเด็กอายุ 7- 10 ขวบ ร้อยละ 28–33 , วัยรุ่น ร้อยละ 44 , วัยผู้ใหญ่ตอนต้น ร้อยละ 19–29 , วัยผู้ใหญ่ ร้อยละ 5 และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง (ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต) นอกจากนิสัยชอบกัดเล็บตัวเองอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มของการเป็นโรคจิตแล้ว
ยังทำให้เสียบุคลิกและเสียสุขภาพด้วย

Hits 187 ครั้ง

6 วิธีแก้ง่วง โดยไม่พึ่งกาแฟ

วันที่: 
Tuesday, June 13, 2017

6 วิธีแก้ง่วง โดยไม่พึ่งกาแฟ

แหล่งที่มา: 
http://www.thaihealth.or.th/Content/36338-6%20วิธีแก้ง่วง%20โดยไม่พึ่งกาแฟ.html
ภาพประกอบ: 
6 วิธีแก้ง่วง โดยไม่พึ่งกาแฟ
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์การแพทย์