Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์การแพทย์

การศึกษายืนยัน ดื่มน้ำอัดลมทุกชนิด 2 แก้วต่อวัน เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 9, 2019
รายละเอียด: 

การศึกษาชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA ที่ศึกษาข้อมูลจากชายหญิง 451,743 คน จาก 10 ประเทศในยุโรป ในระยะเวลา 19 ปี พบว่า การบริโภคน้ำอัดลมวันละ 2 แก้วขึ้นไป จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและลำไส้ และหากดื่มน้ำอัดลมประเภทไดเอ็ท หรือที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล วันละ 2 แก้วขึ้นไป จะมีส่วนเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตด้วยโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ

นอกจากนี้ ในการศึกษายังพบว่า การดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมากต่อวัน ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพาร์กินสันอีกด้วย

ทั้งนี้ อายุเฉลี่ยของผู้ที่อยู่ในการวิจัยนี้ อยู่ที่ 50.8 ปี และราว 71.1% เป็นผู้หญิง

การศึกษานี้ครอบคลุมผลกระทบของการบริโภคน้ำอัดลมในทุกรูปแบบ ทั้งที่ใช้น้ำตาลธรรมชาติและที่ใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ที่ขนาดการบริโภค 1 แก้ว เท่ากับประมาณ 250 มิลลิลิตร แต่ปัจจุบันน้ำอัดลมที่จำหน่ายทั่วโลก 1 กระป๋องมีปริมาณ 355 มิลลิลิตร

ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ ด้วยการบริโภคเครื่องดื่มน้ำตาลน้อยหรือปราศจากน้ำตาลกันมากขึ้น เช่นเดียวกับการผลักดันภาษีน้ำอัดลมในสหรัฐฯ ซึ่งเกิดขึ้นในบางเมืองของรัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, โอเรกอน และอิลลินอยส์ ท่ามกลางแรงกดดันจากผู้ประกอบการน้ำอัดลมรายใหญ่ที่พยายามคัดค้านประเด็นดังกล่าว

cr. https://www.voathai.com/a/soda-2-glasses-a-day-raise-more-risk-for-early...

Hits 12 ครั้ง

ลำไส้เล็ก อวัยวะย่อยอาหารที่ทำงานหนักยิ่งกว่ากระเพาะ

วันที่: 
Friday, September 6, 2019

ถ้าพูดถึงระบบย่อยอาหาร คุณคิดว่าส่วนใดทำงานหนักที่สุด?
บางคนคิดว่าเป็นกระเพาะ แต่แท้ที่จริงแล้วคือ "ลำไส้เล็ก"
 
ระบบย่อยอาหารของคนเราไม่มีได้มีแค่กระเพาะ แต่ยังมีส่วนอื่นๆ อีก เช่น ฟัน ต่อมน้ำลาย ลำไส้เล็ก ตับ ตับอ่อน ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่
 
กระเพาะทำหน้าที่หลั่งเอนไซม์เพปซิโนเจน (Enzyme Pepsinogen) และกรดเกลือ เพื่อช่วยย่อยโปรตีน จากนั้นจะส่งต่อให้ลำไส้เล็กเพื่อย่อยอาหารที่เหลืออยู่ทั้งหมด โดยจะหลั่งเอนไซม์ที่ช่วยย่อยน้ำตาลชนิดต่างๆ นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์จากตับอ่อนมาช่วยย่อยโปรตีนให้เป็นกรดอะมิโน และย่อยคาร์โบไฮเดรตให้เป็นน้ำตาล รวมถึงย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมันอีกด้วย
 
จะเห็นได้ว่า ลำไส้เล็กเปรียบเสมือนเป็นด่านสุดท้ายของระบบย่อยอาหาร ที่นอกจากจะทำการย่อยอาหารต่างๆ แล้วยังต้องดูดซึมสารอาหารเข้าไปอีกด้วย ต่างจากกระเพาะอาหารที่สามารถย่อยได้เพียงโปรตีนและช่วคลุกเคล้าอาหารเท่านั้น ลำไส้เล็กจึงถือได้ว่าเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุดในระบบย่อยอาหารนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73808/-scibio-sci-
ภาพประกอบ: 

การศึกษาชิ้นใหม่ช่วยยืนยันไม่มีใครแก่เกินออกกำลังกาย

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, September 5, 2019
รายละเอียด: 

นักวิจัยด้านการแพทย์บอกว่า ความเชื่อตั้งเดิมที่ว่าการออกกำลังกายจะสร้างปัญหาและภาระให้กับผู้สูงวัยนั้นเป็นความคิดที่ล้าสมัย เพราะนายแพทย์เลห์ บรีน จากคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและการบำบัดฟื้นฟูด้วยการออกกำลังกาย ที่มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ของอังกฤษ กล่าวว่า วิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันโรคภัยและความเจ็บป่วยในวัยชรานั้นคือการหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ

คำถามก็คือการออกกำลังกายแบบไหนจะเหมาะสมที่สุดสำหรับคนสูงวัย คำตอบก็คือการออกกำลังกายแบบที่เรียกว่า Resistance Training หรือการออกกำลังกายแบบออกแรงต้านเพื่อมุ่งสร้างกล้ามเนื้อและมวลกระดูก เพราะทั้งสองเรื่องนี้ล้วนแต่มีความสำคัญต่อสุขภาพที่ดีของร่างกายที่ผ่านโลกมานาน

คุณหมอเลห์ บรีน จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ให้คำแนะนำด้วยว่า ผู้ที่อยู่ในช่วงวัย 50 เศษถึง 60 ปีเศษ ควรออกกำลังกายแบบออกแรงต้านเพื่อช่วยสร้างกล้ามเนื้อและมวลกระดูกราวสองถึงสามวันต่อสัปดาห์ โดยการศึกษาได้ชี้ให้เห็นว่ามีการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อราว 20% อันเป็นผลจากการออกกำลังกายลักษณะดังกล่าว

และผลที่ได้นี้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้มากวัยแต่ใจยังสู้อยู่ แม้จะไม่เคยฝึกเรื่องการออกกำลังกายลักษณะนี้มาก่อนเลย

การศึกษาของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมดังกล่าวดูจะเป็นเครื่องยืนยันด้วยว่า อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขจริงๆ และไม่มีคำว่าแก่เกินกว่าจะได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกาย โดยเฉพาะที่มุ่งสร้างกล้ามเนื้อกับมวลกระดูก

โดยตัวอย่างที่เห็นได้คือการศึกษาเรื่องนี้กับชายสูงวัยอายุตั้งแต่ 65 ถึง 80 ปีจำนวน 15 คน และนายแพทย์เลห์ บรีน บอกด้วยว่า ทางมหาวิทยาลัยมีแผนจะศึกษาเพิ่มเติมเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงต่อไปในช่วงปลายปีนี้

cr : voathai.com/a/elderly-hardcore-exercise-ct/5068958.html

Hits 19 ครั้ง

เดินเซ เป๋ไปมาบ่อยๆ อาจป่วยเป็นโรค Ataxia

วันที่: 
Friday, August 30, 2019

เดินเซ เป๋ไปเป๋มา ทั้งๆ ที่สติยังมีครบ
อาจเป็นสัญญาของโรค Ataxia มาทำความรู้จักโรคนี้กัน
 
เซ (Ataxia) คือ ภาวะการเคลื่อนไหวที่ไม่ประสานกันในขณะที่มีการเคลื่อนไหวแบบตั้งใจ เช่น การเดินเซ การหยิบจับสิ่งของไม่อยู่มือ การเขียนหนังสือไม่ได้ หรือการพูดไม่ชัด เป็นต้น อาการดังกล่าวนี้อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท เช่น สมองส่วนเซรีเบลลัม (Cerebellum) ระบบไขประสาทสันหลัง และการทำงานของเส้นประสาทส่วนปลายซึ่งทำหน้าที่สื่อสารกับอวัยวะภายนอก
 
Ataxia แบ่งออกเป็น 4 ประเภทได้ดังนี้
 
1. Friedreich's Ataxia
เกิดจากความผิดปกติของยีน ทำให้เซลล์ประสาทบางอย่างเสื่อมสภาพ
 
2. Spinocerebellar Ataxia
โรคสูญเสียการทรงตัวที่เกิดจากสมองน้อย ไขสันหลัง และระบบประสาทนอกส่วนกลาง
 
3. Ataxia Telangiectasia
โรคกล้ามเนื้อเสียการประสานงานที่ทำให้หลอดเลือดขยายใหญ่
 
4. Idiopathic Late Onset Cerebellar Ataxia
อาการเซที่เกิดจากสมองถูกทำลายเป็นเวลานาน
 
ถ้าใครที่พบว่าตัวเองมีอาการทรงตัวไม่อยู่แม้จะพยายามแค่ไหนแล้วก็ตาม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป ซึ่งการรักษาโรคนี้ หลักๆ คือการทำกายภาพบำบัดนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view207281.html
ภาพประกอบ: 

รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติการทดลองปลูกอวัยวะมนุษย์ในสัตว์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, August 30, 2019
รายละเอียด: 

หนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun ของญี่ปุ่น รายงานว่า Hiromitsu Nakauchi นักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยที่สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยโตเกียว ยืนยันการอนุมัติการทดลองปลูกอวัยวะมนุษย์ในสัตว์แล้ว

ศูนย์วิจัยของ Nakauchi ทำการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างตัวอ่อนสัตว์ที่มีเซลล์ของมนุษย์อยู่ในตัว โดยได้ขออนุมัติการปลูกเซลล์มนุษย์ในตัวอ่อนของสัตว์แล้วฝังเข้าไปในมดลูกของสัตว์

เป้าหมายของการวิจัยนี้ก็คือการปลูกอวัยวะของมนุษย์ในสัตว์จนโตเต็มที่ ซึ่งอาจสามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์ และหากประสบความสำเร็จ อวัยวะดังกล่าวจะสามารถช่วยผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะได้

อย่างไรก็ตาม การทดลองดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากนักวิทยาศาสตร์ที่แสดงความห่วงกังวลในเรื่องจริยธรรม

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามการทดลองปลูกเซลล์มนุษย์ในตัวอ่อนของสัตว์เป็นเวลานานกว่า 14 วัน เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีความกังวลว่าอาจนำไปสู่การกำเนิดของสิ่งมีชีวิตลูกผสมระหว่างสัตว์และยีนของมนุษย์

แต่รายงานของวารสาร Nature ระบุว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่นยกเลิกคำสั่งห้ามดังกล่าวเมื่อเดือนมีนาคม การยกเลิกคำสั่งนี้ช่วยให้คณะวิจัยของ Nakauchi สามารถปลูกอวัยวะจนโตเต็มที่ โดยจะเริ่มต้นจากการทดลองปลูกอวัยวะตับอ่อนของมนุษย์ในสัตว์ อย่างเช่น หนูทดลอง

Hiromitsu Nakauchi กล่าวว่า ในที่สุดเราก็สามารถเริ่มต้นทำการศึกษาในเรื่องนี้ได้อย่างจริงจัง หลังจากการเตรียมการนานถึง 10 ปี แต่เขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องสร้างอวัยวะมนุษย์ได้ทันที

ทีมวิจัยของ Nakauchi วางแผนที่จะสร้างตัวอ่อนที่ไม่สามารถสร้างตับอ่อนเองได้ โดยฉีดเซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์เข้าไปในตัวอ่อนเพื่อให้สร้างตับอ่อนจากเซลล์นั้น จากนั้นตัวอ่อนจะถูกฉีดเข้าไปในมดลูกของสัตว์ ด้วยความหวังว่าตับอ่อนเซลล์มนุษย์จะเติบโตขึ้นมาได้

หากการทดลองนี้ประสบความสำเร็จ นักวิจัยหวังว่าสักวันหนึ่งจะสามารถปลูกอวัยวะขนาดเท่าของมนุษย์ในสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น หมูและแกะ ได้

หนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun รายงานว่า แนวทางใหม่กำหนดให้นักวิจัยต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการถือกำเนิดของสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งสัตว์

Nakauchi กล่าวว่า จะปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ และกล่าวอ้างว่าการทดลองนี้อยู่ในความควบคุมเพื่อป้องกันผลลัพธ์ดังกล่าว และว่าจำนวนเซลล์ของมนุษย์ที่ปลูกในร่างแกะนั้นมีขนาดเล็กมาก ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1,000 หรือ 1 ต่อ 10,000 ซึ่งการปลูกถ่ายในอัตราส่วนนี้จะไม่มีทางทำให้เกิดการถือกำเนิดของสัตว์ที่มีใบหน้าเป็นมนุษย์ได้

Cr : https://www.voathai.com/a/japan-grow-human-organs-in-animals/5040708.html

Hits 17 ครั้ง

องค์การอนามัยโลกระบุ 'ไมโครพลาสติก' ในน้ำดื่ม มีความเสี่ยงต่ำต่อสุขภาพ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 29, 2019
รายละเอียด: 

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO (World Health Organization) จัดทำรายงานชิ้นแรกที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจากมวลพลาสติกขนาดเล็ก หรือไมโครพลาสติก ซึ่งถูกพบได้ตามเเม่น้ำ ทะเลสาบ แหล่งน้ำทิ้ง หรือแม้กระทั่งในน้ำดื่มของมนุษย์

ผลการวิจัยพบว่า หากมนุษย์ดื่มน้ำที่มีมวลพลาสติกขนาดเล็กเข้าไป อันตรายที่มีต่อสุขภาพจะอยู่ในระดับต่ำ

บรูซ กอร์ดอน ผู้ประสานงานแห่งฝ่าย Water, Sanitation and Health ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า เมื่อร่างกายรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ส่วนใหญ่ของมวลพลาสติกเหล่านั้นจะไม่ถูกดูดซึมสู่ร่างกายมนุษย์

เขากล่าวว่า มวลพลาสติกขนาดจิ๋วในน้ำจากขวดน้ำดื่ม จะถูกพบมากกว่าในน้ำปะปาเล็กน้อย และบางส่วนที่พบในน้ำขวดมาจากฝาปิด และจากกระบวนการผลิตขวด

การศึกษาชิ้นนี้ระบุด้วยว่า หากกระบวนการบำบัดน้ำเสียทำได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปริมาณไมโครพลาสติกลงได้อย่างมาก

เจนนิเฟอร์ เดอ ฟร็องซ์ ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า ประชากรจำนวนมากในโลกไม่สามารถเข้าถึงระบบบำบัดน้ำเสียที่มีคุณภาพดีพอ เธอกล่าวว่า ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์จากการที่มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ดี และหากสามารถลดปริมาณมวลสารขนาดเล็กได้ ก็จะมีส่วนช่วยลดเชื้อโรคขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ด้วย

องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ควรมีการศึกษามากขึ้นถึงผลกระทบจากมวลพลาสติกขนาดเล็กต่อมนุษย์และสิ่งเเวดล้อม

WHO เเนะนำตามข้อมูลปัจจุบันว่า ควรมีการกำจัดหรือลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กและสารเคมีที่สร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่นเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของ โรคท้องร่วง

ที่มา : https://www.voathai.com/a/who-microplastic-ro/5053828.html

Hits 15 ครั้ง

6 โรคร้ายจากยุง ควรหลีกเลี่ยงก่อนเกิดอันตราย

วันที่: 
Wednesday, August 28, 2019

ยุงตัวเล็ก แต่เป็นพาหะนำโรคที่ไม่ธรรมดา
มาดู 6 โรคร้ายจากยุงที่ควรหลีกเลี่ยงก่อนเกิดอันตรายกันเถอะ
 
ไข้เลือดออก
มีไข้สูงลอย 39-40 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามตัว และปวดศีรษะ มีอาการเลือดออก
 
โรคชิคุนกุนยา
เกิดจากเชื้อไวรัส RNA ทำให้มีอาการอักเสบตามข้อหรือมีอาการปวดข้อมาก ร่วมกับไข้ขึ้นสูง
 
ไวรัสซิกา
อาจทำให้เกิดความผิดปกติกับทารกในครรภ์ โดยเป็นเหตุให้ทารกมีกะโหลกศีรษะและสมองที่เล็กกว่าปกติ
 
ไข้มาลาเรีย
มีไข้สูง ปวดศีรษะ หนาวสั่นสลับร้อน เหงื่อออกมาก มีพาหะเป็นยุงก้นปล่อง พบมากในบริเวณป่าและเขา
 
โรคไข้สมองอักเสบ
มีไข้สูง อาเจียน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หลังจากนั้นจะมีอาการทางสมอง เช่น คอแข็ง เลอะเลือน ซึม เพ้อคลั่ง ชัก หมดสติ มือสั่น หรืออัมพาต
 
โรคเท้าช้าง
มีไข้สูงเฉียบพลัน หลอดน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลืองอักเสบ โดยมักพบการอักเสบบริเวณ ขา
 
โรคจากยุงนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะครับ ทางที่ดีที่สุดคือป้องกันบ้านของเราเองไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง หมั่นทำความสะอาดแหล่งน้ำขังต่างๆ และหากจำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานที่ที่มียุงชุกชุม ก็อย่าลืมป้องกันด้วยยากันยุงกันด้วยนะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view212134.html
ภาพประกอบ: 

ควรแปะพลาสเตอร์บนแผล หรือปล่อยให้แผลแห้งเอง

วันที่: 
Wednesday, August 21, 2019

เป็นแผล...จำเป็นต้องแปะพลาสเตอร์ยาไหม?
วันนี้เรามาหาคำตอบเรื่องนี้กันครับ
 
เมื่อเวลาเราเป็นแผล สิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่งคือเรื่องของการติดเชื้อ โดยเฉพาะแผลที่เกิดในบริเวณที่ต้องสัมผัสกับสิ่งอื่น เช่น เสื้อผ้า ที่อาจมีการเสียดสีระหว่างเนื้อผ้าและแผล และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อตามมาได้ เพราะฉะนั้น พลาสเตอร์ยาจึงผลิตออกมาเพื่อ ป้องกันแผลไม่ให้สัมผัสกับเชื้อโรคข้างนอก และยังช่วยดูดซับของเหลวที่เกิดจากแผลได้อีกด้วย
 
ฉะนั้น หากเราเป็นแผลในบริเวณที่ต้องสัมผัสกับสิ่งอื่นอยู่ตลอดเวลา เช่น แผลในร่มผ้า แผลที่นิ้วมือ ควรจะต้องปิดพลาสเตอร์ยาเพื่อป้องกันแผลจากการติดเชื้อภายนอก แต่หากแผลเกิดในที่ที่ไม่ได้เสี่ยงต่อการสัมผัสอยู่แล้ว เช่น แผลที่คิ้ว แผลถลอกบริเวณหลังมือ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้พลาสเตอร์ยา สามารถปล่อยให้แผลแห้งได้ตามปกติเลยครับ
 
เมื่อใช้พลาสเตอร์ยาแล้ว ควรพยายามเลี่ยงต่อการโดนน้ำ หากพลาสเตอร์ยาเปียก ควรเปลี่ยนเป็นแผ่นใหม่ทันที เพื่อให้แผลแห้งไวขึ้นและไม่เสี่ยงต่อการอักเสบของแผลด้วยครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view211351.html
ภาพประกอบ: 

อากาศหนาวเกินไป ทำให้สมองไม่แล่นจริงหรือ

วันที่: 
Wednesday, August 14, 2019

อากาศหนาวเกินไปทำให้สมองไม่แล่นจริงหรือ?
ห้องเรียน-ห้องทำงานไหนเปิดแอร์แรงเกินไป
ต้องรีบแก้ไขเลยครับ!
 
มีบทวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำการสำรวจนักศึกษาชาวเยอรมันมากกว่า 550 คน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่ม และให้แยกกันนั่งในห้องที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ 16.9-32.57 องศาเซลเซียส และทุกคนต้องทำแบบทดสอบที่ต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์และการคำนวณ
 
จากการทดลองพบว่า อาสาสมัครผู้หญิงจะมีทักษะการคำนวณและทักษะทำความเข้าใจได้ดีในห้องที่มีอุณหภูมิพอเหมาะ โดยแค่อุณหภูมิต่างกัน 1 องศาก็มีผลต่อทักษะคิดวิเคราะห์ของผู้หญิง 1% และส่งผลต่อทักษะการคำนวณประมาณ 1.75% โดยปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบกับผู้ชายเพียง 0.6% เท่านั้น
 
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำไมเราถึงต้องเปิดแอร์ในอุณหภูมิที่พอดี ไม่ว่าจะในห้องเรียน ห้องทำงาน หรือห้องนอน ไม่ใช่แค่เรื่องของสมองเท่านั้น แต่ยังเป็นการประหยัดพลังงาน และประหยัดค่าไฟได้อีกด้วย
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view210797.html
ภาพประกอบ: 

การใช้สื่อสังคมออนไลน์บ่อนทำลายสุขภาพจิตวัยรุ่นจริงหรือ?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 15, 2019
รายละเอียด: 

การศึกษาฉบับใหม่ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Child & Adolescent Health ฉบับวันอังคาร ไปสัมภาษณ์เด็กและเยาวชนเกือบ 10,000 คน ที่มีอายุระหว่าง 13-16 ปีในประเทศอังกฤษ พบว่า สื่อสังคมออนไลน์อาจไม่ใช่ผู้ร้ายที่สร้างปัญหาสุขภาพจิตตัวจริง แต่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตของเด็กวัยรุ่นหญิง จากการที่โซเชียลมีเดียเป็นประตูสู่การระรานบนโลกออนไลน์ หรือ cyber-bullying รวมทั้งกระทบต่อกิจกรรมที่มีประโยชน์กับชีวิตมากกว่าการนั่งเฝ้าหน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์ที่บ้าน

รัสเซล ไวเนอร์ ผู้ร่วมทำการวิจัยจากสถาบันสุขภาพเด็ก UCL Great Ormond Street Institute of Child Health บอกว่า ในการศึกษาไม่ได้ฟันธงตรงๆว่าสื่อสังคมออนไลน์เป็นอันตราย แต่การใช้อย่างบ่อยครั้ง อาจกระทบกิจกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น เช่น การนอนหลับ และการออกกำลังกาย ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตรายและกระทบจิตใจ อย่างการถูกระรานบนโลกออนไลน์

เมื่อพูดถึงความถี่ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในการศึกษานี้ สัมภาษณ์เยาวชนปีละ 1 ครั้ง ในช่วงปี ค.ศ. 2013-2015 โดยให้พวกเขารายงานว่าใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้ง เฟสบุ๊ก อินสตาแกรม วอทส์แอพ ทวิตเตอร์ และสแนปแชทบ่อยแค่ไหนในแต่ละวัน และกำหนดว่าการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์มากกว่า 3 ครั้งต่อวันนั้นจัดอยู่ในกลุ่ม “บ่อยมาก”

ในการวิจัยยังถามถึงสารทุกข์สุกดิบของวัยรุ่นที่ทำการวิจัยในช่วง 1 ปีถัดมา ตั้งแต่สภาพจิตใจ และสภาพความเป็นอยู่ ความพึงพอใจในชีวิต ความสุข และความกังวลในจิตใจของพวกเขา

ปรากฏว่าไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหญิงหรือชาย ยิ่งเล่นโซเชียลมีเดียบ่อยครั้งเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีระดับความเครียดมากเท่านั้น และภาพดังกล่าวยิ่งชัดเจนกับวัยรุ่นหญิง โดยในการศึกษาพบว่า เกือบร้อยละ 60 ของวัยรุ่นหญิงที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ มีปัญหาด้านคุณภาพการนอนหลับและถูกระรานบนโลกออนไลน์ แต่กับเด็กผู้ชายที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์บ่อยครั้ง มีเพียงร้อยละ 12 ที่มีผลกระทบทางจิตใจ

อย่างไรก็ตาม การศึกษาชิ้นนี้ ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ถึงสาเหตุของปัญหาสุขภาพจิตของวัยรุ่นชาย อีกทั้งยังไม่ได้เก็บรายละเอียดถึงระยะเวลาที่วัยรุ่นใช้เล่นโซเชียลมาเป็นข้อมูลการศึกษา ซึ่งต้องการการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต แต่นี่ถือเป็นอีกการวิจัยที่ย้ำยืนยันว่าสื่อสังคมออนไลน์นั้นมีส่วนเชื่อมโยงต่อปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่น หลังจากที่เมื่อเดือนก่อน ทีมวิจัยแคนาดาพบว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์มากๆ มีส่วนเชื่อมโยงให้เกิดภาวะซึมเศร้ามากขึ้นในวัยรุ่น

บ็อบ แพตตัน อาจารย์ด้านจิตวิทยาคลินิก จาก University of Surrey ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยครั้งนี้กล่าวว่า การวิจัยนี้กำลังบอกว่าวิธีที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะเน้นจำกัดเวลาเล่นโซเชียลมีเดีย เพื่อให้สุขภาพกายใจของเด็กและเยาวชนดีขึ้นนั้นอาจไม่ได้ผลตรงเป้า แต่ควรเน้นไปที่การทำกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อร่างกายโดยตรง ก็คือ การนอนหลับและออกกำลังกายมากขึ้น

เช่นเดียวกับแอน เดอสเมต อาจารย์จาก Ghent University ในเบลเยียมที่แนะว่า หากเลือกปรับพฤติกรรมให้ดีต่อสุขภาพ และแก้ปัญหาการระรานบนโลกออนไลน์ให้ลดน้อยถอยลงไปได้ สื่อสังคมออนไลน์ ที่มีเป้าหมายตั้งต้นคือการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ก็ยังคงมีด้านดีหากใช้ให้เป็น

ที่มา : https://www.voathai.com/a/social-media-mental-health-adolescent/5042474....

Hits 28 ครั้ง
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์การแพทย์