Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์การแพทย์

ดื้อยาปฏิชีวนะ: จับตามองแบคทีเรียกลายพันธุ์และพัฒนาการดื้อยาแบบทันควัน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, February 12, 2019
รายละเอียด: 

เคยสงสัยไหมว่า แบคทีเรียพัฒนาตัวเองเพื่อเอาชนะยารักษาโรคได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนำเสนอการทดลองนี้ เพื่อให้เห็นว่า พวกมันพัฒนาตัวเองได้เร็วแค่ไหน

นักวิทยาศาสตร์ ม.ฮาร์วาร์ด เลี้ยงแบคทีเรีย อี.โคไล ในจานเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่ เพื่อดูว่า พวกมันพัฒนาการดื้อยาปฏิชีวนะอย่างไร

ที่แถบนอกของจานเพาะเลี้ยงไม่มียาปฏิชีวนะ ถัดเข้ามามียา 1 โดส ที่ปกติใช้ฆ่า อี.โคไล ได้ ความแรงของยา เพิ่มเป็น 10 เท่า แล้วก็ 100 เท่า สุดท้ายที่แถบในสุดยาปฏิชีวนะแรงกว่าปกติ 1,000 เท่า

จากนั้น พวกเขาได้ใส่เชื้อ อี.โคไล ที่ปลายสุดแต่ละด้านของจานเพาะเลี้ยง เชื้อ อี.โคไล ปกติ จะแพร่ไปบริเวณที่ไม่มียาปฏิชีวนะ แต่พวกมันจะตาย เมื่อเจอกับยาโดสแรก แต่สายพันธุ์ที่ดื้อยาจะทะลวงไปได้ มันแพร่ไป และเอาชนะยาที่มีความแรงหนึ่งโดสได้

แบคทีเรียบนผิวหนังมนุษย์เริ่มกลายพันธุ์ เสี่ยงทำให้ติดเชื้อ-ดื้อยารุนแรง
แบคทีเรียในน้ำลายหมีสีน้ำตาลอาจเป็นยาปฏิชีวนะชนิดใหม่
ขั้นต่อไป แบคทีเรียดื้อยานี้ต้องหยุดเพื่อปรับสภาพ แล้วพัฒนาการดื้อยาขึ้นมาใหม่ เพื่อให้รอดจากยาปฏิชีวนะที่มีความแรง 10 เท่า

เชื้อที่กลายพันธุ์ สามารถฝ่าไปได้ถึงความแรง 100 เท่า และสุดท้าย หลังจากพัฒนาการดื้อยาได้มากขึ้น แบคทีเรียนี้ก็รอดจากยาปฏิชีวนะที่มีความแรง 1,000 เท่าได้ แบคทีเรียนี้ใช้เวลาเพียง 10 วัน ในการพัฒนา จนดื้อยาได้อย่างเต็มที่

Hits 12 ครั้ง

อาการนอนกรนอันตรายกว่าที่คิด

วันที่: 
Saturday, February 9, 2019

นอนกรนไม่ได้ส่งผลแค่เสียงดัง แต่มีภัยร้ายแฝงอยู่ ใครรู้ตัวว่านอนกรน ต้องอ่านเลย
 
อาการนอนกรนจะเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ กล้ามเนื้อคอจะผ่อนคลายและหย่อนตัว ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง อากาศที่เคลื่อนผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง จะทำให้เกิดการสั่นของเนื้อเยื่อคอ และทำให้เกิดเสียงกรนขึ้น
 
ในบางรายกล้ามเนื้อคอหย่อนตัวลงมาจนปิดทางเดินอากาศ จะทำให้หายใจไม่ได้ชั่วขณะ หรือเรียกว่า "ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ" เมื่อสมองขาดออกซิเจน จะทำให้ผู้ป่วยตื่นขึ้นในรูปแบบการหายใจแรงหรือไอแรง เพื่อปรับตำแหน่งของลิ้นใหม่ ส่งผลให้นอนหลับไม่เพียงพอและสมองได้รับออกซิเจนไม่เต็มที่
 
ใครที่สงสัยว่าตัวเองอาจมีอาการหยุดหายใจขณะหลับ อย่าปล่อยไว้ ให้รีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางรักษาต่อไปนะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.bangkokhospital.com/index.php/th/diseases-treatment/what-is-snoring-1
ภาพประกอบ: 

ยาสีฟัน หลักการทำงานและการเลือกใช้

วันที่: 
Thursday, February 7, 2019

ใช้กันอยู่ทุกเช้าเย็น รู้กันไหมครับ ยาสีฟันทำมาจากอะไร และมีหลักการทำงานยังไง?
 
ช่องปากเปรียบเสมือนสวนสัตว์เล็กๆ ส่วนตัว ประกอบไปด้วยเชื้อจุลินทรีย์กว่า 500 ชนิดซึ่งเป็นสิ่งตกค้างจากเศษอาหารที่เกาะอยู่ตามซอกฟัน และหมักหมมจนก่อให้เกิดกรดและสารระเหยของซัลเฟอร์โมเลกุล กรดที่เกิดขึ้นจะกัดกร่อนเนื้อฟันให้ผุจนเป็นหลุม และส่งผลให้มีกลิ่นเหม็น
 
หลักการทำงานของยาสีฟัน คือ การทำงานร่วมกับแปรงสีฟัน เพื่อกำจัดเศษอาหารที่ตกค้างและต่อต้านการเกิดจุลินทรีย์ดังกล่าวนั่นเอง
 
ส่วนประกอบโดยทั่วไปของยาสีฟัน ประกอบไปด้วย ผงขัดฟันเพื่อขจัดคราบต่างๆ สารแต่งรส กลิ่น สารเพิ่มความชื้น ความข้นหนืด และฟลูออไรด์ สารสำคัญที่ช่วยเข้าไปแทรกในเนื้อฟันเพื่อป้องกันฟันผุ และต่อต้านการเติบโตของจุลินทรีย์ในช่องปากนั่นเอง
 
แล้วเราจะเลือกยาสีฟันแบบไหนดี? โดยทั่วไปแล้ว ยาสีฟันชนิดไหนก็น่าจะใช้ได้ทั้งนั้นถ้าประกอบไปด้วยฟลูออไรด์ ซึ่งจะช่วยป้องกันฟันผุและช่วยให้ฟันแข็งแรง ที่สำคัญคือให้เลือกชนิดที่ไม่มีผงขัดฟันเยอะเกินไป เพราะอาจจะทำให้เนื้อฟันกร่อนได้ครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/344/การดูแลช่องปากและความรู้เรื่องยาสีฟัน/
ภาพประกอบ: 

ออกกำลังกายเบาๆ ช่วยทุเลาความรุนเเรงของ 'อาการเส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบ'

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, January 29, 2019
รายละเอียด: 

ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวผู้ป่วย 925 คน ที่เข้ารับการรักษาหลังจากล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตก ที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก สวีเดน ระหว่างปี ค.ศ. 2014 – 2016 และพบว่า ผู้ป่วย 4 ใน 5 คนล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตกที่ไม่รุนแรง

และมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ป่วยออกกำลังกายเบาๆ ก่อนล้มป่วย เเละเมื่อเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่อยู่เฉยๆ พบว่า คนที่ออกกำลังกายเบาๆ ก่อนล้มป่วยมีอาการป่วยที่ไม่รุนแรง

ทีมนักวิจัยตีพิมพ์ผลการศึกษานี้ในวารสาร Neurology เมื่อเร็วๆนี้

มาลิน ไรน์โฮล์ดสัน (Malin Reinholdsson) นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก (University of Gothenburg) กล่าวว่า จากการศึกษาก่อนหน้านี้ ทีมนักวิจัยรู้ว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตก แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าการออกกำลังกายมีส่วนช่วยลดระดับความรุนแรงของอาการป่วยมากน้อยแค่ไหน

ผู้ป่วยในการวิจัยอายุโดยเฉลี่ย 73 ปี เเละส่วนมากมีภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดอุดตันซึ่งพบได้ทั่วไป เกิดขึ้นเมื่อมีก้อนอุดตันเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง และราวร้อยละ 6 ของผู้ป่วยเกิดอาการเส้นเลือดในสมองเเตกซึ่งพบไม่บ่อยนัก

เพื่อประเมินระดับของการออกกำลังกายก่อนล้มป่วย ทีมนักวิจัยได้สอบถามผู้ป่วยในการวิจัยถึงระยะเวลาเเละความหนักหน่วงของการออกกำลังกายก่อนหน้าที่ต้องเข้าโรงพยาบาล

ทีมนักวิจัยกล่าวว่า การออกกำลังกายเบาๆ ได้เเก่การเดินเล่นสบายๆ นาน 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และการออกกำลังกายระดับปานกลาง ได้แก่การว่ายน้ำ การวิ่ง เเละการเดินเร็ว อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ในบรรดาผู้ป่วย 481 คนที่ไม่ออกกำลังกายเลย มี 354 หรือร้อยละ 74 เกิดอาการเส้นเลือดสมองอุดตันหรือแตกชนิดไม่รุนแรง

และสำหรับคนที่ออกกำลังกายเบาๆ 330 คน หรือร้อยละ 86 เกิดอาการเส้นเลือดสมองอุดตันหรือเเตกที่ไม่รุนแร งเเละในกลุ่มผู้ป่วย 59 คนที่ออกกำลังกายในระดับปานกลาง พบว่า 53 คน หรือร้อยละ 90 ล้มป่วยเเบบไม่รุนแรง

ทีมนักวิจัยชี้ว่า อายุยังเป็นปัจจัยที่สำคัญด้วย โดยคนที่อายุสูงกว่าจะล้มป่วยด้วยอาการที่รุนแรงกว่าผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่ได้มุ่งพิสูจน์ว่าระยะเวลาเเละความหนักหน่วงของการออกกำลังกายมีผลต่อความรุนแรงของอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตก หรือไม่ และอย่างไร

ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งของการวิจัยนี้คือ ทีมนักวิจัยต้องพึ่งผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตก ในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับนิสัยการออกกำลังกายก่อนล้มป่วย เเละความทรงจำของผู้ป่วยมีความแม่นยำลดลงหลังล้มป่วย

นิโคล สปาร์ตาโน่ (Nicole Spartano) นักวิจัยที่ภาควิชาการแพทย์ มหาวิทยาลัยบอสตัน ซึ่งร่วมเขียนบทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์พร้อมกับรายงานผลการศึกษานี้ กล่าวว่า แม้กระนั้นก็ตาม ผลการวิจัยนี้ได้เพิ่มข้อมูลที่มีหลักฐานยืนยันว่า การออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตกลงได้ ตลอดจนช่วยลดความรุนแรงของอาการป่วยลง

สปาร์ตาโน่กล่าวว่า การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้สมองรักษาความเเข็งเเรงของเส้นเลือดซึ่งมีเครือข่ายที่ซับซ้อน ดังนั้นหากเกิดอาการอุดตันในเส้นเลือดจุดใดจุดหนึ่ง อาจจะมีเส้นทางอื่นที่สามารถนำออกซิเจนไปยังจุดที่มีปัญหาได้

สปาร์ตาโน่ย้ำว่า การออกกำลังกายสามารถช่วยป้องกันปัจจัยเสี่ยงของการเกิดอาการเส้นเลือดอุดตันหรือแตก อาทิ ความอ้วน เบาหวานเเละความดันโลหิตสูง และย้ำว่า การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าคนเราอาจไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเพื่อให้ห่างไกลจากโรคร้าย

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 23 ครั้ง

วิตามิน C รักษาโรคหวัดได้จริงหรือ

วันที่: 
Saturday, January 26, 2019

เข้าใจผิดกันมานานว่า "วิตามินซีป้องกันหวัดได้" แล้วสรุปวิตามินซีไม่ได้ช่วยป้องกันหวัดหรอกเหรอ?! เรามาดูความจริงกัน
 
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับวิตามินซีกันก่อน “วิตามินซี” หรือ กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ มีประโยชน์มากมาย เช่น ใช้รักษาและป้องกันโรคลักปิดลักเปิด มีส่วนช่วยในการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น
 
จากการศึกมาที่ผ่านมาพบว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน ไม่สามารถป้องกันหวัดหรือลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้ แต่ด้วยคุณสมบัติของวิตามิซี จะช่วยให้ร่างกายสามารถลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดได้ต่างหาก
 
สรุปง่ายๆ ว่าวิตามินซีไม่สามารถป้องกันการเป็นหวัดได้ แต่เมื่อเป็นหวัดแล้ว วิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายหายจากหวัดได้ไวขึ้นนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=17
ภาพประกอบ: 

แบคทีเรียและไวรัสแตกต่างกันอย่างไร

วันที่: 
Wednesday, January 16, 2019

แยกออกไหม แบคทีเรียและไวรัสต่างกันอย่างไร? มาเช็กคำตอบกันว่าที่เข้าใจอยู่นั้นถูกต้องหรือไม่
 
ไวรัส เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สุด มีขนาดเล็กกว่าแบคทีเรียถึง 10-100 เท่า ส่วนแบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว อาศัยอยู่นอกหรือในเซลล์อื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเซลล์เจ้าบ้าน ซึ่งต่างกับไวรัสที่ต้องอาศัยอยู่ในเซลล์อื่นเท่านั้น
 
เมื่อไวรัสเข้าไปเกาะกับเซลล์อื่น ไวรัสจะเปลี่ยนสารพันธุกรรมในเซลล์เจ้าบ้าน จากที่ทำงานปกติให้เปลี่ยนเป็นผลิตไวรัสแทน
 
ส่วนใหญ่ในร่างกายของมนุษย์เรามีแบคทีเรียอยู่ร่วมกันอย่างสงบ บางตัวก็ทำหน้าที่สำคัญ เช่น สร้างวิตามิน ทำลายของเสีย สร้างออกซิเจน ซึ่งต่างจากไวรัสที่จ้องแต่จะทำร้ายร่างกาย แต่แบคทีเรียมีดีก็ต้องมีร้าย บางชนิดก็ก่อให้เกิดโรคได้เช่นกัน
 
หากสรุปโดยรวมแล้ว เจ้าไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิตที่ร้ายกว่าแบคทีเรียมาก เพราะไม่มีทางรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้เลย นอกจากจะป้องกันเอาไว้ก่อนโดยการฉีดวัคซีนต่างๆ ซึ่งต่างจากแบคทีเรีย ที่สามารถฆ่าได้ด้วยยาปฏิชีวนะนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://th.wikihow.com/แยกความแตกต่างของแบคทีเรียกับไวรัส
ภาพประกอบ: 

นักวิทย์สหรัฐฯ ยืนยันการ “กอด” ดีต่อใจ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, January 15, 2019
รายละเอียด: 

ผลวิจัยชิ้นนี้อาจช่วยสนับสนุนความคิดที่ว่า กอดกันวันละนิดจิตแจ่มใส เพราะสัมผัสทางกายที่สื่อถึงหัวใจนั้น ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ แล้วว่า อ้อมกอดจากใครสักคนจะช่วยให้ความกังวลและเศร้าหมองนั้นหายไปได้

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากภาควิชาจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Plos One ได้สังเกตพฤติกรรมทางสังคมของผู้คนมากกว่า 400 คนในช่วงเวลากว่า 2 สัปดาห์ ตั้งแต่กิจกรรมประจำวัน ปฏิสัมพันธ์ทางร่างกาย และอารมณ์ ซึ่งพบความเชื่อมโยงที่เป็นเหตุเป็นผลกันระหว่างภาวะทางอารมณ์ ความขัดแย้ง และปริมาณ “การกอด” ที่แต่ละบุคคลมอบให้และได้รับ

จากการศึกษาพบว่า การกอด หรือสัมผัสร่างกายแบบยินยอมพร้อมใจกันทั้ง 2 ฝ่าย จะช่วยบรรเทาความรู้สึกที่ไม่ดีลง หลังจากพวกเขาเผชิญกับความขัดแย้งหรือเหตุการณ์ในเชิงลบที่พวกเขาเจอในแต่ละวัน และการกอดนั้นให้ผลแบบเดียวกันกับทุกเพศทุกวัยในการศึกษาครั้งนี้

ที่น่าสนใจคือ ผลดีจากการสวมกอดไม่ได้ให้ผลแตกต่าง ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่สวมกอดกัน หมายถึง ไม่จำเป็นว่าผู้ที่กอดและถูกกอดจะต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดฉันท์คนรักเพียงอย่างเดียว ถึงจะช่วยลดความเศร้าหมองใจให้กับผู้กอดได้

นายไมเคิล เมอร์ฟี นักวิจัยในการศึกษาชิ้นนี้บอกว่า การวิจัยครั้งต่อไปควรต่อยอดผลจากการสวมกอด จากผู้คนที่มีระดับความสัมพันธ์ทางสังคมที่แตกต่างกัน เช่น เปรียบเทียบผลดีของการกอดระหว่างคนแปลกหน้า กับคนที่เพิ่งทะเลาะกัน หรือวัดผลดีจากการกอดจากคนรักที่เพิ่งทะเลาะเบาะแว้งกัน กับการกอดของแม่ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นยาบรรเทาความทุกข์ทั้งปวง

แต่ก่อนจะมีผลวิจัยใหม่ออกมา หากคุณกำลังรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง ตกอยู่ในภาวะเครียด ซึมเศร้า หรือเพิ่งทะเลาะหมางใจกับใครมาหมาดๆ ขอให้ปาดน้ำตาแล้วหาอ้อมกอดอุ่นๆ จากใครสักคน เพื่อช่วยแบ่งเบาความกังวลและทุกข์ใจได้ไม่มากก็น้อย

Hits 24 ครั้ง

การศึกษาชี้ “คนตัวสูง” เสี่ยงเป็นมะเร็งมากกว่า 'คนตัวเตี้ย'

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, January 10, 2019
รายละเอียด: 

การศึกษาวิจัยชี้ คนตัวสูงมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งมากกว่า เนื่องจากมีเซลล์ในร่างกายมากกว่า

ความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคมะเร็งของคนเราจะเพิ่มขึ้น 10% ต่อความสูงทุกๆ 10 เซนติเมตร (4 นิ้ว) เนื่องจากมีเซลล์ในร่างกายมากกว่าซึ่งอาจทำให้เซลล์กลายพันธุ์และก่อให้เกิดมะเร็งได้

ความสูงเฉลี่ยที่ระบุไว้ในการศึกษานี้คือ 162 ซม. (5 ฟุต 4 นิ้ว) สำหรับผู้หญิงและ 175 ซม. (5 ฟุต 9 นิ้ว) สำหรับผู้ชาย

การค้นพบครั้งนี้ตรงกับการวิจัยก่อนหน้านี้ซึ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างความสูงกับความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพรวมไปถึงปัญหาเส้นเลือดอุดตัน โรคหัวใจ และโรคเบาหวานที่เพิ่มมากขึ้น

เลโอนาร์ด นันเนย์ ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลก่อนหน้านี้เกี่ยวกับผู้ที่เป็นโรคมะเร็งซึ่งมีมากกว่า 10,000 คนทั้งชายและหญิงและเปรียบเทียบตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ โดยยึดเอาส่วนสูงเป็นหลัก

เขาได้ทดสอบสมมติฐานระหว่างจำนวนของเซลล์กับสมมติฐานอื่นๆ เช่นความแตกต่างของฮอร์โมนที่มีได้ในคนตัวสูง ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มอัตราการแบ่งตัวของเซลล์

หลังการวิเคราะห์ นักวิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างจำนวนเซลล์ทั้งหมดในร่างกายมนุษย์ และความเป็นไปได้ที่จะเป็นมะเร็งในผู้ป่วย 18 ใน 23 รายที่เข้ารับการทดสอง

การศึกษาวิจัยนี้ยังพบว่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั้น มีมากกว่าในบรรดาสุภาพสตรี กล่าวคือผู้หญิงที่ส่วนสูงมากกว่าค่าเฉลี่ยเสี่ยงเป็นมะเร็งมากกว่าคนทั่วไป 12% ส่วนผู้ชายที่ตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยมีโอกาสเสี่ยงมากกว่า 9% ผลการวิจัยเหล่านี้สอดคล้องกับตัวเลขที่ศาสตราจารย์นันเนย์คาดการณ์ไว้ คืออัตราความเสี่ยงที่มีมากกว่าคนทั่วไปของหญิง และ ชาย ที่ตัวสูง คือ 13% และ 11% ตามลำดับ

มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งที่ไตและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อยู่ในกลุ่มของมะเร็งที่มีความเกี่ยวพันกันมากที่สุดในการศึกษานี้

คุณจอร์เจียน่า ฮิลล์จากศูนย์วิจัยโรคมะเร็ง ประเทศอังกฤษซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่านักวิจัยทราบดีว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกับส่วนสูงมาเป็นเวลานานแล้ว คือยิ่งสูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้นเท่านั้น

แต่สิ่งที่นักวิจัยยังไม่แน่ใจก็คือเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่าเพราะคนสูงกว่ามีเซลล์ในร่างกายมากกว่า หรือจะด้วยการเชื่อมโยงทางอ้อม เช่นโภชนาการ และการใช้ชีวิตในวัยเด็ก ก็ตาม

คุณจอร์เจียน่า กล่าวอีกว่าการศึกษาครั้งนี้เป็นหลักฐานที่ชี้ชัดเกี่ยวกับทฤษฎี "ผลโดยตรง" ที่ว่าจำนวนเซลล์ทั้งหมดในร่างกาย มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

แต่เธอก็ตั้งข้อสังเกตว่าความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งที่เพิ่มขึ้นนั้น ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลกระทบที่จะเกิดจากการที่ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินชีวิต

กล่าวคือ ความเสี่ยงที่สูงขึ้นเพียงเล็กน้อย เทียบไม่ได้กับสิ่งที่สำคัญมากกว่าที่จะต้องปฏิบัติให้เกิดเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี เช่นการหยุดสูบบุหรี่ และการพยายามควบคุมน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่ดี

นักวิจัยพบว่ามะเร็งต่อมไทรอยด์ และมะเร็งผิวหนัง จะไวต่อการเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าที่คาดคิดไว้และศาสตราจารย์นันเนย์ กล่าวส่งท้ายว่าอาจมีปัจจัยอื่นๆ เช่นภูมิศาสตร์ ที่มีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งด้วย

Hits 25 ครั้ง

เทรนด์ใหม่! 3 แนวโน้มสำคัญด้านการออกกำลังกายของปี 2562

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, January 7, 2019
เจ้าของข้อมูล: 
สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาของสหรัฐฯ
รายละเอียด: 

สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาของสหรัฐฯ ระบุว่า จากการสำรวจข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องในวงการกีฬากว่า 2,000 คน แสดงว่าแนวโน้มเรื่องการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพซึ่งจะได้รับความสนใจในระดับต้นๆสำหรับปี 2562 นี้ มี 3 รูปแบบ

หนึ่งคือ Exercise Tracker หรือการนำเทคโนโลยีแบบสวมใส่ที่ช่วยติดตามกิจวัตรและข้อมูลการออกกำลังของเรามาใช้ประโยขน์ สองคือ Group Fitness หรือการออกกำลังกายร่วมในกลุ่ม และสามคือ High-Intensity Interval Training หรือที่เรียกย่อๆ ว่า HIIT ซึ่งหมายถึงการโหมออกกำลังกายอย่างเข้มข้นสลับกับการพักเป็นช่วงๆ

ในเรื่องของ Wearable Technology หรือการใช้เทคโนโลยีประเภทสวมใส่นั้น สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาบอกว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้พัฒนาปรับปรุงเรื่องความถูกต้องแม่นยำของอุปกรณ์ดังกล่าวขึ้นได้มาก โดยถึงแม้จะเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาไม่แพงก็สามารถทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือ จึงนับเป็นอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีที่ผู้คนนิยมนำมาใช้มากขึ้น

ส่วน Group Fitness หรือการออกกำลังกายร่วมในกลุ่มนั้น เนื่องจากคนเราเป็นสัตว์สังคม ดังนั้นผู้นิยมการออกกำลังกายไม่ว่าจะเป็นคนยุค Millennial หรือรุ่นใดก็ตาม มักไม่ต้องการแข่งกับตัวเองเพียงลำพังหรือออกกำลังกายแบบโดดเดี่ยวเดียวดาย แต่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งซึ่งได้พลังหนุนส่งเสริมจากกลุ่มเพื่อช่วยสร้างความฮึกเหิมและกำลังใจนั่นเอง

สำหรับเรื่องของ HIIT หรือ รูปแบบการออกกำลังกายแบบเข้มข้น ที่ใช้เวลาเบ็ดเสร็จเพียงราว 30 นาที ด้วยการโหมออกกำลังกายอย่างเต็มที่เพื่อให้หัวใจเต้นเร็วและแรงสลับกับการหยุดพักเป็นช่วงๆ นั้น นักวิทยาศาสตร์การกีฬาชี้ว่ารูปแบบนี้ดูจะเป็นการตอบโจทย์และใช้ได้ผลสำหรับคนที่มักมีธุระยุ่งไม่ค่อยมีเวลา และว่าบางคนรู้สึกว่าหากมีโอกาสไปออกกำลังกายแบบ HIIT ที่ว่านี้เพียงแค่สองถึงสามครั้ง ครั้งละ 30 นาทีต่อสัปดาห์ ก็น่าจะเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของการออกกำลังกายที่ผูกโยงเข้ากับกลุ่มประชากรที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องของการจัดโปรแกรม "การออกกำลังสำหรับ Baby Boomers หรือคนวัยทอง" เพราะฟิตเนสเซ็นเตอร์ต่างๆ ล้วนมองเห็นความต้องการของคนกลุ่มนี้ที่อยากรักษาสุขภาพของตนเอง และออกแบบโปรแกรมในช่วงเวลาที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ต่างๆ มีคนใช้เบาบาง คือช่วงระหว่าง 9 - 11 น. และช่วงบ่ายระหว่าง 14 – 16 น. เพื่อดึงดูดผู้สนใจสุขภาพรุ่นวัยทองให้เข้าไปใช้บริกา

Hits 22 ครั้ง

คอนแทคเลนส์ มีอันตรายต่อดวงตาไหม

วันที่: 
Saturday, January 5, 2019

คอนแทคเลนส์แฟชั่น สีสัน บิ๊กอาย อันตรายหรือไม่? มาดูคำตอบกันเลยครับ
 
คอนแทคเลนส์ (Contact Lens) เป็นวัสดุมีลักษณะใส สำหรับใส่ครอบบริเวณกระจกตาดำ เพื่อประโยชน์ด้านต่างๆ โดยในภายหลังมีการนำสีมาตกแต่งให้เป็นคอนแทคเลนส์แฟชั่นรูปแบบต่างๆ จนได้รับความนิยมกันแพร่หลาย เรามาดูข้อควรระวังกันดีกว่าครับ
 
1. อันตรายจากการใช้คอนแทคเลนส์ เช่น กระจกตาอักเสบ เป็นหนอง เนื่องจากไม่ได้ทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ให้ดีพอ หรือใส่ตอนนอนหลับ ซึ่งอันตรายที่ว่ามาแบบนี้เกิดขึ้นได้ทั้งคอนแทคเลนส์แบบธรรมดา และแบบแฟชั่น
 
2. เนื่องด้วยคอนแทคเลนส์แฟชั่นเป็นที่นิยมมากขึ้น จึงมีผู้ผลิตที่มากขึ้น ยากที่จะควบคุมคุณภาพ และความปลอดภัยได้
 
ดังนั้นหากใครที่กำลังใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่นอยู่ อย่าเพิ่งตกใจ สรุปได้ง่ายๆ เลยว่า สามารถใส่ได้ปกติเหมือนคอนแทคเลนส์ทั่วไป แต่ต้องรู้วิธีใช้ และวิธีทำความสะอาด รวมถึงเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้นั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
http://www.thaihealth.or.th/Content/41396-อันตรายที่อาจเกิดจากคอนแทคเลนส์.html
ภาพประกอบ: 
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์การแพทย์