Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์การแพทย์

[สารอันตรายปนเปื้อนอาหาร] สารเร่งเนื้อแดง (ซาลบูทามอล)

วันที่: 
Monday, July 16, 2018

สารเร่งเนื้อแดงสามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ยอดนิยม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ โดยสารตัวนี้จะทำให้เนื้อสัตว์มีสีแดงเกินธรรมชาติ ไม่ซีดขาว
 
สารเร่งเนื้อแดงที่พบในประเทศไทยมีอยู่ 2 ชนิด คือ ซาลบูทามอล (Salbutamol) และเคลนบิวเทอรอล (Clenbuterol) ใช้จำนวนมากในวงการผลิตยาบรรเทาหอบหืด มีสรรพคุณช่วยขยายหลอดลมและช่วยให้กล้ามเนื้อขยายตัว เกษตรกรจึงนำสารตัวนี้ไปผสมในอาหารสัตว์ เพื่อให้สัตว์มีปริมาณเนื้อแดงมาแทนที่ไขมัน ที่จะทำให้มีราคาน้อยลง
 
เมื่อเราได้รับสารเนื้อแดงสะสมเป็นปริมาณมา อาจพบข้างเคียงทำให้มีอาการมือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก หัวใจเต้นเร็ว เป็นอันตรายต่อผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์ และโรคลมชักอีกด้วย
 
วิธีเลี่ยงเนื้อสัตว์ที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง ให้สังเกตง่ายๆ คือ ให้เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่มีสีแดงมากจนเกินไป และมีไขมันแทรกอยู่ในบริเวณเนื้ออย่างเป็นธรรมชาตินั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view124828.html
ภาพประกอบ: 

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังผู้คนที่ชื่นชอบความกลัว

วันที่เผยแพร่: 
Monday, July 9, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.scimath.org/article-science/item/7829-2018-01-10-09-00-11
รายละเอียด: 

ความกลัว เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการรับรู้อันตรายหรือภัยคุกคามในสิ่งมีชีวิตบางชนิด ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบเผาผลาญ หน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

7829 1

ภาพที่ 1 ความกลัว 
ที่มา Anemone123/Pixabay

          เราจะตกใจและสะดุ้งเมื่อเห็นสายตาของงูพิษ วิตกกังวลต่อความปลอดภัยของเงินสดที่เพิ่งกดออกจากตู้เอทีเอ็ม หรือรู้สึกหลอนเมื่อต้องอาบน้ำคนเดียวในห้องน้ำของโรงแรม ในขณะเดียวกันบางคนมีการตอบสนองต่อสภาวะทางอารมณ์ในเชิงบวก โดยมีความสุขหรือสนุกสนานกับความกลัวได้ เช่น ในช่วงเทศกาลฮาโลวีน ซึ่งจากผลการศึกษาของนักจิตวิทยาจากสาขาจิตเวชศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเวย์นสเตต ในรัฐมิชิแกนชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัวนั้นขึ้นอยู่กับบริบทรอบตัว

          เมื่อเรารับรู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย เราสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติตัวในสภาวะตื่นตัวสูง เพื่อเปลี่ยนจากความหวาดกลัวไปเป็นความสนุกสนานหรือความตื่นเต้นได้ เช่น เมื่อคาดหวังว่าจะมีกบกระโดดออกมาให้เราตกใจในบ้านผีสิง ซึ่งเมื่อเห็นกบดังกล่าวแล้ว และรับรู้ว่านั่นไม่ใช่ภัยคุกคามที่แท้จริง เราก็สามารถเปลี่ยนความเข้าใจใหม่ได้อย่างรวดเร็วและตื่นเต้นกับสถานการณ์ตรงนั้น ในทางตรงกันข้าม หากกำลังเดินอยู่ในซอยทางลัดกลับบ้านในเวลากลางคืนและพบคนแปลกหน้าเดินตาม สมองจะรับรู้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสถานการณ์อันตราย นำไปสู่การตอบสนองในการหลบหนี

          แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องการคำอธิบายคือ สมองทำงานอย่างไรเพื่อตัดสินใจว่าควรวิ่งด้วยความเร่งรีบหรือวิ่งหนีจากการถูกคุกคาม?

ความรู้สึกกลัวเกิดขึ้นได้อย่างไร?

          โครงสร้างของสมองที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกกลัวคือ สมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) ซึ่งเป็นนิวเคลียสรูปอัลมอลด์ที่อยู่ภายในสมองส่วนกลีบขมับ (temperal lobe) ในกรณีที่มีสิ่งเร้ามากระตุ้นให้รู้สึกหวาดกลัว สมองส่วนนี้จะกลั่นกรองผ่านประสาทสัมผัสทั้งการมองเห็น การรับกลิ่น และการสัมผัส เพื่อตรวจจับความรู้สึก และตอบสนองต่อการรับรู้อันตรายด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือการตอบสนองที่เรียกว่า การตอบสนองในลักษณะของการเผชิญหน้าหรือหลบหนี (fight-or-flight response) นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนและระบบซิมพาเทติกนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในสถานการณ์อันตรายนั้นๆ

7829 2

ภาพที่ 2 ภาพสมองที่แสดงสมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) 
ที่มา wikipedia.org

          สมองส่วนอะมิกดาลาจะกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยของมนุษย์ รูม่านตาขยาย หลอดลมขยาย หายใจถี่ขึ้น อัตตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตสูงขึ้น มีการไหลเวียนของเลือดและกลูโคสไปสู่กล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการทำงานที่ช้าลงของอวัยวะที่ไม่มีความจำเป็นต่อสถานการณ์อันตรายเหล่านั้น เช่น ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น

          นอกจากนี้ยังมีสมองสองส่วนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสมองส่วนอะมิกดาลาอย่างสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) และสมองส่วนคอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ที่ช่วยให้สมองสามารถตีความการรับรู้การมาถึงของภัยคุกคามได้ดีขึ้น 
          โดยทั้งสองส่วนมีส่วนร่วมในการประมวลผลข้อมูลตามบริบทเพื่อทราบว่า การรับรู้ต่อภัยคุกคามนั้นเป็นของจริง เช่น การได้เห็นจระเข้ในแหล่งน้ำกระตุ้นให้เกิดความหวาดกลัวได้ ในขณะที่จระเข้ในสวนสัตว์กลับทำให้รู้สึกตื่นเต้น อยากรู้อยากเห็น และคิดว่านั่นคือสัตว์โลกผู้น่ารัก

มนุษย์เรียนรู้ความแตกต่างได้อย่างไร?

7829 3

ภาพที่ 3 สิ่งที่ก่อให้เกิดความกลัว 
ที่มา Aimee Vogelsang/unsplash

           เช่นเดียวกับสัตว์อื่น ๆ ที่เรียนรู้ความกลัวได้จากประสบการณ์ส่วนตัว เช่น การถูกโจมตีจากสุนัขที่ดุร้าย หรือการเห็นผู้อื่นถูกโจมตีด้วยสุนัขที่ก้าวร้าว อย่างไรก็ตาม มนุษย์มีวิวัฒนาการที่ไม่เหมือนใครและการเรียนรู้ที่น่าสนใจอย่างเช่น การเรียนการสอน เราจึงสามารถเรียนรู้ได้จากคำพูดหรือการบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น หากมีป้ายปักไว้ว่า ห้ามเข้า! สุนัขดุ การรับรู้นั้นจะทำให้เกิดการตอบสนองต่อความกลัว

           ทั้งนี้ มนุษย์เรียนรู้ในเรื่องของความปลอดภัยในรูปแบบเดียวกัน เช่น การเล่นกับสุนัขเลี้ยงที่มีความเชื่อง จะสังเกตเห็นการโต้ตอบที่ปลอดภัยของคนกับสุนัขตัวนั้น รวมทั้งการรับรู้ผ่านการอ่านเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่า สุนัขเป็นมิตร

ทำไมมนุษย์สามารถรับมือได้กับความกลัว?

           ความหวาดกลัวทำให้เสียสมาธิ แต่ก็อาจนำไปสู่ประสบการณ์ที่ดีได้

7829 4

ภาพที่ 4 ความกลัว 
ที่มา Caleb Woods/Unsplash

         เมื่อมีบางสิ่งที่น่ากลัวเกิดขึ้น ในขณะนั้น มนุษย์จะตกอยู่ในสภาวะที่มีความตื่นตัวสูงและไม่จดจ่ออยู่กับสิ่งอื่นใดที่อาจเกิดขึ้นภายในจิตใจอย่างปัญหาเรื่องงานหรือความวิตกกังวลต่อการเข้าสอบในช่วงก่อนปิดภาคเรียน ซึ่งนั่นจะทำให้เราสามารถอยู่กับสถานการณ์ตรงหน้าได้เป็นอย่างดี

         นอกจากนี้ เมื่อเราต้องพบเจอกับสิ่งที่น่ากลัวร่วมกับบุคคลในชีวิต เรามักจะพบว่า อารมณ์สามารถเป็นโรคติดต่อได้ในเชิงบวก เนื่องด้วยมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่สามารถเรียนรู้จากผู้อื่นได้ ดังนั้นการมองเห็นเพื่อนที่นำหน้าเข้าไปในบ้านผีสิงและหายไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงกรีดร้อง ไม่นานหลังจากนั้นเพื่อนของคุณก็หัวเราะออกมาได้ ซึ่งนั่นทำให้เราสามารถรับรู้สภาวะทางอารมณ์ของเธอที่ส่งผ่านมายังตัวเราได้

         แม้ว่าในแต่ละปัจจัยทั้งในเรื่องของบริบทรอบตัว สิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เสียสมาธิ หรือการเรียนรู้ทางสังคมจะมีอิทธิพลต่อการรับรู้สถานการณ์อันตรายที่น่ากลัว แต่ประเด็นหลักที่เชื่อมโยงปัจจัยเหล่านั้นได้คือ การรับรู้ต่อความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ ซึ่งเมื่อเรารับรู้ได้ว่า อะไรเป็นอะไร และไม่ใช่ภัยคุกคามที่แท้จริง นั่นจะช่วยเปลี่ยนความเข้าใจใหม่ และในท้ายที่สุดแล้ว เราจะรู้สึกปลอดภัยในสถานการณ์นั้น ๆ มากขึ้น ซึ่งการรับรู้ความสามารถในการควบคุมนั้นมีความสำคัญต่อวิธีการจัดการกับสิ่งที่เราต้องประสบพบเจอและการตอบสนองต่อความกลัว และแม้ว่าเราจะรู้สึกผิดหวังในครั้งแรกที่เอาชนะความกลัวได้ แต่ในครั้งต่อไปที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัว เราจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้น

        สิ่งสำคัญที่ต้องระลึกถึงคือ การรับมือต่อสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความกังวลใจในแต่ละบุคคลนั้นไม่เท่ากัน ในขณะที่หลายคนสามารถจัดการกับความตกใจได้เป็นอย่างดี บางคนอาจไม่ชอบหรือรู้สึกเกลียดได้

ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากความกลัว

7829 5

ภาพที่ 5 ความเจ็บปวดจากเหตุการณ์สะเทือนใจ 
ที่มา Ben White/Unsplash

          แม้ว่าบางคนสามารถรับมือกับความกลัวได้จนอาจกลายเป็นเรื่องสนุกสนานก็ตาม แต่จริง ๆ แล้ว ความกลัวและความกังวลในระดับที่ผิดปกติอาจก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานและความผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนั่นอาจเป็นข้อจำกัดต่อความสามารถที่จะนำไปสู่ความสำเร็จและความสุขในชีวิตของคนบางคนได้

          เกือบ 1 ใน 4 ของประชากรอาจประสบกับความกลัวที่ไม่สมจริงในรูปแบบของโรควิตกกังวล (Anxiety disorder) ในช่วงชีวิตของเขา นอกจากนี้อีกเกือบร้อยละ 8 มีอาการที่เรียกว่า ภาวะความเครียดที่ผิดปกติหลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจ (Post-traumatic Stress Disorder หรือที่มีชื่อย่ออย่างเป็นสากลว่า PTSD)

          ความผิดปกติเกี่ยวกับความวิตกกังวลและความกลัว รวมถึงโรคกลัวหรืออาการกลัวที่เรียกว่า โฟเบีย (Phobia) โรคกลัวการเข้าสังคม (Social Phobia) โรคกังวลทั่วไป (Generalized anxiety disorder) ความวิตกกังวลต่อการแยกจาก (Separation anxiety) โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive compulsive disorder) และ PTSD ความเจ็บป่วยเหล่านี้มักจะเริ่มต้นเกิดขึ้นในวัยเด็ก และหากไม่มีการรักษาที่เหมาะสม อาจกลายเป็นโรคเรื้อรังและทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมได้ ทั้งนี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของบุคคลเหล่านั้นด้วย แต่อย่างไรก็ดี รูปแบบของการรักษาในแง่ของจิตบำบัดและยาที่มีประสิทธิภาพจะสามารถช่วยเยียวยาผู้ป่วยได้

Hits 3 ครั้ง

[สารอันตรายปนเปื้อนอาหาร] สารบอแร็กซ์ (Borax)

วันที่: 
Monday, July 2, 2018

อาหารยอดฮิตแสนอร่อยอย่าง หมูบด ลูกชิ้น ไส้กรอก ที่ทั้งกรอบ ทั้งเด้ง ทุกครั้งที่เคี้ยวล้วนมาจากสารที่ชื่อว่า "บอแร็กซ์" (Borax) หรือมีชื่อเรียกอื่นๆ ว่า น้ำประสานทอง, สารข้าวตอก หรือผงเนื้อนิ่ม ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า "โซเดียมบอเรท" (Sodium Borate)
 
ปกติแล้วสารบอแร็กซ์นิยมใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแก้ว ภาชนะเคลือบ ชุบโลหะ เพื่อให้วัสดุทนทานความร้อนได้ดีขึ้น และนิยมใส่ลงมาในอาหารเพื่อให้มีความกรอบ คงตัวได้นานและไม่บูด เสียง่ายนั่นเอง
 
บอแร็กซ์เป็นสารพิษต่อร่างกาย หากไปสะสมในเซลล์ส่วนต่างๆ ของร่างกายจะเกิดการดูดซึมเข้าไปโดยเฉพาะกรวยไต ทำให้เกิดอาการกรวยไตอักเสบหรือไตพิการได้
 
รู้แบบนี้แล้วก่อนจะรับประทานอะไรเข้าไป ตรวจสอบกันให้ดี หากซื้อสินค้าที่มีข้อมูลโภชนาการให้ตรวจสอบว่ามีสารบอแรกซ์หรือไม่ เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนนะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view151446.html
ภาพประกอบ: 

สะอึก และวิธีแก้ไข

วันที่: 
Friday, June 29, 2018

รู้ไหม...อาการสะอึกเกิดจากอะไร? ทำยังไงถึงจะหาย วันนี้เรามีข้อมูลมาบอกกันครับ
 
สะอึก คืออาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน เป็นปฏิกริยาของร่างกายที่ไม่สามารถป้องกันได้ เป็นกลไกที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีการรบกวนประสาทของกะบังลมและกล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครง
 
ส่งผลให้กะบังลมและกล้ามเนื้อระหว่างซี่โครงนี้หดตัวลงทันที ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายต้องหายใจเข้าอย่างฉับพลัน ตามมาด้วยฝากล่องเสียงปิดตามทันทีหลังหายใจ จึงเกิดเป็นเสียง อึ้ก!
 
สาเหตุมักมาจากการหายใจเอาควันต่างๆ เข้าไป, หรือการกินอาหารที่มีก๊าซเช่น น้ำอัดลม
 
วิธีแก้อาการสะอึกวิธีที่นิยมที่สุดคือ สูดหายใจลึกๆ แล้วกลั้นใจไว้ประมาณ 10 วินาที แล้วดื่มน้ำตามทันที หรือระหว่างกลั้นหายใจ ให้กลืนน้ำลายให้ได้ 3 ครั้ง เพื่อเป็นการเคลียร์กะบังลมให้กลับมาทำงานได้ปกตินั่นเองครับ
 
น้องๆ คนไหนที่สะอึกบ่อยๆ ลองเอาวิธีนี้ได้ลอง หรือใครมีวิธีอื่นที่เจ๋งๆ มาแชร์กันได้เลยจ้า
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://medthai.com/วิธีแก้สะอึก/
ภาพประกอบ: 

ยาพาราเซตามอล เม็ดเดียว หรือ 2 เม็ดดี

วันที่: 
Tuesday, June 26, 2018

ขนาดของยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมกับแต่ละคน

ปริมาณที่เหมาะสมในการทานยาพาราเซตามอลของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ต้องพิจารณาจากรูปร่าง น้ำหนัก และอายุของผู้ที่ทานด้วย โดยปริมาณของยาพาราเซตามอลแต่ละครั้งคือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม คำนวณให้เห็นภาพตามง่ายๆ ได้ดังนี้

- ผู้ที่มีน้ำหนัก 34-50 กิโลกรัม ให้ทานยาพาราเซตามอลเพียง 1 เม็ด ไม่เกิน 5-6 ครั้งต่อวัน

- ผู้ที่มีน้ำหนัก 50-75 กิโลกรัม ให้ทานยาพาราเซตามอล 1 เม็ดครึ่ง ไม่เกิน 4-5 ครั้งต่อวัน

- ผู้ที่มีน้ำหนัก 75 กิโลกรัมขึ้นไป ให้ทานยาพาราเซตามอล 2 เม็ด ไม่เกิน 3-4 ครั้งต่อวัน

โดยทุกคนสามารถทานยาพาราเซตามอลได้ทุก 4-6 ชั่วโมง

คนที่มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม จะทาน 1 เม็ด หรือ 1 เม็ดครึ่งก็ได้

ส่วนคนที่มีน้ำหนัก 75 กิโลกรัม จะทาน 1 เม็ดครึ่ง หรือ 2 เม็ดก็ได้

แหล่งที่มา: 
http://www.lesa.biz/astronomy/astro-events/day-night
ภาพประกอบ: 

[โรคที่มากับหน้าฝน] โรคมือ เท้า ปาก

วันที่: 
Monday, June 25, 2018

โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth Disease) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เจริญเติบโตได้ดีในลำไส้ ในสภาพอากาศเย็นและชื้น เช่น ไวรัสค็อกซากี้และเอนเทอโรไวรัส โรคนี้มักแพร่ระบาดหนักในช่วงฤดูฝน เพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวยและเป็นช่วงเปิดภาคเรียนอีกด้วย

อาการของโรคนี้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียส เจ็บคอ ไม่อยากอาหาร ปวดท้อง และเริ่มมีตุ่ม หรือแผลอักเสบมีหนองที่บริเวณ มือ เท้า ฝ่าเท้า และบริเวณปาก

หากพบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคนี้ ให้รักษาตัวอยู่ที่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค โดยอาการจะทุเลาลงภายใน 7-10 วัน แต่หากอาการป่วยไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์นะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.pobpad.com/โรคมือเท้าปาก?gclid=EAIaIQobChMI9oOTusev2wIVDSQrCh2wgQTlEAAYASAAEgKtrvD_BwE
ภาพประกอบ: 

[โรคที่มากับหน้าฝน] โรคฉี่หนู

วันที่: 
Monday, June 18, 2018

โรคฉี่หนู หรือ เล็ปโตสไปโรซิส เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้กับทั้งคนและสัตว์

ส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อจะแสดงอาการในช่วงประมาณ 7 - 14 วัน มีอาการตั้งแต่ขั้นอ่อนไปจนถึงรุนแรงจนเสียชีวิต อาการส่วนใหญ่จะคล้ายโรคไข้หวัด คือ คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้สูง หนาวสั่น และอื่นๆ

หากเป็นโรคฉี่หนูแบบรุนแรง จะเกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ภาวะไตวายเฉียบพลัน มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นต้น

สาเหตุการติดเชื้อที่พบได้บ่อยๆ คือ มาจากปัสสาวะของสัตว์ที่ติดเชื้อและปนเปื้อนมากับน้ำ โดยเฉพาะตอนน้ำท่วมหรือบริเวณที่มีแหล่งน้ำขังนั่นเอง แบคทีเรียชนิดนี้สามารถแทรกซึมเข้าร่างกายทางเยื่อบุตา ปาก จมูก รวมถึงรอยแผล รอยขีดข่วนทั้งหลาย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วมโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน

ใครที่รู้ตัวว่าเพิ่งผ่านกิจกรรมทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็น เล่นกีฬาทางน้ำ หรือมีการสัมผัสกับแหล่งน้ำ และมีอาการป่วยคล้ายโรคหวัด ควรไปตรวจให้เร็วที่สุดเพื่อรักษาได้ทันท่วงทีครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.pobpad.com/โรคฉี่หนู
ภาพประกอบ: 

ทำไมเปียกฝนแล้วเป็นหวัด แต่อาบน้ำดันไม่เป็น

วันที่: 
Friday, June 15, 2018

เคยได้ยินไหมครับคำว่า “อย่าตากฝนเดี๋ยวเป็นหวัด” เป็นเพราะอะไร? แล้วทำไมตอนอาบน้ำถึงไม่เป็นหวัดล่ะ? มาดูคำตอบกันครับ
 
อย่างที่รู้กันว่าอากาศข้างนอกเต็มไปด้วยฝุ่น มลภาวะและไวรัสชนิดต่างๆ เยอะแยะมากมาย แต่ในสภาวะปกติร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่จะต่อต้านไวรัสเหล่านั้นได้
 
แต่เมื่อฝนตกมักจะมีลมพัดแรง ทำให้ไวรัสและฝุ่นต่างๆ ฟุ้งกระจายเป็นปริมาณมาก ประกอบกับหากศีรษะเราถูกฝน อุณหภูมิของเนื้อเยื่อบุโพรงจมูกจะลดลง 1 - 2 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เชื้อไวรัสจะขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว ภูมิคุ้มกันจึงไม่สามารถต้านทานไวรัสพวกนี้ได้ จนส่งผลให้เราเป็นไข้หวัดในเวลาต่อมา ซึ่งต่างกับการที่เราอาบน้ำในห้องน้ำ ที่ไม่มีเชื้อไวรัสหรือฝุ่นฟุ้งกระจายอยู่นั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
http://campus.sanook.com/940103/
ภาพประกอบ: 

[โรคที่มากับฤดูฝน] ไข้มาลาเรีย

วันที่: 
Monday, June 11, 2018

โรคมาลาเรีย (Malaria) เป็นไข้ชนิดหนึ่งที่ในประเทศไทยมีชื่อเรียกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ไข้ป่า ไข้จับสั่น ไข้ร้อนเย็น หรือไข้ดอกสัก เป็นต้น โดยมีพาหะคือยุงก้นปล่องเพศเมีย
 
เหตุที่เรียกว่าไข้ป่า เพราะว่าแหล่งพบเชื้อมาลาเรียส่วนใหญ่จะพบในเขตป่า, เขา หรือตามขอบชายแดนเท่านั้น ไม่ค่อยพบผู้ป่วยมาลาเรียในตัวเมื่องมากนัก
 
โดยอาการของไข้มาลาเรียคือ มีไข้ต่ำ คล้ายๆ ไข้หวัด แต่ต่อมาจะมีไข้สูง ตัวร้อน มีอาการหนาวสั่นสลับกับร้อนจนเหงื่อออก (ถึงได้ชื่อว่าไข้จับสั่น)
 
ไข้มาลาเลียสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากใครสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคนี้ให้รีบไปหาแพทย์ด่วน ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะเชื้อมาลาเรียที่พบในประเทศไทยส่วนใหญ่จะดื้อยา ไม่สามารถรักษาได้นั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view190249.html
ภาพประกอบ: 

[โรคที่มากับฤดูฝน] ไข้เลือดออก

วันที่: 
Monday, June 4, 2018

เนื่องจากฤดูฝนคือช่วงที่ยุงลายวางไข่ จึงทำให้มีประชากรยุงลายเพิ่งมากขึ้นจากปกติ ซึ่งยุงลายนั้นเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก จึงทำให้มีอัตราการเกิดไข้เลือดออกสูงกว่าปกตินั่นเองครับ
 
อาการของไข้เลือดออกนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ในเด็กอาจมีเพียงไข้และผื่น ในผู้ใหญ่จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ซึ่งหากขาดการรักษาที่ทันท่วงที ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ครับ
 
ลักษณะสำคัญของโรคไข้เลือดออก มีอาการสำคัญ 4 ประการคือ
1. ไข้สูงลอย - คืออาการมีไข้สูง อุณหภูมิสูงถึง 39 - 40 องศาเซลเซียส
2. เลือดออก - เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด หรือมีจุดเลือดตามตัว
3. ตับอักเสบ - เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายตับ
4. ช็อก - มักเกิดตอนไข้ลด ผู้ป่วยจะกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบปากเขียว ก่อนจะมีอาการช็อก ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ
 
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาไข้เลือดออกโดยเฉพาะ ดังนั้นวิธีป้องกันการแพร่พันธุ์ของยุงลายคือวิธีที่ดีที่สุด อย่างการกำจัดแหล่งน้ำขัง เช่น แจกัน บ่อน้ำ กาละมังต่างๆ แต่หากคนรอบตัวเริ่มมีอาการของไข้เลือดออก อย่ารอช้า รีบไปหาคุณหมอเพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงทีนะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.honestdocs.co/5-top-contagious-diseases-in-rainy-season
ภาพประกอบ: 
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์การแพทย์