Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์การแพทย์

พันธุกรรมส่งผลให้เรียนเก่งยิ่งกว่านิสัยหรือสิ่งแวดล้อม

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45468691
รายละเอียด: 

เด็กทำข้อสอบ
 

บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองมักจะกังวลถึงเรื่องผลการเรียนของบุตรหลานอยู่เสมอ โดยพยายามจะกวดขันให้เด็ก ๆ มีวินัยขยันเรียนรักการอ่าน หรือปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านให้เหมาะกับการเรียนของลูก แต่น่าเสียดายที่ผลวิจัยล่าสุดกลับชี้ว่า สิ่งเหล่านี้อาจไม่มีความจำเป็นมากนัก เพราะเด็กแต่ละคนอาจเกิดมาพร้อมกับพันธุกรรมที่กำหนดระดับความสำเร็จทางวิชาการของพวกเขาอยู่แล้ว

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทกซัส วิทยาเขตออสตินของสหรัฐฯ และนักจิตวิทยาจากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน แห่งสหราชอาณาจักร ได้ร่วมกันตีพิมพ์รายงานวิจัยข้างต้นในวารสาร Science of Learning โดยระบุว่าผลการติดตามศึกษาฝาแฝดกว่า 6,000 คู่ ชี้ชัดว่าปัจจัยทางพันธุกรรมหรือยีนที่เด็กแฝดเหล่านี้มีเหมือนกัน 100% ทรงอิทธิพลมากที่สุดต่อการกำหนดระดับผลการเรียน โดยยีนจะส่งผลควบคุมระดับการทำคะแนนอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ไปจนจบการศึกษาภาคบังคับในชั้นมัธยมปลาย

ดร. มาเกริตา มาลันชินี นักจิตวิทยาผู้ร่วมทำการศึกษาดังกล่าวบอกว่า "ความแตกต่างในเรื่องความสำเร็จทางการศึกษาของเด็กถึง 2 ใน 3 สามารถอธิบายได้ด้วยความแตกต่างทางพันธุกรรมในระดับยีนและดีเอ็นเอ"
 

ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ผลสอบในทุกระดับชั้นและทุกวิชาของฝาแฝดที่เป็นกลุ่มทดลอง ตลอดระยะเวลาของการศึกษาภาคบังคับ แล้วนำไปพิจารณาเปรียบเทียบกับปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ทั้งปัจจัยร่วมที่ฝาแฝดทั้งคู่มีเหมือนกัน เช่น สภาพครอบครัวที่บ้าน และปัจจัยแวดล้อมที่มีแตกต่างกันเช่นเพื่อนหรือครู เป็นต้น

ผลปรากฏว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมนั้นทรงอิทธิพลต่อผลการเรียนมากที่สุด โดยมีผลถึง 70% และให้ผลเป็นระดับคะแนนที่สม่ำเสมอตลอดระยะเวลาของการศึกษาภาคบังคับ ในขณะที่ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่บ้านที่ฝาแฝดมีร่วมกันส่งผลเพียง 25% ส่วนปัจจัยแวดล้อมที่ต่างกันมีผลราว 5%

 

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เด็กมีผลการเรียนเปลี่ยนแปลงไปเช่นสอบได้คะแนนดีขึ้นหรือตกต่ำลง ปัจจัยแวดล้อมชนิดที่คู่ฝาแฝดมีไม่เหมือนกันกลับเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของเหตุการณ์ลักษณะนี้

"ผลการศึกษาของเราไม่ได้บ่งชี้ว่า การเป็นคนเรียนเก่งนั้นถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่เกิดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะระดับสติปัญญานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน อย่างไรก็ตาม พันธุกรรมนั้นมีผลสำคัญถึง 60-70% เลยทีเดียว" ดร. มาลันชินีกล่าว

ทีมผู้วิจัยแนะว่า ในอนาคตอาจมีการรวบรวมข้อมูลทางพันธุกรรมที่เป็นตัวกำหนดผลการเรียน แล้วนำมาสร้างแบบทดสอบเพื่อให้ทราบว่ามีเด็กคนใดบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือในการเรียนเป็นพิเศษ ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองและครูทราบและลงมือแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่วัยต้นของชีวิต โดยคาดว่าการทดสอบทางพันธุกรรมนี้จะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั่วโลกให้ดียิ่งขึ้น

Hits 12 ครั้ง

ขจัดนิ่วในไตด้วยรถไฟเหาะคว้ารางวัล "อิกโนเบล" สาขาการแพทย์

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45518614
รายละเอียด: 

นักวิจัยชาวอเมริกันผู้ค้นพบว่าการนั่งรถไฟเหาะบางแบบช่วยขจัดก้อนนิ่วในไตอย่างได้ผล คว้ารางวัลอันทรงเกียรติสำหรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุดเพี้ยน "อิกโนเบล" (Ig Nobel) สาขาการแพทย์ประจำปีนี้ไปครอง

ส่วนงานวิจัยที่ได้รับรางวัลอิกโนเบลในสาขาอื่น ๆ ต่างก็เรียกเสียงฮาได้ไม่แพ้กัน โดยมีทั้งวิธีส่องกล้องตรวจลำไส้ด้วยตนเอง ผลวิจัยที่ชี้ว่าเนื้อมนุษย์มีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าเนื้อสัตว์อื่น และการประเมินประสิทธิภาพของตุ๊กตาวูดูในการใช้เวทมนตร์แก้แค้นหัวหน้างาน

ศ. เดวิด วอร์ทิงเกอร์ จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Michigan State University ของสหรัฐฯ ได้รับรางวัลอิกโนเบลสาขาการแพทย์ หลังคนไข้ผู้หนึ่งแจ้งว่าก้อนนิ่วในไตเกิดหลุดออกมา ขณะไปเที่ยวสวนสนุก วอลต์ ดิสนีย์ เวิร์ลด์ ในรัฐฟลอริดา และได้นั่งรถไฟเหาะ Big Thunder Mountain (ภูเขาสายฟ้ายักษ์) หลายรอบ

เพื่อพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ศ. วอร์ทิงเกอร์ได้ขอให้คนไข้ผู้นี้ลองขึ้นนั่งบนรถไฟเหาะดังกล่าวอีกหลายครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่ามีก้อนนิ่วหลุดออกมาทุกครั้ง

การนั่งรถไฟเหาะอย่าง Big Thunder Mountain จะช่วยขจัดนิ่วในไตได้ดีกว่ารถไฟเหาะแบบอื่น

ศ. วอร์ทิงเกอร์จึงได้สร้างแบบจำลองของไตและก้อนนิ่วในไตที่เหมือนจริงขึ้นมา แล้วนำไปขึ้นเครื่องเล่นจำพวกรถไฟเหาะตีลังกาอีกหลายแบบ จนพบว่ารถไฟเหาะ Big Thunder Mountain ให้ผลในการรักษาดีที่สุด เนื่องจากมีการสั่นสะเทือน รวมทั้งเคลื่อนที่ขึ้นลงและเอียงข้างซ้ายขวามากกว่าเครื่องเล่นที่มีการตีลังกาหรือพุ่งดิ่งลงมาเป็นระยะทางยาว

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลในปีนี้

สำหรับรางวัลอิกโนเบลสาขาแพทยศาสตรศึกษา (Medical Education) ดร. อากิระ โฮริอุจิ นายแพทย์ชาวญี่ปุ่นคว้ารางวัลนี้ไปจากการคิดค้นวิธีส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยตนเอง

"คนทั่วไปโดยเฉพาะคนญี่ปุ่นมักจะกลัวการส่องกล้องเข้าไปในร่างกายกันมาก ทำให้ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น ผมจึงพยายามคิดค้นวิธีส่องกล้องที่ง่ายและสะดวกสบายกว่าเดิม" ดร. โฮริอุจิกล่าว

รางวัลอิกโนเบลสาขาเคมีตกเป็นของนักวิจัยที่ค้นพบว่า น้ำลายของคนเราใช้เป็นสารทำความสะอาดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพื้นผิวของวัสดุที่ละเอียดอ่อนเสียหายง่าย เช่นสีที่ทาลงบนเซรามิกหรือกับทองคำเปลว

ส่วนทีมนักวิจัยชาวสวีเดนคว้ารางวัลสาขาชีววิทยา โดยพิสูจน์ว่านักชิมไวน์มืออาชีพสามารถบอกได้อย่างแม่นยำว่ามีแมลงวันอยู่ในแก้วไวน์ เพียงอาศัยจมูกดมกลิ่นเอาเท่านั้น

Hits 10 ครั้ง

การผัดวันประกันพรุ่งเป็นเรื่องการจัดการ "อารมณ์" ไม่ใช่ "เวลา"

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45526379
รายละเอียด: 

ผลวิจัยชี้ว่าคนจะมีนิสัยชอบผัดวันประกันพรุ่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะการก่อตัวของสมองของแต่ละคน และเป็นเรื่องของการบริหารอารมณ์มากกว่าการบริหารเวลา

นักวิจัยซึ่งเผยแพร่งานวิจัยในวารสาร Psychological Science ศึกษาเรื่องนี้โดยการใช้แบบสำรวจและสแกนสมองคน 264 คน เพื่อดูว่าเป็นคนที่มีแนวโน้มจะรีบจัดการกับภารกิจตรงหน้าอย่างรวดเร็วแค่ไหน นักวิจัยพบว่ามีสมองอยู่สองส่วนที่เป็นตัวกำหนดว่าเราจะลงมือทำภารกิจตรงหน้าให้เสร็จ หรือเลื่อนเวลาออกไปเรื่อย ๆ

งานวิจัยพบว่าคนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งนั้น มีสมองส่วนที่เรียกว่า อมิกดาลา (amygdala) ซึ่งมีลักษณะคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ ทำหน้าที่ควบคุมเหตุผลและอารมณ์ ใหญ่กว่า และการเชื่อมต่อของสมองส่วนที่เรียกว่าอมิกดาลา กับส่วนล่างของสมองบริเวณที่เรียกว่า anterior cingulate cortex ไม่ดีเท่าคนอื่น ซึ่งจะมีผลให้สามารถจัดการกับอารมณ์และสิ่งเร้าที่เข้ามารบกวนน้อยกว่า อันจะส่งผลต่อความแน่วแน่ในการจัดการกับภารกิจตรงหน้า

แอร์ฮัน เก็นค์ หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยนี้ ซึ่งประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยรัว เมืองโบคุม ระบุว่า คนที่มีสมองส่วนอมิกดาลาใหญ่กว่าคนอื่นอาจจะวิตกกังวลว่าหากตัวเองลงมือทำอะไรแล้วจะเกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีตามมา ดังนั้นคนเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะลังเลและผัดวันประกันพรุ่ง

Hits 7 ครั้ง

แบคทีเรียในน้ำลายหมีสีน้ำตาลอาจเป็นยาปฏิชีวนะชนิดใหม่

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45539040
รายละเอียด: 

ในบรรดาเชื้อแบคทีเรียหลากหลายชนิดที่อยู่ในน้ำลายของหมีสีน้ำตาลพันธุ์ไซบีเรียตะวันออก (East Siberian brown bear) มีอยู่อย่างน้อยชนิดหนึ่งที่อาจนำไปพัฒนาเป็นยาปฏิชีวนะขนานใหม่ ซึ่งจะสามารถต้านทานเชื้อดื้อยาชนิดรุนแรงหรือซูเปอร์บั๊ก (Superbug) ได้

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัตเจอร์สของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการค้นพบข้างต้นลงในวารสาร PNAS โดยระบุว่าได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แยกแยะเชื้อแบคทีเรียนับแสนชนิดในน้ำลายของหมีออกจากกัน โดยให้เชื้อแต่ละชนิดพันธุ์แยกกันเกาะอยู่กับหยดน้ำมันเล็ก ๆ เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบว่าแบคทีเรียชนิดใดจะมีความสามารถต้านทานเชื้อดื้อยาได้บ้าง

น้ำลายคนปรับตัวตามชนิดอาหาร ช่วยให้ของไม่อร่อยรสชาติดีขึ้น
ขจัดนิ่วในไตด้วยรถไฟเหาะคว้ารางวัล "อิกโนเบล" สาขาการแพทย์
การที่นักวิทยาศาสตร์เลือกเอาหมีสีน้ำตาลพันธุ์ไซบีเรียตะวันออกมาศึกษา เพื่อค้นหาเชื้อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์นั้น เนื่องจากสัตว์ป่าที่อยู่ในสภาพแวดล้อมห่างไกลจากความเจริญและมนุษย์ น่าจะมีระบบชีวนิเวศจุลชีพ (Microbiome) หรือการดำรงอยู่ร่วมกันของจุลินทรีย์หลากหลายชนิดในร่างกายที่แตกต่างออกไปและยังไม่ถูกปนเปื้อน ซึ่งลักษณะพิเศษนี้ช่วยให้สัตว์ป่ามีภูมิต้านทานเชื้อโรคร้ายที่อยู่รอบตัวได้

Image copyrightSPL
ผลการตรวจสอบเบื้องต้นปรากฏว่า มีเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งในน้ำลายของหมีสีน้ำตาล ไม่มีเชื้ออันตรายอย่าง Staphylococcus aureus มาอาศัยร่วมอยู่ด้วย แสดงว่าแบคทีเรียชนิดนี้สามารถฆ่าเชื้ออันตรายดังกล่าว ซึ่งเป็นเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะเมทิซิลลิน หรือที่เรียกกันว่าเชื้อ MRSA ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของวงการสาธารณสุขทั่วโลกนั่นเอง

ศ. คอนสแตนติน เซเวรินอฟ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า จำเป็นต้องจับหมีสีน้ำตาลพันธุ์ดังกล่าวมาจากถิ่นอาศัยในป่าลึก เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำลาย ก่อนจะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติดังเดิม เพราะไม่อาจใช้หมีในสวนสัตว์ที่กินอาหารและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้ระบบชีวนิเวศจุลชีพในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปจากตอนเป็นสัตว์ป่าแล้ว

"เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เราใช้แยกแยะเชื้อแบคทีเรียนับแสนชนิดในน้ำลายของหมีออกจากกัน ทำให้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียที่มีศักยภาพในการเป็นยาปฏิชีวนะขนานใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เทคนิคนี้จะปูทางไปสู่การค้นหายาปฏิชีวนะรุ่นใหม่จากสัตว์ป่า ซึ่งจะทรงประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อดื้อยาได้ดีกว่าเดิม" ศ. เซเวรินอฟกล่าว

Hits 7 ครั้ง

ประโยชน์ของหน้ากากอนามัย

วันที่: 
Thursday, September 13, 2018

เห็นกันมาเยอะ เวลาคนไม่สบายต้องใส่หน้ากากอนามัย มันช่วยได้จริงเหรอ? เรามาดูคำตอบกันครับ
 
หน้ากากอนามัยผลิตจากผ้า หรือพอลิไพรไพลีน ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดที่ปลอดภัยกับผู้ใช้ เพื่อป้องกันเชื้อโรค มลพิษ หรือของเหลวจากภายนอก
 
ประโยชน์ของหน้ากากอนามัย คือ ป้องกันพิษหรือเชื้อโรคจากภายนอกที่มาตามอากาศ และป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากผู้ที่ใส่หน้ากากกระจายออกไปสู่ภายนอกได้ถึง 80%
 
แต่ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น หน้ากากอนามัยสามารถป้องกันได้เพียง 80% และไม่สามารถป้องกันโรคได้ทุกชนิด หน้ากากอนามัยจึงไม่สามารถใช้ป้องกันโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะได้นั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.pobpad.com/หน้ากากอนามัย-กันเชื้อโ
ภาพประกอบ: 

มากันยุงให้ถูกวิธีกันเถอะ

วันที่: 
Wednesday, September 5, 2018

กันยาหน้าฝนแบบนี้ เป็นช่วงฤดูยุงชุมเลยล่ะครับ วันนี้เลยขอนำเสนอเรื่องราวของยุง ว่ายุงชอบกัดคนประเภทไหน? แล้วเราจะป้องกันตัวเองจากยุงยังไง มาดูคำคอบกันครับ
 
ยุงชอบกัดคนประเภทไหน? มีหลายปัจจัยที่ยุงจะเลือกกัด ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีอุณหภูมิสูง เนื่องจากมีเหงื่อออก เพราะยุงจะชอบกลิ่นเหงื่อประกอบกับอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ นอกจากนี้ผู้หญิงมีสิทธิ์ถูกกัดมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากฮอร์โมนที่ไม่เหมือนกัน และคนที่ใส่เสื้อผ้าสีเข้มก็เป็นอีกสาเหตุที่ยุงเลือกเข้าจู่โจมครับ
 
มาดูวิธีป้องกันตัวเองจากยุงกันดีกว่าครับ เมื่อเรารู้สาเหตุที่ยุงชอบเข้ามากัดแล้ว เราก็ต้องป้องกันตัวเองไม่ให้มีอุณหภูมิสูงหรือเหงื่อออกมาก ด้วยการอาบน้ำเพื่อขจัดเหงื่อออกไป และหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มียุงชุม เช่น ริมน้ำ, ป่า หรือสถานที่มืดๆ และที่สำคัญควรใช้ยากันยุงที่ในปัจจุบันที่หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ยาพ่น ยาทา หรือยาจุดแบบขดก็ได้ครับ
 
อย่าคิดว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ เพราะไม่ใช่แค่ความเจ็บๆ คันๆ ที่ยุงนำมาให้ แต่ยังนำเชื้อโรคที่จะนำเราไปสู่โรคร้ายได้อีกด้วยครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.sanook.com/health/4893/
ภาพประกอบ: 

[มหัศจรรย์จากนม] นมสด

วันที่: 
Monday, September 3, 2018

นม คือของเหลวสีขาวที่ประกอบด้วยสารอาหารที่ออกมาจากเต้านมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งนมชนิดที่มนุษย์คุ้นเคยกันมากที่สุดนั่นก็คือ นมวัว
 
นมวัวอุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุครบทุกหมู่ ซึ่งคือโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต และไขมัน โดยเฉพาะน้ำตาลนมหรือแล็กโทส (Lactose) และโปรตีนที่เรียกว่า เคซีน (Casein) จะพบในธรรมชาติคือในนมเท่านั้น จึงเรียกได้ว่า นมวัวจึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการในด้านต่างๆ ของมนุษย์นั่นเอง

นมมีส่วนประกอบดังนี้
1. น้ำ - เป็นสื่อกลางในการประสานธาตุต่างๆ เข้าด้วยกัน
2. ไขมัน - หรือเรียกว่า มันเนย เป็นแหล่งให้พลังงานตลอดจนวิตามินเอ ดี อีและเค
3. โปรตีน - อุดมไปด้วยโปรตีนและกรดอะมิโนกว่า 19 ชนิด ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเนื้อเยื่อและกระดูก
4. สารประกอบไนโตรเจน - ในนมจะมีไนโตรเจนประมาณร้อยละ 0.5
5. แล็กโทส - เมื่อถูกย่อยจะเป็นน้ำตาลชนิดต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมอง
6. วิตามิน - อุดมไปด้วยวิตามิน เอ บี 1 บี 6 บี 12 ซี และดี
7. แร่ธาตุ - ประกอบด้วยธาตุอีกหลากหลายชนิด เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม และอื่นๆ อีกมากมาย
 
เท่านี้ก็น่าจะพอเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ ว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่ถึงพยายามให้เราดื่มนมเยอะๆ ก็เพราะคุณประโยชน์ทั้งหมดที่กล่าวมาจะช่วยให้น้องๆ มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดีนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://sites.google.com/site/kheruxngdumpraphethnm/home/nm-sd
ภาพประกอบ: 

Brain Freeze เกิดจากอะไร

วันที่: 
Thursday, August 23, 2018

เคยเป็นไหม? เมื่อดื่มน้ำเย็นจัด อย่างเช่นน้ำปั่น หรือไอศกรีม มักจะมีอาการปวดหัวจี๊ด ปี๊ดขึ้นสมอง อาการนี้คืออะไร มีวิธีบรรเทาหรือไม่ อ่านต่อได้เลยครับ
 
โดยปกติแล้วร่างกายคนเรามีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส เมื่อร่างกายได้รับอุณหภูมิที่ต่ำในปริมาณมากๆ แบบฉับพลัน จะเกิดกลไกป้องกันตัวเองของร่างกาย นั่นคือทำให้หลอดเลือดในช่องคอบริเวณเพดานอ่อนหดตัวเป็นระยะสั้นๆ เมื่อหลอดเลือดหดตัวลง จะส่งผลให้ต่อมรับความรู้สึกเจ็บปวดถูกกระตุ้น ส่งสัญญาณไปยังประสาทและสมอง ทำให้เกิดอาการปวดหัวจี๊ดๆ หรือที่เราเรียกว่า Brain Freeze นั้นเองครับ
 
วิธีบรรเทาอาการปวดหัวจี๊ดทำได้ง่ายๆ
1. ให้ดื่มน้ำอุ่นๆ ตามลงไปหากหาได้
2. ใช้ลิ้นดันเพดานปากด้านบน ความร้อนจากลิ้นจะช่วยคลายเส้นประสาทที่เชื่อมกับสมอง
3. เอามือปิดปาก จมูกไว้สักพัก ให้ความร้อนจากฝ่ามือช่วยคลายอาการหดตัวของเส้นเลือด
 
ครั้งหน้า หากใครมีอาการแบบนี้อีก ลองใช้วิธีนี้ดู และเอาผลลัพธ์มาแชร์กันบ้างนะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view147527.html
ภาพประกอบ: 

กินจิ้งหรีดช่วยเพิ่มจุลชีพในลำไส้-ลดการอักเสบทั่วร่างกาย

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45077662
รายละเอียด: 

จิ้งหรีดทอด

นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันชี้ว่า จิ้งหรีดคือหนึ่งในแมลงที่นับเป็นสุดยอดอาหารหรือซูเปอร์ฟูดส์ (Super foods) อย่างแท้จริง โดยผลการวิจัยล่าสุดพบว่าการกินจิ้งหรีดช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้เติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น ลดการอักเสบในร่างกาย และไม่เป็นอันตรายแม้กินเข้าไปในปริมาณมาก

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ของสหรัฐฯ ตีพิมพ์เผยแพร่รายงานดังกล่าวในวารสาร Scientific Reports โดยชี้ว่าจิ้งหรีดเป็นอาหารแนวใหม่ที่มีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์มากกว่าที่เคยคาดกันเอาไว้ โดยนอกจากจะมีโปรตีนสูงและมีสารอาหารอื่น ๆ แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น

มีการทดลองนำร่องในกลุ่มจำกัดเพื่อทดสอบว่าเส้นใยอาหาร (ไฟเบอร์) จากจิ้งหรีด เช่นเส้นใยอาหารที่เรียกว่าไคติน (Chitin) จะมีประโยชน์ต่อจุลชีพในร่างกายมนุษย์เป็นพิเศษหรือไม่ เพราะไฟเบอร์จากแมลงนั้นแตกต่างกับของพืชผักผลไม้โดยทั่วไปมาก แม้จะเป็นอาหารของจุลชีพในลำไส้เหมือนกันก็ตาม

ปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำ

ทีมผู้วิจัยให้ชายและหญิงสุขภาพดีอายุระหว่าง 18-48 ปี จำนวน 20 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารเช้าตามปกติ แต่อีกกลุ่มจะได้รับจิ้งหรีดแห้งบดเป็นผง 25 กรัมผสมไปกับขนมและเครื่องดื่มด้วย แล้วให้ทั้งสองกลุ่มรับประทานอาหารแบบนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์

จากนั้นผู้วิจัยให้อาสาสมัครทั้งหมดงดรับประทานจิ้งหรีดอย่างสิ้นเชิงตลอด 2 สัปดาห์ถัดมา แล้วจึงสลับให้กลุ่มที่ไม่ได้กินจิ้งหรีดในตอนแรกเป็นฝ่ายได้รับประทานบ้างอีก 2 สัปดาห์ โดยมีการวิเคราะห์ตัวอย่างเลือด อุจจาระ และคำตอบในแบบสอบถามเรื่องระบบทางเดินอาหารของอาสาสมัครในการทดลองทุกระยะ

ผลที่ได้พบว่า อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มมีเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญและส่งผลดีต่อสุขภาพของระบบทางเดินอาหารเพิ่มขึ้น ส่วนโปรตีนในเลือดชื่อ TNF-alpha ซึ่งสัมพันธ์กับการอักเสบ การก่อมะเร็ง และภาวะซึมเศร้านั้นกลับลดลง และที่สำคัญพบว่าจำนวนของแบคทีเรียชนิดที่มีประโยชน์ในลำไส้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งการแพทย์สมัยใหม่ถือว่าจุลชีพเหล่านี้มีบทบาทส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพร่างกายโดยรวมอย่างยิ่ง

ปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำ ส่วนผู้คนในโลกตะวันตกต่างให้ความสนใจรับประทานแมลงเป็นอาหารกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการทำฟาร์มปศุสัตว์ ทั้งยังอุดมไปด้วยไขมันชนิดดี วิตามิน และแร่ธาตุ มากกว่าหมูหรือเนื้อวัวซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณมากเกินไป

Hits 31 ครั้ง

ชี้บุหรี่ไฟฟ้าทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45189631
รายละเอียด: 

Vaping can damage vital immune system cells

งานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษพบหลักฐานบ่งชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าอาจทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญของร่างกาย และอาจมีอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน

งานวิจัยที่นำโดย ศ.เดวิด ธิคเก็ตต์ จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Thorax พบว่า ละอองไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าไปหยุดยั้งการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญในปอดและกระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบ

ในการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบกระบวนการเชิงกลเพื่อเลียนแบบการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยทำขึ้นในห้องทดลอง และใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อปอดที่ได้รับบริจาคจากคนที่ไม่สูบบุหรี่

ผลการศึกษาพบว่า ละอองไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดอาการอักเสบ และไปยับยั้งการทำงานของ "อัลวีโอลาร์ มาโครเฟจ" (alveolar macrophage) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่อาจเป็นอันตราย เช่น อนุภาคฝุ่น เชื้อแบคทีเรีย และสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ

ทีมนักวิจัยระบุว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคล้ายกับที่มักพบในกลุ่มผู้สูบบุหรี่เป็นประจำ หรือผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม ชี้ว่าผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้เป็นเพียงสภาพที่เกิดขึ้นในห้องทดลอง ซึ่งกินเวลาเพียง 48 ชั่วโมง และจำเป็นต้องมีการศึกษาให้ลึกซึ้งขึ้นเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

ศ.ธิคเก็ตต์ ชี้ว่า แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะปลอดภัยกว่าบุหรี่จากใบยาสูบในแง่ของความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง แต่ก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวหากสูบบุหรี่ไฟฟ้าติดต่อกัน 20-30 ปี เพราะการวิจัยชิ้นนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

"ผมไม่คิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะอันตรายกว่าบุหรี่แบบธรรมดา แต่เราก็ไม่ควรเชื่ออย่างสนิทใจว่ามันปลอดภัยมากอย่างที่คิดกัน" ศ.ธิคเก็ตต์ กล่าว

รายงานผลการวิจัยอิสระฉบับล่าสุดของสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พบ "หลักฐานอย่างท่วมท้น" ที่บ่งชี้ว่า "บุหรี่ไฟฟ้ามีความปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่จากใบยาสูบ ทั้งยังเป็นอันตรายต่อผู้คนที่อยู่รอบข้างน้อยกว่าด้วย"

PHE เสนอให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งในคำสั่งใช้ยาที่แพทย์สามารถสั่งจ่ายให้คนไข้ของสำนักบริการสาธารณสุขแห่งชาติสหราชอาณาจักร (NHS) ได้ เพราะผลการศึกษาชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้สำเร็จมากขึ้น ทั้งยังมีอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่แบบธรรมดาถึง 95%

มาร์ติน ด็อกเรลล์ จากหน่วยควบคุมยาสูบของ PHE บอกว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดภัย 100% แต่ก็มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาอย่างชัดเจน พร้อมแนะนำว่า "ผู้สูบบุหรี่ธรรมดาที่กำลังคิดจะเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าควรเริ่มเปลี่ยนไปใช้อย่างสมบูรณ์ในทันที"

Hits 12 ครั้ง
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์การแพทย์