Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์การแพทย์

ขี้ลืม VS อัลไซเมอร์ เจออาการแบบไหนถึงใช่สมองเสื่อม

วันที่: 
Wednesday, January 22, 2020

มาเช็กตัวเองกัน ว่าเป็นแค่คนขี้ลืมเท่านั้น
หรือว่าฉันสมองเสื่อม!
 
ลืมว่าวางของไว้ตรงไหน หาของไม่เจอ...เคยสังสัยไหมครับว่าอาการเหล่านี้เป็นอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อมหรือเปล่า เรามาทำความรู้จักโรคอัลไซเมอร์กันก่อนครับ
 
โรคสมองเสื่อม เป็นภาวะความเสื่อมของการทำงานของสมอง ส่งผลให้ความสามารถทางสติปัญญาลดลง ความคิด ความจำ ด้อยประสิทธิภาพ รวมไปถึงความสามารถในการใช้ภาษาผิดปกติ
 
สัญญาณของโรคอัลไซเมอร์
1. หลงลืมสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ แต่จดจำเรื่องราวในอดีตได้
2. มีปัญหาการพูดและการเขียน เช่น นึกคำศัพท์ไม่ออก
3. วางของผิดที่ผิดทาง เช่น นำรีโมททีวีไว้ในตู้เย็น หรือเก็บอาหารไว้ในตู้เสื้อผ้า
4. หลงทางในเส้นทางเดิมๆ
5. จำคนใกล้ตัวไม่ได้
6. บางรายใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้ เพราะจำวิธีใช้สิ่งของต่างๆ ไม่ได้ เช่น ไม่รู้ว่าต้องอาบน้ำหรือเปลี่ยนช่องทีวีอย่าง
 
แต่หากเป็นอาการขี้หลงขี้ลืมชั่วคราว เช่น ลืมว่าวางของไว้ตรงไหน แต่ใช้เวลาสักพักจะสามารถคิดออกได้ ถ้าเป็นแบบนี้โล่งใจได้เลย เพราะอาการเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นอัลไซเมอร์นะครับ อาจเป็นแค่อาการขี้ลืม สามารถแก้ได้ง่ายๆ ด้วยการจดโน้ต ก็จะสามารถจดจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ดีขึ้น และไม่ลืมวางเก็บของไว้ตรงไหนแล้วล่ะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view218039.html
ภาพประกอบ: 

นอนกัดฟันกับ 5 อาการเสี่ยงที่ควรรีบพบแพทย์

วันที่: 
Wednesday, January 15, 2020

นอนกัดฟัน อันตรายกว่าที่คิด
กับ 5 อาการเสี่ยงที่ควรรีบไปพบแพทย์
 
การนอนกัดฟันนั้นเป็นความเสี่ยงที่พบได้ปกติจากการนอนหลับ และหลายคนไม่รู้ตัว ส่งผลให้การนอนไม่มีประสิทธิภาพ
 
สาเหตุของการนอนกัดฟันนั้น เกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อบดเคี้ยวขณะหลับ เป็นผลทำให้มีการกัดเน้นฟัน และจะส่งผลเกี่ยวกับการนอน หรือหากเป็นหนักๆ จะกระทบกับฟันอีกด้วย
 
ลองเช็คตัวเองดูว่ามี 5 พฤติกรรมนี้หลังตื่นนอนหรือเปล่า
 
1. ตื่นเช้ามาปวดขากรรไกรปวดศีรษะ
2. เสียวฟัน
3. ฟันสึก
4. มีแผลในปาก หรือกระพุ้งแก้ม
5. ฟันโยก
 
หากพบว่าตัวเองพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ อยากให้ไปปรึกษาแพทย์ดู เพื่อหาวิธีรักษา เพื่อรักษาสภาพฟันและประสิทธิภาพการนอนหลับให้สูงที่สุดนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.sanook.com/health/15961
ภาพประกอบ: 

เทคโนโลยีใหม่ช่วยตรวจหามะเร็งตับอ่อน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, January 14, 2020
รายละเอียด: 

มะเร็งตับอ่อนเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่เป็นอันตรายมากที่สุด แต่เป็นโรคที่ตรวจพบได้ยากและมักจะตรวจพบเมื่ออยู่ในระยะลุกลามจนเกินกว่าที่จะรักษาให้หายขาดได้ แต่บรรดานักวิจัยกำลังทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ที่อาจช่วยป้องกันการพัฒนาโรคมะเร็งตับอ่อนนี้ได้

ตับอ่อนเป็นอวัยวะสำคัญที่ผลิตสารอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดของร่างกาย ตับอ่อนนั้นมองเห็นได้ยาก เพราะเป็นอวัยวะที่อยู่ทางด้านหลังของช่องท้องและถูกบดบังด้วยช่องท้องและตับ ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่แพทย์ตรวจหาก้อนเนื้อได้ยากในระหว่างที่ตรวจร่างกายตามปกติ

นายแพทย์ Somashekar Krishna ผู้เชี่ยวชาญเรื่องต่อมไร้ท่อ กล่าวคือเป็นผู้ที่ศึกษาในเรื่องของฮอร์โมน และอวัยวะต่างๆ ที่ผลิตฮอร์โมนกล่าวว่าเรื่องดังกล่าวคือเหตุผลที่บ่งชี้ว่าเหตุใดจึงมีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนเพียง 9% เท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกห้าปีหลังจากที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ และว่าโรคมะเร็งชนิดนี้จะไม่แสดงอาการใดๆ เลยในระยะเริ่มต้น

Patricia Beatty ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพราะคิดว่าตนติดเชื้อไวรัสในกระเพาะอาหาร แต่ในระหว่างที่สแกนกระเพาะอาหารของเธอ แพทย์กลับพบว่ามีถุงน้ำหรือ Cyst อยู่ ซึ่งแพทย์แจ้งกับเธอว่าถุงน้ำนั้นคือภาวะก่อนการเป็นมะเร็ง

ทั้งนี้ มะเร็งตับอ่อนสามารถพัฒนาได้สองวิธี คือการที่เริ่มจากการเป็นเนื้องอก หรือ Tumor ที่มีเชื้อมะเร็ง หรือเริ่มเมื่อถุงน้ำหรือ Cyst กลายเป็นมะเร็ง ความแตกต่างระหว่างเนื้องอกและถุงน้ำคือ เนื้องอกจะเป็นก้อนแข็ง ในขณะที่ถุงน้ำจะเต็มไปด้วยของเหลว ซีสต์ในตับอ่อนนั้นเป็นเรื่องที่พบเห็นทั่วไป และส่วนใหญ่จะไม่เป็นมะเร็ง แพทย์สามารถตรวจสอบของเหลวจากภายในถุงน้ำเหล่านั้นได้ แต่ก็ยากที่จะบอกได้ว่าซีสต์ก้อนไหนที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็ง

เนื้องอกหรือซีสต์ที่เป็นมะเร็งนั้นสามารถชี้ชัดได้ด้วยการใช้เครื่องมือถ่ายภาพชนิดพิเศษ แต่การถ่ายภาพแบบนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงจนไม่สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ทดสอบแบบปกติได้

นายแพทย์ Krishna เป็นหัวหน้าการในการศึกษาวิจัยอุปกรณ์ชนิดใหม่ที่ให้แพทย์สามารถดูก้อนซีสต์ได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ ที่ศูนย์การแพทย์ Wexner แห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ เขากล่าวว่าการศึกษาของเขาแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์ใหม่นี้มีความแม่นยำในการวินิจฉัยก้อนซีสต์สูงถึง 96% ถึง 97%

วิธีดังกล่าวใช้กล้องจุลทรรศน์ขนาดเล็กที่มีแสงเลเซอร์ในการผลิตภาพด้านในของถุงน้ำ

ซึ่งนายแพทย์ Krishna และนักวิจัยท่านอื่นๆ กำลังให้การฝึกอบรมแพทย์ทั่วสหรัฐฯ ในการใช้เทคโนโลยีใหม่นี้ เพื่อที่จะสามารถชี้ระบุก้อนซีสต์ที่เป็นมะเร็งได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามแพทย์จะใช้วิธีการใหม่นี้ หลังจากผู้ป่วยได้รับใบสั่งจากแพทย์ให้เข้ารับการตรวจสอบด้วยการถ่ายภาพแบบอื่นๆ เท่านั้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเชื้อมะเร็งจะยังคงเติบโตอยู่ภายในร่างกายของผู้ป่วยอย่างเงียบๆ จนสายเกินกว่าที่จะช่วยคนเหล่านั้นได้

นายแพทย์ Somashekar Krishna กล่าวกับผู้สื่อข่าว VOA ว่าการตรวจเลือดเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการค้นหามะเร็งตับอ่อนในระยะเริ่มต้น ซึ่งนักวิจัยกำลังพยายามคิดค้นพัฒนาวิธีการทดสอบด้วยการตรวจเลือดกันอยู่

ที่มา https://www.voathai.com/a/new-tech-for-detect-pancreatic-cancer-01052020...

Hits 6 ครั้ง

แพทย์อเมริกันแนะแนวทางใหม่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, January 13, 2020
รายละเอียด: 

การศึกษาฉบับใหม่ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงคำแนะนำด้านสุขภาพอาจนำไปสู่การลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจได้รับการรักษาได้ดียิ่งขึ้น

โรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลก และคอเลสเตอรอลในระดับที่สูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคนี้ โดยที่ผ่านมา แพทย์ให้การรักษาผู้ป่วยโดยดูที่ระดับคอเลสเตอรอลตัวร้าย หรือที่เรียกว่า LDL

ในปีพ.ศ. 2556 แนวทางปฏิบัติใหม่ในสหรัฐฯ แนะให้แพทย์ตรวจสอบความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจโดยรวม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง แนวทางปฏิบัตินี้แนะนำให้แพทย์พิจารณาอายุ ความดันโลหิต อาการของโรคเบาหวาน และปัจจัยอื่น ๆ ของผู้ป่วย

แนวคิดของแนวทางปฏิบัตินี้ก็คือ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุดจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดจากยาลดคอเลสเตอรอล “สเตติน”

นักวิจัยได้ศึกษาข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ข้อมูลดังกล่าวนี้มีผลการวัดระดับคอเลสเตอรอลจากผู้ใหญ่มากกว่า 32,000 คน ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. 2548 ถึงพ.ศ. 2559

ในกลุ่มคนที่ทานยาสเตติน ระดับคอเลสเตอรอลตัวร้ายโดยเฉลี่ยลดลง 21 จุดตลอดระยะเวลาที่ทำการศึกษา นอกจากนี้ระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมและไขมันชนิดอื่น ๆ ในเลือดก็ลดลงด้วยเช่นเดียวกัน

นายแพทย์ Michael Miller เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจที่ศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษานี้ กล่าวว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวนั้นดีมากจนน่าประหลาดใจ โดยรวมกันแล้วคาดว่าความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและอาการเส้นเลือดอุดตันในสมองจะลดลง 15% ถึง 20%

นอกจากนี้อัตราการใช้ยา “สเตติน” ของผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานยังมีเพิ่มมากขึ้น

นายแพทย์ Neil J. Stone จากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น ซึ่งเป็นหัวหน้าในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติปี พ.ศ. 2556 จากสมาคม American College of Cardiology และ American Heart Association กล่าวว่า การป้องกันไม่ให้ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานมีอาการหัวใจวายเป็นครั้งแรกนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

นายแพทย์ Pankaj Arora จากมหาวิทยาลัยรัฐแอละบามา วิทยาเขตเบอร์มิงแฮม หัวหน้าการศึกษาวิจัยนี้ กล่าวว่า ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว

ด้านนายแพทย์ Arora จากมหาวิทยาลัยแอละบามา เตือนว่า ยังไม่พบว่ามีการรักษาเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกลุ่มอื่น ๆ และว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่ทราบว่าตัวเองมีปัญหาในเรื่องระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้ก็คือ ควรไปตรวจวัดระดับคอเลสเตอรอลหากยังไม่ได้ตรวจวัดในระยะนี้

รายงานการศึกษานี้ ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร the American College of Cardiology

Hits 4 ครั้ง

วิธีป้องกันและกำจัดเหา รู้ไว้ห่างไกลเหา

วันที่: 
Thursday, January 9, 2020

รู้ไว้ดีกว่า วิธีป้องกันและกำจัดเหา
ปัญหายอดฮิตของเด็กนักเรียนไทย
 
การเป็นเหา พบได้ทุกเพศ แต่จะถูกพบบ่อยในกลุ่มเด็กนักเรียนหญิงอายุ 3-12 ปี ก่อนอื่นเรามาดูวิธีป้องกันเหากันครับ
 
1. หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับคนอื่น โดยเฉพาะหวี
2. รักษาความสะอาดของตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า ปลอกหมอน หรือผ้าปูที่นอน ให้หมั่นซักทำความสะอาด
3. สระผมเป็นประจำ อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
4. ไม่อยู่ใกล้บุคคลที่เป็นเหา
5. ตัดเล็บให้สั้น และไม่แคะ แกะ เกา บริเวณที่เป็นเหา
 
และหากใครที่รู้ตัวว่าเป็นเหาเรียบร้อยแล้ว
เรามี 3 วิธีกำจัดเหาที่ทำได้ง่ายๆ มาฝากกัน
 
1. ใช้ใบยอสระผม
นำใบยอมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ และคั้นเอาเฉพาะน้ำออกมา ใช้สระผมทุกวัน และหมั่นใช้หวีเสนียดสางเส้นผม จะมีเหาที่ตายแล้วติดออกมา
 
2. ใช้ใบน้อยหน่า
นำใบน้อยหน่ามาตำและผสมกับแอลกอฮอล์ หมักผมทิ้งไว้ 10 นาที และใช้หวีเสนียดสางออก
 
3. ใช้ยาฆ่าเหา
ทายาลงบนเส้นผมที่แห้ง 2 ครั้ง ในเวลาห่างกัน 1 สัปดาห์
 
สำหรับน้องๆ คนไหนที่เป็นเหา อย่าคิดว่าเป็นเรื่องน่าอาย เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติที่สามารถเป็นไปได้ทุกคน สิ่งที่ควรทำนั่นก็คือ เมื่อรู้ว่าเป็นเหา ควรรีบแจ้งผู้ปกครองหรือคุณครูเพื่อหาวิธีกำจัด และไม่ควรรังเกียจหรือล้อเลียนเพื่อนที่เป็นเหา เพื่อสังคมห้องเรียนที่น่าอยู่นั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.sanook.com/women/156397
ภาพประกอบ: 

“วิตามิน” บางชนิดทานขณะทำ “คีโม”เสี่ยงเสียชีวิต

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, January 3, 2020
รายละเอียด: 

จากการศึกษาล่าสุดชี้ว่า ผู้ป่วยมะเร็งทรวงอกที่ทานสารเสริมอาหารระหว่างการรักษาด้วยวิธีคีโม หรือเคมีบำบัด อาจเพิ่มความเสี่ยงที่เซลล์มะเร็งจะย้อนกลับมาและนำไปสู่การเสียชีวิต

สำนักข่าว Reuters อ้างอิงรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Oncology ระบุการรับประทานสารเสริมอาหารจำพวกต้านอนุมูลอิสระ เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินบี12 และกรดไขมันโอเมก้า 3 สารเหล่านี้อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพของการทำคีโมในผู้ป่วยมะเร็งลดลง

Christine Ambrosone ประธานการควบคุมและป้องกันโรคมะเร็งจากศูนย์ Roswell Park Comprehensive Cancer Center จากเมืองบัฟฟาโล่ รัฐนิวยอร์ก กล่าวว่า “จากการศึกษานี้ รวมถึงหลายงานวิจัย แนะนำให้หลีกเลี่ยงการทานวิตามินเสริมในระหว่างการทำเคมีบำบัด” สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งทรวงอก

เธออธิบายเพิ่มว่าสารต้านอนุมูลอิสระอาจจะไปเป็นอุปสรรคในการฆ่าเซลล์มะเร็ง “กระบวนการทำคีโมก็คือการสร้างภาวะออกซิเดนที่มากเกินปกติ หรือ “oxidative stress” ถ้ารับสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไป ก็จะทำให้เคมีบำบัดมีประสิทธิภาพที่ลดลง” Ambrosone ยังระบุว่าแม้จะไม่มีข้อมูลที่ยืนยันหนักแน่น แต่ในหลายปีที่ผ่านมาแพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงสารอาหารจำพวกต้านอนุมูลอิสระขณะทำคีโม

เธอและเพื่อนร่วมงานได้ทำการวิเคราะห์จาการการศึกษา “Diet, Exercise, Lifestyle and Cancer Prognosis” ที่มุ่งหาความสัมพันธ์ของการรับประทานสารเสริมอาหารและการรักษาด้วยเคมีบำบัด

งานวิจัยนี้ศึกษาในผู้ป่วยจำนวน 1,134 ราย โดยทำการติดตามในระยะเวลาเฉลี่ยราว 6 ปี ผู้ที่เข้าร่วมจะถูกซักถามทั้งเรื่องของการรับประทานอาหารเสริมในช่วงก่อนและระหว่างการทำคีโม การใช้ชีวิต อาหารที่ทานและการออกกำลังกาย

หลังจากตัดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ออกไป พบว่าผู้ที่รับสารต้านอนุมูลอิสระทั้งก่อนและระหว่างการทำคีโม เช่น สารเบต้าเคโรทีน โคเอนไซน์คิวเท็น วิตามินเอ ซีและอี ในกลุ่มนี้ร้อยละ 41 มีความเสี่ยงที่มะเร็งทรวงอกจะกลับมา และร้อยละ 40 อาจจะเสียชีวิตเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่รับประทานสารดังกล่าว

Ambrosone ชี้ว่างานวิจัยก่อนหน้านี้ระบุ ธาตุเหล็กมีผลทั้งก่อให้เกิดและส่งเสริมโรคมะเร็ง

เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่ทาน วิตามินบี 12 และ ธาตุเหล็ก เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่โรคมะเร็งอาจจะเกิดซ้ำ โดยผู้หญิงที่ทานวิตามินบี 12 เกิดโรคมะเร็งซ้ำร้อยละ 83 เสียชีวิตระหว่างการติดตามผลร้อยละ 22 ส่วนผู้ที่ทานธาตุเหล็ก เกิดมะเร็งซ้ำร้อยละ 79 ส่วนผู้ที่ทานโอเมก้า 3 เกิดมะเร็งซ้ำร้อยละ 67 ทั้งหมดนี้เทียบกับผู้ที่ไม่ทานสารเสริมอาหารที่กล่าวมา

ทางด้านแพทย์หญิง Amy Tiersten ศาสตราจารย์ด้านโลหิตและมะเร็งวิทยา จากบัณฑิตวิทยาลัย Icahn School of Medicine at Mount Sinai มหานครนิวยอร์กกล่าวแสดงความชื่นชมต่องานวิจัยดังกล่าว เนื่องจากการทานสารในกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ ถูกเฝ้าระวังในผู้ป่วยมะเร็งทรวงอกที่ทำคีโมมาโดยตลอด

เธอบอกว่าในทางทฤษฎีสารต้านอนุมูลอิสระอาจจะไปช่วยป้องกันเซลล์ดีจาการทำคีโม แต่เราไม่รู้ว่าสารนี้อาจจะไปปกป้องเซลมะเร็งด้วยหรือไม่ แต่จากงานวิจัยดังกล่าวทำให้มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น

แพทย์หญิง Tiersten ยังบอกว่า “รู้สึกแปลกใจกับตัวเลขร้อยละ 41 ที่ผู้ป่วยมีโอกาสจะเป็นมะเร็งอีกครั้ง หากทานสารต้านอนุมูลอิสระ เธอบอกผู้ป่วยที่ทำคีโมอยู่เสมอว่าวิตามินที่ดีที่สุดมาจากการทานอาหารที่เหมาะสมและสมดุลย์ ซึ่งยังคงจะให้คำแนะนำเช่นนี้ต่อไป พร้อมจะแจ้งผลการวิจัยดังกล่าวให้ผู้ป่วยทราบเพิ่มเติมด้วย”

cr. https://www.voathai.com/a/breast-cancer-supplementals-ks/5226357.html

Hits 12 ครั้ง

กินขนมชิ้นเดียวไม่เคยพอ วิทยาศาสตร์มีคำตอบ

วันที่: 
Friday, December 27, 2019

ไหนใครชอบกินขนมจุกจิก โดยเฉพาะมันฝรั่งทอดกรอบ
ที่กินแล้วรู้สึกยั้งมือไม่ได้ รู้สึกอีกทีคือหมดถุงแล้วบ้าง?
 
จริงๆ เรื่องนี้มีวิทยาศาสตร์อยู่เบื้องหลังครับ
 
จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ได้เปรียบเทียบระหว่างอาหารไขมันสูง คาร์โบไฮเดรตสูง และโซเดียมสูง เอามาให้กลุ่มตัวอย่างได้กิน พบว่าคนจะกินอาหารที่มีโซเดียมสูงได้เยอะมากกว่า เนื่องจากโซเดียมหรือเกลือที่เป็นเครื่องปรุงรสที่ทำให้สมองรู้สึกพอใจ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกอยากกินต่อไปเรื่อย ๆ ได้ไม่รู้จักจบสิ้น
 
การที่สมองได้รับโซเดียม จะกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) ออกมา ซึ่งสารตัวนี้เป็นสารที่ทำให้รู้สึกอิ่มเอม มีความสุข ร่างกายจึงสั่งให้เรากินเรื่อยๆ และหยุดไม่ได้นั่นเองครับ
 
แต่ถึงจะมีความสุขมากขนาดไหน ก็อย่าลืมดูข้อมูลโภชนาการข้างซอง และที่สำคัญ ควรบริโภคแต่น้อย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view201668.html
ภาพประกอบ: 

ปาร์ตี้หนักรับปีใหม่เสี่ยงปัญหาหัวใจเต้นผิดจังหวะ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, December 26, 2019
รายละเอียด: 

บรรยากาศของเทศกาลปลายปีมีส่วนในการสร้างความสุขสดชื่นให้กับหลายคน เพราะมีทั้งงานเลี้ยง การให้และรับของขวัญ รวมทั้งโอกาสที่จะได้รับโบนัสด้วย

แต่งานปาร์ตี้ซึ่งมักจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหลักแทรกอยู่บวกกับอาหารและของกินเล่นที่อุดมด้วยไขมันกับความเค็มนั้น อาจนำไปสู่สิ่งที่วงการแพทย์เรียกว่า “holiday heart syndrome” หรืออาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้

Holiday Heart Syndrome หรืออาการหัวใจเต้นผิดจังหวะปกตินี้เป็นคำที่วงการแพทย์เริ่มใช้เมื่อราว 40 ปีที่แล้ว จากการที่มีคนไข้ถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินมากขึ้นอย่างผิดปกติในช่วงเทศกาลปลายปีจากการที่หัวใจเต้นไม่เป็นระส่ำ

และศัพท์ทางการแพทย์ที่มีชื่อว่า atrial fibrillation หรือ AFib นี้ นอกจากจะหมายถึงการที่หัวใจเต้นเร็วและแรงผิดปกติแล้ว ยังรวมถึงอาการข้างเคียงอื่น ๆ เช่น ใจสั่น วิงเวียนศีรษะ หายใจไม่ออก เหนื่อยอ่อน และเจ็บหน้าอกด้วย ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีก็อาจนำไปสู่ปัญหาการเกิดลิ่มเลือดทำให้สมองขาดโลหิตหล่อเลี้ยงหรือ Stroke ได้เช่นกัน

แพทย์เตือนด้วยว่า อาการเหล่านี้อาจจะเกิดได้กับคนที่มีหัวใจปกติแข็งแรงสมบูรณ์ดี และแนะนำวิธีป้องกันปัญหาดังกล่าวว่า ควรเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ละเว้นอาหารที่มีไขมันสูงหรือมีรสเค็มจัด รวมทั้งพยายามหลีกเลี่ยงการสนทนากับเครือญาติในเรื่องที่หนัก ๆ หรือเครียดในช่วงเทศกาลปลายปี ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ระดับฮอร์โมนความเครียดสูงขึ้น

ในแง่ของปริมาณแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมนั้น ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แนะว่าการดื่มแบบพอประมาณหมายถึงหนึ่งดื่มต่อวันสำหรับผู้หญิง และไม่เกินสองดื่มต่อวันสำหรับผู้ชาย โดยตามมาตรฐานในอเมริกานั้น หนึ่งดื่มหมายถึงสุราไม่ผสมน้ำหนัก 14 กรัมหรือประมาณ 1.5 ออนซ์ ไวน์หนึ่งแก้วปริมาณ 5 ออนซ์ หรือเบียร์หนึ่งกระป๋องคือ 12 ออนซ์

cr. https://www.voathai.com/a/holiday-heart-syndrome-ct/5219357.html

Hits 10 ครั้ง

ผมหงอกในเด็กและวัยรุ่นเกิดจากอะไร

วันที่: 
Friday, December 20, 2019

ยังไม่แก่ แต่มีผมหงอก?
มาดูสาเหตุกันเถอะ
 
สาเหตุของผมหงอกสามารถจำแนกออกได้เป็น 4 ประเด็น คือ
 
1. ความเสื่อมของเซลล์เส้นผมตามอายุ
เมื่ออายุเข้าสู่ช่วง 40 ปี เซลล์สร้างเม็ดสีเสื่อมสภาพ ทำให้ผมที่งอกออกมาเป็นสีเทาและสีขาว
 
2. กรรมพันธุ์
หากคนในครอบครัวมีอาการผมหงอกก่อนวัย เราก็จะมีโอกาสที่จะผมหงอกขึ้นไวกว่าคนทั่วไป
 
3. โรคเรื้อรัง หรือความผิดปกติในร่างกาย
เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง, โรคขาดสารอาหาร, โรคโลหิตจาง เป็นต้น
 
4. ปัจจัยร่วมอื่นๆ
เช่น ความเครียด คนที่สูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือโดนสารเคมีรุนแรง
 
แท้จริงแล้ว อาการผมหงอกเป็นเพียงการเสื่อมของเซลล์ ซึ่งไม่ได้ส่งผลร้ายแรงอะไรนอกจากมีสีผมที่เปลี่ยนไป ซึ่งก็สามารถแก้ได้ด้วยการย้อมผมด้วยสารเคมีและวิธีธรรมชาตินั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view213732.html
ภาพประกอบ: 

กินผงชูรสมากไปมีผลกระทบต่อดวงตาจริงหรือ

วันที่: 
Wednesday, December 18, 2019

"ผงชูรส" กินมากไป
เสี่ยงทำลายดวงตาจริงหรือ?
 
ไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮิโรซากิ (Hirosaki University) ในประเทศญี่ปุ่น ได้ทดลองนำสารโซเดียมกลูตาเมท (Sodium Glutamate) ให้สัตว์กิน พบว่าการมองเห็นของสัตว์ที่ได้กินสารตัวนี้เข้าไปนั้นมีสมรรถภาพลดลง โดยชั้นเรติน่า (Retina) ในดวงตาได้ถูกทำลายไป
 
ประกอบกับข้อมูลอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคต้อหินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการกินผงชูรสมากเกินไป
 
ถึงแม้ว่าจะไม่มีการทดลองในมนุษย์และไม่มีผลวิจัยที่ชี้ได้แน่ชัดว่า ผงชูรสมีผลกระทบต่อดวงตา แต่ก็ควรลดหรืองดเว้นการทานผงชูรส ซึ่งปริมาณที่ควรบริโภค คือ ไม่เกิน 2 ช้อนชาต่อวัน ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ทีหลังนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/76894/-heabod-hea-
ภาพประกอบ: 
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์การแพทย์