Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

“123456” ครองแชมป์รหัสผ่านยอดนิยม

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, April 24, 2019
รายละเอียด: 

การศึกษาชิ้นใหม่จากสำนักงานด้านความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ของอังกฤษ หรือ NCSC พบว่า รหัสผ่านเข้าบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ยอดนิยม ยังคงเป็นชุดเลข 123456 โดยมีการใช้เลขชุดนี้ใน 23 ล้านรหัสผ่าน ตามรายงานของบีบีซี

ข้อมูลจาก NCSC ยังระบุด้วยว่า อันดับ 2 ของรหัสผ่านยอดนิยม ได้แก่ 123456789 รองลงมาคือรหัสที่สะกดว่า Qwerty ตามมาด้วยรหัสที่ใช้คำตรงๆว่า password และ 1111111 ซึ่งอยู่ใน 5 อันดับแรกของรหัสผ่านที่มีผู้ใช้มากที่สุด และยังมีการใช้รหัสผ่านเป็นชื่อสโมสรฟุตบอล ทั้ง Liverpool และ Chelsea เป็นอันดับต้นๆ จากการตรวจสอบรหัสผ่านของบัญชีที่ถูกเจาะล้วงข้อมูล

นอกจากนี้ ยังมีรหัสที่มาจากชื่อ อย่าง Ashley, Michael, Daniel, Jessica และ Charlie ที่เป็นชื่อที่มีการใช้เป็นรหัสผ่านบัญชีออนไลน์ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเจาะล้วงบัญชีส่วนตัวด้วยเช่นกัน

Hits 3 ครั้ง

แอลกอฮอล์ที่กินได้

วันที่: 
Saturday, April 20, 2019

แอลกอฮอล์ที่ผสมในเครื่องดื่มกับที่ใช้ล้างแผลเหมือนกันไหม? กินได้เหมือนกันหรือเปล่า วันนี้เรามารู้จักแอลกอฮอล์ให้มากขึ้นกันครับ
 
เอทานอล (Etanol) เป็นแอลกอฮอล์ที่กินได้ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมักน้ำตาลเช่น เบียร์ บรั่นดี สุราที่ใช้พืชตระกูลข้าวโพด มอลต์ ข้าวบาร์เลย์ หมักควบคู่กับยีสต์ เอนไซม์จากยีสต์ที่ผสมลงไปจะคอยทำหน้าที่เปลี่ยนให้คาร์โบไฮเดรตในพืชชนิดดังกล่าวเป็นน้ำตาลกลูโคส และเปลี่ยนจากน้ำตาลกลูโคสเป็นเอทานอลในที่สุด เราสามารถกินเอทานอลได้ตามปริมาณความเข้มข้นที่กำหนด เช่น เบียร์มีปริมาณแอลกอฮอล์ผสมอยู่ 3.5% ต่อกระป๋อง

เมทานอล (Methanol) เป็นแอลกอฮอล์ที่ไม่สามารถกินได้ เนื่องจากมีความเข้มข้นสูงเกินไป เช่น แอลกอฮล์สำหรับล้างแผลที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ผสมอยู่สูงถึง 70%
 
ถึงแม้ว่า เอทานอล และ เมทานอล ชื่อจะใกล้เคียงกัน ให้จำง่ายๆ ว่า เอ (ทานอล) - อีท กินได้ ไม่อันตราย ส่วน เม (ทานอล) - ม้วยมรณา ถึงชีวิตแน่นอนถ้ากินเข้าไป ดังนั้นเวลาเราไปซื้อเครื่องดื่มหรือวัสดุเคมีต่างๆ จะได้เข้าใจถึงความแตกต่างได้นั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/67734/-blo-sciche-sci-
ภาพประกอบ: 

ทำไมพลุถึงมีหลายสี

วันที่: 
Sunday, April 14, 2019

ทำไมพลุที่แตกตัวออกมามีสีที่ต่างกัน? อะไรคือหลักการทำงานของพลุ วันนี้เรามาหาคำตอบกันเลยครับ
 
ก่อนอื่น มาดูส่วนประกอบของพลุกันก่อน
1. ชนวน
2. เปลือกห่อหุ้ม
3. ดินปืนส่งพลุ
4. ชนวนคุมเวลาระเบิด
5. ดินปืนจุดระเบิด
6. เม็ดดาว
 
หลักการทำงานของพลุ คือ เมื่อเราจุดไฟที่ชนวน ไฟจะลุกไหม้ไปถึงดินปืน เกิดการเผาไหม้ และแรงปะทุส่งให้ไส้พลุถูกยิงขึ้นฟ้า ในขณะที่ชนวนคุมเวลาระเบิดจะเริ่มเกิดการเผาไหม้ เมื่อไฟสัมผัสกับส่วนผสมต่างๆ ภายในไส้พลุ ทำให้ระเบิดออก ทำให้เม็ดดาวแตกกระจายออกมาเป็นสีสันที่เราเห็นตามท้องฟ้า ซึ่งสารเคมีต่างชนิดกันทำให้พลุมีสีที่แตกต่างกัน
 
สทรอนเชียมคาร์บอเนต (SrCO3) ให้สีแดง
ลิเทียมคาร์บอเนต (Li2CO3) ให้สีแดง
แบเรียมคลอเรต (BaClO3) ให้สีเขียว
คอปเปอร์ซัลเฟต (CuSO4) ให้สีฟ้า
แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ให้สีเหลือง
โซเดียมออกซาเลต (Na2C2O4) ให้สีเหลือง
แคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) ให้สีส้ม
 
แต่ถึงแม้ว่าพลุจะมีความสวยงาม แต่ก็มีอันตรายสูงมากเหมือนกัน ต้องใช้ผู้ชำนาญในการผลิตและการจุด แต่สำหรับน้องๆ ถ้าอยากชื่นชมความสวยงามของพลุ ง่ายๆ เลยแค่ออกไปรอชมตามเทศกาลต่างๆ ก็จะได้ชมพลุที่สวยงาม อลังการและปลอดภัยแล้วล่ะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/64730/-blo-sciche-sci-
ภาพประกอบ: 

ทอดอาหารทีไร น้ำมันกระเด็นทุกที

วันที่: 
Sunday, April 7, 2019

เคยเป็นไหม? ทำอาหารทีไรเหมือนกับทำสงคราม เพราะต้องคอยหลบน้ำมันที่กระเด็นขึ้นมา ว่าแต่...เพราะอะไรน้ำมันถึงกระเด็น? มาหาคำตอบกันครับ
 
สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำมันกระเด็น คือ "น้ำ" เมื่อเราหยดน้ำลงในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง น้ำจะลงไปอยู่ก้นภาชนะและอุณหูมิสูงขึ้นอย่างฉับพลัน จนเกิดเป็นฟองอากาศหรือไอน้ำลอยหลุดออกมา เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการปะทุของน้ำมัน
 
เนื่องด้วยในอาหารตามธรรมชาติมักมีน้ำเป็นส่วนประกอบ เวลาเราทำอาหารน้ำมันจึงประทุและกระเด็นออกมานั่นเองครับ วิธีป้องกันง่ายๆ คือ เช็ดวัตถุดิบทุกอย่างให้แห้งที่สุดก่อนลงทอด เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหยดลงไปในน้ำมันนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/71370/-blo-sciche-sci-
ภาพประกอบ: 

นักวิจัยพบ เพลง “ดั๊บสเตป” ช่วยลดความเสี่ยงจากยุงกัดได้

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, April 5, 2019
รายละเอียด: 

การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นล่าสุด ระบุว่า หนทางหลบหลีกการถูกยุงกัด อาจจะง่ายขึ้นเพียงแค่เปิดเพลงฟัง ..

การวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Acta Tropica เมื่อ 25 มีนาคมที่ผ่านมา เผยผลการทดสอบว่าเพลงดั๊บสเต็ป หนึ่งในแนวดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่มีต้นกำเนิดจากอังกฤษ อาจมีส่วนช่วยให้ลดความเสี่ยงจากยุงกัดได้

คณะวิจัยนานาชาติที่เชี่ยวชาญด้านยุงและโรคที่มียุงเป็นพาหะ บอกว่า เสียง มีส่วนสำคัญในการผสมพันธุ์ ความอยู่รอด และการรักษาจำนวนประชากรของสัตว์หลายชนิด ทีมวิจัยจึงเน้นไปที่ปฏิกิริยาจากเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีผลต่อการออกล่า โจมตี รวมทั้งผสมพันธุ์ของยุงลาย ที่เป็นพาหะของไข้เลือดออกและไวรัสซิกา และพบว่าแนวเพลงนี้อาจจะใช้เป็นยากันยุงได้

นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาเรื่องนี้ บอกว่า สำหรับแมลงแล้ว เพลงที่มีคลื่นความถี่ต่ำจะกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางเพศ แต่เสียงรบกวนจะกระทบกับกระบวนการดังกล่าว

ในการศึกษาพบว่ายุงลายเพศเมียเลือกจะสนุกสนานกับเพลงดั๊บสเต็ปก่อนจะไปกัดเป้าหมาย และโอกาสดูดเลือดก็ลดลง นอกจากนี้ ยุงที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเพลงแนวดั๊บสเต็ป จะผสมพันธุ์น้อยลงด้วย

การทดลองได้ใช้บทเพลงหลายแนว แต่ที่เห็นได้ชัดเจน คือ เพลงแนวดั๊บสเต็ป ของศิลปินชาวอเมริกัน สกริลเล็กซ์ (Skrillex) ซึ่งทีมวิจัยใช้เพลงดังของเขาอย่าง 'Scary Monsters And Nice Sprites' ที่มีระดับคลื่นเสียงสูงและต่ำมากอยู่ในเพลงเดียวกันมาทดลอง

โดยแบ่งเป็นยุงลายที่ไม่ได้ฟังเพลง กับยุงลายที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีเพลงนี้อยู่ ปรากฏว่า ยุงลายเพศเมียที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเพลงแนวดั๊บสเต็ปอยู่ มีแนวโน้มที่จะกัดน้อยกว่าเมื่อเทียบกับยุงที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไร้เสียงเพลง

ทีมวิจัยมองว่า การศึกษาครั้งนี้ อาจต่อยอดไปถึงการพัฒนาอุปกรณ์ป้องกันยุงที่ใช้เสียงเพลงเข้ามาช่วย เพื่อควบคุมและป้องกันโรคที่มียุงเป็นพาหะในอนาคตได้

Hits 20 ครั้ง

ปรากฏการณ์เอลนีโญ

วันที่: 
Monday, April 1, 2019

มาทำความรู้จักปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งมีความหมายว่า "บุตรของพระคริสต์" กันครับ
 
เอลนีโญ เป็นปรากรณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกสูงขึ้นผิดปกติ กระแสลมจากทิศตะวันออกอ่อนกำลังลง และเปลี่ยนทิศ พัดจากประเทศอินโดนีเซียและออสเตรเลียตอนเหนือไปยังทางตะวันออก และยกตัวขึ้นเหนือชายฝั่งอเมริกาใต้ ก่อให้เกิดฝนตกหนักและแผ่นดินถล่มในประเทศเปรูและเอกวาดอร์
 
นอกจากนี้ กระแสลมยังพาน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกไปกองรวมกันที่ชายฝั่งเปรู ทำให้กระแสน้ำเย็นไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาได้ ส่งผลให้ทะเลบริเวณนั้นขาดธาตุอาหารสำหรับปลาและนก จึงส่งผลกระทบต่อชาวประมง และยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ การที่เกิดไฟใหม้ป่าอย่างรุนแรงในประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย
 
ถ้าจะสรุปง่ายๆ ปรากฏการณ์เอลนีโญคือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิบนพื้นผิวมหาสมุทรที่ผิดปกติ และกระแสลมเปลี่ยนทิศ จึงพัดพาน้ำอุ่นไปยังทิศทางที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ประเทศปลายทางเจอเหตุการณ์ฝนตกหนัก และประเทศตรงกันข้ามกลับแห้งแล้งนั่นเอง
 
เหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นทุกๆ 5 ปีในช่วงวันคริสมาสต์ คนจึงเรียกว่า เอลนีโญ ซึ่งมีความหมายว่าบุตรของพระคริต์นั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://th.wikipedia.org/wiki/เอลนีโญ
ภาพประกอบ: 

ภาวะโลกร้อนจุดพลังขับเคลื่อนทางสังคมของ "คนรุ่นใหม่"

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, April 1, 2019
รายละเอียด: 

พลังของเยาวชนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองทั่วโลกมาตั้งแต่อดีต ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว แต่สำหรับการเคลื่อนไหวทางสังคมครั้งใหม่ของเยาวชนทั่วโลก ในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สร้างความตระหนักถึงพลังของคนรุ่นใหม่ในศตวรรษนี้ได้อย่างน่าสนใจ

Alyssa Weissman นักเรียนมัธยมชาวอเมริกัน ลุกขึ้นกล่าวบนเวทีชุมนุมที่กรุงวอชิงตัน ว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะเลิกทำแค่เฝ้ามองดู ถึงเวลาแล้วที่เราจะตอบโต้บ้าง เพราะพวกเราคือกลุ่มคนที่จะต้องเป็นผู้นำในระดับนานาชาติในอนาคต

Alyssa เป็นหนึ่งในเด็กมัธยมชาวอเมริกันในกรุงวอชิงตันและปริมณฑล ที่ออกมาผละเรียนเพื่อเรียกร้องให้ตระหนักถึงปัญหาโลกร้อน เมื่อ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เช่นเดียวกับนักเรียนในรุ่นราวคราวเดียวกันถึง 1.5 ล้านคน จากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ที่ร่วมชุมนุม School Strike for Climate ที่มาจาก Greta Thunberg นักเคลื่อนไหวด้านปัญหาโลกร้อนชาวสวีเดนวัย 15 ปี ที่ผลักดันให้มีการชุมนุมในเรื่องนี้อย่างจริงจังทั่วโลก

สำหรับ Patricia Maulden นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย George Mason University ในเวอร์จิเนีย บอกว่า ผู้ใหญ่ในวันนี้ก็เคยเป็นเด็กมาก่อน และเคยมีการชุมนุมเคลื่อนไหวให้มีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน แต่คุณรุ่นนี้หรือผู้ใหญ่ในปัจจุบันยังคง “ยึดติด” กับระบบหรือสิ่งที่เคยเป็นอยู่ ขณะที่เยาวชนและคนรุ่นใหม่เห็นว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ประกอบกับการเข้ามาของสื่อสังคมออนไลน์ ได้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เชื่อมต่อเรียนรู้กันได้ทั่วโลก ก็เป็นแรงผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวในระดับโลกได้มากขึ้น

Patricia เห็นว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่เยาวชนเข้าใจและเข้าถึงมากกว่าผู้ใหญ่ และพวกเขากังวลถึงอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคของพวกเขา

Emma O’Driscoll ผู้ประท้วงในกรุงวอชิงตัน บอกว่า นี่คือหน้าที่ของนักอุดมการณ์รุ่นใหม่ ซึ่งต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้เราจะยังเด็กและอาจจะอ่อนประสบการณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ เพราะเราได้ศึกษาในเรื่องนี้มาอย่างดีและมีความห่วงใยถึงอนาคตที่กำลังมาถึงและเราต้องการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้

Kevin Crandall นักเคลื่อนไหวอีกคน บอกว่า เนื่องจากเยาวชนในยุคนี้จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังของประเทศในอนาคต ปัญหาโลกร้อนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับเราเพราะนี่คืออนาคตของพวกเรา

การชุมนุม School Strike for Climate ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางสังคมครั้งแรกของวัยรุ่นอเมริกันยุคนี้ โดยเมื่อปีก่อนการเดินขบวน March for Our Lives ว่าด้วยการเรียกร้องให้มีกฏหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวด หลังเหตุยิงกราดในโรงเรียนมัธยม Parkland รัฐฟลอริดา ซึ่งทำให้นักเรียนมัธยมเสียชีวิตอย่างน้อย 17 คน ทำให้เยาวชนอเมริกันไม่อาจทนกับความนิ่งเฉยของผู้ใหญ่ที่มีอำนาจทางการเมืองได้

นักวิจัยจาก George Mason University ยังไม่อาจประเมินได้ว่าการเคลื่อนไหวเรื่องโลกร้อนในอเมริกาจะดำเนินต่อไปได้อีกไกลหรือไม่ แต่อย่างน้อยเสียงจากเยาวชนที่นี่ได้รับความใส่ใจจากบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีบทบาททางการเมือง อาทิ ฮิลลารี คลินตัน ลีโอนาร์โด ดีคาปริโอ และ สส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายโซมาลี อิลฮาน โอมาร์ ที่ขึ้นกล่าวกับนักเรียนมัธยมที่มาชุมนุมที่กรุงวอชิงตัน ชื่นชมและขอบคุณเยาวชนทุกคนที่มาชุมนุมเพื่ออนาคตของตัวเอง และขอบคุณผู้ใหญ่ทุกคนที่มาร่วมชุมนุมเพื่อให้ความเชื่อมั่นกับเยาวชนเหล่านี้ว่าอนาคตของพวกเขายังคงมีอยู่

ณ วันนี้ก็ยังไม่อาจตอบได้ว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมของเยาวชนทั่วโลกที่ยังอายุไม่ถึงเกณฑ์เลือกตั้ง จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้กับสังคมได้ในระดับโลกได้แค่ไหน แต่อย่างน้อยที่สุดก็สะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจของคนรุ่นใหม่ที่มีพลังที่สุดในศตวรรษนี้

Hits 27 ครั้ง

ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์เริ่มขยายตัวอีกครั้ง

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, March 29, 2019
รายละเอียด: 

รายงานขององค์การอวกาศสหรัฐฯ หรือ นาซ่า (NASA) พบว่า ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่บนเกาะกรีนแลนด์ที่เคยละลายและหดหายไปอย่างรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้เริ่มขยายตัวขึ้นอีกครั้ง

รายงานการศึกษาของนาซ่าที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Geoscience เมื่อวันจันทร์ ระบุว่า "ธารน้ำแข็งยาค็อบชาเวน (Jakobshavn)" ซึ่งเคยหดหายไปราว 3 กิโลเมตร และบางลงเกือบ 40 เมตรต่อปี ตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 เป็นต้นมานั้น ขณะนี้ได้เริ่มขยายตัวอีกครั้งในช่วงสองปีมานี้ ในอัตราคงที่

แต่นักวิทยาศาสตร์ผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้เชื่อว่า การขยายตัวที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์แบบชั่วคราวเท่านั้น

นักวิทยาศาตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและธารน้ำแข็ง เจสัน บ็อกซ์ กล่าวว่า ธารน้ำแข็งยาค็อบชาเวนถือเป็นธารน้ำแข็งที่สำคัญที่สุดในกรีนแลนด์ เพราะเป็นสถานที่ที่ปล่อยน้ำแข็งออกมามากที่สุดในซีกโลกทางเหนือ

นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้บอกด้วยว่า ที่ผ่านมาเรารู้แต่เพียงว่าธารน้ำแข็งนี้กำลังหดหายไปเรื่อยๆ ดังนั้นการที่มันขยายตัวอีกครั้งจึงสร้างความแปลกใจอย่างมาก แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าธารน้ำแข็งนี้ไม่ได้หดหายไปรวดเร็วอย่างที่คิด

คุณอลา คาร์เซนดาร์ นักธรณีวิทยาด้านธารน้ำแข็งขององค์การนาซ่า ผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้ ชี้ว่า วงจรการไหลเวียนของน้ำตามธรรมชาติในแถบมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ คือสาเหตุหลักที่ทำให้ธารน้ำแข็งขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความผันผวนของระดับอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรบริเวณนั้น คล้ายกับปรากฎการณ์เอลนิญโญ่ที่เกิดในมหาสมุทรแปซิฟิก

โดยรายงานชิ้นนี้พบว่า จุดที่ธารน้ำแข็งยาค็อบชาเวนบรรจบกับมหาสมุทร คือที่อ่าวดิสโค มีอุณหภูมิของน้ำทะเลเย็นกว่าเมื่อสองปีก่อนราว 2 องศาเซลเซียส

อย่างไรก็ตาม แม้ว่านี่ถือเป็น "ข่าวดี" ในระยะสั้น แต่อาจเป็น "ข่าวร้าย" ในระยะยาว เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้ว่า อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวหรือหดตัวของธารน้ำแข็งมากกว่าที่เคยคิดไว้

คุณจอช วิลลิส นักภูมิอากาศวิทยาของนาซ่า กล่าวว่า หลายสิบปีที่ผ่านมา ภาวะโลกร้อนจากน้ำมือของมนุษย์ ทำให้อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ธารน้ำแข็งนี้หดหายในอัตราที่รวดเร็วกว่าเดิมได้อีกในอนาคต และหมายถึงระดับน้ำทะเลที่อาจสูงขึ้นทั่วโลก

ด้านอาจารย์ เอียน จัคกิน แห่ง University of Washington ผู้เคยทำนายเหตุการณ์ลักษณะนี้ไว้เมื่อ 7 ปีก่อน ชี้ว่าจะเป็นเรื่องผิดพลาดร้ายแรง หากมีการแปลความหมายของการขยายตัวของธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ในครั้งนี้ว่าเป็นความก้าวหน้าด้านการต่อสู้ภาวะโลกร้อน

เพราะในที่สุดแล้วปรากฏการณ์นี้ก็ไม่ต่างจากการที่ดัชนีหุ้นร่วงลงไปให้แตกตื่นกันเพียงชั่วครู่ชั่วยาม แต่ก็กลับขึ้นมาอีกครั้งตามแนวโน้มที่เกิดขึ้นในระยะยาว

Hits 27 ครั้ง

เมฆชนิดต่างๆ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, March 26, 2019
รายละเอียด: 

เมฆซึ่งเกิดขึ้นในธรรมชาติมี 2 รูปร่างลักษณะคือ เมฆก้อน และเมฆแผ่น

เราเรียกเมฆก้อนว่า “เมฆคิวมูลัส” (Cumulus) และเรียกเมฆแผ่นว่า “เมฆสเตรตัส” (Stratus)
หากเมฆก้อนลอยชิดติดกัน เรานำชื่อทั้งสองมารวมกัน และเรียกว่า “เมฆสเตรโตคิวมูลัส” (Stratocumulus)

ในกรณีที่เป็นเมฆฝน เราจะเพิ่มคำว่า “นิมโบ” หรือ “นิมบัส” ซึ่งแปลว่า “ฝน” เข้าไป
เช่น เราเรียกเมฆก้อนที่มีฝนตกว่า “เมฆคิวมูโลนิมบัส” (Cumulonimbus)
และเรียกเมฆแผ่นที่มีฝนตกว่า “เมฆนิมโบสเตรตัส” (Nimbostratus)

เราแบ่งเมฆออกเป็น 3 ระดับ คือ เมฆชั้นต่ำ เมฆชั้นกลาง และ เมฆชั้นสูง

เมฆชั้นต่ำ (สูงไม่เกิน 2 กิโลเมตร)

เมฆชั้นกลาง (2 - 6 กิโลเมตร)
เราจะเติมคำว่า “อัลโต” ซึ่งแปลว่า “ชั้นกลาง” ไว้ข้างหน้า
เช่น เราเรียกเมฆก้อนชั้นกลางว่า “เมฆอัลโตคิวมูลัส” (Altocumulus)
และเรียกเมฆแผ่นชั้นกลางว่า “เมฆอัลโตสเตรตัส” (Altostratus)

เมฆชั้นสูง (6 กิโลเมตรขึ้นไป)
เราจะเติมคำว่า “เซอโร” ซึ่งแปลว่า “ชั้นสูง” ไว้ข้างหน้า
เช่น เราเรียกเมฆก้อน ชั้นสูงว่า “เมฆเซอโรคิวมูลัส” (Cirrocumulus)
เรียกเมฆแผ่นชั้นสูงว่า “เมฆเซอโรสเตรตัส” (Cirrostratus)

และเรียกเมฆชั้นสูง ที่มีรูปร่างเหมือนขนนกว่า “เมฆเซอรัส” (Cirrus)

1. เมฆชั้นต่ำ (Low Clouds) เกิดขึ้นที่ระดับต่ำกว่า 2 กิโลเมตร

เมฆสเตรตัส (Stratus)
เมฆแผ่นบาง ลอยสูงเหนือพื้นไม่มากนัก เช่น ลอยปกคลุมยอดเขามักเกิดขึ้นตอนเช้า
หรือหลังฝนตก บางครั้งลอยต่ำปกคลุมพื้นดิน เราเรียกว่า “หมอก”

เมฆสเตรโตคิวมูลัส (Stratocumulus)
เมฆก้อน ลอยติดกันเป็นแพ ไม่มีรูปทรงที่ชัดเจน มีช่องว่างระหว่างก้อนเพียงเล็กน้อย
มักเกิดขึ้นเวลาที่อากาศไม่ดี และมีสีเทา เนื่องจากลอยอยู่ในเงาของเมฆชั้นบน

เมฆนิมโบสเตรตัส (Nimbostratus)
เมฆแผ่นสีเทา เกิดขึ้นเวลาที่อากาศมีเสถียรภาพ ทำให้เกิดฝนพรำๆ ฝนผ่าน หรือฝนตกแดดออก
ไม่มีพายุฝนฟ้าคะนอง ฟ้าร้องฟ้าผ่า มักปรากฏให้เห็นสายฝนตกลงมาจากฐานเมฆ

2. เมฆชั้นกลาง (Middle Clouds) เกิดขึ้นที่ระดับสูง 2 - 6 กิโลเมตร

เมฆอัลโตคิวมูลัส (Altocumulus)
เมฆก้อน สีขาว มีลักษณะคล้ายฝูงแกะ ลอยเป็นแพ มีช่องว่างระหว่างก้อนเล็กน้อย

เมฆอัลโตสเตรตัส (Altostratus)
เมฆแผ่นหนา ส่วนมากมักมีสีเทา เนื่องจากบังแสงดวงอาทิตย์ ไม่ให้ลอดผ่าน
และเกิดขึ้นปกคลุมท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้างมาก หรือปกคลุมท้องฟ้าทั้งหมด

3. เมฆชั้นสูง (High Clouds) เกิดขึ้นที่ระดับสูงมากกว่า 6 กิโลเมตร

เมฆเซอโรคิวมูลัส (Cirrocumulus)
เมฆสีขาว เป็นผลึกน้ำแข็ง มีลักษณะเป็นริ้วคลื่นเล็กๆ มักเกิดขึ้นปกคลุมท้องฟ้าบริเวณกว้าง

เมฆเซอโรสเตรตัส (Cirrostratus)
เมฆแผ่นบาง สีขาว เป็นผลึกน้ำแข็ง ปกคลุมท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้าง โปร่งแสง
บางครั้งหักเหแสง ทำให้เกิดดวงอาทิตย์ทรงกลด และดวงจันทร์ทรงกลด เป็นรูปวงกลม สีคล้ายรุ้ง

เมฆเซอรัส (Cirrus)
เมฆริ้ว สีขาว รูปร่างคล้ายขนนก เป็นผลึกน้ำแข็ง มักเกิดขึ้นในวันที่มีอากาศดี ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าเข้ม

4. เมฆก่อตัวในแนวตั้ง (Clouds of Vertical Development)

เมฆคิวมูลัส (Cumulus)
เมฆก้อนปุกปุย สีขาวเป็นรูปกะหล่ำ ก่อตัวในแนวตั้ง เกิดขึ้นจากอากาศไม่มีเสถียรภาพ
ฐานเมฆเป็นสีเทาเนื่องจากมีความหนามากพอที่จะบดบังแสง จนทำให้เกิดเงา
มักปรากฏให้เห็นเวลาอากาศดี ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าเข้ม

เมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus)
เมฆก่อตัวในแนวตั้ง พัฒนามาจากเมฆคิวมูลัส มีขนาดใหญ่มากปกคลุมพื้นที่ครอบคลุมทั้งจังหวัด
ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง หากกระแสลมชั้นบนพัดแรง ก็จะทำให้ยอดเมฆรูปกะหล่ำ
กลายเป็นรูปทั่งตีเหล็ก ต่อยอดออกมาเป็น เมฆเซอโรสเตรตัส หรือเมฆเซอรัส

“เมฆ” เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการยกตัวของอากาศเท่านั้น
กลไกที่ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของอากาศ ในแนวดิ่งเช่นนี้ มี 4 กระบวนการ ดังนี้

1. สภาพภูมิประเทศ (terrain)
เมื่อกระแสลมปะทะภูเขา อากาศถูกบังคับให้ลอยสูงขึ้น (เนื่องจากไม่มีทางออกทางอื่น)
จนถึงระดับควบแน่นก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ

ดังเราจะเห็นได้ว่า บนยอดเขาสูงมักมีเมฆปกคลุมอยู่ ทำให้บริเวณยอดเขามีความชุ่มชื้นและอุดมไปด้วยป่าไม้

และเมื่อกระแสลมพัดผ่านยอดเขาไป อากาศแห้งที่สูญเสียไอน้ำไป จะจมตัวลงจนมีอุณหภูมิสูงขึ้น
ภูมิอากาศบริเวณหลังภูเขาจึงเป็นเขตที่แห้งแล้ง เรียกว่า “เขตเงาฝน” (Rain shadow)

1. เมฆ จาก สภาพภูมิประเทศ สภาพ ภูมิประเทศ (terrain)

2. การเกิดเมฆ จากแนวปะทะ ของอากาศ (cold front / warm front)

อากาศร้อนมีความหนาแน่นต่ำกว่าอากาศเย็น
เมื่ออากาศร้อนปะทะกับอากาศเย็น อากาศร้อนจะเสยขึ้น
และอุณหภูมิลดต่ำลงจนถึงระดับควบแน่น ทำให้เกิดเมฆและฝน
ดังเราจะเคยได้ยินข่าวพยากรณ์อากาศที่ว่า
ลิ่มความกดอากาศสูง (อากาศเย็น) ปะทะกับลิ่มความกดอากาศต่ำ (อากาศร้อน) ทำให้เกิดพายุฝน

2. เมฆ จากแนวปะทะ ของอากาศ(cold front / warm front)

3. เมฆจาก อากาศบีบตัว (convergence)

เมื่อกระแสลมพัดมาปะทะกัน อากาศจะยกตัวขึ้น
ทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงจนเกิดอากาศอิ่มตัว
ไอน้ำในอากาศควบแน่นเป็นหยดน้ำ กลายเป็นเมฆ

3. เมฆจาก อากาศบีบตัว (convergence)

4. เมฆ จากการพาความร้อน (thermal)

พื้นผิวของโลกมีความแตกต่างกัน จึงมีการดูดกลืนและคายความร้อนไม่เท่ากัน
จึงมีผลทำให้กลุ่มอากาศที่ลอยอยู่เหนือมัน มีอุณหภูมิแตกต่างกันไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อน
(ตัวอย่างเช่น กลุ่มอากาศที่ลอยอยู่เหนือพื้นคอนกรีตจะมีอุณหภูมิสูงกว่ากลุ่มอากาศที่ลอยอยู่เหนือพื้นหญ้า)
กลุ่มอากาศที่มีอุณหภูมิสูงมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศในบริเวณโดยรอบ จึงลอยตัวสูงขึ้น
ดังเราจะเห็นว่า ในวันที่มีอากาศร้อน นกเหยี่ยวสามารถลอยตัวอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องขยับปีกเลย

Hits 20 ครั้ง

ระฆังทำมาจากอะไร แล้วทำไมถึงมีเสียงดัง

วันที่: 
Monday, March 25, 2019

เคยสงสัยมั้ย? ระฆังทำมาจากอะไร? แล้วทำไมถึงมีเสียงดังกังวาน วันนี้มาหาคำตอบกัน
 
ระฆังนับเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นท่อปลายเปิดหนึ่งด้าน มีตั้งแต่ขนาดเล็กจะเรียกว่า "กระดิ่ง" ขนาดใหญ่จะเรียกว่า "ระฆัง"
 
ระฆังทำมาจากโลหะผสมทองแดงและดีบุกในอัตราส่วนที่เหมาะสม โดยมากมักเป็น ทองแดง 3 ส่วน ดีบุก 1 ส่วน เมื่อระฆังถูกตี พลังงานจากการชนของค้อนกับระฆังจะทำให้อากาศในระฆังเกิดการสั่นพ้องขึ้น ทำให้เกิดเสียงอันก้องกังวาน
 
ด้วยหลักการเดียวกันนี้ คือเหตุผลที่ทั้งระฆังและกระดิ่งสามารถส่งเสียงออกมาได้ดังกังวาน โดยไม่ต้องใช้ลำโพงช่วยเลยแหละ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://th.wikipedia.org/wiki/ระฆัง
ภาพประกอบ: 
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ