Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

วาฬสีน้ำเงินหัวใจเต้นนาทีละ 2 ครั้ง ขณะดำน้ำหาอาหาร

วันที่: 
Monday, January 20, 2020

เกินคาด! วาฬสีน้ำเงินหัวใจเต้นนาทีละ 2 ครั้ง
ขณะดำน้ำหาอาหาร
 
วาฬสีน้ำเงิน (Blue Whale) ได้ชื่อว่ามีโครงสร้างร่างกายและขนาดของหัวใจใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์โลก และล่าสุดนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองติดเครื่องตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) บริเวณใกล้ครีบวาฬน้ำเงินตัวหนึ่งเพื่อทำการทดลอง
 
นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ว่า วาฬสีน้ำเงินน่าจะหัวใจเต้นต่ำสุดครั้ง 15 ครั้งต่อนาที แต่เมื่อทำการทดลองนี้สำเร็จพบว่า วาฬสีน้ำเงินมีหัวใจเต้นต่ำสุดเพียง 2 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น ในขณะที่มันกำลังดำน้ำลึกเพื่อลงไปหาอาหาร และจะมีความถี่มากขึ้นเมื่อเข้าสู่ผิวน้ำ
 
การที่วาฬสีน้ำเงินลดอัตราการเต้นของหัวใจลงอย่างมากขณะดำน้ำลึก จะช่วยให้ร่างกายสามารถจ่ายเลือดอิ่มออกซิเจนจากหัวใจ ไปยังกล้ามเนื้อที่ต้องใช้งานขณะดำน้ำได้เพิ่มขึ้นเป็นการชั่วคราว ถือว่าเป็นกลไกของธรรมชาติที่น่าทึ่งมากๆ เลยล่ะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.bbc.com/thai/international-50572558
ภาพประกอบ: 

ทำไมน้ำกับน้ำมันจึงเข้ากันไม่ได้

วันที่: 
Monday, January 13, 2020

ทำไมน้ำกับน้ำมัน
ถึงผสมเข้ากันไม่ได้?
 
ทุกครั้งที่มีการผสมน้ำและน้ำมันเข้าด้วยกัน พวกมันจะแยกชั้นกันทันที โดยน้ำมันจะลอยอยู่เหนือน้ำตลอด นั่นเป็นเพราะการจัดเรียงอะตอมในโมเลกุลของน้ำและน้ำมันที่แตกต่างกัน
 
โดยปกติแล้ว ตัวทำละลายที่มีขั้วไฟฟ้าจะละลายเข้ากับตัวทำละลายที่มีขั้วไฟฟ้าด้วยกัน และตัวละลายที่ไม่มีขั้วไฟฟ้าก็จะทำละลายกับตัวทำละลายที่ไม่มีขั้วไฟฟ้าด้วยกัน แต่น้ำ คือตัวทำละลายที่มีขั้วไฟฟ้า เมื่อผสมเข้ากับน้ำมัน ตัวทำละลายที่ไม่มีขั้วไฟฟ้า จึงทำให้มันไม่สามารถผสมเข้ากันได้นั่นเองครับ
 
แต่ก็ใช่ว่าการผสมระหว่างน้ำและน้ำมันจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะในทางเคมี เราสามารถเติมสารที่เรียกว่า อิมัลซิฟายเออร์ (Emulsifier) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้น้ำและน้ำมันละลายเข้ากันได้ครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/70030/-blo-sciche-sci-
ภาพประกอบ: 

10 อันดับสุดยอดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ปี 2019

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, January 7, 2020
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-50895057
รายละเอียด: 

เรามาดู 10 อันดับสุดยอดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ตลอดปี 2019 กัน จะมีเรื่องราวอะไรน่าตื่นเต้น และน่าทึ่งขนาดไหน ตามไปดูกันเลยครับ
 
อันดับ 10 :
ค้นพบทวีปที่ 8 คือ "เกรตเทอร์ เอเดรีย" (Greater Adria) ซ่อนตัวอยู่ใต้ทวีปยุโรป
 
อันดับที่ 9 :
สามารถสร้างปฏิกิริยาเคมีภายใต้ภาวะอุณหภูมิต่ำอย่างสุดขั้วที่ 500 นาโนเคลวินได้สำเร็จ ซึ่งนับว่าเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าห้วงอวกาศระหว่างดวงดาว
 
อันดับที่ 8 :
การพัฒนายาต้านเชื้อเอชไอวีแบบออกฤทธิ์ระยะยาว 1-2 เดือน
 
อันดับที่ 7 :
ควอนตัมคอมพิวเตอร์ 54 คิวบิตที่ Google พัฒนาขึ้น บรรลุถึงขีดความสามารถที่เหนือชั้นกว่าคอมพิวเตอร์ใดๆ บนโลกใบนี้ในการประมวลผล หรือที่เรียกว่า "ควอนตัม ซูพรีเมซี" (Quantum Supremacy)
 
อันดับที่ 6 :
ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่อยู่ห่างจากโลก 111 ปีแสง มีน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญ
 
อันดับที่ 5 :
ค้นพบว่าชิ้นส่วนฟอสซิลของมนุษย์ยุคใหม่ หรือโฮโม เซเปียนส์ (Homo Sapiens) ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 210,000 ปี
 
อันดับที่ 4 :
ยานไลต์เซลทู (Lightsail 2) สามารถเปลี่ยนระดับการโคจร ขณะอยู่ในวงโคจรรอบโลกได้สำเร็จ
 
อันดับที่ 3 :
ค้นพบยารักษาอีโบลา 2 ขนาน
 
อันดับที่ 2 :
ยาน "วอยาเจอร์ทู" (Voyager 2) เดินทางพ้นขอบเขตอิทธิพลลมสุริยะ เพื่อสำรวจส่วนอื่นเพิ่มเติม
 
อันดับที่ 1 :
ยาน "วอยาเจอร์ทู" (Voyager 2) เดินทางพ้นขอบเขตอิทธิพลลมสุริยะ
 
เรียกได้ว่าเป็น 10 สุดยอดการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่พามนุษย์ล้ำหน้าไปอีกขั้นจริงๆ ปีนี้จะมีอะไรให้เราได้ประหลาดใจอีก ทีมงาน STKC จะนำมานำเสนอให้ทุกท่านได้รับชมกันแน่นอนครับ
 
#STKC
 
 
 

Hits 61 ครั้ง

ชาเขียวกับความลับในการต่อสู้กับแบคทีเรียดื้อยา

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, December 24, 2019
รายละเอียด: 

แบคทีเรียดื้อยาเป็นหนึ่งในภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชนและต่อวงการสาธารณสุขทั่วโลก ในขณะที่นักวิจัยพยายามที่จะหาทางแก้ปัญหา การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในชาเขียวอาจช่วยเพิ่มความสามารถของยาปฏิชีวนะเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียบางสายพันธุ์ที่ทนต่อการรักษาในปัจจุบันได้

ย้อนกลับไปในปีพ.ศ. 2471 เซอร์ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง (Sir Alexander Fleming) นักชีววิทยา นักเภสัชวิทยา และนักพฤกษศาสตร์ชาวสกอตแลนด์ ค้นพบสาร benzylpenicillin (Penicillin G) จากเชื้อรา Pennicilium notatum ซึ่งนั่นนำไปสู่การพัฒนายาปฏิชีวนะตัวแรกของโลก และเกิดพัฒนายาปฏิชีวนะตัวอื่นๆ ตามมา เพื่อใช้สำหรับการรักษาโรคจากการติดเชื้อแบคทีเรีย อย่างไรก็ตามแบคทีเรียก็พัฒนาตัวเองเพื่อความอยู่รอดและกลายเป็นแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาที่ออกแบบมาเพื่อทำลายมันเช่นกัน

ความพยายามในการค้นคว้าอย่างหนักเพื่อค้นหาวิธีการแก้วิกฤตความต้านทานยาปฏิชีวนะเมื่อเชื้อโรคหรือแบคทีเรียดื้อยามากขึ้น และกลายเป็นปัญหาสำหรับการรักษาทางการแพทย์ ผลการศึกษาล่าสุดพบว่า สารประกอบหนึ่งที่พบในชาเขียวอาจช่วยสนับสนุนยาปฏิชีวนะให้สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นักวิทยาศาสตร์จาก University of Surrey School of Veterinary Medicine ในเมือง Guildford สหราชอาณาจักร มุ่งเน้นไปที่แบคทีเรีย Pseudomonas aeruginosa ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมลบที่ทำให้เกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรงต่อระบบผิวหนัง เลือด ทางเดินหายใจ และทางเดินปัสสาวะ ทั้งนี้แบคทีเรียชนิดนี้พัฒนาจนดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายชนิด (multidrug (MDR)) และยากต่อการรักษามากขึ้น โดยในปัจจุบัน แพทย์รักษาโรคจากการติดเชื้อ P. aeruginosa ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกัน

จากงานวิจัยพบว่า ชาเขียวมีสารประกอบที่เรียกว่า Epigallocatechin gallate (EGCG) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาแอสทรีโอแนม (aztreonam) หรือยาต้านเชื้อแบคทีเรียที่ใช้กันทั่วไปในการรักษาโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเชื้อ P. aeruginosa โดยจากการทดสอบการใช้สารประกอบ EGCG ร่วมกับ aztreonam ในห้องปฏิบัติการเพาะเชื้อ พบว่า การรวมกันนี้ช่วยลดจำนวนเชื้อแบคทีเรีย P. aeruginosa สายพันธุ์ดื้อยาหลายสายพันธุ์ นอกจากนี้ยังทำการทดสอบปฏิสัมพันธ์ระหว่าง EGCG และ aztreonam ในแบบจำลองสัตว์โดยใช้ตัวอ่อนของผีเสื้อ (moth larvae) ซึ่งเป็นแบบจำลองสำหรับการศึกษาประสิทธิภาพของยาเพื่อยืนยันการค้นพบ ในขณะที่การทดสอบในเซลล์ผิวของมนุษย์นั้นแสดงให้เห็นถึงระดับความเป็นพิษน้อยที่สุดจนถึงระดับที่ไม่มีความเป็นพิษเลย

งานวิจัยชิ้นนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Medical Microbiology เพื่อชี้แจงถึงการค้นพบแนวทางการต่อสู้กับแบคทีเรียดื้อยาให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่า สารประกอบ EGCG อาจช่วยให้การดูดซึมของยา aztreonam เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มผ่านการซึมผ่านของแบคทีเรีย และอาจรบกวน "biochemical pathway" ที่เชื่อมโยงกับความไวต่อยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่า การใช้ EGCG ร่วมกับยา aztreonam ช่วยให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ยาหรือ EGCG เพียงอย่างเดียว

การศึกษาค้นพบว่า ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติอย่าง EGCG สามารถใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะและได้ผลที่มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ทางคลินิกชี้ให้เห็นว่า วิธีการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญสำหรับการรักษาทางการแพทย์ที่สามารถกำจัดภัยคุกคามทางสุขภาพอย่างเชื้อแบคทีเรีย P. aeruginosa ได้ และการศึกษาครั้งนี้ยังเป็นอีกแรงผลักดันสำหรับการพัฒนาทางเลือกสำหรับการรักษาโรคจากเชื้อดื้อนาต่อไปในอนาคต

แหล่งที่มา

Epigallocatechin gallate
Retrieved September 22, 2019, From https://en.wikipedia.org/wiki/Epigallocatechin_gallate

Antibiotic
Retrieved September 22, 2019, From https://en.wikipedia.org/wiki/Antibiotic

Madison Dapcevich. (2019, September 24). Compound In Green Tea May Hold Secret For Fighting Antibiotic-Resistant Bacteria

Retrieved September 22, 2019, From https://www.iflscience.com/health-and-medicine/compound-in-green-tea-may...

Adam Felman. (2019, January 18). What to know about antibiotics?

Retrieved September 22, 2019, From https://www.medicalnewstoday.com/articles/10278.php

Hits 11 ครั้ง

สตอร์มเควก ปรากฏการณ์ธรรมชาติค้นพบใหม่

วันที่: 
Monday, December 23, 2019

สตอร์มเควก ปรากฏการณ์ธรรมชาติค้นพบใหม่
ที่ทำแผ่นดินไหวเมื่อพายุพัดรุนแรง
 
"สตอร์มเควก" (Stormquake) หรือเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นจากพายุกำลังแรง โดยการที่พายุถ่ายทอดพลังงานมหาศาลลงสู่มหาสมุทรในรูปแบบของคลื่นใหญ่ ส่งผลให้เกิดการสั่นสะเทือนที่พื้นทะเล
 
ทีมวิจัยสังเกตและให้ความสนใจกับคลื่นแผ่นดินไหวความถี่ต่ำและสัญญาณพื้นหลัง ซึ่งเกิดจากคลื่นในทะเลปะทะกับผืนแผ่นดิน พบว่ามีความเกี่ยวเนื่องกัน ผู้นำทีมวิจัยคาดว่า ศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวของปรากฏการณ์สตอร์มเควก สามารถจะเคลื่อนที่ไปพร้อมกับตัวพายุได้ โดยแรงสั่นสะเทือนอาจมีขนาดหรือแมกนิจูด 3.5 ขึ้นไป
 
อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยชี้แจงว่า แรงสั่นสะเทือนจากสตอร์มเควกนั้นไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์มากนัก เพราะว่าศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่นอกชายฝั่งทะเล และไม่มีพลังรุนแรงนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.bbc.com/thai/features-50132430
ภาพประกอบ: 

ไขปริศนาแม่น้ำไนล์ ทำไมถึงไหลไม่เปลี่ยนทิศทางมา 30 ล้านปี

วันที่: 
Monday, December 16, 2019

เหตุใดแม่น้ำไนล์ จึงไหลเหมือนเดิม
ไม่เปลี่ยนทิศมากว่า 30 ล้านปี?
 
โดยทั่วไปแล้ว แม่น้ำที่มีอายุเก่าแก่มักจะต้องเปลี่ยนทิศทางการไหลไปตามกาลเวลา เนื่องจากเกิดความเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศโดยรอบ แต่แม่น้ำไนล์นั้นกลับไหลอย่างคงที่ในเส้นทางเดิมได้ยาวนานได้อย่างน่าอัศจรรย์
 
ล่าสุดมีรายงานวิจัย ค้นพบว่า ธรณีสัณฐานข้างใต้แม่น้ำไนล์ ซึ่งมีลักษณะลาดเอียงลงเรื่อยๆ จากทางทิศใต้ไปสู่ทิศเหนือ สามารถจะคงตัวอยู่ได้ด้วยระบบการไหลเวียนของเนื้อโลกหรือแมนเทิล (Mantle) แบบพิเศษ
 
ในแต่ละพื้นที่ของโลกจะมีระบบไหลเวียนย่อยๆ ของเนื้อโลกแตกต่างกัน แต่ส่วนของเนื้อโลกข้างใต้แม่น้ำไนล์มีระบบการไหลเวียนที่แยกจากส่วนอื่นๆ โดยรอบ ทั้งรูปแบบการไหลเวียนก็คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงมานานหลายสิบล้านปีแล้ว จึงทำให้แม่น้ำไนล์ยังคงไหลในทิศทางเดิมมาเป็นเวลานานนั่นเอง
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.bbc.com/thai/features-50406668
ภาพประกอบ: 

ทำไมต้องทำหน้าย่นเวลารับรู้รสเปรี้ยว

วันที่: 
Monday, December 9, 2019

ทำไมต้องทำหน้าย่น ปากยู่
ตอนรับรู้รสเปรี้ยว?
 
อาหารที่มีรสเปรี้ยวจะมีปริมาณของ "กรด" (Acidity) อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งรสเปรี้ยวนี้จะส่งผลให้เราย่นหน้า-ย่นตา รวมทั้งบีบริมฝีปากเข้าหากัน เป็นปฏิกริยาการตอบสนองของร่างกาย
 
เมื่อปุ่มรับรสในลิ้นของเรารับรสชาติเปรี้ยวได้ นั่นหมายถึงมีปริมาณกรดที่มาก จึงทำให้มีกลไกป้องกันตัวเองในการทำหน้าย่น เพื่อบ่งบอกร่างกายให้รับรู้ถึงความผิดปกตินี้
 
แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะยังหาคำตอบในเรื่องนี้การย่นหน้าได้ไม่แน่ชัด แต่ก็มีการสันนิษฐานไว้ว่ามี 3 สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการย่นหน้าเมื่อได้รับรสเปรี้ยว นั่นก็คือโปรตอน (Proton), วิตามินซี (Vitamin C) และผลไม้เมืองร้อนต่างๆ นั่นเอง
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74462/-blo-scibio-sci-
ภาพประกอบ: 

ไฟฟ้าสถิต พลังที่มาพร้อมลมหนาว

วันที่: 
Friday, December 6, 2019

สังเกตกันไหม ลมหนาวมาทีไร
อาการจับสิ่งของแล้วช็อตเกิดขึ้นบ่อยทุกที?
 
สสารทุกชนิดที่อยู่บนโลกนี้ประกอบไปด้วยอะตอมที่มีอนุภาคของประจุไฟฟ้าขั้วบวก นั่นคือ โปรตรอน (Protron) และประจุไฟฟ้าขั้วลบ นั่นคือ อิเล็กตรอน (Electron) ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
 
แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดการสะสมประจุไฟฟ้าขั้วหนึ่งในตัวมากเกินไป อาจทำให้สสารชนิดนั้นมีศักย์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น กลายร่างเป็นสสารหรือคนไฟแรง พร้อมที่จะสปาร์กกับสิ่งอื่นๆ ได้ง่ายดาย โดยปกติแล้วการสะสมประจุไฟฟ้ามักจะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างแห้ง ในพื้นที่ที่มีวัสดุนำไฟได้ดี ในช่วงที่ลมหนาวมา หรือแม้แต่ในห้างที่เปิดแอร์ ก็สามารถเกิดอาการไฟฟ้าสถิตได้ง่ายนั่นเอง
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://health.kapook.com/view130966.html
ภาพประกอบ: 

ลูกโป่งเมื่อลอยขึ้นฟ้าแล้วไปไหน

วันที่: 
Monday, December 2, 2019

สงสัยมั้ย? หากลูกโป่งสวรรค์ลอยขึ้นไปเรื่อยๆ
จะออกไปนอกโลกเลยหรือเปล่า?
 
เรื่องนี้จะมีตัวแปรสำคัญมาเกี่ยวข้อง คือ ความหนาแน่นของอากาศ (Density of Air) และความกดอากาศ (Air Pressure) ที่แปรผันตรงกับความสูง เมื่อสูงมากขึ้น ความหนาแน่นของอากาศและความกดอากาศจะต่ำลง
 
เมื่อลูกโป่งลอยขึ้นสู่อากาศที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ความกดอากาศภายนอกลูกโป่งจะลดลง ความหนาแน่นของอากาศภายนอกลูกโป่งก็น้อยลงด้วยเช่นกัน ฉะนั้น ปริมาตรอากาศที่อยู่ภายในลูกโป่งจะขยายตัวขึ้น จนทำให้ลูกโป่งแตกออกนั่นเอง
 
และนี่ก็คือจุดจบของลูกโป่งสวรรค์ที่ลอยขึ้นไปเรื่อยๆสู่ฟ้า และแตกออกมานั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73319/-sciphy-sci-
ภาพประกอบ: 

ฝนที่ตกลงมานั้นเคยเป็นน้ำแข็งมาก่อน

วันที่: 
Thursday, November 28, 2019

รู้ไหม? ฝนที่ตกลงมา
เคยเป็น "น้ำแข็ง" มาก่อน
 
การเกิดฝนตกหนักและมีสภาพอากาศที่รุนแรง เกิดจากเมฆที่ก่อตัวตามแนวดิ่ง เมฆชนิดนี้มีชื่อว่า เมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) ซึ่งเกิดจากมวลอากาศร้อนลอยตัวขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ และควบแน่นกลายเป็นกลุ่มหยดน้ำเล็กๆ ยิ่งมีมวลไอน้ำเพิ่มมากเมฆชนิดนี้ก็จะใหญ่ตามไปด้วย
 
บนยอดของเมฆคิวมูโลนิมบัสมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศา หยดน้ำจึงกลายเป็นน้ำแข็ง จนมีขนาดใหญ่มากพอที่จะถูกแรงโน้มถ่วงของโลกดึงตกสู่ด้านล่าง เมื่อมาเจอชั้นบรรยากาศที่มีอุณหภูมิสูงเหมือนประเทศไทย น้ำแข็งก็จะละลายกลายเป็นฝนธรรมดา แต่หากไปตกอยู่ในประเทศเมืองหนาวก็จะกลายเป็นหิมะนั่นเอง
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74128/-sci-sciear-
ภาพประกอบ: 
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ