Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

องค์การนาซา (NASA) ค้นพบว่ามีการไหลของน้ำบนดาวอังคาร

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, November 16, 2018
รายละเอียด: 

นักวิทยาศาสตร์จากองค์การนาซา (NASA) ค้นพบว่ามีการไหลของน้ำจากเทือกเขาและหุบเขาในช่วงหน้าร้อนบนดาวอังคาร น้ำที่ไหลลงมาจะทำให้ฝุ่นละอองบนดาวอังคารมีสีเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เกิดเป็นร่องรอยของทางน้ำไหลยาวหลายร้อยเมตร ก่อนจะหายไปก่อนเข้าช่วงฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี ในการสำรวจดาวอังคารตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2513 เป็นต้นมา มีการค้นพบร่องรอยของน้ำบนดาวอังคารจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของร่องรอยของแม่น้ำและมหาสมุทรขนาดใหญ่ และในปี พ.ศ.2554 ยานสำรวจดาวอังคาร มาร์ส รีคอนเนอรส์ซองส์ ออร์บิตเตอร์ (Mars Reconnaissance Orbiter) ขององค์การนาซา ได้ค้นพบรอยน้ำไหลตามหุบเขา ที่จะปรากฏให้เห็นในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี นักวิทยาศาสตร์ได้เรียกรอยทางน้ำไหลเหล่านี้ว่า แนวลายเส้นปรากฏซ้ำตามเนินลาดเอียง (Recurring Slope Lineae : RSL) จากการสำรวจด้วยเครื่องวัดรังสี นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าในเส้นลาดชันเหล่านี้มีเกลือ ไฮเดรต (Hydrated Salts) อยู่ แต่บริเวณที่ไม่มีแนวเส้นลาดชันจะตรวจไม่พบสารเหล่านี้ เป็นหลักฐานสำคัญว่าเส้นลาดชันที่ปรากฏซ้ำเกิดจากการไหลของน้ำซึ่งอยู่ในสภาพของเหลว บนดาวอังคารทุกฤดูร้อน อนึง น้ำบนดาวอังคารมีความเค็มสูง จึงจะปรากฏตัวในสถานะของเหลวได้ต่อเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า -23 องศาเซลเซียสเท่านั้น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าน้ำที่ไหลลงเนินมาจากไหน จึงกลายเป็นหัวข้อหลักในการสำรวจต่อจากนี้ การค้นพบนี้ทำให้เรามองดาวอังคารต่างไปจากเดิมที่แห้งแล้ง อีกทั้งยังให้ชวนให้จินตนาการว่าบนดาวอังคารอาจมีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ หรือกระทั่งว่ามนุษย์อาจขึ้นไปดำรงชีวิตอยู่บนดาวอังคารสักวันหนึ่งก็เป็นได้

อ้างอิง:
NASA. Nasa scientists find evidence of flowing water on Mars. [Online] Source: http://www.theguardian.com/science/2015/sep/28/nasa-scientists-find-evid.... (29 Sep 2015).

Hits 3 ครั้ง

บางครั้งเราก็ไม่เห็นภาพลวงตา..

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, November 15, 2018
รายละเอียด: 

จากประสบการณ์ของเราเกี่ยวกับตารางหมากรุก ทำให้เราเดาตามภาพได้เลยว่า ช่องหนึ่งจะต้องมีสีดำ และอีกช่องหนึ่งจะต้องมีสีขาว แต่ไม่ใช่เลย นี่คือภาพลวงตา เพราะว่าดวงตาของเราจะปรับแต่งสีและความมืด – สว่างตามสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ดังนั้น ช่องที่ดูว่าเป็นสีขาว (ช่อง B) และถูกล้อมด้วยช่องที่มีสีดำหลายช่อง จึงทำให้เห็นว่าช่องนั้นสว่างมากขึ้น ส่วนช่องสีดำ (ช่อง A) ที่ถูกล้อมด้วยช่องสีขาวก็จะถูกปรับให้มืดลงอีก แต่จริง ๆ แล้วช่องทั้งสองมีสีเดียวกัน คือสีเทา (ดังภาพด้านขวามือ)

อ้างอิง
วารสาร Science Illustrated

Hits 6 ครั้ง

กระจกทำมาจากทรายจริงหรือ

วันที่: 
Monday, November 12, 2018

กระจกทำมาจากทราย...จริงหรือ?
 
คำตอบคือ จริง แต่ว่าการจะแปรรูปจากทรายเป็นกระจกหรือแก้วได้นั้นไม่ง่ายเลย เพราะต้องนำ "ซิลิกา" ซึ่งมีอยู่ในทรายเนื้อละเอียด ผสมกับสารเคมีชนิดอื่น เข้าเครื่องบดแล้วหลอมละลายด้วยอุณหภูมิ 1500-1600 องศาเซลเซียส จนส่วนผสมต่างๆ หลอมเป็นแก้วเหลว แล้วจึงนำมาขึ้นรูปเพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ
 
ด้วยความที่แก้วหรือกระจกเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษแข็งแรง ใส สะอาด ปลอดภัย จึงได้รับความนิยมอย่างมากในอุตสาหกรรมต่างๆ สังเกตได้จากรอบๆ ตัวน้องคงมีของที่ทำจากกระจกหรือแก้วอยู่มากเลยใช่ไหมล่ะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.nstda.or.th/th/vdo-nstda/science-day-techno/3993-silica
ภาพประกอบ: 

ต้นกำเนิดดินสอ

วันที่: 
Friday, November 9, 2018

รู้ไหม? ดินสอที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้มีจุดกำเนิดมาจากอะไร?
 
เมื่อปี ค.ศ. 1564 เกิดพายุขึ้นในประเทศอังกฤษ ทำให้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งล้มลงมา และชาวบ้านได้พบถ่านคาร์บอนชนิดหนึ่งใต้พื้นดิน พบว่าสามารถนำมาขีดเขียนได้ แต่เปราะบาง หักง่าย จึงไม่เป็นที่นิยมใช้ จนปลายศตวรรษที่ 18 นักเคมีชาวฝรั่งเศสได้ผสมกาวลงในถ่านคาร์บอน แล้วเผาเป็นแท่งจนกลายเป็นไส้ดินสอได้สำเร็จ ต่อมาจึงมีการนำไม้เนื้ออ่อนมาหุ้มรอบจนกลายเป็นดินสอไม้ และพัฒนาเป็นดินสอกดที่ใช้สะดวกแบบในทุกวันนี้
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://guru.sanook.com/9713
ภาพประกอบ: 

เสียงสืออารมณ์มากกว่าคำพูด

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, November 9, 2018
รายละเอียด: 

นักวิทยาศาสตร์พบว่ามนุษย์รับรู้อารมณ์ ความรู้สึกของคู่สนทนาได้จากเสียงมากกว่าคำพูด

ScienceDaily รายงานผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย McGill ประเทศแคนาดา เกี่ยวกับความสามารถของมนุษย์ในการรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกของคู่สนทนาจากเสียงได้รวดเร็วกว่าคำพูด โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ให้อาสาสมัครจำนวน 24 คน จำแนกอารมณ์ ได้แก่ โกรธ เศร้า มีความสุข หลังจากฟังเสียง (vocalization) และเสียงพูดที่จับใจความไม่ได้ (nonsense speech) พร้อมกับตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalo graphy; EEG)

ทีมวิจัยพบว่าสมองของอาสาสมัครรับรู้อารมณ์จากเสียงได้อย่างว่องไวกว่าคำพูด สมองสามารถตอบสนองกับการรับรู้อารมณ์ของคู่สนทนามากกว่าแสดงออกเอง และผู้ที่มีความวิตกกังวลจะสามารถรับรู้อารมณ์ของคู่สนทนาได้ไวกว่าคนปกติ นอกจากนี้สมองยังรับรู้อารมณ์แห่งความสุขได้อย่างว่องไวกว่าอารมณ์เศร้าหรือโกรธ แต่สมองจะประมวลผลต่อเนื่องยาวนานกว่าหากรับรู้ถึงอารมณ์โกรธ นักวิทยาศาสตร์ให้ความเห็นว่าการสื่อสารด้วยการเปล่งเสียงนั้น มีความเฉพาะเจาะจงในแต่ละสิ่งมีชีวิต ที่รับรู้ได้ด้วยระบบประสาทโดยตรง

ทีมข่าววิทยาศาสตร์ อพวช. รายงาน
Link ที่เกี่ยวข้อง
http://www.sciencedaily.com/releases/2016/01/160118134938.htm
http://medinfo.psu.ac.th/smj2/smj24_5/pdf24_5/06montira.pdf

Hits 17 ครั้ง

ค้างคาวกับสุดยอดระบบภูมิคุ้มกัน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, November 7, 2018
รายละเอียด: 

นับเป็นครั้งแรกที่นักวิจัยได้ค้นพบความสามารถพิเศษในตัวค้างคาว ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของเชื้อโรคอันตราย แต่พวกมันกลับไม่ได้เป็นโรคใด ๆ

ScienceDaily รายงานผลการศึกษาของทีมนักวิจัยจากประเทศออสเตรเลีย ที่ค้นพบว่า ค้างคาว เป็นพาหะเชื้อไวรัสก่อโรคร้ายแรงกว่า 100 สายพันธุ์ บางชนิดทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้ นั่นรวมถึงเชื้อไวรัสเมอร์ส (MERS) อีโบลา (Ebola) และ Hendra แต่ที่น่าสนใจคือ ค้างคาวไม่ได้เจ็บป่วยหรือแสดงอาการของโรคจากเชื้อไวรัสเหล่านี้เลย โดยปกติ เมื่อเชื้อก่อโรคชนิดต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็น เชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ระบบภูมิคุ้มกันที่ซับซ้อนของเราก็จะตอบสนองด้วยกลไกในรูปแบบต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ กลไกการป้องกันหรือที่รู้จักกันในชื่อ“ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด" (innate immune)

ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิจัยได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดของค้างคาวแม่ไก่ออสเตรเลีย(Australian flying fox) โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของ interferons (โปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด สร้างขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อก่อโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อไวรัส) และที่น่าสนใจคือร่างกายค้างคาวสร้าง interferons เพียงแค่ 3 ชนิดซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ส่วนที่เราพบในมนุษย์เท่านั้น แต่สามารถควบคุมการติดเชื้อไวรัสร้ายแรงโดยไม่แสดงอาการใดเลย

ทีมวิจัยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าระบบภูมิคุ้มกันของค้างคาวแม่ไก่ทำงานตลอดเวลา แม้ว่าร่างกายไม่ติดเชื้อโรค ขณะที่ระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นจะทำงานก็ต่อเมื่อร่างกายติดเชื้อแล้วเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม หากระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทำงานตลอดเวลาจะเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อและเซลล์ได้ "ในการศึกษาขั้นต่อไป ถ้าเราสามารถเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ ให้เป็นไปในลักษณะที่คล้ายคลึงกับค้างคาวได้แล้ว เราก็จะสามารถควบคุมอัตราการเสียชีวิตที่เกิดจากโรคร้าย อย่างเช่น อีโบลา ได้” หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว

Link ที่เกี่ยวข้อง
https://www.sciencedaily.com/releases/2016/02/160222155631.htm
http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/gastro/1632-...

Hits 12 ครั้ง

การดื่มน้ำมีผลกับการบริโภคอาหาร

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, November 7, 2018
รายละเอียด: 

งานวิจัยเผยหากเราดื่มน้ำเปล่ามากขึ้นในหนึ่งวัน จะทำให้บริโภคอาหารได้น้อยลง รวมถึงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวคอเลสเตอรอล น้ำตาล และโซเดียมเป็นส่วนประกอบ

สำนักข่าว ScienceDaily รายงานผลการศึกษาของนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดื่มน้ำเปล่ากับปริมาณการบริโภคอาหารของคนวัยทำงานชาวอเมริกันจำนวน 18,300 คน ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า โดยเฉลี่ย อาสาสมัครในการศึกษาครั้งนี้ ดื่มน้ำเปล่าประมาณ 4.2 แก้วเป็นประจำทุกวัน ซึ่งมากกว่าการบริโภคอาหารปกติที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ และอาสาสมัครได้รับแคลอรี่จากการบริโภคอาหารโดยเฉลี่ย 2,157 แคลอรี่ ในจำนวนนี้ 125 แคลอรี่ มาจากเครื่องดื่มที่มี่รสหวาน และ 432 แคลอรี่ จากอาหารกลุ่มโภชนาการต่ำ อาทิ ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว และข้อมูลจากการเก็บประวัติการบริโภคอาหารตลอดระยะเวลาการเข้าเป็นอาสาสมัครในโครงการเผยให้เห็นว่า ถ้าเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำเปล่า 1 - 3 แก้ว (1 แก้ว ประมาณ 250 มิลลิลิตร) ต่อวันทุกวัน จะลดปริมาณพลังงาน (แคลอรี่) จากการบริโภคอาหารได้ประมาณ 68 - 205 แคลอรี่ (หรือประมาณไข่ไก่ต้ม 1 – 3 ฟอง) ต่อวัน ลดการบริโภคโซเดียมได้ประมาณ 78 - 235 กรัมต่อวัน ลดการบริโภคน้ำตาลได้ประมาณ 5 – 18 กรัมต่อวัน และลดการบริโภคคอเลสเตอรอลได้ถึง 7 - 21 กรัมต่อวัน

Link ที่เกี่ยวข้อง
https://www.sciencedaily.com/releases/2016/03/160301174759.htm

ภาพจาก : http://images.medicaldaily.com/sites/medicaldaily.com/files/styles/headl...
/05/13/woman-drinking-glass-water-morning.jpg

Hits 19 ครั้ง

ปฏิกิริยาเมล์ลาร์ด–เคมีของกลิ่นหอมชวนกิน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, November 6, 2018
รายละเอียด: 

คุณเคยมีประสบการณ์แบบนี้หรือไม่ เมื่อเดินผ่านร้านอาหาร กลิ่นของอาหารที่ลอยออกมาให้เราได้รับรู้นั้นกระตุ้นความรู้สึกอยากอาหารของเรา จนทำให้เราตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารร้านนั้น แม้ว่าบางครั้งเวลานั้นอาจยังไม่ถึงเวลามื้ออาหารของเราก็ตาม หรือเวลาที่เราเดินผ่านแผงลอยที่ขายอาหารจำพวกปิ้งย่าง (หมูปิ้ง ไก่ย่าง) แค่กลิ่นหอมก็ทำให้เราเกิดอาการน้ำลายสอแล้ว กลิ่นเหล่านี้คืออะไร กลิ่นอาหารที่ทำให้น่ารับประทานนี้เกิดจากปฏิกิริยาเมล์ลาร์ด (Maillard reaction) ซึ่งค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1913 โดยนักเคมีชื่อ หลุยส์ คามิลล์ เมล์ลาร์ด ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นจากน้ำตาลในอาหาร ทำปฏิกิริยากับกรดอะมิโน โดยมีความร้อนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีอย่างต่อเนื่องกลายเป็นสารเคมีสีน้ำตาล มีกลิ่น และทำให้เกิดรสชาติของอาหาร ปฏิกิริยานี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า Browning Reaction สารเคมีที่ได้นี้ มีทั้งชนิดที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ อาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ จะมีกลิ่นหอมมากกว่า เนื่องจากสารนี้ปะปนมากับไอน้ำที่ลอยออกมา สารเหล่านี้เป็นกลิ่นที่กระตุ้นความรู้สึกอยากอาหารของเรา เช่น กลิ่นเหมือนโกโก้หรือกาแฟเมื่อคั่วเมล็ดกาแฟ กลิ่นคล้ายคาราเมลเมื่อปิ้งขนมปัง

สำหรับอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์นั้น ส่วนประกอบสำคัญของสารเคมีที่ส่งกลิ่นจากปฏิกิริยาเมล์ลาร์ดประกอบไปด้วย สารกลุ่มไฮโดรคาร์บอน และสารกลุ่มอัลดีไฮด์ สารทั้งสองตัวนี้จะทำให้เกิดกลิ่นที่ชวนให้รับประทานเหมือนกลิ่นย่าง และเนื่องจากไขมันสัตว์ระเหยได้ง่ายจากการให้ความร้อน ทำให้เวลาย่างเนื้อเราจะอยากอาหารได้ง่ายเนื่องจากประสาทรับกลิ่นของเราถูกกระตุ้นอย่างมากทั้งจากไอน้ำและไขมันที่เราหายใจเข้าไปนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยานี้อาจก่อให้เกิดผลเสียได้ ถ้าความร้อนสูงเกินไป ผลที่ได้จะทำให้เกิดสารเคมีที่ให้รสขม หรือการไหม้เกรียม ซึ่งสารนี้นอกจากมีรสชาติไม่พึงประสงค์แล้วยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วยถ้าเกิดในเนื้อสัตว์ เราจึงควรระมัดระวังขณะประกอบอาหารหรือเลือกรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีของเรา

แหล่งที่มา :
https://en.wikipedia.org/wiki/Maillard_reaction
http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0397/maillard-reaction-ปฏิกิริยาเมลลาร์ด

เรียบเรียงโดย นายศิระภัทร ศิระโรจนกุล

Hits 12 ครั้ง

ความลับ...ของความหวาน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, November 5, 2018
รายละเอียด: 

ในปัจจุบันนี้คนทุกเพศทุกวัยหันมานิยมรับประทานของหวาน และเครื่องดื่มกันมากขึ้น ทั้งของหวานจากในประเทศหรือนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนผสมในของหวานและเครื่องดื่มนั้น ส่วนใหญ่จะมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบ ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้มีพลังงาน และร่ายกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า

น้ำตาล (Sugar) คือ สารประกอบคาร์โบไฮเดรตประเภทโมโนแซ็กคาไรด์ (monosaccharide) และไดแซ็กคาไรด์ (disaccharide) ซึ่งมีรสหวาน โดยทั่วไปเรามักเข้าใจว่าน้ำตาลต้องมาจากอ้อยเท่านั้น และเรียกสารที่มีรสหวานว่าน้ำตาลแทบทั้งสิ้น เช่น ทำมาจากตาลจะเรียกว่าตาลโตนด ทำมาจากมะพร้าวจะเรียกว่าน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กที่สุดเป็นน้ำตาลที่มีมากที่สุดในธรรมชาติ และเป็นสารอาหารหลักในการสลายให้พลังงานแก่สิ่งมีชีวิต สลายเป็นพลังงานได้รวดเร็วเพราะเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะดูดซึมจากลำไส้ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านการย่อยอีก จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานรีบด่วน เช่น นักกีฬา ผู้เจ็บป่วยและพักฟื้น ดังนั้นถ้าเราจะรับประทานของหวานหรือเครื่องดื่มเพื่อให้ร่างกายมีพลังงาน รู้สึกสดชื่นเพิ่มขึ้น ควรจะบริโภคอาหาร เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจำพวกน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เช่น น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลฟรุกโทส และน้ำตาลกาแลกโทส

เมื่อการรับประทานของหวาน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ต้องคำนึงถึงสุขภาพด้วย เพราะเมื่อรับประทานมากจนเกินไป จะมีโรคต่างๆ ตามมานั่นคือ โรคอ้วน นั่นเอง หรือถ้ารับประทานแล้วก็ควรออกกำลังกายเพิ่มเติมด้วย เราควรมีความสุขกับการรับประทาน แต่อย่าลืมความสุขของร่างกายด้วย

แหล่งอ้างอิง : https://sites.google.com/site/nongmoei77/prawati-khxng-chan/kharbohidert...

เรียบเรียงโดย รัชเนศ เพ็ชรเย็น

Hits 18 ครั้ง

เปลือกไข่ลดโลกร้อน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, November 5, 2018
รายละเอียด: 

ปัจจุบันโลกเรากำลังประสบกับปัญหามลภาวะและปัญหาขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นมากมายจากการใช้ประโยชน์และกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น จากครัวเรือน โรงงานอุตสาหกรรม รวมไปถึงจากการประกอบธุรกิจทางการเกษตร หนึ่งในปัญหาที่สำคัญก็คือ ภาวะโลกร้อน (Global warming) หรือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

ภาวะโลกร้อน (Global warming) คือ การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นจากผลของภาวะเรือนกระจก หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า Greenhouse Effect โดยมีสาเหตุมาจากการที่มนุษย์เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่ง การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้เชื้อเพลิงต่าง ๆ เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากไอเสียรถยนต์ จากการเผาป่า แม้กระทั่งในขั้นตอนหนึ่งของการผลิตพลังงานไฟฟ้าของเซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) ท้ายที่สุดในกระบวนการผลิตก็ยังมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นด้วย จากผลการสำรวจในปี ค.ศ. 1950 พบว่าประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีการปล่อยควันพิษปริมาณสะสมมากที่สุดถึง 186,100 ล้านตัน นอกจากนี้ข้อมูลการสำรวจปริมาณขยะในปี ค.ศ. 2006 พบว่ามีปริมาณขยะมากถึง 251.3 ล้านตัน (ที่มา : USEPA, 2011) และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ส่วนใหญ่เป็นปริมาณขยะที่เกิดจากการทิ้งเปลือกไข่ถึง 455,000 ตัน จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ (Ohio State University) ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงได้นำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับการนำเปลือกไข่มาเป็นวัตถุดิบในขั้นตอนหนึ่งในการผลิตพลังงานไฟฟ้าของเซลล์เชื้อเพลิงโดยการเติมเปลือกไข่ลงไปในขั้นตอนกระบวนการผลิต สารแคลเซียมออกไซด์ (calcium oxide) ที่พบในเปลือกไข่ จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ได้ถึง 78% โดยน้ำหนัก ซึ่งจะส่งผลให้กระบวนการผลิตพลังงานไฟฟ้าของเซลล์เชื้อเพลิงสะอาดขึ้น และหากนำเชื้อเพลิงประเภทนี้ไปใช้กับยานพาหนะ จากไอเสียที่เคยเป็นมลพิษจะเป็นเพียงแค่ไอน้ำจาง ๆ เท่านั้น นอกจากนี้หากนำเปลือกไข่ที่ใช้แล้วไปฝังดิน จะช่วยกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ปล่อยก๊าซดังกล่าวสู่ชั้นบรรยากาศด้วย

จากการวิจัยครั้งนี้ถือเป็นผลดีอย่างยิ่ง เพราะนอกจากไข่ไก่จะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว เปลือกไข่ไก่ที่เหลือยังสามารถนำมาทำประโยชน์เป็นพลังงานเชื้อเพลิงใช้ทดแทนพลังงานที่เสียไป ทั้งยังช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนและปัญหาขยะมูลฝอยอีกด้วย

เรียบเรียงโดย น.ส.นพรัตน์ พงศ์จันทร์

อ้างอิง :
Engineered Eggshells To Help Make Hydrogen Fuel (2007, September 26) retrieved 12 January 2017
from http://phys.org/news/2007-09-eggshells-hydrogen-fuel.html

Science & technology. 2557. “เติม “เปลือกไข่” ให้รถวิ่งฉิว-ลดปัญหาโลกร้อน.” เข้าถึง 20 ธันวาคม 2559.
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9500000117200

Hits 17 ครั้ง
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ