Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

สกัดสารให้รส "อูมามิ" จากเนื้อปลาปักเป้า เล็งใช้ทำอาหารได้ไม่เสี่ยงถูกพิษ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, February 13, 2019
รายละเอียด: 

ปลาปักเป้าที่มีพิษร้ายแรงถึงชีวิต กลับเป็นอาหารจานโปรดที่มีราคาแพงในญี่ปุ่นและหลายประเทศในเอเชียตะวันออก ซึ่งจะต้องปรุงโดยผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่รู้จักวิธีนำพิษออกและมีใบอนุญาตโดยเฉพาะเท่านั้น แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมายังคงมีผู้ถูกพิษจากการรับประทานเนื้อปลาปักเป้าอยู่ไม่น้อย

ความต้องการลิ้มรสเนื้อปลาปักเป้าที่แสนอร่อย ต้องถูกขัดขวางด้วยความเสี่ยงสัมผัสพิษ Tetrodotoxin ที่มีอยู่ในตับ รังไข่ ลูกตา และหนังปลา จนหลายคนรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะกินปลาชนิดนี้

แต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทงของจีน และมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมของสหราชอาณาจักร สามารถค้นพบและสกัดสารให้รสอร่อยหรือ "อูมามิ" ในเนื้อปลาปักเป้าออกมาได้แล้ว ซึ่งในอนาคตจะใช้เป็นต้นแบบในการสังเคราะห์สารให้รสปลาปักเป้า เพื่อนำไปปรุงอาหารที่รับประทานได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงถูกพิษร้ายแรงกันอีกต่อไป

ปลาปักเป้าพันธุ์ผสม อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคในญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นประกาศจะกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้ากลางปีหน้า
ไทยไม่ใช่ชาติเดียวที่กังวลเกี่ยวกับปลาจากฟุกุชิมะ
ทีมนักวิทยาศาสตร์มองหาสารประกอบที่ให้รสอูมามิในปลาปักเป้าสายพันธุ์ Takifugu obscurus ซึ่งพบได้ทั่วไปในแถบทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ โดยบดเนื้อเยื่อส่วนกล้ามเนื้อของปลาให้ละเอียด ทำให้สุกก่อนนำไปกรองและเข้าเครื่องหมุนเหวี่ยงสร้างแรงหนีศูนย์กลาง (Centrifuge) เพื่อให้ได้สารสกัดเนื้อปลาปักเป้าที่เป็นของเหลว

ผลการวิเคราะห์สารสกัดดังกล่าว พบสารประกอบที่สามารถให้รสได้ 28 ชนิด ในจำนวนนี้ 12 ชนิดซึ่งรวมถึงกรดอะมิโนอิสระ นิวคลีโอไทด์ และไอออนของสารอนินทรีย์ ได้ผ่านการทดสอบจากคณะกรรมการที่เป็นนักชิมรสชาติมืออาชีพแล้วว่า สามารถกระตุ้นการสร้างรสที่เหมือนกับเนื้อปลาปักเป้าขึ้นได้จริง โดยให้ทั้งรสอูมามิและรสชาติที่เข้มข้นหรือ "โคคุมิ" มากเป็นพิเศษ

เนื้อปลาปักเป้าดิบแล่เป็นชิ้นบาง ถือว่าเป็นอาหารเลิศรสชนิดหนึ่ง
ทีมผู้วิจัยคาดว่า หากมีการพัฒนาสารสังเคราะห์ที่ให้รสเนื้อปลาปักเป้านี้ต่อไป จนมีความใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด จะช่วยให้ผู้ที่หลงใหลในรสชาติของปลาชนิดนี้สามารถลิ้มรสของมันได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงอันตรายอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนของญี่ปุ่นบางสำนักรายงานว่า คนบางกลุ่มต้องการลิ้มรสปลาปักเป้าเพราะชื่นชอบความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เผชิญความเสี่ยง บางคนเสาะหาอวัยวะของปลาส่วนที่มีพิษมากินในปริมาณเล็กน้อย เพราะติดใจความรู้สึกเจ็บแปลบเหมือนเข็มแทงเบา ๆ ที่ริมฝีปาก ซึ่งเกิดจากการสัมผัสพิษนั่นเอง

ทั้งนี้ สารพิษ Tetrodotoxin ในปลาปักเป้า เป็นสารพิษทำลายระบบประสาท หลังได้รับพิษประมาณ 20 นาทีถึง 3 ชั่วโมง จะทำให้อาเจียน หายใจขัด กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตและเสียชีวิตได้

Hits 0 ครั้ง

ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ 6 อย่างที่พบในมนุษย์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, February 13, 2019
รายละเอียด: 

วิวัฒนาการของมนุษย์ได้ก้าวมาไกลมาก แต่ก็ยังเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า

ลักษณะเด่นทางกายภาพบางอย่างในสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ยังคงตกทอดต่อกันไปในหลายรุ่น แม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์ในการใช้งานแล้วก็ตาม ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ หรือ ลักษณะสืบสายพันธุ์ ยังพบในมนุษย์อย่างเรา ๆ ด้วย

ดร.ดอร์ซา อามีร์ นักมานุษยวิทยาที่ศึกษาด้านวิวัฒนาการ ระบุว่า "ร่างกายของคุณก็คือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ ดี ๆ นี่เอง"

แล้วเหตุใดลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายของเราแม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์แล้ว

คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญก็คือ เพราะวิวัฒนาการเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั่นเอง

ในบางครั้งก็ไม่มีแรงกดดันจากการคัดเลือกทางธรรมชาติเพียงพอที่จะขจัดลักษณะสืบสายพันธุ์ที่ไร้ประโยชน์บางอย่าง ไป ดังนั้นมันจึงยังหลงเหลืออยู่จากรุ่นสู่รุ่น ในบางกรณีลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ได้พัฒนาประโยชน์การใช้งานใหม่ขึ้น ในกระบวนการที่เรียกว่า "การเปลี่ยนหน้าที่ของโครงสร้าง" (exaptation)

เหตุใดบางคนจึงมีคุณสมบัติทางกายภาพเหนือคนทั่วไป?
มนุษย์โบราณโฮโม อีเร็กตัส สูญพันธุ์เพราะ "ขี้เกียจ"
มนุษย์อาจกำลังมีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา
นีแอนเดอร์ทัลมีหน้ายื่น-จมูกใหญ่ เพื่อหายใจในอากาศหนาวได้ดีขึ้น
Image copyrightGETTY IMAGES
ดร.อามีร์ กล่าวกับบีบีซีว่า คุณอาจเคยสงสัยว่า แล้วเราจะระบุได้อย่างไรว่าลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ ประโยชน์ดั้งเดิม ของมันคืออะไร

"เราสามารถทำได้เพียงการตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอยดั้งเดิมของลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้...โดยพิจารณาว่ามันสำคัญต่อการดำรงชีพของเราหรือไม่ หรือเปรียบเทียบกับลักษณะสืบสายพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มไพรเมต และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ที่เป็นญาติกับมนุษย์ เพื่อดูว่ามันยังปรากฏอยู่หรือไม่ และมีประโยชน์ใช้งานอย่างไร"

นี่คือ ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ 6 อย่างที่พบในมนุษย์ :

1. กล้ามเนื้อปาล์มาริส ลองกัส (palmaris longus)

ถ้าคุณมีกล้ามเนื้อนี้ ก็จะสามารถมองเห็นและคลำได้จากผิวหนัง โดยเอานิ้วโป้งและนิ้วก้อยสัมผัสกันแล้วงอข้อมือเล็กน้อย บรรพบุรุษของเราเคยกล้ามเนื้อส่วนนี้ในการปีนป่ายต้นไม้
นี่คือการทดลองง่าย ๆ : เอานิ้วโป้งและนิ้วก้อยสัมผัสกันแล้วงอข้อมือเล็กน้อย

คุณสังเกตเห็นสิ่งที่ดูคล้ายเส้นเอ็นนูนปรากฏขึ้นมาบริเวณข้อมือหรือไม่ สิ่งที่เห็นก็คือ กล้ามเนื้อปาล์มาริส ลองกัส นั่นเอง

แต่คุณไม่ต้องตกใจหากไม่เห็นมัน เพราะราว 18% ของคนเราไม่มีกล้ามเนื้อชนิดนี้อยู่แล้ว และการไม่มีก็ไม่ใช่ความบกพร่องทางร่างกายแต่อย่างใด

กล้ามเนื้อส่วนนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของ "ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ"โดยเป็นกล้ามเนื้อที่มักพบในสัตว์กลุ่มไพรเมตที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ เช่น ลิงอุรังอุตัง แต่จะมีความแตกต่างกันออกไปในหมู่ไพรเมตที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน

"นี่ชี้ว่ามันอาจมีประโยชน์ในการเคลื่อนไหวบนต้นไม้" ดร.อามีร์ กล่าว ปัจจุบันกล้ามเนื้อส่วนนี้ได้กลายเป็นชิ้นส่วนโปรดของเหล่าศัลยแพทย์ ที่มักนำมันไปใช้ในการทำศัลยกรรมตกแต่ง เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่ไม่สำคัญต่อการใช้มือของคนเรา

2. ตุ่มเล็ก ๆ บนใบหู ที่เรียกว่า ดาร์วินส์ ทูเบอร์เคิล (Darwin's tubercle)

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นยังคงใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้ช่วยในการตรวจจับเสียงของสัตว์นักล่า
"หากคุณกระดิกหูได้ คุณกำลังแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการ" นี่คือถ้อยคำของ เจอร์รี คอยน์ ที่เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Why Evolution is True

เขาพูดถึงกล้ามเนื้อ 3 มัดที่อยู่ใต้หนังศีรษะซึ่งเชื่อมต่อกับหูของเรา และติ่งหรือตุ่มเล็ก ๆ ที่ยื่นออกมาจากใบหูด้านบนก็คือหนึ่งในกล้ามเนื้อที่พูดถึงนี้

มันไม่มีประโยชน์สำหรับคนส่วนใหญ่ แต่บางคนสามารถใช้มันกระดิกหูได้ และถูกระบุถึงเป็นครั้งแรกโดย ชาลส์ ดาร์วิน บิดาด้านธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ทำให้มันถูกเรียกว่า Darwin's tubercle หรือตุ่มของดาร์วินนั่นเอง

ดร.อามีร์ กล่าวว่า "ในขณะที่ยังมีการถกเถียงกันว่าตุ่มนี้คือลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการหรือไม่ แต่ในส่วนของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หูนั้นอาจแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ"

เจอร์รี คอยน์ ระบุว่า ปัจจุบันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่าง ม้า และแมว ยังคงใช้กล้ามเนื้อดังกล่าวในการขยับใบหู เพื่อช่วยในการตรวจจับเสียงของสัตว์นักล่า, หาตำแหน่งของลูกน้อย และระบุต้นตอของเสียงต่าง ๆ

3. กระดูกก้นกบ

บรรพบุรุษของเราเคยใช้กระดูกก้นกบในการทรงตัวและการเคลื่อนไหวบนต้นไม้
ดร.อามีร์ บอกว่า กระดูกก้นกบ ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังข้อสุดท้ายของมนุษย์คือ "ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการที่เด่นชัดกว่าส่วนอื่น"

"มันเป็นเครื่องเตือนความทรงจำถึงหางที่หายไปของเรา ซึ่งเคยมีประโยชน์ในการทรงตัวและการเคลื่อนไหวบนต้นไม้"

ลักษณะสืบสายพันธุ์นี้คือตัวอย่างที่ดีของกระบวนการเปลี่ยนหน้าที่ของโครงสร้าง (exaptation) ที่กล่าวไปตอนต้น เพราะปัจจุบันมันได้เปลี่ยนมาเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ และเอ็นกระดูกต่าง ๆ ในท้องน้อยแทน

4. เยื่อบุตา plica semilunaris หรือที่เรียกว่า "เปลือกตาที่สาม"

เปลือกตาที่สาม คือติ่งเนื้อเล็ก ๆ สีชมพูที่หัวตา
คุณเคยสังเกตเห็นติ่งเนื้อเล็ก ๆ สีชมพูที่หัวตาไหม

มันคือเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่อยู่ระหว่างชั้นเปลือกตากับกระจกตาที่หลงเหลือมาจากวิวัฒนาการในอดีตของมนุษย์ และมักถูกเรียกว่า "เปลือกตาที่สาม"

ดร.อามีร์ บอกว่า "เปลือกตาที่สามจะกะพริบในแนวนอน...แต่มันไม่ได้ทำงานเลยตลอดชั่วชีวิตของคนเรา"

ปัจจุบัน เรายังเห็นสัตว์ที่ใช้เนื้อเยื่อส่วนนี้ เช่น นก และแมว

5. อาการขนลุกชูชัน (piloerection reflex)

สัตว์อย่างแมวใช้การพองขนข่มขู่ศัตรูเพื่อทำให้ตัวมันดูใหญ่กว่าความเป็นจริง
คุณคงเคยเห็นแมวพองขนเวลาที่ตื่นกลัว

มันคืออาการคล้ายกันกับเวลาที่คนเราขนลุกเมื่อรู้สึกหนาวหรือหวาดกลัว

ปฏิกิริยาสะท้อนกลับแบบนี้เรียกว่า piloerection reflex

ดร.อามีร์ บอกว่า ด้วยความที่บรรพบุรุษของเรามีชีวิตบนโลกในฐานะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนปกคลุมร่างกายมายาวนาน ก่อนที่จะวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน อาการขนลุกจึงเป็นปฏิกิริยาเก่าแก่ที่ตกทอดมาเพื่อทำให้เราดูตัวใหญ่กว่าความเป็นจริง หรือเพื่อช่วยให้ร่างกายรักษาความร้อนเอาไว้ในสภาพอากาศหนาวเย็น

"เมื่อเราเริ่มมีขนน้อยลง ปฏิกิริยานี้จึงไร้ประโยชน์ ถึงขั้นที่มันไม่ได้ทำหน้าที่ดั้งเดิมตามธรรมชาติของมัน"

6. ปฏิกิริยาสะท้อนด้วยการกำมือ (Palmar grasp Reflex)

ลูกลิงใช้ปฏิกิริยาสะท้อนกลับนี้ในการเกาะยึดขนเวลาเกาะหลังพ่อแม่ไปไหนมาไหน
ปฏิกิริยาสะท้อนกลับด้วยการกำมือมักเห็นได้จากเด็กทารกที่มักกำนิ้วมือไว้แน่น

ปฏิกิริยานี้ยังคงมีประโยชน์กับลูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นอยู่ ซึ่งพวกมันมักเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเกาะขนของสัตว์ที่แก่กว่าไปไหนมาไหน

ดร.อามีร์ กล่าวว่า มีการตั้งสมมุติฐานว่า ปฏิกิริยาสะท้อนด้วยการกำมือของคนเราก็มีจุดประสงค์เดียวกันกับสัตว์เหล่านี้ "แต่เด็กทารกเกิดออกมาโดยที่ยังไม่โตเต็มที่เหมือนลูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น และยังไม่สามารถชันคอหรือเคลื่อนที่ได้"

Hits 12 ครั้ง

ดวงอาทิตย์ ก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, February 12, 2019
รายละเอียด: 

ดวงอาทิตย์มีที่มาอย่างไร ทำไมจึงมีแรงดึงดูดมหาศาล และพลังงานของดวงอาทิตย์อยู่ได้อีกนานแค่ไหน?

ศ.บิลล์ แชปพลิน ม.เบอร์มิงแฮม อธิบายว่า "ดวงอาทิตย์ไม่ใช่ดาวยุคแรก ดวงอาทิตย์น่าจะเกิดจากการก่อตัวของวัตถุที่หลุดออกมาจากดาวดวงอื่น ๆ ที่สิ้นอายุขัย"

"มันคงจะก่อตัวขึ้นจากกลุ่มแก๊สที่ฟุ้งกระจายในที่ว่างระหว่างดวงดาวที่ยุบตัวลง มันดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างในกลุ่มแก๊ส ทำให้เกิดความหนาแน่นสูงมากบริเวณศูนย์กลางของกลุ่มแก๊ส" เขากล่าว

เหตุผล 4 ข้อที่ยานในภารกิจสัมผัสดวงอาทิตย์ไม่มอดไหม้
ภารกิจ “แตะ” ดวงอาทิตย์ของนาซา
ศ.บิลล์ กล่าวว่า "เมื่อความหนาแน่นขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มันก็ดูด หรือดึงดูดสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอกเข้ามาเพิ่มขึ้น จากนั้นก็จะเกิดปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่แกนกลางของมัน"

ปฏิกิริยาเกิดขึ้นจากการที่ ไฮโดรเจน เปลี่ยนเป็น ฮีเลียม และปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา เป็นกระบวนการที่ทำให้ ดวงอาทิตย์มีพลังงานในการส่องสว่าง และแผ่รังสีออกมาได้ด้วยอัตราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

"แหล่งเชื้อเพลิงนั้น จะยังให้พลังงานแก่ ดวงอาทิตย์ ได้อีกราว 5,000 ล้านปี" ศ.บิลล์ กล่าว

Hits 15 ครั้ง

วงแหวนดาวเสาร์กำลังจะหายไป

วันที่: 
Friday, February 8, 2019

วงแหวนดาวเสาร์กำลังจะหายไป?!
NASA เผยผลวิจัยล่าสุดแล้ว ตามมาดูกันเลยครับ
 
องค์ประกอบของวงแหวนซึ่งล้วนเป็นอนุภาคขนาดเล็ก ทั้งฝุ่น หิน น้ำแข็ง และสสารขนาดเล็กอื่นๆ ที่เกาะกลุ่มกัน กำลังถูกแรงโน้มถ่วงของดาวยักษ์ดวงนี้ดึงดูดให้ตกลงสู่ดาว
 
ภายใน 100 ล้านปี จะเริ่มเห็นได้ชัดว่าวงแหวนบางส่วนจะถูกดูดลงไปในดาว และภายใน 300 ล้านปี จะถูกดูดลงไปหมด จนไม่เหลือเอกลักษณ์ของดาวเสาร์อีกแล้ว
 
เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่วงแหวนกำลังจะหายไป แต่ก็โชคดีที่มวลมนุษย์ชาติเกิดขึ้นมาในช่วงที่ยังทันเห็นวงแหวนที่สวยงามของดาวเสาร์ จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงนอกโลกของเราอีก คงต้องติดตามกันต่อไปล่ะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.posttoday.com/world/574391
ภาพประกอบ: 

วิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, February 8, 2019
รายละเอียด: 

กรมควบคุมมลพิษแจ้งเตือนค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินมาตรฐานเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง
ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวของประชาชนจำนวนมากเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ โดยฝุ่นละออง PM 2.5 ตามข่าวนั้นเป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กและไม่สามารถมองเห็นได้
ด้วยตาเปล่า เพราะมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (ไมโครเมตร) หรือเล็กกว่าเส้นผมคนเราถึง 20 เท่าเลยทีเดียว

โดยปกติในเมืองใหญ่ ๆ จะมีฝุ่นชนิดนี้อยู่แล้วในระดับที่ยอมรับได้ แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ภาครัฐต้องออกมาเตือนประชาชนเนื่องมาจากมีการสะสมของฝุ่น PM 2.5
เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานซึ่งกรมควบคุมมลพิษ กำหนดไว้ที่ 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร มีสาเหตุหลักมาจากควันเสียของรถยนต์โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล
โรงงานอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง รวมถึงสภาพอากาศในช่วงนี้มีลักษณะแบบอากาศนิ่งและสภาพอากาศปิด ทำให้ฝุ่นละอองในอากาศไม่สามารถลอยตัวขึ้น
ทำให้มีการสะสมเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

pm2 5 2

ด้วยอนุภาคของฝุ่นละอองที่มีขนาดที่เล็ก ทำให้เมื่อเราหายใจเข้าไปจะส่งผลให้เกิดการระคายเคือง ไอ จามหรือมีเสมหะ ฝุ่นละออง PM 2.5 นี้สามารถผ่านเข้าไป
จนถึงส่วนในสุดของปอดซึ่งจะมีผลกระทบต่อหลอดลมฝอยและถุงลม สามารถผ่านผนังถุงลมเข้าสู่เส้นเลือดฝอยและกระจายตัวไปทั่วร่างกายของเรา ส่งผลกระทบ
ต่อสุขภาพในหลายๆด้าน อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคมะเร็งปอด ภาวะหลอดเลือดแข็ง หลอดเลือดสมองตีบและหัวใจ
เต้นผิดจังหวะ

การป้องกันที่เราสามารถทำได้คือ การลดกิจกรรมที่อยู่นอกตัวอาคารในช่วงเวลาที่มีระดับของฝุ่นละอองอยู่ในปริมาณที่สูง แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเดินทางไป
ในบริเวณที่มีความเสี่ยงควรใส่อุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐานและต้องมีความละเอียดของเส้นใยสูงพอที่จะกรองฝุ่นเล็กขนาด 2.5 ไมครอนโดยการใส่หน้ากาก
อนามัย N95 ซึ่งหน้ากากชนิดนี้ต่างจากหน้ากากอนามัยที่ไปใช้กันทั่วไป เนื่องจากสามารถป้องกันฝุ่นขนาด 0.1-0.3 ไมครอน ได้ 95% การสวมใส่จำเป็นต้อง
คำนึงถึงขั้นตอนการใส่ที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและไม่ควรใส่นานเกินไปเพราะอาจส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพออีกด้วย

แหล่งข้อมูล :
https://www.bbc.com/thai/thailand-46643980
http://www.pcd.go.th/Public/News/GetNewsThai.cfm?task=lt2019&id=18542
https://www.honestdocs.co/pm-2-5-environmental-nano-pollutants

Hits 28 ครั้ง

ร่องรอยบนหน้าผากอาจบ่งบอกถึงสุขภาพหัวใจของคุณ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, February 8, 2019
รายละเอียด: 

หากพูดถึงริ้วรอยบนหน้าผากใครหลายคนมักจะกังวลเกี่ยวกับเรื่องความสวยความงาม หรือเรื่องสุขภาพของผิว เช่น ผิวบริเวณหน้าผากได้รับแสงแดดเป็นเวลานาน
ขาดความชุ่มชื้น หรือการเสื่อมโทรมของคอลลาเจน และอิลาสตินในชั้นหนังแท้ โดยชั้นหนังแท้ (Dermis) นี้อยู่ระหว่างชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และชั้นไขมัน
(Hypodermis) ของผิวหนัง ซึ่งมีเซลล์สำคัญที่สร้างคอลลาเจน และอิลาสตินเพื่อให้ความแข็งแรง รวมถึงซ่อมแซมผิวหนังของเรา นอกเหนือจากปัญหาการเสื่อมโทรม
ของคอลลาเจน และอิลาสตินแล้ว เราควรให้ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพอื่นด้วย เช่น การทำงานผิดปกติของสมอง ไตอ่อนแอ และการนอนไม่หลับ
ซึ่งล่าสุดการศึกษาจากนักวิจัยชาวฝรั่งเศสพบว่าผู้ที่มีริ้วรอยเป็นร่องลึกก่อนวัยอันควรมักจะเสียชีวิตเนื่องจากโรคหัวใจ

โดยการศึกษาครั้งนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากวัยผู้ใหญ่ในประเทศฝรั่งเศสมากกว่า 3,200 คน อายุ 32 42 52 และ 62 ปี จากการนับจำนวนร่องหน้าผาก และรอยลึกของร่อง
ซึ่งการศึกษาได้เฝ้าติดตามผลมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ได้กำหนดค่าคะแนนทั้งหมด 4 เกณฑ์โดย คะแนนต่ำสุด คือ 0 หมายถึงไม่มีร่องบนหน้าผาก และคะแนนมากสุด
คือ 3 หมายถึง ริ้วรอยลึกจำนวนมาก โดยผู้ที่มีค่าคะแนนจำนวนร่องหน้าผาก และรอยลึกอยู่ในเกณฑ์มาก พบว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจมีมากถึง 10 เท่าของคนที่
ไม่มีร่องบนหน้าผาก

อย่างไรก็ตามผลการวิเคราะห์นี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ยังจำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติม
ซึ่งร่องรอยบนหน้าผากนั้นสามารถสังเกตได้ง่าย และมองเห็นได้ด้วยตาจึงอาจเป็นตัวเลือกหนึ่งในการนำไปเป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจในอนาคต
ทั้งนี้ทั้งนั้นการสังเกตเพียงร่องรอยบนหน้าผากอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะโรคหัวใจสามารถแบ่งย่อยได้เป็นหลายกลุ่มโรค จำเป็นต้องทราบข้อมูลอื่น ๆ
ต้องสังเกตอาการ และตรวจร่างกายประกอบ เช่น อายุ เพศ ความดันโลหิต ประวัติการสูบบุหรี่ อัตราการเต้นของหัวใจ และระดับไขมันในเลือด เป็นต้น

ที่มา

Rachael Rettner. 2018. What Forehead Wrinkles Might Tell You About Your Heart Health. LIVE SCIENCE. Resource: https://www.livescience.com/63432-forehead-wrinkles-heart-health.html?ut.... 2 September. 2018

Lifecenterthailand. 2559. ริ้วรอยบนใบหน้า กับอาการป่วยที่ควรระวัง. Life Center Thailand. แหล่งที่มา: https://lifecenterthailand.wordpress.com/2016/06/28. 2 กันยายน 2561

Hits 21 ครั้ง

กินอาหารเช้าไม่ช่วยลดน้ำหนัก แต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในทางอื่น

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, February 6, 2019
รายละเอียด: 

คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าอาหารเช้าคือมื้อสำคัญที่สุดของวัน แต่ผลวิจัยล่าสุดจากออสเตรเลียกลับชี้ว่า อาหารเช้าให้พลังงานและสารอาหารที่จำเป็นก็จริง แต่ไม่ได้ช่วยในการควบคุมระบบเผาผลาญและช่วยลดน้ำหนัก อย่างที่เคยมีนักโภชนาการบางคนกล่าวไว้แต่อย่างใด

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาช ตีพิมพ์ผลวิเคราะห์ทบทวนงานวิจัยและการทดลองที่เคยมีมาในอดีต 13 เรื่องลงในวารสารการแพทย์อังกฤษ (BMJ) ซึ่งการทดลองเหล่านี้ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารเช้าและผลต่อการควบคุมน้ำหนักทั้งสิ้น

ผลการตรวจสอบพบว่า ไม่มีหลักฐานยืนยันในเรื่องที่ว่ากินอาหารเช้าเป็นประจำแล้วจะทำให้น้ำหนักลด ทั้งไม่พบข้อพิสูจน์ว่าการงดอาหารเช้าจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในระยะยาวแต่อย่างใด

สูดกลิ่นอาหารอุดมไขมันนานกว่า 2 นาที ช่วยลดความอยากกินของพาอ้วนได้
5 ปัจจัยส่งผลต่อน้ำหนักตัว
กินอาหารครบ 3 มื้อ ก่อนบ่าย 3 โมง ช่วยลดน้ำหนัก-ดีต่อสุขภาพ
ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า อาหารเช้าให้สารอาหารและพลังงานที่จำเป็นต่อการเริ่มต้นวันใหม่ ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานเป็นปกติ ป้องกันการกินจุบกินจิบหรือกินมากเกินไปในระหว่างวันซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วน โดยงานวิจัยในอดีตชี้ว่าผู้ที่รับประทานอาหารเช้ามักจะมีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ แต่ทีมผู้วิจัยในปัจจุบันมองว่างานวิจัยในอดีตมีหลักฐานสนับสนุนไม่เพียงพอ เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เหมาะสมอาจเป็นผลมาจากปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิตด้วยก็เป็นได้

ลองบดอะโวคาโดป้ายลงบนขนมปัง เพื่อรับประทานเป็นอาหารเช้ามื้อเบา ๆ ที่มีคุณค่าได้
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาชชี้ว่า ผลวิเคราะห์ไม่พบความแตกต่างในเรื่องน้ำหนักตัวระหว่างคนที่กินอาหารเช้าและคนที่งดอาหารเช้า โดยคนที่กินอาหารเช้ารับพลังงานเข้าสู่ร่างกายมากกว่าคนที่งดอาหารเช้าราว 260 แคลอรีต่อวัน แต่คนที่งดอาหารเช้าก็มีน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยน้อยกว่าคนที่กินอาหารเช้าเพียงครึ่งกิโลกรัมเท่านั้น

ทีมผู้วิจัยยังแนะว่า การงดอาหารเช้าอาจเป็นทางเลือกที่ดีในการควบคุมอาหารทางหนึ่ง เพราะไม่ได้ส่งผลให้เกิดอาการโหยและกินอาหารมากขึ้นในระหว่างวันตามที่เคยเชื่อกันมา

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการมองว่า แม้อาหารเช้าจะไม่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้อ้วน ทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ อยู่ เช่นเป็นแหล่งของสารอาหารสำคัญเช่นแคลเซียมและไฟเบอร์ในกลุ่มผู้ที่รับประทานนมและธัญพืช อาหารเช้ายังช่วยให้มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้นโดยเฉพาะในเด็ก

Hits 27 ครั้ง

หิมะม้วน : พบปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ยากในอังกฤษ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, February 6, 2019
รายละเอียด: 

เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ snow roller ซึ่งหิมะม้วนทับถมกันจนมีรูปทรงคล้าย เค้กแยมโรล ในแถบชนบทของอังกฤษ นับเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก

นายไบรอัน เบย์ลิสส์ เป็นผู้พบและถ่ายภาพ snow roller ที่เกิดขึ้นในทุ่งนาของเขาในมณฑลวิลต์เชียร์ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ

พบวงแหวนน้ำแข็งยักษ์ก่อตัวในแม่น้ำสหรัฐฯ
ผู้คนเล่นอะไรกัน ช่วงสหรัฐฯ เผชิญสภาพอากาศหนาวจัด
พบภูเขาน้ำแข็งทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสมบูรณ์แบบในธรรมชาติ

นายเบย์ลิสส์ เล่าว่า ตอนแรกที่เห็น snow roller จำนวน 6 ลูกนั้น เขาคิดว่ามันเป็นฝีมือของคน แต่เมื่อสังเกตดี ๆ ก็พบว่ามันไม่มีร่องรอยเท้าคนเหยียบย่ำเข้าไปในบริเวณนั้นเลย

นายเอียน เฟอร์กัสสัน ผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศของบีบีซีบอกว่ามันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ "ยากมาก" เพราะ snow roller ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ที่มีหิมะตก แต่จะก่อตัวขึ้นก็ต่อเมื่อมีสภาพอากาศที่เหมาะสม และมีลมแรงพอเหมาะที่จะพัดให้หิมะกลิ้งทับถมกันไปจนเป็นก้อนขนาดใหญ่ขึ้น

"นี่คือภาพที่งดงามอย่างแท้จริง" นายเฟอร์กัสสันกล่าว พร้อมระบุว่า สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่จะทำให้เกิด snow roller นั้นคือ ที่ลาดบริเวณภูเขาที่ไม่มีต้นไม้ปกคลุม มีหิมะตกลงมาเป็นชั้นบาง ๆ เหนือชั้นของน้ำแข็ง ประกอบกับมีอุณหภูมิ, ระดับความชื้น และความเร็วลมที่พอเหมาะ เพราะหากกระแสลมแรงหรือเบาจนเกินไป หิมะจะไม่ม้วนจับตัวเป็นก้อนนั่นเอง

Hits 22 ครั้ง

กาแล็กซีทางช้างเผือกรูปทรงไม่เหมือนจานแบน แต่โค้งงอบิดเบี้ยวที่ริมขอบ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, February 6, 2019
รายละเอียด: 

แผนที่สามมิติล่าสุดของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งมีความแม่นยำมากที่สุดในบรรดาแผนที่ของดาราจักรแห่งนี้ที่เคยจัดทำมา เผยให้เห็นว่ากาแล็กซีที่เราอาศัยอยู่นั้น ไม่ได้มีรูปทรงเป็นจานแบนเรียบเหมือนขนมแพนเค้กตามที่เคยเข้าใจกัน แต่มีสภาพโค้งงอบิดเบี้ยวที่บริเวณแถบริมขอบ จนดูคล้ายกับตัวอักษรเอส (S) ที่ถูกยืดให้ขยายตัวออก

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากมหาวิทยาลัยแม็กควอรีของออสเตรเลีย และหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งชาติของสถาบันวิทยาศาสตร์จีน (NAOC) ร่วมกันตีพิมพ์เผยแพร่แผนที่สามมิติฉบับดังกล่าวในวารสาร Nature Astronomy โดยชี้ว่าขอบนอกของกาแล็กซีทางช้างเผือกบิดงอและโค้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากแรงเหวี่ยงมหาศาลของส่วนจานหมุนด้านในที่ใจกลางดาราจักร

ดวงดาวในกาแล็กซีทางช้างเผือกเคลื่อนที่เหมือนระลอกคลื่น
กาแล็กซีทางช้างเผือก "ตาย" ไปแล้วครั้งหนึ่งก่อนฟื้นคืนชีพใหม่
กาแล็กซีทางช้างเผือกเขมือบดาราจักรอื่นไปแล้ว 15 แห่ง
อันที่จริงแล้ว การจะล่วงรู้ถึงรูปทรงที่แท้จริงของกาแล็กซีที่เราอาศัยอยู่ไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้จัดทำแผนที่ฉบับล่าสุดบอกว่า เปรียบเสมือนคนที่อยู่ในเรือดำน้ำลำหนึ่งต้องการจะทราบถึงรูปทรงของมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่ล้อมรอบตนเองอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยากพอกับการพยายามวัดระยะทางจากดวงอาทิตย์ออกไปยังขอบนอกของดาราจักรในหลายตำแหน่ง เพื่อให้ทราบถึงรูปร่างของกาแล็กซีทางช้างเผือกที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยได้ใช้วิธีวัดระยะทางจากโลกไปยังดาวแปรแสงเซฟีด (Cepheid variable ) กว่า 1,300 ดวงทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือก แล้วนำข้อมูลที่ได้มาสร้างเป็นแบบจำลองรูปทรงของดาราจักรขึ้น โดยดาวแปรแสงเซฟีดที่สว่างจ้ากว่าดวงอาทิตย์นับแสนเท่านั้นเป็นเสมือนเทียนมาตรฐาน (Standard candle) หรือประภาคารของจักรวาล โดยนักดาราศาสตร์ใช้ความสว่างและการกระพริบแสงในความถี่ที่แน่นอนของมันเป็นหลักเทียบวัด เพื่อคำนวณหาระยะทางในห้วงอวกาศได้อย่างแม่นยำ

ดาวแปรแสงเซฟีดเป็นเสมือนเทียนมาตรฐาน (Standard candle) ของจักรวาล โดยใช้ความสว่างของมันเป็นหลักวัดระยะทางในห้วงอวกาศได้แม่นยำ
ส่วนข้อมูลการวัดระยะทางในห้วงอวกาศครั้งนี้มีความแม่นยำถึง 95% ซึ่งสูงกว่าในอดีต เนื่องจากใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศความยาวคลื่นอินฟราเรด WISE ขององค์การนาซา โดยรังสีอินฟราเรดจะช่วยขจัดการบดบังแสงดาวของกลุ่มฝุ่นและก๊าซในห้วงอวกาศลงได้มาก

ดร.ริชาร์ด เดอ กริจส์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า "การที่ดาราจักรรูปเกลียวเกิดการบิดเบี้ยวที่ขอบนอกนั้นผิดปกติอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งขอบนอกที่โค้งงอมีกลุ่มก๊าซของอะตอมไฮโดรเจนและมีดาวฤกษ์เกิดใหม่รวมอยู่ด้วย"

"เรื่องนี้แสดงถึงการมีกลไกหรือพลวัตรบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดความผิดปกตินี้ขึ้น และอาจเกี่ยวข้องกับการกระจายตัวของสสารมืดก็เป็นได้"

Hits 17 ครั้ง

หลุมดำคืออะไร

วันที่: 
Wednesday, January 30, 2019

มาทำความรู้จัก "หลุมดำ" (Back Hole) เทหวัตถุพลังดึงดูดมหาศาลที่อยู่ในอวกาศกัน
 
หลุมดำ (Black Hole) คือเทหวัตถุในเอกภพที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมาก ไม่มีอะไรออกจากบริเวณนี้ได้แม้แต่แสง เราจึงมองไม่เห็นใจกลางของหลุมดำ
 
ในหลุมดำจะมีพื้นที่บริเวณหนึ่งเรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์ หากมีวัตถุใดๆ หลุดเข้ามาในบริเวณนี้ จะต้องเร่งความเร็วให้มากกว่าแสงถึงจะหลุดออกมาได้ (เหมือนในหนังแฟนตาซีที่เราดูกันบ่อยๆ) แต่ในความเป็นจริงคือ ไม่มีวัตถุใดที่เร็วกว่าแสง จึงไม่มีวัตถุใดได้กลับออกมาอีกเลย
 
หลุมดำแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท
1. หลุมดำยิ่งยวด - เกิดขึ้นจากการรวมกันของหลุมดำขนาดเล็กจำนวนมาก
2. หลุมดำมวลปานกลาง - เกิดจากการชนกันของหลุมดำที่มีมวลขนาดต่ำในบริเวณใจกลางของกลุ่มดาวฤกษ์
3. หลุมดำจากดาวฤกษ์ - เกิดขึ้นจากการยุบตัวของดาวฤกษ์เดี่ยว
4. หลุมดำจิ๋ว - เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของเอกภพ
 
และนี่เป็นแค่ข้อมูลเพียงเสี้ยวหนึ่งของหลุมดำที่ทีมงาน STKC ได้นำมาเสนอกันวันนี้ ยังมีเรื่องราวนอกอวกาศอีกเยอะแยะมากมาย ที่จะนำเสนอในคราวต่อไป อย่าลืมติดตามกันนะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://th.wikipedia.org/wiki/หลุมดำ
ภาพประกอบ: 
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ