Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

ทำไมน้ำในแก้วถึงไม่ล้นเมื่อน้ำแข็งละลาย

วันที่: 
Thursday, July 18, 2019

หากใส่น้ำแข็งและน้ำจนเต็มแก้ว
วางทิ้งไว้จนน้ำแข็งละลาย ทำไมถึงไม่มีน้ำล้นออกมา?
 
สาเหตุที่น้ำไม่ล้นออกมานอกแก้ว เนื่องจากน้ำแข็งมี "ความถ่วงจำเพาะ" (Specific Gravity) ต่ำกว่าน้ำ โดยเมื่อน้ำแข็งส่วนที่ลอยพ้นอยู่เหนือระดับน้ำละลายกลายเป็นน้ำแล้ว ปริมาตรของน้ำแข็งที่ละลายไป จะทดแทนปริมาตรของน้ำแข็งส่วนที่จมอยู่ใต้ระดับน้ำได้พอดี
 
หรือพูดง่ายๆ คือ มวลทั้งหมดของวัตถุที่ลอยน้ำได้ เท่ากับมวลของน้ำในส่วนที่เว้าหายไป ดังนั้น เมื่อน้ำแข็งในแก้วน้ำละลายจนหมด จะไม่ทำให้น้ำในแก้วล้นออกมานั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73568/-sciche-sci-
ภาพประกอบ: 

ดวงจันทร์อาจเคยมีสิ่งมีชีวิต

วันที่: 
Friday, July 12, 2019

นักชีวดาราศาสตร์เสนอแนวคิดใหม่ที่ว่า
"ดวงจันทร์" อาจจะเคยมีสิ่งมีชีวิตมาก่อน!?
 
ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ได้เปิดเผยว่า ดวงจันทร์อาจเคยมีสิ่งมีชีวิตมาก่อน
 
เมื่อดวงจันทร์เกิดใหม่เริ่มเย็นตัวลงราว 4 พันล้านปีก่อน กลุ่มก๊าซร้อนและไอน้ำที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในช่วงก่อกำเนิด ได้สะสมตัวจนเป็นชั้นบรรยากาศ ซึ่งมีความหนาเพียงพอจะเก็บกักรักษาน้ำในรูปของเหลวให้คงอยู่บนพื้นผิวดาวได้
 
ซึ่งคาดการณ์ได้ว่า น่าจะมีสิ่งมีชีวิตแบบพื้นฐานอย่างไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) เกิดขึ้น โดยอาศัยกระบวนการเดียวกันกับการก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลกของเรานี่เอง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจเคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงราว 70 ล้านปี ก่อนที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงของดวงจันทร์และไร้สิ่งมีชีวิตในที่สุด
 
เป็นไงบ้างครับสำหรับความรู้เรื่องดวงจันทร์วันนี้ แต่นี่เป็นเพียงแค่การสันนิษฐานที่ไม่ได้ยืนยันว่า ดวงจันทร์เคยมีสิ่งมีชีวิต แต่เป็นการเพิ่มข้อสังเกตเวลาสำรวจดวงจันทร์ครั้งต่อไป ให้หาร่องรอยสิ่งมีชีวิตที่อาจเคยเกิดขึ้นก็เป็นได้
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.bbc.com/thai/international-44936812
ภาพประกอบ: 

นักอนุรักษ์กู้ขยะพลาสติก 40 ตันจากแพขยะใหญ่ในมหาสมุทรแปซิฟิก

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, July 10, 2019
รายละเอียด: 

ทีมกะลาสีอาสาสมัครบนเรือสินค้าขนาด 43 เมตร เดินทางจากฮาวายไปยังใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อกอบกู้ขยะพลาสติกที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในทะเล และได้เดินทางกลับไปยังฮอลโนลูลูพร้อมขยะ 40 ตัน ส่วนใหญ่ของขยะที่เก็บได้เป็นชิ้นส่วนของอวนหาปลา

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเก็บกู้อวนหาปลาที่เป็นอันตรายต่อวาฬ เต่า ปลา และยังสร้างความเสียหายแก่ปะการังด้วย

ทีมอาสาสมัครทีมนี้ทำงานให้กับสถาบันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม Ocean Voyages Institute ที่ไม่หวังผลกำไร ที่ตั้งอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ได้กอบกู้อวนหาปลาเหล่านี้ออกจากมหาสมุทรบริเวณนี้ที่กระแสน้ำทะเลจากฮาวายกับแคลิฟอร์เนียมาบรรจบกัน

Mary Crowley ผู้ก่อตั้งกลุ่ม กล่าวว่า การกอบกู้ขยะครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของทีมงานที่ยาวนาน 25 วัน เรือสินค้าเดินทางกลับไปยังฮอนโนลูลูเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน มีการแยกขยะพลาสติกจากอวนหาปลาที่กอบกู้มา และนำไปบริจาคแก่ศิลปินท้องถิ่นหลายคนเพื่อนำไปแปรรูปเป็นงานศิลปะเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับมลพิษขยะพลาสติกในมหาสมุทร

ส่วนขยะที่เหลือถูกนำไปมอบให้โรงงานผลิตไฟฟ้าที่ปลอดจากควันเสีย โดยขยะจะถูกเผาเพื่อผลิตเป็นพลังงาน

Nick Mallos ผู้อำนายการของโครงการ Trash Free Seas Program แห่งหน่วยงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่หวังผลกำไร Ocean Conservancy ประมาณว่ามีอวนและอุปกรณ์หาปลาราว 600,000 ถึง 800,000 ตันถูกทิ้งลงทะเลหรือสูญหายไปในทะเลในช่วงเกิดมรสุมหลายครั้งทุกปี

บรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า นอกจากนี้ยังมีขยะอีก 9 ล้านตันที่เป็นขยะพลาสติก ทั้งขวดพลาสติก ถุงพลาสติก ของเล่น และวัสดุอื่นๆ ที่ไหลลงไปในทะเลทุกปีจากชายทะเล แม่น้ำและลำธาร

สถาบัน Ocean Voyages Institute เป็นหนึ่งในสถาบันทั่วโลกที่พยายามจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกในทะเล ส่วนใหญ่เน้นทำความสะอาดชายหาดแห่งต่างๆ ด้วยการเก็บอวนหาปลา กับดักปลา และอุปกรณ์หาปลาอื่นๆ ที่มาเกยฝั่ง และพยายามผลักดันให้มีการลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แพขยะใหญ่ในมหาสมุทรแปซิฟิกมีขยะที่น่าจะมีน้ำหนักรวมทั้งหมด 7 ล้านตัน และมีความหนาจากผิวหน้าทะเลลงไปถึง 9 ฟุต แพขยะแห่งนี้ได้ชื่อว่า "วอร์เท็กซ์ขยะแปซิฟิก" ขยะพลาสติกเหล่านี้ส่วนใหญ่ไหลมาจากประเทศต่างๆ ในเอเชีย

แพขยะตั้งอยู่ระหว่างเกาะฮาวายกับแคลิฟอร์เนีย มองเห็นไม่ง่ายนักจากห้วงอวกาศเพราะกระจัดกระจายเป็นวงกว้าง

ทีมนักวิจัยจากโครงการ Ocean Cleanup กล่าวว่า แพขยะแปซิฟิกกินพื้นที่ 1 ล้าน 6 แสนตารางกิโลเมตร และการวิจัยหลายชื้นชี้ว่า แพขยะมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังพบว่ามีแพขยะคล้ายๆ กันนี้ลอยอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีชื่อว่า "แพขยะใหญ่แอตแลนติกเหนือ" ด้วย

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

Hits 3 ครั้ง

แดนกีวีเริ่มแล้ว! แบนถุงพลาสติก ฝ่าฝืนปรับกว่า 2 ล้านบาท

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, July 8, 2019
รายละเอียด: 

มาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วทั่วนิวซีแลนด์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป โดยหากพบว่าห้างร้านไหนยังให้ถุงพลาสติกแก่ลูกค้า อาจถูกลงโทษปรับไม่เกิน $67,000 หรือราว 2 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์หลายคนบอกว่ามาตรการนี้ยังคงน้อยเกินไปสำหรับการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในนิวซีแลนด์

แต่ละปี ชาวนิวซีแลนด์ใช้ถุงพลาสติกราว 750 ล้านชิ้น ซึ่งผลสำรวจชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนมาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกที่รัฐบาลนิวซีแลนด์บอกว่าเป็นตัวการสำคัญในการทำลายสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลแดนกีวีขอให้ประชาชนรายงานต่อทางการทันทีหากพบว่าห้างหรือร้านไหนที่ยังคงให้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งแก่ลูกค้าอยู่ นอกจากนี้จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปสุ่มตรวจตามร้านต่างๆ เป็นประจำ

ยูจีนี เซจ ผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของนิวซีแลนด์ กล่าวว่า คำสั่งแบนครั้งนี้คือส่วนหนึ่งของมาตรการกำจัด "วัฒนธรรมการทิ้งขยะ" ของนิวซีแลนด์

เธอบอกด้วยว่า คนรุ่นเก่าแก่ อย่างเช่นคุณยายของเธอนั้นแทบไม่ต้องใช้ถุงพลาสติกเวลาไปจ่ายตลาดหรือซื้อของ มาตรการนี้จึงเหมือนเป็นการย้อนไปสู่วัฒนธรรมแบบเดิมที่เรายังใช้ถุงพลาสติกไม่มากนัก

นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ จาซินดา อาร์เดิร์น ประกาศมาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยคำสั่งที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ครอบคลุมถึงถุงพลาสติกบางที่มีความหนาไม่ถึง 70 ไมครอน แต่ทางการยังคงยกเว้นให้ใช้ถุงขยะ ถุงผ้าร่ม และถุงสำหรับเก็บของเสียของสุนัขและสัตว์เลี้ยงต่างๆ

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์นโยบายนี้บอกว่าช่องโหว่ที่เกิดจากมาตรการดังกล่าวคือ ห้างร้านต่างๆ จะสามารถขายถุงพลาสติกแบบหนาที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้มากขึ้น ซึ่งถุงพลาสติกดังกล่าวสามารถเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าถุงพลาสติกแบบบาง เพราะใช้เวลาย่อยสลายนานกว่า

ปัจจุบันมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก รวมทั้ง จีนและฝรั่งเศส ได้ใช้กฎหมายจำกัดหรือห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบที่นิวซีแลนด์นำมาใช้ในขณะนี้ และอีกหลายประเทศ รวมทั้ง แคนาดา ที่กำลังจะนำมาใช้เร็วๆ นี้เช่นกัน

Hits 3 ครั้ง

ปกหนังสือ อาจไม่ได้ปกป้องหนังสือเสมอไป

วันที่: 
Thursday, July 4, 2019

ปกห่อหนังสือสามารถทำลายหนังสือสุดรักได้จริงหรือ?
ความจริงเป็นยังไง...มาดูกันเลยครับ
 
พลาสติกที่นิยมนำมาห่อปกหนังสือส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นกลุ่ม PVC (Polyvinyl Chloride) ที่ผสมสารต่างๆ เพื่อทำให้มีความเหนียวนุ่มและปกป้องหนังสือได้ดี เช่น สารต้านการออกซิเดชัน (Antioxidants), สารเขมือบกรด (Acid Scavengers), สารพลาสติไซเซอร์ (Plasticizers)
 
และเมื่อปกพลาสติกเกิดความเสื่อมสลายเนื่องจากการโดนแสงและความร้อน จะส่งผลเสียต่างๆ โดยเฉพาะสาร Antioxidants เมื่อถูกใช้งานเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของพลาสติก โดยกลไกการยอมถูกออกซิไดซ์ไปก่อน จะทำให้สารผลิตภัณฑ์ที่มีสีเหลือง เช่น สารประกอบสติลบีน (Stilbene Derivatives) ทำให้พลาสติกนั้นมีสีเหลือง และสามารถเคลื่อนตัวไปยังกระดาษ เป็นสาเหตุที่ทำให้หนังสือกลายเป็นสีเหลืองได้นั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.facebook.com/textile.phys.and.chem/photos/a.711374682234302/2541498965888522
ภาพประกอบ: 

ความแตกต่างระหว่างขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้

วันที่: 
Sunday, June 30, 2019

ทำความรู้จักความแตกต่างระหว่างขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้กันเถอะ
 
ขั้วโลกเหนือ มีชื่อเรียกว่า อาร์กติก (Arctic) ส่วนขั้วโลกใต้ มีชื่อเรียกว่า แอนตาร์กติก (Antarctica) โดยมีข้อแตกต่างกันดังนี้
 
พื้นที่ในทวีปอาร์กติกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศต่างๆ ได้แก่ ประเทศแคนาดา รัฐอลาสกา สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก เกาะกรีนแลนด์ รัสเซีย นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ ส่วนพื้นที่ทวีปแอนตาร์กติก ไม่ได้อยู่ในเขตของประเทศใดทั้งสิ้น
 
สัตว์ที่พบเจอก็แตกต่างกันออกไป ในขั้วโลกเหนือเรามักพบ กวางเรนเดียร์ วัวมัสก์ เลมมิ่ง กระต่ายป่าอาร์กติก กระรอก สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก และหมีขั้วโลก ส่วนขั้วโลกใต้เรามักพบแมวน้ำ และเพนกวิน
 
และนี่เป็นข้อมูลคร่าวๆ ที่ทำให้ได้รู้ว่า ทั้ง 2 ทวีป ถึงแม้จะมีสภาพอากาศที่หนาวเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้มีอะไรเหมือนกันเลยล่ะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72830/-blo-sciear-sci-
ภาพประกอบ: 

ก๊าซไข่เน่า อันตรายถึงชีวิต

วันที่: 
Thursday, June 27, 2019

ระวังให้ดี "ก๊าซไข่เน่า" ดมเพียง 2-3 วินาทีก็มีโอกาสเสียชีวิตได้
 
ก๊าซไข่เน่า (Hydrogen Sulfide) เกิดจากการย่อยสลายจุลินทรีย์ในน้ำเสีย ขยะจากเศษอาหาร หรือจากสิ่งมีชีวิตที่มีโปรตีนสูงถูกย่อยสลาย โดยมีความเข้มข้นสูงตั้งแต่ 100 ppm จนไปถึง 1,000 ppm
 
โดยมีรายงานว่า หากสูดดมก๊าซไข่เน่าที่มีความเข้มข้น 100 ppm เข้าไปต่อเนื่องยาวนาน 30 นาทีจะทำให้เสียชีวิต แต่ถ้าหากมีความเข้มข้นสูงถึง 1,000 ppm สูดดมเข้าไปเพียง 2 - 3 วินาทีก็จะเสียชีวิตได้ทันที
 
เพราะเมื่อสูดดมเข้าไป ก๊าซนี้จะบล็อกออกซิเจน ทำให้สมองขาดอากาศ ทำให้หมดสติและเสียชีวิต
 
รู้แบบนี้แล้ว หากได้กลิ่นอะไรที่ผิดปกติไม่ว่าจะกลิ่นอะไรก็ตาม ให้หลีกเลี่ยงกลิ่นนั้นเพื่อความปลอดภัยในชีวิตนะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://news.thaipbs.or.th/content/263823
ภาพประกอบ: 

'ผลไม้แช่แข็ง' อาจมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าผลไม้สด

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, June 25, 2019
รายละเอียด: 

CNN รายงานผลการศึกษาซึ่งเราอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่า ผักผลไม้แช่แข็งนั้นยังคงมีวิตามินและมีคุณค่าทางอาหารมากกว่าผักผลไม้สดด้วยซ้ำ

การศึกษาของ Ali Bouzari นักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร ระบุว่า การแช่แข็งอาหารนั้นดูจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะรักษาวิตามิน รวมทั้งสารเคมีต่างๆ ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารและเป็นประโยชน์ในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งผักผลไม้เหล่านี้มีอยู่

นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพืชให้คำอธิบายว่า ผักผลไม้แช่แข็งจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าถ้าเราต้องการเก็บอาหารไว้ในระยะยาว หรือเมื่อพ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่มีผักผลไม้ต่างๆ ให้เลือกไปแล้ว ไม่ใช่การเก็บเอาไว้ช่วงสั้นๆ เพียงแค่สองสามวันเท่านั้น

เพราะการแช่แข็งด้วยวิธีใช้ไนโตรเจนในทางอุตสาหกรรมจะช่วยรักษาสารอาหารต่างๆ ในผลไม้สด ที่มักจะเสื่อมสภาพลงตามธรรมชาติจากการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน

เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งของการที่ผักผลไม้ที่ถูกแช่แข็งยังคงมีคุณค่าทางอาหารเหนือกว่าผลไม้สดก็คือ โดยทั่วไปแล้วสินค้าที่แช่แข็งนั้นมักจะถูกเก็บเกี่ยวจากไร่หรือสวนในช่วงเวลาที่มีความสุกและความพร้อมเต็มที่ หรือเรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่ peak ซึ่งวิตามินหรือสารอาหารในผักผลไม้เหล่านี้จะขึ้นถึงระดับสูงสุด เมื่อเทียบกับผักผลไม้สดที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวจากไร่สวนก่อนเวลาและป้อนสู่ท้องตลาด โดยจะต้องผ่านกระบวนการลำเลียงขนส่งมายังซุปเปอร์มาร์เก็ตก่อนที่จะให้เราเลือกซื้อและรับประทาน

ผักผลไม้เหล่านี้จะต้องถูกเก็บเกี่ยวก่อนหน้าช่วงเวลา peak หลายสัปดาห์ เพราะจะต้องเผื่อเวลาสำหรับการลำเลียงขนส่งเดินทาง ดังนั้นความพร้อมสูงสุดของคุณค่าทางอาหารและวิตามินจึงเทียบไม่ได้เท่ากับผลไม้สดที่ถูกเก็บเพื่อแช่แข็ง

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนจะมีข้อยกเว้นอย่างหนึ่งเกี่ยวกับคุณค่าทางอาหารและความอุดมด้วยวิตามินที่ผลไม้แช่แข็งอาจจะด้อยกว่าผลไม้สด คือในกรณีที่ผักไม้สดนั้นสดใหม่จริงมาจากไร่สวนที่เรียกว่า Farmers’ Market หรือตรงจากไร่สวนที่ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง

เพราะผักผลไม้ประเภทนี้มักจะมีการขายและบริโภคภายในสองถึงสามวันหลังการเก็บเกี่ยวแล้ว ดังนั้นในกรณีนี้ ผักสดในลักษณะดังกล่าวจะยังคงมีความสดจริง และมีคุณค่าทางโภชนการและวิตามินมากกว่าผลไม้แช่แข็ง

Hits 19 ครั้ง

โครงสร้างของดวงอาทิตย์

วันที่: 
Sunday, June 23, 2019

ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเราประกอบไปด้วยอะไรบ้าง? วันนี้เรามาดูกันเลยครับ

ดวงอาทิตย์ เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกของเรามากที่สุด มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นก๊าซไฮโดรเจน (Hydrogen) ที่ใจกลางของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิและแรงดันสูงมาก จนทำให้ก๊าซไฮโดรเจนหลอมรวมกันเป็นก๊าซฮีเลียม (Helium) และแผ่พลังงานออกมาอย่างมหาศาลเป็นความร้อนและแสงสว่าง
 
โครงสร้างของดวงอาทิตย์หลักๆ มีดังนี้
 
แกนกลาง : มีอุณหภูมิสูงกว่า 15 ล้านเคลวิน
 
โชนการแผ่รังสี : ส่วนที่พลังงานความร้อนถ่ายทอดออกสู่ส่วนนอก
 
โซนการพาความร้อน : พลังงานความร้อนถูกถ่ายทอดสู่ส่วนนอก
โดยการเคลื่อนที่ของก๊าซ
 
โฟโตสเฟียร์ : พื้นผิวของดวงอาทิตย์
 
โครโมสเฟียร์ : บริเวณที่อยู่เหนือขึ้นมาจากชั้นโฟโตสเฟียร์ มีอุณหภูมิสูงประมาณ 10,000 เคลวิน
 
คอโรนา : บรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ซึ่งแผ่ออกไปในอวกาศ มีอุณหภูมิสูงมากกว่า 1 ล้านเคลวิน
 
จากข้อมูลข้างต้น คงจะพอจินตนาการได้ว่าดวงอาทิตย์นั้นมีพลังงานสูงมาก เพราะฉะนั้นห้ามมองดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่า เพราะอาจทำให้มีโอกาสตาบอดได้ หรือหากวันไหนต้องอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์นานๆ ควรหาแว่นกันแดดมาใส่เพื่อความปลอดภัยของดวงตากันด้วยนะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/lesa212/2/sun/sun/sun.html
ภาพประกอบ: 

โครงสร้างของโลก

วันที่: 
Sunday, June 9, 2019

โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ มีโครงสร้างอะไรบ้าง?
วันนี้เราจะไปเรียนรู้โครงสร้างของโลกกันครับ
 
โลกแบ่งออกเป็น 3 ชั้นหลักๆ คือ แก่นโลก (Core), เนื้อโลก (Mantle), และเปลือกโลก (Crust)
 
1. แก่นโลก
เป็นส่วนที่อยู่ชั้นในสุดของโลก มีความหนาประมาณ 3,470 กิโลเมตร แบ่งเป็นแก่นโลกชั้นนอก และแก่นโลกชั้นใน
 
2. เนื้อโลก
ชั้นเนื้อโลกมีความหนาประมาณ 2,880 กิโลเมตร มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นแร่ซิลิเกต (Silicates) แบ่งออกได้เป็นเนื้อโลกชั้นล่างและเนื้อโลกชั้นบน และยังแบ่งออกเป็น เนื้อโลกชั้นบนตอนบน และเนื้อโลกชั้นบนตอนล่างอีกด้วย
 
3. ชั้นเปลือกโลก
เป็นชั้นที่อยู่นอกสุด มีความหนาเฉลี่ย 22 กิโลเมตร แบ่งออกเป็นเปลือกโลกมหาสมุทรและเปลือกโลกส่วนทวีป
 
และนี่ก็คือโครงสร้างอย่างคร่าวๆ ของโลกที่เราอาศัยอยู่นั่นเอง รายละเอียดเรื่องของโลกนั้นมีอีกมากมาย ในครั้งหน้าทีมงาน STKC จะนำความรู้สนุกๆ มาแบ่งปันกันอีกแน่นอนครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/63710/-blo-sciear-sci-
ภาพประกอบ: 
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ