Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

ค้นพบ “น้ำ” บนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเป็นครั้งแรก

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 16, 2019
รายละเอียด: 

ทีมนักวิทยาศาสตร์อังกฤษ ค้นพบน้ำบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเป็นครั้งแรก จุดไฟแห่งความหวังครั้งใหม่แห่งมวลมนุษยชาติว่าด้วยการค้นหาดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่เหมาะกับการดำรงชีพของมนุษย์

ทีมนักวิจัยจาก University College London ออกถลงข่าวเมื่อวันพุธว่าค้นพบไอน้ำในอากาศของดาวเคราะห์ K2-18b ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์เรียกกันว่า Super Earth ห่างออกไปจากโลกราว 110 ปีแสง และมีอุณหภูมิเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิต

ปัจจุบัน มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะมากกว่า 4,000 ดวง แต่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามีดาวเคราะห์ K2-18b เพียงดวงเดียวเท่านั้นที่พบน้ำ พื้นผิวขรุขระ และสภาพอากาศที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตใกล้เคียงกับโลก แตกต่างกันแค่ดาวเคราะห์ K2-18b มีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของโลก

ดาวเคราะห์ K2-18b ถูกค้นพบโดยองค์การนาซา เมื่อปี ค.ศ. 2015 แต่การค้นพบล่าสุดโดย ทีมนักวิจัยจาก University College London ช่วยทำให้มนุษย์เข้าใกล้คำตอบที่ว่า “โลกลักษณะแบบนี้มีเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาลหรือไม่?”

ที่มา. https://www.voathai.com/a/water-founded-in-super-earth-exoplanet-0911201...

Hits 3 ครั้ง

ทรายที่มีมากมาย มาจากไหนกันนะ

วันที่: 
Friday, September 13, 2019

เคยสงสัยไหม ทำไมถึงได้มีทรายมากมายตามชายหาด
ทรายมาจากไหน? วันนี้เราจะพาไปย้อนดูจุดกำเนิดของทรายกันครับ
 
ไม่ว่าจะเป็นทรายเล็กหรือทรายใหญ่ ทรายไหนๆ ก็ล้วนเกิดมาจากหินขนาดใหญ่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ถูกกระบวนการเปลี่ยนแปลงบนผิวโลก ทำให้จากหินใหญ่กลายเป็นทรายละเอียดแบบทุกวันนี้
 
กระบวนการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลกเกิดขึ้นได้หลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น น้ำ, ลม, ความร้อน, และสารเคมี เป็นต้น
 
ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าหินก้อนหนึ่งผ่านร้อนผ่านหนาว เกิดการหดตัวและขยายตัวซ้ำๆ จนเกิดรอยแตกแยก มีกระแสน้ำเข้าไปแทรกภายใน และได้แตกออกมาเป็นก้อนเล็ก หลังจากนั้นจะถูกพัดไปตามกระแสน้ำหรือลม ถูกกัดกร่อนขัดสีกับก้อนหินก้อนอื่นและผืนดิน จนแปรสภาพเป็นหินเม็ดเล็กๆ ก่อนถูกพัดออกทะเลไป จนกระแสน้ำทะเลก็จะพัดพาไปสะสมกันบนชาดฝั่ง จนเกิดเป็นทรายบนชายหาดแบบปัจจุบันนี่แหละครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73012/-sci-sciear-
ภาพประกอบ: 

เสียงฟ้าร้องหลังฟ้าผ่าที่หายไป

วันที่: 
Thursday, September 12, 2019

ทำไมบางครั้งเราไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้องหลังจากฟ้าผ่า?
วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันครับ
 
เสียง คือ คลื่นชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ ทำให้เกิดการอัดตัวและขยายตัวของคลื่น และเดินทางผ่านตัวกลางต่างๆ เช่น อากาศ, น้ำ, แท่งเหล็ก ฯลฯ และมีคุณสมบัติสะท้อน, แทรกสอด, หักเห และเลี้ยวเบน
 
การเกิดฟ้าผ่า เกิดจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของแก๊สในอากาศ เนื่องจากได้รับความร้อนขณะแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้ากัน
 
เมื่อเสียงเดินทางผ่านตัวกลางที่มีอุณภูมิต่างกันจะเกิดการหักเห ส่งผลให้อัตราความเร็วและความยาวคลื่นเปลี่ยนไป โดยคลื่นเสียงจะเดินทางได้เร็วกว่าในอุณหภูมิที่สูง
 
ดังนั้น หากเกิดฟ้าร้องขึ้นในบริเวณที่อากาศใกล้พื้นดินมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศด้านบน เสียงจะเดินทางผ่านตัวกลางที่เป็นอากาศ แต่อุณหภูมิต่างกันทำ จึงทำให้เสียงฟ้าร้องเกิดการหักเหและค่อยๆ เบนขึ้นทีละน้อย จนเลยระดับที่เราจะได้ยิน เราจึงไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้องในบางทีนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72747/-sciphy-sci-
ภาพประกอบ: 

ฟ้าผ่าจากพื้นดินกลับสู่ท้องฟ้า

วันที่: 
Wednesday, September 4, 2019

เคยเห็นไหม ฟ้าผ่าจากดินย้อนขึ้นฟ้า?
จะเป็นไปได้เหรอ ไปหาคำตอบกันเลยครับ
 
โดยปกติแล้วเราจะเห็นฟ้าผ่าเป็นลำแสงจากท้องฟ้าลงมาสู่พื้นโลก ผ่าต้นไม้หรือตึกสูงๆ แต่เคยเห็นฟ้าผ่าจากพื้นโลกขึ้นไปสู่ท้องฟ้าหรือไม่?
 
ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนว่า ฟ้าผ่าเกิดจากการแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้าลบที่อยู่บนก้อนเมฆและประจุไฟฟ้าบวกที่อยู่ตามต้นไม้หรือตึกสูง เราจึงเห็นเป็นลำแสงจากท้องฟ้าลงมาสู่พื้นโลกเป็นสายฟ้านั่นเอง
 
ในทางกลับกัน เมือประจุทั้งสองถูกแลกเปลี่ยนกันแล้ว จะมีลำแสงที่เป็นเส้นทางของประจุไฟฟ้าลบสะท้อนกลับจากพื้นโลกขึ้นไปบนฟ้า เมื่อเส้นทางทั้งสองมาเจอกัน จะเกิดจังหวะที่ฟ้าผ่าย้อนกลับขึ้นไปบนฟ้า แต่ว่าเหตุการณ์นี้มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ เนื่องจากเกิดขึ้นเร็วมาก เวลาประมาณ 1 ในล้านส่วนของวินาที
 
หรือให้สรุปอย่างง่าย ฟ้าผ่าแบบปกติคือการที่ประจุลบจากเมฆวิ่งเข้ามาแลกเปลี่ยนประจุบวกด้านล่าง แต่ในขณะที่แลกเปลี่ยนกันแล้ว จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ประจุลบบนพื้นโลกมีมากกว่าประจุบวกด้านบน จึงเกิดเหตุการณ์เดียวกัน คือ ประจุลบวิ่งไปแลกเปลี่ยนประจุบวกด้านบน จึงเกิดเป็นฟ้าผ่าย้อนกลับนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72663/-sciphy-sci-
ภาพประกอบ: 

อินเดียหวังปฏิบัติการสำรวจขั้วใต้ดวงจันทร์จะส่งเสริมสถานะด้านอวกาศที่ใช้ต้นทุนต่ำ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, September 3, 2019
รายละเอียด: 

เจ้าหน้าที่ด้านอวกาศของอินเดียคาดว่า ยานสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์ซึ่งแยกตัวจากยานแม่ Chandrayaan 2 ได้สำเร็จเมื่อวันจันท์ จะร่อนลงสัมผัสพื้นผิวของดาวบริวารของโลกดวงนี้ได้ในวันเสาร์ เพื่อปล่อยหุ่นยนต์ขนาดเล็กน้ำหนัก 27 กิโลกรัมออกไปสำรวจและเก็บตัวอย่างต่างๆ ทั้งจากบริเวณผิวหน้าและใต้พื้นผิว โดยใช้เวลารวม 14 วัน เพื่อพิสูจน์ยืนยันเรื่องการมีแหล่งน้ำ

บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์นี้ไม่เคยมีประเทศใดพยายามสำรวจมาก่อน

รัฐบาลอินเดียหวังว่าปฏิบัติการสำรวจดวงจันทร์ที่ว่านี้ ถ้าเป็นผลสำเร็จตามเป้าหมายจะช่วยผลักดันอินเดียให้เป็นประเทศที่สี่ในกลุ่มประเทศระดับแนวหน้าเรื่องการสำรวจดวงจันทร์ เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงสหรัฐ รัสเซีย กับจีน เท่านั้นที่เคยส่งยานไปสำรวจดวงจันทร์

หน่วยงานด้านอวกาศของอินเดียแถลงว่า อุปกรณ์ต่างๆ บนยานอวกาศ Chandrayaan 2 ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตที่แปลว่ายานสู่ดวงจันทร์นี้ มีขีดความสามารถในการตรวจหาแหล่งน้ำที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวดวงจันทร์ได้หลายเมตร

และหากพบหลักฐานเรื่องนี้ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการส่งมนุษย์ขึ้นไปตั้งฐานอยู่บนดวงจันทร์ได้ โดยอินเดียมีแผนจะส่งมนุษย์ขึ้นไปยังดวงจันทร์ภายในปี 2065

โครงการสำรวจดวงจันทร์ดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของอินเดียที่ใช้ต้นทุนต่ำ โดยโครงการสำรวจด้วยยาน Chandrayaan 2 นี้ใช้เงินลงทุนเพียงราว 140 ล้านดอลลาร์ ซึ่งก็เป็นค่าใช้จ่ายเพียงไม่ถึงหนึ่งในสามของงบประมาณสำรวจอวกาศของประเทศตะวันตก

Cr. : https://www.voathai.com/a/india-moon-mission-ct/5067274.html

Hits 14 ครั้ง

ดวงตาเป็นมากกว่า 'หน้าต่างหัวใจ' เพราะอาจเผยว่าเราโกหกหรือไม่!

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 2, 2019
รายละเอียด: 

อาจเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ดวงตา อวัยวะที่เราใช้ในการรับภาพนั้น มักอยากจับจ้องมองสิ่งที่ดีและสวยงาม แต่ขณะเดียวกันนักวิจัยก็บอกว่า ลักษณะหรือพฤติกรรมการมองของเราอาจจะช่วยบอกได้ว่าเราเคยรู้จักบุคคลหรือเคยเห็นสิ่งนั้นมาก่อนหรือไม่

นักวิจัยสนใจศึกษาเรื่องนี้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการยุติธรรมที่อาจจะช่วยพิสูจน์หาข้อเท็จจริงบางอย่างได้ เพราะโดยปกติแล้ว เครื่องจับเท็จซึ่งมุ่งที่การตอบสนองทางร่างกายบางอย่าง เช่น การเต้นของหัวใจ ระดับเสียงในการตอบคำถาม และปฏิกิริยาทางร่างกายนั้น อาจจะไม่สามารถยืนยันได้อย่างถูกต้องน่าเชื่อถือ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะผู้ที่มีความชำนาญอาจจะสามารถควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้ได้

แต่นักวิจัยบอกว่า สายตาและลักษณะการมองสิ่งต่างๆ ของคนเรา โดยเฉพาะสิ่งที่เรารู้จักคุ้นเคยมาก่อนนั้น จะแตกต่างจากสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะเมื่อเรามองภาพหรือสิ่งที่รู้จักคุ้นเคย สายตามักจะมองจับที่ส่วนต่างๆ ของใบหน้าซึ่งเป็นที่คุ้นตาอย่างรวดเร็ว เพื่อสำรวจและยืนยันความจำ

แต่หากภาพหรือใบหน้าที่นำมาแสดงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เราก็มักจะใช้เวลานานกว่า และใช้สายตาสำรวจส่วนต่างๆ บนใบหน้ามากกว่า เมื่อเทียบกับการมองสิ่งที่เราเคยรู้จักแล้ว

แม้ว่าการศึกษาพฤติกรรมการใช้สายตามองนี้อาจจะไม่ใช่วิธีที่จะใช้ยืนยันการจับเท็จได้อย่างสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยที่สุดวิธีนี้ก็จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สอบสวนสามารถมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพยานหรือหลักฐานทางวัตถุต่างๆ ที่นำมาแสดงว่าเป็นสิ่งที่บุคคลนั้นเคยรู้จักหรือเคยเห็นมาก่อนหรือไม่

และขณะที่ดวงตาเปรียบเสมือนหน้าต่างของหัวใจนั้น แต่ในแง่ของการมองแล้ว นักวิจัยเชื่อว่าคนเราอาจจะโกหกคนอื่นด้วยคำพูดได้ แต่สายตานั้นไม่สามารถจะโกหกได้อย่างแน่นอน

ที่มา : https://www.voathai.com/a/eye-movement-lying/5052276.html

Hits 16 ครั้ง

ดาวซอมบี้ ดาวที่คืนชีพหลังเหตุการณ์ซูเปอร์โนวา

วันที่: 
Thursday, August 29, 2019

ทำความรู้จัก "ดาวซอมบี้"
ดาวที่คืนชีพหลังเหตุการณ์ซูเปอร์โนวา
 
เมื่อสิ้นอายุขัยของดาว โดยปกติแล้วจะมีการระเบิดอย่างรุนแรงหรือที่เรียกว่า ซูเปอร์โนวา (Supernova) และเมื่อไม่นานมานี้ ทีมนักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวฤกษ์ชนิดใหม่ 3 ดวง ซึ่งเป็นดาวที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ซูเปอร์โนวา เหมือนว่าดาวดวงเดิมได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง
 
ทีมนักดาราศาสตร์คาดว่า ดาวฤกษ์ซอมบี้ที่ค้นพบอาจเกิดจากเหตุการณ์ Type Lax Supernova หรือเหตุการณ์ที่ดาวฤกษ์ดั้งเดิม 2 ดวงชนและรวมตัวเข้าด้วยกัน เกิดเป็นการระเบิดที่ไม่สมบูรณ์ จึงเหลือสสารบางส่วนให้หลุดลอดออกไป และกลายเป็นดาวฤกษ์ดวงใหม่ได้
 
และเนื่องจากดาวซอมบี้นี้เป็นดาวประเภทใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ยังต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลอีกมากมายเพื่อทำความเข้าใจเรื่องวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ต่อไปนั่นเองครับ
 
#STKC
 

แหล่งที่มา: 
https://www.bbc.com/thai/features-49116395
ภาพประกอบ: 

มนุษย์เคยมีหางจริงหรือไม่

วันที่: 
Monday, August 26, 2019

จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ มนุษย์ทุกคนมีหาง
เท็จจริงแล้วคืออะไรกันแน่?
 
เคยสังเกตกันไหม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกือบทุกชนิดล้วนมีหาง เช่น สุนัข แมว กระบือ ลิง และอื่นๆ แต่ทำไมมนุษย์ถึงไม่มีหางล่ะ?
 
แท้จริงแล้ว เมื่อตัวอ่อนของมนุษย์อายุประมาณ 5 สัปดาห์ ส่วนที่เป็นหางจะเห็นเป็นกระดูกและเนื้ออย่างชัดเจน แต่ด้วยพัฒนาการมนุษย์จึงได้หยุดยั้งการเจริญเติบโตของหางไว้แค่นั้น แต่อวัยวะส่วนอื่นๆ ยังเจริญเติบโตต่อไป ส่วนหางไม่ได้หายไปไหน แต่ได้กลายเป็นกระดูกก้นกบของมนุษย์นั่นเอง
 
และนี่ก็คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ได้พัฒนาสิ่งมีชีวิตจนมาเป็นเราในปัจจุบันนั่นเองครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72939/-scibio-sci-
ภาพประกอบ: 

สีฟ้าและสีส้มของท้องฟ้าที่แตกต่างกันเกิดจากอะไร

วันที่: 
Friday, August 23, 2019

ทำไมคนเราถึงเห็นแสงบนท้องฟ้าไม่เหมือนกัน?
ช่วงกลางวันเป็นสีฟ้า ช่วงเช้าและเย็นเป็นสีส้ม?
 
การกระเจิงของแสง (Scattering of light) เป็นคุณสมบัติหนึ่งของคลื่นที่สามารถหักเหได้หากเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่แตกต่างกัน ซึ่งปกติแล้วดวงอาทิตย์จะส่งคลื่นแสงที่มีสีต่างกัน แต่ละสีก็มีความยาวคลื่นไม่เท่ากันอีกด้วย
 
ในตอนกลางวัน แสงจากดวงอาทิตย์ทำมุมชันกับพื้นโลก แสงเดินทางผ่านชั้นบรรยาศเป็นระยะทางที่สั้นกว่าตอนเช้าและตอนเย็น แสงสีม่วง, คราม และน้ำเงิน มีความยาวคลื่นน้อยกว่าโมเลกุลอากาศ จึงทำให้แสงเหล่านั้นกระเจิงไปในท้องฟ้าทุกทิศทาง จนเรามองเห็นท้องฟ้าในตอนกลางวันสีฟ้า
 
แต่ในตอนเย็นหรือตอนเช้ามืด แสงอาทิตย์ทำมุมลาดกับพื้นโลก แสงต้องเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศเป็นระยะทางที่ยาวกว่าตอนกลางวัน แสงสีเหลือง ส้ม และแดงสามารถเคลื่อนที่ผ่านโมเลกุลของอากาศเข้ามาได้ เราจึงเห็นท้องฟ้าเป็นสีส้มนั้นเองครับ
 
สรุปแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องของคุณสมบัติของคลื่นแสงที่มีการกระจายสีบางสีออกไปแตกต่างกัน จนทำให้เราเห็นแค่บางสีในบางช่วงเวลานั้นเองครับ
 
#STKC
 

แหล่งที่มา: 
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72864/-sciphy-sci-
ภาพประกอบ: 

สัตว์ต่างๆ ผลิตสารกันแดดได้ในตัวเอง

วันที่: 
Monday, August 19, 2019

จะเป็นไปได้มั้ย?
ถ้าร่างกายมนุษย์หลั่งสารกันแดดได้เอง?
 
รู้หรือไม่ สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ตั้งแต่ไก่ที่เลี้ยงในฟาร์มไปจนถึงเต่าทะเล จะมียีนที่สามารถผลิตสารชื่อว่า กาดูโซล (Gadusol) ขึ้นมาได้ สารชนิดนี้สามารถพบได้ในสาหร่าย, รา และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยในน้ำมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เป็นสารที่เอาไว้ปกป้องร่างกายจากรังสี อัลตรา ไวโอเล็ต (Ultra Violet - UV)
 
แม้จะยังไม่เคยปรากฏว่าสารเหล่านี้สามารถหลั่งได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดใดก็ตาม แต่ทีมเภสัชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอเรกอน สเตท (Oregon State University) กลับค้นพบวิธีธรรมชาติในการสร้างสารกาดูโซล โดยใช้ยีสต์ มีความเป็นไปได้ที่หากเราทานสารตัวนี้เข้าไป จะทำให้ร่างกายสามารถป้องกันรังสี UV จากข้างในได้เลย ไม่ต้องทาครีมเพื่อเคลือบผิวเหมือนทุกวันนี้
 
น่าตื่นเต้นใช่ไหมล่ะครับ ถ้าหากเรื่องนี้สำเร็จ เจ้าสารตัวนี้ต้องมีบทบาทอย่างมากในหลายๆ วงการ โดยเฉพาะวงการเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเลยล่ะครับ
 
#STKC
 
 
 

แหล่งที่มา: 
http://www.designerhub.in.th/THAI/Content/News/human_own_sunscreen
ภาพประกอบ: 
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ