Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม

ปลาไหลกัลเปอร์ สิ่งมีชีวิตประหลาดใต้ท้องทะเลลึก

วันที่เผยแพร่: 
Friday, October 12, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45720175
รายละเอียด: 

บ่อยครั้งที่เราได้เห็นการค้นพบสัตว์แปลก ๆ จากท้องทะเลลึก และครั้งล่าสุดนี้เป็นภาพที่เหล่านักวิทยาศาสตร์บนเรือวิจัย อีวี นอติลุส บันทึกไว้ได้ ขณะสำรวจมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้กับฮาวาย โดยเป็นภาพของ "ปลาไหลกัลเปอร์" (Gulper eel) ที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างน่าทึ่ง

ปลาไหลกัลเปอร์ เป็นปลาทะเลในวงศ์ Saccopharyngidae ที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกที่ระดับ 1,800 เมตร (6,000 ฟุต) มีลำตัวเรียวยาวสีดำไม่มีเกล็ด เมื่อโตเต็มวัยอาจยาวได้ถึง 2 เมตร

ปลาไหลกัลเปอร์ มีลักษณะเด่น คือ สามารถเปลี่ยนรูปร่างเพื่อข่มขู่สัตว์นักล่าได้ อีกทั้งยังมีขากรรไกรที่ใหญ่กว่าลำตัว และขยายได้กว้างเพื่อเขมือบกินเหยื่อขนาดใหญ่กว่า

Hits 44 ครั้ง

มนุษย์รู้จักหมักเบียร์ได้ก่อนปลูกข้าวหลายพันปี

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45508905
รายละเอียด: 

เบียร์
 

นักโบราณคดีค้นพบครกหินเก่าแก่อายุ 13,000 ปี ในถ้ำราคีเฟต(Raqefet) ของอิสราเอล และตามสถานที่ขุดค้นทางโบราณคดีหลายแห่งใกล้ชายฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยร่องรอยที่หลงเหลืออยู่บนครกหินชี้ว่า มนุษย์โบราณสามารถหมักเบียร์จากธัญพืชไว้ดื่มมานานหลายพันปี ก่อนจะเริ่มรู้จักการเพาะปลูกเสียอีก

หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในครั้งนี้ มีความเก่าแก่ยิ่งกว่าเครื่องปั้นดินเผาอายุ 5,400 ปี ซึ่งมีร่องรอยการหมักเบียร์จากมณฑลส่านซีทางตอนเหนือของจีนมาก ทำให้นักโบราณคดีคาดว่าครกหินเหล่านี้เป็นหลักฐานชี้ถึงการทำเบียร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เท่าที่เคยมีการค้นพบมา

ทีมนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยไฮฟาของอิสราเอล ร่วมกันตีพิมพ์รายงานการค้นพบดังกล่าวในวารสาร Journal of Archaeological Science: Reports ว่าการหมักเบียร์ในครกหินเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชาวนาทูเฟียน (Natufian) ซึ่งเป็นกลุ่มคนโบราณที่มีชีวิตอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างยุคหินเก่ากับยุคหินใหม่
แผนที่แสดงตำแหน่งถ้ำและจุดขุดค้นโบราณวัตถุใกล้ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งภาพครกหินที่ใช้หมักเบียร์
 

าวนาทูเฟียนนั้นแม้จะดำรงชีวิตด้วยการเก็บของป่าและล่าสัตว์ แต่ก็เริ่มรู้จักตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนเป็นหลักแหล่งกันบ้างแล้ว โดยรู้จักเลือกเก็บเมล็ดธัญพืชป่าในท้องถิ่นเช่นข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ แล้วนำมาเพาะให้งอกเป็นมอลต์ (Malt)เพื่อนำไปหมักเบียร์ หรือนำไปตากแห้งแล้วเก็บไว้ใช้ในครั้งต่อไป โดยจะบรรจุมอลต์ใส่ในภาชนะสานด้วยใยพืชก่อนนำลงเก็บในครกหินที่ปิดด้วยฝาทำจากแผ่นหินอีกครั้ง

จากการตรวจสอบร่อยรอยการใช้งานครกหินที่ทำจากหินทั้งก้อน รวมทั้งครกที่เป็นหลุมหินในชั้นหินดานที่พื้นถ้ำ พบว่าชาวนาทูเฟียนน่าจะหมักเบียร์เพื่อใช้ดื่มระหว่างการทำพิธีกรรมต่าง ๆ โดยใช้ครกหินตำธัญพืชและหมักเบียร์ รวมทั้งประกอบอาหารจากวัตถุดิบหลากหลายเช่นข้าวโอ๊ตและถั่วเมล็ดแห้ง

ทั้งนี้ มนุษย์เริ่มรู้จักทำการเกษตรและเพาะปลูกธัญพืชแทนการเก็บของป่าเมื่อราว 11,000 ปีก่อน โดยการตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งทำให้มีความต้องการผลิตและสะสมอาหารอย่างเป็นระบบ ซึ่งในกรณีของชาวนาทูเฟียนนี้ ความต้องการธัญพืชเพื่อใช้ทำเบียร์ได้อย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรรมพัฒนาขึ้นในเวลาต่อมา

Hits 57 ครั้ง

เชื้อเห็ดรา มีคุณค่ามากกว่าเป็นอาหาร และยารักษาโรค

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45501905
รายละเอียด: 

ซูโดฟิโบรโพเรีย ซิตรอเนลลา(Pseudofibroporia citronella), จีน

 

พวกมันอยู่ทั่วไปทั้งในดิน ในตัวเราและในอากาศ แต่มักมีขนาดเล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

พวกมันเป็นได้ทั้งอาหารและยา ทว่าบางครั้งก็สร้างหายนะใหญ่หลวงด้วยการก่อให้เกิดโรคในพืชและสัตว์

จากการประเมินสภาวะเชื้อเห็ดราในโลกครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก พบว่า อาณาจักรเห็ดรามีความสำคัญต่อชีวิตบนโลกใบนี้

แต่มากกว่า 90% ของเชื้อเห็ดรา 3.8 ล้านชนิดในโลก ยังไม่เป็นที่รู้จักทางวิทยาศาสตร์

ศ. แคที วิลลิส ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ที่สวนพฤกษศาสตร์หลวงคิว (Kew Gardens) ซึ่งเป็นผู้นำในการทำรายงานนี้ กล่าวว่า "มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจมาก แต่เรารู้จักมันน้อยมาก"

"พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลก และมีวัฏจักรชีวิตที่ประหลาดมาก กระนั้น เมื่อคุณเข้าใจบทบาทในระบบนิเวศของมัน คุณจะตระหนักว่า พวกมันช่วยค้ำจุนสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลกนี้"

 

ผู้คนจำนวนมากคุ้นเคยกับเห็ดที่กินได้ หรือเชื้อราที่อยู่เบื้องหลังการค้นพบเพนิซิลลิน แต่เชื้อเห็ดรามีบทบาทที่สำคัญอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ช่วยให้พืชดูดน้ำและสารอาหารจากดิน ไปจนถึงด้านการแพทย์ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ และช่วยในการปลูกถ่ายอวัยวะ

เชื้อเห็ดรายังช่วยเพิ่มความหวังในการย่อยพลาสติกและสร้างเชื้อเพลิงชีวภาพชนิดใหม่ ๆ ด้วย แต่พวกมันก็มีข้อเสียเช่นกัน ได้แก่ การทำลายต้นไม้, พืชผล และพืชต่าง ๆ ทั่วโลก และยังกำจัดสัตว์จำนวนมากอย่างสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำให้หมดไปด้วย

เป็นทั้ง "คนดี" และ "ตัวร้าย"

ดร. เอสเตอร์ กายา ผู้นำโครงการวิจัยที่สวนพฤกษศาสตร์หลวงคิว ซึ่งสำรวจความหลากหลายและวิวัฒนาการ ของเชื้อเห็ดราในโลกนี้ กล่าวว่า เชื้อเห็ดรามีทั้งที่เป็น "คนดี" และ "ตัวร้าย"

"เชื้อเห็ดราชนิดเดียวกัน อาจถูกมองได้ว่าเป็นทั้งอันตราย แต่ก็มีศักยภาพและช่วยให้แก้ปัญหาหลายอย่างได้เช่นกัน"

รายงานนี้ยังได้ระบุถึงช่องว่างหลายอย่างเกี่ยวกับความรู้ของคนเราต่อกลุ่มสิ่งมีชีวิต ซึ่งอาจจะมีคำตอบเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารอยู่ในนั้นก็ได้ อาณาจักรเห็ดรามีเชื้อโรคที่สร้างความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรหลายชนิด แต่เชื้อเห็ดราก็ช่วยสร้างสารอาหารและมีบทบาทสำคัญในการกำหนดระดับคาร์บอนไดออกไซด์

"เรามองข้ามเชื้อเห็ดราซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นได้" ศ. วิลลิส กล่าว "นี่คืออาณาจักรที่เราต้องเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาภูมิอากาศโลก และปัญหาอื่น ๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้"

เห็ดฟีลด์ (Field mushroom)

10 ข้อน่ารู้เกี่ยวกับเชื้อเห็ดรา
1. เชื้อเห็ดราอยู่ในอาณาจักรของมันเอง ซึ่งมีความใกล้เคียงกับอาณาจักรสัตว์มากกว่าอาณาจักรพืช
2. พวกมันมีสารเคมีที่ผนังเซลล์คล้ายกับของกุ้งมังกรและปู
3. เชื้อเห็ดราสามารถช่วยย่อยพลาสติกให้หมดไปภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์แทนที่จะใช้เวลาหลายปี
4. มีหลักฐานที่ระบุว่า ยีสต์ซึ่งเป็นเชื้อเห็ดราชนิดหนึ่ง ถูกใช้ผลิตไวน์น้ำผึ้ง( mead) ตั้งแต่ 9,000 ปีก่อน
5. เชื้อเห็ดราอย่างน้อย 350 สายพันธุ์ ถูกมนุษย์นำมาบริโภค รวมถึงเห็ดทรัฟเฟิล ซึ่งมีราคาแพงหลายพันดอลลาร์ต่อชิ้น, คอร์น (quorn) และยังอยู่ในมาร์ไมต์ (ยีสต์ทาขนมปัง) และชีสด้วย
6. ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ทำจากพลาสติกจำนวนมาก, ยางสังเคราะห์ และตัวต่อเลโก ทำมาจากกรดอิทาโคนิก (itaconic acid) ที่มาจากเชื้อเห็ดราชนิดหนึ่ง
7. คาดว่าเชื้อเห็ดรา 216 สายพันธุ์ ทำให้เกิดภาพหลอน
8. เชื้อเห็ดรากำลังถูกใช้ในการเปลี่ยนให้ขยะทางการเกษตรกลายเป็นไบโอเอทานอล (bioethanol)
9. ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเชื้อเห็ดราหลายชนิดสามารถนำไปใช้แทนโฟมโพลีสไตรีน (polystyrene foam), หนังสัตว์ และวัสดุก่อสร้างได้
10. การศึกษาดีเอ็นเอพบว่า มีเชื้อเห็ดราหลายพันชนิดอยู่ในตัวอย่างดิน 1 ตัวอย่าง หลายชนิดไม่เป็นที่รู้จักและยังไม่เป็นที่เปิดเผยโดยถูกเรียกว่า "ทาซามืด" (dark taxa)
Penicillium Katerynakon

รายงานสภาวะเชื้อเห็ดราโลก มีนักวิทยาศาสตร์มากกว่า 100 คนจาก 18 ประเทศเข้าร่วมศึกษา และค้นพบว่า:

- มีเชื้อเห็ดราชนิดใหม่มากกว่า 200 ชนิดถูกค้นพบในแต่ละปี จากแหล่งต่าง ๆ รวมถึงเล็บมือของมนุษย์
- เชื้อเห็ดราหลายร้อยสายพันธุ์ถูกเก็บมากินเป็นอาหาร โดยตลาดที่ซื้อขายเห็ดกินได้ทั่วโลกมีมูลค่าราว 3.25 หมื่นล้านปอนด์ หรือราว 1.39 ล้านล้านบาท
- มีเชื้อเห็ดราเพียง 56 ชนิดที่ได้รับการประเมินให้จัดอยู่ในบัญชีแดงของ IUCN ซึ่งเป็นบัญชีที่รวบรวมรายชื่อของพืชและสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ขณะที่มีพืชกว่า 25,000 ชนิด และสัตว์ 68,000 ชนิดที่อยู่ในบัญชีนี้

ในการนับจำนวนครั้งล่าสุด มีเชื้อเห็ดราในสหราชอาณาจักรอย่างน้อย 15,000 ชนิด ในจำนวนนี้มีส่วนหนึ่งที่เข้าใกล้การสูญพันธุ์

นักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง กำลังช่วยกันระบุเชื้อเห็ดราทั่วประเทศ เพิ่มเติมเข้าไปในฐานข้อมูลที่มีการบันทึกใหม่มากกว่า 1,000 ชนิด

ดร. ไบรอัน ดักลาส จากโครงการลอสต์แอนด์ฟาวด์ฟังไจ (Lost and Found Fungi Project) ระบุว่า เชื้อเห็ดรา มีความสวยงามเช่นเดียวกับกล้วยไม้ และมีความสำคัญที่ต้องได้รับการปกป้องเช่นเดียวกัน "ผมคิดว่า เราจำเป็นต้องให้ความรู้ เชิญชวนผู้คนให้มาชื่นชอบเชื้อเห็ดรา"

ดร. โอลิเวอร์ เอลลิงแฮม กล่าวเพิ่มเติมว่า "เชื้อเห็ดราเป็นอาณาจักรที่มีความเท่าเทียมกับอาณาจักรพืชและสัตว์ และอาจจะมีความหลกหลายมากกว่าด้วย"

Hits 71 ครั้ง

แผนที่จีโนมข้าวสาลี: เทคโนโลยีผลิตอาหารเลี้ยงโลก

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45523853
รายละเอียด: 

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติประสบความสำเร็จในการทำแผนที่จีโนม หรือข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมดของข้าวสาลี ซึ่งจะช่วยเปิดทางไปสู่การดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อพัฒนาข้าวสาลีพันธุ์ใหม่ ๆ ที่จะให้ผลผลิตมากขึ้น มีความทนทานต่อโรคต่าง ๆ และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอนาคต

ทีมนักวิจัยใช้เวลาถึง 13 ปี ในการจัดลำดับชุดพันธุกรรมข้าวสาลีพันธุ์ Triticum aestivum ที่เพาะปลูกกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดในโลก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีโนมข้าวสาลีมียีนทั้งหมด 107,891 ตัว โดยจีโนมที่มีความซับซ้อนมีอยู่ 16,000 ล้านคู่เบสของโครงสร้างของสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งใหญ่กว่าจีโนมของมนุษย์กว่า 5 เท่า

 

การทำแผนที่จีโนมนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวสาลีใหม่ ๆ เพราะจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคัดเลือกพันธุ์ ควบคุมการเติบโต ดัดแปลงยีนให้ทนต่อความร้อน รวมทั้งเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของสารอาหารในข้าวสาลี

ข้าวสาลีถือเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นแหล่งพลังงานราว 20% ของพลังงานที่มนุษย์บริโภคทั้งหมด องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ชี้ว่ายอดการผลิตข้าวสาลีจะต้องเพิ่มขึ้นอีก 60% ภายในปี 2050 เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชากรโลก

Hits 82 ครั้ง

ขยะพลาสติกชิ้นเล็กเพียงชิ้นเดียวทำให้เต่าทะเลถึงตายได้

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45518623
รายละเอียด: 

ขยะพลาสติกชิ้นเล็กเพียงชิ้นเดียวทำให้เต่าทะเลถึงตายได้

 

ผลวิจัยล่าสุดจากออสเตรเลียชี้ว่า ขยะพลาสติกในมหาสมุทรก่อความเสียหายร้ายแรงต่อความอยู่รอดของสัตว์ทะเลมากกว่าที่คาดกันไว้ โดยในกรณีของเต่าทะเลนั้น การกินขยะพลาสติกเล็ก ๆ เข้าไปเพียงชิ้นเดียว เพิ่มความเสี่ยงที่จะต้องตายให้สูงขึ้นถึง 22% เลยทีเดียว

ทีมนักวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล จากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) สำนักงานออสเตรเลีย ตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นในวารสาร Scientific Reports หลังได้ติดตามศึกษาชีวิตของเต่าทะเลในรัฐควีนส์แลนด์มาระยะหนึ่ง โดยได้มีการผ่าซากเต่าทะเลและลูกเต่าที่ตายแล้วซึ่งถูกคลื่นซัดมาเกยหาดเกือบ 250 ตัวด้วย

ผลการวิเคราะห์พบว่า เต่าทะเลที่กลืนพลาสติกลงท้องไป 1 ชิ้น มีความเสี่ยงจะต้องตายจากภาวะทางเดินอาหารอุดตันหรืออวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นถึง 22% ส่วนเต่าที่กินพลาสติกเข้าไป 14 ชิ้น ความเสี่ยงดังกล่าวจะพุ่งสูงขึ้นอีกเป็น 50% และเมื่อใดที่ในท้องเต่ามีพลาสติกรวมกันเกินกว่า 200 ชิ้น เต่าตัวนั้นจะต้องเสียชีวิตลงอย่างแน่นอนโดยไม่มีทางแก้ไขหรือรักษาได้

 

ทีมผู้วิจัยคาดว่าครึ่งหนึ่งของเต่าทะเลทั่วโลกได้กลืนกินขยะพลาสติกเข้าไปบ้างแล้ว โดยลูกเต่าที่เพิ่งฟักออกจากไข่และเต่าอายุน้อยมีความเสี่ยงที่จะกินพลาสติกและตายลงสูงกว่าเต่าในวัยผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า เนื่องจากความอ่อนประสบการณ์ในการแยกแยะสิ่งที่เป็นอาหาร

การที่ลูกเต่ามักจะลอยไปตามกระแสคลื่นที่พัดพามันออกห่างจากฝั่ง ยังทำให้มีโอกาสพบกับแพขยะในมหาสมุทรมากกว่าเต่าที่โตแล้ว ซึ่งมักจะหาหญ้าทะเลและสัตว์น้ำมีเปลือกแข็งกินอยู่ตามชายฝั่ง

เต่าทะเลสามารถมีอายุยืนได้ถึง 80 ปี ซึ่งในระหว่างนั้นจะมีช่วงวัยเจริญพันธุ์ที่ยาวนานหลายสิบปี การที่ลูกเต่าจำนวนมากต้องมาตายลงก่อนถึงวัยเจริญพันธุ์นั้น นับว่าเสี่ยงต่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์เต่าทะเลในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง

ดร. บริตตา เดนีส ฮาร์เดสตี หัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า "เต่าทะเลมีอายุยืนเกือบร้อยปี แต่ถ้าเกิดมีพลาสติกชิ้นเล็ก ๆ เข้าไปอุดตันลำไส้ พวกมันจะไม่สามารถสำรอกออกได้ พลาสติกแค่ชิ้นเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เต่าทะเลตายได้แล้ว" ดร. ฮาร์เดสตี กล่าว

Hits 58 ครั้ง

โลกเสี่ยงภาวะเรือนกระจกแบบถาวร หากปล่อยให้ร้อนอีก 2 องศาเซลเซียส

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45097380
รายละเอียด: 

ชาวนาและเรือบนดินแห้งแล้ง

ผลการศึกษาล่าสุดของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติชี้ว่า โลกของเรามีความเสี่ยงจะเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดที่ไม่อาจแก้ไขให้คืนสภาพเดิมได้ในอีกไม่ กี่ร้อยปีข้างหน้า แม้ว่าชาติต่าง ๆ จะพยายามร่วมมือกันตัดลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนได้สำเร็จ ตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ก็ตาม

รายงานดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ PNAS ระบุว่า หากเรายังคงปล่อยให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีก จนถึงจุดที่เหนือกว่าอุณหภูมิเฉลี่ย ในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียส เมื่อนั้นจะเกิดการรบกวนระบบดูดซับคาร์บอนในธรรมชาติ ให้กลับกลายเป็นตัวการปลดปล่อยคาร์บอน ปริมาณมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแทน ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดถาวร

ในแต่ละปี ผืนป่าสำคัญอย่างป่าแอมะซอน รวมทั้งมหาสมุทรต่าง ๆ และชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) ในแถบขั้วโลก ได้ดูดซับคาร์บอน จากชั้นบรรยากาศมาเก็บไว้ถึง 4.5 พันล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของโลก แต่ก็น่าหวั่นเกรงว่าแผนการที่ระบุไว้ ในความตกลงปารีส ซึ่งนานาชาติจะช่วยกันรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศานั้น ไม่เพียงพอจะป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเรือนกระจก แบบถาวรนี้ได้

ภาพดวงอาทิตย์ร้อนแรงImage copyrightGETTY IMAGES

ศ. โยฮัน ร็อกสตอร์ม จากศูนย์ Stockholm Resilience Centre ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า "เมื่ออุณหภูมิถึงจุดวิกฤตดังกล่าว ระบบป้องกันต่าง ๆ ของโลกที่เคยเป็นมิตรต่อเราจะกลับกลายเป็นศัตรูไปทันที"

"อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 4-5 องศาเซลเซียส และจะคงตัวอยู่ในระดับนั้นไปอีกนาน โดยถือเป็นระดับอุณหภูมิสูงสุดในรอบ 1.2 ล้านปีที่ผ่านมา" ศ. ร็อกสตอร์ม กล่าว

ผลการศึกษายังชี้ว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย จนระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นได้ถึง 10-60 เมตรจากในระดับปัจจุบัน สภาพภูมิอากาศจะแปรปรวนจนทำให้ผู้คนไม่อาจอาศัยอยู่ในภูมิภาคบางแห่งของโลกได้

ภาพน้ำแข็งละลายImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพเมื่อน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกละลาย โลกจะสะท้อนแสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงกลับคืนสู่ห้วงอวกาศได้ลดลง

ทุกวันนี้โลกมีอุณหภูมิสูงกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมราว 1 องศาเซลเซียส และกำลังร้อนขึ้นโดยเฉลี่ยคิดเป็นทศวรรษละ 0.17 องศาเซลเซียส ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการหยุดยั้งภาวะโลกร้อนนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ หากไม่เลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในกลางศตวรรษนี้ และเปลี่ยนแปลงนโยบาย ของนักการเมืองฝ่ายขวาที่มองว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องโกหกด้วย

Hits 77 ครั้ง

โลกจะเผชิญอุณหภูมิร้อนสุดขั้วตลอด 4 ปีข้างหน้า

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45192961
รายละเอียด: 

รูปปรอทวัดอุณหภูมิ

สภาพภูมิอากาศโลกมีแนวโน้มจะร้อนแรงขึ้นตลอดช่วงระยะเวลา 4 ปีข้างหน้านี้ เนื่องจากวงจรสภาพอากาศตามธรรมชาติเข้าสู่ระยะที่ร้อนที่สุดช่วงหนึ่งในรอบไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เสริมให้ภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์มีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

การทำนายสภาพอากาศโลกดังกล่าว มาจากผลการศึกษาทางสถิติที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ซึ่งระบุว่านับแต่ปีนี้เป็นต้นไป ทั่วโลกมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับคลื่นความร้อนและภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นไปจนถึงปี 2022 เป็นอย่างน้อย

ดร. ฟลอเรียน ซีวีลเลก จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส ผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้บอกว่า ในช่วงสิบกว่าปีแรกของต้นศตวรรษที่ 21 คือระหว่างปี 1998-2010 ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของมนุษย์นั้นไม่ได้บรรเทาเบาบางลง แต่เราไม่รู้สึกถึงผลกระทบที่รุนแรงมากนัก เพราะได้รับความเย็นชดเชยจากวงจรสภาพอากาศตามธรรมชาติที่ยังคงเป็นปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña) อยู่

อย่างไรก็ตาม โลกได้เข้าสู่วงจรสภาพอากาศช่วงใหม่ที่มีความร้อนระอุมากขึ้นในปีนี้ ทำให้ปี 2018 มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาวะโลกร้อนในระยะยาวถึง 2 เท่า และจะพุ่งขึ้นอีกเป็น 3 เท่าในปีหน้า

รูปท้องฟ้าImage copyrightGETTY IMAGES

ภาวการณ์เช่นนี้จะทำให้กระแสน้ำในมหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าอากาศบนภาคพื้นทวีปต่าง ๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดพายุไต้ฝุ่นและไซโคลนที่รุนแรง รวมทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ส่วนการเกิดคลื่นความร้อน ไฟป่า และภัยแล้ง เช่นที่เกิดขึ้นกับซีกโลกเหนือในปีนี้นั้น เป็นไปได้ว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น แต่ไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดขึ้นในส่วนใดของโลก

"คนทั่วไปอาจยังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากนัก แต่ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ผลการศึกษานี้น่าตกใจอย่างมาก และชี้ให้เราเร่งย้ำเตือนให้ความรู้เรื่องภาวะโลกร้อนที่ถูกต้องกับผู้คน เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องโดยด่วน" ดร.ซีวีลเลก กล่าว

Hits 69 ครั้ง

10 วิธีสู้ ‘น้ำท่วม’ ทำยังไงให้ปลอดภัย?

วันที่: 
Tuesday, August 7, 2018

1. ตามปกติหากสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจ เจ้าหน้าที่จะเริ่มประกาศเตือนภัย หากได้ยินประกาศเตือนภัยน้ำท่วม สิ่งที่ต้องทำทันทีคือ ติดต่อสอบถามหน่วยงานที่จัดการด้านน้ำท่วม หรือหาข้อมูลด้วยตัวเองว่า ภายในละแวกบ้านของคุณเคยเกิดน้ำท่วมสูงที่สุดประมาณกี่เมตร จากนั้นก็คาดคะเน เตรียมการจัดเก็บของขึ้นที่สูงให้พ้นน้ำ
2. เตรียมจดเบอร์โทรศัพท์สำคัญของหน่วยงานต่างๆ ไว้ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้โทรขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงที เช่น
- ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ติดต่อกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โทร. 1784
- ประสานงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน หรืออุบัติเหตุ โทรฟรี 1669 หรือ 0-2591-9769 ตลอด 24 ชั่วโมง
- สอบถามสภาพอากาศกรมอุตุนิยมวิทยา โทร. 0-2398-9830 3.

3. คาดคะเนความเสียหายที่จะเกิดขึ้นที่บ้านของคุณ สำรวจเส้นทางการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดจากบ้าน ไปยังที่สูงหรือพื้นทีซึ่งน้ำไม่ท่วมถึง พร้อมโทรหาประกันรถยนต์ ประกันทรัพย์สินต่างๆ ที่คุณทำไว้
4. เตรียมเสบียงอาหารสำเร็จรูป น้ำดื่ม อาหารแห้ง และอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ เช่น เสื้อชูชีพ บูทกันน้ำแบบขายาว วิทยุแบบพกพา อุปกรณ์ทำอาหารฉุกเฉิน เทียนไข ไฟแช็ก และไฟฉาย รวมทั้งแบตเตอรี่สำรอง ทำบันทึกรายการทรัพย์สินมีค่าทั้งหมด ถ่ายรูปหรือวิดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐาน
5. เตรียมยารักษาโรคให้พร้อม ยาโรคประจำตัวและยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ ยาลดไข้ ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้น้ำกัดเท้า ยาทาแผล และยาแก้พิษจากการกัดต่อยของสัตว์มีพิษ แต่ถ้าบ้านไหนมีคนพิการ คนป่วย เด็กทารก หรือสตรีมีครรภ์ใกล้คลอด ควรแจ้งหน่วยงานราชการทันที
6. จัดหาอุปกรณ์และวัสดุที่จะนำมากั้นไม่ให้น้ำเข้าตัวบ้าน เช่น กระสอบทราย แผ่นพลาสติก ไม้แผ่น ตะปู กาวซิลิโคน เป็นต้น รวมถึงสิ่งป้องกันน้ำอื่นๆ เช่น รองเท้าบูท ถุงมือกันน้ำ กางเกงใน ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมเด็ก ยาทากันยุง ยาฆ่าแมลง ทำอุปกรณ์จัดเตรียมสำหรับเก็บของเสียจากการขับถ่าย
7. ถ้ายังพอมีเวลา ควรพิจารณาย้ายปลั๊กไฟและสวิทช์ไฟฟ้าที่อยู่ในระดับต่ำ ให้อยู่สูงขึ้น ถ้าย้ายไม่ทันแล้ว ก็ให้ตัดไฟฟ้าให้เรียบร้อย ตรงไหนเสี่ยงจะเกิดไฟรั่ว ก็จัดการปิดสวิทช์หรือพันหุ้มสายไฟต่างๆ ให้เรียบร้อย ป้องกันไฟรั่วไฟดูด
8. ถ้าน้ำมาเร็ว ไหลแรง และท่วมสูงเร็ว ข้อควรปฏิบัติคือ ห้ามออกมาเดินลุยน้ำระหว่างที่น้ำไหลเชี่ยวกราก เพราะอาจเสียหลักล้มได้ ยิ่งว่ายน้ำไม่เป็นก็เสี่ยงต่อการจมน้ำเสียชีวิต หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำออกมา ต้องใส่เสื้อชูชีพ มีไม้ค้ำระหว่างเดิน เพื่อวัดความลึกของน้ำในจุดที่จะต้องเดินผ่าน
9. ห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟ ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทันทีหากน้ำไหลทะลักเข้าบ้านแล้ว แม้ในขณะที่ไม่เสียบปลั๊กก็ห้ามใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปียกน้ำ ระวังแก๊สรั่ว และให้ระวังสัตว์อันตราย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง เป็นต้น
10. ใส่รองเท้าทุกครั้งที่ต้องเดินลุยน้ำ เดินอย่างระมัดระวัง บางจุดจะลื่นมากอาจล้มได้ ระวัง บางจุดจะลื่นมากอาจล้มได้ ระวังอันตรายจากเศษแก้ว เข็ม ซากสิ่งของที่พังลอยมากับน้ำ

แหล่งที่มา: 
https://www.thairath.co.th/content/1022099
ภาพประกอบ: 

แก๊สโซฮอล์

วันที่: 
Monday, July 16, 2018

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ คืออะไร
น้ำมันแก๊สโซฮอล์คือน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมระหว่างน้ำมันเบนซินกับเอทานอลบริสุทธิ์ 99.5 % ในอัตราส่วน 90 :10 โดยน้ำมันยังคงมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับน้ำมันเบนซิน
กรมธุรกิจพลังงานได้ออกมาตรฐานน้ำมันแก๊สโซฮอล์ออกเทน 95 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ออกเทน 91 ซึ่งสามารถใช้แทนน้ำมันเบนซินออกเทน 95 และน้ำมันเบนซินออกเทน 91 ได้

เอทานอล คืออะไร
เอทานอล หรือที่รู้จักกันในชื่อเอธิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) คือ แอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักพืชผลทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง กากน้ำตาล ฯลฯ โดยผ่าน
กระบวนการย่อยสลายและหมักจากแป้งเป็นน้ำตาล และสุดท้ายเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์ และแยกจนได้ความบริสุทธิ์ 99.5 % สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ได้

ชนิดของน้ำมันแก๊สโซฮอล์

-น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 คือ น้ำมันที่ได้จากการนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วธรรมดาๆผสมกับ เอทานอล หรือเอทิแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน 10 % จึงได้ออกมาเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอลออกเทน 91 โดยยังคงคุณสมบัติในการใช้งานกับเครื่องยนต์ เช่นเดียวกับน้ำมันเบนซินออกเทน 91 แบบปกติ

-น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 คือ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วผสมกับเอทานอล หรือเอทิแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน 10 % เพื่อทดแทนสาร MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) จึงได้ออกมาเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล ออกเทน 95 โดยยังคงคุณสมบัติในการใช้งานกับเครื่องยนต์ได้ดี เช่นเดียวกับน้ำมันเบนซินออกเทน 95 แบบปกติ

-น้ำมันแก๊สโซฮอล Gasohol (E20) น้ำมันเบนซิน ที่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์หรือเอทานอล (Ethyl Alcohol) ชนิดความบริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน 20% กับน้ำมันเบนซินชนิดพิเศษ (Base Gasohol) 80% *ในอัตราส่วนขนาดนี้จะมีข้อยกเว้นสำหรับรถยนต์รุ่นๆเก่าๆ ที่ท่อยางส่งน้ำมันเริ่มเสื่อมสภาพ และระเหยไว

-น้ำมันแก๊สโซฮอล Gasohol E85 น้ำมันแก๊สโซฮอลที่ผสมเอทานอลบริสุทธิ์สูงถึง 85% กับ เบนซิน15% เป็นเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Environmentally Friendly Fuel) เนื่องจากมลพิษที่ปล่อยจากไอเสียและก๊าซเสียต่างๆน้อยมากเมื่อเทียบกับเบนซินแบบธรรมดา ปัจจุบันนิยมแพร่หลายใช้ในบราซิล สวีเดน และอเมริกา *ในอัตราส่วนขนาดนี้จะมีข้อยกเว้นสำหรับรถยนต์รุ่นๆเก่าๆ ที่ท่อยางส่งน้ำมันเริ่มเสื่อมสภาพ และระเหยไว

แหล่งที่มา: 
http://www.doeb.go.th/v5/faq-gasogol.php
ภาพประกอบ: 

เตือน อย่าปล่อยเด็กเล่นน้ำตามลำพัง

วันที่: 
Friday, March 30, 2018

จังหวัดตรังเผย การจมน้ำ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไทยเสียชีวิตสูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมใหญ่ภาคฤดูร้อน 3 เดือน (เดือนมีนาคม-พฤษภาคม) ซึ่งเป็นช่วงที่มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตมากที่สุด พร้อมแนะวิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง
นายเกรียงศักดิ์ รัตนสิมานนท์ รองนายกเทศมนตรี รักษาราชการแทนนายกเทศมนตรีนครตรัง เปิดเผยว่า ประมาณ1 ใน 3 ของการจมน้ำเสียชีวิตของเด็กตลอดทั้งปี (จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข) พบว่าในช่วง 10 ที่ผ่านมา (ปี 2551-2560) เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิตในช่วงปิดเทอมใหญ่เฉลี่ย 334 รายต่อปี ส่วนในปี 2560 มีเด็กจมน้ำเสียชีวิต 708 ราย โดยเป็นการจมน้ำเสียชีวิตในช่วงปิดเทอมใหญ่ถึง 254 ราย และเด็กที่จมน้ำส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5-9 ปี
"นอกจากนี้ (ข้อมูลการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค) พบว่าสาเหตุการจมน้ำในช่วงปิดเทอมใหญ่ เนื่องจากเด็กชวนกันไปเล่นน้ำกันเองตามลำพัง ดังนั้นเทศบาลนครตรัง จึงฝากความห่วงใย และฝากเตือนไปยังผู้ปกครอง ในช่วงปิดเทอมนี้ ให้ดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิด อย่าปล่อยให้ชวนไปเล่นน้ำกันเองตามลำพัง แม้ว่าจะเป็นแหล่งน้ำใกล้บ้าน หรือแหล่งน้ำที่คุ้นเคย เพื่อป้องกันเด็กจมน้ำเสียชีวิต และสำหรับเด็กที่ต้องเดินทางหรือทำกิจกรรมทางน้ำ รวมทั้งผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็น แต่ต้องการลงเล่นน้ำคลายร้อน ควรสวมเสื้อชูชีพทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย" นายเกรียงศักดิ์ กล่าว และว่า
ทั้งนี้ เมื่อพบคนตกน้ำ ต้องไม่กระโดดลงไปช่วย แม้จะว่ายน้ำเป็น เพราะอาจจะถูกกอดรัดและจมน้ำเสียชีวิตพร้อมกันได้ วิธีการช่วยให้ยึดหลัก 3 อย่างคือ 1. ตะโกน คือการเรียกให้คนมาช่วย และโทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพ 1669 2.โยนอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวเพื่อช่วยคนตกน้ำเกาะจับพยุงตัว เช่น เชือก ถังแกลลอนพลาสติกเปล่า ขวดน้ำพลาสติกเปล่า หรือวัสดุที่ลอยน้ำได้ โดยโยนครั้งละหลายๆ ชิ้น 3. ยื่นอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวให้คนตกน้ำจับ เช่น ไม้ ผ้าขาวม้า ให้คนตกน้ำจับและดึงขึ้นมาจากน้ำ เพื่อความปลอดภัย

แหล่งที่มา: 
http://www.thaihealth.or.th/Content/41447-เตือนผู้ปกครอง%20อย่าปล่อยเด็กเล่นน้ำลำพัง%20.html
ภาพประกอบ: 
Subscribe to RSS - วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม