Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สุขภาพ

ทีมนักวิจัยเดนมาร์กคิดค้นแอปวัดอารมณ์ของผู้ป่วย "ไบโพลาร์"

วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, May 30, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/10837/
รายละเอียด: 

ทีมนักวิจัยเดนมาร์กคิดค้นแอปวัดอารมณ์ของผู้ป่วย "ไบโพลาร์"

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอาการของโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว หรือ ไบโพลาร์ มีตั้งเเต่อาการอ่อนๆ จนถึงขั้นรุนแรง แต่ผู้ป่วยทั้งหมดจะมีอารมณ์ที่สลับไปมาระหว่างอารมณ์ดีมากเกินปกติกับอารมณ์ซึมเศร้า

และในแต่ละช่วงของการแปรปรวนทางอารมณ์ ผู้ป่วยจะมีอาการที่แตกต่างกันไป

ในช่วงที่อารมณ์ดี หรืออาการเมเนีย ผู้ป่วยจะขยันมากผิดปกติ นอนน้อย เเละยังมีความกล้าเสี่ยงมากขึ้น บางคนอาจจะมีอารมณ์ร้าย และในช่วงที่เกิดอารมณ์ซึมเศร้า ผู้ป่วยจะร้องไห้ ไม่ยอมลุกจากที่นอน หรือบางครั้งอาจคิดถึงเรื่องฆ่าตัวตาย

ปีเตอร์ เฮจเเลนด์ (Peter Hegeland) หนึ่งในผู้ป่วยไบโพลาร์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผู้ป่วยเกิดอารมณ์ซึมเศร้าสุดๆ นี้เอง ที่จะต้องมีคนคุยด้วย เขากล่าวว่าบางครั้งเขาจะรู้สึกซึมเศร้ามากจนไม่รู้จะบอกคนอื่นได้อย่างไรว่ากำลังต้องการความช่วยเหลือ

บริษัทมอนเสนโซ (Monsenzo) ในเดนมาร์ก ได้คิดค้นแอปมือถือสมาร์ทโฟน ที่สามารถวิเคราะห์อารมณ์และพฤติกรรมของผู้ใช้ เเละจะเตือนแพทย์ที่บำบัดผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัว

หนึ่งในผู้ป่วยอารมณ์แปรปรวนสองขั้วที่กำลังทดลองใช้แอปนี้ แมดส์ ไทรเออร์-บลุม (Mads Trier-Blom) กล่าวว่า หากเขารู้สึกเครียด จิตแพทย์ที่ให้การบำบัดซึ่งคอยติดตามดูอาการของเขาเเบบทางไกลจะโทรศัพท์มาถามไถ่อาการทันที

ผู้ป่วยกล่าวว่า แอปพ์ แมดส์ ไทรเออร์-บลุม มีความพิเศษเพราะช่วยแจ้งผลการวัดระดับอารมณ์ของผู้ใช้กลับไปยังแพทย์บำบัด และนักบำบัดจะโทรมาคุยกับผู้ป่วย

นอกเหนือจากการวัดดูพฤติกรรมของผู้ป่วยเเละการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ที่อาจมีผลต่อสุขภาพจิตของผู้ป่วยเเล้ว ผู้ป่วยที่ใช้แอปนี้ยังต้องทำการประเมินตัวเอง และข้อมูลทั้งหมดจะนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลในบันทึกเกี่ยวกับผู้ป่วยที่สำนักงานของจิตแพทย์ผู้ให้การรักษา

คริสโตเฟอร์ โซเดอร์สเตน (Kristoffer Sodersten) จิตแพทย์ชาวสวีเดน กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากระบบเซ็นเซอร์แบบนี้ เมื่อใช้ร่วมกับการประเมินตัวเองของผู้ป่วย จะช่วยแพทย์ค้นพบว่าข้อมูลที่ได้ตรงกันหรือมีความต่างกัน

บรรดาผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วที่ได้ทดลองใช้แอปตรวจวัดระดับอารมณ์นี้ ชี้ว่า การตรวจพบการแปรปรวนอารมณ์ของพวกเขาเเต่เนิ่นๆ ช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ในการจัดการกับอาการแปรปรวนทางอารมณ์ได้ทันทีที่เกิดขึ้น

Hits 22 ครั้ง

“น้ำดื่ม” ที่ควรหลีกเลี่ยง ก่อนเสี่ยงโรค

วันที่: 
Tuesday, May 22, 2018
  1. น้ำฝน

คนสมัยก่อนอาจจะชอบรองน้ำฝนมาดื่มเย็นชื่นใจ แต่สำหรับชาวเมืองที่ในชั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์หนาแน่น เมื่อก๊าซรวมตัวกับน้ำฝนจะเกิดเป็นกรดคาร์บอนิก ทำให้น้ำฝนกลายเป็นน้ำกรดอ่อนๆ ที่นอกจากจะมีรสชาติเปรี้ยวๆ ไม่อร่อยชื่นใจแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

 

  1. น้ำกลั่น

น้ำกลั่น เป็นน้ำที่บริสุทธิ์มาก ทางการแพทย์ใช้ในการเตรียมสารละลายต่างๆ เช่น ทำน้ำเกลือ เป็นต้น แต่น้ำกลั่นก็เป็นน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน หากเราดื่มน้ำกลั่นเข้าไปในร่างกาย ร่างกายต้องดึงเอาแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และเกลือแร่อื่นๆ ออกมาใช้ จึงอาจทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุเหล่านี้ จนอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้

 

  1. น้ำดื่มบรรจุขวดที่ไม่ได้มาตรฐาน / สัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน

น้ำดื่มบรรจุขวดก็อาจไม่ปลอดภัยหากไม่ได้รับการผลิตที่มีมาตรฐานดีเพียงพอ เพราะอาจพบสารปนเปื้อน เช่น พลาสติก ระหว่างกระบวนการผลิตได้ ดังนั้นควรเช็กให้แน่ใจว่าเป็นน้ำดื่มที่ผลิตจากบริษัทที่น่าเชื่อถือ และผ่านการตรวจสอบคุณภาพของการผลิตทุกขั้นตอน

 

  1. น้ำประปาที่มีปริมาณไตรฮาโลมีเทนสูงเกินไป

ไตรฮาโลมีเทน คือ สารที่เกิดจากสารอินทรีย์ที่ทำปฏิกิริยากับคลอรีนที่อยู่ในน้ำประปา ซึ่งหากพบว่ามีไตรฮาโลมีเทนในปริมาณมาก อาจเป็นสารก่อมะเร็งได้ ปกติแล้วมาตรฐานของระดับไตรฮาโลมีเทนในน้ำประปาของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน สำหรับประเทศไทย ไม่ควรพบค่าไตรฮาโลมีเทนในการใช้น้ำประปาทำอาหาร เช่น หุงข้าว มากกว่า 80 ไมโครกรัมต่อลิตร และในน้ำประปาของเราที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ พบว่าไตรฮาโลมีเทนราว 70 และ 73 ไมโครกรัมต่อลิตร ดังนั้นจึงวางใจได้ว่าน้ำประปาบ้านเราสามารถดื่ม และนำมาปรุงอาหารได้ แต่หากว่าพบว่าไตรฮาโลมีเทนสูงเกินไป ก็ควรหลีกเลี่ยง

แหล่งที่มา: 
https://www.sanook.com/health/10793/
ภาพประกอบ: 

DNA ในร่างกาย กำหนดวิธี “ออกกำลังกาย” ที่เหมาะสมได้

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, May 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/10441/
รายละเอียด: 

DNA ในร่างกาย กำหนดวิธี “ออกกำลังกาย” ที่เหมาะสมได้

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและปราศจากโรค หลายคนคิดว่าการได้ออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งถือว่าประสบความสำเร็จ แต่รู้หรือไม่ว่าการออกกำลังกายที่ได้ผลดีต่อร่างกาย จะต้องมีวินัยและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี ซึ่งการที่จะรู้ว่าออกกำลังกายรูปแบบใดถึงจะเหมาะสมนั้น สามารถตรวจวิเคราะห์ได้จากพันธุกรรมพื้นฐานของแต่ละคน

การตรวจพันธุกรรมพื้นฐาน หรือ DNA เพื่อค้นหาสมรรถภาพ เริ่มมีการนำมาใช้ในการดูประสิทธิภาพทางกีฬา เนื่องจากปัจจุบัน วิทยาศาสตร์การกีฬาถูกนำมาใช้ในวงการกีฬาอาชีพมากขึ้น โดยสามารถทำการวิเคราะห์พันธุกรรมเป็นรายบุคคลเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการกำหนด กิจกรรมหรือโปรแกรมการออกกำลังกายหรือฝึกซ้อม ว่า DNA ลักษณะนี้ต้องทำกิจกรรมที่เน้นความทนทานหรือกิจกรรมที่เน้นการใช้พลังงานหรือสามารถทำได้ทั้งสองแบบ โดยข้อมูลจาก DNA นี้จะช่วยในการเลือกโปรแกรมการฝึกซ้อมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งผู้ที่เข้ารับการทดสอบสามารถใช้ในการตัดสินใจเลือกเล่นกีฬาที่เหมาะสมและตรงกับความสามารถของตนเองมากที่สุด

การวิเคราะห์ DNA จะทำให้นักกีฬาสามารถทราบถึงพันธุกรรมและสมรรถณะพื้นฐานของตน ซึ่งจะทำให้การฝึกฝนเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและลดความเสี่ยงได้ การเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของร่างกายทำให้รู้ถึงขีดความสามารถของเราซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาสมรรถภาพของร่างกายเพิ่มเติมจากการฝึกซ้อมและอาหาร โดยการตรวจนั้นมีการสกัด DNA จากกระพุ้งแก้ม ตัวอย่างน้ำลาย หรือเลือด  ผ่านกระบวนการเก็บรักษาที่ได้มาตรฐาน และส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการมาตรฐานระดับสากล

ยีนสามารถกำหนดการแปรผันทางพันธุกรรมของร่างกาย เช่น ความแข็งแกร่ง ความสามารถในการใช้ออกซิเจนประสิทธิภาพการเต้นของหัวใจ ขนาดของกล้ามเนื้อ และองค์ประกอบเส้นใยกล้ามเนื้อ การรู้จักยีนของคุณหมายความว่าคุณรู้จักร่างกายของคุณดีขึ้น และนั่นจะทำให้คุณเป็นนักกีฬาที่ดียิ่งขึ้น การตรวจวิเคราะห์ DNA ช่วยให้กำหนดกิจกรรมทางกายภาพที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคล เพราะเป็นการวิเคราะห์จากลักษณะทางพันธุกรรมเฉพาะบุคคล เพื่อดูว่าบุคคลนั้นๆ เหมาะกับการเล่นกีฬาหรือการฝึกซ้อมที่เน้นความทนทาน หรือกิจกรรมที่เน้นการใช้พลังงาน หากจำเป็นจะช่วยกำหนดทรีทเมนต์ จากผลการวิเคราะห์และอาจรวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมากขึ้นหรือการออกแบบอาหารที่ให้นักกีฬารับประทาน

การทราบข้อมูลของยีนบางยีนก็ช่วยให้ทราบเรื่องความเสี่ยงในการบาดเจ็บ ตัวอย่างเช่นยีนที่ชื่อ Collagen type l alpha 1 gene (COL1A1) เป็นยีนที่สร้างโปรตีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเส้นเอ็น(1) ในยีนนี้จะมีความหลากหลายทางพันธุกรรมจุดหนึ่ง (rs1800012) ในสายพันธุกรรมที่มีผลต่อปริมาณการแสดงออกของยีน โดยคนส่วนใหญ่จะมีรหัสพันธุกรรมเป็น G (Guanine) ณ ตำแหน่งนี้ แต่จะมีประชากรประมาณ 20% ที่มีรหัสพันธุกรรมเป็น T (Thymine) ด้วย ซึ่งหากมีรหัสพันธุกรรมเป็น T จะส่งผลให้การแสดงออกของยีนดังกล่าวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ความแข็งแรงของเส้นเอ็นมากขึ้นเช่นกัน(2) มีนักกีฬาประมาณ 4% ที่มีรหัสพันธุกรรมเป็น T ทั้งคู่ จะทำให้มีความเสี่ยงของการเกิดอาการบาดเจ็บเส้นเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า และ เอ็นร้อยหวาย ลดลง (3) สำหรับคนทั่วไปที่มีรหัสพันธุกรรมแบบ G จะมีการแสดงออกของยีนนี้ตามปกติ ก็ควรจะมีการอบอุ่นร่างกายและยืดเส้นเอ็นก่อนการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดโอกาสการในการบาดเจ็บดังกล่าว            

เมื่อเราทราบข้อมูลทางพันธุกรรมแล้วก็จะสามารถรู้ได้ว่าร่างกายสามารถตอบสนองต่อการกินอาหารและการออกกำลังกายประเภทใด และสามารถนำข้อมูลที่ได้มาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายให้เหมาะสมต่อลักษณะทางพันธุกรรมของแต่ละคนเพื่อผลลัพท์ทางสุขภาพที่ดีที่สุด

Hits 28 ครั้ง

ไขข้อข้องใจ กินอะไร? ทำไมถึงเป็น "โรคเกาต์"

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, May 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/7693/
รายละเอียด: 

ไขข้อข้องใจ กินอะไร? ทำไมถึงเป็น "โรคเกาต์"

โรคเกาต์ คืออะไร ?

โรคเกาต์ ก็เป็นโรคข้ออักเสบประเภทหนึ่ง พบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งเกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริคภายในข้อ โดยกรดยูริคนี้ก็มาจากสารพิวรีนที่มีอยู่มากในอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์และถั่วเมล็ดแห้ง เตือนไว้ก่อนว่าใครที่เป็นโรคเกาต์เข้านะ จะต้องได้รับการดูรักษาไปต่อเนื่องตลอดชีวิตเลย (จริง 1000%) เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจจะทำให้ข้อต่างๆ ตามร่างกายของเราผิดรูป จนทำให้พิการได้ น่ากลัวมากจริงๆ

อาการแบบไหนถึงจะทำให้รู้ว่าเป็น โรคเกาต์ เข้าแล้ว ?

วิธีสังเกตก็ดูไม่ยาก ดูตามที่เราสรุปมาเป็นข้อๆ ได้เลย

  1. มีอาการปวดตามข้อ ข้อบวม ผิวบริเวณข้อแดง กดลงไปรู้สึกเจ็บ ซึ่งอาการปวดเกิดขึ้นได้กับข้อหลายตำแหน่ง อย่างที่มีการพบบ่อยๆ ได้แก่ ข้อนิ้วโป้งเท้า , ข้อเท้า และข้อเข่า โดยอาการปวดจะเกิดขึ้นแบบฉับพลัน รวมถึงมีอาการไข้ขึ้นเล็กน้อยไปจนถึงไข้สูง
     
  2. เมื่อมีอาการปวดกำเริบขึ้นแต่ละครั้งก็จะกินเวลาไปประมาณ 3 - 7 วัน
     
  3. ถ้ารู้ตัวว่าเป็น โรคเกาต์ แต่ไม่รีบไปรักษา ปล่อยให้มีอาการแบบที่กล่าวมาอยู่เรื่อยๆ ต่อเนื่อง ก็เสี่ยงที่จะทำให้การอักเสบเกิดขึ้นซ้ำๆ จนทำให้ข้อบิดเบี้ยว เดินลำบาก ไปจนถึงพิการได้
     
  4. นอกจากนั้นก็ยังมีอาการอื่นเกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น อาจพบนิ่วในไต หรือนิ่วในทางเดินปัสสาวะ

สิ่งที่ไปกระตุ้นให้ โรคเกาต์ เกิดการเจริญเติบโต

ถ้าจะว่ากันง่ายๆ ก็คือสิ่งที่เรารับเข้าสู่ร่างกายแล้วเข้าไปเสริมให้มีโอกาสที่จะเป็น โรคเกาต์ เพิ่มขึ้น หรือถ้าหากเป็นอยู่แล้วก็จะยิ่งเสริมให้อาการที่มีรุนแรงมากขึ้นไปอีก ดังนี้

  • การกินอาหารที่มีสารพิวรีนประกอบอยู่มาก เช่น สัตว์ปีก, เครื่องในสัตว์
     
  • การดื่มเหล้าและเบียร์
     
  • ยาบางชนิด อาทิ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด, ยาที่เพิ่มให้เลือดมีกรดยูริคสูง
     
  • ปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การบาดเจ็บ, ช่วงเวลาหลังผ่าตัดใหม่ หรือแม้แต่ความเครียดก็มีส่วนที่ทำให้เกิดโรคเกาต์ได้เหมือนกันนะ

 knee-hurt-2iStock

‘ปวดเกาต์’ เกิดขึ้นตอนไหนได้บ้าง ?

ตอนนี้เรายังไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าอาการปวดเกาต์จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เนื่องจากแต่ละคนก็มีปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดได้แตกต่างกัน แต่โดยส่วนใหญ่เวลาที่บอกต่อไปนี้ผู้ป่วยมักจะเกิดอาการปวดขึ้นได้คล้ายๆ กัน

  • ช่วงเวลาที่เกิดความเครียดสูง มีแรงกดดันสูง
  • ช่วงเวลาที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • ช่วงเวลาที่กินเลี้ยงในงานสังสรรค์ กินอาหารมากจนเกิดเป็นพิษต่อร่างกาย โดยเฉพาะอาหารที่มีกรดยูริคสูง
  • ช่วงเวลาที่ร่างกายไม่แข็งแรง หรือป่วย
  • ช่วงเวลาที่อากาศเย็น หนาว ฝนตก หรืออากาศมีความแปรปรวน

ระดับความรุนแรงของ ‘โรคเกาต์’

  1. Asymptomatic Hyperuricemia : ระยะนี้จะยังไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็น ถึงแม้ว่าจะมีกรดยูริคสะสมอยู่ในเลือดสูง แต่ยังไม่ทำให้เกิดอาการปวดใดๆ
  2. Acute Gouty Arthritis : ระยะนี้ผู้ป่วยจะเกิดอาการปวดตามข้อขึ้นมาอย่างกะทันหัน
  3. Intercritical Gout (พัก) : ระยะนี้อาการปวดของผู้ป่วยจะหยุด หรือเริ่มหายปวดลงจากช่วงแรก เป็นระยะที่เว้นก่อนเริ่มอาการปวดในครั้งต่อไป โดยในระยะนี้แนะนำให้ผู้ป่วยรีบหาวิธีรักษาแก้ไขอย่างเร่งด่วนก่อนจะกลับมามีอาการปวดอีก
  4. Recurrent Gout Arthritis : ระยะนี้ผู้ป่วยจะกลับมามีอาการปวดอีกครั้ง

Chronic Tophaceous Gout : ระยะนี้อาการปวดที่เกิดขึ้นจะรุนแรงจนถึงระดับเรื้อรังและปวดอย่างต่อเนื่อง ขยายบริเวณที่ปวดมากขึ้น ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา

การตรวจวินิจฉัย

หากว่ามีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น หรือมีบางอาการที่ส่อว่าเรากำลังเข้าสู่การเป็นผู้ป่วยโรคเกาต์ ก็ควรเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยน่าจะดีกว่า ไม่ต้องเสียเวลาคิดไปกันเอง โดยแพทย์ก็จะมีการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • การเจาะน้ำในข้อไปตรวจ ว่ากันว่าวิธีนี้เป็นวิธีการตรวจยืนยันที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่การตรวจหาว่าเป็นโรคเกาต์หรือไม่ แต่ยังช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ เพิ่มเติมได้ด้วย
     
  • การเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับกรดยูริคว่ามีสูงกว่าปกติหรือไม่
     
  • การ X-Ray บริเวณข้อที่มีอาการปวด โดยจะดูความผิดปกติได้จากภาพในรังสี

การรักษาโรคเกาต์

เมื่อเดินทางไปตรวจวินิจฉัยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาแล้ว พบว่าตัวเองนั้นเป็น โรคเกาต์ จริงๆ แพทย์ก็จะให้ยามา พร้อมกับคำแนะนำเพื่อบรรเทาอาการ โดยที่เราก็ต้องปฏิบัติตามสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด

  • ขณะที่โรคกำเริบ ควรกินยาตามแพทย์สั่ง
     
  • ทำการประคบเย็น
     
  • ควรลดการใช้ข้อ หลีกเลี่ยงการลงน้ำหลักที่ข้อที่เกิดการอักเสบ
     
  • กินน้ำให้เพียงพอ

ป้องกัน โรคเกาต์ เอาไว้ตั้งแต่ต้นต้องทำยังไง?

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดังต่อไปนี้ หัวใจไก่, ตับไก่, กึ๋นไก่, เซ่งจี้หมู, ตับหมู, ไต, ตับอ่อน, มันสมองวัว, เนื้อไก่, เนื้อเป็ด, ห่าน, ไข่ปลา, ปลาดุก, ปลาไส้ตัน, ปลาอินทรีย์, ปลาซาร์ดีน, กุ้งชีแฮ้, หอย, น้ำสกัดเนื้อ, น้ำต้มกระดูก, น้ำซุปต่างๆ, ซุปก้อน, ยีสต์, เห็ด, ถั่วดำ, ถั่วแดง, ถั่วเขียว, ถั่วเหลือง, กระถิน, ชะอม, กะปิ เป็นต้น
     
  • ดื่มน้ำมากๆ
     
  • กินยาตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด ซึ่งในผู้ป่วยบางรายอาจต้องกินยาตลอดชีวิต
Hits 18 ครั้ง

จะทำอย่างไรให้ฟันขาว?

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, May 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/4033/
รายละเอียด: 

จะทำอย่างไรให้ฟันขาว?

ฟันเหลืองเกิดขึ้นจากสาเหตุใด 
ฟันคนเราปกติจะมีสีขาวเป็นมันวาว แต่บางคนจะมีฟันเหลือง หรือดำ คล้ำ แลดูไม่สวย งาม โดยอาจจะเป็นเพียงบางซี่ หรือทุก ๆ ซี่ก็ได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ฟันคนเราไม่ขาวก็จะมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน คือ 

1. การที่คนเรารับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีสี เป็นประจำ เช่น ชา กาแฟ การอมลูกอม สูบบุหรี่ ร่วมกับการที่เราแปลงฟันไม่สะอาดพอ จึงทำให้มีคราบอาหาร คราบแบคทีเรีย และหินปูน มาเกาะติดสะสมทีละน้อย ๆ จนเห็นเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล หรือสีดำติดตามซอกฟัน 

2. เกิดจากฟันผุ ซึ่งมักจะมีสีเหลืองเข้ม หรือสีน้ำตา โดยเฉพาะฟันที่อยู่ด้านหน้าทำให้ มองเห็นได้ชัดเจน 

3. เกิดจากฟันตาย ซึ่งหมายถึง ฟันที่ไม่มีเลือด และประสาทฟันมาหล่อเลี้ยงทำให้ฟันมีสี ทึบ ไม่โปร่งเหมือนฟันที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับฟันที่ผุมาก ๆ และทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน จนฟันผุลุกลามถึงโพรงประสาทฟัน หรืออาจเกิดขึ้นกับฟันที่ได้รับอุบัติเหตุ หรือถูกกระแทกอย่างแรง จนมีการฉีกขาดของเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงฟัน เมื่อทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่มีการดึงประสาทฟันออก ฟันจะยิ่งมีสีคล้ำมากขึ้น 

4. ฟันมีสีผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด เนื่องมาจากโรคบางอย่าง หรือการได้รับยาบางชนิด มากเกินไป เช่น ยาเตตราซัยคริน ซึ่งการกินยาตัวนี้ จะมีผลต่อสีของฟัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการก่อตัวหรือสร้างฟันเท่านั้น คือ ฟันน้ำนม ในเด็กอายุ 3-9 เดือน และฟันแท้ในเด็กอายุ 3-12 ปี ทำให้ฟันแทบทุกซี่มีสีค่อนข้างเหลือง หรือเป็นสีเทาดำ นอกจากนี้อาจเกิดจากการได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป จะมีจุดสีน้ำตาลบนฟัน ที่เรียกว่า ฟันตกกระ

วิธีใดบ้างที่จะทำให้ฟันขาว มีกี่วิธี 

วิธีที่จะทำให้ฟันขาวนั้นมีอยู่หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุ และลักษณะของสีฟันที่ผิดปกติไป 

วิธีแรกที่ง่ายมากก็คือ การแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึงหลังอาหารทุกมื้อร่วมกับการไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อขูดหินปูนและขัดฟัน ซึ่งการขัดฟันจะไม่ทำให้ฟันบางลงอย่างที่บางคนเข้าใจ ถ้าเกิดการมีฟันผุก็จัดการให้เรียบร้อย ในฟันหน้าทันตแพทย์จะกรอส่วนที่ผุ มีสีดำ หรือสีเหลืองออก แล้วอุดด้วยวัสดุที่มีสีเหมือนฟัน เท่านี้ ฟันก็จะมีสีขาวสะอาดได้เหมือนปกติ

การฟอกสีฟัน คืออะไร 

การฟอกสีฟันในปัจจุบัน คือการฟอกสีฟันทั้งปาก ได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไป และมีการวิวัฒนาการของยาที่ฟอกสีฟัน ทำให้ใช้ได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การฟอกสีฟันทั้งปาก ทำให้ 2 วิธี 

วิธีแรก เป็นวิธีที่จะต้องทำในคลินิก โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ทำ โดยใช้สารฟอกสี ซึ่งส่วนใหญ่ คือ สารประเภท Peroxide ที่มีความเข้มข้น 30-35 % ระยะเวลาในการทำในแต่ละครั้ง คือประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง 

วิธีที่สอง คือ คนไข้สามารถนำสารฟอกสีกลับไปทำเองได้ที่บ้าน โดยทันตแพทย์จะเตรียมอุปกรณ์ให้ แต่คนไข้ต้องกลับมาตรวจเป็นระยะตามที่ทันตแพทย์นัดสารฟอกสีที่ใช้ก็จะเป็นประเภทเดียวกับที่ทำในคลีนิค แต่จะมีความเข้มข้น น้อยกว่า คือ ประมาณ 2-10% ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย วิธีฟอกก็ไม่ยาก เพียงแต่บีบสารฟอกสีลงในถาดฟันยางที่ทันตแพทย์ทำเฉพาะไว้สำหรับแต่ละคน จำนวนน้ำยาที่ใส่ลงในถาดก็ประมาณเพียง 1 ใน 3 ของถาด แล้วสวมฟันยางไว้ วันละ 1-2 ชม. ทุกวันและจะต้องกลับไปพบทันตแพทย์ตามกำหนดนัด

ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษามากน้อยแค่ไหน 

ระยะเวลาที่ใช้นั้นมักขึ้นอยู่กับสีและคราบคล้ำของฟัน ถ้าฟันมีสีเหลืองไม่มากก็อาจจะ ฟอกให้ขาวได้ในเวลา 2-3 สัปดาห์ แต่ถ้าหากฟันมีสีเหลืองเข้ม หรือสีเทาอ่อนก็อาจจะต้องฟอกให้ขาวได้นานพอสมควร แต่ใช้เวลาในการฟอกมากขึ้นเป็น 4-5 สัปดาห์

สารฟอกสีมีอันตรายหรือผลข้างเคียงต่อเหงือกหรือฟันหรือไม่ 

อันตรายหรือผลข้างเคียงต่อเหงือกหรือฟัน ก็มีบ้างโดยเฉพาะชนิดที่ทำในคลินิกเพราะมี ความเข้มข้นสูง แต่ทันตแพทย์ผู้ทำเขาจะระมัดระวังและป้องกันเป็นอย่างดี ส่วนชนิดที่ทำที่บ้านนั้น จะต้องมีความเข้มข้นน้อย จึงไม่ค่อยมีอันตราย ถึงแม้ว่าเราอาจจะกลืนสารฟอกสีลงไปบ้างเล็กน้อย เพราะสารฟอกสีจะสลายตัวกลายเป็นน้ำได้ง่าย 

ส่วนอาการที่จะเกิดขึ้นก็อาจจะมีอาการแสบเหงือกและเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก เนื่องจากการระคายเคืองโดยตรงที่สัมผัสกับน้ำยา และอีกอาการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ก็คือ การเสียวฟันหลังจากฟอกสี แต่ประสาทฟันจะมีการป้องกันตัวเองโดยธรรมชาติและอาการก็จะค่อย ๆ ทุเลาลงและหมดไปเมื่อเราหยุดฟอกสี นอกจากนี้ทันตแพทย์ก็อาจเคลือบได้การเคลือบฟลูออไรด์ การฟอกสีฟันทั้งปากไม่ได้ทำให้ฟันสึกกร่อนหรืออ่อนแอลงแต่อย่างไร

ถ้าทำการรักษาเรียบร้อยแล้วจะต้องทำอีกหรือไม่ มีการทำแบบถาวรหรือไม่ 

การฟอกสีฟันเมื่อฟอกแล้วสีกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสภาพก่อนฟอก ถ้า เดิมสีค่อนข้างคล้ำ โอกาสคืนกลับสู่สีเดิมจะเป็นไปได้สูง ในเวลา 1-2 ปี แต่การฟอกสีฟันที่สีเหลืองอ่อน จะขาวได้นานประมาณ 3-4 ปี ทั้งนี้ต้องขึ้นกับความระมัดระวังป้องกันการติดสีจากคราบอาหารด้วย และเมื่อสีฟันคล้ำลงอีกก็สามารถใช้ยาฟอกสีฟันซ้ำได้อีก 

ส่วนวิธีอื่น ๆ ที่จะทำแบบถาวรก็มี เช่น 

- การทำเคลือบฟัน โดยทันตแพทย์จะกรอแต่งผิวเคลือบฟันด้านหน้าออกเล็กน้อย แล้ว ปิดทับด้วยวัสดุอุดสีขาว หรือสีเหมือนฟัน ตบแต่งให้ได้รูปร่างสวยงาม ซึ่งวิธีนี้ จะทำให้ฟันขาวค่อนข้างถาวรกว่าการฟอกสี แต่ก็ยังมีโอกาสเสื่อมได้ คือ อาจจะมีรอยแตก กะเทาะของวัสดุที่ทำเคลือบเมื่อใช้ไม่ระมัดระวัง แต่สามารถซ่อมแซมหรือทำใหม่ได้ไม่ยากนัก แต่วิธีนี้โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายก็จะแพงกว่าการฟอกสีฟัน นอกจากนี้ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่ง คือ 

- การทำครอบฟัน ทันตแพทย์จะกรอแต่งผิวเคลือบฟันออกทั้งซี่ ให้เหลือเป็นแกนแล้ว ทำฟันปลอมครอบทับลงไปติดแน่นด้วยซีเมนต์ทันตกรรม ฟันที่ดำหรือแตก บิ่น สารมารถทำครอบที่มีสีและรูปร่างให้สวยงามได้ดี จึงถือว่าเป็นการเปลี่ยนสีฟันได้อย่างถาวร แต่ค่าใช้จ่ายจะแพงกว่าการทำเคลือบฟัน และการฟอกสีฟัน

ในเด็กสามารถทำได้หรือไม่ 

ในเด็กก็สามารถทำได้ แต่ไม่มีความจำเป็นต้องทำ ปกติเด็กก็จะมีฟันแท้ขึ้น อายุประมาณ 6-7 ปี ฟันแท้ที่ขึ้นมามักจะมีฟันเหลืองกว่าฟันน้ำนมอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เป็นสีที่เป็นธรรมชาติจึงไม่จำเป็นต้องฟอกสีฟัน นอกจากรายที่มีความปกติจริง ๆ เท่านั้น

ในกรณีใดบ้างที่ไม่สามารถทำได้ มีข้อห้ามบ้างหรือไม่ 

ข้อห้ามนั้นไม่มี แต่บางทีการจะตัดสินใจว่าจะฟอกสีฟันใหม่หรือไม่นั้น ก็จะขึ้นอยู่กับ ความจำเป็นด้วย บางคนคิดว่าตัวเองมีฟันสีเหลือง แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นสีโทนปกติของฟัน

การฟอกสีฟันด้วยตนเองที่มีขายตามท้องตลาดนั้น สามารถทำเองได้หรือไม่ 

ยาฟอกสีฟันชนิดที่วางขายตามร้านค้า บุคคลทั่วไปสามารถซื้อไปฟอกเองที่บ้านได้ และ ยาสีฟันที่ทำให้ฟันขาวก็มีออกมาสู่ท้องตลาดมากขึ้น ซึ่งเป็นประเภทที่นอกเหนือจากการดูแลของทันตแพทย์ จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป

Hits 19 ครั้ง

"ตีบ ตัน แตก" อันตรายจากโรคหลอดเลือดสมอง

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, May 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/4269/
รายละเอียด: 

"ตีบ ตัน แตก" อันตรายจากโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง เป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะหากเกิดขึ้นและรักษาไม่ทันการณ์ทำให้เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้      

โรคหลอดเลือดสมองตีบเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง โดยความผิดปกตินั้นมี 2 ชนิด คือ  ชนิดตีบหรืออุดตัน  ชนิดแตก  โดยทั่วไปโรคหลอดเลือดสมองตีบอุดตันพบได้ร้อยละ 80  ในขณะที่ชนิดแตกพบได้ร้อยละ 20  ซึ่งอาการทั้ง 2 ชนิดนี้  คือ อาการเฉียบพลันของทางระบบประสาท เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยวพูดไม่ได้ กลืนลำบาก ภาพซ้อน เป็นต้น

กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมอง ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ ภาวะน้ำหนักเกิน รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง เริ่มแรกเป็นอาการผิดปกติทางระบบประสาทที่เกิดเฉียบพลัน เช่น อ่อนแรง ชา โดยจะเป็นครึ่งซีกหรือแม้กระทั่งพูดไม่ได้ มองไม่เห็น รวมทั้งการปวดหัวอย่างรุนแรงเฉียบพลันด้วย

การรักษาประกอบด้วย การให้ยาสลายลิ่มเลือดที่จะให้ทางหลอดเลือดดำ โดยในปัจจุบันสามารถให้ได้ 3-4 ชั่วโมงครึ่ง ขึ้นกับข้อบ่งชี้ของคนไข้ นอกจากนั้นก็จะมีการใช้สายตรวจที่สอดสายเข้าไปแล้วฉุดลากลิ่มเลือดออกมาเพื่อที่จะเปิดหลอดเลือดใหญ่ให้ได้

ส่วนในเรื่องของอาหารก็สำคัญ ที่แนะนำคือ ผักสด เนื้อสัตว์ ไม่กินมัน ไม่กินหนัง หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทุกอย่าง เพื่อรักษาระดับความดัน ไขมัน น้ำตาลและน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง เวลาเป็นปัจจัยสำคัญ ยิ่งรักษาเร็วยิ่งได้ผลดี ที่กล่าวกันว่า มาพบแพทย์ภายใน 3-4 ชั่วโมงครึ่ง แพทย์จะให้ยาสลายลิ่มเลือดแต่ความเป็นจริงแล้ว  ถ้าผู้ป่วยได้รับยาสลายลิ่มเลือดภายในครึ่งชั่วโมงหรือ 1 ชั่วโมง โอกาสหายเป็นปกติมีสูงถึง 3 เท่าของกลุ่มที่ไม่ได้รับยา และโอกาสนั้นลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง บางครั้งจะไม่เกิดอาการ แต่หากท่านตรวจพบแล้วได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูง ขอให้รับประทานยาและปฏิบัติตัวควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ให้เกณฑ์ปกติ  หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์

สิ่งสำคัญสำหรับโรคนี้ การเฝ้าระวังตนเอง หมั่นสังเกตอาการ ควบคู่ไปกับการพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้

Hits 16 ครั้ง

จริงหรือไม่? “คอตตอนบัด” ห้ามใช้เช็ดหู?

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, May 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/3377/
รายละเอียด: 

 

จริงหรือไม่? “คอตตอนบัด” ห้ามใช้เช็ดหู?

“คอตตอนบัด” ห้ามใช้เช็ดหู?

นพ. ภาสกร วันชัยจิรบุญ อายุรแพทย์ กล่าวว่า ปกติแล้ว ทางการแพทย์ “ไม่แนะนำ” ให้ใส่คอตตอนบัท หรือสิ่งใดๆ เข้าไปในรูหู เพราะว่าขี้หู หรือ earwax เป็นเรื่องธรรมชาติที่หูจะผลิตออกมา เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหู ดังนั้นวิธีการทำความสะอาดหู เพียงแค่ใช้คอตตอนบัด หรือสำลีอื่นๆ เช็ดบริเวณรอบนอกรูหู หรือปากรูหู เพื่อทำความสะอาดในกรณีที่หูสกปรก หรือขี้หูไหลออกมานอกรูหูเท่านั้น

เพราะหากใช้คอตตอนบัดเข้าไปปั่นในหู อาจจะแคะหูจนเพลิน แรงเกินจนอาจเป็นแผลได้

 

เว็บไซต์ independent ของประเทศอังกฤษกล่าวว่า Q-Tip หรือคอตตอนบัดที่ผลิตอยู่ในประเทศอังกฤษ มีคำเตือนอยู่ข้างผลิตภัณฑ์เสมอ ว่าห้ามใช้ทำความสะอาดข้างในรูหู แต่คนส่วนมากมักไม่ใส่ใจ และใช้ทำความสะอาดข้างในรูหูกันเรื่อยมา นอกจากนี้ Dennis Fitzgerald แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรค คอ หู จมูก ยังยืนยันอีกว่า พบผู้ป่วยที่มีปัญหากับหู จากการใช้คอตตอนบัดในรูหูอยู่ตลอดเวลา และได้แนะนำให้หยุดใช้ทุกครั้ง

 

วิธีทำความสะอาดหูที่ถูกต้อง

1. ห้ามแคะ ปั่นหูด้วยคอตตอนบัด หรือนำคอตตอนบัดไปชุบแอลกอฮอล์ น้ำเกลือ หรือของเหลวอื่นๆ แล้วนำมาแคะหูเด็ดขาด เพราะจำให้รูหูแห้งเกินไป และหากของเหลวนั้นไหลลงข้างในชั้นหู อาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง อักเสบ จนอาจเป็นโรคหูน้ำหนวกได้

2. ใช้คอตตอนบัด ทำความสะอาดเพียงบริเวณใบหู และบริเวณปากรูหูเท่านั้น หากน้ำเข้าหูทุกครั้งเมื่ออาบน้ำสระผม ให้ใช้สำลีอุดหูก่อนสระผม

3. หากรู้สึกว่าน้ำเข้าหู ให้เอียงหูข้างนั้นลง เขย่าหัวเบาๆ หรือกระโดดเบาๆ ให้น้ำออกมาจากหูเอง หลีกเลี่ยงการใช้คอตตอนบัดเช็ดเข้าไปในรูหู

4. หากรู้สึกหูอื้อ น้ำเข้าหูนานกว่าปกติ รู้สึกว่ามีอะไรเข้าไปในหู หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรไปพบแพทย์ อย่าพยายามเช็ด หรือแคะข้างในหูเอง

 

หู เป็นอวัยวะที่ซับซ้อน และละเอียดอ่อน เป็นประสาทสัมผัสที่สำคัญไม่น้อยไปว่าการมองเห็น การได้กลิ่น รับรู้รส และการสัมผัส ดังนั้นควรรักษาเอาไว้ให้ดีๆ ไม่ฟังเพลงดังจนเกินไป ทำความสะอาดอย่างระมัดระวัง เท่านี้เราก็มีหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับหูไปได้เยอะแล้วล่ะ

Hits 14 ครั้ง

จริงหรือมั่ว? แว๊กซ์ในถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อันตรายต่อร่างกาย

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, May 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/4473/
รายละเอียด: 

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วย มีขี้ผึ้งเคลือบอยู่ด้านในหรือไม่?

ก่อนที่จะไปถึงคำตอบที่ว่า ขี้ผึ้งเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราหรือไม่นั้น ต้องดูก่อนว่าในบรรจุภัณฑ์อาหารที่เราทาน มีขี้ผึ้งเคลือบอยู่ด้านในจริงหรือไม่ ทั้งนี้คำตอบของเจ้าของผลิตภัณฑ์กล่าวไว้ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของว่า ถ้วยของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นถ้วยกระดาษลามิเนตพลาสติกชนิด PE Food Grade (Polyethylene) ไม่มีการเคลือบแว๊กซ์ หรือขี้ผึ้งแต่อย่างใด ส่วนที่เห็นลื่นๆ ด้านในถ้วย เป็นพลาสติกชนิดทนร้อน ที่ใส่ไว้ด้านในของถ้วยเพื่อทำให้ถ้วยคงรูป และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองว่าใช้กับอาหารได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังสามารถนำเข้าเตาไมโครเวฟได้อีกด้วย

 

ชนิดของภาชนะสำหรับบรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วย

โดยทั่วไปแล้ว ชนิดของภาชนะสำหรับบรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วยมีด้วยกัน 3 แบบ คือ

1. ถ้วยพลาสติก PP (Polypropylene) ขึ้นรูปโดยการหลอมเม็ดพลาสติก PP Food Grade แล้วยิงขึ้นรูปถ้วย  พลาสติกประเภทนี้สามารถใช้กับผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดนการเติมน้ำร้อนหรือน้ำธรรมดาและเข้าไมโครเวฟก็ได้  ถ้วยพลาสติกมีความแข็งแรงง  ป้องกันความชื้นและกลิ่นได้ดี

 

2. ถ้วยโฟม PS (Polystyrene)  ขึ้นรูปโดยการหลอมพลาสติก PS แล้วขึ้นรูปถ้วย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเม็ดโฟมเล็กๆ เกาะกันแน่น มีข้อดีคือ เป็น ฉนวนความร้อน  เมื่อชงน้ำร้อนในบะหมี่แล้ว  บะหมี่จะร้อนนาน ผู้ถือถ้วยจะไม่รู้สึกร้อน อย่างไรก็ตามถ้วยโฟมไม่สามารถทนความร้อนระดับ 100 องศาเซลเซียสได้ จึงไม่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ ยังมีข้อเสียของบรรจุภัณฑ์โฟมอีกหลายประการ คือ เป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยวิธีทางชีวภาพโดยจุลินทรีย์  ยังไม่มีวิธีรีไซเคิลที่เหมาะสม  (นักวิชาการประเมินว่าต้องใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย) นอกจากนี้ถ้วยโฟมพิมพ์สีภายนอกได้ไม่สวยงาม จึงต้องอาศัยการหุ้มด้วยพลาสติกอีกชั้นหนึ่งเพื่อเป็นพื้นที่ฉลากอาหาร

3. ถ้วยกระดาษลามิเนตพลาสติกชนิด PE (Polyethylene)  ขึ้นรูปโดยการพ่นพลาสติก PE Food Grade เป็นฟิลม์เคลือบบนผิวกระดาษด้านในของถ้วย  ถ้วยชนิดนี้เมื่อเติมน้ำร้อนยังสามารถถือถ้วยได้โดยไม่ร้อนมือ เพราะถ้วยออกแบบให้ปลอกกระดาษชั้นนอกที่พิมพ์ฉลากสวมทับไว้ ทำให้เป็นฉนวนอากาศป้องกันไม่ให้ความร้อนในถ้วยออกไปสู่ภายนอก สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้  และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะใช้เวลาย่อยสลายน้อยกว่าถ้วยชนิดอื่น อย่างไรก็ตามถ้วยอาจอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากไอน้ำ จึงควรถือถ้วยอย่างระมัดระวัง

 

ขี้ผึ้ง เป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหารได้หรือไม่?

หากรับประทานอาหารอื่นๆ ที่บรรจุภัณฑ์มีการเคลือบขี้ผึ้งอยู่จริงๆ อยากแจ้งให้ทราบว่า ขี้ผึ้งมีชนิดที่สามารถรับประทานได้อยู่ด้วย เช่น ขี้ผึ้งที่ใช้ในการเคลือบผักและผลไม้ เพื่อยืดระยะเวลาการเก็บรักษาให้ยาวนาน ป้องกันโรคราและแมลง รักษาน้ำหนัก รสชาติ และการสูญเสียวิตามิน ดังนั้นหากเลือกรับประทานจากผู้ผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตอย่างถูกต้อง ก็ขอให้มั่นใจได้ว่าเป็นขี้ผึ้งที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างที่กลัวกัน

 

รู้อย่างนี้แล้ว ก็ทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันอย่างสบายใจได้เลยนะคะ แต่ถ้าจะให้ดีอย่าทานติดต่อกันเป็นประจำจะดีกว่า เพราะบะหมี่กึ่งสำเร็จสารอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และหากต้องทานจริงๆ ควรเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วยการเติมผัก เนื้อสัตว์ ไข่ และอื่นๆ ได้ตามใจชอบ

Hits 17 ครั้ง

อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ

วันที่: 
Tuesday, April 24, 2018

1.โรคเบาหวาน และภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน
อย่างที่เกริ่นไปว่า น้ำอัดลมอุดมไปด้วยน้ำตาล แต่ขอเรียนให้ทราบอีกครั้งอย่างละเอียดว่า หากดื่มน้ำอัดลมกระป๋องขนาด 325 ซีซี เท่ากับคุณทานน้ำตาลเข้าไป 8-12 ก้อน หรือ 12 ช้อนชา ในขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เราทานน้ำตาลได้เพียงวันละ 6 ช้อนชาเท่านั้น แต่เฉลี่ยแล้วคนไทยทานอาหาร และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากถึง 27 ช้อนชาต่อวัน และเกือบครึ่งหนึ่งมาจากน้ำอัดลมเพียงกระป๋องเดียว ดังนั้นการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อร่างกายในการรับปริมาณน้ำตาลในแต่ละวันมากเกินไป จนรบกวนการทำงานของระบบการผลิตอินซูลิน และทำให้เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมา

2.ฟันผุ
น้ำอัดลมมีส่วนประกอบสำคัญคือ น้ำหวานแต่งสี และอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไป เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ละลายลงไปในน้ำ จะทำให้เกิดกรดคาร์บอนิก (Carbonic Acid) ทำให้น้ำอัดลมมีฤทธิ์เป็นกรดพอๆ กันกับน้ำส้มคั้น หรือน้ำมะนาว (pH เท่ากับ 3) ดังนั้นการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ ส่งผลให้ฟันถูกกัดกร่อนจากฤทธิ์ของกรดอ่อนๆ มากขึ้น ยิ่งน้ำอัดลมมีส่วนผสมเกือบ 1 ใน 10 ที่เป็นน้ำตาลด้วยแล้ว ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าหากดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป แล้วไม่ทำความสะอาดฟันให้ดีพอ อาจมีความเสี่ยงต่ออาการฟันผุ ฟันกร่อนได้

3.โรคกระดูกพรุน
หากน้ำอัดลมที่คุณดื่มมีปริมาณของกรดฟอสฟอริก (Phosphoric) อยู่มาก หากทำให้ผู้ที่ดื่มเป็นเวลานานมี่ความเสี่ยงต่อภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ (Hypocalcemia) เนื่องจากกรดนี้จะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียมจนทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูกได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ภาวะกระดูกบาง มวลกระดูกน้อยอย่างผู้สูงอายุ

4.โรคหัวใจ
การดื่มน้ำอัดลมเป็นปริมาณมากๆ หรือดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน มีส่วนทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ สูงขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อระดับไขมันในหลอดเลือดหัวใจ เกิดการอักเสบ และเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความอิ่มในทางที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย

หากต้องการลดความอยากดื่มน้ำอัดลม ขอให้ค่อยๆ เปลี่ยนเครื่องดื่มโดยเลือกระดับความหวานที่น้องลงมาเรื่อยๆ เช่น จากน้ำอัดลมเป็นน้ำหวาน ชาเย็น ชาเขียว น้ำผลไม้ 100% ไปจนถึงน้ำเปล่า หากชอบความซาบซ่าของน้ำอัด ให้ลองผสมโซดากับสารแต่งรสที่ไม่มีแคลอรี่ นอกจากน้ำอัดลมแล้ว เราควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวานอื่นๆ ด้วย และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป

ภาพประกอบ: 

สับสนซ้ายขวา อธิบายได้อย่างไร?

วันที่เผยแพร่: 
Sunday, April 15, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.scimath.org/article-science/item/7747-2017-12-04-06-15-41
รายละเอียด: 

หลงทางยังไม่อึดอัดใจเท่าหลงทิศ หากคุณเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความสับสนในการเลือกทิศทางระหว่างซ้ายหรือขวา  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผู้สอนขับรถยนต์ของคุณขอให้คุณเลี้ยวซ้าย คุณสามารถตัดสินใจเลือกหันพวงมาลัยเพื่อเลี้ยวฝั่งด้านซ้ายของตัวเองในทันทีได้หรือไม่? เพราะหากคำตอบคือ “ไม่” คุณคือหนึ่งในสัดส่วนของประชากรที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับรู้ซ้าย-ขวา

7747 1

  ภาพที่ 1 ทางเลือกซ้ายหรือขวา 
ที่มา 683440/Pixabay

          การรับรู้ซ้าย-ขวา เป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาท เช่นเดียวกับความสามารถในการรวบรวมข้อมูลประสาทสัมผัสและการมองเห็น ภาษา และความจำ สำหรับบางคนอาจตัดสินใจเลือกได้ในทันที แต่สำหรับบางคนต้องหยุดคิดสักชั่วครู่จึงจะสามารถแบ่งแยกได้ว่าทางใดซ้ายหรือขวา

เปลี่ยนผิดให้เป็นถูกเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด

          ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องแย่อะไรเมื่อหลงทางจากการตัดสินใจผิดในการเลือกทิศทาง แต่ก็มีหลายสถานการณ์ที่ความสับสนระหว่างด้านซ้ายและด้านขวาก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรง หลายอาชีพที่สร้างความผิดพลาดอย่างมากหากมีปัญหาในการแยกแยะความแตกต่างดังกล่าว และจะเป็นข้อผิดพลาดที่น่าเศร้าที่สุด เมื่อเกิดขึ้นในงานทางด้านการแพทย์อย่างการผ่าตัดเปลี่ยนไตผิดข้างหรือการตัดขาผิดข้าง และถึงแม้ว่าจะมีการตรวจสอบและวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบไว้ล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงแล้ว แต่ความผิดพลาดของมนุษย์มักจะเป็นต้นตอของสาเหตุต่าง ๆ เสมอ

7747 2

ภาพที่ 2 การผ่าตัด 
ที่มา sasint/Pixabay

         อีกหนึ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพด้านสุขภาพก็คือ เมื่อแพทย์หรือพยาบาลต้องเผชิญหน้ากับผู้ป่วยจากทางด้านขวาของพวกเขา แต่เป็นทางด้านซ้ายของคนไข้ ซึ่งการแยกแยะระหว่างซ้ายหรือขวาอย่างถูกต้องจะเกี่ยวข้องกับการรับรู้ระยะและทิศทาง (Visuospatial Function) ของมโนภาพที่หมุนเปลี่ยนแปลงทิศทางซึ่งเกิดขึ้นภายในจิตใจ (Mental rotation image)

         ความผิดพลาดเป็นลักษณะโดยธรรมชาติของพฤติกรรมมนุษย์   บางครั้งเราก็เป็นคนก่อความผิดพลาด และบ่อยครั้งที่เราก็เป็นคนได้รับความผิดพลาดไว้เสียเอง  แต่ปัญหาความสับสนระหว่างซ้ายหรือขวานั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาได้มากกว่าครั้งเดียว ทั้งนี้หลักฐานทางการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงมักจะมีปัญหาในเรื่องของความสับสนในการแยกแยะซ้ายหรือขวามากกว่าผู้ชาย เนื่องด้วยผู้ชายจะมีการทำงานในเรื่องของการรับรู้ระยะและทิศทางได้ดีกว่าผู้ชาย

ผลกระทบจากการเสียสมาธิ  (Distraction effect)

         การแยกแยะซ้ายและขวาที่ไม่ชัดเจนเกิดขึ้นได้จากผลกระทบที่ทำให้เสียสมาธิ เช่นการทำงานของแพทย์หรือพยาบาล  เนื่องด้วยโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลต่าง ๆ  มักจะมีคนป่วยมาใช้บริการอยู่ตลอดเวลา ร่วมกับขั้นตอนที่ซับซ้อนในระบบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคน  แพทย์จึงถูกรบกวนขณะทำงานอยู่บ่อยครั้งจากการรับสายโทรศัพท์แจ้งผลการตรวจ เสียงจากเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือแม้กระทั่งการตอบคำถามทางคลินิกของเพื่อนร่วมงาน ผู้ป่วย ตลอดจนญาติของผู้ป่วย ดังนั้นสภาพแวดล้อมทางคลินิกจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับการทำงานของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์

         งานวิจัยหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร   Medical Education เป็นการศึกษาผลกระทบจากการถูกขัดจังหวะในระหว่างการทำงานต่อความสามารถในการรับรู้ทิศทางของนักศึกษาแพทย์จำนวน 234 ท่าน โดยพบว่า สภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวน การถามคำถามทางคลินิก หรือแม้กระทั่งระดับเสียงพื้นฐานในแผนกต่าง ๆ ของโรงพยาบาลมีผลต่อความสามารถในการตัดสินใจแยกแยะระหว่างด้านซ้ายและด้านขวา และผลกระทบนั้นมักจะเกิดขึ้นในนักศึกษาแพทย์ที่มีอายุมากและเป็นผู้หญิง

         ความสามารถของแต่ละบุคคลในการรับรู้และแยกแยะทิศทางได้อย่างถูกต้องยังคงคลุมเครือ หลายคนอ้างว่า ตนเองมีความสามารถในการแยกแยะซ้ายและขวาได้ดี แต่เมื่อวัดด้วยเหตุผลแล้วมักไม่เป็นเช่นนั้น

เทคนิคแยกแยะด้านซ้ายและขวา

7747 3

ภาพที่ 3 เทคนิคในการแยกด้านซ้าย 
ที่มา iamrosie

         บุคคลที่มีปัญหาในการรับรู้ทิศทางมักจะมีเทคนิคในการจำของตัวเอง เช่น การทำมุม 90 องศาของนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือซ้ายของตัวเองในลักษณะเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ “L” (Left) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของด้านซ้ายมือของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามเทคนิคจำดังกล่าวยังคงมีความผิดพลาดเกี่ยวกับปัญหาการแยกแยะซ้ายและขวาในหลายกรณี ดังนั้นจึงควรมีการปลูกฝังให้เด็กๆ ตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการตัดสินใจอย่างถูกต้องและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในเรื่องของทิศทางตั้งแต่ยังเป็นผู้เยาว์ เพื่อลดสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดข้อผิดพลาดต่าง ๆ  

        อย่างไรก็ดี การลดการรบกวนต่างๆ ทั้งเสียงและการกระทำที่ก่อให้เกิดการรบกวนเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์หรือระหว่างขั้นตอนสำคัญที่ต้องรับผิดชอบชีวิตผู้อื่น

Hits 85 ครั้ง
Subscribe to RSS - สุขภาพ