Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สุขภาพ

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ สีสันแปลกใหม่….ให้ประโยชน์อนันต์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, December 4, 2018
รายละเอียด: 

ปัจจุบันแนวโน้มอาหารเพื่อคนรักสุขภาพกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการมีสุขภาพที่ดีมีความสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ และหนึ่งในวิธีการดูแลสุขภาพก็คือการใส่ใจเรื่องอาหารการกิน
โดยเฉพาะ “ข้าว” ที่มีการใช้เทคโนโลยีพัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณประโยชน์มากขึ้นและเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ นั่นคือ “ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Riceberry)”

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Riceberry) เป็นข้าวที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ข้าวไรซ์เบอร์รี่มีสีม่วงเข้ม เมล็ดเรียวยาว ผิวมันวาว มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และมีรสชาติอมหวานกลมกล่อมชวนรับประทาน มีสารอาหารต่าง ๆ มากมาย ที่โดดเด่นคือสารต่อต้านอนุมูลอิสระ แกมมา โอไรซานอล (-oryzanol) เบต้าแคโรทีน (β-carotene) โพลีฟีนอล (Polyphenol) มีวิตามิน แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินอี วิตามินบี 1 เหล็ก สังกะสี โฟเลต และมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยควบคุมน้ำหนักและทำให้การทำงานของระบบขับถ่ายดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือต้องการควบคุมน้ำหนักอีกด้วย

ที่มาข้อมูล :
https://goo.gl/CCNUDR

ที่มารูปภาพ :
https://goo.gl/Uj9OZo

Hits 17 ครั้ง

ความลับ...ของความหวาน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, November 5, 2018
รายละเอียด: 

ในปัจจุบันนี้คนทุกเพศทุกวัยหันมานิยมรับประทานของหวาน และเครื่องดื่มกันมากขึ้น ทั้งของหวานจากในประเทศหรือนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนผสมในของหวานและเครื่องดื่มนั้น ส่วนใหญ่จะมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบ ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้มีพลังงาน และร่ายกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า

น้ำตาล (Sugar) คือ สารประกอบคาร์โบไฮเดรตประเภทโมโนแซ็กคาไรด์ (monosaccharide) และไดแซ็กคาไรด์ (disaccharide) ซึ่งมีรสหวาน โดยทั่วไปเรามักเข้าใจว่าน้ำตาลต้องมาจากอ้อยเท่านั้น และเรียกสารที่มีรสหวานว่าน้ำตาลแทบทั้งสิ้น เช่น ทำมาจากตาลจะเรียกว่าตาลโตนด ทำมาจากมะพร้าวจะเรียกว่าน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กที่สุดเป็นน้ำตาลที่มีมากที่สุดในธรรมชาติ และเป็นสารอาหารหลักในการสลายให้พลังงานแก่สิ่งมีชีวิต สลายเป็นพลังงานได้รวดเร็วเพราะเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะดูดซึมจากลำไส้ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านการย่อยอีก จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานรีบด่วน เช่น นักกีฬา ผู้เจ็บป่วยและพักฟื้น ดังนั้นถ้าเราจะรับประทานของหวานหรือเครื่องดื่มเพื่อให้ร่างกายมีพลังงาน รู้สึกสดชื่นเพิ่มขึ้น ควรจะบริโภคอาหาร เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจำพวกน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เช่น น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลฟรุกโทส และน้ำตาลกาแลกโทส

เมื่อการรับประทานของหวาน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ต้องคำนึงถึงสุขภาพด้วย เพราะเมื่อรับประทานมากจนเกินไป จะมีโรคต่างๆ ตามมานั่นคือ โรคอ้วน นั่นเอง หรือถ้ารับประทานแล้วก็ควรออกกำลังกายเพิ่มเติมด้วย เราควรมีความสุขกับการรับประทาน แต่อย่าลืมความสุขของร่างกายด้วย

แหล่งอ้างอิง : https://sites.google.com/site/nongmoei77/prawati-khxng-chan/kharbohidert...

เรียบเรียงโดย รัชเนศ เพ็ชรเย็น

Hits 24 ครั้ง

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ สีสันแปลกใหม่….ให้ประโยชน์อนันต์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, November 1, 2018
รายละเอียด: 

ปัจจุบันแนวโน้มอาหารเพื่อคนรักสุขภาพกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการมีสุขภาพที่ดีมีความสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ และหนึ่งในวิธีการดูแลสุขภาพก็คือการใส่ใจเรื่องอาหารการกินโดยเฉพาะ “ข้าว” ที่มีการใช้เทคโนโลยีพัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณประโยชน์มากขึ้นและเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ นั่นคือ “ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Riceberry)”

rice2

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Riceberry) เป็นข้าวที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ข้าวไรซ์เบอร์รี่มีสีม่วงเข้ม เมล็ดเรียวยาว ผิวมันวาว มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และมีรสชาติอมหวานกลมกล่อมชวนรับประทาน มีสารอาหารต่าง ๆ มากมาย ที่โดดเด่นคือสารต่อต้านอนุมูลอิสระ แกมมา โอไรซานอล (-oryzanol) เบต้าแคโรทีน (β-carotene) โพลีฟีนอล (Polyphenol) มีวิตามิน แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินอี วิตามินบี 1 เหล็ก สังกะสี โฟเลต และมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยควบคุมน้ำหนักและทำให้การทำงานของระบบขับถ่ายดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือต้องการควบคุมน้ำหนักอีกด้วย

ที่มาข้อมูล :
https://goo.gl/CCNUDR

Hits 15 ครั้ง

th th en Hypnic Jerks (อาการนอนกระตุก)

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, October 31, 2018
รายละเอียด: 

วันนี้จะพาไปทำความรู้จักกับอาการที่ผมเชื่อเลยว่าหลายๆคน ต้องเคยสัมผัสและเคยเป็นกันมาทุกคน ซึ่งบางคนก็อาจจะรู้ตัวจนทำให้ถึงขั้นตื่นนอน หรือบางคนอาจจะไม่รู้สึกตัวเลยก็ได้

อาการกระตุกขณะนอนหลับ (Hypnic Jerks) หรือบางครั้งก็เรียกว่าอาการเหมือนตกจากที่สูง ซึ่งในบางคนอาจจะมีการกระตุกรุนแรงถึงขั้น ฟาดแขน ฟาดขา หรืออาจจะกระตุกทั้งตัว ทำให้มีผลต่อการนอนหลับได้ ในทางการแพทย์มักจะเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Hypnic เป็นการกระตุกแบบ myoclonic ซึ่งเป็นการกระตุกของกล้ามเนื้อในร่างกายที่สามารถเกิดได้ในคนทั่วไป เช่น การสะอึกหรือการกระตุกของแขน ขา ตอนนอนหลับ โดยสามารถสันนิษฐานได้ว่าเกิดจากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็น ความเครียด, วิตกกังวล, การอดนอน หรือจากโรคบางชนิด เช่น หลอดเลือดสมอง โรคไต แต่ในทางการแพทย์ ก็สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ในอีกแง่มุม จากงานศึกษาหลายชิ้นเชื่อว่า เกิดจากการที่ร่างกายกำลังเข้าสู่ช่วงหลับลึก กล้ามเนื้อเริ่มคลายตัวพร้อมๆกัน การหายใจเริ่มช้าลง แต่สมองกลับสับสนโดยคิดว่า ร่างกายกำลังอ่อนแรง ทั้งขา แขน ทำให้ไม่สามารถ ยืนหรือนั่งได้ปกติ จึงสั่งให้กลไกของร่างกายทำการป้องกันตัว คือ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวและกระตุกอย่างรวดเร็ว ในบางครั้งสมองจึงสร้างความรู้สึกคล้ายกับอาการของการตกจากที่สูงนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่มีคนพูดถึงเกี่ยวกับทฤษฎีของอาการ Hypnic jerks ว่าเป็นระบบการป้องกันตัว ซึ่งคนได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่มีร่วมกันกับลิงและใช้เป็นกลไกในการป้องตัว ในตอนที่อาศัยอยู่บนต้นไม้เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายขณะนอนหลับ

ซึ่งอาการ Hypnic jerks นั้นก็สามารถเกิดได้ในคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ใช่อาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่ถ้าเกิดใครที่มีอาการของ Hypnic jerks บ่อยครั้งจนมีผลต่อการนอนหลับก็ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจจะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้

แหล่งอ้างอิง :

https://sleep.org/articles/hypnic-jerks/
http://www.medscape.org/viewarticle/515809
http://www.nosleeplessnights.com/the-hypnic-jerk-jolted-awake-when-falli...
https://sleephabits.net/hypnic-jerk

เรียบเรียงโดย นายตามพงศ์ เหลืองบริบูรณ์

Hits 21 ครั้ง

กระเพาะอาหาร........กินเต็มที่ได้เท่าไหร่ ?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, October 24, 2018
รายละเอียด: 

โดยปกติแล้วกิจวัตรของคนเราทุกคนที่เหมือนกันหลาย ไม่ว่าจะเป็นการตื่นนอน อาบน้ำ รับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ทำงานหรือเรียน แล้วก็เข้านอน แต่สิ่งที่สำคัญมากสำหรับการดำรงชีวิตก็คือการรับประทานหรือที่เรียกติดปากว่า “การกิน” ไม่ว่าดื่มน้ำ ทานข้าว ของคาว ของหวาน เหล่านี้เราเคยชั่ง ตวง ดูหรือไม่ว่าที่เรากินลงไปนั้นจุได้มากที่สุดเท่าไหร่

อาหารหลากหลายที่เรากินลงไปนั้นเมื่อถูกบดเคี้ยวย่อยให้เล็กลงในเบื้องต้นแล้วจะถูกส่งมาพักไว้ที่กระเพาะอาหารเพื่อทำการย่อยให้เล็กลงไปถึงระดับโมเลกุลจะทำให้ง่ายต่อการดูซึม เมื่อกระเพาะเต็มแล้วเราจะมีความรู้สึกขึ้นมาสั่งเราให้หยุดกิน ที่เราเรียกว่า “อิ่ม” แต่อิ่มของเรานั้นมันจุได้เท่าไหร่ กี่กิโลกรัม? กี่ลิตร? ธรรมดากระเพาะที่ไม่มีอาหารของมนุษย์จะมีปริมาตร 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร และจะขยายได้ถึง 500 – 2000 ลูกบาศก์เซนติเมตร หรือ 10 – 40 เท่านั่นเอง จากการที่มีผู้พยายามศึกษา ความจุกระเพาะอาหารของมนุษย์ โดยใช้วิธีต่างๆ มากมาย ทำให้สามารถคำนวณปริมาตรความจุของกระเพาะอาหารได้ 800 ซีซี ไปจนถึงประมาณ 4,000 ซีซี หรือตั้งแต่ประมาณ 1 ลิตรถึง 4 ลิตรเลยทีเดียว

เราสามารถประมาณปริมาตรอาหารที่เรารับประทานต่อครั้งได้ง่ายๆ เช่น น้ำดื่ม 1 แก้วปกติ จะมีความจุประมาณ 250 ซีซี หรือน้ำดื่มขวดเล็กมีปริมาตรประมาณ 500 - 600 ซีซี เป็นต้น ก็จะสามารถรู้คร่าวๆว่าตัวเองนั้นมีความจุของกระเพาะเท่าไหร่ เพื่อประมาณการบริโภคของเราไม่ให้มากจนเกินไปเพราะหากกินอาหารมากๆ ไปเรื่อยๆ กระเพาะของเราก็จะขยายเพิ่มขึ้นเองจนทำให้รู้สึกอิ่มยาก ทำให้ได้รับสารอาหารมากเกินไปกลายเป็นส่วนเกินที่สะสมไว้ในส่วนต่างๆ ของร่างกายและจะกลายเป็นคนอ้วนไปในที่สุด ฉะนั้นเพื่อเป็นการรักษากระเพาะนี้ให้อยู่กับเราไปได้นานๆ ควรทานแต่พอเหมาะ พอดี เครื่องดื่มน้ำอัดลม แอลกอฮอล์ ควรดื่มให้น้อยลง เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพในอนาคตด้วย

แหล่งที่มาข้อมูล :
http://www.bangkokhealth.com
http://hypertextbook.com

เรียบเรียงโดย : นายทศวรรษ คุณาวัฒน์ นักวิชาการ อพวช.

Hits 20 ครั้ง

การทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนคืออะไร และช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้จริงหรือ?

วันที่เผยแพร่: 
Friday, October 12, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45698827
รายละเอียด: 

 

การทานอาหารแบบคนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนไม่เพียงจะส่งผลดีต่อสุขภาพกายในแง่ของการลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยลดน้ำหนัก และลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่งานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษยังอ้างว่าวิธีการรับประทานอาหารแบบนี้ยังช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้ด้วย

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Molecular Psychiatry มาจากการวิเคราะห์งานวิจัย 41 ชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่า การรับประทานอาหารแบบคนในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเน้นการทาน ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว น้ำมันปลา และน้ำมันมะกอก รวมทั้งการทานผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อสัตว์แต่น้อยนั้น ส่งผลดีต่ออารมณ์ของคนเรา และช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าได้

ดร.คามิลลา ลาซาลล์ ผู้ศึกษาเรื่องนี้ร่วมกับทีมนักวิจัยจากยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน บอกว่า หลักฐานที่พบบ่งชี้ว่าการทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนอาจช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานเป็นรูปธรรมจากการทดลองทางคลินิกก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายชี้ว่า ความเกี่ยวโยงระหว่างอารมณ์กับอาหารยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากอาหารไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า เพราะเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศก็มีผลอยู่ไม่น้อย และการที่คนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนมีสุขภาพจิตและอารมณ์ดีนั้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากการใช้ชีวิตอยู่ในสภาพอากาศที่ดีด้วย ดังนั้นบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายระบุว่า จะต้องมีการศึกษาทดลองเรื่องนี้ให้ละเอียด และแม่นยำมากขึ้นเพื่อหาหลักฐานยืนยันทฤษฎีความเชื่อมโยงระหว่างอาหารกับภาวะซึมเศร้า

 

Hits 21 ครั้ง

ทำไมเราถึงคัน แล้วเราควรเกาไหม

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, September 27, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45637416
รายละเอียด: 

มื่อพูดถึง ศาสตร์ของอาการคัน เราศึกษามันเพียงผิวเผินมาก แต่ประเด็นทางการแพทย์ที่มักถูกมองข้ามไปนี้ มีผลการศึกษาเกียวกับสมองของมนุษย์ที่น่าทึ่งไม่น้อย

นี่คือความจริง 12 ข้อ ที่เกี่ยวพันกับผิวหนังของเรา

1. คนเราเกาประมาณ 97 ครั้งต่อวัน

ภาพวาดประกอบเป็นรูปผู้ชายเกาตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย 18 จุดImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพคนเราเกาประมาณ 97 ครั้งต่อวัน

ผลการศึกษาระบุว่า เราเกาเกือบ 100 ครั้งต่อวัน คุณอาจจะกำลังเกาอยู่ในขณะนี้ เกาต่อได้ ไม่มีใครมอง

2. อาการคันจากสัตว์หรือพืช เกิดจากสารพิษที่ตกค้าบนผิวหนัง

แมงกะพรุน 2 ตัวImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพแมงกะพรุน ทำให้เราหมดสนุกเวลาเล่นน้ำได้ หากไปโดนตัวมันเข้า

เมื่อสารพิษปล่อยสารฮิสตามีนออกมา ภูมิต้านทานบางส่วนในร่างกายเราก็ตอบสนอง ซึ่งส่งผลให้ใยประสาทส่งสัญญาณคันไปยังสมองของเรา

3. อาการคันมีเครือข่ายเส้นประสาทของตัวเอง

เด็กหญิงตัวเล็กสวมเสื้อสีแดง แว่นตากรอบดำ กำลังเกาหัวImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพกรุณา หยุดเกา!

เราเคยคิดว่า ความรู้สึกคันและเจ็บเกิดขึ้นมาจากใยประสาทเดียวกัน แต่ในปี 1997 มีการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่เปิดเผยว่า ความรู้สึกคันมีใยประสาทเฉพาะของตัวมันเอง

4. แต่สัญญาณคันเดินทางช้ามาก

ลากำลังใช้กิ่งไม้ช่วยเกาคางImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่มีอาการคัน

ใยประสาทมีความเร็วแตกต่างกัน:

สัญญาณการสัมผัสเดินทางผ่านใยประสาทด้วยความเร็ว 200 ไมล์ต่อชั่วโมง

"ความเจ็บปวดแบบทันที" (เช่น เมื่อเราโดนหม้อร้อน ๆ โดยไม่ตั้งใจ) เดินทาง 80 ไมล์ต่อชั่วโมง

ส่วนความรู้สึกคันนั้นเดินทางที่ 2 ไมล์ต่อชั่วโมง ช้ากว่าการเดินของคนเสียอีก

5. เมื่อเห็นคนอื่นเกา เราอาจเกาตามได้ เหมือนกับการหาว

ทั้งคนและสุนัขสวมอุปกรณ์ป้องกันการเกาImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพอาการคันติดกันได้

นักวิทยาศาสตร์ พิสูจน์แล้วว่า การเปิดวิดีโอหนูกำลังเกาให้หนูตัวอื่นดู ปรากฏว่า หนูกลุ่มแรกเริ่มเกาตามอย่างรวดเร็ว

6. การเกาตามกันมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมองส่วนเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า ซูปราไคแอสมาติก นิวเคลียส(suprachiasmatic nucleus)

แพทย์สวมถุงกระดาษปิดหน้า มองภาพสมอง และเกาศีรษะImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพซูปราไคแอสมาติก นิวเคลียส ทำงานอย่างไร? อยากรู้จัง...

ปัจจุบัน นักประสาทวิทยายังไม่รู้ว่า สมองส่วนนี้ของเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับการมองเห็นและการทำให้เกิดการเกาตามกันได้อย่างไร

7. การเกาเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายของเราในการรับมือกับผู้บุกรุกที่ทำให้เกิดอาการคัน

สุนัขกำลังเกาหูImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพอาการคันที่ไม่หาย

การเกาช่วยไล่แมลงที่สร้างความรำคาญ หรือพืชที่มีพิษได้ นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่า ทำไมผิวหนังของเราจึงกลายเป็นปื้นแดง

8. การเกาทำให้รู้สึกดี เพราะมันช่วยทำให้เกิดการหลั่งสารเซโรโทนิน (serotonin) ในสมอง

หมีกำลังเสียดสีหลังตัวเอง ดูท่าทางมีความสุขImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพการเกาช่วยทำให้มีความสุข

สารเซโรโทนิน เป็นสารสื่อประสาทที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ช่วยทำให้เกิดความรู้สึกมีความสุข และรู้สึกดี

ยิ่งมีสารเซโรโทนินไหลผ่านร่างกายมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้รู้สึกมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมบางครั้งถึงห้ามไม่ให้ตัวเองเกาได้ยาก

9. จุดที่คนมักจะเกามากที่สุดคือ ข้อเท้า...

เด็กคนหนึ่งกำลังเกาที่ข้อเท้าImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพนั่นแหละ รู้สึกดีจัง!

...จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารตจวิทยาของอังกฤษ (British Journal of Dermatology) ในปี 2012 ระบุว่า คนเรารู้สึกคันมากที่สุดที่บริเวณข้อเท้า และยังเป็นจุดที่เกาแล้วรู้สึกดีที่สุดด้วย และมักจะคันตรงนั้นนานที่สุด

เมื่อกี้ คุณเพิ่งลองเกาที่ข้อเท้าตัวเองหรือเปล่า?

10. ยิ่งเกายิ่งคัน

ชายหนุ่มถือโทรศัพท์และกำลังเกาศีรษะImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพอย่าเกาไม่หยุด ต้องรู้ว่าต้องหยุดเกาเมื่อไหร่

ระวัง วัฏจักรของการคันแล้วเกา เกาแล้วคัน!

การเกาที่ผิวหนังจะมีสารฮิสตามีนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งสัญญาณคันไปที่สมองมากขึ้นด้วย

เกามากไป ก็อาจจะทำให้ผิวหนังถลอกได้ เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเป็นแผลตกสะเก็ด

11. วัฏจักรคันแล้วเกา เกาแล้วคัน เป็นปัญหาเดียวกับที่พบในโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) และโรคผิวหนังอักเสบ(eczema)

ผู้หญิงผิวดำที่เป็นโรคสะเก็ดเงินImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพอาการทางผิวหนังบางอย่างยิ่งรุนแรงมากขึ้นเมื่อเราเกา

แพทย์มักจะสั่งจ่ายยาต้านฮิสตามีน เพื่อลดผลกระทบจากสารฮิสตามีน และลดอาการคัน

12. การคันเรื้อรังทำให้เราอ่อนเพลียได้เท่ากับการปวดเรื้อรัง

นักธุรกิจหญิงนอนหมดแรงในชุดเสื้อเหลืองกับสูทสีดำImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพการคันเรื้อรังอาจทำให้อ่อนเพลียได้

นักวิจัยทางการแพทย์พบว่า คนที่มีอาการคันเรื้อรัง ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายตัวและซึมเศร้าในระดับหนึ่ง คล้ายกับผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังอื่น ๆ

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน หอจดหมายเหตุตจวิทยา (Archives of Dermatology) พบว่า ผู้ที่มีอาการคันติดต่อกันนานหลายสัปดาห์ หรือหลายปี ทำให้รู้สึกแย่ไปหมดเหมือนกับผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง

ความจริงแล้ว ผู้เขียนผลการศึกษานี้ บอกว่า อาการคันเรื้อรัง ไม่ต่างจาก "ความรู้สึกปวดทางผิวหนัง" และไม่เพียงเท่านั้น เราไม่ควรเพิกเฉยกับอาการคันต่อเนื่อง การคันเรื้อรังอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการของโรคบางอย่างได้ เช่น โรคตับ หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

Hits 26 ครั้ง

6 วิตามิน-แร่ธาตุ ที่ช่วยจัดการกับโรค "ความดันโลหิตสูง"

วันที่: 
Wednesday, September 26, 2018

อาหารเพื่อสุขภาพให้คุณประโยชน์มากมาย สำหรับการจัดการกับความดันโลหิต นอกจากนี้ การดูดซึม วิตามินและแร่ธาตุ บางชนิด ก็สามารถส่งผลดีต่อความดันโลหิตตามธรรมชาติได้ คุณทราบหรือไม่ว่าเป็นแร่ธาตุและวิตามินประเภทใดบ้าง ลองอ่านต่อไป
1.โพแทสเซียม
โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญ ระดับปกติของโพแทสเซียมส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อที่เป็นปกติ อย่างเช่นการคลายลายเนื้อเยื่อเส้นเลือด สิ่งนี้ช่วยลดความดันเลือด และป้องกันการเกิดตะคริวได้ โพแทสเซียมช่วยเอื้อต่อความดันเลือดตามธรรมชาติ โดยการลดผลกระทบของโซเดียม ระดับโพแทสเซียมที่เพียงพอ ยังช่วยป้องกันการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้ โดยรักษาการนำไฟฟ้าของสัญญาณไฟฟ้าในหัวใจและระบบประสาทส่วนกลางให้เป็นปกติ แนะนำว่าร่างกายของคุณ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ควรได้รับโพแทสเซียมในปริมาณ 4,700 มิลลิกรัมต่อวัน โพแทสเซียมสามารถพบได้ในมันฝรั่ง ลูกพรุน แอปริคอต เห็ด ถั่ว ส้ม ปลาทูน่า ผักโขม มะเขือเทศ ลูกเกด เกรฟฟุต นมพร่องมันเนย และโยเกิร์ต
2.แมกนีเซียม
แมกนีเซียมสามารถช่วยควบคุมความดันเลือดของคุณได้ แมกนีเซียมช่วยให้หลอดเลือดคลายตัว เป็นการลดความดันเลือด แมกนีเซียมในระดับสูงสามารถลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้ อย่างไรก็ดี ร่างกายจะแมกนีเซียมไปได้เมื่อคุณถ่ายปัสสาวะ อาหารจำพวกผักใบเขียวเข้ม ธัญพืช และพืชตระกูลถั่ว อุดมไปด้วยแมกนีเซียม ปริมาณแมกนีเซียมที่แนะนำคือ 420 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ชายอายุ 50 ปีหรือมากกว่า และ 320 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้หญิงอายุ 50 ปีหรือมากกว่า อย่างไรก็ตาม แมกนีเซียมในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้
3.แคลเซียม
แคลเซียม สามารถช่วยให้ผนังหลอดเลือดเกร็งและคลายในเวลาที่ต้องการ สิ่งนี้ช่วยควบคุมความดันเลือดได้ แคลเซียมสามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นม เนยแข็ง ในผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ผักโขม และในปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำอยู่ระหว่าง 1,000 และ 1,200 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ชายอายุ 51 ปีหรือมากกว่า และ 1,200 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้หญิงอายุ 51 ปีหรือมากกว่า
4.วิตามินอี
วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน วิตามินอีสามารถพบได้ในอาหารหลายชนิด ได้แก่ ธัญพืช เนื้อสัตว์ ไข่ ผลไม้ สัตว์ปีก ผัก น้ำมันพืช และอาหารเสริม วิตามินอีสามารถคงอยู่ในร่างกายได้ จึงไม่ค่อยพบภาวะขาดวิตามินอี วิตามินอีสามารถใช้เพื่อรักษาความดันโลหิตสูง วิตามินอีส่งผลต่อการผลิตไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดคลายตัว สิ่งนี้ช่วยลดความดันโลหิต ทั้งความดันในขณะหัวใจบีบตัวและคลายตัว นอกจากนี้ วิตามินอียังสามารถป้องกันภาวะหัวใจวาย อาการเจ็บหน้าอก โรคอัลไซเมอร์ ความผิดปกติเกี่ยวกับเลือด ปัญหาเกี่ยวกับไต ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง และโรคพาร์กินสัน
5.วิตามินซี
วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถผลิตวิตามินซีได้เอง แต่คุณสามารถรับวิตามินซีได้จากอาหารต่างๆ เช่น ผักและผลไม้สด และอาหารเสริม อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าคุณควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี แทนการรับประทานอาหารเสริม เชื่อกันว่าวิตามินซีสามารถรักษาหรือป้องกันอาการติดเชื้อ โรคซึมเศร้า ปัญหาเกี่ยวกับการคิด โรคอัลไซเมอร์ อาการอ่อนเพลีย โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะคลอเรสเตอรอลสูง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความดันเลือดสูง วิตามินซีช่วยลดภาวะความเครียดจากการเกิดอนุมูลอิสระ และช่วยกระตุ้นผลของการผลิตไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยลดความดันเลือดลงได้
6.วิตามินดี
วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน พบได้ในปลาที่มีไขมัน เช่น ปลาทู ปลาทูน่า ในผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นม เนยแข็ง ในน้ำผลไม้และธัญพืชที่มีฉลากติดไว้ว่า 'เสริมวิตามินดี' อย่างไรก็ดี คุณสามารถได้รับวิตามินดีโดยส่วนมากได้จากการรับแสงแดด วิตามินดีมีประโยชน์ต่อหลอดเลือดและอาการโรคของหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคอ้วน เบาหวาน ภาวะไตล้มเหลว กล้ามเนื้ออ่อนแรง และโรคเกี่ยวกับฟันและเหงือก สิ่งที่คุณรับประทานสามารถส่งผลต่อสุขภาพของคุณได้เสมอ เพื่อให้มีความดันโลหิตที่เหมาะสม อาหารที่มีประโยชน์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ แร่ธาตุจำเพาะและวิตามินที่กล่าวถึงข้างต้น ควรรวมอยู่ในมื้ออาหารของคุณด้วย
 

แหล่งที่มา: 
http://www.lesa.biz/astronomy/astro-events/lunar-eclipse
ภาพประกอบ: 

ขจัดนิ่วในไตด้วยรถไฟเหาะคว้ารางวัล "อิกโนเบล" สาขาการแพทย์

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45518614
รายละเอียด: 

นักวิจัยชาวอเมริกันผู้ค้นพบว่าการนั่งรถไฟเหาะบางแบบช่วยขจัดก้อนนิ่วในไตอย่างได้ผล คว้ารางวัลอันทรงเกียรติสำหรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุดเพี้ยน "อิกโนเบล" (Ig Nobel) สาขาการแพทย์ประจำปีนี้ไปครอง

ส่วนงานวิจัยที่ได้รับรางวัลอิกโนเบลในสาขาอื่น ๆ ต่างก็เรียกเสียงฮาได้ไม่แพ้กัน โดยมีทั้งวิธีส่องกล้องตรวจลำไส้ด้วยตนเอง ผลวิจัยที่ชี้ว่าเนื้อมนุษย์มีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าเนื้อสัตว์อื่น และการประเมินประสิทธิภาพของตุ๊กตาวูดูในการใช้เวทมนตร์แก้แค้นหัวหน้างาน

ศ. เดวิด วอร์ทิงเกอร์ จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Michigan State University ของสหรัฐฯ ได้รับรางวัลอิกโนเบลสาขาการแพทย์ หลังคนไข้ผู้หนึ่งแจ้งว่าก้อนนิ่วในไตเกิดหลุดออกมา ขณะไปเที่ยวสวนสนุก วอลต์ ดิสนีย์ เวิร์ลด์ ในรัฐฟลอริดา และได้นั่งรถไฟเหาะ Big Thunder Mountain (ภูเขาสายฟ้ายักษ์) หลายรอบ

เพื่อพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ศ. วอร์ทิงเกอร์ได้ขอให้คนไข้ผู้นี้ลองขึ้นนั่งบนรถไฟเหาะดังกล่าวอีกหลายครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่ามีก้อนนิ่วหลุดออกมาทุกครั้ง

การนั่งรถไฟเหาะอย่าง Big Thunder Mountain จะช่วยขจัดนิ่วในไตได้ดีกว่ารถไฟเหาะแบบอื่น

ศ. วอร์ทิงเกอร์จึงได้สร้างแบบจำลองของไตและก้อนนิ่วในไตที่เหมือนจริงขึ้นมา แล้วนำไปขึ้นเครื่องเล่นจำพวกรถไฟเหาะตีลังกาอีกหลายแบบ จนพบว่ารถไฟเหาะ Big Thunder Mountain ให้ผลในการรักษาดีที่สุด เนื่องจากมีการสั่นสะเทือน รวมทั้งเคลื่อนที่ขึ้นลงและเอียงข้างซ้ายขวามากกว่าเครื่องเล่นที่มีการตีลังกาหรือพุ่งดิ่งลงมาเป็นระยะทางยาว

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลในปีนี้

สำหรับรางวัลอิกโนเบลสาขาแพทยศาสตรศึกษา (Medical Education) ดร. อากิระ โฮริอุจิ นายแพทย์ชาวญี่ปุ่นคว้ารางวัลนี้ไปจากการคิดค้นวิธีส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยตนเอง

"คนทั่วไปโดยเฉพาะคนญี่ปุ่นมักจะกลัวการส่องกล้องเข้าไปในร่างกายกันมาก ทำให้ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น ผมจึงพยายามคิดค้นวิธีส่องกล้องที่ง่ายและสะดวกสบายกว่าเดิม" ดร. โฮริอุจิกล่าว

รางวัลอิกโนเบลสาขาเคมีตกเป็นของนักวิจัยที่ค้นพบว่า น้ำลายของคนเราใช้เป็นสารทำความสะอาดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพื้นผิวของวัสดุที่ละเอียดอ่อนเสียหายง่าย เช่นสีที่ทาลงบนเซรามิกหรือกับทองคำเปลว

ส่วนทีมนักวิจัยชาวสวีเดนคว้ารางวัลสาขาชีววิทยา โดยพิสูจน์ว่านักชิมไวน์มืออาชีพสามารถบอกได้อย่างแม่นยำว่ามีแมลงวันอยู่ในแก้วไวน์ เพียงอาศัยจมูกดมกลิ่นเอาเท่านั้น

Hits 32 ครั้ง

แบคทีเรียในน้ำลายหมีสีน้ำตาลอาจเป็นยาปฏิชีวนะชนิดใหม่

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45539040
รายละเอียด: 

ในบรรดาเชื้อแบคทีเรียหลากหลายชนิดที่อยู่ในน้ำลายของหมีสีน้ำตาลพันธุ์ไซบีเรียตะวันออก (East Siberian brown bear) มีอยู่อย่างน้อยชนิดหนึ่งที่อาจนำไปพัฒนาเป็นยาปฏิชีวนะขนานใหม่ ซึ่งจะสามารถต้านทานเชื้อดื้อยาชนิดรุนแรงหรือซูเปอร์บั๊ก (Superbug) ได้

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัตเจอร์สของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการค้นพบข้างต้นลงในวารสาร PNAS โดยระบุว่าได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แยกแยะเชื้อแบคทีเรียนับแสนชนิดในน้ำลายของหมีออกจากกัน โดยให้เชื้อแต่ละชนิดพันธุ์แยกกันเกาะอยู่กับหยดน้ำมันเล็ก ๆ เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบว่าแบคทีเรียชนิดใดจะมีความสามารถต้านทานเชื้อดื้อยาได้บ้าง

น้ำลายคนปรับตัวตามชนิดอาหาร ช่วยให้ของไม่อร่อยรสชาติดีขึ้น
ขจัดนิ่วในไตด้วยรถไฟเหาะคว้ารางวัล "อิกโนเบล" สาขาการแพทย์
การที่นักวิทยาศาสตร์เลือกเอาหมีสีน้ำตาลพันธุ์ไซบีเรียตะวันออกมาศึกษา เพื่อค้นหาเชื้อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์นั้น เนื่องจากสัตว์ป่าที่อยู่ในสภาพแวดล้อมห่างไกลจากความเจริญและมนุษย์ น่าจะมีระบบชีวนิเวศจุลชีพ (Microbiome) หรือการดำรงอยู่ร่วมกันของจุลินทรีย์หลากหลายชนิดในร่างกายที่แตกต่างออกไปและยังไม่ถูกปนเปื้อน ซึ่งลักษณะพิเศษนี้ช่วยให้สัตว์ป่ามีภูมิต้านทานเชื้อโรคร้ายที่อยู่รอบตัวได้

Image copyrightSPL
ผลการตรวจสอบเบื้องต้นปรากฏว่า มีเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งในน้ำลายของหมีสีน้ำตาล ไม่มีเชื้ออันตรายอย่าง Staphylococcus aureus มาอาศัยร่วมอยู่ด้วย แสดงว่าแบคทีเรียชนิดนี้สามารถฆ่าเชื้ออันตรายดังกล่าว ซึ่งเป็นเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะเมทิซิลลิน หรือที่เรียกกันว่าเชื้อ MRSA ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของวงการสาธารณสุขทั่วโลกนั่นเอง

ศ. คอนสแตนติน เซเวรินอฟ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า จำเป็นต้องจับหมีสีน้ำตาลพันธุ์ดังกล่าวมาจากถิ่นอาศัยในป่าลึก เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำลาย ก่อนจะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติดังเดิม เพราะไม่อาจใช้หมีในสวนสัตว์ที่กินอาหารและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้ระบบชีวนิเวศจุลชีพในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปจากตอนเป็นสัตว์ป่าแล้ว

"เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เราใช้แยกแยะเชื้อแบคทีเรียนับแสนชนิดในน้ำลายของหมีออกจากกัน ทำให้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียที่มีศักยภาพในการเป็นยาปฏิชีวนะขนานใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เทคนิคนี้จะปูทางไปสู่การค้นหายาปฏิชีวนะรุ่นใหม่จากสัตว์ป่า ซึ่งจะทรงประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อดื้อยาได้ดีกว่าเดิม" ศ. เซเวรินอฟกล่าว

Hits 32 ครั้ง
Subscribe to RSS - สุขภาพ