Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สุขภาพ

งานวิจัยชี้การรักษาสุขภาพ 'ปาก' มีผลดีต่อสุขภาพ 'ใจ'

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, December 12, 2019
รายละเอียด: 

เรื่องสุขภาพของช่องปากที่มีผลต่อสุขภาพของส่วนอื่นของร่างกายอาจจะเป็นสิ่งที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้างแล้ว

แต่ผลการศึกษาซึ่งเผยแพร่ทางวารสารวิชาการเกี่ยวกับโรคหัวใจของยุโรปชื่อ Journal of Preventive Cardiology เมื่อต้นเดือนธันวาคม จากการตรวจสอบข้อมูลสุขภาพของชาวเกาหลีกว่า 161,000 คน อาจจะช่วยย้ำความสนใจเรื่องนี้ได้

การศึกษาที่ว่านี้ติดตามข้อมูลด้านสุขภาพของชาวเกาหลีใต้อายุระหว่าง 40 – 79 ปีเป็นเวลา 10 ปีครึ่ง โดยเป็นการรวบรวมข้อมูลในทุกด้าน ตั้งแต่รูปแบบการใช้ชีวิต ปัญหาความเจ็บป่วย รวมทั้งสุขภาพของช่องปากด้วย

ผลการศึกษาสรุปว่า ผู้ที่ดูแลสุขภาพของช่องปากเป็นอย่างดี เช่น แปรงฟันวันละหลาย ๆ ครั้งจะลดโอกาสความเสี่ยงของโรคหัวใจล้มเหลวและอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือ atrial fibrillation ลงได้

โดยนักวิจัยพบว่าผู้ที่แปรงฟันอย่างน้อยวันละสามครั้งจะมีความเสี่ยงเรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะน้อยลง 10% และลดความเสี่ยงของหัวใจล้มเหลวลงได้ 12%

ผลการศึกษาก่อนหน้านี้เคยพบว่า การละเลยไม่ดูแลสุขภาพช่องปากนั้นเพิ่มจำนวนเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดซึ่งทำให้เกิดภาวะอักเสบในร่างกายหรือ inflammation รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะและหัวใจล้มเหลวด้วย

การศึกษาของสมาคมโรคหัวใจอเมริกันเมื่อปีที่แล้วให้ข้อมูลว่า เราควรแปรงฟันสองครั้งต่อวันเป็นอย่างน้อย โดยใช้เวลาครั้งละ 2 นาทีเพื่อลดความเสี่ยงเกี่ยวกับหัวใจดังกล่าว และนอกจากการแปรงฟันแล้วการดูแลรักษาสุขภาพเหงือกก็สำคัญเช่นกัน เพราะหากฟันดีแต่เหงือกอักเสบ โอกาสที่จะเกิดภาวะอักเสบในร่างกายรวมทั้งโรคหัวใจก็ยังมีอยู่ โดยการดูแลสุขภาพเหงือกนั้นจะต้องใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้ผลการศึกษาครั้งนี้จะให้ภาพเกี่ยวกับสุขภาพของช่องปากและสุขภาพของหัวใจ แต่นักวิจัยบางคนก็เตือนว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากคนในประเทศเดียวและเป็นข้อมูลในเชิงสังเกต ซึ่งยังไม่สามารถพิสูจน์ถึงสาเหตุและผลได้

แต่ถึงแม้รายงานการศึกษาชิ้นนี้จะยังไม่สามารถอธิบายความเป็นเหตุและผลเรื่องสุขภาพของปากกับสุขภาพหัวใจ เพราะเพียงแสดงถึงความเกี่ยวโยง แต่อย่างน้อยข้อมูลดังกล่าวก็อาจจะช่วยเตือนใจว่าผู้ที่อยากมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงควรต้องเริ่มจากการรักษาความสะอาดของเหงือกและฟัน

ที่มา https://www.voathai.com/a/brush-teeth-healthy-heart-ct/5201319.html

Hits 15 ครั้ง

ทีเซลส์ ผลึกพลังความร่วมมือ 12 หน่วยงาน จัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการเมดิโคโพลิสเชียงใหม่ พัฒนาเมืองต้นแบบนวัตกรรมทางการแพทย์และ สุขภาพแห่งแรกของภาคเหนือยกระดับเมืองสุขภาพครบวงจร

Hits 13 ครั้ง
URL: 
https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/682-12-2
ภาพหัวข่าว: 
ข่าวประจำวันที่: 
Wednesday, December 4, 2019
รายละเอียด: 

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเซลส์ (TCELS) จัดกิจกรรมเปิดตัวโครงการเมดิโคโพลิสเชียงใหม่ (Medicopolis : Chiang Mai) เพื่อยกระดับมาตรฐานงานวิจัยและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมด้านการแพทย์ โดยเชื่อมโยงงานวิจัย บูรณาการเทคโนโลยีและองค์ความรู้ทางด้านชีววิทยาศาสตร์และสารสนเทศชีวการแพทย์สู่การใช้งานจริงอย่างครบวงจร ทั้งยังจัดให้มีพิธีลงนามความร่วมมือจาก 12 หน่วยงาน ภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนโครงการและเร่งสร้างเชียงใหม่เป็นเมืองต้นแบบนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพแห่งแรกของภาคเหนือ พร้อมกิจกรรมเสวนา “ทิศทางการพัฒนาเมืองนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงใหม่” จากตัวแทนภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนโครงการ โดยมี นายวิรุฬ พรรณเทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน ณ นิมมาน คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา

ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ ประธานดำเนินโครงการเมดิโคโพลิสเชียงใหม่ นำแขกผู้มีเกียรติร่วมชมผลงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการแพทย์ ซึ่งรวบรวมเทคโนโลยีใหม่ ทั้งงานวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีงานวิจัย (Translational Research) ด้านการดูแลสุขภาพและนวัตกรรมการแพทย์ รวมทั้งงานบริการที่มีการดำเนินงานตามมาตรฐานสากลจากหลากหลายหน่วยงานองค์กรมากกว่า 10 ผลงาน เพื่อเตรียมความพร้อมให้เกิดการพัฒนาด้านสุขภาพของประชาชนแบบก้าวกระโดด โดยมีตัวอย่างผลงานเช่น ผลงานกระติ๊บอัจฉริยะ (Smart Kratib) และเครื่องแจ้งพิกัดขอความช่วยเหลือ (CMUBIQ SOS), Hospital Smart Kiosk by Got it Solutions หรือเครื่องคีออสมัลติฟังก์ชั่นสำหรับสถานพยาบาลที่สามารถเชื่อมต่อกับ HIS รองรับฟังก์ชั่นการลงทะเบียน เช็คสิทธิ์การรักษา เลือกจุดส่งตรวจผู้ป่วย พร้อมรองรับการชำระเงินในทุกรูปแบบ, Young Happy Application แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับสร้างกิจกรรมและสังคมแห่งความสุขสำหรับผู้สูงวัย และ ผลงานการผลิตแผ่นรองเท้าเพื่อสุขภาพเฉพาะบุคคลจากยางพารา ด้วยการผลิตแบบ Rapid Prototype พร้อม Cloud Service Foot Print Data ที่สามารถเก็บข้อมูลเท้า อาการบาดเจ็บของลูกค้า ลักษณะเท้าแบบต่างๆ โดยเชื่อมต่อข้อมูลกับสถานพยาบาล ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เพื่อนำข้อมูลไปใช้งานในด้านต่างๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น เป็นต้น

ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ เปิดเผยว่า “โครงการเมดิโคโพลิสได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของจังหวัดเชียงใหม่อันเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยว ทรัพยากรบุคคล เครื่องมือ ความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ ทั้งยังมีจุดแข็งในการเชื่อมต่อในระดับภูมิภาคจากสนามบินนานาชาติ ก่อให้เกิดการเติบโตของธุรกิจดูแลสุขภาพ ทำให้มีโอกาสที่เชียงใหม่จะต่อยอดจุดแข็งเดิมให้มีมูลค่ามากขึ้นด้วยนวัตกรรมบริการที่ดีขึ้น รวมไปถึงการถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่หนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพของเอเชีย (Medical Hub of Asia) โดยอาศัยความร่วมมือการทำงานจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้ง 12 หน่วยงาน คือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน), สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน), จังหวัดเชียงใหม่, สำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่, สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่, สํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่, สภาอุตสาหกรรมจังหวัดเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างทัดเทียม สร้างคุณภาพชีวิต เพิ่มฐานเศรษฐกิจ และสามารถขยายผลต่อไปในพื้นที่อื่นได้

ดร.นเรศ ดำรงชัย กล่าวปิดท้ายเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย และผู้สนใจที่มีผลงานนวัตกรรมด้านการแพทย์ สามารถสมัครรับทุนสนับสนุนเพื่อขยายผลงานนวัตกรรมไปสู่การใช้งานได้จริง โดยลงทะเบียนสมัครและติดตามรายละเอียดผ่านการสแกน QR Code

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ponglerd1947@gmail.com / namfon@tcels.or.th โทร. 080 496 1970 / 086 368 3508
ข้อมูลข่าวโดย : ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเซลส์ (TCELS)
เผยแพร่ข่าว : นางสาวพรนภา สวัสดี
ส่วนสื่อสารองค์กร
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
โทรศัพท์ 0 2333 3700 ต่อ 3728 - 3732 โทรสาร 0 2333 3834
Facebook : @MHESIThailand

ประเภทข่าว: 
news

ไขปริศนา! ออกกำลังกายก่อนหรือหลังทานอาหารเช้า ดีต่อสุขภาพกว่ากัน?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, November 20, 2019
รายละเอียด: 

คนที่ชอบออกกำลังกายตอนเช้า อาจเคยสงสัยว่าควรทานอาหารก่อนหรือหลังไปวิ่ง หรือเล่นฟิตเนส ผู้ที่เชื่อว่าไม่ควรไปออกกำลังขณะท้องว่างคิดว่าถ้าทานอาหารไปบ้างจะทำให้ร่างกายมีแรงเล่นได้หนักและนานขึ้น

แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เชื่อว่าควรรับประทานอาหารหลังจากการออกกำลังกาย มั่นใจว่าจะสามารถเผาผลาญไขมันได้ดีกว่า

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ผลการวิจัยต่อกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กที่อังกฤษ ชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการออกกำลังกายก่อนรับประทานอาหารเช้า

การวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัย Bath ที่อังกฤษ มุ่งศึกษาผลการออกกำลังกายโดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายที่น้ำหนักตัวเกินขนาด 30 ราย เป็นเวลา 6 สัปดาห์

นักวิจัยพบว่า แม้ว่า การออกกำลังกายขณะท้องว่างไม่จำเป็นที่จะทำให้น้ำหนักลดลงมากกว่าการทานอาหารไปก่อน แต่การออกกำลังกายก่อนอาหารเช้ามีผลดีต่อการทำงานของร่างมากกว่า ในเรื่องการตอบสนองสารอินซูลินโดยกล้ามเนื้อ นั่นหมายถึงการช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจ

ร.ศ. Javier Gonzales แห่งมหาวิทยาลัย Bath กล่าวในรายงานว่า กลุ่มทดลองที่ไม่ทานอาหารเช้าก่อนออกกำลังกาย สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองต่ออินุซูลินในร่างกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะทั้งสองกลุ่ม ลดน้ำหนักได้เท่าๆ กัน และสร้างความเเข็งแรงต่อกล้ามเนื้อได้เท่าๆ กัน

ซีเอ็นเอ็นอ้างคำเเนะนำจากสมาคมสเก็ตลีลา หรือ Figure Skating ของสหรัฐฯ เรื่องการป้องกันปัญหาต่อกล้ามเนื้อ จากการออกกำลังกายขณะท้องว่าง

ประการเเรกควรดื่มน้ำ หรือเครื่องดื่มให้พลังงานสำหรับการออกกำลังกาย ประการที่สองควรทานอาหาร 15 ถึง 30 นาทีหลังออกกำลังกาย ในสัดส่วน โปรตีนคุณภาพสูง 1 ส่วน ต่อคาร์โบไฮเดรต 4 ส่วน ท้ายสุดอาหารเสริมพลังงานที่ดีในคำแนะนำของรายงานชิ้นนี้ คือ กล้วยหอม กับเนยถั่ว (peanut butter) โยเกิร์ตไขมันต่ำ และ ผลไม้

cr. https://www.voathai.com/a/exercise-burns-ro/5165468.html

Hits 33 ครั้ง

ไขปริศนา! ออกกำลังกายก่อนหรือหลังทานอาหารเช้า ดีต่อสุขภาพกว่ากัน?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, November 20, 2019
รายละเอียด: 

คนที่ชอบออกกำลังกายตอนเช้า อาจเคยสงสัยว่าควรทานอาหารก่อนหรือหลังไปวิ่ง หรือเล่นฟิตเนส ผู้ที่เชื่อว่าไม่ควรไปออกกำลังขณะท้องว่างคิดว่าถ้าทานอาหารไปบ้างจะทำให้ร่างกายมีแรงเล่นได้หนักและนานขึ้น

แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เชื่อว่าควรรับประทานอาหารหลังจากการออกกำลังกาย มั่นใจว่าจะสามารถเผาผลาญไขมันได้ดีกว่า

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ผลการวิจัยต่อกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กที่อังกฤษ ชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการออกกำลังกายก่อนรับประทานอาหารเช้า

การวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัย Bath ที่อังกฤษ มุ่งศึกษาผลการออกกำลังกายโดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายที่น้ำหนักตัวเกินขนาด 30 ราย เป็นเวลา 6 สัปดาห์

นักวิจัยพบว่า แม้ว่า การออกกำลังกายขณะท้องว่างไม่จำเป็นที่จะทำให้น้ำหนักลดลงมากกว่าการทานอาหารไปก่อน แต่การออกกำลังกายก่อนอาหารเช้ามีผลดีต่อการทำงานของร่างมากกว่า ในเรื่องการตอบสนองสารอินซูลินโดยกล้ามเนื้อ นั่นหมายถึงการช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจ

ร.ศ. Javier Gonzales แห่งมหาวิทยาลัย Bath กล่าวในรายงานว่า กลุ่มทดลองที่ไม่ทานอาหารเช้าก่อนออกกำลังกาย สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองต่ออินุซูลินในร่างกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะทั้งสองกลุ่ม ลดน้ำหนักได้เท่าๆ กัน และสร้างความเเข็งแรงต่อกล้ามเนื้อได้เท่าๆ กัน

ซีเอ็นเอ็นอ้างคำเเนะนำจากสมาคมสเก็ตลีลา หรือ Figure Skating ของสหรัฐฯ เรื่องการป้องกันปัญหาต่อกล้ามเนื้อ จากการออกกำลังกายขณะท้องว่าง

ประการเเรกควรดื่มน้ำ หรือเครื่องดื่มให้พลังงานสำหรับการออกกำลังกาย ประการที่สองควรทานอาหาร 15 ถึง 30 นาทีหลังออกกำลังกาย ในสัดส่วน โปรตีนคุณภาพสูง 1 ส่วน ต่อคาร์โบไฮเดรต 4 ส่วน ท้ายสุดอาหารเสริมพลังงานที่ดีในคำแนะนำของรายงานชิ้นนี้ คือ กล้วยหอม กับเนยถั่ว (peanut butter) โยเกิร์ตไขมันต่ำ และ ผลไม้

cr. https://www.voathai.com/a/exercise-burns-ro/5165468.html

Hits 0 ครั้ง

องค์การอนามัยโลกระบุ 'ไมโครพลาสติก' ในน้ำดื่ม มีความเสี่ยงต่ำต่อสุขภาพ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 29, 2019
รายละเอียด: 

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO (World Health Organization) จัดทำรายงานชิ้นแรกที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจากมวลพลาสติกขนาดเล็ก หรือไมโครพลาสติก ซึ่งถูกพบได้ตามเเม่น้ำ ทะเลสาบ แหล่งน้ำทิ้ง หรือแม้กระทั่งในน้ำดื่มของมนุษย์

ผลการวิจัยพบว่า หากมนุษย์ดื่มน้ำที่มีมวลพลาสติกขนาดเล็กเข้าไป อันตรายที่มีต่อสุขภาพจะอยู่ในระดับต่ำ

บรูซ กอร์ดอน ผู้ประสานงานแห่งฝ่าย Water, Sanitation and Health ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า เมื่อร่างกายรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ส่วนใหญ่ของมวลพลาสติกเหล่านั้นจะไม่ถูกดูดซึมสู่ร่างกายมนุษย์

เขากล่าวว่า มวลพลาสติกขนาดจิ๋วในน้ำจากขวดน้ำดื่ม จะถูกพบมากกว่าในน้ำปะปาเล็กน้อย และบางส่วนที่พบในน้ำขวดมาจากฝาปิด และจากกระบวนการผลิตขวด

การศึกษาชิ้นนี้ระบุด้วยว่า หากกระบวนการบำบัดน้ำเสียทำได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปริมาณไมโครพลาสติกลงได้อย่างมาก

เจนนิเฟอร์ เดอ ฟร็องซ์ ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า ประชากรจำนวนมากในโลกไม่สามารถเข้าถึงระบบบำบัดน้ำเสียที่มีคุณภาพดีพอ เธอกล่าวว่า ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์จากการที่มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ดี และหากสามารถลดปริมาณมวลสารขนาดเล็กได้ ก็จะมีส่วนช่วยลดเชื้อโรคขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ด้วย

องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ควรมีการศึกษามากขึ้นถึงผลกระทบจากมวลพลาสติกขนาดเล็กต่อมนุษย์และสิ่งเเวดล้อม

WHO เเนะนำตามข้อมูลปัจจุบันว่า ควรมีการกำจัดหรือลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กและสารเคมีที่สร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่นเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของ โรคท้องร่วง

ที่มา : https://www.voathai.com/a/who-microplastic-ro/5053828.html

Hits 52 ครั้ง

ฝันร้ายกับสุขภาพ

วันที่: 
Tuesday, August 27, 2019

ฝันร้าย สัญญาณร่างกายกับปัญหาสุขภาพ

          ฝันร้าย คือ ภาวะจากการนอนหลับฝันที่ทำให้รู้สึกวิตกกังวล ระทึก หรือหวาดกลัวอย่างรุนแรง มักเกิดขึ้นเมื่อใกล้ตื่น ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เกิดความเครียดมักฝันร้าย ทั้งนี้ หากฝันร้ายเป็นประจำและส่งผลต่อการดำเนินชีวิตด้านต่าง ๆ ภาวะดังกล่าวอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพได้
          อุบัติการณ์ฝันร้ายผิดปกติ (
nightmare disorder) พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย พบความถี่สูงในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ร้อยละเฉลี่ย 1.5 - 1 ขณะที่ช่วงอายุ ลักษณะทางวัฒนธรรมไม่พบความแตกต่างกันในเนื้อหาของลักษณะความฝัน ฝันร้ายผิดปกติเกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และมีประมาณร้อยละ 2 - 6 ฝันร้ายผิดปกติเกิดขึ้นทุกสัปดาห์
          ฝันร้ายผิดปกติ จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลดังกล่าวเผชิญเหตุการณ์ที่ทำให้ตกใจกลัวรุนแรง ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิตเวช อาทิ เช่น โรคซึมเศร้า ปัญหาบุคลิกภาพผิดปกติ ผู้ที่ได้รับยาบางประเภทที่ออกฤทธิ์กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสาร norepinephrine, serotonin, dopamine เป็นต้น ซึ่งสารเคมีดังกล่าวมานี้ล้วนเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชทั้งสิ้น

ลักษณะฝันร้ายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นอาการป่วย

          - จดจำรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในฝันได้อย่างชัดเจน

          - มักฝันถึงเรื่องเดิมซ้ำๆ รวมทั้งมักฝันถึงเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก โดยฝันนั้นมักเกี่ยวกับการเอาตัวรอด ความปลอดภัย หรือความมั่นคงของชีวิต และมักเกิดขึ้นตอนงีบหลับสั้น ๆ

          - รู้สึกตื่นตัวและมักตื่นขึ้นมาอยู่เสมอ

          - รู้สึกไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต ทำกิจกรรม หรือสังสรรค์เข้าสังคม

ผลที่มีต่อสุขภาพ

          ฝันร้ายจะเป็นมากกว่าฝันร้ายเมื่อมันเริ่มมีผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ ในกลุ่มผู้ที่มีปัญหานอนฝันร้ายนั้น ผู้ที่มีอาการวิตกกังวล หรือซึมเศร้า มีแนวโน้มมากที่มีความเครียดอันเกิดจากประสบการณ์และทนทุกข์กับความป่วยทางจิตมากกว่า แม้จะยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างแน่ชัด แต่ฝันร้ายก็อาจมีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย เนื่องจากฝันร้ายอาจมีผลกระทบกับคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก จึงสำคัญที่จะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากคุณฝันร้ายอยู่เป็นประจำ

          การนอนหลับไม่พอเพียงเนื่องจากฝันร้าย อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอื่นตามมา เช่น โรคหัวใจ, ซึมเศร้า และโรคอ้วน

          หากฝันร้ายเกิดจากอาการหยุดหายใจเป็นพัก ๆ ระหว่างนอนหลับ หรือความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ และปล่อยเอาไว้ไม่รักษา สาเหตุเบื้องหลังเหล่านี้อาจนำไปสู่ผลลบอย่างรุนแรงทั้งต่อสุขภาพของร่างกายและสุขภาพจิต

          Norepinephrine คือ สารที่ทำหน้าที่ส่งกระแสประสาทระหว่างเส้นประสาท ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนตอบสนองต่อภาวะเครียดเมื่อสมองรับรู้ว่ามีเหตุการณร้ายแรงเกิดขึ้น

          Serotonin คือ สารสื่อประสาทและเป็นฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานในหลายๆ ส่วนของร่างกาย ทั้งด้านการควบคุมอารมณ์ การย่อยอาหาร ความรู้สึกอยากหรือเบื่ออาหาร รวมไปถึง การนอนหลับ และยังมีความเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชหลายโรค

          Dopamine คือ เป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยส่งสัญญาณภายในสมอง มีบทบาทหลักเกี่ยวกับการควบคุมการเคลื่อนไหว และยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการให้รางวัลของสมอง การมีระดับ dopamine ที่สูงหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ dopamine ในสมองอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่นเช่นโรคจิตเภท

แหล่งที่มา: 
https://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1248, https://health.kapook.com/view49984.html, https://www.honestdocs.co
ภาพประกอบ: 

ความฝันถูกแบ่งออกเป็นกี่ประเภท?

วันที่: 
Tuesday, August 13, 2019

การทำงานของความฝัน    
     การฝัน เป็นการที่จิตใต้สำนึก (
Subconscious mild) และจิตสำนึก หรือ สติความรู้สึกตัว (conscious mild) ทำงานประสานกันเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเรา ไม่ว่าจะเป็นบุคลิก จิตวิญญาณ ความหวัง ความหวาดกลัว และความปรารถนาที่มักถูกปิดบังอยู่เบื้องลึกของแต่ละคน การฝันถือเป็นเรื่องส่วนตัวหรือว่าเป็นประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่ได้รับจากการนอน เพราะฉะนั้นการฝันถึงสิ่งเดียวกันก็อาจแปลแตกต่างกันในแต่ละคนได้ บางความฝันอาจสร้างความพึงพอใจ บางฝันสนุก บางฝันก็ทำให้เครียดได้

ความฝันแบ่งได้หลายประเภท

     1. Recurring dream – เป็นการฝันที่จะคล้ายเรื่องจริง มีบิดเบือนเล็กน้อย ความฝันแบบนี้จะเกิดจากความวิตกกังวลในตัวของผู้ฝัน สามารถเกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อปัญหาของผู้ฝันนั้นคลี่คลายความฝันชนิดนี้ก็จะหมดไปเช่นกัน

     2. Epic dream – เป็นการฝันแบบเป็นเรื่องเป็นราว ความฝันชนิดนี้จะชัดเจนและดูสมจริงจนทำให้ผู้ที่ฝันสามารถจะจดจำมันได้นับปี เมื่อตื่นขึ้นมาผู้ฝันมักจะรู้สึกเหมือนกับว่าได้ค้นพบบางอย่างที่น่าตื่นเต้นในตัวของเขาหรือชีวิตของเขา

     3. Healing dream – เป็นการฝันเกี่ยวกับสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความเจ็บป่วย การฝันว่าปวดปัสสาวะ การฝันเปียก (Wet Dream) ก็นับเป็นฝันในรูปแบบนี้เช่นกัน

     4. Nightmare – เป็นความฝันที่มารบกวน ทำให้รู้สึกมีความทุกข์จนบางครั้งอาจ จะโวยวาย ละเมอ สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกและเกิดอาการหวากผวา มักจะเกิดขึ้นในการนอนระยะ Rapid Eye Movement (REM) ซึ่งจะทำให้ผู้ฝันสามารถจดจำเรื่องราวได้ เพราะสมองของเรายังทำงานเหมือนกับตอนที่เราตื่น ทว่ากล้ามเนื้อของเราจะอยู่ในสภาวะอัมพาต เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราเคลื่อนไหวจากการสั่งงานของสมองในขณะที่เราหลับและทำให้เราเจ็บตัวได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสาเหตุที่ทำไมเวลาเราฝันร้ายแล้วพยายามตื่น แต่ตื่นไม่ได้ซักทีนั้นเอง ในบางครั้งการฝันร้ายก็มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของความเครียดหลังเกิดอุบัติเหตุ

     5. Prophetic dream – เป็นความฝันบอกอนาคต ความฝันชนิดนี้อาจเกิดจากความขยันของจิตสำนึก นั่นคือเรื่องธรรมดาที่ผ่านมาในชีวิตถ้าอาศัยเพียงสติทั่วไป (Conscious) อาจไม่ทันสังเกตเห็น แต่จิตสำนึกนั้นเก็บเกี่ยวมาคิดและหาบทสรุปที่เป็นไปได้ของสิ่งนั้นๆ เป็นกระบวนการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ ของจิตใต้สำนึก แล้วเอาคำตอบมาให้กับเจ้าของความฝัน มันเลยเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นจริง
     6. Lucid Dream - เป็นความฝันที่คนที่ฝันจะรู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่ หรือทำได้แม้กระทั่งควบคุมและบังคับรูปแบบความฝันของตัวเองได้ มีความสัมพันธ์กับระดับการทำงานที่เพิ่มขึ้นในสมอง เพราะคนที่สามารถฝันแบบนี้ได้ คลื่นสมองจะมีความถี่สูงกว่าคนทั่วไปที่ไม่เคยฝันในแบบนี้และยังแสดงให้เห็นว่าสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ควบคุมการตระหนักรู้ การรู้สำนึกของตัวตน รวมไปถึงความสามารถทางทักษะด้านภาษาและความทรงจำ ยังทำงานมากขึ้นตามไปด้วย

     จิตใต้สำนึก (Subconscious mild) ถูกควบคุมโดยสมองซีกขวา ทำหน้าที่ควบคุมระบบประสาท การทำงานของร่างกายทั้งหมดแบบอัตโนมัติ เช่น การเต้นของหัวใจ ความดันเลือด เก็บความทรงจำทั้งหมด การแสดงออกทางการกระทำหรือคำพูดอย่างรวดเร็ว โดยปราศจากการควบคุมได้

     จิตสำนึก หรือ สติความรู้สึกตัว (conscious mild) ถูกควบคุมโดยสมองซีกซ้าย ทำหน้าที่ควบคุม รับข้อมูลต่างๆผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และทางกาย การสร้างข้อมูลในเชิงตรรกวิทยา

แหล่งที่มา: 
http://psychisick.blogspot.com,http://www.hypnoticquality.com,http://scienceillustratedthailand.com/medicine/7
ภาพประกอบ: 

เด็กๆ ควรใช้เวลาหน้าจอ (Screen Time) มากน้อยแค่ไหน?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, May 7, 2019
รายละเอียด: 

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ได้ออกแนวทางปฏิบัติสำหรับการใช้เวลากับหน้าจอ หรือ Screen Time ของเด็กเป็นครั้งแรก โดยระบุว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบไม่ควรมี Screen Time มากนัก และเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบไม่ควรมี Screen Time เลย

หน่วยงานด้านสุขภาพของสหประชาชาติกล่าวว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบไม่ควรใช้เวลาบนหน้าจอนานกว่า 1 ชั่วโมงในแต่ละวัน หรือถ้าน้อยกว่านั้นได้ยิ่งดี

แนวทางปฏิบัติขององค์การอนามัยโลกนี้ค่อนข้างคล้ายกับคำแนะนำจากสถาบันกุมารแพทย์อเมริกัน หรือ American Academy of Pediatrics ที่แนะนำให้เด็กทารกที่อายุต่ำกว่า 18 เดือนหลีกเลี่ยงการใช้หน้าจออื่นๆ นอกเหนือจากวิดีโอแชท และผู้ปกครองของเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบควรเลือกโปรแกรมคุณภาพสูงที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่เด็กสามารถดูได้พร้อมกับผู้ปกครอง เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งที่พวกเขากำลังดูอยู่

แต่ Andrew Przybylski ผู้อำนวยการวิจัยของสถาบัน Oxford Internet Institute ที่มหาวิทยาลัยOxford กล่าวว่าคำแนะนำเรื่อง Screen Time ของ WHO นั้นมุ่งเน้นไปในเรื่องของการใช้เวลาที่หน้าจอมากเกินไป โดยที่ไม่ได้คำนึงประโยชน์จากเนื้อหาของสื่อดิจิตัลเหล่านั้น หรือบริบทของการใช้

ส่วนวิทยาลัยกุมารแพทย์ Royal College of Paediatrics and Child Health ในประเทศอังกฤษกล่าวว่าข้อมูลที่มีอยู่นั้นยังอ่อนเกินไปที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถกำหนดเกณฑ์สำหรับ Screen Time ที่เหมาะสมได้

ดร. Max Davie เจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาสุขภาพของวิทยาลัยนี้กล่าวอีกว่า งานวิจัยของทางวิทยาลัยยังแสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนการกำหนด Screen Time และการจำกัดเวลาตามแนวทางขององค์การอนามัยโลกนั้นดูเหมือนจะไม่ได้สัดส่วนกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

องค์การอนามัยโลกไม่ได้ระบุรายละเอียดของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการมี Screen Time มากเกินไป แต่กล่าวว่าแนวทางปฏิบัติดังกล่าวซึ่งรวมถึงคำแนะนำสำหรับการออกกำลังกายและการนอนหลับนั้น มีความจำเป็นต่อการแก้ปัญหาพฤติกรรมการนั่งติดอยู่กับที่ของประชากรทั่วๆ ไป และตั้งข้อสังเกตว่าการไม่เคลื่อนไหวร่างกายทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคอ้วนกันมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำว่าทารกที่อายุน้อยกว่า 1 ขวบควรนอนคว่ำอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง และเด็กโตควรมีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อยวันละสามชั่วโมง

Hits 100 ครั้ง

กินอาหารเช้าไม่ช่วยลดน้ำหนัก แต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในทางอื่น

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, March 15, 2019
รายละเอียด: 

คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าอาหารเช้าคือมื้อสำคัญที่สุดของวัน แต่ผลวิจัยล่าสุดจากออสเตรเลียกลับชี้ว่า อาหารเช้าให้พลังงานและสารอาหารที่จำเป็นก็จริง แต่ไม่ได้ช่วยในการควบคุมระบบเผาผลาญและช่วยลดน้ำหนัก อย่างที่เคยมีนักโภชนาการบางคนกล่าวไว้แต่อย่างใด

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาช ตีพิมพ์ผลวิเคราะห์ทบทวนงานวิจัยและการทดลองที่เคยมีมาในอดีต 13 เรื่องลงในวารสารการแพทย์อังกฤษ (BMJ) ซึ่งการทดลองเหล่านี้ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารเช้าและผลต่อการควบคุมน้ำหนักทั้งสิ้น

ผลการตรวจสอบพบว่า ไม่มีหลักฐานยืนยันในเรื่องที่ว่ากินอาหารเช้าเป็นประจำแล้วจะทำให้น้ำหนักลด ทั้งไม่พบข้อพิสูจน์ว่าการงดอาหารเช้าจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในระยะยาวแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า อาหารเช้าให้สารอาหารและพลังงานที่จำเป็นต่อการเริ่มต้นวันใหม่ ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานเป็นปกติ ป้องกันการกินจุบกินจิบหรือกินมากเกินไปในระหว่างวันซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วน โดยงานวิจัยในอดีตชี้ว่าผู้ที่รับประทานอาหารเช้ามักจะมีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ แต่ทีมผู้วิจัยในปัจจุบันมองว่างานวิจัยในอดีตมีหลักฐานสนับสนุนไม่เพียงพอ เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เหมาะสมอาจเป็นผลมาจากปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิตด้วยก็เป็นได้

ลองบดอะโวคาโดป้ายลงบนขนมปัง เพื่อรับประทานเป็นอาหารเช้ามื้อเบา ๆ ที่มีคุณค่าได้
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาชชี้ว่า ผลวิเคราะห์ไม่พบความแตกต่างในเรื่องน้ำหนักตัวระหว่างคนที่กินอาหารเช้าและคนที่งดอาหารเช้า โดยคนที่กินอาหารเช้ารับพลังงานเข้าสู่ร่างกายมากกว่าคนที่งดอาหารเช้าราว 260 แคลอรีต่อวัน แต่คนที่งดอาหารเช้าก็มีน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยน้อยกว่าคนที่กินอาหารเช้าเพียงครึ่งกิโลกรัมเท่านั้น

ทีมผู้วิจัยยังแนะว่า การงดอาหารเช้าอาจเป็นทางเลือกที่ดีในการควบคุมอาหารทางหนึ่ง เพราะไม่ได้ส่งผลให้เกิดอาการโหยและกินอาหารมากขึ้นในระหว่างวันตามที่เคยเชื่อกันมา

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการมองว่า แม้อาหารเช้าจะไม่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้อ้วน ทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ อยู่ เช่นเป็นแหล่งของสารอาหารสำคัญเช่นแคลเซียมและไฟเบอร์ในกลุ่มผู้ที่รับประทานนมและธัญพืช อาหารเช้ายังช่วยให้มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้นโดยเฉพาะในเด็ก

Hits 123 ครั้ง

ดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาดทำดีเอ็นเอเปลี่ยน – กระตุ้นให้อยากดื่มเพิ่มขึ้น

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, March 13, 2019
รายละเอียด: 

งานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐฯ พบหลักฐานบ่งชี้ว่า การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินขนาดอาจทำให้ดีเอ็นเอเปลี่ยนแปลงในระยะยาว และกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากดื่มมากขึ้นไปอีกเมื่อมีความเครียด จนกลายเป็นวงจรที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่จบสิ้น

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยรัตเกอร์สในสหรัฐฯ ชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Alcoholism: Clinical & Experimental Research โดยทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์หน่วยพันธุกรรม หรือ ยีน ของผู้ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินขนาด และพบว่าแอลกอฮอล์สร้างความเสียหายให้แก่ยีนของคนกลุ่มนี้

โดยยีน 2 ตัวที่เสียหายได้แก่ ยีน PER2 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมนาฬิกาของร่างกาย และยีน POMC ที่ควบคุมระบบการตอบสนองต่อความเครียด

อนามัยโลกชี้ สาเหตุการตาย 1 ใน 20 กรณีทั่วโลกมาจากแอลกอฮอล์
ผลวิจัยล่าสุดชี้ "ระดับปลอดภัย" ในการดื่มแอลกอฮอล์ไม่มีจริง
ดื่มแอลกอฮอล์แม้เพียงวันละนิด เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม
นักวิจัยได้เปรียบเทียบยีนทั้งสองตัวของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลางกับผู้ที่ดื่มมากเกินขนาด แล้วพบว่า ผู้ที่ดื่มมากเกินขนาดมีการเปลี่ยนแปลงของยีนที่เรียกว่า กระบวนการ "เมทิลเลชัน" (methylation) ทำให้ยีนปิดการทำงานลง

นักวิจัยพบว่าความเสียหายต่อยีนทั้ง 2 ตัว ทำให้คนมีแนวโน้มอยากดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นเมื่อรู้สึกเครียด จนกลายเป็นวงจรที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะยิ่งดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ยีนเกิดความเสียหายมากขึ้นเท่านั้น และทำให้ดื่มมากขึ้นไปอีกไม่จบสิ้น

ทีมงานหวังว่างานวิจัยชิ้นนี้จะนำไปสู่การตรวจตัวชี้วัดทางชีวภาพ เพื่อหาว่าบุคคลมีความเสี่ยงดื่มแอลกอฮอล์ในระดับที่เป็นอันตรายหรือไม่

ศ.ดิปัก เค. ชาร์คาร์ ผู้อำนวยการโครงการศึกษาเรื่องต่อมไร้ท่อ ภาควิชาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยครั้งนี้ระบุว่า "งานวิจัยชิ้นนี้อาจอธิบายว่าเหตุใดโรคพิษสุราเรื้อรังจึงเป็นการเสพติดที่รุนแรง และสักวันจะช่วยนำไปสู่หนทางใหม่ในการรักษาโรคนี้ หรือช่วยป้องกันผู้มีความเสี่ยงไม่ให้กลายเป็นผู้ติดสุรา"

ข้อมูลจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เมื่อปี 2016 มีผู้เสียชีวิตจากการดื่มแอลกอฮอล์กว่า 3 ล้านคน คิดเป็น 5% ของการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั่วโลก ผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุจากแอลกอฮอล์ในปี 2016 เป็นเพศชายถึง 2.3 ล้านคน โดยเกือบ 29% ของการตายนั้นเนื่องมาจากอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นเพราะมึนเมา เช่นอุบัติเหตุทางรถยนต์และการฆ่าตัวตาย

แนวโน้มที่น่าสนใจในรายงานดังกล่าว ยังรวมถึงการที่คนหนุ่มสาววัย 20-29 ปี ต้องมาเสียชีวิตด้วยสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์มากที่สุดถึง 13.5% ซึ่งทำให้ยอดผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะน้ำเมาเพิ่มขึ้นเป็น 7.2% ทั่วโลก

องค์การอนามัยโลกชี้ว่า แอลกอฮอล์ยังคงส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลก โดยความเสี่ยงอันตรายที่เกิดจากการดื่มสุราในหมู่คนยากจนนั้นมีสูงกว่ากลุ่มผู้บริโภคที่มีฐานะร่ำรวย

Hits 127 ครั้ง
Subscribe to RSS - สุขภาพ