Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สุขภาพ

ขจัดนิ่วในไตด้วยรถไฟเหาะคว้ารางวัล "อิกโนเบล" สาขาการแพทย์

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45518614
รายละเอียด: 

นักวิจัยชาวอเมริกันผู้ค้นพบว่าการนั่งรถไฟเหาะบางแบบช่วยขจัดก้อนนิ่วในไตอย่างได้ผล คว้ารางวัลอันทรงเกียรติสำหรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุดเพี้ยน "อิกโนเบล" (Ig Nobel) สาขาการแพทย์ประจำปีนี้ไปครอง

ส่วนงานวิจัยที่ได้รับรางวัลอิกโนเบลในสาขาอื่น ๆ ต่างก็เรียกเสียงฮาได้ไม่แพ้กัน โดยมีทั้งวิธีส่องกล้องตรวจลำไส้ด้วยตนเอง ผลวิจัยที่ชี้ว่าเนื้อมนุษย์มีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าเนื้อสัตว์อื่น และการประเมินประสิทธิภาพของตุ๊กตาวูดูในการใช้เวทมนตร์แก้แค้นหัวหน้างาน

ศ. เดวิด วอร์ทิงเกอร์ จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Michigan State University ของสหรัฐฯ ได้รับรางวัลอิกโนเบลสาขาการแพทย์ หลังคนไข้ผู้หนึ่งแจ้งว่าก้อนนิ่วในไตเกิดหลุดออกมา ขณะไปเที่ยวสวนสนุก วอลต์ ดิสนีย์ เวิร์ลด์ ในรัฐฟลอริดา และได้นั่งรถไฟเหาะ Big Thunder Mountain (ภูเขาสายฟ้ายักษ์) หลายรอบ

เพื่อพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ศ. วอร์ทิงเกอร์ได้ขอให้คนไข้ผู้นี้ลองขึ้นนั่งบนรถไฟเหาะดังกล่าวอีกหลายครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่ามีก้อนนิ่วหลุดออกมาทุกครั้ง

การนั่งรถไฟเหาะอย่าง Big Thunder Mountain จะช่วยขจัดนิ่วในไตได้ดีกว่ารถไฟเหาะแบบอื่น

ศ. วอร์ทิงเกอร์จึงได้สร้างแบบจำลองของไตและก้อนนิ่วในไตที่เหมือนจริงขึ้นมา แล้วนำไปขึ้นเครื่องเล่นจำพวกรถไฟเหาะตีลังกาอีกหลายแบบ จนพบว่ารถไฟเหาะ Big Thunder Mountain ให้ผลในการรักษาดีที่สุด เนื่องจากมีการสั่นสะเทือน รวมทั้งเคลื่อนที่ขึ้นลงและเอียงข้างซ้ายขวามากกว่าเครื่องเล่นที่มีการตีลังกาหรือพุ่งดิ่งลงมาเป็นระยะทางยาว

ผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลในปีนี้

สำหรับรางวัลอิกโนเบลสาขาแพทยศาสตรศึกษา (Medical Education) ดร. อากิระ โฮริอุจิ นายแพทย์ชาวญี่ปุ่นคว้ารางวัลนี้ไปจากการคิดค้นวิธีส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยตนเอง

"คนทั่วไปโดยเฉพาะคนญี่ปุ่นมักจะกลัวการส่องกล้องเข้าไปในร่างกายกันมาก ทำให้ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น ผมจึงพยายามคิดค้นวิธีส่องกล้องที่ง่ายและสะดวกสบายกว่าเดิม" ดร. โฮริอุจิกล่าว

รางวัลอิกโนเบลสาขาเคมีตกเป็นของนักวิจัยที่ค้นพบว่า น้ำลายของคนเราใช้เป็นสารทำความสะอาดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพื้นผิวของวัสดุที่ละเอียดอ่อนเสียหายง่าย เช่นสีที่ทาลงบนเซรามิกหรือกับทองคำเปลว

ส่วนทีมนักวิจัยชาวสวีเดนคว้ารางวัลสาขาชีววิทยา โดยพิสูจน์ว่านักชิมไวน์มืออาชีพสามารถบอกได้อย่างแม่นยำว่ามีแมลงวันอยู่ในแก้วไวน์ เพียงอาศัยจมูกดมกลิ่นเอาเท่านั้น

Hits 10 ครั้ง

แบคทีเรียในน้ำลายหมีสีน้ำตาลอาจเป็นยาปฏิชีวนะชนิดใหม่

วันที่เผยแพร่: 
Monday, September 17, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45539040
รายละเอียด: 

ในบรรดาเชื้อแบคทีเรียหลากหลายชนิดที่อยู่ในน้ำลายของหมีสีน้ำตาลพันธุ์ไซบีเรียตะวันออก (East Siberian brown bear) มีอยู่อย่างน้อยชนิดหนึ่งที่อาจนำไปพัฒนาเป็นยาปฏิชีวนะขนานใหม่ ซึ่งจะสามารถต้านทานเชื้อดื้อยาชนิดรุนแรงหรือซูเปอร์บั๊ก (Superbug) ได้

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัตเจอร์สของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการค้นพบข้างต้นลงในวารสาร PNAS โดยระบุว่าได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แยกแยะเชื้อแบคทีเรียนับแสนชนิดในน้ำลายของหมีออกจากกัน โดยให้เชื้อแต่ละชนิดพันธุ์แยกกันเกาะอยู่กับหยดน้ำมันเล็ก ๆ เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบว่าแบคทีเรียชนิดใดจะมีความสามารถต้านทานเชื้อดื้อยาได้บ้าง

น้ำลายคนปรับตัวตามชนิดอาหาร ช่วยให้ของไม่อร่อยรสชาติดีขึ้น
ขจัดนิ่วในไตด้วยรถไฟเหาะคว้ารางวัล "อิกโนเบล" สาขาการแพทย์
การที่นักวิทยาศาสตร์เลือกเอาหมีสีน้ำตาลพันธุ์ไซบีเรียตะวันออกมาศึกษา เพื่อค้นหาเชื้อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์นั้น เนื่องจากสัตว์ป่าที่อยู่ในสภาพแวดล้อมห่างไกลจากความเจริญและมนุษย์ น่าจะมีระบบชีวนิเวศจุลชีพ (Microbiome) หรือการดำรงอยู่ร่วมกันของจุลินทรีย์หลากหลายชนิดในร่างกายที่แตกต่างออกไปและยังไม่ถูกปนเปื้อน ซึ่งลักษณะพิเศษนี้ช่วยให้สัตว์ป่ามีภูมิต้านทานเชื้อโรคร้ายที่อยู่รอบตัวได้

Image copyrightSPL
ผลการตรวจสอบเบื้องต้นปรากฏว่า มีเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งในน้ำลายของหมีสีน้ำตาล ไม่มีเชื้ออันตรายอย่าง Staphylococcus aureus มาอาศัยร่วมอยู่ด้วย แสดงว่าแบคทีเรียชนิดนี้สามารถฆ่าเชื้ออันตรายดังกล่าว ซึ่งเป็นเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะเมทิซิลลิน หรือที่เรียกกันว่าเชื้อ MRSA ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของวงการสาธารณสุขทั่วโลกนั่นเอง

ศ. คอนสแตนติน เซเวรินอฟ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า จำเป็นต้องจับหมีสีน้ำตาลพันธุ์ดังกล่าวมาจากถิ่นอาศัยในป่าลึก เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำลาย ก่อนจะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติดังเดิม เพราะไม่อาจใช้หมีในสวนสัตว์ที่กินอาหารและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้ระบบชีวนิเวศจุลชีพในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปจากตอนเป็นสัตว์ป่าแล้ว

"เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เราใช้แยกแยะเชื้อแบคทีเรียนับแสนชนิดในน้ำลายของหมีออกจากกัน ทำให้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียที่มีศักยภาพในการเป็นยาปฏิชีวนะขนานใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เทคนิคนี้จะปูทางไปสู่การค้นหายาปฏิชีวนะรุ่นใหม่จากสัตว์ป่า ซึ่งจะทรงประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อดื้อยาได้ดีกว่าเดิม" ศ. เซเวรินอฟกล่าว

Hits 7 ครั้ง

5 กลุ่มโรคอันตรายที่มากับหน้าฝน

วันที่: 
Thursday, September 6, 2018

ในฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนี้ เป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โรคที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในฤดูนี้ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โรคไข้หวัดนก โรคปอดอักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง นอกจากนี้ในต่างจังหวัดบางพื้นที่ อาจมีการระบาดของโรคฉี่หนู หรือโรคแลปโตสไปโรซิส หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เช่น ไข้มาลาเรีย โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจอี เป็นต้น
1. กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ที่ลำไส้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ นอกจากนี้เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และบี ยังสามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่มีอาการตับอักเสบจะมีไข้ อ่อนเพลีย มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน คลื่นไส้อาเจียน ดังนั้นในหน้าฝนนี้จึงควรระมัดระวังอาหารการกินเป็นพิเศษ โดยรับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ สะอาด ใช้ช้อนกลาง 
2. กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนังที่พบบ่อย คือ โรคแลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู อาการเด่น คือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยโรคนี้อาจมีอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ไตวาย หรือช็อคได้ โรคนี้มักเป็นเกิดในที่ที่มีน้ำท่วม ผู้ที่บ้านมีหนูมาก เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน คนงานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โค สุกร ปลา ผู้ที่ทำงานขุดท่อระบายน้ำ เหมืองแร่ โรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น
3. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1N1 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ ที่ขณะนี้พบการระบาดทั่วประเทศ และโรคไข้หวัดนกที่มีแหล่งแพร่ระบาดมาจากสัตว์ปี เชื้ออาจมีการผสมข้ามสายพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนที่อยู่ในช่วงระบาดในฤดูฝนได้
4. กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ที่สำคัญ 3 โรค ได้แก่
    4.1 ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้านซึ่งจะวางไข่ในน้ำที่ขังอยู่ตามที่ต่าง ๆ ผู้ป่วยระยะแรกจะมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ได้แก่ อาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการปวดกระดูกมาก ไข้จะสูงอยู่ประมาณ 2-7 วัน หลังจากนั้นไข้จะลง พร้อมกับอาจจะมีอาการเลือดออกผิดปกติ มือเท้าเย็น หรือช็อคได้
    4.2 ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis)มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน หลังจากนั้นจะมีอาการซึมลงหรือชักได้ ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต หรือพิการหากไม่ได้รับการรักษา
    4.3 โรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค โดยผู้ป่วยจะมีไข้สูงหนาวสั่น ซีดลง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ถ้าเป็นชนิดรุนแรงอาจมีอาการไตวาย ตับอักเสบ ปอดผิดปกติ และอาจมีความผิดปกติทางสมองที่เรียกว่า มาลาเรียขึ้นสมองได้
5. โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา  นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนต้องระวังอีก 2 เรื่อง คือ ปัญหาน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา สาเหตุเกิดจากการแช่น้ำสกปรกนาน ๆ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง ถ้าเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองออก และอันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่องที่หนีน้ำมาอาศัยในบริเวณบ้าน สิ่งที่ต้องระวัง คือ การรับประทานยาลดไข้ เช่น ห้ามกินยาในกลุ่มแอสไพรินอย่างเด็ดขาด เพราะมีอันตรายกับบางโรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคฉี่หนู
ซึ่งโรคดังกล่าวจะทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายอยู่แล้ว หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวเข้าไปอีก จะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น ทำให้เสียชีวิตได้ง่ายขึ้น และอาจเกิดเป็นกลุ่มอาการไรซินโดรม ซึ่งมีผลต่อทุกอวัยวะในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองและตับ อาการที่พบ ได้แก่ ผู้ป่วยอาเจียนอย่างมาก และมีอาการทางสมอง เช่น สับสน มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ซึมและหมดสติ จนเสียชีวิตได้
ในการป้องกันโรคในฤดูฝน ทำได้โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง หนาวเย็น จะทำให้ร่างกายที่มีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนวัยอื่น ๆ อยู่แล้ว ต่ำลงไปอีก จึงมีโอกาสติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ควรดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้ม รับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ ๆ ไม่มีแมลงวันตอม และล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
 

แหล่งที่มา: 
https://www.sanook.com/health/3585/
ภาพประกอบ: 

ตั้งท้องลูกแต่ละคนทำเซลล์ร่างกายแม่ชราลงได้ถึง 2 ปี

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45009455
รายละเอียด: 

ถึงแม่จะแก่ลงในระดับเซลล์หลังคลอด แต่ระหว่างตั้งครรภ์กลับเกิดการย้อนวัยให้เซลล์อิ่มเอิบอ่อนเยาว์ขึ้น

ผลการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นของสหรัฐฯ ยืนยันว่า ความเชื่อเรื่องที่แม่จะมีสุขภาพเสื่อมถอยและดูแก่ขึ้นกว่าอายุตามปีเกิดหลังมีลูกนั้นเป็นความจริง โดยการตั้งครรภ์คลอดบุตรแต่ละครั้งสามารถเร่งให้เซลล์ร่างกายชราลงกว่าเดิมได้ราว 0.5 - 2 ปี

ก่อนหน้านี้เคยมีผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอร์จเมสันในสหรัฐฯ ซึ่งชี้ว่าการมีลูกกับเขาคนหนึ่งทำให้แม่ต้องแก่ชราลงกว่าเดิมในระดับเซลล์ถึง 11 ปี เนื่องจากเทโลเมียร์ (Telomere) ซึ่งเป็นดีเอ็นเอส่วนปลายในโครโมโซมของแม่หดสั้นลง จนมีความยาวเท่ากับของคนที่มีอายุมากกว่า และยิ่งมีบุตรมากคนขึ้นเท่าไหร่ เทโลเมียร์ก็จะยิ่งสั้นลงเท่านั้น

เป็นที่ทราบกันว่า ความยาวของเทโลเมียร์นั้นเชื่อมโยงกับสุขภาวะของร่างกายในระยะยาว รวมทั้งสามารถเป็นเครื่องบ่งบอกถึงอายุขัยของคนเราด้วย

ในครั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นได้วิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของหญิงชาวฟิลิปปินส์ 800 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 20-22 ปี เพื่อหาร่องรอยของความชราในระดับเซลล์ที่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจาก 40% ของหญิงเหล่านี้ต่างก็มีบุตรแล้วตั้งแต่ 1-5 คน

ผลปรากฏว่าหญิงที่ผ่านการตั้งครรภ์มีลูกในกลุ่มนี้ มีทั้งเทโลเมียร์ที่หดสั้นลง และมีร่องรอยทางเคมีของกระบวนการเอพิเจเนติกส์ (Epigenetics marker)บนดีเอ็นเอด้วย ซึ่งร่องรอยนี้จะทำให้การแสดงออกของยีนเปลี่ยนไปได้ทั้งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรม

Pregnant woman using a computerImage copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY

ทีมผู้วิจัยชี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีที่พบทั้งสองประการข้างต้น มีความคล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในร่างกายของหญิงที่แก่ชรากว่า ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการทางชีวภาพ โดยไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเรื่องฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่อาจทำให้แม่มีความเครียดในการตั้งครรภ์และเลี้ยงดูลูกจนอ่อนล้าและชราลงอย่างรวดเร็วแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ร่างกายของแม่หลังคลอดซึ่งแก่ชราลงถึงระดับเซลล์นี้ กลับมีสภาพที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งทีมผู้วิจัยพบว่าเทโลเมียร์และร่องรอยทางเอพิเจเนติกส์ในดีเอ็นเอของแม่ถูกย้อนวัยให้อ่อนเยาว์ขึ้นในการตั้งครรภ์ทุกครั้ง ไม่ว่าแม่จะมีอายุมากขึ้นเท่าใดก็ตาม

ทีมผู้วิจัยระบุในรายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ว่า "นี่อาจเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันร่างกายของหญิงมีครรภ์ ที่ปรับตัวให้สอดรับกับการเติบโตของทารกก็เป็นได้"

Hits 25 ครั้ง

ขาดน้ำแม้เพียงเล็กน้อยทำให้สมองมีประสิทธิภาพลดลง

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45057581
รายละเอียด: 

คนดื่มน้ำ

หากรู้สึกว่าสมองไม่ค่อยแจ่มใสคิดอะไรติดขัดไปเสียทุกอย่าง ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ได้ โดยผลวิจัยล่าสุดพบว่า การที่ร่างกายขาดน้ำแม้ในระดับที่เล็กน้อยจะเริ่มส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของสมองให้ทำงานชนิดที่ยากและซับซ้อนได้ไม่ดีเท่าที่ควร

แม้จะทราบกันมานานว่าการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั้นดีต่อสุขภาพ แต่ทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งจอร์เจีย (GIT) ของสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาภาวะขาดน้ำแบบเจาะลึกมากขึ้น เพื่อให้ทราบว่าเมื่อร่างกายสูญเสียน้ำในระดับใดจึงจะทำให้กระบวนการคิดและสั่งการของสมองเริ่มได้รับผลกระทบ

มีการตีพิมพ์รายงานวิจัยนี้ในวารสารการแพทย์และวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการกีฬาและการออกกำลังกาย (Medicine & Science in Sports & Exercise) โดยระบุว่าภาวะขาดน้ำแม้เพียง 2% ของมวลกาย หรือเทียบเท่ากับการเสียเหงื่อปริมาณ 1 ลิตร ก็เริ่มส่งผลเสียต่อการประมวลผลของสมองในงานที่ต้องใช้สมาธิสูงและมีความยุ่งยากซับซ้อนแล้ว

ทีมผู้วิจัยได้วิเคราะห์ผลการศึกษาในอดีต 33 ชิ้น ซึ่งว่าด้วยความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างภาวะขาดน้ำกับประสิทธิภาพในการใช้สมอง โดยงานวิจัยทั้งหมดครอบคลุมกลุ่มตัวอย่าง 416 คน ที่มีภาวะขาดน้ำตั้งแต่ระดับ 1% ไปจนถึงระดับ 6% ของมวลกาย

ผลวิเคราะห์พบว่าภาวะขาดน้ำที่ระดับ 2% ของมวลกาย ก็เพียงพอที่จะทำให้การทำงานของสมองเริ่มรวนเรได้แล้ว แม้การขาดน้ำในระดับนี้จะไม่ทำให้คนเรารู้สึกกระหายน้ำเลยก็ตาม

ภาวะขาดน้ำในระดับเล็กน้อยดังกล่าวส่งผลเสียต่อกระบวนการสร้างสมาธิ และการประสานงานของระบบประสาทสั่งการที่ควบคุมให้ร่างกายเคลื่อนไหวมากที่สุด แต่ไม่สู้มีผลต่อความว่องไวในการตอบสนองสิ่งเร้าต่าง ๆ มากนัก

ทั้งนี้ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยทั่วไปให้คนเราดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือราว 2 ลิตรต่อวัน ซึ่งปริมาณน้ำที่ควรดื่มนั้นขึ้นอยู่กับ เพศ วัย สภาพอากาศ และสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย ส่วนภาวะขาดน้ำรุนแรงเนื่องจากการเสียเหงื่อ อาเจียน ปัสสาวะมากผิดปกติหรือท้องร่วง จะทำให้อ่อนเพลีย มึนงง หัวใจเต้นเร็วและหอบหายใจแรง จนถึงแก่ชีวิตได้

Hits 27 ครั้ง

กินจิ้งหรีดช่วยเพิ่มจุลชีพในลำไส้-ลดการอักเสบทั่วร่างกาย

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45077662
รายละเอียด: 

จิ้งหรีดทอด

นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันชี้ว่า จิ้งหรีดคือหนึ่งในแมลงที่นับเป็นสุดยอดอาหารหรือซูเปอร์ฟูดส์ (Super foods) อย่างแท้จริง โดยผลการวิจัยล่าสุดพบว่าการกินจิ้งหรีดช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้เติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น ลดการอักเสบในร่างกาย และไม่เป็นอันตรายแม้กินเข้าไปในปริมาณมาก

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ของสหรัฐฯ ตีพิมพ์เผยแพร่รายงานดังกล่าวในวารสาร Scientific Reports โดยชี้ว่าจิ้งหรีดเป็นอาหารแนวใหม่ที่มีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์มากกว่าที่เคยคาดกันเอาไว้ โดยนอกจากจะมีโปรตีนสูงและมีสารอาหารอื่น ๆ แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น

มีการทดลองนำร่องในกลุ่มจำกัดเพื่อทดสอบว่าเส้นใยอาหาร (ไฟเบอร์) จากจิ้งหรีด เช่นเส้นใยอาหารที่เรียกว่าไคติน (Chitin) จะมีประโยชน์ต่อจุลชีพในร่างกายมนุษย์เป็นพิเศษหรือไม่ เพราะไฟเบอร์จากแมลงนั้นแตกต่างกับของพืชผักผลไม้โดยทั่วไปมาก แม้จะเป็นอาหารของจุลชีพในลำไส้เหมือนกันก็ตาม

ปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำImage copyrightGETTY IMAGES

คำบรรยายภาพปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำ

ทีมผู้วิจัยให้ชายและหญิงสุขภาพดีอายุระหว่าง 18-48 ปี จำนวน 20 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารเช้าตามปกติ แต่อีกกลุ่มจะได้รับจิ้งหรีดแห้งบดเป็นผง 25 กรัมผสมไปกับขนมและเครื่องดื่มด้วย แล้วให้ทั้งสองกลุ่มรับประทานอาหารแบบนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์

จากนั้นผู้วิจัยให้อาสาสมัครทั้งหมดงดรับประทานจิ้งหรีดอย่างสิ้นเชิงตลอด 2 สัปดาห์ถัดมา แล้วจึงสลับให้กลุ่มที่ไม่ได้กินจิ้งหรีดในตอนแรกเป็นฝ่ายได้รับประทานบ้างอีก 2 สัปดาห์ โดยมีการวิเคราะห์ตัวอย่างเลือด อุจจาระ และคำตอบในแบบสอบถามเรื่องระบบทางเดินอาหารของอาสาสมัครในการทดลองทุกระยะ

ผลที่ได้พบว่า อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มมีเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญและส่งผลดีต่อสุขภาพของระบบทางเดินอาหารเพิ่มขึ้น ส่วนโปรตีนในเลือดชื่อ TNF-alpha ซึ่งสัมพันธ์กับการอักเสบ การก่อมะเร็ง และภาวะซึมเศร้านั้นกลับลดลง และที่สำคัญพบว่าจำนวนของแบคทีเรียชนิดที่มีประโยชน์ในลำไส้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งการแพทย์สมัยใหม่ถือว่าจุลชีพเหล่านี้มีบทบาทส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพร่างกายโดยรวมอย่างยิ่ง

ปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำ ส่วนผู้คนในโลกตะวันตกต่างให้ความสนใจรับประทานแมลงเป็นอาหารกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการทำฟาร์มปศุสัตว์ ทั้งยังอุดมไปด้วยไขมันชนิดดี วิตามิน และแร่ธาตุ มากกว่าหมูหรือเนื้อวัวซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณมากเกินไป

Hits 32 ครั้ง

แสงสีฟ้าจากหน้าจอก่อสารพิษเร่งให้ตาบอดได้

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/international-45146621
รายละเอียด: 

แสงจากโทรศัพท์

แม้จะทราบกันดีว่าแสงสีฟ้า (Blue light) จากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่งผลเสียต่อสายตาของคนเราได้ แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น โดยพวกเขาชี้ว่าสารเคมีสำคัญในดวงตาทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้าจนเกิดเป็นสารพิษทำลายจอตาขึ้น

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทเลโดของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวลงในวารสาร Scientific Reports โดยระบุว่าการจ้องมองแสงสีฟ้าซึ่งเป็นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นและมีพลังงานสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้ดวงตาสร้างสารพิษขึ้นในเซลล์รับแสง จนเกิดอาการจอประสาทตาเสื่อมได้เร็วก่อนวัยอันควร

ผศ.ดร. อจิต กรุณารัตเน ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า "ในแต่ละวันดวงตาได้รับแสงสีฟ้าจากหน้าจอต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่กระจกตาและเลนส์ตาของเราไม่สามารถจะป้องกันหรือสะท้อนแสงสีฟ้าออกไปได้"

ด้วยเหตุนี้ สารเคมีช่วยการมองเห็นในจอตาที่เรียกว่าเรตินอล (Retinal) จึงทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้า ทำให้เกิดโมเลกุลมีพิษทำลายเยื่อหุ้มเซลล์รับแสงจนเซลล์ตายลงในที่สุด ทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรเพราะจอตาไม่สามารถส่งสัญญาณสื่อประสาทไปยังสมองได้

Young woman looking at a mobile phoneImage copyrightGETTY IMAGES

นักวิจัยยังได้ทดลองฉายแสงสีฟ้าไปยังเซลล์ชนิดอื่น ๆ ที่มีสารเรตินอลอยู่ เช่นเซลล์หัวใจ เซลล์ประสาท หรือแม้แต่เซลล์มะเร็ง พบว่าปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทำให้เซลล์ทุกชนิดตายลงได้ทั้งหมด

โรคจอตาเสื่อมหรือจอประสาทตาเสื่อม (Macular degeneration ) เป็นสาเหตุราวครึ่งหนึ่งของกรณีสูญเสียการมองเห็นที่พบทั้งหมด โดยส่วนใหญ่พบในผู้สูงวัยอายุ 50-70 ปีมากที่สุด

แม้โรคนี้จะไม่ทำให้ตาบอดสนิท แต่ก็สร้างปัญหาในการอ่านและการแยกแยะใบหน้าบุคคลอย่างมาก ทั้งยังไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผลในปัจจุบัน

"เราหวังว่าการค้นพบในครั้งนี้ จะนำไปสู่การคิดค้นวิธีรักษาหรือวิธีชะลอการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้สำเร็จ เช่นอาจจะมีการคิดค้นยาหยอดตาชนิดใหม่ที่ยับยั้งการเกิดสารพิษในดวงตาได้" ผศ.ดร.กรุณารัตเน กล่าว

ทีมผู้วิจัยยังแนะนำให้คนทั่วไปปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้า ด้วยการสวมแว่นกันแดดที่ป้องกันได้ทั้งรังสียูวีและแสงสีฟ้าเมื่ออยู่กลางแจ้ง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการจ้องมองจอโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ในที่มืด

Hits 21 ครั้ง

ชี้บุหรี่ไฟฟ้าทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน

วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 16, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.bbc.com/thai/features-45189631
รายละเอียด: 

Vaping can damage vital immune system cells

งานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษพบหลักฐานบ่งชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าอาจทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญของร่างกาย และอาจมีอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน

งานวิจัยที่นำโดย ศ.เดวิด ธิคเก็ตต์ จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Thorax พบว่า ละอองไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าไปหยุดยั้งการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญในปอดและกระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบ

ในการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบกระบวนการเชิงกลเพื่อเลียนแบบการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยทำขึ้นในห้องทดลอง และใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อปอดที่ได้รับบริจาคจากคนที่ไม่สูบบุหรี่

ผลการศึกษาพบว่า ละอองไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดอาการอักเสบ และไปยับยั้งการทำงานของ "อัลวีโอลาร์ มาโครเฟจ" (alveolar macrophage) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่อาจเป็นอันตราย เช่น อนุภาคฝุ่น เชื้อแบคทีเรีย และสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ

ทีมนักวิจัยระบุว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคล้ายกับที่มักพบในกลุ่มผู้สูบบุหรี่เป็นประจำ หรือผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม ชี้ว่าผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้เป็นเพียงสภาพที่เกิดขึ้นในห้องทดลอง ซึ่งกินเวลาเพียง 48 ชั่วโมง และจำเป็นต้องมีการศึกษาให้ลึกซึ้งขึ้นเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว

ศ.ธิคเก็ตต์ ชี้ว่า แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะปลอดภัยกว่าบุหรี่จากใบยาสูบในแง่ของความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง แต่ก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวหากสูบบุหรี่ไฟฟ้าติดต่อกัน 20-30 ปี เพราะการวิจัยชิ้นนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น

"ผมไม่คิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะอันตรายกว่าบุหรี่แบบธรรมดา แต่เราก็ไม่ควรเชื่ออย่างสนิทใจว่ามันปลอดภัยมากอย่างที่คิดกัน" ศ.ธิคเก็ตต์ กล่าว

รายงานผลการวิจัยอิสระฉบับล่าสุดของสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พบ "หลักฐานอย่างท่วมท้น" ที่บ่งชี้ว่า "บุหรี่ไฟฟ้ามีความปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่จากใบยาสูบ ทั้งยังเป็นอันตรายต่อผู้คนที่อยู่รอบข้างน้อยกว่าด้วย"

PHE เสนอให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งในคำสั่งใช้ยาที่แพทย์สามารถสั่งจ่ายให้คนไข้ของสำนักบริการสาธารณสุขแห่งชาติสหราชอาณาจักร (NHS) ได้ เพราะผลการศึกษาชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้สำเร็จมากขึ้น ทั้งยังมีอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่แบบธรรมดาถึง 95%

มาร์ติน ด็อกเรลล์ จากหน่วยควบคุมยาสูบของ PHE บอกว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดภัย 100% แต่ก็มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาอย่างชัดเจน พร้อมแนะนำว่า "ผู้สูบบุหรี่ธรรมดาที่กำลังคิดจะเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าควรเริ่มเปลี่ยนไปใช้อย่างสมบูรณ์ในทันที"

Hits 12 ครั้ง

น้ำยาเช็ดกระจก สารเคมีร้ายใกล้ตัวคุณ

วันที่เผยแพร่: 
Monday, July 9, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.scimath.org/article-science/item/7382-2017-07-20-07-20-44
รายละเอียด: 

เราคงรู้ดีอยู่แล้วว่าในชีวิตประจำวันของเราต่างก็รายล้อมไปด้วยสารเคมีมากมาย ที่ถูกใช้เพื่อเป็นตัวช่วยต่าง ๆ ในกิจวัตรประจำวัน เพื่ออำนวยความสะดวกและรวดเร็ว แต่ความสะดวกรวดเร็วที่ได้มานั้น เราอาจจะต้องแลกด้วยความเสี่ยงในด้านสุขภาพต่าง ๆ ที่จะตามมาภายหลัง ทั้งตัวของคุณเองและคนที่อยู่รอบข้างคุณ

          การทำความสะอาดบ้านเป็นกิจกรรมปรกติที่คุณแม่บ้านส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้านถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้  แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องใช้บ่อย ๆ ก็คือน้ำยาเช็ดกระจก

7382 01
ภาพที่ 1 : ภาพประกอบบทความเรื่องน้ำยาเช็ดกระจก
ที่มา : https://pixabay.com/th/

น้ำยาเช็ดกระจก

          สารเคมีใกล้ตัวที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำในบ้าน ด้วยคุณสมบัติฆ่าเชื้อและทำความสะอาดกระจกอย่างล้ำลึก  ผลิตภัณฑ์ที่มีการผสมสารเคมีเข้าด้วยกันทำให้เกิดปฏิกริยาทางเคมีที่เป็นอันตราย  เช่น เอทีลีนไกลคอล (ethylene glycol) ซึ่งถ้าได้รับเข้าไปในร่างกายอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อ สมอง หัวใจ และไต และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ การสูดดมอาจก่อให้เกิดอาการมึนหัว นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ที่ชื่อว่า เมทานอล (methanol) ในน้ำยานี้สามารถดูดซึมได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นทางผิวหนัง การหายใจ หรือการรับประทาน เมทานอลจะเข้าไปทำลาย สมอง ตับ ไต และอาจทำให้ตาบอดได้ ส่วนแอลกอฮอล์ประเภทไอโซโพรพิล (isopropyl alcohol) จะไปกดระบบประสาทส่วนกลางทำให้เกิดอาการซึม สลบ และมีโอกาสเสียชีวิต

          น้ำยาเช็ดกระจกเป็นสารเคมีประเภทกรด เป็นพิษต่อร่างกายหากซึมเข้าสู่ผิวหนัง  จึงเป็นอันตรายหากไปสัมผัส มีวิธีการสังเกตง่าย ๆ คือ เมื่อถูกผิวหนังจะรู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ หรือปวดแสบปวดร้อนที่เป็นเช่นนี้เพราะกรดมีฤทธิ์ในการกัดกร่อน และมีกลิ่นเปรี้ยว

วิธีการแก้ไขเมื่อถูกสารเคมีประเภทกรด

  1. หากถูกบริเวณผิวหนัง ให้รีบล้างน้ำ หลายๆ ครั้ง 
  2. กรณีเข้าตา ให้รีบล้างตาหรือลืมตาในน้ำหลาย ๆ ครั้ง อย่าขยี้ตาเพราะจะทำให้เนื้อเยื่อเกิดการฉีกขาดอาการจะหนักขึ้น แล้วให้เอาผงฟูมา 1 ซอง ขนาด 20 กรัม ละลายในน้ำสะอาด 1 ลิตร (น้ำขวด) ละลายให้เข้ากัน (วิธีเหมือนกับถูกบริเวณผิวหนัง) แล้วลืมตาในสารละลายนี้แช่ไว้สัก 5-10 นาที หรือจนกว่าไม่มีอาการปวดแสบที่ตา แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล

          การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารเคมีอันตราย ควรใช้อย่างระมัดระวังและมีสติ ควรอ่านฉลากก่อนใช้งานหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที

หมวดหมู่ OECD: 
Hits 35 ครั้ง

การศึกษาชี้ "ดื่มกาแฟ" อาจช่วยให้อายุยืนขึ้น

วันที่เผยแพร่: 
Monday, July 9, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
https://www.sanook.com/health/11685/
รายละเอียด: 

การศึกษาชี้ "ดื่มกาแฟ" อาจช่วยให้อายุยืนขึ้น

การศึกษาฉบับใหม่ชี้ว่า การดื่มกาแฟอาจช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น แม้ว่าจะดื่มวันละหลายๆ แก้วก็ตาม

นักวิจัยรวบรวมข้อมูลจากชาวอังกฤษราว 500,000 คน เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี พบว่า ผู้ที่ชอบดื่มกาแฟมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ

ผลของกาแฟต่อการมีอายุยืนยาวขึ้นนั้น พบในผู้ดื่มกาแฟทั้งแบบสำเร็จรูป กาแฟสด หรือกาแฟที่สกัดสารคาเฟอีน

การศึกษาครั้งนี้นับว่าเป็นการศึกษาใหญ่ชิ้นแรก ที่แนะประโยชน์ของการดื่มกาแฟ แม้แต่ในผู้ที่มีความบกพร่องด้านพันธุกรรมที่มีผลต่อการนำคาเฟอีนไปใช้ในร่างกาย

จากการเฝ้าติดตามดูผู้ร่วมการศึกษาวิจัยเป็นระยะเวลา 10 ปี พบว่าโดยรวมแล้ว ผู้ดื่มกาแฟมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ 10-15 เปอร์เซนต์ และผลแตกต่างจากปริมาณกาแฟที่ดื่ม และความแตกต่างทางพันธุกรรมนั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม คุณ Alice Lichtenstein ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัย Tufts University ซึ่งไม่ได้มีส่วนกับการศึกษาในครั้งนี้ กล่าวว่า ผลการศึกษานี้ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า กาแฟจะเปรียบเสมือนยาอายุวัฒนะ หรือควรจะเป็นสาเหตุให้คนหันมาดื่มกาแฟกันหรือไม่ แต่ผลการศึกษานี้ก็ช่วยสนับสนุนการศึกษาครั้งก่อน และยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟอีกด้วย

โดยผลการศึกษาฉบับนี้ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Internal Medicine

คุณ Erikka Loftfield นักวิจัยที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ ผู้นำการวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการดื่มกาแฟส่งผลต่อการมีชีวิตยืนยาวได้อย่างไร แต่อาจเป็นเพราะกาแฟประกอบไปด้วยสารเคมีต่างๆ กว่า 1,000 ชนิด รวมไปถึงสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ ไม่ให้เกิดความเสียหาย

และว่าการศึกษาฉบับอื่นๆ ชี้ว่า สารต่างๆ ในกาแฟอาจช่วยลดภาวะอักเสบ และช่วยให้ร่างกายสามารถนำอินซูลินไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ายังต้องพยายามหาคำตอบเพื่ออธิบายต่อไปว่า กาแฟจะมีผลช่วยให้อายุยืนยาวต่อไปได้อย่างไร

Hits 38 ครั้ง
Subscribe to RSS - สุขภาพ