Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

สุขภาพ

องค์การอนามัยโลกระบุ 'ไมโครพลาสติก' ในน้ำดื่ม มีความเสี่ยงต่ำต่อสุขภาพ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, August 29, 2019
รายละเอียด: 

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO (World Health Organization) จัดทำรายงานชิ้นแรกที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจากมวลพลาสติกขนาดเล็ก หรือไมโครพลาสติก ซึ่งถูกพบได้ตามเเม่น้ำ ทะเลสาบ แหล่งน้ำทิ้ง หรือแม้กระทั่งในน้ำดื่มของมนุษย์

ผลการวิจัยพบว่า หากมนุษย์ดื่มน้ำที่มีมวลพลาสติกขนาดเล็กเข้าไป อันตรายที่มีต่อสุขภาพจะอยู่ในระดับต่ำ

บรูซ กอร์ดอน ผู้ประสานงานแห่งฝ่าย Water, Sanitation and Health ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า เมื่อร่างกายรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ส่วนใหญ่ของมวลพลาสติกเหล่านั้นจะไม่ถูกดูดซึมสู่ร่างกายมนุษย์

เขากล่าวว่า มวลพลาสติกขนาดจิ๋วในน้ำจากขวดน้ำดื่ม จะถูกพบมากกว่าในน้ำปะปาเล็กน้อย และบางส่วนที่พบในน้ำขวดมาจากฝาปิด และจากกระบวนการผลิตขวด

การศึกษาชิ้นนี้ระบุด้วยว่า หากกระบวนการบำบัดน้ำเสียทำได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปริมาณไมโครพลาสติกลงได้อย่างมาก

เจนนิเฟอร์ เดอ ฟร็องซ์ ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า ประชากรจำนวนมากในโลกไม่สามารถเข้าถึงระบบบำบัดน้ำเสียที่มีคุณภาพดีพอ เธอกล่าวว่า ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์จากการที่มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ดี และหากสามารถลดปริมาณมวลสารขนาดเล็กได้ ก็จะมีส่วนช่วยลดเชื้อโรคขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ด้วย

องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ควรมีการศึกษามากขึ้นถึงผลกระทบจากมวลพลาสติกขนาดเล็กต่อมนุษย์และสิ่งเเวดล้อม

WHO เเนะนำตามข้อมูลปัจจุบันว่า ควรมีการกำจัดหรือลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กและสารเคมีที่สร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่นเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของ โรคท้องร่วง

ที่มา : https://www.voathai.com/a/who-microplastic-ro/5053828.html

Hits 15 ครั้ง

ฝันร้ายกับสุขภาพ

วันที่: 
Tuesday, August 27, 2019

ฝันร้าย สัญญาณร่างกายกับปัญหาสุขภาพ

          ฝันร้าย คือ ภาวะจากการนอนหลับฝันที่ทำให้รู้สึกวิตกกังวล ระทึก หรือหวาดกลัวอย่างรุนแรง มักเกิดขึ้นเมื่อใกล้ตื่น ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เกิดความเครียดมักฝันร้าย ทั้งนี้ หากฝันร้ายเป็นประจำและส่งผลต่อการดำเนินชีวิตด้านต่าง ๆ ภาวะดังกล่าวอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพได้
          อุบัติการณ์ฝันร้ายผิดปกติ (
nightmare disorder) พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย พบความถี่สูงในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ร้อยละเฉลี่ย 1.5 - 1 ขณะที่ช่วงอายุ ลักษณะทางวัฒนธรรมไม่พบความแตกต่างกันในเนื้อหาของลักษณะความฝัน ฝันร้ายผิดปกติเกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และมีประมาณร้อยละ 2 - 6 ฝันร้ายผิดปกติเกิดขึ้นทุกสัปดาห์
          ฝันร้ายผิดปกติ จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลดังกล่าวเผชิญเหตุการณ์ที่ทำให้ตกใจกลัวรุนแรง ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิตเวช อาทิ เช่น โรคซึมเศร้า ปัญหาบุคลิกภาพผิดปกติ ผู้ที่ได้รับยาบางประเภทที่ออกฤทธิ์กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสาร norepinephrine, serotonin, dopamine เป็นต้น ซึ่งสารเคมีดังกล่าวมานี้ล้วนเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชทั้งสิ้น

ลักษณะฝันร้ายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นอาการป่วย

          - จดจำรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในฝันได้อย่างชัดเจน

          - มักฝันถึงเรื่องเดิมซ้ำๆ รวมทั้งมักฝันถึงเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก โดยฝันนั้นมักเกี่ยวกับการเอาตัวรอด ความปลอดภัย หรือความมั่นคงของชีวิต และมักเกิดขึ้นตอนงีบหลับสั้น ๆ

          - รู้สึกตื่นตัวและมักตื่นขึ้นมาอยู่เสมอ

          - รู้สึกไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต ทำกิจกรรม หรือสังสรรค์เข้าสังคม

ผลที่มีต่อสุขภาพ

          ฝันร้ายจะเป็นมากกว่าฝันร้ายเมื่อมันเริ่มมีผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ ในกลุ่มผู้ที่มีปัญหานอนฝันร้ายนั้น ผู้ที่มีอาการวิตกกังวล หรือซึมเศร้า มีแนวโน้มมากที่มีความเครียดอันเกิดจากประสบการณ์และทนทุกข์กับความป่วยทางจิตมากกว่า แม้จะยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างแน่ชัด แต่ฝันร้ายก็อาจมีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย เนื่องจากฝันร้ายอาจมีผลกระทบกับคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก จึงสำคัญที่จะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากคุณฝันร้ายอยู่เป็นประจำ

          การนอนหลับไม่พอเพียงเนื่องจากฝันร้าย อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอื่นตามมา เช่น โรคหัวใจ, ซึมเศร้า และโรคอ้วน

          หากฝันร้ายเกิดจากอาการหยุดหายใจเป็นพัก ๆ ระหว่างนอนหลับ หรือความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ และปล่อยเอาไว้ไม่รักษา สาเหตุเบื้องหลังเหล่านี้อาจนำไปสู่ผลลบอย่างรุนแรงทั้งต่อสุขภาพของร่างกายและสุขภาพจิต

          Norepinephrine คือ สารที่ทำหน้าที่ส่งกระแสประสาทระหว่างเส้นประสาท ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนตอบสนองต่อภาวะเครียดเมื่อสมองรับรู้ว่ามีเหตุการณร้ายแรงเกิดขึ้น

          Serotonin คือ สารสื่อประสาทและเป็นฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานในหลายๆ ส่วนของร่างกาย ทั้งด้านการควบคุมอารมณ์ การย่อยอาหาร ความรู้สึกอยากหรือเบื่ออาหาร รวมไปถึง การนอนหลับ และยังมีความเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชหลายโรค

          Dopamine คือ เป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยส่งสัญญาณภายในสมอง มีบทบาทหลักเกี่ยวกับการควบคุมการเคลื่อนไหว และยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการให้รางวัลของสมอง การมีระดับ dopamine ที่สูงหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ dopamine ในสมองอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่นเช่นโรคจิตเภท

แหล่งที่มา: 
https://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1248, https://health.kapook.com/view49984.html, https://www.honestdocs.co
ภาพประกอบ: 

ความฝันถูกแบ่งออกเป็นกี่ประเภท?

วันที่: 
Tuesday, August 13, 2019

การทำงานของความฝัน    
     การฝัน เป็นการที่จิตใต้สำนึก (
Subconscious mild) และจิตสำนึก หรือ สติความรู้สึกตัว (conscious mild) ทำงานประสานกันเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเรา ไม่ว่าจะเป็นบุคลิก จิตวิญญาณ ความหวัง ความหวาดกลัว และความปรารถนาที่มักถูกปิดบังอยู่เบื้องลึกของแต่ละคน การฝันถือเป็นเรื่องส่วนตัวหรือว่าเป็นประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่ได้รับจากการนอน เพราะฉะนั้นการฝันถึงสิ่งเดียวกันก็อาจแปลแตกต่างกันในแต่ละคนได้ บางความฝันอาจสร้างความพึงพอใจ บางฝันสนุก บางฝันก็ทำให้เครียดได้

ความฝันแบ่งได้หลายประเภท

     1. Recurring dream – เป็นการฝันที่จะคล้ายเรื่องจริง มีบิดเบือนเล็กน้อย ความฝันแบบนี้จะเกิดจากความวิตกกังวลในตัวของผู้ฝัน สามารถเกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อปัญหาของผู้ฝันนั้นคลี่คลายความฝันชนิดนี้ก็จะหมดไปเช่นกัน

     2. Epic dream – เป็นการฝันแบบเป็นเรื่องเป็นราว ความฝันชนิดนี้จะชัดเจนและดูสมจริงจนทำให้ผู้ที่ฝันสามารถจะจดจำมันได้นับปี เมื่อตื่นขึ้นมาผู้ฝันมักจะรู้สึกเหมือนกับว่าได้ค้นพบบางอย่างที่น่าตื่นเต้นในตัวของเขาหรือชีวิตของเขา

     3. Healing dream – เป็นการฝันเกี่ยวกับสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความเจ็บป่วย การฝันว่าปวดปัสสาวะ การฝันเปียก (Wet Dream) ก็นับเป็นฝันในรูปแบบนี้เช่นกัน

     4. Nightmare – เป็นความฝันที่มารบกวน ทำให้รู้สึกมีความทุกข์จนบางครั้งอาจ จะโวยวาย ละเมอ สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกและเกิดอาการหวากผวา มักจะเกิดขึ้นในการนอนระยะ Rapid Eye Movement (REM) ซึ่งจะทำให้ผู้ฝันสามารถจดจำเรื่องราวได้ เพราะสมองของเรายังทำงานเหมือนกับตอนที่เราตื่น ทว่ากล้ามเนื้อของเราจะอยู่ในสภาวะอัมพาต เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราเคลื่อนไหวจากการสั่งงานของสมองในขณะที่เราหลับและทำให้เราเจ็บตัวได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสาเหตุที่ทำไมเวลาเราฝันร้ายแล้วพยายามตื่น แต่ตื่นไม่ได้ซักทีนั้นเอง ในบางครั้งการฝันร้ายก็มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของความเครียดหลังเกิดอุบัติเหตุ

     5. Prophetic dream – เป็นความฝันบอกอนาคต ความฝันชนิดนี้อาจเกิดจากความขยันของจิตสำนึก นั่นคือเรื่องธรรมดาที่ผ่านมาในชีวิตถ้าอาศัยเพียงสติทั่วไป (Conscious) อาจไม่ทันสังเกตเห็น แต่จิตสำนึกนั้นเก็บเกี่ยวมาคิดและหาบทสรุปที่เป็นไปได้ของสิ่งนั้นๆ เป็นกระบวนการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ ของจิตใต้สำนึก แล้วเอาคำตอบมาให้กับเจ้าของความฝัน มันเลยเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นจริง
     6. Lucid Dream - เป็นความฝันที่คนที่ฝันจะรู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่ หรือทำได้แม้กระทั่งควบคุมและบังคับรูปแบบความฝันของตัวเองได้ มีความสัมพันธ์กับระดับการทำงานที่เพิ่มขึ้นในสมอง เพราะคนที่สามารถฝันแบบนี้ได้ คลื่นสมองจะมีความถี่สูงกว่าคนทั่วไปที่ไม่เคยฝันในแบบนี้และยังแสดงให้เห็นว่าสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ควบคุมการตระหนักรู้ การรู้สำนึกของตัวตน รวมไปถึงความสามารถทางทักษะด้านภาษาและความทรงจำ ยังทำงานมากขึ้นตามไปด้วย

     จิตใต้สำนึก (Subconscious mild) ถูกควบคุมโดยสมองซีกขวา ทำหน้าที่ควบคุมระบบประสาท การทำงานของร่างกายทั้งหมดแบบอัตโนมัติ เช่น การเต้นของหัวใจ ความดันเลือด เก็บความทรงจำทั้งหมด การแสดงออกทางการกระทำหรือคำพูดอย่างรวดเร็ว โดยปราศจากการควบคุมได้

     จิตสำนึก หรือ สติความรู้สึกตัว (conscious mild) ถูกควบคุมโดยสมองซีกซ้าย ทำหน้าที่ควบคุม รับข้อมูลต่างๆผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และทางกาย การสร้างข้อมูลในเชิงตรรกวิทยา

แหล่งที่มา: 
http://psychisick.blogspot.com,http://www.hypnoticquality.com,http://scienceillustratedthailand.com/medicine/7
ภาพประกอบ: 

เด็กๆ ควรใช้เวลาหน้าจอ (Screen Time) มากน้อยแค่ไหน?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, May 7, 2019
รายละเอียด: 

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ได้ออกแนวทางปฏิบัติสำหรับการใช้เวลากับหน้าจอ หรือ Screen Time ของเด็กเป็นครั้งแรก โดยระบุว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบไม่ควรมี Screen Time มากนัก และเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบไม่ควรมี Screen Time เลย

หน่วยงานด้านสุขภาพของสหประชาชาติกล่าวว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบไม่ควรใช้เวลาบนหน้าจอนานกว่า 1 ชั่วโมงในแต่ละวัน หรือถ้าน้อยกว่านั้นได้ยิ่งดี

แนวทางปฏิบัติขององค์การอนามัยโลกนี้ค่อนข้างคล้ายกับคำแนะนำจากสถาบันกุมารแพทย์อเมริกัน หรือ American Academy of Pediatrics ที่แนะนำให้เด็กทารกที่อายุต่ำกว่า 18 เดือนหลีกเลี่ยงการใช้หน้าจออื่นๆ นอกเหนือจากวิดีโอแชท และผู้ปกครองของเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบควรเลือกโปรแกรมคุณภาพสูงที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่เด็กสามารถดูได้พร้อมกับผู้ปกครอง เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งที่พวกเขากำลังดูอยู่

แต่ Andrew Przybylski ผู้อำนวยการวิจัยของสถาบัน Oxford Internet Institute ที่มหาวิทยาลัยOxford กล่าวว่าคำแนะนำเรื่อง Screen Time ของ WHO นั้นมุ่งเน้นไปในเรื่องของการใช้เวลาที่หน้าจอมากเกินไป โดยที่ไม่ได้คำนึงประโยชน์จากเนื้อหาของสื่อดิจิตัลเหล่านั้น หรือบริบทของการใช้

ส่วนวิทยาลัยกุมารแพทย์ Royal College of Paediatrics and Child Health ในประเทศอังกฤษกล่าวว่าข้อมูลที่มีอยู่นั้นยังอ่อนเกินไปที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถกำหนดเกณฑ์สำหรับ Screen Time ที่เหมาะสมได้

ดร. Max Davie เจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาสุขภาพของวิทยาลัยนี้กล่าวอีกว่า งานวิจัยของทางวิทยาลัยยังแสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนการกำหนด Screen Time และการจำกัดเวลาตามแนวทางขององค์การอนามัยโลกนั้นดูเหมือนจะไม่ได้สัดส่วนกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

องค์การอนามัยโลกไม่ได้ระบุรายละเอียดของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการมี Screen Time มากเกินไป แต่กล่าวว่าแนวทางปฏิบัติดังกล่าวซึ่งรวมถึงคำแนะนำสำหรับการออกกำลังกายและการนอนหลับนั้น มีความจำเป็นต่อการแก้ปัญหาพฤติกรรมการนั่งติดอยู่กับที่ของประชากรทั่วๆ ไป และตั้งข้อสังเกตว่าการไม่เคลื่อนไหวร่างกายทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคอ้วนกันมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำว่าทารกที่อายุน้อยกว่า 1 ขวบควรนอนคว่ำอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง และเด็กโตควรมีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อยวันละสามชั่วโมง

Hits 60 ครั้ง

กินอาหารเช้าไม่ช่วยลดน้ำหนัก แต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในทางอื่น

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, March 15, 2019
รายละเอียด: 

คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าอาหารเช้าคือมื้อสำคัญที่สุดของวัน แต่ผลวิจัยล่าสุดจากออสเตรเลียกลับชี้ว่า อาหารเช้าให้พลังงานและสารอาหารที่จำเป็นก็จริง แต่ไม่ได้ช่วยในการควบคุมระบบเผาผลาญและช่วยลดน้ำหนัก อย่างที่เคยมีนักโภชนาการบางคนกล่าวไว้แต่อย่างใด

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาช ตีพิมพ์ผลวิเคราะห์ทบทวนงานวิจัยและการทดลองที่เคยมีมาในอดีต 13 เรื่องลงในวารสารการแพทย์อังกฤษ (BMJ) ซึ่งการทดลองเหล่านี้ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารเช้าและผลต่อการควบคุมน้ำหนักทั้งสิ้น

ผลการตรวจสอบพบว่า ไม่มีหลักฐานยืนยันในเรื่องที่ว่ากินอาหารเช้าเป็นประจำแล้วจะทำให้น้ำหนักลด ทั้งไม่พบข้อพิสูจน์ว่าการงดอาหารเช้าจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในระยะยาวแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า อาหารเช้าให้สารอาหารและพลังงานที่จำเป็นต่อการเริ่มต้นวันใหม่ ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานเป็นปกติ ป้องกันการกินจุบกินจิบหรือกินมากเกินไปในระหว่างวันซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วน โดยงานวิจัยในอดีตชี้ว่าผู้ที่รับประทานอาหารเช้ามักจะมีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ แต่ทีมผู้วิจัยในปัจจุบันมองว่างานวิจัยในอดีตมีหลักฐานสนับสนุนไม่เพียงพอ เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เหมาะสมอาจเป็นผลมาจากปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิตด้วยก็เป็นได้

ลองบดอะโวคาโดป้ายลงบนขนมปัง เพื่อรับประทานเป็นอาหารเช้ามื้อเบา ๆ ที่มีคุณค่าได้
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาชชี้ว่า ผลวิเคราะห์ไม่พบความแตกต่างในเรื่องน้ำหนักตัวระหว่างคนที่กินอาหารเช้าและคนที่งดอาหารเช้า โดยคนที่กินอาหารเช้ารับพลังงานเข้าสู่ร่างกายมากกว่าคนที่งดอาหารเช้าราว 260 แคลอรีต่อวัน แต่คนที่งดอาหารเช้าก็มีน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยน้อยกว่าคนที่กินอาหารเช้าเพียงครึ่งกิโลกรัมเท่านั้น

ทีมผู้วิจัยยังแนะว่า การงดอาหารเช้าอาจเป็นทางเลือกที่ดีในการควบคุมอาหารทางหนึ่ง เพราะไม่ได้ส่งผลให้เกิดอาการโหยและกินอาหารมากขึ้นในระหว่างวันตามที่เคยเชื่อกันมา

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการมองว่า แม้อาหารเช้าจะไม่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้อ้วน ทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ อยู่ เช่นเป็นแหล่งของสารอาหารสำคัญเช่นแคลเซียมและไฟเบอร์ในกลุ่มผู้ที่รับประทานนมและธัญพืช อาหารเช้ายังช่วยให้มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้นโดยเฉพาะในเด็ก

Hits 85 ครั้ง

ดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาดทำดีเอ็นเอเปลี่ยน – กระตุ้นให้อยากดื่มเพิ่มขึ้น

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, March 13, 2019
รายละเอียด: 

งานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐฯ พบหลักฐานบ่งชี้ว่า การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินขนาดอาจทำให้ดีเอ็นเอเปลี่ยนแปลงในระยะยาว และกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากดื่มมากขึ้นไปอีกเมื่อมีความเครียด จนกลายเป็นวงจรที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่จบสิ้น

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยรัตเกอร์สในสหรัฐฯ ชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Alcoholism: Clinical & Experimental Research โดยทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์หน่วยพันธุกรรม หรือ ยีน ของผู้ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินขนาด และพบว่าแอลกอฮอล์สร้างความเสียหายให้แก่ยีนของคนกลุ่มนี้

โดยยีน 2 ตัวที่เสียหายได้แก่ ยีน PER2 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมนาฬิกาของร่างกาย และยีน POMC ที่ควบคุมระบบการตอบสนองต่อความเครียด

อนามัยโลกชี้ สาเหตุการตาย 1 ใน 20 กรณีทั่วโลกมาจากแอลกอฮอล์
ผลวิจัยล่าสุดชี้ "ระดับปลอดภัย" ในการดื่มแอลกอฮอล์ไม่มีจริง
ดื่มแอลกอฮอล์แม้เพียงวันละนิด เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม
นักวิจัยได้เปรียบเทียบยีนทั้งสองตัวของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลางกับผู้ที่ดื่มมากเกินขนาด แล้วพบว่า ผู้ที่ดื่มมากเกินขนาดมีการเปลี่ยนแปลงของยีนที่เรียกว่า กระบวนการ "เมทิลเลชัน" (methylation) ทำให้ยีนปิดการทำงานลง

นักวิจัยพบว่าความเสียหายต่อยีนทั้ง 2 ตัว ทำให้คนมีแนวโน้มอยากดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นเมื่อรู้สึกเครียด จนกลายเป็นวงจรที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะยิ่งดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ยีนเกิดความเสียหายมากขึ้นเท่านั้น และทำให้ดื่มมากขึ้นไปอีกไม่จบสิ้น

ทีมงานหวังว่างานวิจัยชิ้นนี้จะนำไปสู่การตรวจตัวชี้วัดทางชีวภาพ เพื่อหาว่าบุคคลมีความเสี่ยงดื่มแอลกอฮอล์ในระดับที่เป็นอันตรายหรือไม่

ศ.ดิปัก เค. ชาร์คาร์ ผู้อำนวยการโครงการศึกษาเรื่องต่อมไร้ท่อ ภาควิชาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยครั้งนี้ระบุว่า "งานวิจัยชิ้นนี้อาจอธิบายว่าเหตุใดโรคพิษสุราเรื้อรังจึงเป็นการเสพติดที่รุนแรง และสักวันจะช่วยนำไปสู่หนทางใหม่ในการรักษาโรคนี้ หรือช่วยป้องกันผู้มีความเสี่ยงไม่ให้กลายเป็นผู้ติดสุรา"

ข้อมูลจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เมื่อปี 2016 มีผู้เสียชีวิตจากการดื่มแอลกอฮอล์กว่า 3 ล้านคน คิดเป็น 5% ของการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั่วโลก ผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุจากแอลกอฮอล์ในปี 2016 เป็นเพศชายถึง 2.3 ล้านคน โดยเกือบ 29% ของการตายนั้นเนื่องมาจากอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นเพราะมึนเมา เช่นอุบัติเหตุทางรถยนต์และการฆ่าตัวตาย

แนวโน้มที่น่าสนใจในรายงานดังกล่าว ยังรวมถึงการที่คนหนุ่มสาววัย 20-29 ปี ต้องมาเสียชีวิตด้วยสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์มากที่สุดถึง 13.5% ซึ่งทำให้ยอดผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะน้ำเมาเพิ่มขึ้นเป็น 7.2% ทั่วโลก

องค์การอนามัยโลกชี้ว่า แอลกอฮอล์ยังคงส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลก โดยความเสี่ยงอันตรายที่เกิดจากการดื่มสุราในหมู่คนยากจนนั้นมีสูงกว่ากลุ่มผู้บริโภคที่มีฐานะร่ำรวย

Hits 89 ครั้ง

สุขภาพ : 6 ปัจจัยกระตุ้นหัวใจวายที่คุณอาจไม่รู้

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, March 6, 2019
รายละเอียด: 

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การสูบบุหรี่ โรคอ้วน และการออกกำลังกายไม่เพียงพออาจทำให้คุณมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายได้มากขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีปัจจัยอื่นที่คุณอาจไม่ทราบว่าสามารถกระตุ้นให้หัวใจวายได้ และการมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดคือกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนทั่วโลก และนี่คือปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคนี้ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจมองข้าม

1. ไม่ใช้ไหมขัดฟัน

หัวใจจะขอบคุณเวลาที่คุณใช้ไหมขัดฟัน
ฟันและหัวใจของเรามีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เราคิด

งานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า คนที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากมักมีอัตราการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติ

อาการเลือดออกที่เหงือกและเหงือกอักเสบอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียในช่องปากเข้าสู่กระแสเลือดได้ และอาจทำให้เกิดคราบไขมันในหลอดเลือดแดง

ละเลยสัญญาณ "หัวใจล้มเหลว" เสี่ยงเสียชีวิต
น้ำลายเห็บช่วยป้องกันหัวใจวายได้
ยาแก้ปวดอาจเพิ่มความเสี่ยงเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
นอกจากนี้ ยังอาจกระตุ้นให้ตับผลิตโปรตีนบางชนิดขึ้นในระดับสูง ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบขึ้น อันจะนำไปสู่อาการหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก

การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านี้ทำได้โดยการใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ และพบทันตแพทย์ตามกำหนดเวลาที่เหมาะสม

2. การเกลียดหัวหน้างาน

งานวิจัยจากสวีเดนชี้ว่า คนที่มีภาวะเครียดในที่ทำงานเสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่ความรู้สึกชิงชังเจ้านายอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจของคุณได้

งานวิจัยจากสวีเดนที่ทำการศึกษาเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบว่าการมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับหัวหน้างานอาจเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหัวใจวายได้ถึง 40%

"ความเครียดในที่ทำงานอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจวายได้" นพ.วีเจย์ กุมาร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากสถาบันสุขภาพหัวใจในเมืองออร์แลนโดของสหรัฐฯ กล่าว

ความเครียดในที่ทำงานประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การนอนหลับไม่เพียงพอ และการทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจขึ้นไปอีก

3. เหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลทางจิตใจ

เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงกะทันหัน อาจสร้างความเสียหายให้หัวใจคุณได้
เหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงกะทันหัน เช่น การเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวอาจสร้างความเสียหายให้หัวใจคุณได้จริง ๆ

ข้อมูลจากสมาคมวัยหมดประจำเดือนแห่งอเมริการะบุว่า เส้นเลือดของผู้หญิงที่เคยผ่านประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง 3 ครั้งในชีวิตหรือมากกว่านั้น มีประสิทธิภาพการทำงานที่ย่ำแย่กว่าผู้หญิงที่ไม่เคยประสบเหตุแบบเดียวกัน

พญ.แจ็คกี ยูบานี แพทย์โรคหัวใจ ระบุว่า ภาวะเครียดสูงสามารถกระตุ้นให้ร่างกายผลิตอะดรีนาลีนมากผิดปกติ ซึ่งจะไปเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและเพิ่ม ภาวะความดันโลหิตสูง

4. ความรู้สึกเหงา

ความเหงาอาจส่งผลร้ายต่อหัวใจคุณ
งานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบหลักฐานบ่งชี้ว่า คนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมน้อยมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 29% และมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเพิ่มขึ้น 32%

ที่เป็นเช่นนี้เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายสามารถกระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ และคนที่รู้สึกเหงามักไม่ค่อยมีใครคอยปรับทุกข์และระบายความรู้สึกต่าง ๆ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2014 ได้ทำการวิเคราะห์ผู้หญิงกว่า 700,000 คนในช่วงเวลา 8 ปี และพบว่าคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับคู่รักมีความเสี่ยงน้อยลง 28% ที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดเมื่อเทียบกับผู้หญิงโสดที่ใช้ชีวิตตามลำพัง

5. โรคซึมเศร้า

33% ของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจวายในสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย
สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา ระบุว่า 33% ของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจวายในสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอาจถูกถาโถมด้วยอารมณ์ต่าง ๆ จนยากที่จะตัดสินใจในเรื่องสุขภาพของตนเอง

ดร.นีกา โกลด์เบิร์ก ผู้อำนวยการศูนย์โจน เอช ทิช เพื่อสุขภาพสตรี ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักไม่สามารถควบคุมตัวเองให้มีพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพได้ เช่น การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น

"คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายมักหันไปหาสิ่งที่ช่วยทำให้สบายใจ โดยที่ไม่คำนึงว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพหรือไม่" ดร.โกลด์เบิร์ก กล่าว

6. วัยทอง

ฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติในร่างกายที่ลดลงของผู้หญิงวัยทอง ทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเกิดภาวะหัวใจวาย
ผู้หญิงมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเกิดภาวะหัวใจวายเมื่อเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน

ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ภาวะเช่นนี้อาจเกี่ยวโยงกับการที่ผู้หญิงกลุ่มนี้มีฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติในร่างกายลดลง

เชื่อกันว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่งผลดีต่อผนังหลอดเลือดแดง และช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น

พญ.ยูบานี เสริมว่า อายุที่มากขึ้นทำให้หลอดเลือดแข็งขึ้น และมีความยืดหยุ่นน้อยลง ซึ่งจะไปเพิ่มระดับความดันในหลอดเลือด

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และการออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยต้านทานภาวะเหล่านี้ได้

Hits 56 ครั้ง

ร่องรอยบนหน้าผากอาจบ่งบอกถึงสุขภาพหัวใจของคุณ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, February 28, 2019
รายละเอียด: 

หากพูดถึงริ้วรอยบนหน้าผากใครหลายคนมักจะกังวลเกี่ยวกับเรื่องความสวยความงาม หรือเรื่องสุขภาพของผิว เช่น ผิวบริเวณหน้าผากได้รับแสงแดดเป็นเวลานาน
ขาดความชุ่มชื้น หรือการเสื่อมโทรมของคอลลาเจน และอิลาสตินในชั้นหนังแท้ โดยชั้นหนังแท้ (Dermis) นี้อยู่ระหว่างชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และชั้นไขมัน
(Hypodermis) ของผิวหนัง ซึ่งมีเซลล์สำคัญที่สร้างคอลลาเจน และอิลาสตินเพื่อให้ความแข็งแรง รวมถึงซ่อมแซมผิวหนังของเรา นอกเหนือจากปัญหาการเสื่อมโทรม
ของคอลลาเจน และอิลาสตินแล้ว เราควรให้ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพอื่นด้วย เช่น การทำงานผิดปกติของสมอง ไตอ่อนแอ และการนอนไม่หลับ
ซึ่งล่าสุดการศึกษาจากนักวิจัยชาวฝรั่งเศสพบว่าผู้ที่มีริ้วรอยเป็นร่องลึกก่อนวัยอันควรมักจะเสียชีวิตเนื่องจากโรคหัวใจ

โดยการศึกษาครั้งนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากวัยผู้ใหญ่ในประเทศฝรั่งเศสมากกว่า 3,200 คน อายุ 32 42 52 และ 62 ปี จากการนับจำนวนร่องหน้าผาก และรอยลึกของร่อง
ซึ่งการศึกษาได้เฝ้าติดตามผลมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ได้กำหนดค่าคะแนนทั้งหมด 4 เกณฑ์โดย คะแนนต่ำสุด คือ 0 หมายถึงไม่มีร่องบนหน้าผาก และคะแนนมากสุด
คือ 3 หมายถึง ริ้วรอยลึกจำนวนมาก โดยผู้ที่มีค่าคะแนนจำนวนร่องหน้าผาก และรอยลึกอยู่ในเกณฑ์มาก พบว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจมีมากถึง 10 เท่าของคนที่
ไม่มีร่องบนหน้าผาก

อย่างไรก็ตามผลการวิเคราะห์นี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ยังจำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติม
ซึ่งร่องรอยบนหน้าผากนั้นสามารถสังเกตได้ง่าย และมองเห็นได้ด้วยตาจึงอาจเป็นตัวเลือกหนึ่งในการนำไปเป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจในอนาคต
ทั้งนี้ทั้งนั้นการสังเกตเพียงร่องรอยบนหน้าผากอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะโรคหัวใจสามารถแบ่งย่อยได้เป็นหลายกลุ่มโรค จำเป็นต้องทราบข้อมูลอื่น ๆ
ต้องสังเกตอาการ และตรวจร่างกายประกอบ เช่น อายุ เพศ ความดันโลหิต ประวัติการสูบบุหรี่ อัตราการเต้นของหัวใจ และระดับไขมันในเลือด เป็นต้น

ที่มา :
Rachael Rettner. 2018. What Forehead Wrinkles Might Tell You About Your Heart Health. LIVE SCIENCE. Resource: https://www.livescience.com/63432-forehead-wrinkles-heart-health.html?ut.... 2 September. 2018

Hits 62 ครั้ง

สุขภาพ : ดีเอ็นเอฉลามอาจช่วยชี้ทางรักษามะเร็งและโรคจากความชราในมนุษย์

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Monday, February 25, 2019
รายละเอียด: 

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ฉลามขาว (Great white shark) นักล่ายักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเลอาจกุมความลับในการมีชีวิตที่ยืนยาว เพราะมีวิวัฒนาการทางพันธุกรรมที่ช่วยปกป้องพวกมันจากโรคมะเร็ง และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากความแก่ชรา ซึ่งความรู้ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ให้ความหวังว่าจะนำไปสู่หนทางการรักษาโรคต่าง ๆ ของมนุษย์ในอนาคต

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโนวา เซาท์อีสเทิร์น ในรัฐฟอลริดาของสหรัฐฯ ได้ถอดรหัสพันธุกรรมทั้งหมด หรือจีโนม (Genome) ของฉลามขาวสำเร็จเป็นครั้งแรก แล้วนำไปเปรียบเทียบกับจีโนมของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ซึ่งรวมถึงฉลามวาฬ และมนุษย์

มีความลับอะไรซุกซ่อนในยีนฉลามขาว

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่าฉลามขาวซึ่งมีจีโนมใหญ่กว่ามนุษย์ 1.5 เท่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงในลำดับดีเอ็นเอที่บ่งชี้ถึงการปรับตัวในระดับโมเลกุล หรือที่เรียกว่า "การคัดเลือกตามธรรมชาติ" ในยีนหลายตัวซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้จีโนมเสถียร ซึ่งช่วยให้ฉลามขาวมีดีเอ็นเอที่สามารถซ่อมแซมความเสียหายได้เอง และทนทานต่อความเสียหายในแบบที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้

ในทางกลับกัน การที่จีโนมไม่เสถียรในมนุษย์นั้น ทำให้เราเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคจากความเสื่อมถอยของร่างกายเมื่อมีอายุมากขึ้น และโรคมะเร็ง

ดร.มาห์มูด ชีวจี หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า "ความไม่เสถียรของจีโนมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ ในมนุษย์...และตอนนี้เราค้นพบว่าธรรมชาติได้พัฒนากลยุทธ์อันชาญฉลาดในการรักษาความเสถียรของจีโนมในสัตว์ขนาดยักษ์และอายุยืนอย่างฉลาม"

ดร.ชีวจี ชี้ว่า ฉลามขาวไม่เพียงจะมียีนที่มีความเสถียรของจีโนมจำนวนมากอย่างน่าประหลาดใจ แต่ยังมีความสมบูรณ์มากอีกด้วย

โดยนักวิจัยพบว่า จีโนมของฉลามขาวมี "ยีนกระโดด"( jumping genes) ซึ่งเป็นหน่วยพันธุกรรมที่สามารถเคลื่อนที่ได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ฉลามขาวมียีนที่มีความเสถียรของจีโนมเป็นจำนวนมากนั่นเอง

นอกจากนี้ยังพบว่า ฉลามขาวมีการปรับตัวเชิงวิวัฒนาการที่น่าทึ่งในยีนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาบาดแผลให้หายอย่างรวดเร็ว เช่น ยีนสำคัญที่ทำให้เลือดแข็งตัว ทำให้ร่างกายของฉลามเยียวยาได้อย่างรวดเร็วแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ตาม

ฉลามขาวเป็นปลากินเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยอาศัยอยู่ในโลกมาอย่างน้อย 16 ล้านปี และเมื่อโตเต็มวัยอาจมีขนาดยาวได้ถึง 6 เมตร และหนักได้ถึง 3 ตัน

Hits 55 ครั้ง

วิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, February 8, 2019
รายละเอียด: 

กรมควบคุมมลพิษแจ้งเตือนค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินมาตรฐานเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง
ส่งผลให้เกิดความตื่นตัวของประชาชนจำนวนมากเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ โดยฝุ่นละออง PM 2.5 ตามข่าวนั้นเป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กและไม่สามารถมองเห็นได้
ด้วยตาเปล่า เพราะมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (ไมโครเมตร) หรือเล็กกว่าเส้นผมคนเราถึง 20 เท่าเลยทีเดียว

โดยปกติในเมืองใหญ่ ๆ จะมีฝุ่นชนิดนี้อยู่แล้วในระดับที่ยอมรับได้ แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ภาครัฐต้องออกมาเตือนประชาชนเนื่องมาจากมีการสะสมของฝุ่น PM 2.5
เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานซึ่งกรมควบคุมมลพิษ กำหนดไว้ที่ 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร มีสาเหตุหลักมาจากควันเสียของรถยนต์โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล
โรงงานอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง รวมถึงสภาพอากาศในช่วงนี้มีลักษณะแบบอากาศนิ่งและสภาพอากาศปิด ทำให้ฝุ่นละอองในอากาศไม่สามารถลอยตัวขึ้น
ทำให้มีการสะสมเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

pm2 5 2

ด้วยอนุภาคของฝุ่นละอองที่มีขนาดที่เล็ก ทำให้เมื่อเราหายใจเข้าไปจะส่งผลให้เกิดการระคายเคือง ไอ จามหรือมีเสมหะ ฝุ่นละออง PM 2.5 นี้สามารถผ่านเข้าไป
จนถึงส่วนในสุดของปอดซึ่งจะมีผลกระทบต่อหลอดลมฝอยและถุงลม สามารถผ่านผนังถุงลมเข้าสู่เส้นเลือดฝอยและกระจายตัวไปทั่วร่างกายของเรา ส่งผลกระทบ
ต่อสุขภาพในหลายๆด้าน อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคมะเร็งปอด ภาวะหลอดเลือดแข็ง หลอดเลือดสมองตีบและหัวใจ
เต้นผิดจังหวะ

การป้องกันที่เราสามารถทำได้คือ การลดกิจกรรมที่อยู่นอกตัวอาคารในช่วงเวลาที่มีระดับของฝุ่นละอองอยู่ในปริมาณที่สูง แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเดินทางไป
ในบริเวณที่มีความเสี่ยงควรใส่อุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐานและต้องมีความละเอียดของเส้นใยสูงพอที่จะกรองฝุ่นเล็กขนาด 2.5 ไมครอนโดยการใส่หน้ากาก
อนามัย N95 ซึ่งหน้ากากชนิดนี้ต่างจากหน้ากากอนามัยที่ไปใช้กันทั่วไป เนื่องจากสามารถป้องกันฝุ่นขนาด 0.1-0.3 ไมครอน ได้ 95% การสวมใส่จำเป็นต้อง
คำนึงถึงขั้นตอนการใส่ที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและไม่ควรใส่นานเกินไปเพราะอาจส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพออีกด้วย

แหล่งข้อมูล :
https://www.bbc.com/thai/thailand-46643980
http://www.pcd.go.th/Public/News/GetNewsThai.cfm?task=lt2019&id=18542
https://www.honestdocs.co/pm-2-5-environmental-nano-pollutants

Hits 93 ครั้ง
Subscribe to RSS - สุขภาพ