Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

ไฟ

งานวิจัยชี้ "เปิดไฟนอน" อาจทำให้รอบเอวเพิ่ม

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, June 14, 2019
รายละเอียด: 

รายงานการวิจัยชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA Internal Medicine ชี้ว่า การนอนหลับโดยที่เปิดไฟหรือเปิดทีวีทิ้งไว้ อาจเกี่ยวข้องกับรอบเอวของเราได้

นักวิจัยที่ National Institute of Environmental Health Science ในรัฐนอร์ธแคโรไลน่า เปิดเผยรายงานการศึกษาเรื่องผลกระทบของแสงที่มีต่อการนอน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีชาวอเมริกัน 43,722 คน อายุระหว่าง 35 – 74 ปี และใช้เวลา 5 ปี (2003 – 2009) ภายใต้การวิจัยที่มีชื่อว่า Sister Study

ผลการวิจัยพบว่า การมีแสงสว่างภายในห้องตอนกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นแสงจากหลอดไฟหรือจากทีวีที่เปิดทิ้งไว้ อาจมีความเชื่อมโยงกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มตัวอย่างเหล่านั้น

คุณเดล แซนด์เลอร์ ผู้นำการวิจัยครั้งนี้ชี้ว่า ได้ให้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดตอบแบบสอบถาม โดยเลือกพฤติกรรมการนอนของตนเองใน 4 กลุ่ม คือ 1.นอนแบบปิดไฟ 2.เปิดไฟหัวนอนทิ้งไว้ 3.เปิดไฟไว้นอกห้อง 4.เปิดไฟสว่างหรือเปิดทีวีทิ้งไว้ในห้องนอน

ผลวิจัยชี้ให้เห็นว่า 22% ของคนที่เปิดไฟสว่างหรือเปิดทีวีทิ้งไว้ตอนนอนหลับมีโอกาสที่จะมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และ 33% มีโอกาสที่จะเป็นโรคอ้วน

และเมื่อเจาะลึกลงไป พบว่าในกลุ่มตัวอย่างที่ 4 นี้ โดยเฉลี่ยแล้วน้ำหนักจะขึ้นราว 5 กิโลกรัมหรือมากกว่านั้น ในช่วง 5 ปีที่ทำการสำรวจ หรืออาจมีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index – BMI) เพิ่มขึ้นราว 10% เทียบกับคนที่นอนแบบปิดไฟ

งานวิจัยชิ้นนี้ให้ตัวเลขในทำนองเดียวกับงานวิจัยเมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism ที่ชี้ว่าการเปิดไฟไว้ขณะนอนหลับอาจเพิ่มค่า BMI ราว 10% เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม คุณเดล แซนด์เลอร์ ระบุว่า ข้อจำกัดของงานวิจัยชิ้นนี้คือใช้วิธีให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามซึ่งมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้มาก ดังนั้นจึงแนะนำให้มีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้

ถึงกระนั้น ดร.แนทธาเนียล วัตสัน ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาแห่ง University of Washington กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยเน้นย้ำถึงสิ่งที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญพยายามแนะนำมาโดยตลอด คือการทำให้ช่วงเวลานอนหลับของเรามีประสิทธิภาพมากที่สุด และดีต่อสุขภาพมากที่สุด ด้วยการกำจัดสิ่งรบกวนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แสงไฟ ทีวี หรืออุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ทุกประเภท

(ทรงพจน์ สุภาผล เรียบเรียงรายงานจาก CNN)

Hits 26 ครั้ง

นักวิทยาศาสตร์ แอริสตอเติล (Aristotle)

วันที่: 
Tuesday, January 15, 2019

แอริสตอเติล (อังกฤษ: Aristotle) (384 ปีก่อนคริสตกาล – 7 มีนาคม 322 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นนักปรัชญากรีกโบราณ เป็นลูกศิษย์ของเพลโต และเป็นอาจารย์ของอเล็กซานเดอร์มหาราช เขาและเพลโตได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักปรัชญาที่มีอิทธิพลสูงที่สุดคนหนึ่ง ในโลกตะวันตก ด้วยผลงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับฟิสิกส์ ตรรกศาสตร์ กวีนิพนธ์ สัตววิทยา การเมือง การปกครอง จริยศาสตร์ และชีววิทยา

นักปรัชญากรีกโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือแอริสตอเติล เพลโต (อาจารย์ของแอริสตอเติล) และโสกราตีส (ที่แนวคิดของเขานั้นมีอิทธิพลอย่างสูงกับเพลโต) พวกเขาได้เปลี่ยนโฉมหน้าของปรัชญากรีก สมัยก่อนโสกราตีส จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญาตะวันตกในลักษณะปัจจุบัน โสกราตีสนั้นไม่ได้เขียนอะไรทิ้งไว้เลย ทั้งนี้เนื่องจากผลของแนวคิดปรากฏในบทสนทนาของเพลโตชื่อ เฟดรัส เราได้ศึกษาแนวคิดของเขาผ่านทางงานเขียนของเพลโตและนักเขียนคนอื่น ๆ ผลงานของเพลโตและแอริสตอเติลเป็นแก่นของปรัชญาโบราณ

แอริสตอเติลเป็นหนึ่งในไม่กี่บุคคลในประวัติศาสตร์ที่ได้ศึกษาแทบทุกสาขาวิชาที่มีในช่วงเวลาของเขา ในสาขาวิทยาศาสตร์ แอริสตอเติลได้ศึกษา กายวิภาคศาสตร์, ดาราศาสตร์, วิทยาเอ็มบริโอ, ภูมิศาสตร์, ธรณีวิทยา, อุตุนิยมวิทยา, ฟิสิกส์,และ สัตววิทยา   ในด้านปรัชญา แอริสตอเติลเขียนเกี่ยวกับ สุนทรียศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, จริยศาสตร์, การปกครอง, อภิปรัชญา, การเมือง, จิตวิทยา, วาทศิลป์ และ เทววิทยา   เขายังสนใจเกี่ยวกับ ศึกษาศาสตร์, ประเพณีต่างถิ่น, วรรณกรรม และ กวีนิพนธ์ ผลงานของเขาเมื่อรวบรวมเข้าด้วยกันแล้ว สามารถจัดว่าเป็นสารานุกรมของความรู้สมัยกรีก

ปรัชญาของแอริสตอเติล
อภิปรัชญาของแอริสตอเติล
ปรัชญาธรรมชาติของแอริสตอเติล
จิตวิทยาของแอริสตอเติล

 

แอริสตอเติลเกิดเมื่อประมาณ 384 หรือ 383 ปีก่อนคริสตกาลที่เมืองสตากีรา (Stagira) ในแคว้นมาเซโดเนีย (Macedonia) ซึ่งเป็นแคว้นที่แห้งแล้งทางตอนเหนือสุดชองทะเลเอเจียน (Aegaeen Sea) ของประเทศกรีก เป็นบุตรชายของนายนิโคมาคัส (Nicomachus) ซึ่งมีอาชีพทางการแพทย์ประจำอยู่ที่เมืองสตาราเกีย และยังเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าอมินตัสที่ 2 (King Amyntas II) แห่งมาซิโดเนีย

ในวัยเด็กนั้นผู้ที่ให้การศึกษาแก่แอริสตอเติลคือบิดาของเขานั้นเองซึ่งเน้นหนักไปในด้านธรรมชาติวิทยา เมื่อเขาอายุได้ 18 ปีก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อกับปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้นคือ เพลโต ในกรุงเอเธนส์ (Athens) ในระหว่างการศึกษาอยู่กับเพลโต 20 ปีนั้นทำให้แอริสตอเติลเป็นนักปราชญ์ที่ลือนามต่อมาจากเพลโต ต่อมาเมื่อเพลโตถึงแก่กรรมในปี 347 ปีก่อนคริสต์ศักราช แอริสตอเติลจึงเดินทางไปรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ในปี 343 - 342 ก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาในปี 336 ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระเจ้าฟิลิป พระองค์จึงได้พระราชทานทุนให้แก่แอริสตอเติลเพื่อจัดตั้งโรงเรียนที่สตากิราชื่อไลเซียม (Lyceum)

ในการทำการศึกษาและค้นคว้าของแอริสตอเติลทำให้เขาเป็นผู้รอบรู้สรรพวิชา และได้เขียนหนังสือไว้มากมายประมาณ 400 - 1000 เล่ม ซึ่งงานต่าง ๆ ที่ได้เขียนขึ้นมานั้น ได้มีอิทธิพลต่อความเชื่อในศาสนาคริสต์จวบจนกระทั่งยุคกลางหรือยุคมืด ซึ่งมีเวลาประมาณ 1,500 ปีเป็นอย่างน้อย

 

คำสอนที่น่าสนใจของแอริสตอเติลได้แก่ ความเชื่อที่ว่าโลกเรานี้ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ 4 ธาตุ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ

ในเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลนั้นแอริสตอเติลเข้าใจว่า โลกเราเป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีดวงดาวต่าง ๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์โคจรรอบ ๆ สวรรค์นั้นอยู่นอกอวกาศ โลกอยู่ด้านล่างลงมา น้ำอยู่บนพื้นโลก ลมอยู่เหนือน้ำ และไฟอยู่เหนือลมอีกทีหนึ่ง ธาตุต่าง ๆ ของโลกจะเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่ทว่าธาตุที่ประกอบเป็นสวรรค์นั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงจะมีรูปร่างเช่นนั้นตลอดไป ซึ่งคำสอนต่อมาในปี ค.ศ. 1609 โจฮันน์ เคปเลอร์ (Johann Kepler) ได้ตั้งกฎของเคปเลอร์ ซึ่งเป็นการประกาศว่า โลกเราโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี เป็นการลบล้างความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลของแอริสตอเติล

และในอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ กรณีของวัตถุสองอย่างที่มีน้ำหนักไม่เท่ากัน จะตกลงถึงพื้นไม่พร้อมกันตามหลักของแอริสตอเติล ซึ่งกาลิเลโอ ได้ทำการพิสูจน์ต่อหน้าสาธารณชนที่หอเอนแห่งปิซาว่าเป็นคำสอนที่ไม่จริงในปี ค.ศ. 1600

แต่อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของแอริสตอเติลทางด้านชีววิทยานั้นเป็นที่ยกย่องกันมาก เพราะเขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของสัตว์ต่าง ๆ เช่น ปลา และพวกสัตว์เลื้อยคลานและได้ทำการบันทึกไว้อย่างละเอียดมาก เขาได้แบ่งสัตว์ออกเป็น 2 พวกใหญ่ คือ พวกมีกระดูกสันหลัง (Vertebrates) และพวกไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrates) นับว่าแอริสตอเติลเป็นผู้บุกเบิกความรู้ทางด้านนี้จนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักธรรมชาติวิทยาคนแรกของโลก

แหล่งที่มา: 
https://th.wikipedia.org/wiki/แอริสตอเติล
ภาพประกอบ: 
Subscribe to RSS - ไฟ