Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

พลังงาน

ดวงอาทิตย์ ก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร?

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, February 12, 2019
รายละเอียด: 

ดวงอาทิตย์มีที่มาอย่างไร ทำไมจึงมีแรงดึงดูดมหาศาล และพลังงานของดวงอาทิตย์อยู่ได้อีกนานแค่ไหน?

ศ.บิลล์ แชปพลิน ม.เบอร์มิงแฮม อธิบายว่า "ดวงอาทิตย์ไม่ใช่ดาวยุคแรก ดวงอาทิตย์น่าจะเกิดจากการก่อตัวของวัตถุที่หลุดออกมาจากดาวดวงอื่น ๆ ที่สิ้นอายุขัย"

"มันคงจะก่อตัวขึ้นจากกลุ่มแก๊สที่ฟุ้งกระจายในที่ว่างระหว่างดวงดาวที่ยุบตัวลง มันดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างในกลุ่มแก๊ส ทำให้เกิดความหนาแน่นสูงมากบริเวณศูนย์กลางของกลุ่มแก๊ส" เขากล่าว

เหตุผล 4 ข้อที่ยานในภารกิจสัมผัสดวงอาทิตย์ไม่มอดไหม้
ภารกิจ “แตะ” ดวงอาทิตย์ของนาซา
ศ.บิลล์ กล่าวว่า "เมื่อความหนาแน่นขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มันก็ดูด หรือดึงดูดสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอกเข้ามาเพิ่มขึ้น จากนั้นก็จะเกิดปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่แกนกลางของมัน"

ปฏิกิริยาเกิดขึ้นจากการที่ ไฮโดรเจน เปลี่ยนเป็น ฮีเลียม และปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา เป็นกระบวนการที่ทำให้ ดวงอาทิตย์มีพลังงานในการส่องสว่าง และแผ่รังสีออกมาได้ด้วยอัตราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

"แหล่งเชื้อเพลิงนั้น จะยังให้พลังงานแก่ ดวงอาทิตย์ ได้อีกราว 5,000 ล้านปี" ศ.บิลล์ กล่าว

Hits 15 ครั้ง

อาหารมีผลอย่างไรกับยีน

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Thursday, November 22, 2018
รายละเอียด: 

ร่างกายของมนุษย์เมื่อรับประทานอาหารเข้าไปก็จะมีกระบวนการย่อยอาหาร ดูดซึม และเผาผลาญพลังงานที่ได้จากอาหาร หรือที่เรียกว่า กระบวนการเมตาบอลิซึม
ที่เหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภท ซึ่งอาหารหลักที่เรารับประทานเข้าไปก็มีอยู่ 5 หมู่ ประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่

กระบวนการเมตาบอลิซึมถูกกำหนดขึ้นโดยยีน ซึ่งระบบนี้ทำงาน 2 ทิศทางได้แก่ การย่อยโมเลกุลเพื่อ เปลี่ยนเป็นพลังงานให้กับร่างกายและสร้างสารประกอบจำเป็น
สำหรับเซลล์ระบบเมตาบอลิซึมนั้นเป็นปฏิกิริยา ทางชีวเคมีที่เกิดขึ้นภายในสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยานี้ยังขึ้นอยู่กับสารอาหารที่เซลล์ได้รับเข้าไปด้วย ทั้งน้ำตาล กรดอะมิโน
ไขมัน วิตามิน ซึ่งก็มาจากอาหารที่เราบริโภคเข้าไปนั่นเอง

ดร.มาร์คุส ราลเซอร์ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้ศึกษาหน้าที่ของกระบวนการเมตาบอลิซึมในการทำหน้าที่พื้นฐานของเซลล์ ด้วยการเลือกใช้เซลล์ยีสต์ในการทดลอง
เพราะยีสต์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีข้อมูลยีนและกลไกพื้นฐานของเซลล์ คล้ายกับในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ รวมถึงมนุษย์ด้วย โดยนักวิจัยได้จัดการกับระบบเมตาบอลิซึมของเซลล์ยีสต์
เพื่อศึกษาว่าการเปลี่ยนแปลงของระบบเมตาบอลิซึมนั้นมีผลกระทบกับพฤติกรรมของยีนและโมเลกุลที่ยีนสร้างอย่างไร

ผลการวิจัยพบว่า 9 ใน 10 ยีนและโมเลกุลที่ยีนสร้างขี้นมาได้รับผลกระทบจากกระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงระบบเมตาบอลิซึมอาจทำให้
พฤติกรรมของยีนมีการเปลี่ยนแปลงได้ หรือมองแบบง่าย ๆ คือ สารอาหารมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของยีนนั่นเอง

จากผลการวิจัยนี้นำไปสู่ข้อสรุปหลายข้อ รวมทั้งการรับยาเพื่อรักษาโรคเช่นในเซลล์มะเร็งที่เป็น เนื้อร้ายที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนหลายจุดนั้น ทำให้ระบบเมตาบอลิซึม
ของเซลล์แต่ละจุดเปลี่ยนไปเช่นกัน แต่ในทางตรงกันข้ามอาหารที่เรากินเข้าไปอาจเปลี่ยนพฤติกรรมของยีน เหตุผลนี้ทำให้สามารถอธิบายได้ว่าทำไม ยาบางตัวสามารถรักษา
ผู้ป่วยโรคมะเร็งได้สำหรับบางคนเท่านั้น

ภาพจาก : https://wallpaperscraft.com/download/dish_food_fork_knife_white_backgrou...
แหล่งที่มาข้อมูล : University of Cambridge. (2016, February 11). Could the food we eat affect our genes? Study in yeast suggests this may
be the case. ScienceDaily. Retrieved February 14, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/02/160211111503.htm

เรียบเรียงโดย : ธนภรณ์ ก้องเสียง

Hits 37 ครั้ง

Energy in กับ Energy out

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, October 19, 2018
รายละเอียด: 

การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกาย ใครก็ตามที่เคยหมดเวลาไปเป็นชั่วโมง ๆ กับเครื่องวิ่งสายพานมักจะรู้ดีว่า การออกกำลังกายมากขึ้นนั้นไม่ได้ทำให้ลดน้ำหนักได้มากขึ้นเสมอไป และตอนนี้ก็มีงานวิจัยชิ้นใหม่ที่จะอธิบายสาเหตุว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า หลังจากผ่านการออกกำลังกายไปจนถึงระดับหนึ่งแล้ว ร่างกายของเราดูเหมือนจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับระดับกิจกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ซึ่งทำให้ร่างกายหยุดเผาผลาญ แคลอรี่เพิ่มเติมในที่สุด อันเป็นที่มาของ “HitThePlateau” หรือระยะหยุดนิ่งคือ ภาวะของระบบการเผาผลาญ อาหารต่ำอันเนื่องมาจากการควบคุมอาหารแบบผิดวิธีจนถึงขั้นอดอาหาร หากเกิดสภาวะนี้ขึ้นกับใครคงต้องมาลองทบทวนสูตรพลังงานเข้าต่อพลังงานออก (energy in vs. energy out) กันอีกครั้งหนึ่งเพื่อการลดน้ำหนักที่ได้ผล

เมื่อร่างกายชินชาและเกิดภาวะการเผาผลาญพลังงานขัดข้องแล้ว วิธีการแก้ไข Hit the plateau ทำได้โดยการปรับการเผาผลาญพลังงาน หรือ Reset ระบบการเผาผลาญใหม่ ซึ่งก่อนที่เราจะเริ่มทำ Reset จะต้องทำการคำนวนปริมาณพลังงาน (BMR - Basal Metabolic Rate; อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน, TDEE – Total Daily Energy Expenditure; การพลังงานทั้งหมดในแต่ละวัน, RMR – Resting Metabolic Rate; อัตราการเผาผลาญพลังงานขณะพัก) และสารอาหาร (คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน)ที่ร่างกายต้องการจริง ๆ เสียก่อน เมื่อเกิดอาการ Hit the plateau ขึ้น ให้เริ่มแก้ไขอย่างง่ายดังนี้
1.หยุดตารางการออกกำลังกาย เลิกคิดเรื่องลดความอ้วนเพื่อลดความเครียดประมาณ 1 สัปดาห์
2. กู้ระบบเผาผลาญพลังงาน โดยให้เพิ่มปริมาณการทานอาหารให้มากขึ้นสัปดาห์ละ 5-10% จากจุดที่ติดนิ่งโดยพยายามควบคุมให้ทานอาหารที่มีประโยชน์ภายใต้กรอบพลังงานสารอาหารที่ร่างกายต้องการ หากน้ำหนักตัวเริ่มนิ่งไม่ขึ้นไปกว่าเดิมแสดงว่าร่างกายปรับระบบการเผาผลาญขึ้นมาให้เท่ากับพลังงานที่ทานแล้ว
3. ต้องไม่ลืมออกกำลังกายในช่วงที่กู้ระบบเผาผลาญ ต้องยังคงความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย
4. ไม่จิตตกและไม่ท้อขณะเข้าสู่โปรแกรมการลดน้ำหนัก ต้องอยู่ภายใต้สภาวะจิตใจที่ปกติ พยายามอย่าเครียด

เมื่อผ่านช่วงของการกู้ระบบการเผาผลาญแล้วน้ำหนักตัวจะเริ่มนิ่งไม่เพิ่มไม่ลด ให้เราเริ่มตารางการลดน้ำหนักใหม่ โดยคำนวนและออกแบบตารางการลดน้ำหนักให้อยู่บนพื้นฐานของความต้องการของร่างกาย ไม่หักโหมจนเกินไป ซึ่งช่วงเวลาในการลดน้ำหนัก อาจจะมีบ้างที่น้ำหนักและร่างกายอาจหยุดการพัฒนาไปบ้าง แต่เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถลดลงได้อีก ดังนั้นจึงควรหมั่นสังเกต จดบันทึก น้ำหนัก สัดส่วน โภชนาการ การออกกำลังกาย และการพักผ่อนไว้ เพื่อใช้ตรวจสอบความผิดพลาด และใช้พัฒนาตารางการลดน้ำหนักให้เหมาะสมกับร่างกาย ดังนั้น หากต้องการลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยคงต้องเริ่มปรับพฤติกรรมของตนอย่างจริงจัง สามารถแก้ไขอาการ Hit the plateau ได้เป็นอย่างดี

แหล่งที่มาข้อมูล :
http://www.sciencealert.com/exercise-on-its-own-won-t-make-you-lose-weig...
http://www.lovefitt.com
H. Pontzer, Constrained Total Energy Expenditure and Metabolic Adaptation to Physical Activity in Adult Humans, Current Biology, 2016

Hits 34 ครั้ง

6 วิธีประหยัดไฟฟ้า ลดการใช้พลังงานภายในบ้าน

วันที่: 
Friday, July 6, 2018

1. คอมพิวเตอร์ ตั้งค่าให้คอมพิวเตอร์ Sleeps เมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานๆ
2. หลอดไฟ ทำความสะอาดหลอดไฟอย่างน้อย 4 ครั้ง/ปี ใช้หลอดประหยัดพลังงาน หรือ หลอด LED
3. ม่านกันแดด ใช้ม่านหรือมู่ลี่กันแสงแดดส่องเข้าตัวอาคาร
4. ฉนวน บุฉนวนตามหลังคา และฝาผนัง เพื่อป้องกันความร้อนจากนอกบ้าน
5. เครื่องปรับอากาศ ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งเมื่อไม่ได้อยู่ในห้อง หรือตั้งเวลาปิด
6. ต้นไม้ ปลูกพืชคลุมดินเพื่อช่วยลดความร้อน และช่วยความชื้นให้กับดิน ทำให้ตัวบ้านเย็นขึ้นด้วย

แหล่งที่มา: 
https://ienergyguru.com/2015/12/6-วิธีประหยัดไฟฟ้า/
ภาพประกอบ: 

วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากกรุงบรัสเซลส์ ฉบับที่ 10 ประจำเดือนตุลาคม 2560

วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากกรุงบรัสเซลส์ ฉบับที่ 9 ประจำเดือนกันยายน 2560

รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากวอชิงตัน ประจำเดือนพฤศจิกายน ฉบับที่ 11/2560

ความดันไอน้ำ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, February 14, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/vapor-pressure
รายละเอียด: 

ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนสถานะของน้ำคือ อุณหภูมิ และความดัน ปัจจัยทั้งสองเกี่ยวพันใกล้ชิดจนเปรียบเสมือนด้านหัวและก้อยของเหรียญเดียวกัน ขึ้นอยู่ว่าเราจะมองด้านไหน การมองว่า “อุณหภูมิ” คือระดับของพลังงาน จะช่วยให้ทำความเข้าใจเรื่องปริมาณไอน้ำในอากาศได้ง่ายขึ้น ระดับพลังงาน อุณหภูมิห้อง (10°C – 40°C)  ทำให้โมเลกุลของน้ำสั่น น้ำจึงมีสถานะเป็นของเหลว หากพลังงานเพิ่มขึ้นโมเลกุลของน้ำก็จะสั่นมากขึ้น จนถึงระดับหนึ่งก็จะหลุดลอยเป็นอิสระและเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊ส ซึ่งเรียกว่า “ไอน้ำ”  ในทางกลับกันหากพลังงานลดต่ำลง โมเลกุลของน้ำจะเกาะตัวกันแน่นขึ้นจนกลายเป็นผลึกและมีสถานะเป็นของแข็ง เราจึงสรุปได้ว่า “วันที่มีอุณหภูมิสูงมีไอน้ำในอากาศมาก วันที่มีอุณหภูมิต่ำมีไอน้ำในอากาศน้อย” หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “ฤดูร้อนย่อมมีไอน้ำในอากาศมากกว่าฤดูหนาว “บริเวณร้อนชื้นแถบศูนย์สูตรย่อมมีไอน้ำในบรรยากาศมากกว่าบริเวณเขตหนาวขั้วโลก”  ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า อุณหภูมิหนึ่งๆ จะมีปริมาณไอน้ำในอากาศ เป็นจำนวนที่ชี้เฉพาะขึ้นอยู่กับระดับของพลังงาน (อุณหภูมิ)      เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะมีแนวโน้มว่า มีไอน้ำในบรรยากาศมากขึ้น และหากอุณหภูมิลดต่ำลงจะมีแนวโน้มว่า ไอน้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวหรือของแข็ง


ภาพที่ 1 โมเลกุลน้ำในภาชนะ

 

หากมีกล้องวิเศษที่สามารถมองถังน้ำในภาพที่ 1 ด้วยกำลังขยายหนึ่งพันล้านเท่า เราจะมองเห็นโมเลกุลของน้ำเบียดเสียดวิ่งไปวิ่งมา โดยที่โมเลกุลแต่ละโมเลกุลเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแตกต่างกัน ช้าบ้าง เร็วบ้าง ซึ่งค่าเฉลี่ยของความเร็วในการเคลื่อนที่ของโมเลกุลก็คือ อุณหภูมิของน้ำ (พลังงานจลน์)   ถ้าโมเลกุลที่อยู่บริเวณผิวน้ำมีความเร็วมากพอ ก็จะเคลื่อนที่หลุดออกไปสู่อากาศ โมเลกุลเหล่านี้จะเปลี่ยนสถานะจากน้ำเป็นไอน้ำ ซึ่งก็คือ “การระเหย” นั่นเอง
 

        เมื่อเราปิดฝาถังและดันเข้าไปดังเช่นรูปขวามือของภาพที่ 1  น้ำที่เคยระเหยเป็นไอน้ำ จะถูกควบแน่นกลับเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง หากจำนวนโมเลกุลของน้ำที่ระเหยกลายเป็นไอน้ำ จะเท่ากับจำนวนโมเลกุลของไอน้ำที่ควบแน่นกลับเป็นน้ำพอดี เราเรียกว่า “อากาศอิ่มตัวด้วยไอน้ำ”  ในทางกลับกันหากดึงฝาเปิดออก ไอน้ำในอากาศซึ่งเคยอยู่ในถังจะหนีออกมา ทำให้จำนวนโมเลกุลของไอน้ำที่เหลืออยู่ข้างในน้อยลง อากาศจึงไม่เกิดการอิ่มตัว ปัจจัยในธรรมชาติที่ทำให้อากาศไม่เกิดการอิ่มตัวคือ กระแสลม เมื่ออากาศเสียดสีกับพื้นน้ำ โมเลกุลของอากาศจะส่งถ่ายพลังงานไปยังโมเลกุลของน้ำ  เมื่อมีกระแสลมแรงพลังงานที่ส่งถ่ายมากขึ้น จนทำให้โมเลกุลของน้ำสั่นหลุดเป็นอิสระ เปลี่ยนสถานะกลายเป็นแก๊ส 


ภาพที่ 2 โมเลกุลของแก๊สต่างๆ ในกลุ่มอากาศ

 

อากาศมีแรงดันทุกทิศทุกทาง ความดันเกิดจากการพุ่งชนกันของโมเลกุลของแก๊ส ถ้าสมมติให้กลุ่มอากาศ (Air parcel) ในภาพที่ 2 มีความกดอากาศ 1,000 mb (มิลลิบาร์)  มีองค์ประกอบเป็นแก๊สไนโตรเจน 78% แก๊ส ออกซิเจน 21% และไอน้ำประมาณ 1%  ด้วยสัดส่วนนี้แก๊สไนโตรเจนทำให้เกิดแรงดัน 780 mb  แก๊สไนโตรเจนทำให้เกิดแรงดัน 210 mb  และไอน้ำทำให้เกิดแรงดัน 10 mb  จะเห็นได้ว่า ความดันไอน้ำ (Vapor pressure) มีค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความดันของแก๊สทั้งหมด  อย่างไรก็ตามหากเราเพิ่มความดันให้กับกลุ่มอากาศ โดยการเพิ่มปริมาณอากาศในลักษณะเดียวกับการเป่าลูกโป่ง ทำให้จำนวนโมเลกุลของไอน้ำอากาศมากขึ้น ความดันไอน้ำมากขึ้นย่อมทำให้อุณหภูมิสูงตามขึ้นไปตามกฎของแก๊ส 

(อุณหภูมิของแก๊สแปรผันตามความดัน แต่แปรผกผันกับปริมาตร)​ เราจึงสรุปได้ว่า อุณหภูมิของอากาศแปรผันตามความดันไอน้ำหรือปริมาณของไอน้ำในอากาศ  ดังนั้นอากาศชื้นย่อมมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศแห้ง

Hits 451 ครั้ง

น้ำมันมะพร้าวรักษาโรค อัลไซม์เมอร์ (Alzheimer ) ได้จริงหรือ

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, February 6, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/110/น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคอัลไซม์เมอร์(Alzheimer)ได้จริงหรือ/
รายละเอียด: 


น้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) ซึ่งสกัดจากเนื้อ (Kernel) ของมะพร้าว (Cocos nucifera) ได้รับความสนใจและมีการแนะนำให้นำมาใช้การรักษาโรคอัลไซม์เมอร์ ในน้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันสายปานกลาง (Medium chain triglycerideds, MCTs ) ซึ่งมีจำนวนคาร์บอน 8-12 อะตอมได้แก่กรดลอริก ( C=12) กรดคาปริก (C=10) กรดคาไพรลิก(C=10) และกรดคาโปรอิก (C=8) รวมกันประมาณ 62.5 % ไขมันซึ่งมีกรดไขมันสายปานกลางเมื่อเข้าสู่ร่างกายสามารถเข้าสู่ตับได้โดยตรงไม่ต้องอาศัยน้ำดีในการย่อย โดยทั่วไปร่างกายได้รับพลังงานจากกลูโคส เมื่อกลูโคสลดลงเช่นในกรณีขาดอาหารหรืออดอาหาร ตับจะสร้าง ketone bodies ซึ่งได้แก่ acetoacetate beta-hydroxybutyrate และacetone จากไขมันที่ร่างกายสะสมไว้เพื่อเป็นแหล่งพลังงานแทน ในผู้ที่เป็นโรคอัลไซม์เมอร์นั้นการเผาผลาญกลูโคสลดลงจึงมีผลต่อการทำงานของสมอง มีผู้เสนอให้ใช้น้ำมันมะพร้าวซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างคีโตนเพื่อเป็นแหล่งพลังงานของสมองและกล่าวว่าผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมสามารถใช้คีโตนได้ดีกว่ากลูโคส ซึ่งทฤษฎีนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนักในหมู่แพทย์ที่รักษาโรคอัลไซม์เมอร์และนักวิจัย การทำให้เกิดภาวะคีโตซิสในร่างกายนั้นสามารถทำได้โดยการให้อาหารที่เรียกว่า Ketogenic diet ซึ่งเป็นอาหารที่มีไขมันสูง คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนต่ำ เพื่อให้ร่างกายใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลักเพื่อทำให้เกิดการสร้างคีโตนขึ้น มีการใช้อาหารนี้ในการรักษาโรคลมชักมาเป็นระยะเวลานานโดยเฉพาะในเด็กที่ไม่ค่อยตอบสนองต่อการใช้ยาและต่อมาพบว่าการใช้ MCTs oil แทนไขมันที่ใช้ตามปกติจะทำให้การดูดซึมเร็วกว่า และทำให้อาหารมีรสชาติดีกว่า เกิดภาวะคีโตซิสได้เร็วกว่าสามารถป้องกันการชักได้ มีรายงานการศึกษาถึงผลของการใช้ Ketogenic diet ในผู้สูงอายุที่เป็นโรคอัลไซม์เมอร์และมีความจำเสื่อมเล็กน้อยจำนวน 23 คน เป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยให้อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำซึ่งจะทำให้มีระดับคีโตนเพิ่มขึ้น พบว่าทำให้ผู้ป่วยมีความจำดีขึ้นกว่าอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง และอีกการศึกษาหนึ่งเป็นการศึกษาทางคลินิกเบื้องต้นในผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์หรือผู้ป่วยความจำเสื่อมอย่างอ่อนจำนวน 20 คน โดยให้ดื่มเครื่องดื่ม MCTs เมื่อทดสอบความจำพบว่าผู้ป่วยมีความจำบางอย่างดีขึ้นและพบว่ามีระดับ beta-hydroxybutyrate สูงขึ้นอย่างเฉียบพลันภายใน 90 นาที หลังการศึกษาทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะผู้ป่วยจำนวน 9 คนที่ไม่มี apolipoprotein E เท่านั้น ปัจจุบันมีอาหารทางการแพทย์ (Medical food) ที่ชื่อว่า Axona® มีสารสำคัญคือกรดคาไพรลิกซึ่งเป็นกรดไขมันสายปานกลาง มีการศึกษาทางคลินิกโดยใช้ชื่อว่า Ketasyn [AC-1202] โดยทำการศึกษาในผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์อย่างอ่อนและปานกลาง จำนวน 152 คน เป็นเวลา 90 วัน แบบ randomized double-blind ใน phase 2 โดยให้ Axona® วันละ10-20 กรัมหรือยาหลอก ในวันที่ 45 ทางผู้ผลิตรายงานว่าผู้ป่วยที่ได้รับ Axona® สามารถทำแบบทดสอบความจำได้ดีกว่า และในวันที่ 90 และหลังจากหยุดให้ Axona® แล้วคือในวันที่ 104 พบว่าผู้ป่วยที่ไม่มี apolipoprotein E gene และได้รับ Axona® มีความจำดีกว่าผู้ที่ได้รับยาหลอก ทั้งสองครั้ง แต่อย่างไรก็ตามทางผู้ผลิตไม่ได้ทำการศึกษาต่อใน phase 3 ซึ่งต้องทำในผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์จำนวนมากขึ้นจึงจะสามารถผ่านการอนุมัติขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาให้ขึ้นทะเบียนเป็นยาได้ ดังนั้นจึงยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าอาหารทางการแพทย์ Axona® ใช้รักษาโรคอัลไซม์เมอร์ได้ สำหรับการใช้น้ำมันมะพร้าวในการรักษาโรคอัลไซม์เมอร์นั้น ยังไม่พบว่ามีรายงานการวิจัยหรือบทความตีพิมพ์ที่กล่าวถึงการศึกษาทางคลินิกที่ประเมินได้ว่าสามารถใช้รักษาโรคอัลไซม์เมอร์ จึงน่าจะมีการส่งเสริมให้มีการวิจัยทางคลินิกที่นำน้ำมันมะพร้าวมาใช้ในการรักษาโรคอัลไซม์เมอร์โดยตรงเพื่อจะได้ทราบถึงปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัยรวมถึงผลข้างเคียงต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหารหรือปริมาณไขมันในเลือด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วยและเป็นแนวทางใหม่ในการรักษาโรคอัลไซม์เมอร์ต่อไป

Hits 235 ครั้ง

วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 3 ประจำเดือนมีนาคม 2560

Subscribe to RSS - พลังงาน