Infographic

สร้างและออกแบบสื่อ Infographic ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

E-Book

รวบรวมหนังสือ/เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

Science and Technology Article

รวบรวมบทความ/สื่อตีพิมพ์ ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Mobile Application

Mobile Application ภายใต้ความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง

พลังงาน

6 วิธีประหยัดไฟฟ้า ลดการใช้พลังงานภายในบ้าน

วันที่: 
Friday, July 6, 2018

1. คอมพิวเตอร์ ตั้งค่าให้คอมพิวเตอร์ Sleeps เมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานๆ
2. หลอดไฟ ทำความสะอาดหลอดไฟอย่างน้อย 4 ครั้ง/ปี ใช้หลอดประหยัดพลังงาน หรือ หลอด LED
3. ม่านกันแดด ใช้ม่านหรือมู่ลี่กันแสงแดดส่องเข้าตัวอาคาร
4. ฉนวน บุฉนวนตามหลังคา และฝาผนัง เพื่อป้องกันความร้อนจากนอกบ้าน
5. เครื่องปรับอากาศ ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งเมื่อไม่ได้อยู่ในห้อง หรือตั้งเวลาปิด
6. ต้นไม้ ปลูกพืชคลุมดินเพื่อช่วยลดความร้อน และช่วยความชื้นให้กับดิน ทำให้ตัวบ้านเย็นขึ้นด้วย

แหล่งที่มา: 
https://ienergyguru.com/2015/12/6-วิธีประหยัดไฟฟ้า/
ภาพประกอบ: 

วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากกรุงบรัสเซลส์ ฉบับที่ 10 ประจำเดือนตุลาคม 2560

วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากกรุงบรัสเซลส์ ฉบับที่ 9 ประจำเดือนกันยายน 2560

รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากวอชิงตัน ประจำเดือนพฤศจิกายน ฉบับที่ 11/2560

ความดันไอน้ำ

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Wednesday, February 14, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/vapor-pressure
รายละเอียด: 

ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนสถานะของน้ำคือ อุณหภูมิ และความดัน ปัจจัยทั้งสองเกี่ยวพันใกล้ชิดจนเปรียบเสมือนด้านหัวและก้อยของเหรียญเดียวกัน ขึ้นอยู่ว่าเราจะมองด้านไหน การมองว่า “อุณหภูมิ” คือระดับของพลังงาน จะช่วยให้ทำความเข้าใจเรื่องปริมาณไอน้ำในอากาศได้ง่ายขึ้น ระดับพลังงาน อุณหภูมิห้อง (10°C – 40°C)  ทำให้โมเลกุลของน้ำสั่น น้ำจึงมีสถานะเป็นของเหลว หากพลังงานเพิ่มขึ้นโมเลกุลของน้ำก็จะสั่นมากขึ้น จนถึงระดับหนึ่งก็จะหลุดลอยเป็นอิสระและเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊ส ซึ่งเรียกว่า “ไอน้ำ”  ในทางกลับกันหากพลังงานลดต่ำลง โมเลกุลของน้ำจะเกาะตัวกันแน่นขึ้นจนกลายเป็นผลึกและมีสถานะเป็นของแข็ง เราจึงสรุปได้ว่า “วันที่มีอุณหภูมิสูงมีไอน้ำในอากาศมาก วันที่มีอุณหภูมิต่ำมีไอน้ำในอากาศน้อย” หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “ฤดูร้อนย่อมมีไอน้ำในอากาศมากกว่าฤดูหนาว “บริเวณร้อนชื้นแถบศูนย์สูตรย่อมมีไอน้ำในบรรยากาศมากกว่าบริเวณเขตหนาวขั้วโลก”  ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า อุณหภูมิหนึ่งๆ จะมีปริมาณไอน้ำในอากาศ เป็นจำนวนที่ชี้เฉพาะขึ้นอยู่กับระดับของพลังงาน (อุณหภูมิ)      เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะมีแนวโน้มว่า มีไอน้ำในบรรยากาศมากขึ้น และหากอุณหภูมิลดต่ำลงจะมีแนวโน้มว่า ไอน้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวหรือของแข็ง


ภาพที่ 1 โมเลกุลน้ำในภาชนะ

 

หากมีกล้องวิเศษที่สามารถมองถังน้ำในภาพที่ 1 ด้วยกำลังขยายหนึ่งพันล้านเท่า เราจะมองเห็นโมเลกุลของน้ำเบียดเสียดวิ่งไปวิ่งมา โดยที่โมเลกุลแต่ละโมเลกุลเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแตกต่างกัน ช้าบ้าง เร็วบ้าง ซึ่งค่าเฉลี่ยของความเร็วในการเคลื่อนที่ของโมเลกุลก็คือ อุณหภูมิของน้ำ (พลังงานจลน์)   ถ้าโมเลกุลที่อยู่บริเวณผิวน้ำมีความเร็วมากพอ ก็จะเคลื่อนที่หลุดออกไปสู่อากาศ โมเลกุลเหล่านี้จะเปลี่ยนสถานะจากน้ำเป็นไอน้ำ ซึ่งก็คือ “การระเหย” นั่นเอง
 

        เมื่อเราปิดฝาถังและดันเข้าไปดังเช่นรูปขวามือของภาพที่ 1  น้ำที่เคยระเหยเป็นไอน้ำ จะถูกควบแน่นกลับเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง หากจำนวนโมเลกุลของน้ำที่ระเหยกลายเป็นไอน้ำ จะเท่ากับจำนวนโมเลกุลของไอน้ำที่ควบแน่นกลับเป็นน้ำพอดี เราเรียกว่า “อากาศอิ่มตัวด้วยไอน้ำ”  ในทางกลับกันหากดึงฝาเปิดออก ไอน้ำในอากาศซึ่งเคยอยู่ในถังจะหนีออกมา ทำให้จำนวนโมเลกุลของไอน้ำที่เหลืออยู่ข้างในน้อยลง อากาศจึงไม่เกิดการอิ่มตัว ปัจจัยในธรรมชาติที่ทำให้อากาศไม่เกิดการอิ่มตัวคือ กระแสลม เมื่ออากาศเสียดสีกับพื้นน้ำ โมเลกุลของอากาศจะส่งถ่ายพลังงานไปยังโมเลกุลของน้ำ  เมื่อมีกระแสลมแรงพลังงานที่ส่งถ่ายมากขึ้น จนทำให้โมเลกุลของน้ำสั่นหลุดเป็นอิสระ เปลี่ยนสถานะกลายเป็นแก๊ส 


ภาพที่ 2 โมเลกุลของแก๊สต่างๆ ในกลุ่มอากาศ

 

อากาศมีแรงดันทุกทิศทุกทาง ความดันเกิดจากการพุ่งชนกันของโมเลกุลของแก๊ส ถ้าสมมติให้กลุ่มอากาศ (Air parcel) ในภาพที่ 2 มีความกดอากาศ 1,000 mb (มิลลิบาร์)  มีองค์ประกอบเป็นแก๊สไนโตรเจน 78% แก๊ส ออกซิเจน 21% และไอน้ำประมาณ 1%  ด้วยสัดส่วนนี้แก๊สไนโตรเจนทำให้เกิดแรงดัน 780 mb  แก๊สไนโตรเจนทำให้เกิดแรงดัน 210 mb  และไอน้ำทำให้เกิดแรงดัน 10 mb  จะเห็นได้ว่า ความดันไอน้ำ (Vapor pressure) มีค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความดันของแก๊สทั้งหมด  อย่างไรก็ตามหากเราเพิ่มความดันให้กับกลุ่มอากาศ โดยการเพิ่มปริมาณอากาศในลักษณะเดียวกับการเป่าลูกโป่ง ทำให้จำนวนโมเลกุลของไอน้ำอากาศมากขึ้น ความดันไอน้ำมากขึ้นย่อมทำให้อุณหภูมิสูงตามขึ้นไปตามกฎของแก๊ส 

(อุณหภูมิของแก๊สแปรผันตามความดัน แต่แปรผกผันกับปริมาตร)​ เราจึงสรุปได้ว่า อุณหภูมิของอากาศแปรผันตามความดันไอน้ำหรือปริมาณของไอน้ำในอากาศ  ดังนั้นอากาศชื้นย่อมมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศแห้ง

Hits 424 ครั้ง

น้ำมันมะพร้าวรักษาโรค อัลไซม์เมอร์ (Alzheimer ) ได้จริงหรือ

วันที่เผยแพร่: 
Tuesday, February 6, 2018
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/110/น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคอัลไซม์เมอร์(Alzheimer)ได้จริงหรือ/
รายละเอียด: 


น้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) ซึ่งสกัดจากเนื้อ (Kernel) ของมะพร้าว (Cocos nucifera) ได้รับความสนใจและมีการแนะนำให้นำมาใช้การรักษาโรคอัลไซม์เมอร์ ในน้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันสายปานกลาง (Medium chain triglycerideds, MCTs ) ซึ่งมีจำนวนคาร์บอน 8-12 อะตอมได้แก่กรดลอริก ( C=12) กรดคาปริก (C=10) กรดคาไพรลิก(C=10) และกรดคาโปรอิก (C=8) รวมกันประมาณ 62.5 % ไขมันซึ่งมีกรดไขมันสายปานกลางเมื่อเข้าสู่ร่างกายสามารถเข้าสู่ตับได้โดยตรงไม่ต้องอาศัยน้ำดีในการย่อย โดยทั่วไปร่างกายได้รับพลังงานจากกลูโคส เมื่อกลูโคสลดลงเช่นในกรณีขาดอาหารหรืออดอาหาร ตับจะสร้าง ketone bodies ซึ่งได้แก่ acetoacetate beta-hydroxybutyrate และacetone จากไขมันที่ร่างกายสะสมไว้เพื่อเป็นแหล่งพลังงานแทน ในผู้ที่เป็นโรคอัลไซม์เมอร์นั้นการเผาผลาญกลูโคสลดลงจึงมีผลต่อการทำงานของสมอง มีผู้เสนอให้ใช้น้ำมันมะพร้าวซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างคีโตนเพื่อเป็นแหล่งพลังงานของสมองและกล่าวว่าผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมสามารถใช้คีโตนได้ดีกว่ากลูโคส ซึ่งทฤษฎีนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนักในหมู่แพทย์ที่รักษาโรคอัลไซม์เมอร์และนักวิจัย การทำให้เกิดภาวะคีโตซิสในร่างกายนั้นสามารถทำได้โดยการให้อาหารที่เรียกว่า Ketogenic diet ซึ่งเป็นอาหารที่มีไขมันสูง คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนต่ำ เพื่อให้ร่างกายใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลักเพื่อทำให้เกิดการสร้างคีโตนขึ้น มีการใช้อาหารนี้ในการรักษาโรคลมชักมาเป็นระยะเวลานานโดยเฉพาะในเด็กที่ไม่ค่อยตอบสนองต่อการใช้ยาและต่อมาพบว่าการใช้ MCTs oil แทนไขมันที่ใช้ตามปกติจะทำให้การดูดซึมเร็วกว่า และทำให้อาหารมีรสชาติดีกว่า เกิดภาวะคีโตซิสได้เร็วกว่าสามารถป้องกันการชักได้ มีรายงานการศึกษาถึงผลของการใช้ Ketogenic diet ในผู้สูงอายุที่เป็นโรคอัลไซม์เมอร์และมีความจำเสื่อมเล็กน้อยจำนวน 23 คน เป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยให้อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำซึ่งจะทำให้มีระดับคีโตนเพิ่มขึ้น พบว่าทำให้ผู้ป่วยมีความจำดีขึ้นกว่าอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง และอีกการศึกษาหนึ่งเป็นการศึกษาทางคลินิกเบื้องต้นในผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์หรือผู้ป่วยความจำเสื่อมอย่างอ่อนจำนวน 20 คน โดยให้ดื่มเครื่องดื่ม MCTs เมื่อทดสอบความจำพบว่าผู้ป่วยมีความจำบางอย่างดีขึ้นและพบว่ามีระดับ beta-hydroxybutyrate สูงขึ้นอย่างเฉียบพลันภายใน 90 นาที หลังการศึกษาทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะผู้ป่วยจำนวน 9 คนที่ไม่มี apolipoprotein E เท่านั้น ปัจจุบันมีอาหารทางการแพทย์ (Medical food) ที่ชื่อว่า Axona® มีสารสำคัญคือกรดคาไพรลิกซึ่งเป็นกรดไขมันสายปานกลาง มีการศึกษาทางคลินิกโดยใช้ชื่อว่า Ketasyn [AC-1202] โดยทำการศึกษาในผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์อย่างอ่อนและปานกลาง จำนวน 152 คน เป็นเวลา 90 วัน แบบ randomized double-blind ใน phase 2 โดยให้ Axona® วันละ10-20 กรัมหรือยาหลอก ในวันที่ 45 ทางผู้ผลิตรายงานว่าผู้ป่วยที่ได้รับ Axona® สามารถทำแบบทดสอบความจำได้ดีกว่า และในวันที่ 90 และหลังจากหยุดให้ Axona® แล้วคือในวันที่ 104 พบว่าผู้ป่วยที่ไม่มี apolipoprotein E gene และได้รับ Axona® มีความจำดีกว่าผู้ที่ได้รับยาหลอก ทั้งสองครั้ง แต่อย่างไรก็ตามทางผู้ผลิตไม่ได้ทำการศึกษาต่อใน phase 3 ซึ่งต้องทำในผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์จำนวนมากขึ้นจึงจะสามารถผ่านการอนุมัติขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาให้ขึ้นทะเบียนเป็นยาได้ ดังนั้นจึงยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าอาหารทางการแพทย์ Axona® ใช้รักษาโรคอัลไซม์เมอร์ได้ สำหรับการใช้น้ำมันมะพร้าวในการรักษาโรคอัลไซม์เมอร์นั้น ยังไม่พบว่ามีรายงานการวิจัยหรือบทความตีพิมพ์ที่กล่าวถึงการศึกษาทางคลินิกที่ประเมินได้ว่าสามารถใช้รักษาโรคอัลไซม์เมอร์ จึงน่าจะมีการส่งเสริมให้มีการวิจัยทางคลินิกที่นำน้ำมันมะพร้าวมาใช้ในการรักษาโรคอัลไซม์เมอร์โดยตรงเพื่อจะได้ทราบถึงปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัยรวมถึงผลข้างเคียงต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหารหรือปริมาณไขมันในเลือด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วยและเป็นแนวทางใหม่ในการรักษาโรคอัลไซม์เมอร์ต่อไป

Hits 197 ครั้ง

วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 3 ประจำเดือนมีนาคม 2560

กินกล้วยก่อนนอน เช็คพลังงานก่อนด้วย

วันที่: 
Monday, November 20, 2017

หลายคนชอบรับประทานกล้วย เวลาที่รู้สึกหิว บางคนใช้รับประทานแทนมื้อเย็นหรือก่อนนอนเพื่อลดน้ำหนัก บางคนเพลินๆ รับประทานที 2-3 ผล แบบนี้จะช่วยให้ผอมจริงไหม? เรามาดูพลังงานของกล้วยแต่ละชนิดกันก่อนดีกว่า
กล้วยไข่ 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 28 แคลอรี่
กล้วยน้ำว้า 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 59 แคลอรี่
กล้วยหอม 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 105 แคลอรี่
 
จะเห็นว่าได้ว่าพลังงานในกล้วยนั้นไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ เลย ถ้าเราเผลอรับประทานไปหลายๆ ผล ก็ให้พลังงานที่ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน เอาเป็นว่าดูเอาไว้ และปรับใช้ให้เข้ากับตัวเอง

แหล่งที่มา: 
http://www.lovefitt.com/calories-m…/คุณค่าเเละพลังงานในกล้วย
ภาพประกอบ: 

"ลมไนโตรเจน"

ภาพประกอบ: 
วันที่เผยแพร่: 
Friday, November 10, 2017
เจ้าของข้อมูล: 
http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5686:2016-09-02-08-30-01&Itemid=184
รายละเอียด: 

เข้าใจกันว่า ... การเติมลมยางด้วย “ลมไนโตรเจน” นั้น จะช่วยให้ยางรถร้อนช้าลง ลดความเสี่ยงต่อการระเบิดของยาง ช่วยยืดอายุการใช้งานของยางและระบบช่วงล่างของรถ แถมยังช่วยประหยัดค่าน้ำเชื้อเพลิงได้อีกด้วย ซึ่งเหมาะมากกับยุคสมัยนี้ที่คนทั่วโลกส่วนใหญ่หันมาตระหนักและใส่ใจในการประหยัดพลังงานกันมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ... มีการใช้เครื่องมือที่สามารถแยกแก๊สไนโตรเจนออกมาจากอากาศทั่วไปได้ โดยคัดแยกเฉพาะแก๊สไนโตรเจนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งจะมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าการเติมลมยางแบบเดิมที่มีแก๊สอื่น ๆ ผสมอยู่ด้วยนั่นเอง โดยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเติมลมยางของพาหนะต่าง ๆ ในบางประเทศมีการออกกฎหมายบังคับให้รถโดยสาร รถบรรทุก หรือแม้กระทั่งเครื่องบิน ต้องเติมลมยางไนโตรเจนเท่านั้น แต่ปัจจุบันในเมืองไทยนั้น สถานที่ให้บริการเติมลมไนโตรเจนมีอยู่ค่อนข้างน้อย และยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการเติมลมยางแบบธรรมดาอีกต่างหาก

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยให้เราสามารถนำมาปรับใช้ในการเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียได้ แท้ที่จริงลมไนโตรเจน ก็คือแก๊สไนโตรเจนที่อยู่ในอากาศรอบๆตัวเรา ถ้าเราแบ่งอากาศในบรรยากาศโลกออกเป็น 5 ส่วน จะมีแก๊สไนโตรเจนอยู่ถึง 4 ใน 5 ส่วน เทียบเป็นสัดส่วนคือ 78 % ของอากาศทั่วไป (ก็ประมาณ 80% แล้วนะเนี่ย!!) ที่เหลือก็จะเป็นแก๊สออกซิเจนที่เราใช้ในกระบวนการหายใจ รวมกับแก๊สอื่นๆอีกหลายชนิด

ข้อดีของแก๊ซไนโตรเจน:
1. มีน้ำหนักเบาและเย็นกว่าลมยางทั่วไป
2. ไม่ทำปฏิกิริยากับยาง ทำให้ยางมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และยังช่วยอุดรูรั่วเล็กๆ ระหว่างขอบยางกับขอบล้อได้ดี
3. ไม่มีความชื้น ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ทำปฏิกิริยากับล้อ ให้เกิดสนิม
4. แก๊ซไนโตรเจนไม่ค่อยรั่วไหลออกจากยางง่าย ๆ เหมือนลมยางทั่วไป

ข้อดีของลมธรรมดา:
1. เข้าถึงง่าย มีเติมได้ทุกที่
2. ส่วนใหญ่ มีบริการเติมฟรี

ฉะนั้น ... การเติมลมยางแบบธรรมดา กับการเติมลมยางด้วยลมไนโตรเจน ก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไปซึ่งเราสามารถใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์
เพื่อพิจารณาได้ว่าความคุ้มค่ากับความเหมาะสมที่จะเลือกใช้นั้น ขึ้นอยู่กับตัวเรา

Hits 347 ครั้ง
Subscribe to RSS - พลังงาน