“จากแสงเล็ก ๆ สู่แผนที่โลกใบใหญ่: LiDAR ทำได้ยังไง?”
"LIDAR (Light Detection and Ranging) คือเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลที่ใช้แสงเลเซอร์แบบพัลส์ยิงลงไปยังพื้นผิวโลก แล้ววัดเวลาที่แสงสะท้อนกลับมา เพื่อนำไปคำนวณระยะทางและรูปร่างของพื้นผิวโลก
ข้อมูลจาก LIDAR สามารถสร้างภาพสามมิติที่มีความแม่นยำสูง แสดงลักษณะภูมิประเทศและรายละเอียดของพื้นผิวได้อย่างชัดเจน
อุปกรณ์ LIDAR หลักประกอบด้วย เลเซอร์ เครื่องสแกน และระบบ GPS เฉพาะทาง โดยมักติดตั้งบนเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์เพื่อสำรวจพื้นที่ขนาดใหญ่
LIDAR แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ LIDAR ทางภูมิประเทศ ซึ่งใช้เลเซอร์อินฟราเรดใกล้เพื่อสำรวจพื้นดิน และ LIDAR ใต้น้ำ (Bathymetric LIDAR) ที่ใช้แสงสีเขียวซึ่งสามารถทะลุน้ำ เพื่อวัดความลึกของท้องทะเลและลำน้ำ
เทคโนโลยีนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่สามารถศึกษาทั้งสิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ได้อย่างละเอียด
หน่วยงานอย่าง NOAA ใช้ LIDAR ในการทำแผนที่ชายฝั่งที่แม่นยำขึ้น สร้างแบบจำลองระดับความสูงของพื้นที่ (Digital Elevation Model) และสนับสนุนการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
นอกจากนี้ LIDAR ยังถูกนำไปใช้ในการประเมินความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม สึนามิ และการไหลของลาวา รวมถึงงานด้านป่าไม้ เกษตรกรรม การทำเหมือง ผังเมือง โบราณคดี และการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ"
