เหตุการณ์สำคัญทางวิทยาศาสตร์

วันที่เผยแพร่: 
Mon 17 November 2025

   เหตุการณ์สำคัญทางวิทยาศาสตร์ ที่อาจเกิดขึ้นได้จริง เป็นทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และเกิดจากฝีมือมนุษย์ เหตุการณ์ดังกล่าวได้แก่ การโคลนนิ่งมนุษย์  มิติพิเศษ  สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว  ข้อถกเถียงด้านอาวุธนิวเคลียร์  การชนของดาวเคราะห์น้อย  โรคระบาดร้ายแรง  กำเนิดชีวิต  ตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิปกติ  เครื่องกลมีสติ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก  แผ่นดินไหวในแปซิฟิก พลังงานฟิวชัน โดย  วารสารไซแอนติฟิก อเมริกัน ได้จัดลำดับความเป็นไปได้ของการเกิดขึ้นของแต่ละเหตุการณ์ในปี ค.ศ.2050 สรุปได้คือ

 

การจัดลำดับ

ความเป็นไปได้ของการเกิดขึ้น

เหตุการณ์

1.

ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างยิ่ง

(very unlikely)

1. พลังงานฟิวชัน (Fusion energy)

2.

ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้  (unlikely)

1. สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว (Extraterrestrial (Alien) intelligence)

2. ข้อถกเถียงด้านอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear exchange (war))

3. การชนของดาวเคราะห์น้อย (Asteroid collision)

3.

น่าจะเกิดได้ครึ่งหนึ่ง (50-50)

1. มิติพิเศษ (Extra dimension)

2. โรคระบาดร้ายแรง (Deadly pandemic)

3. ตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิปกติ (Room-temperature superconductors)

4.

น่าจะเกิดได้ (likely)

1. การโคลนนิ่งมนุษย์ (Cloning of a human)

2. เครื่องกลมีสติ (Machine self awareness)
3. การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก (Polar meltdown)

5.

เกือบจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน (almost certain)

1. กำเนิดชีวิต (Creation of life, Synthetic life)

2. แผ่นดินไหวในแปซิฟิก (Pacific earthquake)

 

โดยในบทความนี้จะขอยกตัวอย่าง 5 เหตุการณ์

เหตุการณ์ที่ 1 การโคลนนิ่งมนุษย์ (Cloning of a human)

ทำนายว่าในปี 2050 :  น่าจะเกิดได้ (likely)

   นับแต่วันกำเนิดของแกะน้อย Dolly ในปี 1996 การโคลนนิ่งมนุษย์ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถึงแม้ว่าโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอื่น ๆ จะเคยประสบผลสำเร็จมาแล้ว โคลนนิ่งมนุษย์กลับเป็นเรื่องที่ยากมาก ซึ่งอาจจะทำให้หลายคนรู้สึกสบายใจในขณะที่อีกหลายคนรู้สึกผิดหวัง

   ในการโคลนนิ่งมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์จะแทนที่นิวเคลียสของเซลล์ไข่ของมารดาด้วยนิวเคลียสของเซลล์ ไข่จากอีกบุคคลหนึ่ง แม้การโคลนเอ็มบริโอ จะเคยทำสำเร็จมาแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเจริญเติบโตผ่านช่วงระยะแรกซึ่งเอ็มบริโอจะมี ลักษณะเป็นลูกบอลกลมที่กำลังจะแบ่งตัว นักวิทยาศาสตร์พบว่าการแลกเปลี่ยนนิวเคลียสนี่ส่งผลโดยตรงต่อการจัดเรียงตัว ของโครโมโซมระหว่างการแบ่งตัวของเซลล์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Robert Lanza ผู้ประสบความสำเร็จในการโคลนเอ็มบริโอมนุษย์เป็นคนแรกของโลกในปี 2001 กล่าว ว่า เมื่อไรก็ตามที่มีการโคลนนิ่ง จะมีช่วงเวลาที่ต้องเรียนรู้ศึกษา โดยเฉพาะในการโคลนนิ่งมนุษย์ กลเม็ดอยู่ที่เวลาและสารเคมีที่เหมาะสมที่จะใช้ออกคำสั่งของเซลล์โคลนนิ่ง

   อย่างไรก็ดี ก็ยังมีเรื่องยากอยู่บ้าง ในการโคลนนิ่งสัตว์ อย่างน้อยร้อยละ 25 เกิดปัญหาชัดเจนซึ่งเกิดขึ้นจากระหว่างการตั้งคำสั่งของเซลล์ การเพาะเชื้อ หรือการเคลื่อนย้ายเอ็มบริโอ Lanza กล่าวว่าในการโคลนนิ่งมนุษย์เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องหลักจริยธรรมด้วย ยกตัวอย่าง เราสามารถโคลนนิ่งมนุษย์โดยที่พวกเขาไม่รับรู้หรือไม่ยินยอมได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าการโคลนนิ่งจะช่วยให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้คุ้มค่ามากขึ้นจากการเรียน รู้ก็ตาม ในปัจจุบันยังมีความพยายามโคลนมนุษย์นีแอนเดอธัลอีกด้วย อย่างไรก็ตามการโคลนสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้วเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก มากกว่าการโคลนปกติเพราะมีหลายปัจจัยแวดล้อมที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย ปัจจุบันเคยมีความสำเร็จในการโคลนสายพันธุ์ของแพะภูเขาที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ได้เพียงครั้งเดียวซึ่งแพะตัวนี้เสียชีวิตทันทีภายหลังการคลอด

 

เหตุการณ์ที่ 2 มิติพิเศษ (Extra dimension)
ทำนายว่าในปี 2050 :  น่าจะเกิดได้ครึ่งหนึ่ง (50-50)

   จากจินตนาการของมนุษย์เกี่ยวกับมิติพิศวง มันอาจจะเกิดขึ้นจริงๆได้ สิ่งลึกลับรอบตัวต่าง ๆ เช่นสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงหรือความเกี่ยวพันของอนุภาคที่แตกต่างกันทำให้เรา รู้สึกได้ว่าอาจจะมีมิติพิเศษที่เรายังไม่รู้ ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นจริง อุปกรณ์ Large Hadron Collider (LHC) ที่เจนีวาอาจจะกระแทกให้อนุภาคแตกตัวและปล่อยพลังงานเพียงพอจะทำให้เราสัมผัสมิติอื่น ๆ ได้

   Max Tegmark จาก MIT กล่าวว่าการพิสูจน์ถึงมิติพิเศษจะทำให้เราเปลี่ยนแปลงความเข้าใจในโลกความเป็นจริงได้ ใน เชิงทฤษฎีฟิสิกส์ หลักการเหตุผลของมิติพิเศษเกี่ยวข้องโดยตรงกับทฤษฎีสมมาตรยิ่งยวด ที่อ้างถึงการรวมเอาอนุภาคต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นสิ่งเดียว สมมาตรยิ่งยวดจะเกิดขึ้นได้เมื่อห้วงอวกาศมีทั้งหมด 10 มิติด้วยกัน ซึ่งมิติอื่น ๆ อาจจะไม่สามารถสังเกตได้เนื่องเพราะมีขนาดเล็กมากเกินไป หรือมนุษย์อาจจะยึดติดอยู่กับโลกที่มีเพียง 3 มิติเท่านั้น วิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดมิติพิเศษขึ้นได้คือการเร่งพลังงานของอนุภาค จากกฎของกลศาสตร์ควอนตัม หากอนุภาคมีพลังงานมากขึ้นเพียงใด การจำกัดขอบเขตของอนุภาคจะเล็กลงไปด้วย เช่นพลังงาน 1 TeV มาจากอนุภาคที่มีขนาด 10-19 เมตร หากมิติพิเศษมีขนาดใหญ่เท่านี้ อนุภาคจะตกลงไปสู่มิตินั้นและเกิดการสั่นขึ้น

   ในปี 1998 นักฟิสิกส์ Gordon Kane จินตนาการขึ้นว่า ถ้า LHC สามารถแยกอนุภาคโปรตอนสองตัว จะสามารถสร้างอิเล็กตรอนกับอนุภาคอื่น ๆ ที่มีพลังงานเป็นจำนวนเต็มเท่าของ 1 TeV เช่น 2-3 TeV จำนวนเท่าที่ว่าแสดงถึงจำนวนมิติที่เกิดขึ้นจากการชนของอนุภาค

   การค้นพบมิติพิเศษมีบทบาทสำคัญในทางฟิสิกส์และในการศึกษาอื่น ๆ เราสามารถนำมิติพิเศษมาอธิบายความลึกลับต่าง ๆ เช่นพลังงานคอสมิค หรืออาจนำไปใช้แก้ไขความเข้าใจในเรื่องมิติได้ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจได้ดี ขึ้นว่าห้วงพื้นที่และห้วงเวลาอาจเกิดจากหลักการทางฟิสิกส์ที่เกิดในดินแดน ไร้พื้นที่ไร้ห้วงเวลาได้

 

เหตุการณ์ที่ 3 สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว (Extraterrestrial (Alien) intelligence)

ทำนายว่าในปี 2050 :  ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ (unlikely)

   ในปี 1960 ที่ National Radio Astronomy Observatory ณ West Virginia นักวิทยาศาสตร์หนุ่ม Frank Drake ปรับกล้อง radio telescope ขนาดใหญ่เพื่อตรวจจับสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว การค้นหาครั้งนั้นแม้จะคว้าน้ำเหลว แต่เป็นต้นกำเนิดของโครงการสำคัญในการเสาะหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวหรือ SETI และมีชื่อว่าโครงการออซมา (Ozma)

   ในเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา Drake ปัจจุบันมีอายุ 80 ปี และเป็นผู้อำนวยการศูนย์ Carl Sagan Center ใน Moutain View แค ลิฟอร์เนีย ก็ยังคงทำการค้นคว้ามาโดยตลอด นักดาราศาสตร์สมัยนี้มีอุปกรณ์พิเศษที่ใช้ค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวโดยเฉพาะ และตั้งชื่อว่า Allen Telescope Array (ATA) ที่แคลิฟอร์เนีย ถนักดาราฟิสิกส์ Alan P. Boss ก็ เห็นด้วยกับความเห็นนี้ เขาเชื่อว่าจักรวาลยังคงกว้างใหญ่และรอให้เราค้นหาต่อไป ปัจจุบันหนึ่งในโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือโครงการฟินิกส์ใช้วิธีค้นหา จากดวงดาวใกล้เคียงโดยตรวจจับคลื่นวิทยุในช่วงกว้างมาก ในเวลา 9 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ตรวจค้นดวงดาวไปแล้วถึง 800 ดวง ซึ่งยังเป็นเพียงหนึ่งในล้านของร้อยละ 1 ของดวงดาวทั้งหมดในทางช้างเผือก

   สิ่งที่ยากก็คือมีหลายตัวแปรที่นักดาราศาสตร์ต้องให้ความสนใจ เหมือนกับคลื่นวิทยุ พวกเขาต้องพิจารณาสถานีส่งคลื่น เวลาในการส่งคลื่น (ตลอด 24 ชั่วโมงหรือหยุดส่งทุกเที่ยงคืน) ชนิดของคลื่น (AM หรือ FM) และอื่น ๆ อย่างน้อยการค้นหาต้องเป็น 9 มิติ และถึงแม้ว่าเราจะได้ว่า 9 มิติที่ต้องการคืออะไรและสร้างอุปกรณ์มารองรับ การค้นหาก็ยังอาจผิดพลาดได้โดยง่ายเพียงเพราะเราคาดเดาผิดไป 1 ตัวแปร

   ในปัจจุบันมีความพยายามใช้กล้อง Kepler space telescope เสาะ หาดวงดาวที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ซึ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราคงคาดหวังได้ว่าจะมีคำตอบให้กับว่ามีดาวเคราะห์ดวงไหนบ้างที่มีสภาพคล้าย กับโลก แต่ถึงกระนั้นดาวเหล่านี้อาจไม่มีเทคโนโลยีดีพอที่จะส่งสัญญาณคลื่นวิทยุมา ให้เราตรวจจับก็ได้ นักวิทยาศาสตร์จึงหันไปให้ความสำคัญกับการตรวจจับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก มากกว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กนั้นก็ยังยากเกินไปสำหรับเทคโนโลยีของโลกเราที่จะตรวจ จับได้ในอีก 20 ปีข้างหน้า อะไรจะเกิดขึ้นถ้ามีบางคนตรวจจับสิ่งมีชีวิตต่างดาวขึ้นมาได้ สถาบัน SEMI มีขั้นตอนชัดเจนว่าจะเตือนไปยังสถานีสำรวจหลายแห่งเพื่อร่วมกันตรวจสอบข้อมูล แต่องค์กรระดับโลกยังไม่มีการจัดตั้งขั้นตอนการดำเนินงานใด ๆ

 

เหตุการณ์ที่ 4 ข้อถกเถียงด้านอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear exchange (war))

ทำนายว่าในปี 2050 :  ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ (unlikely)

   นับแต่สิ้นสุดสงครามเย็น การควบคุมอาวุธสงครามโดยสหรัฐอเมริกา รัสเซียและประเทศอื่น ๆ ได้ช่วยกันลดการถูกคุกคามจากสงครามนิวเคลียร์เป็นอย่างมาก แต่สงครามในบางประเทศก็ยังทำให้การซื้อขายแลกเปลี่ยนอาวุธสงครามที่ยังเกิดขึ้นได้

   การระเบิดเพียงลูกเดียวของระเบิดนิวเคลียร์สามารถทำให้ผู้คนล้มตายได้มากมาย หลายนอกจากประชาชนกว่า 20 ล้าน คนที่ต้องสูญเสียในการสงคราม ยังมีอีกมากมายที่ไม่เกี่ยวข้องยังต้องสูญเสียไปด้วยเนื่องเพราะแรงระเบิดจะ ส่งให้ขี้เถ้ากว่าห้าเมตริกตันลอยเข้าสู่ขั้นบรรยากาศ สภาพอากาศจะทำให้เศษเถ้าลอยขึ้นไปอยู่ในบรรยากาศของโลกกว่าหนึ่งสัปดาห์ และภายในสองเดือนจะปกคลุมไปทั่วทุกมุมโลก ท้องฟ้าจะมืดครึ้มทำให้พืชพรรณขาดแสงแดดซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกระบวนโซ่อาหารไป ถึง 10 ปี สภาพข้าวยากหมากแพงยังส่งผลให้ประชากรโลกกว่าหนึ่งล้านคนต้องอดตายตามไปอีกด้วย แม้ว่าผลกระทบฟังดูน่ากลัว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นแสงทองส่องอำไพ เหตุอุบัติที่อาจเกิดขึ้นได้นี้ยังอยู่ในความสามารถของมนุษย์ที่จะหยุดยั้ง และควบคุมดูแลไม่ให้เกิดขึ้นมาได้

 

เหตุการณ์ที่ 5 การชนของดาวเคราะห์น้อย (Asteroid collision)

ทำนายว่าในปี 2050 :  ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ (unlikely)

   เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2553 ดาวเคราะห์น้อยชื่อว่า 2007XB10 มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่มีแรงทำลายเป็นวงกว้างในระดับโลก จะวิ่งผ่านโลกเราไป ช่างเป็นโชคดีที่ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวจะอยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางถึง 10.6 ล้านกิโลเมตร หรือนับเป็น 27.6 เท่าของระยะทางจากโลกไปยังดวงจันทร์ แม้ว่าในระยะเวลาอันใกล้จะไม่มีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่วิ่งเข้าชนโลกโดยตรงก็ตาม แต่ในระยะเวลา 200 ปีข้างหน้าโลกเราอาจต้องเผชิญกับหินอวกาศขนาดเล็กแต่มีพลังทำลายเพียงพอกับเมืองเล็ก ๆ ได้

   วัตถุใกล้โลกหรือ NEO (near-Earth object) เป็นดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางที่เข้าใกล้สู่โลกในระยะ 195 ล้านกิโลเมตร ในปี 2009 องค์การนาซ่าคาดการณ์ไว้ว่ามี 90 ดาวเคราะห์น้อยที่วิ่งเข้าสู่ระยะ 5 เท่าของระยะทางสู่ดวงจันทร์ และมีถึง 21 ลูก ที่อาจวิ่งเข้าสู่ระยะทางระหว่างโลกกับดวงจันทร์ โดยปกตินักวิทยาศาสตร์จะตรวจพบดาวเคราะห์น้อยเป็นจุดเล็กบนภาพถ่าย ซึ่งทำให้ยากต่อการคำนวณเส้นทางการโคจร ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังคงเก็บข้อมูลต่อไป อย่างไรก็ตามดาวเคราะห์น้อยที่ถูกพบอย่างน้อย 940 ลูกมีขนาดประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งยังไม่มีวี่แววจะเข้ามาชนโลก แต่ดาวเคราะห์น้อยที่ทำลายสายพันธุ์ไดโนเสาร์ทั้งหมดต้องมีขนาดถึง 10 กิโลเมตร

   อย่างไรก็ตาม โลกใบนี้กลับถูกคุกคามด้วยหินขนาดเล็กซึ่งมีมากกว่าหนึ่งแสนถูกที่มีขนาดประมาณ 140 เมตรซึ่งแต่ละลูกมีพลังทำลายของระเบิด TNT ขนาด 300 เมกะตัน หินขนาดเล็กเหล่านี้มีโอกาสพุ่งเข้าชนโลกบ่อยกว่าหินอุกกาบาตขนาดใหญ่มากนัก ในมุมมองของความเสี่ยง นักวิทยาศาสตร์กำลังให้ความสำคัญกับหินอุกกาบาตขนาดย่อมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30-50 เมตรซึ่งมีพลังทำลายเมืองเล็ก ๆ ได้ทั้งเมือง โดยมักจะระเบิดในชั้นบรรยากาศ ในปี 1908 หินอุกกาบาตเกิดระเบิดขึ้นจนเป็นแรงดันอากาศเหนือเมือง Tunguska ในไซบีเรีย ทำให้เมืองทั้งเมืองราพนาสูญขนาดเท่าเมืองลอนดอนเลยทีเดียว เหตุการณ์คล้ายกันนี้ยังเคยเกิดขึ้นที่ Barringer รัฐอริโซนาอีกด้วย

   National Research Council (NRC) คาดการณ์ไว้ว่าในทุก 200 ปีจะมีหินอุกกาบาตขนาด 25 เมตรระเบิดขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่จะเกิดระเบิดเหนือทะเลแต่ยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดสึนามิได้เช่นกัน ในขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์จาก Sandia National Laboratories คาดว่าการระเบิดขนาด 4 เมตรจะเกิดขึ้นได้ทุกปี

   เราสามารถทำอะไรได้บ้างถ้าเราพบว่าหินอุกกาบาตเหล่านี้จะพุ่งเข้าชนโลก สำหรับหินขนาดกลางที่ค้นพบล่วงหน้าหลายปี เราอาจจะส่งกระสวยอวกาศเข้าพุ่งชนเพื่อเปลี่ยนทิศทางวงโคจรเสียเลย สำหรับหินอุกกาบาตขนาดใหญ่กว่า 500 เมตร คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ หากว่า เรามีเวลาเตรียมตัวเพียงน้อยนิดสำหรับอุกกาบาตขนาดที่จะทำลายเมืองได้ทั้ง เมือง ทางเลือกมีน้อยมากนักนอกจากการอพยพออกไปจากพื้นที่เสี่ยงเท่านั้น ซึ่งบางครั้งเรายังต้องฝากความหวังไว้กับโชคเสียด้วย

 

Social Media
Facebook : stkcsociety
Twitter : stkcsociety
Tiktok : stkcsociety
Youtube channel : STKC Society

 

ที่มาของข้อมูล
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

Hits 493 ครั้ง