น้ำใต้ดิน

วันที่: 
Wed 28 October 2026

น้ำใต้ดิน(Groundwater)

น้ำที่สะสมอยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดิน รอยแตกของหิน และโพรงในชั้นหินใต้พื้นผิวโลก โดยส่วนใหญ่มาจากน้ำฝนที่ซึมลงไปในดิน

สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ น้ำใต้ดินไม่ได้อยู่ในรูปของแม่น้ำหรือทะเลสาบขนาดใหญ่ใต้ดินเสมอไป แต่ส่วนใหญ่อยู่กระจายตามช่องว่างเล็ก ๆ ภายในดินและหิน
- ชั้นดินไม่อิ่มตัวด้วยน้ำ: ยังมีทั้งอากาศและน้ำอยู่ในช่องว่าง
- ระดับน้ำใต้ดิน (Water table): ขอบเขตโดยประมาณระหว่างบริเวณไม่อิ่มตัวด้วยน้ำกับบริเวณอิ่มตัวด้วยน้ำ
- ชั้นหินอุ้มน้ำ (Aquifer): ชั้นหินหรือตะกอนที่สามารถกักเก็บและส่งผ่านน้ำได้ในปริมาณที่นำมาใช้ประโยชน์ได้

น้ำใต้ดินเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ขั้นที่ 1 — น้ำฝนตกลงสู่พื้นดิน
น้ำฝนส่วนหนึ่งไหลบนผิวดินลงสู่ลำธาร ขณะที่อีกส่วนซึมลงสู่ดิน
ขั้นที่ 2 — น้ำซึมผ่านดินและหิน
น้ำเคลื่อนผ่านช่องว่างในดินและรอยแตกของหิน โดยความเร็วขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุและสภาพพื้นที่
ขั้นที่ 3 — เติมน้ำสู่ชั้นหินอุ้มน้ำ
เมื่อน้ำซึมลงไปถึงบริเวณอิ่มตัวด้วยน้ำ ก็จะช่วยเติมน้ำสำรองใต้ดิน กระบวนการนี้เรียกว่า การเติมน้ำใต้ดิน (Groundwater recharge)

โลกใต้น้ำมีลักษณะอย่างไร?
ใต้พื้นดินไม่ได้มีโครงสร้างเหมือนกันทุกแห่ง บางพื้นที่เป็นชั้นทรายและกรวด บางพื้นที่เป็นหินปูนที่มีโพรงหรือรอยแตก และบางพื้นที่มีชั้นดินเหนียวที่น้ำผ่านได้ยาก

ชั้นหินอุ้มน้ำที่ควรรู้จักมี 2 แบบหลัก
- ชั้นหินอุ้มน้ำแบบเปิด (Unconfined aquifer): ไม่มีชั้นกั้นน้ำที่ต่อเนื่องปิดทับอยู่ด้านบน ขอบเขตบนของบริเวณอิ่มตัวด้วยน้ำจึงเป็นระดับน้ำใต้ดิน
- ชั้นหินอุ้มน้ำแบบมีแรงดัน (Confined aquifer): ถูกคั่นด้วยชั้นหินหรือชั้นตะกอนที่น้ำผ่านได้ยาก ทำให้น้ำภายในมีแรงดันสูงกว่าที่ควรเป็นหากเปิดรับบรรยากาศโดยตรง
หากเจาะบ่อลงในชั้นหินอุ้มน้ำแบบมีแรงดัน น้ำอาจสูงขึ้นในบ่อได้เอง และในบางพื้นที่อาจไหลพ้นปากบ่อโดยไม่ต้องสูบน้ำ เรียกว่า บ่อบาดาลน้ำพุ (Flowing artesian well) ทั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับบ่อบาดาลทุกแห่ง

น้ำใต้ดินเคลื่อนที่หรือไม่?
น้ำใต้ดินเคลื่อนที่ได้ แม้เราไม่เห็นการไหล

น้ำเคลื่อนผ่านช่องว่างที่เชื่อมต่อกันในดินและหิน โดยทั่วไปช้ากว่าการไหลในแม่น้ำมาก แต่ความเร็วแตกต่างกันได้ตั้งแต่ช้ามากในวัสดุเนื้อละเอียด ไปจนถึงเร็วขึ้นในกรวดหรือรอยแตกขนาดใหญ่
น้ำใต้ดินบางส่วนไหลออกสู่บ่อน้ำ น้ำพุ แม่น้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรน้ำ ไม่ใช่น้ำที่ถูกขังอยู่นิ่ง ๆ ตลอดเวลา

น้ำใต้ดินสำคัญต่อชีวิตอย่างไร?

เกษตรกรรม
ใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับเพาะปลูก โดยเฉพาะพื้นที่ที่น้ำผิวดินมีจำกัด
การอุปโภคบริโภค
เป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับครัวเรือน ชุมชน และระบบประปาในหลายพื้นที่
ระบบนิเวศ
น้ำใต้ดินที่ไหลออกสู่ผิวดินช่วยหล่อเลี้ยงลำธาร พื้นที่ชุ่มน้ำ และสิ่งมีชีวิตบางชนิด โดยเฉพาะในช่วงที่ฝนตกน้อย
แหล่งน้ำสำรอง
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการน้ำเมื่อเกิดภัยแล้ง แต่ต้องสูบใช้อย่างเหมาะสมกับอัตราการเติมน้ำกลับ

น้ำใต้ดินสะอาดเสมอจริงหรือ?
ไม่จริงเสมอไป! ดินและหินอาจช่วยกรองอนุภาคบางชนิดระหว่างที่น้ำซึมผ่าน แต่ไม่ได้กำจัดสารปนเปื้อนทุกชนิด และไม่ได้รับประกันว่าน้ำนั้นปลอดภัยสำหรับดื่ม

แหล่งปนเปื้อนที่ควรระวัง ได้แก่
- สารเคมีจากการเกษตร เช่น ปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืช
- น้ำเสียจากบ้านเรือนและระบบบำบัดที่ไม่เหมาะสม
- ของเสียจากกิจกรรมอุตสาหกรรมหรือการจัดการสารเคมีที่ไม่ถูกต้อง
- สารธรรมชาติที่ละลายออกมาจากดินและหิน เช่น สารหนูในบางพื้นที่
น้ำที่ใส ไม่มีกลิ่น หรือมีรสปกติ ก็อาจมีสารปนเปื้อนที่มองไม่เห็นได้ จึงควรตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำก่อนนำมาใช้ดื่ม โดยเฉพาะน้ำจากบ่อที่ไม่เคยตรวจมาก่อน

อะไรจะเกิดขึ้น หากเราใช้น้ำใต้ดินมากเกินไป?

น้ำใต้ดินเป็นทรัพยากรที่เติมกลับได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเติมกลับได้ทันกับการใช้งานเสมอไป หากสูบน้ำออกเร็วกว่าที่ธรรมชาติเติมกลับเป็นเวลานาน อาจเกิดผลกระทบดังนี้
- ระดับน้ำใต้ดินลดลง: บ่อตื้นอาจมีน้ำไม่เพียงพอหรือแห้งขอด
- ต้นทุนสูบน้ำสูงขึ้น: ต้องสูบน้ำจากระดับที่ลึกกว่าเดิม
- แผ่นดินทรุด: ในชั้นดินบางชนิด การลดแรงดันน้ำในช่องว่างอาจทำให้ชั้นดินอัดตัวและพื้นดินทรุดลง
- น้ำเค็มรุกล้ำ: ในพื้นที่ชายฝั่ง การสูบน้ำมากเกินไปอาจทำให้น้ำเค็มเคลื่อนเข้ามาในชั้นน้ำจืด
- ระบบนิเวศได้รับผลกระทบ: น้ำที่ไหลไปหล่อเลี้ยงลำธารหรือพื้นที่ชุ่มน้ำอาจลดลง
ผลกระทบแต่ละอย่างขึ้นอยู่กับชนิดของชั้นหินอุ้มน้ำ สภาพธรณีวิทยา และปริมาณน้ำที่สูบใช้

5 เรื่องจริงที่หลายคนอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับน้ำใต้ดิน

1. น้ำใต้ดินไม่ใช่ทะเลสาบยักษ์ใต้ดิน
น้ำส่วนใหญ่อยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดินและในรอยแตกของหิน
2. น้ำใต้ดินบางส่วนมีอายุเก่าแก่มาก
น้ำใต้ดินบางแห่งอยู่ใต้ดินมาหลายพันปี ขณะที่บางแห่งเพิ่งซึมลงมาไม่นาน
3. แม่น้ำบางสายได้รับน้ำจากใต้ดิน
น้ำใต้ดินสามารถไหลเข้าสู่แม่น้ำ ช่วยให้แม่น้ำบางสายยังมีน้ำไหลในช่วงฝนตกน้อย
4. ฝนตกหนักไม่ได้แปลว่าน้ำใต้ดินจะเพิ่มทันที
น้ำต้องใช้เวลาในการซึมผ่านดินและหิน และน้ำฝนบางส่วนอาจไหลทิ้งไปบนผิวดิน
5. น้ำใสไม่ได้แปลว่าดื่มได้
สารปนเปื้อนบางชนิดไม่มีสีและไม่มีกลิ่น จำเป็นต้องตรวจคุณภาพน้ำ

เราจะช่วยรักษาโลกใต้น้ำนี้ได้อย่างไร?

- ลดการใช้สารเคมีที่อาจซึมลงสู่ชั้นดินและน้ำใต้ดิน
- จัดการน้ำเสียและของเสียอย่างถูกวิธี
- รักษาพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ที่ช่วยให้น้ำฝนซึมลงดินได้
- ใช้น้ำอย่างประหยัด โดยเฉพาะพื้นที่ที่พึ่งพาน้ำบาดาลเป็นหลัก
- ตรวจสอบระดับน้ำและคุณภาพน้ำบาดาลอย่างสม่ำเสมอ
- สนับสนุนการเติมน้ำใต้ดินในพื้นที่ที่เหมาะสม โดยอาศัยข้อมูลทางธรณีวิทยาและคุณภาพน้ำ
 

Hits 18 ครั้ง