ภาวะสมองล้า
เคยไหม? นั่งจ้องหน้าจอแต่คิดงานไม่ออก ความจำเริ่มสั้น โฟกัสอะไรไม่ได้เหมือนเคย
อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความเหนื่อยชั่วคราว แต่อาจเป็นสัญญาณของ ‘ภาวะสมองล้า’
ที่สารเคมีในสมองเสียสมดุลจนส่งผลเสียต่อร่างกาย
ภาวะสมองล้า (Brain Fog) คือ ภาวะเครียดโดยไม่รู้ตัวจากการที่สมองถูกใช้งานอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน ซึ่งอาจเกิดจากความเร่งรีบที่จะทำงานให้เสร็จ การพักผ่อนน้อย หรือการทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป ทำให้สารสื่อประสาทในสมองซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อข้อมูลสัญญาณไฟฟ้าระหว่างเซลล์ของระบบประสาทเสียสมดุล ประสิทธิภาพการทำงานของสมองจึงแย่ลง มีการเปรียบเทียบไว้ว่าเหมือนมีหมอกลงในสมองทำให้ไม่สดใส Brain Fog Syndrome หากเกิดบ่อยครั้งจะกลายเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ มากมาย เช่น โรคกระเพาะ, โรคอ้วน, ภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ, โรคเบาหวาน ฯลฯ
อาการเตือนภาวะสมองล้า
- นอนไม่หลับ
- ปวดศีรษะเรื้อรัง
- สายตาอ่อนเพลีย
- จัดการหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ไม่ดีเหมือนก่อน
- อารมณ์แปรปรวน
- หงุดหงิดง่าย
- ขี้หลงขี้ลืม
- ความจำระยะสั้นแย่ลง
- สมาธิในการทำงานลดลง
- ความคิดสร้างสรรค์ที่เคยมีหายไป
- ไม่สดชื่น
นอกจากผลทางกายภาพที่เกิดขึ้น Brain Fog ยังส่งผลต่อสมดุลชีวิตที่ขาดหายไป ทำให้ทางด้านจิตใจเองอาจจะเสียศูนย์ ไม่ต่างจากอาการ Burn-Out เลยทีเดียว ซึ่งสาเหตุของการเกิดภาวะสมองล้าก็มีหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็น ความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ ใช้สายตามากเกินไป ขาดการบำรุงสมอง และอื่นๆ อีกมากมายที่ส่งผลต่อสมองแบบหนักหน่วง โดยภาวะเหล่านี้เสามารถป้องกันและลดการเกิดขึ้นได้ ดังนี้
1. ลดการทำงานแบบ Mutitasking
หลายๆคนมักเร่งสปีดทำหลายอย่างพร้อมกันในคราวเดียว จนกลายเป็นต้องทำงานแบบ Multi Tasking แต่หากเมื่อต้องทำงานหลายอย่างพร้อมกัน มันจะยิ่งทำให้สมาธิถูกแยกส่วน ส่งผลให้สมองต้อใช้งานหนักกว่าเดิม ดังนั้นลองจัดตารางการทำงานใหม่โดยโฟกัสให้งานเสร็จเรียบร้อยทีละอย่าง ไม่ควรทำหลายอย่างพร้อมกัน พร้อมทั้งจัดสรรเวลาการทำงานในแต่ละชิ้นให้ชัดเจน
2. ไม่โต้ตอบกับงานยิบย่อยทันที
ไม่ว่าจะเป็นการเช็กแจ้งเตือนจากอีเมล ตอบข้อความที่แทรกขึ้นมาระหว่างการทำงาน กิจกรรมและงานยิบย่อยเหล่านี้ส่งผลกระทบกับเรามากกว่าที่คิด เพราะนอกจากจะทำให้แผนงานที่วางมารวนแล้ว การใช้ชีวิตโดยโต้ตอบกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาตลอด ทำให้สมาธิที่เราตั้งอกตั้งใจพังลงได้อย่างง่ายดาย แถมมันยังทำให้เราเบลอหนักขึ้นไปอีก ฉะนั้นกำหนดเวลาและจำนวนครั้งที่ในการตอบโต้งานยิบย่อยต่างๆ และพยายามโฟกัสงานที่อยู่ตรงหน้าก่อน
3. ขจัดความยุ่งเหยิงใกล้ตัว
แค่การทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบอาจจะยังไม่พอ เพราะสภาพแวดล้อมการทำงานเองก็เป็นส่วนสำคัญที่ห้ามละเลย พยายามอย่าปล่อยให้ความไร้ระเบียบบนโต๊ะทำงานหรือห้องของคุณ มาเป็นหนึ่งในปัญหาให้เปลืองเนื้อที่สมอง คุณอาจเริ่มจัดการสิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วยการลดอะไรที่ไม่จำเป็น ลองสร้างสเปซให้กับพื้นที่ของคุณโดยการจัดการอะไรต่างๆ ให้เป็นระบบระเบียบให้มากขึ้น
4. เคลื่อนไหวร่างกาย
การอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ โดยไม่ทำอะไรเลยจะยิ่งทำให้สมองและร่างกายฝืดเคืองไม่ปลอดโปร่ง ลองหันมาขยับร่างกายสักนิด ออกกำลังกายเบาๆ หรือออกไปสูดอากาศสักหน่อย จะทำให้สามารถทิ้งความคิดในหัวสมองที่ทับถมมานานไว้ข้างหลังได้ นอกจากนี้มันยังช่วยเสริมสร้างให้สภาพจิตใจและร่างกายดีขึ้นอีกด้วย
5. ฝึกสมาธิ
การฝึกสมาธิโดยหายใจลึกๆ วันละครึ่งชั่วโมง จะช่วยลดความเครียดและทำให้มีสมาธิพร้อมความจำที่ดีขึ้น ทั้งนี้ลองฝึกความจำด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น เล่นปริศนาอักษรไขว้ หมากรุก หรือหางานอาสาสมัครที่ได้ฝึกการใช้สมองหรือพบเพื่อนใหม่ๆ ก็จะช่วยเยียวยาและเติมเต็มความสุขให้กับสมองได้บ้าง
6. ลดการเสพโซเชียล
แม้สมาร์ทโฟนจะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ความบันเทิงได้ใกล้ตัวที่สุด แต่บางทีการเลื่อนๆ ไถๆ ไปในโลกโซเชียล ก็อาจต้องเจอกับอะไรที่บั่นทอนได้ ไม่ว่าจะเป็นการเผลอเปรียบเทียบตัวเองกับชีวิตของเพื่อนๆในโซเชียล การพบเจอทั้งข่าวดี ข่าวร้าย ที่เข้ามารบกวนจิตใจ นั่นทำให้แทนที่จะรู้สึกว่าได้พัก ยิ่งเครียดหนักไปกันใหญ่
7. หมั่นดูแลสุขภาพร่างกาย
สิ่งสำคัญสุดในการเอาชนะ Brain Fog จำต้องร่างกายที่พร้อมสมบูรณ์เพื่อต่อกรกับมันด้วย พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และบำรุงสมองด้วยสารอาหารที่ดีต่อสมองอย่าง นำมันปลา ผักผลไม้อื่นๆ ทั้งนี้ ต้องอย่าลืมหาเวลาพักผ่อน และนอนหลับให้เพียงพอ รู้จักการจัดการกับความเครียด อย่าฝืนทำงานถ้าหากสมองกำลังเหนื่อยล้า
Social Media
Facebook : stkcsociety
Twitter : stkcsociety
Tiktok : stkcsociety
Youtube channel : STKC Society
ที่มาของข้อมูล
กรมสุขภาพจิต
